W

ธันวา’14 กับหนังที่ได้ดู

03/12/14 – ประโยคสัญญารัก (พลัฏฐ์พล  มิ่งพรพิชิต/ ไทย/ 2556) – 1.5/5

เออ คือหนังมันต้องการจะมอบอะไรให้กับคนดูหรือ? ดูแล้วงงแกมไม่เข้าใจ คือจะเล่นเรื่องรักต่างวัยมันก็ไม่ใช่เพราะหนังมันไม่ได้นำทางไปให้สุดในด้านนั้นแต่กลับให้มุมมองความรักแบบทั่วๆไปแทน ซึ่งอันนี้ดีนะ มันเป็นมุมที่โลกปัจจุบันควรจะมองเป็นเรื่องปกติแบบนี้แหละ แต่หนังกลับเดินไปในทางของหนังรักงุ้งงิ้งง่อยๆไปอย่างน่าเสียดาย แทนที่จะโฟกัสคู่รักต่างวัยนี้ในมุมต่างๆที่มีให้เล่นตั้งเยอะ หนังกลับไปทุ่มเทกับเบี้ยใบ้รายทางที่ไม่ได้ส่งผลใดๆกับหนัง มันเลยกลายเป็นว่าหนังทำเอาให้คนดูอย่างเรางงแตกพร้อมอุทานว่า อะไรของมึงว่ะ!

แล้วก็นะ กลายเป็นหนังพ่นคำคมสบัดไปเสียอย่างนั้น ดูจบอยากปลุกอีพ่อของพระเอกมาฆ่าซ้ำหลายๆรอบ คนเหี้ยไรเพ้อเจ้อ เอาจริงๆกูยังรู้สึกเลยว่าหมิว ลลิตา เอื่อมระอามากๆกับคำพูดที่ถูกยัดมาให้ต้องพูดอะนะ!

แถมไทอินสินค้าสนั่นลั่นทุ่งทุนนิยม!!!

05/12/14 – ลาบเลือด (พร ไพโรจน์/ ไทย/ 2522) – 5/5

เริ่มติดใจในหนังบู๊ไทยเก่าๆเข้าให้แล้ว พวกหนังยุคปลายทศวรรษที่ 2510 ถึงช่วงทศวรรษที่ 2520 แล้วยิ่งมาเจอเรื่องนี้เข้ายิ่งติดหนึบเข้าไปใหญ่ กรี๊ดกร๊าดสนั่นด้วยความสุดรีนมากๆของมัน แถมสนุกอย่างเหลือเชื่อ

เรื่องราวไม่มีอะไรมาก หนังมันว่าด้วยเรื่องของสุภาพบุรุษนักเลงที่ชอบกินลาบเลือดเป็นนิจ แต่ทุกครั้งที่อยากกินเป็นต้องหาเลือดมาทำลาบเองทุกทีไป พ่วงไปกับเส้นเรื่องหลักอันว่าด้วยการเข้าไปช่วยเหลือคู่น้องสาวของเพื่อนรักในไร่กัญชาของเสี่ยใหญ่ผู้ใช้แรงงานเยี่ยงทาส พร้อมกับการปะทะกับเหล่าลูกสมุนมือดีมากมายของเสี่ยในการพาตัวแรงงานชั้นล่างเหล่านั้นออกจากขุมอเวจี

แค่ซีนเปิดเพื่อแนะนำตัวพระเอกก็ตบเข่าฉาดๆแล้ว มาเจอเพลงประกอบ ลาบเลือด พร้อมไตเติ้ลเปิดเรื่องนี่ทำเอาเข่าช้ำไปอีกรอบ ไหนจะซีนเริดๆอีกมากมาย อาทิ ซีนร้องเพลงเหล่โต้ตอบกันที่ขึ้นมาแบบเซอร์ไพร์สัดๆ, ซีนขอยาของเปียทิพย์ หรือแม้แต่ซีนขอเย็ดแบบสุภาพบุรุษที่ทำเอากูกรี๊ดแล้วกรี๊ดอีก

จริงๆหนังดูเอาสนุกเอาบันเทิงอย่างเดียวก็ทำเอาสุขไปหลายร้อยขั้นแล้ว แต่อีกด้านมันก็เล่าเรื่องของลำดับชั้นการปกครองได้น่าคิดเหมือนกัน ในหนังเสี่ยเจ้าของไร่ปกครองเหล่ามือปืนเพื่อให้พวกมันปกครองแรงงานทาสอีกทอดหนึ่ง แต่สุดท้ายอำนาจก็ล้มครืนลงด้วยการลุกขึ้นสู้เพื่อความเป็นไท โดยมีเจ้าอำนาจกลุ่มใหม่ขึ้นมาคุมแทนอยู่ดี คนชั้นล่างกลายเป็นกลุ่มคนที่หนีเสือปะจระเข้ตลอดเวลา

น้าแอ๊ดสมบัติเท่ห์ฉิบหาย ฤทธิ์ ลือชา แม้จะดูโง่ไปหน่อยแต่มาดแดกขาดจริงๆ แต่ที่เด็ดสุดและเราหลงหัวปักหัวปำคือ เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ ผู้รับบทกระหรี่ใจเพชรน้ำใจงาม ฉากเอาตัวแลกขอยานี่ยกใหัเป็นซีนที่พีคที่สุดของหนังไทยปีนี้ไปเลย (ชอบเธอมากๆจาก ชีวิตบัดซบ ละ)

ปล. หนังมีใช้สกอร์ของสตาร์วอส์ด้วยนะมึง แถมเสียงปืนในซีนถล่มกันช่วงท้ายยังเป็นเอาเสียงปืนเลเซอร์ในสตาร์วอส์มาผสมโรงด้วย เอากับมันซิ!!!

ไปดูๆ https://www.youtube.com/watch?v=r0hKnWqntE4

06/12/14 – Saint Laurent (Bertrand Bonello/ France, Belgium/ 2014) – 3/5

เราเคยดูหนังของ ผกก คนนี้มาสองเรื่องคือ The Pornographer และ House of Tolerance ชอบมากทั้งคู่โดยเฉพาะเรื่องหลัง

มันแปลกดีเหมือนกันนะที่ตลอดการดูเราไมได้รู้สึกอะไรกับหนังเลย เหมือนตามดูชีวิตคนไปเรื่อยๆบนแนวคิดเรื่องความสร้างสรรค์บนความเจ็บปวด บลาๆๆ ซึ่งมันไม่มีจุดพีคหนักๆ ไม่มีจุดพิเศษ แต่แปลกที่เรากลับอยู่กับหนังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่หลับ แม้ไม่เพลิดเพลินนักแต่รู้สึกว่าไหลลื่นไปกับหนังได้เสมอต้นเสมอปลาย ประหลาดดี มานั่งคิดๆดูก็พบว่าหนังมันมีสีสันต์บางอย่างที่แปลกดีและเราชอบแต่ไม่รู้จะอธิบายยังไง

แต่เราชอบช่วงท้ายของหนัง มันพีคมากๆ เราชอบในอารมณ์ที่มันทำให้เรารู้สึกถึงคนที่มันยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ความงดงามในอดีตที่ปัจจุบันได้แต่หยิบมันขึ้นมาฝันถึง แถมเกิดขึ้นกับคนที่มันเจ็บมาทั้งชีวิตอีกด้วย ช่วงนี้เอาเราตายจริงๆ

กระเจี้ยว กัสปารด์ อูลิเยล์ หลอกหลอนมากๆ

07/12/14 – The Hunger Games: Mockingjay – Part 1 (Francis Lawrence/ US/ 2014) – 4/5

โอเคล่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามันไม่จำเป็นต้องทำแยกออกมาสองพาร์ตแบบนี้ หลายช่วงเลยยืดๆจนรู้สึกเสียเวลาดูมาก ยิ่งเอาเรื่องรักมาแทรกไว้ในเวลายืดๆเหล่านั้นด้วยแล้วยิ่งเซ็ง แต่เอาเถอะ ติ่งอย่างกูก็ชอบมากอยู่ดีนั้นแหละ

หากตัดเรื่องรักๆแบบ อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน ทิ้งไปเสียเราก็ได้หนังการเมืองเรื่องนึงที่คุ้นเคยกลับมา เราชอบเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ในภาคนี้ที่ไปไกลกว่าภาคอื่นๆตรงที่มันเป็นการสร้างตัวแทนด้วยโฆษณาชวนเชื่อ ต่อสู้ด้วยการสร้างความนิยมซึ่งแคนนิสก็เหมือนจะเป็นมวย น่าคิดดีเหมือนกันว่าฝ่ายต่อต้านก็ต้องใช้วิธีเดียวกับแคปปิตอล ด้วยแนวคิดเดียวกันเลย จนอดคาดคิดไปถึงการวนลูปของฮังเกอร์เกมไมได้ ฮังเกอร์เกมของอีกขั้วหนึ่ง (ประเด็นี้ต้องรอดูภาคหน้าอีกที)

หนังมันสะท้อนภาพความเป็นฮังเกอร์เกมได้หลายทอดดี กล่าวคือแคนนิสต่อสู้และรอดออกมาได้จากฮังเกอร์เกมในโลกเสมือนในภาคแรก แล้วก็หลุดออกไปยังโลกจริงของหนังในภาคสอง ส่วนภาคนี้เธอก็ได้พบกับฮังเกอร์เกมอีกครั้งแต่เกิดในโลกจริงของหนัง (ไม่ใช่โลกเสมือนที่ถูกสร้างให้เป็นเกมจริงๆอย่างในภาคแรก) แล้วก็หลุดการสื่อสารเหล่านั้นออกไปยังคนดูในโรงเพื่อสะท้อนโลกจริงๆของเหล่าผู้ชมอีกที

ซึ่งแน่นอนที่สุด กูอินฉิบหายกับภาพการต่อสู้กับการถูกข่มเหงของเหล่าผู้คนในดิสทริค, การชูสามนิ้ว และประโยค “if we burn you, burn with us” อีสัดเอ้ย! มีน้ำตาซึม

ปล. กูดีใจที่ภาคนี้เห็นอีหน้า จอร์จ ฮัทเชอร์สัน น้อยมากๆ

14/12/14 – สาวแรงสูง (วินิจ ภักดีวิจิตร/ ไทย/ 2518) – 2/5

 ความสนุก ความมันส์ กึ๋น เก๋าและความแพรวพราวนั้นแพ้พ่ายให้กับพี่ชายอย่างอาฉลองไปอย่างราบคาบ ไม่แม้แต่ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ

มันว่าด้วยนักสืบเอกชนเจ้าสเน่ห์ (กรุง ศรีวิไล) กับการจ้างวานตามสืบหามารดาของสาวลูกครึ่งหัวสมัยใหม่ที่อาจมีความข้องเกี่ยวกับแก็งค์ลักพาตัวและฆาตกรรมเหล่าหญิงสาว ในพาร์ตการสืบสวนเรียกได้ว่าน่าเบื่อมากจริงๆ เรื่อยๆมาเรียงๆ ตัวละครสำคัญของเรื่องก็โผล่มาช้า แม้หนังมันจะกล้าฆ่าตัวละครสำคัญบางตัวทิ้งไปแต่ก็นั้นแหละ การมาเป็นแค่เครื่องปรุงแล้วถูกตัวออกไปมันไม่ได้ส่งผลใดๆกับคนดูเสียเลย

แต่ก็นั่นแหละ เรื่องการสืบสวนมันไม่ใช่ประเด็นหลักของหนังอยู่แล้ว ประเด็นจริงๆมันอยู่ตามชื่อเรื่อง หนังมีตัวละครหญิงที่น่าสนใจหลายตัว ความน่าสนใจในที่นี้คือแนวความคิดของการสร้างตัวละครหญิงในยุคนั้นที่ไปไกลกว่ายุคนี้มากๆ ทั้งกระหรี่ที่โอเคในความเป็นกระหรี่ของตัวเอง สาวหัวสมัยใหม่ที่มองเรื่องความสัมพันธ์ต่างไปจากความเชื่อสมัยนิยม แต่ก็นั้นแหละมันยังคงมีตัวละครหญิงหัวเก่าที่มากับตำแหน่งหลวงโดยทั้งหมดทั้งมวลมันก็อยู่ใต้ร่มเงาของผู้ชายอยู่ดี

23/12/14 – Mystery (Lou Ye/ China, France/ 2012) – 3/5

 จากการดูหนังของโหลวเหย่มาทุกเรื่อง เรื่องนี้น่าจะเป็นหนังของเขาที่เราชอบน้อยที่สุด โอเคล่ะเหย่ยังคงทำหนังที่พูดถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ได้ดีและดูสนุกแต่เสียดายที่เรื่องนี้มันออกไปในทางธรรมดาเอาเสียหน่อย เรื่องของการมีชู้และผลกระทบของมันอันนำพาความล่มสลายปริแตกไปเป็นวงกว้าง

สิ่งที่เราสนใจเสมอในหนังของเหย่คือตัวละครเพศหญิงที่มักเป็นเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยปริศนาหรือไม่ก็มักเป็นผู้ถูกกระทำซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมักอยู่ในรูปแบบของความรักความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และในเรื่องนี้มันเป็นแบบหลัง เพศหญิงในเรื่องคือผู้ถูกลงทัณฑ์จากความรัก ไม่ว่าจะคือตัวเมียหลวง, เมียน้อย, สาวรุ่นที่ตายและแม่ของเธอเอง ส่วนเพศชายก็เป็นได้แค่คนตาบอดที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆในการทำความเข้าใจเพศหญิง

อนึ่ง เราพบว่าซาวด์ต่างๆในหนังเรื่องนี้มันละเอียดดีจัง ไม่ว่าจะเสียงแอมเบียนต์ต่างๆ การใส่ดนตรีประกอบรวมไปถึงเพลงประกอบที่จะว่าป๊อปก็ใช่ แต่มันก็เหมาะกับเรื่องราวเกือบน้ำเน่าแบบนี้ดี

ปล. รอดู Blind Massage ด้วยใจจอจ่อ

24/12/14 – W (ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต/ ไทย/ 2014) – 5/5

ชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นสามชั่วโมงมากกว่ามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันพอดิบพอดีและลงตัวแบบเห็นได้ชัด ปัจจัยหนึ่งคือตอนดูเวอร์ชั่น 3 ชั่วโมงเราไปไม่ทันใน 20 นาทีแรกซึ่งเรารู้สึกว่ามันต้องมีความสำคัญกับเรื่องมากๆ แล้วก็จริงอย่างที่คิดพอมาดูเวอร์ชั่นนี้เพราะมันคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดทั้งมวลของตัวละคร เราได้เห็นทาทีเบื้องต้นของตัวแม่ของตัวละคร ได้เห็นการขนของเข้าหอเพื่อบ่งบอกว่าชีวิตนักศึกษามันเริ่มขึ้นแล้วอย่างไร

ไม่รู้ว่าเพราะเคยดูหนังมาก่อนแล้วหรือเปล่าที่ทำให้เราซึบซับทุกสิ่งทุกอย่างในหนังได้อย่างเต็มความรู้สึกในตลอดช่วงเวลาของหนัง คือตั้งแต่พอมารู้จุดเริ่มของตัวละครแล้วก็อินเลย เห็นสายตาของหนึ่งก็น้ำตาปริ่มเลย ยิ่งซีนคัดติ้งสามตัวละครเคล้าเพลงโพสต์ร็อคนี่เราตายไปเลยจริงๆ (ตอนดูเวอร์ชั่น 3 ชั่วโมงเราไม่ได้ชอบมากเมื่อตอนดูแต่กลับชอบขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป)

ในเวอร์ชั่นนี้เราเห็นภาพของครอบครัวหนึ่งและพลอยชัดขึ้น เห็นผลกระทบของมันชัดขึ้นโดยเฉพาะหนึ่ง เห็นการแบกรับภาระของพลอยที่หนักอึ้งขึ้น

ยืนยันคำเดิมว่านี่คือหนังที่ถ่ายทอดห้วงชีวิตและอารมณ์ของวัยรุ่นไทยที่ต้องก้าวเดินผ่านห้วงเวลาอ้างว้างและสับสนได้ดีมากๆๆๆๆๆๆ เรื่องหนึ่ง จัดให้ติดท๊อปอีกปีแน่ๆ

ปล. มีเขียนถึงหนังเวอร์ชั่น 3 ชั่วโมงไว้: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10202031266321680&set=a.10201814130693425.1073741828.1186959115&type=3&src=https%3A%2F%2Ffbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net%2Fhphotos-ak-xpf1%2Fv%2Ft1.0-9%2F1375291_10202031266321680_1686202126_n.jpg%3Foh%3D52184dccc4ac1b61a9b79afd96782045%26oe%3D55361F6D%26__gda__%3D1429569200_3d76dd8a86e066849640a0e275b6a5c1&size=533%2C720

24/12/14 – The Master (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2014) – 4.5/5

 ส่วนตัวเราไม่ได้มีความข้องเกี่ยวใดๆในยุคแรกเริ่มของร้านพี่แว่นหรือวงการหนังนอกกระแสเลย โดยเฉพาะในยุค VHS นั้นเราไม่ทันเลยเนื่องด้วย หนึ่งคือไม่รู้ว่ามันมีอยู่ในบ้านเราและสองคือตอนนั้นยังไม่ได้สนใจและรู้จักหนังที่นอกเหนือจากฮอลลีวู๊ดมากนัก โดยจุดเริ่มต้นของการตามหาหนังแปลกๆมาดูของเราก็เริ่มต้นในยุค DVD แล้ว ยุคที่มีอินเตอร์เนตแล้วนั้นแหละเราจึงได้ไปเสาะแสวงหา แล้วเอาเข้าจริงก็ไปร้านพี่แว่นน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ไปโดนร้านอ้วนแว่นมากกว่า (ร้านพี่อ๊อตนั้นแหละ….ฮา) ความข้องเกี่ยวกับพี่แว่นกับเราเลยน้อยมาก มีเพียงแค่การไปซื้อหนังที่จตุจักรๆเล็กๆน้อยๆและซื้อผ่านเวบในยุคหลังแค่นั้น แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือการตามหาหนังแปลกในยุคที่มันยังหาดูยากมากในบ้านเรานั้นแหละ

อีกสิ่งที่อยากบันทึกไว้ส่วนตัวถึงเหตุที่ไม่ได้ไปร้านของพี่แว่นคือ หนึ่งเคยไปแล้วเห็นแกกำลังโดยตำรวจตรวจร้านอยู่จนเราอดซื้อและรู้สึกเสียเวลา และสองเราไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหนเลยระหว่างแว่นจริงกับแว่นอ้วน เพราะหนังที่ได้มาก็มีเหมือนกันและซับไทยเหมือนกันด้วย (จะว่าเรากลายเป็นผลผลิตหนึ่งในยุคแรกก็ได้)

เอาล่ะมาพูดถึงตัวหนังเรื่องนี้ นวพลยังฉกาจเหมือนเดิมในการเล่าเรื่อง เชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักร้านพี่แว่นหรือรู้จักยุคสมัยการตามหาหนังแปลกอันแสนยากนั้นก็สามารถสนุกไปกับหนังเรื่องนี้ได้ด้วยการเล่าเรื่องด้วยชั้นเชิงและครอบคลุมตั้งแต่จุดกำเนิด จุดพีคและจุดจบ ส่วนตัวเราที่มีความเกี่ยวข้องเล็กๆอยู่บ้างเราพบว่าเราเพลิดเพลินกับหนังเอามากๆ นึกย้อนกลับไปเห็นตัวเองในอดีตทั้งการสงสัยว่าจะหาหนังเหล่านี้มาดูยังไงเมื่อได้เห็นตามหน้านิตยสาร การตามหาร้านพี่คนนั้นในพันทิพย์ดอตคอมหรือแม้แต่กับคำถามที่ถามกลับมากระตุ้นความคิดในเรื่องความผิดถูกของลิขสิทธิ์ของหนัง รวมไปถึงกับการร้องว้าวๆในข้อมูลที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย การทำซับ การเขียนปก ความใส่ใจในสินค้า ฯลฯ แล้วการที่ได้เห็นและเคยคุ้นเคยกับผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมมันก็ทำให้เราสนุกไปอีกแบบ เหมือนร่วมวงพูดคุยภาษาเดียวกันกับคนคุ้นหน้า

หากช่วงเวลาเฟื้องฟูของร้านพี่แว่นคือบทหนึ่งของวัฒนธรรมการดูหนังในบ้านเราในยุคสมัยหนึ่งอันสำคัญ หนังเรื่องนี้ก็เป็นบทบันทึกอันหนึ่งของห้วงเวลานั้นเพื่อคารวะผู้มีอุปการะคุณของวงการ

Advertisements

ตุลา’13 กับหนังที่ได้ดู

02/10/13 – Lan Kwai Fong 2 (Wilson Chin Kwok-Wai/ HK/ 2012) – 1/5

มันยังกล้าทำภาคสอง กูก็ยอมดูไม่ว่ากัน ทั้งสองภาคมันว่าด้วยนักเที่ยวในหลานไคฟง สถานที่เที่ยวกลางคืนสุดหรูในฮ่องกงที่เต็มไปด้วยหนุ่มๆสาวๆหน้าตาดียังกับออกมาจากนิตยสารแฟชั่น ภาคแรกมันไปเล่าในหมู่ลูกหลานคนมีตังค์เท่ห์ๆคูลๆเหี้ยๆที่เสือกกลับใจได้ในตอนหนังจบแบบคนดูงง ภาคนี้มันเลยทำเป็นรักข้ามชนชั้นบ้าง แต่ยังคงความสวยหล่อ, อู่ฟู่และเซ็กซ์ซี่ไว้เหมือนเดิมและก็ยังคงเล่าเรื่องไปแบบเดิมๆแต่เพิ่มความชวนฝันเข้าไปตามสไตล์หนังรักข้ามชั้นที่เห็นกันอยู่บ่อยๆโดยเฉพาะไอ้ตอนจบนี่กูแทบอยากจะเอาร้องเท้าเขวี้ยงใส่จอ เพ้อเจ้อมาก

ออ! การตั้งชื่อตัวละครก็ต่ำดี “สิริ” เอย “คิวคิว” เอย หรือแม้แต่ “แม็กซิม” ก็พยายามทำความเข้าใจนะแต่รับไม่ไหวจริงๆ

อนึ่ง ภาค 3 กำลังถ่ายทำอยู่จ้าาาาาา

03/10/13 – Color Blossoms (Yonfan/ HK/ 2004) – 5+++/5

โอเคแหละ มันแอ็คอาร์ต แต่เราโครตชอบเลยว่ะ หนังสวยและเซ็กซี่เหลือเกิน

ก่อนดูไม่รู้มาก่อนว่ามันเป็นหนังฮ่องกงเพราะองค์ประกอบหลายอย่างในหนังแทบจะไม่ใช่ฮ่องกงเลย (ยกเว้นภาษาและสถานที่ถ่ายทำ) หนังมันใช้ 3 ภาษาคือจีนกวางตุ้ง, ญี่ปุ่นและอังกฤษ มีการจัดแสงเหมือนหนังญี่ปุ่น มีนักแสดงเกาหลีมาแจมด้วย ได้คนทำเพลงจากอินเดีย  ปิดท้ายด้วยตากล้องจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ Lou Ye และ Li Yu สองผู้กำกับจีนที่เราชอบมากเคยใช้บริการ แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นในหนังก็คือการประสานงานกันอย่างสมบูรณ์ของการรวมหมู่ยอดฝีมือเแห่งอเชียในแต่ละหน้าที่ ผลที่ได้คือภาพที่เลอ เพลงที่เลิศ นักแสดงทรงพลัง(และเล่นใหญ่เหมาะกับหนังมาก) อาร์ตไดแสนบรรเจิด ในตัวเรื่องที่เปี่ยมสเน่ห์และเต็มไปด้วยความลึกลับเคล้ากินฮอร์โมนอบอวลที่ทำให้เราคิดถึงหนังอย่าง Face ของคิมคีดุ๊ก หนึ่งในหนังที่เราชอบเหมือนกันและแน่นอนกับหนังหลายๆเรื่องของหว่องกาไว

หนังมีฉากที่พูดถึงหนังของเฟลินี่และอันโตนีโอนี่ด้วย เสียดายที่ยังไม่เคยดูหนังของปรมจารย์ทั้งสองท่านนี้เลย

ปล. ชอบฉากบนโปสเตอร์นี้กับฉากค่อยๆเปิดหน้าอกของนางเอกที่หน้าประตูยั่วตำรวจ 4708 มากกกกกกกกกกก

1375291_10202031266321680_1686202126_n05/10/13 – W (ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต/ ไทย/ 2556) – 5/5

– เข้าเลทไป 20 นาที แม้ว่าหนังมันจะยาวเหยียด 3 ชั่วโมง แต่พอดูหนังจนจบเราพบว่าไอ้ 20 นาทีแรกนั้นน่าจะสำคัญไม่ใช่น้อยในการปูความเป็นมาของตัวละคร

– ไม่เคยดูหนังของอาร์มชลสิทธิ์มาก่อนเลยซักเรื่อง แต่พอได้ดูเรื่องนี้แล้วเราพบว่าอยากดูหนังของอาร์มเรื่องอื่นๆอีก หนังประเภทที่ตอนดูไม่ได้หือ ไม่ได้อือ ไม่ได้พีคอะไร แต่มันจะมาหือมาอือมาพีคก็ตอนที่ดูผ่านมันไปแล้วแต่มันกลับยังไปฝังอยู่ในสมองให้คิดถึงหนังตลอดเวลา คิดถึงก้าวเดินต่อไปของตัวละคร หนังแบบนี้แหละที่เราชอบ(และคิดว่าใครๆก็น่าจะชอบ)

– ถามว่า 3 ชั่วโมงของหนังยาวไปไหม? ก็ยาวไป แต่ถ้ามันเพื่อจุดมุ่งหมายดังที่ว่าในไปข้อที่แล้ว เราพบว่ามันสั้นไปทันที

– ความเยี่ยมของหนังที่เราสัมผัสได้คือการเล่าเรื่องของคนสามัญ ด้วยความสามัญ ปรุงแต่งแต่น้อยแต่จับไปโมเม้นต์แห่งความว่างเปล่าและห้วงอารมณ์แห่งความเคว้งคว้างอันเป็นหัวใจของหนังได้อย่างอยู่มือ ในที่นี้คือหนึ่งปีของนักศึกษาปีหนึ่ง นักศึกษาจำพวกที่เข้าปีหนึ่งมาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไป จะบาลานซ์ชีวิตอย่างไรกับปัญหาส่วนตัวในที่นี้คือปัญหาของครอบครัวและเรื่องราวความรัก ซึ่งสุดท้ายแล้ววัยรุ่นก็เหมือนจะยังคงเป็นวัยที่ยากเกินกว่าจะแบกรับสิ่งต่างๆเหล่านั้นไว้

– โมเม้นต์ที่เราชอบมากๆคือโมเม้นต์ที่เป็นการพูดคุยธรรมดาแต่ล้อไปกับภาพของสถานที่ต่างๆที่แวดล้อมตัวละคร มันเป็นฉากง่ายๆแต่มันดูเรียลเหลือเกิน

– เราหลงรักตัวละครทั้งสาม ส่วนหนึ่งคือมันเสมือนชีวิตของตัวเองตอนปีหนึ่งได้จริงเหลือเกิน ไอ้พวกคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น พยายามแสวงหาอะไรบางอย่าง พยายามจะเป็นใครซักคน แต่ก็หาไม่เจอ เป็นไม่ได้ซักที อีกส่วนหนึ่งคือการแสดงอันเป็นธรรมชาติเหลือเกินของนักแสดงในเรื่อง เราสะอึกกับความสับสนของตั้ม เข้าใจการพยายามหลีกหนีของพลอยและหม่นเศร้าไปกับแววตาของหนึ่ง

– หนังบอกเราว่า บางทีชีวิตอาจเหมือนการว่ายน้ำ เราต้องทำตัวให้คุ้นกับมันก่อน ทำมันใช้มันบ่อยๆ แต่ก็ไม่อาจการันตีได้ว่าทุกคนจะสามารถไปแตะขอบสระได้เสมอไป

11/10/13 – Trilogy of Lust (Julie Lee, Tun Fei Mou/ HK/ 1995) – 3/5

ตกกะใจเบย นี่แม่งหนังโป๊ฮาร์ตคอร์ชัดๆ!

ดูจบไปหาข้อมูลก็พบว่ามันคือหนังฮ่องกง CAT III ที่ท้าทายเขตแดนความเป็น CAT III แบบสุดลิ่มทิ่มประตูด้วยการทำเป็นหนัโป๊ไปเลย โอเคล่ะว่าการท้าทายนี้มันต่ำตมมากในแง่ของภาพที่เห็นทางตา แต่โดยรวมของตัวหนังเราพบว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อยเมื่อมองในบางมุม อาทิ ปมของตัวนางเอกที่ต้องมาถูกขายเพราะการเป็นกบฏของพี่ชายที่ถูกฆ่าตายไปต่อหน้าจากทางการจีน ก่อเป็นความรุนแรงทางใจที่ส่งผลต่อความต้องการล้างแค้นด้วยการกลายมาเป็น S&M ในการต่อมาของเธอ การเป็นจีนที่คนจีนไม่ต้อนรับแต่ก็เสือกหนีไปไม่ถึงฮ่องกงอยู่ดี จนนำไปสู่ต้อนจบที่ต่ำตมมากแต่พีคชิบหายกับการถึงพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจของตัวละคร

หนังมีสามภาคตามชื่อของมัน แต่เราคงขอเวลาอีกซักนิดในการดูภาคต่อๆไป (ดูรวดเดียวคนมีตาย)

19/10/13 – Special ID (Clarence Fok Yiu-leung/ China, HK/ 2013) – 2.5/5

– ปัญหาอย่างหนึ่งของการดูหนังฮ่องกงซับอังกฤษคือกูอ่านซับไม่เคยทันที่มันพูดกันเลย มักจะจับได้เป็นคำๆหรือประโยคสั้นๆ แน่นอนมันทำให้จับสารบางอย่างไม่ได้

– หนังไม่มีอะไรใหม่เลย พล๊อตเชยๆสลับกับบู๊บุ๊นๆ ตำรวจแฝงตัวในหมู่ผู้ร้าย ทำภารกิจสุดท้ายเพื่อจะได้ปลดละวางและได้กลายเป็นตำรวจเต็มตัวสมใจพร้อมด้วยพล๊อตรองอันว่าด้วยเรื่องแม่ของตัวเอง

– แต่ข้อดีแรกคือมันตลกดี มุขตลกที่มันหยอดมามักเข้าเป้า ทั้งเหตุผลที่พระเอกไปเป็นสาย, ความต่างทางวัฒนธรรมของจีนดับฮ่องกงหรือแม้แต่ฉากต่อสู้ต่างๆ (จริงๆเห็นเจินจื่อตันในหนังก็ตลกแล้วล่ะ ไม่เชื่อไปดู)

– ข้อดีที่สองคือการมีแอ็คชั่นมันส์ๆหนุกๆอยู่หลายฉาก โดยเฉพาะฉากในร้านอาหารและฉากกลางสายฝนของนางเอก แล้วก็ชอบมากกับสไตร์การต่อสู้ในหนังที่เป็นการล็อคๆเลื้อยๆคลุกๆ สวยงามดีจนน่าสนใจว่ามันอาจจะกลายเป็นสไตร์ติดตัวต่อไปจากมวยหย่งชุนของเฮียเจิน

– ชอบแอ็คชั่นของนางเอกมาก เท่ดี แต่กลับไม่ชอบการแสดงของเธอเท่าไหร่ แต่เพราะผมสั้นจึงพอให้อภัยได้ แต่อย่างไรน้องแกก็ยังดูไม่เข้าขากับเฮียเจินอยู่ดี เล่นเป็นพ่อลูกกันน่าจะโอเคกว่า

ปล. เปิดฉากมาปั๊บ แม่งพูดไทยปุ๊บเลย กูงง

22/10/13 – As Tears Go By (Wong Kar Wai/ HK/ 1988) – 5/5

เริ่มทยอยดูหนังของหว่องให้ครบเสียที เริ่มด้วยหนังเรื่องแรกของแกเลยพยายามดูด้วยความคิดที่ว่าเราไม่เคยรู้จักคนชื่อหว่องกาไวมาก่อนซึ่งก็พบว่าเราก็ยังชอบหนังมากๆอยู่ดี อาจเพราะมันมีองค์ประกอบหลากหลายที่เราชอบในหนังฮ่องกงที่คิดถึงในอดีต พี่หลิวเต๋อเป็นพี่ใหญ่ของแก็งค์อันธพาล เป็นสุภาพบุรุษที่งามทั้งรูปและจิตใจ ส่วนจางหมั่นอี้คือลูกพี่ลูกน้องกับพี่หลิว ทั้งคู่เสือกรักกัน พี่หลิวเลยต้องเลือกทางเดินชีวิตว่าจะอยู่อย่างสงบหรือกลับไปช่วยน้องในกลุ่มอันธพาล ซึ่งมันเป็นพล๊อตที่เราคิดถึงจริงๆ

แม้ลายเซ็นของเฮียหว่องแกจะยังไม่ชัด แต่สิ่งที่แกทิ้งร่องรอยไว้ในหนังเรื่องนี้คือการวางจังหวะอันเด็ดขาด ฉากโจ๊ะก็โจ๊ะโดนใจ รวมไปถึงการใช้อานุภาพของนักแสดงได้เต็มเม็ดเต็มหน่อย ใครดูแล้วไม่รักพี่หลิวกับน้องจางนี่ถือว่าผิดปกติได้เลยนะ

25/10/13 – Choice คู่ซี้ดีแต่ฝัน (ปริญญา อินทชัย, ปรีติ บารมีอนันต์/ ไทย/ 2556) – 1.5/5

โอเค เราเห็นความตั้งใจและหวังดีของผู้สร้าง แต่น่าเสียดายที่มันเป็นอะไรที่สำเร็จรูปไปหน่อย สื่อสำเร็จรูป สารสำเร็จรูป สร้างความสำเร็จและบรรจุเป้าหมายให้ตัวละครที่สำเร็จรูปในตัว แล้วพออะไรๆที่มันสำเร็จรูปมันเลยขาดรสชาติที่น่าพิศมัย รสชาติติดลิ้นอันน่าจดจำ เพราะรสชาติส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมันไปอยู่กับสารประกอบชูรสอื่นๆเช่นการกัดจิกตัวเองหรือ cameo ของเพื่อนพ้องของผู้กำกับทั้งสองมากกว่า (ซึ่งก็ไม่ได้น่าจดจำอยู่ดี) คือจริงๆหนังมันมีเรื่องเล่าและประเด็นแค่ไม่ถึงบรรทัดแต่พยายามยืดให้มันได้หนังชั่วโมงครึ่งออกมา

และเอาเข้าจริงมันไม่น่าเรียกว่า Choice ด้วยซ้ำนะ มันน่าเรียกว่า Chance มากกว่า แต่ก็เป็น Chance ในแบบโลกสวยสำเร็จรูปอยู่ดีนั้นแหละ

25/10/13 – Day of Being Wild (Wong Kar Wai/ HK/ 1990) – 5++++/5

เข้าใจมาตลอดว่าหว่องมาพีคจาก Chungking Express ซึ่งพอดูเรื่องนี้แล้วและไปค้นข้อมูลก็พบว่านี่ต่างหากคือหนังพีคเรื่องแรกของหว่องอันมาพร้อมลายเซ็นที่เราหลงรักมากมายและการมาของคริส ดอยย์ ด้วย (ซึ่งก็เข้าใจผิดอีกเช่นกันว่าดอยย์มาเริ่มกับหว่องตอน CE) น่าตบกระโหลกตัวเองร้อยที

แล้วเราก็ได้รู้ว่าก่อนที่หว่องจะเหงาแบบจี๊ดๆเท่ห์ๆคูลๆใน Chungking Express นั้น หว่องเคยเหงาแบบเจ็บๆและหม่นเศร้ามาก่อน หนังมันว่าด้วยเรื่องของการไหลรินของชีวิต ชีวิตที่คอยจะทำร้ายตัวเองไปพร้อมๆกับการทำร้ายผู้อื่นรอบกายในที่นี้คือมนุษย์ผู้แหว่งโหว่ 6 คนที่หนึ่งในนั้นคือจุดกำเนิดของเรื่องเล่าของนกไร้ขาที่บินเพื่อการมีอยู่และลงสู้พื้นเมื่อดับสุญที่เรารู้สึกเหมือนจะเคยคุ้นเคยมาก่อน ประกอบกับการมาของ Voice over ของตัวละครที่มัน “หว่อง” มากๆ(ในงานต่อๆมา)และเราก็ชอบมากๆด้วย

และแน่นอน พอดอยย์มา สโลโมชั่นก็ตามมา ลองเทคก็ตามมาจนก่อเกิดฉากที่เราหลงรักเช่น ฉากเดินคุยกับข้างรางรถรางของพี่หลิงกับน้องจางในยามค่ำคืนอันแสนธรรมดาแต่น่าจดจำที่สุด หรือกับฉากวิวาทในฟิลิปปินส์

อนึ่ง การโผล่มาของเหลียงเฉาเหว่ยในช่วงท้ายน่างุนงงมากหากไม่เคยดูหนังเรื่องต่อๆมาของหว่องมาก่อนเลย แต่หากเคยดูแล้วก็เป็นอันเข้าใจได้

ปล. การดูหนังหว่องแบบเรียงกันไปทำให้เราพบจุดเชื่อมของหนังแต่ละเรื่องได้ชัดขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวละครเอย (พี่หลิวน้องจางกลับมาเกือบคู่กันอีกครั้ง) ฉากเอย (ห้อง 204 ในฟิลิปปินส์) ตัวเรื่องเอย (การไปเป็นทหารเรือกับการเดินทางโดยเรือใน As Tears Go By) กลายเป็นความสนุกไปอีกแบบ

โปรแกรมต่อไปขอข้าม Chungking Express กับ Ashes of Time ไปเนื่องจากเรื่องแรกดูหลายรอบแล้ว ส่วนเรื่องหลังเพิ่งได้ดูไม่นาน คงไปต่อกับ Fallen Angels เลย ซึ่งก็ดูแล้วแต่นานมาล่ะ เลยขอมาซ้ำ

25/10/13 – The Seventh Continent (Michael Haneke/ Austria / 1989) – 5+++++/5

เสร็จพ่อทำหนังเรื่องแรก เสร็จพ่อก็โหดสัดแล้ว

หนังอิงมาจากเรื่องจริงโดยตัวหนังแบ่งเป็น 3 พาร์ตหลัก แต่ละพาร์ตห่างกัน 1 ปีเล่าเรื่องของครอบครัวชนชั้นกลางแสนสุขสมบูรณ์ตามนิยามอันประกอบไปด้วยคุณพ่อวิศวะที่กำลังไปได้สวยในหน้าที่การงาน คุณแม่จักษุแพทย์ผู้ซึ่งทำกับข้าวให้ครอบครัวทานทุกเช้าเย็นแสนอบอุ่นและตัวลูกสาวแสนน่ารักน่าชัง หนังพาเราไปพบกับชีวิตประจำวันของพวกเขาตั้งแต่ตื่นนอน, กินข้าว, ส่งแต่ละคนไปทำงานไปโรงเรียนในแต่ละวัน อาจมีช๊อปปิ้งบ้างหรือล้างรถให้แลดูใหม่อยู่เสมอ ทั้งหมดนี้คือพาร์ตแรก แต่เพราะหนังเรื่องนี้มันไม่ควรจะรู้อะไรมาก่อนเลย พาร์ตสองและสามเราขอไม่เล่า แต่เชื่อเถอะว่าเสร็จพ่อฮานาเก้กำลังเปิดฝ่ามือรอตบเราอยู่นิ่งๆ เมื่อเราดูหนังไปจนจบรับรองได้ว่ามีเลือดแน่นอน

*** หลังจากนี้อาจมีสปอร์ยหัวใจของหนัง ***

เมื่อดูไปจนจบเราพบว่าความรุนแรงที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ “การที่เราไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆได้เลย” การประแคนคำถามนี้ใส่เราตลอดเวลาเมื่อดูจบนั้นเป็นความหดหู่แสนสาหัสและมันยิ่งหดหู่มากขึ้นเมื่อเราพบว่าตัวเราเองก็ไม่ต่างจากไอ้ครอบครัวนี้ในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน หรือเพราะจริงๆแล้วการพยายามทำตัวเป็นคนชั้นกลางที่ดีนั้นแสนน่าเบื่อ ซึ่งความเหี้ยก็คือเราก็มิกล้าที่จะเบรคออกไปจากวงจรเหี้ยๆนี้อยู่ดี

ฉากจำ: ฉากดูทีวีคลอไปด้วยเพลง The Power of Love ที่จะทำให้การฟังเพลงนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โปรแกรมต่อไปคือการปิดไตรภาคแห่งความเลือดเย็นด้วย 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE

28/10/13 – Girl$ (Kenneth Bi/ HK/ 2010) –

โธ่ๆๆๆๆ กระหรี่ฮ่องกงก็พบวิบากกรรม

จริงๆเรา(คนเดียว)ไม่ค่อยได้เห็นหนังที่พูดถึงโสเภณีในฮ่องกงแบบที่จริงจังซักเท่าไหร่ พอมาเจอเรื่องนี้เลยอยากดูมากๆ แถมผู้กำกับคือคนเดียวกับที่กำกับ Rice Rhapsody หนังสิงคโปร์ที่เราชอบเมื่อหลายปีก่อน  ซึ่งการขายตัวในเรื่องนี้มาในรูปแบบที่เรียกว่า Paid Date ผ่านเครือข่ายออนไลน์ (ก็ขายตัวออนไลน์นั้นแหละ) อันประกอบไปด้วยสาว 4 นางที่เป็นตัวแทนแทบจะครอบคลุมความ stereotype ของผู้หญิงเลย ไล่เรียงตั้งแต่ทำเพื่อของแบรนด์เนม, ทำเพื่อคนรัก, ทำเพื่อคลายความเหงาหรือการทำเพื่อสนุก แต่ก็ไม่วายที่หนังกลับเลือกที่จะเพลย์เซฟ แถมยังคงติดอยู่ในวังวนดาษเดื่อนตามขนบตกยุคของอาชีพขายบริการที่เรามักพบเจอในหนังหรือสื่อกระแสหลักในสายธารของอาการหวาดกลัว แถมยังถูกครอบอีกชั้นด้วยวังวนตกยุคของแนวคิดความเป็นใหญ่ของเพศชาย เราจึงได้เห็นการลงทัณฑ์ตัวละครอันแสนง่อยเปลี้ยเสียขา เอาความคิดล้าหลังมาทำร้าย เอาเพศชายมาโบ๊ยตีแถมยังเอาโรคเอดส์มายัดใส่ ตลกสิ้นดี (และน่าตลกมากขึ้นที่เรายังได้เห็นการเล่นเรื่องโรคเอดส์แบบในหนังเรื่องนี้อยู่ในหนังยุคปัจจุบัน)

สรุปคือแม้เราจะได้เห็นหนังฮ่องกงที่ว่าถึงกระหรี่แบบตั้งใจ แต่มันก็ยังหนีไม่พ้นความคิดล้าหลังอยู่นั้นแล (พี่ไทยคงใจชื่นขึ้นนิด)

ปล. สำหรับใครที่จะถามว่าโป๊ไหม? ตอบเลยครับว่าโป๊ แต่มีโป๊แค่คนเดียวและเป็นคนที่สวยน้อยที่สุดครับ (และเป็นคนไต้หวัน)

30/10/13 – Inside Story: Heaven’s Gate (Rachel Coughlan/ US/ 1997) – 3/5

สารคดีที่ว่าถึงเหตุการณ์การฆ่าตัวตายหมู่ 39 ศพของลัทธิ “ประตูสวรรค์” ในซานดิเอโก ลัทธิที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นลูกของมนุษย์ต่างดาวและโลกกำลังจะล่มสลาย ทางเดียวที่จะกลับบ้านเกิดได้คือการฆ่าตัวตายเพื่อให้มนุษย์ต่างดาวมารับเอาดวงวิญญาณไป

สารคดีพาเราไปพบกับวีดีโอสุดท้ายของกลุ่มที่ถ่ายทำก่อนการฆ่าตัวตายทั้งตัวเจ้าลัทธิกับความเชื่อของเขาพร้อมกับบรรดาคนในลัทธิอื่นๆที่มาพูดถึงความรู้สึกหน้ากล้อง พร้อมๆกับการไปสัมภาษณ์บรรดาคนในครอบครัวของคนในลัทธิกับการเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัวเมื่อเข้าสู่ลัทธิไปแล้ว

ข้อดีของหนังคือดูจบแล้วเราไม่กล้าที่จะตัดสินใดๆ แต่รู้สึกได้เลยว่ามนุษย์เราอ่อนแอเหลือเกิน

เดี๋ยวดูของ Jonestown ต่อที่ตายกันเป็นเบือ แล้วจบที่หนัง The Master

ดูสารคดีได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=-jHTZc5hGHE