The Torture Club

FILM I’VE SEEN IN DECEMBER 2017

03/12/17 – Gaga: Five Foot Two (Chris Moukarbel/ US/ 2017) – 4/5

คิดไม่ถึงว่าเลดี้ กาก้า จะมีมุมแบบในสารคดีเรื่องนี้ มุมของสาวลุคบ้านๆ ตั้งใจทำงาน รักครอบครัวและแคร์ผู้คนมาก ที่สำคัญไม่คิดว่าเธอจะเป็นศิลปินที่เปราะบางขนาดนี้

หนังเล่าตั้งแต่เธอทำอัลบั้ม Joanne ไปจนถึงการแสดงในช่วงพักครึ่งของซูเปอร์โบร์ล ช่วงเวลาที่เลิกกับคู่มั่น ผู้คนที่รักกำลังต้องจากไป อัลบั้มที่หลุดออกมาก่อนการวางแผง รวมถึงความตึงเครียดของการทำงานใหญ่แต่ยังคงเต็มไปด้วยความเป็นมืออาชีพ

ซีนเปิดเพลงให้คุณย่าฟังนี้น้ำตาไหลพรากเลย แม้ว่าไม่ใช่แฟนเพลง ดูจบแล้วรักนาง

13/12/17 – Murder on the Orient Express (Kenneth Branagh/ US/ 2017) – 3/5

ไม่เคยอ่านตัวนิยายหรือดูหนังเวอร์ชั่นก่อนหน้ามาก่อน นี่จึงเป็นการดูแบบไม่รู้อะไรเลยแถมมักทำตัวเป็นนักสืบเสียเองที่มาคอยคาดเดาว่าใครคือฆาตกร

ดังนั้นเมื่อถืงผลสรุปเราจึงชอบตัวเรื่อง ชอบไอเดียและประเด็นของเรื่องเอามากๆเพราะทางหนึ่งคือคิดไม่ถึงและอีกทางคือการที่มันแตะเรื่องศีลธรรม มโนธรรม ความยุติธรรม ความเทาๆ ที่ยากจะตัดสินได้โดยง่าย ชอบมากจนคิดว่าควรจะหานิยายมาอ่าน

นอกเหนือจากนั้นคือเฉยๆ เพราะมันคือหนัง show off อวดตัวเอง ของ Kenneth Branagh อันน่าหมั่นไส้

13/12/17 – Han Gong-Ju (Su-jin Lee/ South Korea/ 2013) – 5/5

หนัก หนักสัดๆ ทำไมมันต้องหนักขนาดนี้ มายเซ็ตของคนเกาหลีนี่แม่งโหดเหี้ยมจริงๆ

ด้วยประเด็นที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ บวกกับการเล่าเรื่องแบบสลับเวลาเดินเคียงคู่กันไประหว่าอดีตกับปัจจุบันอันค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวในอดีตขึ้นอย่างช้าๆพร้อมๆไปกับการค่อยๆส่องแสงแห่งความหวังในห้วงปัจจุบัน ก่อนที่สุดท้ายการบรรจบกันจะกลายเป็นศูนย์

ความวิเศษของหนังคือการที่มันมีช่วงเวลาที่กดดันมากๆ เจ็บปวดมากๆ ในขณะเดียวกันมันก็มีช่วงเวลาที่อบอุ่นมากๆและเต็มไปด้วยความหวังเอามากๆด้วย ผลก็คือมันทำให้คนดูคล้อยตามและสั่นสะเทือนไปในที่สุดเมื่อหนังจบลง

ต้องก้มกราบน้อง Woo-hee Chun จริงๆผู้แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง

ชอบกิมมิคเรื่องการฝึกว่ายน้ำของตัวละครมากๆ เจ็บปวดจริงๆ

16/12/17 – Star Wars: The Last Jedi (Rian Johnson/ US/ 2017) – 4/5

ดูจบแล้วก็รู้สึกว่าการที่ไม่ได้เป็นแฟนแดนตายของหนังชุดนี้แต่กลับได้ดูมันมาหมดทุกภาคของตัวเองนั้นช่วยให้สนุกและชอบหนังภาคนี้ขึ้นเยอะเลย เพราะมันได้ทั้งการถวิลหาความรู้สึกของเหตุการณ์จากหนังในภาคก่อนๆที่มันตั้งใจใส่มาเพื่อสดุดี รวมถึงการทำตัวเเป็นภาคตรงกลางของไตรภาคที่มักจะคล้ายๆกันกับอีกสองไตรภาคก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีนโยดากับลุคบนวิหารเจไดที่เราชอบมากแบบน้ำตาปริ่ม

อีกส่วนคือการที่หนังมันพยายามรื้อทิ้งสิ่งเก่าเพื่อไปหาสิ่งใหม่ เป็นการเปลี่ยนเจนให้กับหนังชุดนี้ จากด้านสว่างด้านมืดก็ส่งให้มันเข้าสู่ด้านเทาๆไปเสีย แถมเน้นหนักไปที่ตัวละครขายชอบไปเสียอีก ชอบเรื่องรักสามเศ้าระหว่างคนดำ คนเอเชียและสาวผิวขาว

ที่สำคัญหนังมันสนุก เดินเรื่องไหลลื่น หยอดมุขตลกไว้ประปราย เพลิดเพลินดีตลอดสองชั่วโมงครึ่ง

แล้วก็เริ่มรู้สึกว่า อดัม ไดร์เวอร์ เหมาะกับบทไคโล เรน ก็ในภาคนี้ พวกมีด้านมืด มี passion มีแนวคิดสุดโต่ง แต่ติดที่โง่ โง่แบบทำให้เราสงสารได้ ซึ่งเราว่ามันเหมาะกับไดร์เวอร์ดี และก็ต้องขอบคุณที่มันไม่ใส่หน้ากากอีกแล้ว 555

ดูจบแล้วอยากดูภาคต่อไวๆ น่าจะสนุกใช่ย่อย คิดไม่ออกจริงๆว่าหนังมันจะคลี่คลายไปทางไหน อยากให้จอนสันกลับมากำกับ เราไม่ค่อยชอบ Force Awakens ของ เจเจ อะ

18/12/17 – Tug of War (Nobuo Mizuta/ Japan/ 2012) – 2/5

น่าเบื่อจุง มันตามสูตรสำเร็จแบบตรงๆทื่อๆ หนังจำพวกรวมกลุ่มกันเพื่อทำภารกิจอะไรซักอย่างโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันซึ่งในที่นี้คือเหล่าแม่บ้านในเมืองไกลปืนเที่ยงที่กำลังจะโดนไล่ออกจากการเป็นแม่บ้านทำอาหารให้กับโรงเรียนเพราะทางการกำลังจะให้โรงงานอาหารแช่แข็งเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการแทนด้วยเพราะในอีกด้านก็ต้องการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเมืองไปด้วย โดยในกรณีหลังเรามีนางเอกผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของเมืองเกิดไอเดียในการตั้งกลุ่มชักคะเย่อหญิงขึ้นมาตามรอยกลุ่มแม่บ้านในอดีตอันโด่งดัง

แล้วก็อย่างที่บอกว่าตามสูตรคือหนังก็พาไปให้เห็นปัญหาต่างๆของเหล่าแม่บ้านแต่ละคน เพื่อสร้างแรงขับฮึดสู้เพื่อการแข่งขันช่วงท้าย

แต่สิ่งหนึ่งทึ่ชอบในหนังคือการที่เพิ่งรู้ว่าไอ้ชักคะเย่อมันมีการแข่งขันจริงๆจังๆ ไปนั่งเปิดคลิปดูเพลินเลย จริงจังขนาดที่แค่เศษฝุ่นที่พื้นรองเท้าก็มีผลต่อการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายในการแข่งขันหนังมันบิวส์แบบสุดตัว บิวส์หนักมากจนต้องยอม ช่วงท้ายเลยเป็นช่วงที่ดีที่สุดของหนังไป

20/12/17 – Wonder (Stephen Chbosky/ US/ 2017) – 2.5/5

ไม่เคยอ่านหนังสือ เราเลยรู้สึกว่าหนังมันน่าจะเด็ดขาดได้กว่านี้ นี่มันสร้างมาจากผู้เขียนและผู้กำกับ The Perks of Being a Wallflower เลยนะเว้ย แต่ทำไมมันดูขาดๆ วิ่นๆ ก็ไม่รู้ อย่างบางซีนใส่เข้ามาแบบไร้ชั้นเชิงจังเลยอย่างซีนโดน bully ในป่าไรงี้ แถมการที่มันทำตัวสว่างไสวขนาดนี้ เล่นใหญ่ในตอนจบขนาดนั้น เราเลยมีปัญหากับหนังพอควรเลย อารมณ์เหมือนหนังที่พ่อสร้างให้ลูกดู

แต่ก็ถือว่าโชคดีที่หนังมันได้การแสดงดีๆมาช่วยไว้ เราชอบทุกตัวละครเลยแฮะซึ่งมันก็ดีมากที่หนังเล่าเรื่องแยกตามตัวละคร แต่มีติดอยู่หน่อยก็ตรงแรงขับของมิแรนด้าที่เราดูแล้วไม่เข้าใจจริงๆ แถมมาเป็นแม่พระอีก อะไรของมึงค่ะ

ปล. พอมาได้ทราบว่าตัวหนังสือจริงๆสว่างไสวกว่าตัวหนังอีก เราก็ อืมมมมม สว่างกว่านี้มันจะขนาดไหนว่ะ???

21/12/17 – Wet Woman in the Wind (Akihiko Shiota/ Japan/ 2016) – 4/5

ชายหนุ่มผู้หลีกหนีผู้คน เข้าไปใช้ชีวิตตามลำพังในป่า สร้างบ้านพักเล็กๆ อยู่อาศัยด้วยการหากินแบบง่ายๆ เวลาว่างก็หาของเก่ามาไว้ใช้สอย ไม่ก็ดริฟกาแฟดื่ม ใช้ชีวิตปานฮิปสเตอร์ จนวันหนึ่งขณะที่เขานั่งพักอยู่ริมทะเล สาวเจ้านางนึงที่มาจากไหนก็ไม่รู้ ปั่นจักรยานลงทะเลไปเสียเฉยๆ นั่นยังไม่ช็อคเท่ากับการที่เธอถอดเสื้อที่เปียกออกมาบิดน้ำออกโดยไม่ได้ใส่บรา เมื่อนั้นวิถีชิวิตอันสงบสุขของเขาก็เริ่มสั่นคลอน

หลังจากที่เขาปฏิเสธ offer ดีๆจากเธอ เธอเลยแปลงร่างไปเป็นนักล่าสวาท เอาเค้าไปทั่วไม่ว่าชอบหรือหญิง แต่ยกเว้นเขา เขาไม่มีวันได้แอ้มเธอ และแล้วความจริงก็ปรากฏว่าเหตุใดเขาถึงต้องมาอยู่โดดเดียวโดยลำพัง ก็เพราะความขี้เงี่ยนของตัวเอง เอาเขาไปทั่วไม่ต่างจากเธอ ชื่อเสียขจรขจายแม้จะถูกกล่าวหา คนอื่นก็ยังเชื่อว่าเขาเป็นคนทำ และเมื่อความอดทนถึงขีดสุด ความฉิบหายจึงมาเยือน (ด้วยซีนเอากันต่อเนื่องหลายนาที)

จริงๆหนังไม่ได้ดีนักหรอก หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มันเลยแลดูประหลาดเอามากๆ แต่ก็นั้นแหละ เพราะความประหลาดเหล่านั้นมันเข้ากันได้ดีกับประเด็นของหนังที่ว่าด้วยเรื่องของการปกปิดตัวตน การกระเทอะเปลือกนอกให้เห็นตันตนที่แท้จริง ผ่านรูปแบบของการแสดงที่รากของมันคือการกลายเป็นคนอื่น หรือถ้ามองให้สุดโต่งกว่านั้นในแบบเซอร์เรียล มันอาจคือการปลอมตัวมาของเสือสมิงเพื่อมาล่อลวงชายให้ติดกับ ซึ่งในการมองแบบหลังที่แหละที่ทำให้เราชอบ

ชอบนางเอกมาก Yuki Mamiya ชอบลุกของนาง ทำไมมีสเน่ห์อย่างนี้ รักๆๆ

ปล. นี่คือหนึ่งในห้าของโปรเจกต์ Roman Porno Reboot เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 45ปีของหนังพิงก์ฟิล์มตระกูล Roman Porno จากค่าย Nikkatsu ในช่วงปี 1971 – 1988

23/12/17 – The Third Murder (Hirokazu Kore-eda/ Japan/ 2017) – 4/5

คือรู้กันอยู่แล้วแหละว่า โคริเอดะ ถ้าทำหนังสืบสวน-ฆาตกรรม ยังไงมันก็ต้องไม่ใช่เรื่องการตามจับตามหาฆาตกรแน่ๆ ซึ่งถึงแม้ว่าเราก็รู้อยู่ว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่ก็ต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับเขาอยู่ดี

แน่นอน โคริเอดะ จับเอาความเป็นมนุษย์มาใส่ไว้กับทุกตัวละครได้อย่างงดงาม ลุ่มลึก ตามแบบที่เขาถนัด ซึ่งพอพล็อตมันพูดถึงเรื่องความถูก-ผิด ความผิด-บาป ทุกอย่างมันเลยหม่นเทาไปหมด

แถมยังแผ่แนวคิดและวิธีการสืบคดี-ว่าความ ให้เห็นด้านมืดๆของมัน

คงไม่ได้เป็นหนังโคริเอดะที่ชอบมาก แต่มันดีงามในตัวเองจริงๆ

24/12/17 – French Cancan (Jean Renoir/ France/ 1955) – 2/5

พอดีต้องไปธุระแถวสาย4 เลยแวะไปดูหนังเรื่องนี้ที่หอภาพยนต์

เรื่องคือเจ้าของคาเฟ่ที่มีการแสดงระบำหน้าท้องกำลังจะเจ๊ง เขาเคยคิดหาทางอยู่รอดจนไปได้พบกับระบำแคนแคน เลยคิดนำมาทำเป็นการแสดงหากินกับโรงละครใหม่ ส่วนพล็อตรองก็มีเรื่องความรักของเขากับนักเต้นหน้าใหม่ผู้มีคนหมายปองมากมาย

ด้วยความที่เป็นหนังเก่ามาก อะไรๆก็เดินตามขนบของมัน ถึงขนาดนางเอกที่เป็นลูกเจ้าของร้านซักรีดมีเจ้าชายแสนดีโครตๆมาหลงรักแต่เธอกลับไม่รักตอบหรือกับอาการงอนแบบไร้สาระมากๆของนาง

แต่จะมีที่เราขัดใจอยู่หน่อยก็คือความเป็นใหญ่ของผู้ชายในเรื่อง ซึ่งอาจมาจากะแนวคิดสมัยนั้น

25/12/17 – Tetsuo, the Iron Man (Shinya Tsukamoto/ Japan/ 1989) – 4.5/5

ด้วยเรื่องของคนที่ค่อยๆกลายเป็นมนุษย์เหล็ก เลยคิดว่าหนังมันน่าจะช้าๆนิ่งๆ แต่ให้ตาย แม่ง! กลายเป็นเหมือนวิ่งสปริ้นในหนึ่งชั่วโมงแบบนันสต๊อป!

หนังเดินเรื่องไว ไม่แคร์เหี้ยห่าใดทั้งสิ้น ใส่เทคนิคมาแบบจัดเต็ม แล้วก็อย่าอุตริเดาเรื่องเหี้ยห่าใดๆทั้งนั้น จะตีความเหี้ยห่าถึงสังคมญี่ปุ่นอะไรก็เรื่องของมึง แต่หน้าที่หลักของมึงเหล่าคนดูคือวิ่งตามหนังไปนั้นแหละ ดูจบให้อะดรีนารีนพุ่งกระจาย!!!!

ไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่าเป็นหนังคัลล์อันดับต้นๆ กราบตีนๆ

27/12/17 – Die Tomorrow (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2017) – 2.5/5

ส่วนที่เราชอบที่สุดของมันน่าจะเป็นการที่เรารับรู้ได้ถึงอาการหมกมุ่นลุ่มหลงในความตายของนวพล จนเกิดการตั้งคำถาม หาคำตอบแล้วก็ก่อร่างมันให้กลายเป็นหนังโดยไอเดียที่ว่า “ก่อนการตายหนึ่งวัน มันมักเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง” และใช้วัตถุดิบจากเหตุการณ์การตายที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นจากโจทย์ที่เรารู้อยู่แล้วว่าในแต่ละเรื่องจะมีคนตายในวันรุ่งขึ้นหนึ่งคน สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือการได้ดูเรื่องที่มันถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกับการตายที่เกิดขึ้นในแต่ละเรื่องได้ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นการแนบเคียงชีวิตตัวเองเข้าไป แต่ด้วยความที่มันเป็นหนังสั้นมาเรียงต่อกัน เพราะความสั้นมันเลยไม่สามารถใส่มิติอะไรเข้าไปได้มากนัก ผลคือไอ้เรื่องที่ไกลตัวเรามันเลยไม่สามารถทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น เลยกลายเป็นชอบเป็นเรื่องๆไปและไม่ประติดประต่อใดๆตลอด 70 นาทีของหนัง

จริงอยู่ที่เราอาจพูดได้ว่าหนังต้องการนำเสนอให้เห็นว่าก่อนมีคนตาย มันก็เป็นแค่วันธรรมดาวันนึง แต่นั้นแหละ ความธรรมดาที่แนบเคียงเราไม่ได้มันก็ไม่ได้น่าจดจำนี่หว่า

อีกเรื่องที่เราว่ามันเป็นปัญหามากๆคือการที่แต่ละเรื่องมีมูตโทนเหมือนๆกันหมดเลย มันเลยยิ่งง่ายในการเทียบแต่ละเรื่อง ชอบผสมน่าเบื่อปะปนกันไป

เรื่องที่ชอบที่สุดคือหนีไม่พ้นตอนซันนี่กับพลอย ชอบมากแบบถ้าเป็นหนังสั้นเรื่องเดียวคงติดท๊อปไปเลย คนที่กำลังจะตายแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แต่คนรักเสือกตายไปก่อน น้ำตาไหล พลอยดีเหี้ยๆ (อีกสองเรื่องที่ชอบคือพี่สาว-น้องชายและตอนของเต้ย บวกด้วยเรื่องของคุณลุงที่อยากตายแต่ไม่ตายซักที)

ปล. หรือเพราะเราเคยผ่านการเผชิญหน้าความตายของคนที่เรารักมาแล้วหว่า เราเลยเฉยๆมากๆกับความตาย ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับมันขนาดนั้น

28/12/17 – The Torture Club (Kota Yoshida/ Japan/ 2014) – 4/5

ชอบน้อง Yuki Mamiya จาก Wet Woman in the Wind เลยลองตามหางานเก่าที่น้องเคยแสดงจนพบกับเรื่องนี้ ก่อนจะได้พบว่าบทของน้องมีน้อยมาก (ฮือๆ) แต่ก็ถือว่าโชคยังดีที่หนังมันน่าสนใจ

ชื่อหนังก็บอกอยู่แล้วว่ามันต้องมาแนว S&M แน่ๆ ตัวเรื่องว่าถึงกลุ่มที่ฝึกซ้อมการทรมาน ทั้งการเป็นผู้กระทำ (Sadist) และถูกกระทำ (Masochist) ในโรงเรียนสตรีล้วนชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่นี่ตัวนางเอกผู้ใสซื่อดันจับพลัดจับพลูต้องเข้ามาร่วมคลับ แล้วหนังมันก็เดินไปพร้อมๆกันระหว่าง S&M กับเรื่องรัก

สิ่งที่เราชอบคือการเซ็ตอับให้ไอ้คลับแบบนี้เป็นคลับแบบเปิดเผยเป็นทางการของโรงเรียนเลย ใครทำอะไรผิดก็จะโดนลงโทษโดยการพามาทำโทษในคลับนี้ มีโลกของการแข่งขัน S&M แบบจริงๆจังๆ คือมันเซ็ตอับการรับรู้ไปในทางของมันเลยซึ่งมันดีมากที่ไม่ต้องมาสั่งสอนเหี้ยห่าอะไร แล้วก็ให้อีตัวนางเอกมันนับถือคริสต์ การถูกโบ้ยที่มันเลยคล้องกับการไถ่บาป

แต่เดี๋ยวก่อน มันมีทวิสต์ตรงกลาง ที่เราชอบมากเลย

***สปอยล์ ****

คืออีรุ่นพี่ที่นางเอกหลงรักผู้เป็นทายาทแห่งตระกูลด้าน Sadist ดันถูกค้นพบโดยนางเอกว่าจริงๆแล้วอีรุ่นพี่แม่งเป็น Maso แต่ปิดตัวเองไว้ ที่นี้นางเอกมันเลยเปลี่ยนบทบาทเลย จาก Maso ไปเป็น Sadist ไอ้การไถ่บาปของนางเลยเปลี่ยนรูปไป ซีนพีคคือการเอาไม้กางแขนช่วยตัวเอง กรี๊ดดดดดด

แล้วคือคนที่เข้ามาในคลับทั้งคู่ก็เข้ามาด้วยเรื่องรัก ยอมเจ็บเพื่อรักอะไรงี้ ฟังดูแขยง แต่อย่างที่บอกว่าโลกในหนังมันถูกเซ็ตมาแบบนี้อยู่แล้วเราเลยไม่ติดใจอะไร ที่เด็ดคือมันมีกฏของกลุ่มข้อหนึ่งว่าห้ามแสดงความรู้สึกใดๆต่อกัน แต่สุดท้ายทุกตัวละครมันก็ทำไม่ได้

ช่วงท้ายมันเลยได้กลายไปเป็นหนังรักอย่างสมบูรณ์ เป็นหนังรักหวานๆไปเลย แถมเป็นหนังรักเกย์ที่นิยม S&M ด้วย เก๋ไก๋มาก

29/12/17 – เปรมิกา ป่าราบ (ศิวกร จารุพงศา/ ไทย/ 2017) – 4.5/5

ภาพรวม รวมไปถึงหน้าหนังมันอาจไม่ได้ดีเด่นอะไร เหมือนเป็นแค่หนังผีตลกไทยอีกเรื่องในบรรดาหลายๆเรื่องที่ผ่านมา แต่พอลองได้ดูแล้วกลับพบว่ามันน่าสนใจจนกลายเป็นหนังเซอร์ไพร์สปลายปีไปและน่าจะติดท๊อปแน่ๆ

ในเรื่องราวเชยๆที่ว่าถึงกลุ่มคนไปพักในโรงแรมโดดเดี่ยวกลางป่าที่มีผี ผีที่ชื่อเปรมิกาผู้เชื้อเชิญแกมบังคับให้เหล่าบรรดาแขกมาร้องเพลง หากร้องดีก็รอด แต่ถ้าร้องแย่หรือไม่ร้องก็โดนขวานสับ!

และนั่นคือลูกเล่นที่หนังมันนำมาใช้ ตู้คาราโอเกะกับการให้คะแนนที่เราคุ้นเคย อันเป็นลูกเล่นที่เราถูกโฉลกกับมันมากๆ มันทั้งเก๋ ฉลาด ทั้งสนุกและเพลงที่ถูกใช้ในหนังก็ใช้ในการเล่าเรื่องได้ด้วย โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่ทรงพลังมากกกกก

แล้วมันก็พยายามยั่วล้อขนบหนังผีไทย โดยเฉพาะตระกูลหนังผีปอบที่เราคุ้นเคย ทั้งดารารับเชิญเจ้าของร้านเสื้อผ้า, การวิ่งหนีผีหรือแม้กับการซ่อนในตุ่ม เราชอบซีนเหล่านี้มากเป็นการส่วนตัว ยิ่งมันเอามาผูกกับเพลงด้วย ทำเอาตบเข่าฉาดๆๆ

แม้ช่วงแรกๆของมันจะทำให้รู้สึกน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่พอมันเริ่มเข้าประเด็นหลักแล้วหนังมันก็เริ่มกลับมาแข็งแรงและทำให้เรามองเห็นสิ่งที่ในช่วงแรกเรายังมองไม่เห็น ในที่นี้คือเรื่อง ตัวตนและการมีอยู่ของคนซักคนหนึ่ง เนยแยมเน้นภาพลักษณ์เพื่อการมีอยู่ในวงการ, ตุลปกปิดตัวตนจริงๆเพื่อคนอื่น, พี่เคร่งโดนอดีตทำร้ายจนต้องเก็บซ่อนตัวตนเอาไว้, สาวทอมที่ลื่นไหลเพศตัวเองได้เพื่อความอยู่รอด หรือกับคู่รักที่พยายามลืมการที่ทำให้ลูกตัวเองไม่ได้เกิด

และกับเปรมิกา สาวน้อยต่างด้าวที่แทบไม่มีตัวตนในสังคม ไม่มีแม้ชื่อจริงๆ ซึ่งสิ่งเดียวที่ทำให้เธอมีตัวตนคือการร้องเพลง ร้องเพลงเพื่อรู้ภาษาไทยไปพร้อมกับรับรู้ว่าเธอยังมีตัวตนในสังคมที่แวดล้อมเธออยู่ ซึ่งเธอก็ใช้การร้องเพลงนี้เพื่อเปิดเผยตัวตนแกเหยื่อของเธอเชกเช่นกัน

ชอบที่พี่ชายฟิล์มซิกเขียนไว้ว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ทำออกมาเป็นหนังดราม่า มันจะถูกแบน ซึ่งโคตรเห็นด้วยมากๆ ตอนดูก็แอบคิดถึงหนังอย่าง The Road to Mandalay (2016)

ส่วนใครที่ชอบ เบส ณัฐสิทธิ์ ยิ่งควรไปดู

หากมีโอกาส จะดูอีกรอบ อยากดูซีนร้องเพลงของเปรมิกาซีนนั้นอีก

31/12/17 – Night at the Museum: Secret of the Tomb (Shawn Levy/ US/ 2014) – 1/5

ช่องสามเอามาฉาย จำอีสองภาคแรกไม่ได้แล้ว กะว่าจะดูเพลินๆแต่ก็พบว่าอะไรจะไม่สนุกได้ขนาดนี้ ง้อยง่อย จนรู้สึกว่าหนังชุดนี้มันควรจะเลิกทำได้แล้วแหละ

 

 

31/12/17 – Antiporno (Sion Sono/ Japan/ 2016) – 4.5/5

แสบมาก ครึ่งชั่วแรกนึกว่าเป็นหนังปลดปล่อยพลังหญิงในญี่ปุ่น ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศมากที่สุดดประเทศหนึ่ง แต่พอเข้าช่วงเวลาหลังจากนั้นเท่านั้นแหละ แม่ง! ตีประเด็นพลิกไปอีกด้าน กลับมาโบ้ยตีเสียเฉยๆ แรงแบบกระอักเลือด

ชอบที่มันพ่นทุกอย่างออกมาแบบไม่มีบันยะบันยัง Freedom of speech เอย อาการมือถือสากปากถือศีลเอย อิสระภาพเอย พอมันจัดเต็มแม็คแล้วโดนพลิกกลับแค่กริ๊กเดียว เหมือนเสยหมัดเข้ามาที่ค้างก่อนรัวหมัดเร็วๆในช่วงท้ายให้ลงไปกอง

หนังมันเล่าเรื่องไม่ได้จริงๆ เพราะถ้าเล่ามันจะสปอร์ยเลย

ดีใจที่ยังคงชอบงานของโซโนะอยู่

Advertisements