Seoul Station

FILM I’VE SEEN IN JANUARY 2018

01/01/18 – มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ (อิทธิศักดิ์ เอื้อสุนทรวัฒนา/ ไทย/ 2017) – 2/5

โดยรวมมันน่ารำคาญมากกว่าจะสนุกหรือตลก เหมือนเส้นเรื่องมันที่ไม่รู้จะดิ้นยังไงได้แล้วมั๊ง มันเลยกลายเป็นยืดๆยาดๆแบบไม่นำพา แล้วดันจะมาเล่นเยอะ มาหักมุมแบบไล่แขกไล่คนดูให้เสียอารมณ์

จากที่เริ่มจะชอบนางเอก แต่พอหนังจบกลายเป็นไม่ชอบไปเลย

 

01/01/18 – Incendies (Denis Villeneuve/ Canada, France/ 2010) – 5/5

ดูวันแรกของปี แต่มันใจแน่ๆว่าจะลากยาวไปติดท๊อปของปี 2018 ได้ชัวร์ ดีงามทุกองคาพยบ

พี่นัองฝาแฝดตามหาพ่อและพี่ชาย ผ่านอดีตของผู้เป็นแม่ที่มาจากประเทศในตะวันออกกลาง ผ่านสงครามศาสนากลางเมืองและความพลิกผันสารพัด

หลังเล่าเรื่องเป็นตอนๆ สลับระหว่างอดีตของแม่และปัจจุบันในการตามหาของลูก ด้วยบทดีและแข็งแรงมากๆ ปอกรกับการกำกับที่จับคนดูได้อยู่หมัด นั่งติดเก้าอี้ อ้าปากค้างกันไป

น่าจะเป็นหนังของวิลเนิฟที่ชอบที่สุด และเอาจริงๆพอมาดูในเวลานี้ก็พบหลายๆองค์ประกอบที่ถูกใช้ในหนังเรื่องต่อๆมาของเขา ทั้งความดิบและรุนแรงใน Sicario, อาชีพนักคณิตศาสตร์ของนางเองใน Arrival

02/01/18 – Seoul Station (Sang-ho Yeon/ South Korea/ 2016) – 4/5

นี่ซิ หนังของยอนซังโฮ ที่เราชอบจาก The King of Pigs แม้จะเป็นหนังแพ็คคู่กับ Train to Busan แต่โดยรวมแล้วมันดีกว่ามากๆๆๆๆ

ในขณะที่ Train to Busan มันมีความสว่างไสวของความหวัง, ของคนดี แต่เรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย มันดาร์ค, มันหม่นเทา มีแต่ตัวละครชายขอบผู้ดิ้นรนอยู่รอด ในสังคมที่ไม่เคยชายตามาเหลียวมอง ภาครัฐที่หวังพึ่งไม่ได้

ทวิสต์ของหนังรุนแรงเสียจนทำเอาหมดเรี่ยวแรง

10/01/18 – Diary of a Nymphomaniac (Christian Molina/ Spain/ 2008) – 1/5

อีเหี้ย หนังตลก

ผู้หญิงมีความสุขกับเซ็กซ์ เสพติดกับเซ็กซ์ เสียใจแม่ตายแต่ได้รับการเยียวยาด้วยการมีความรัก แต่ความรักมันเหี้ย เธอเสียใจ ลุกขึ้นมาใหม่เอาการเสพติดของตัวเองหาเงินเลยไปเป็นกระหรี่หรูๆ แล้วก็ไม่วายเจอลูกค้าเหี้ยอีก จนไปเจอลูกค้าพิการเล่าแนวคิดการมีชีวิตอยู่ของตัวเองจนคุณเธอเกิดนิพพาน เข้าใจความหมายของชีวิต เดินหันหลังจากสิ่งร้ายๆเหล่านั้นตากฝนไปขอบคุณเพื่อนรักแล้วก็จบหนังไปแบบสวยๆ

อีเหี้ย หนังตลก

12/01/18 – Sorayos is NOT a model filmmaker (สรยศ ประภาพันธ์/ ไทย/ Short Film Program) – 5/5

ในบรรดา 5 เรื่องนี้ เราเคยดูมาก่อนแล้ว 2 เรื่องและดูในช่วงที่เราไม่เคยรู้จักตัวตนใดๆของสรยศมาก่อนเลยเพราะยังไม่ได้เป็นเฟรนด์กันใน FB แต่ถึงเป็นเฟรนด์กันเราก็ไม่คิดว่าาสรยศจะเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจถึงเพียงนี้ ทั้งด้วยตัวของเขาเเองและในหนังของเขา แถมนอกเหนือจากอารมณ์ขันฉกาจๆเหล่านั้น เขายังมีวิธีมองโลกที่น่าสนใจ จับเอาสิ่งที่คนไม่รู้ไม่เห็น หรือรู้-เห็นแต่ไม่ยอมรับ-ไม่ใส่ใจ ให้โดดเด้งขึ้นมาด้วยอารมณ์ขันพร้อมๆกับตั้งคำถามส่งกลับไปสู่ผู้ชม

1. บุญเริ่ม (2013, 17 min, fiction) แรงงานต่างถิ่นในเมืองกรุง

ดูจะเป็นหนังที่มีท่าทีจริงจังที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด รุงแรงด้วยภาพชนชั้นและภาพความหวัง-ความฝันของคนชั้นล่าง

2. ดาวอินดี้ (2014, 14 min, fiction) แรงงานต่างถิ่นฝันถึงประเทศพัฒนาแล้ว

เป็นหนังที่ตลกที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด ตลกแบบตลกสัดๆ แต่ก็มิวายแฝงภาพความเบาปัญญาของคนกรุง

3. ของฝากจากสวิตเซอร์แลนด์ (2015, 13 min, hybrid-Doc) ประเทศพัฒนาแล้วในสายตาประเทศกำลังพัฒนา

เป็นหนังที่แตกต่างที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด ซีเรียสจริงจังกับการเปรียบเทียบระหว่างประเทศด้อยพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วและผลที่เกิดขึ้นต่อผู้คนในโลก

4. รักษาดินแดน (2016, 14 min, fiction) เราจะมีระบบเกณฑ์คนไปเป็นทหารเยอะแยะไปทำไม

เป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนตบ เหตุเพราะมันคือสิ่งที่เรารับรู้อยู่แล้วและผ่านมันมาแล้วด้วย แต่ไม่ยักจักคิดสงสัยหาความ ชอบภาพครูฝึกแดกสลิ่มนับซองเงิน

5. อวสานซาวน์แมน (2017, 16 min, fiction) เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยิน

ด้วยความที่หนังมันเล่นกับเรื่องเสียง-การอัดเสียง เราเลยโฟกัสกับเสียงในหนังเป็นพิเศษ คิดสารตะไปต่างๆนาๆว่าเสียงที่ได้ยินอาจไม่ใช่เสียงเดียวกับภาพที่เห็น อาจเป็นเสียงจากสถานที่อื่น ปลาๆๆ แต่แล้วความคิดทุกอย่างก็หยุดห้วงขาดวิ้นไปด้วยเสียงปืน 1 นัด! ที่บางคนอาจไม่ได้ยินและสนใจ

เป็นเรื่องน่าดีใจที่ได้ดูหนังทั้ง 5 เรื่องรวดเดียว ทำให้เห็นภาพของคนทำหนังที่ชื่อ สรยศ ประภาพันธ์ ชัดเจนขึ้นมากๆ แน่นอน รอดูหนังยาวของเขา Arnold is a Model Student ด้วยใจจดจ่อ

18/01/18 – A Brighter Summer Day (Edward Yang/ Taiwan/ 1991) – 5/5

[รอบสอง]

เหมือนฝันที่เป็นจริง จากที่ได้ดูรอบแรกในจอเล็กเมื่อปีก่อน(ซึ่งหนังก็ติดท๊อปอันดับหนึ่งไปตามระเบียบ) มาบ่นใบ้ว่าอยากดูบนจอใหญ่ๆแล้วก็มาได้ดูในวันนี้ ความดีงามของหนังคงไม่พูดถึงซ้ำ แต่ขอเรียกว่านี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์การดูหนังอีกอันหนึ่งของชีวิต

เคยเขียนถึงหนังไว้แล้วที่นี่ https://goo.gl/LBgoxp

ปล. กรี๊ดซีนในรูปอย่างรุนแรง

20/01/18 – White Lily (Hideo Nakata/ Japan/ 2017) – 2/5

หนังในโปรเจกต์ Nikkatsu Roman Porno Reboot เรื่องที่สามที่ได้ดูซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องด้อยที่สุดของเรา (อีกสองเรื่องยังไม่มีซับอังกฤษ)

เรื่องของครูหญิงนักปั้นกับนักเรียนสาวผู้มีความสัมพันธ์กันมากกว่าการเป็นแค่ครูกับลูกศิษย์ หากมองแค่ตัวหนังเพียวๆมันอาจไม่น่าสนใจนักเพราะเรื่องมันราบเรียบมาก ประมาณครูสาวผู้ทนทุกข์กับนักเรียนสาวติดบ่วงกรรมอะไรเทือกนั้น

แต่พอไปอ่านใน IMDB ก็พบว่าผู้กำกับนากาตะเคยเป็นอดีตผู้ช่วยผู้กำกับหนังพิงค์โรมันมาก่อน นี่คือหนังพิงค์โรมันเรื่องแรกของเขาที่ทำขึ้นเพื่อคารวะผู้กำกับ Masaru Konuma มันจึงน่าจะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับคนที่พอคุ้นเคยกับขนบหนังพิงค์โรมันมาก่อนบ้าง แต่สำหรับเราที่ไม่มีความรู้ใดๆในสิ่งที่เขาคารวะ ผลก็คือการเชื่อมกับหนังไม่ติด

22/01/18 – Mad World (Wong Chun/ HK/ 2016) – 3.5/5

ไม่ค่อยได้เห็นหนังฮ่องกงแบบนี้แฮะ หนังดราม่าหนักๆที่พูดถึงคนเป็นโรคไบโพล่าและคนที่ต้องมาดีลกับคนที่เป็นโรค โดยมีอดีตร้ายๆที่เป็นทั้งแรงผลักและแรงกดในคราเดียวกัน ในที่นี้คือคู่พ่อ-ลูกชนชั้นล่างในฮ่องกง ประเทศที่โตไวเสียจนค่าครองชีพสูงลิบลิ่ว ปล่อยทิ้งคนชั้นล่างให้ไม่มีตัวตนพอๆกับกดดันคนชั้นอื่นๆให้ดิ้นรนเอาตัวรอด

หนังดราม่าแบบเต็มสูบ ประหนึ่งกลุ่มมนุษย์ชีวิตเหี้ยผู้พยายามเอาตัวให้รอดในสังคม พ่อหนี พี่ชายหนี แม่เป็นบ้า เมียไม่เข้าใจ จนต้องรู้สึกผิดและอยากปรับปรุงตัว หลายๆซีนคือการบิวส์แบบกะเอาให้ตายแต่โชคดีที่เหมือนผู้กำกับจะรู้ลิมิต มันจึงยังไม่หลุดทะลักออกไป ยังสามารถประคองอารมณ์ไว้ได้ต่อไป

อย่างไรก็ตามส่วนตัวเราขอเรียกว่านี่คือหนังโชว์การแสดงดีๆของนักแสดงมากกว่าตัวเรื่องหรือสาระอะไรในหนัง ทั้งหยูเหวินเล่อ และพี่เป้า เจิ้งจื่อเหว่ย โดยเฉพาะคนหลังนี่เด็ดขาดจริงๆ

ชอบซีนในโบสถ์มาก การพยายามหลุดพ้นแบบเห็นแก่ตัวของคนผ่านศาสนาโดยไม่สนหัวจิตหัวใจมนุษย์แม่งเป็นอะไรที่เกินรับได้จริงๆ

28/01/18 – Panda! Go, Panda! (Isao Takahata/ Japan/ 1972) – 3/5

การ์ตูนที่ทากาฮาตะทำก่อนที่สตูดิโอจิบลิจะถือกำเนิด เรื่องราวของพ่อแพนด้าลูกหนึ่งที่หลุดออกมาจากสวนสัตว์แล้วได้พบเด็กน้อยคนหนึ่งจนอยู่กันเป็นครอบครัวกลายๆ

เตรียมตัวไม่ถูกและหนีไม่ออกจริงๆที่ต้องดูมันด้วยแว่นสายตาของยุคสมัยปัจจุบันซึ่งก็ค้นพบว่าในความสดใสสีลูกกวาดของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน จะคิดเป็นอื่นยังไงดีล่ะเมื่อเราเห็นพ่อเป็นแพนด้า เห็นแม่เป็นเด็กสาวตัวน้อยๆชอบโชว์กางเกงใน ที่มีลูกแพนด้าอีกตัว จนกลายเป็นครอบครัวแสนสุข มีความสุขเมื่อบ้านน้ำท่วมแถมเผชิญหน้ากับเสือด้วยความยิ้มแย้ม

แต่ในโรงเด็กๆก็แลสนุกสนานกับหนังดี จนอดคิดถึงตอนเป็นเด็กไม่ได้ที่เรายังไม่ได้มีแนวคิดอะไรแบบนี้และพร้อมจะสนุกไปกับทุกเรื่อง

28/01/18 – Bangkok Nites (Katsuya Tomita/ Japan, Thailand, Lao, France/ 2016) – 5/5

ดีใจมากที่ได้ดูในโรง ในเวอร์ชั่นเต็มๆ 3 ชั่วโมงกว่า นับว่าเป็นประสบการณ์ดูหนังที่ดีแรกของปี

เรายังคงจำความรู้สึกของตัวเองได้ดีเมื่อดู Saudade ของคัตสึยะจบลง มันเป็นหนังญี่ปุ่นอันแปลกประหลาดที่เราไม่คุ้นเคย หนังที่เต็มไปด้วยคนชายชอบ คนชั้นล่างในชนบทญี่ปุ่นผู้ที่ไม่พอใจในรากเหง้าของตัวเองหรือไม่แม้แต่จะรู้ว่าตัวเองเหมาะควรกับพื้นที่ใด อันนับเป็นหนึ่งในหนังที่เปิดโลกเรามากๆ

แล้วพอมาในหนังเรื่องนี้ เขายังคงพูดถึงผุ้คนเหล่านั้น เพียงแต่เปลี่ยนพื้นที่มาเป็นเมืองไทย (หรืออาจหมายความไปถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) กลุ่มคนที่ไร้รากที่มาหาดินใหม่ผ่านร่องรอยของอดีตสงคราม อดีตอาณานิคมที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่เหล่านั้น พ้องพ่วงไปชีวิตคนชั้นล่างผู้ได้รับผลกระทบจากอดีตกาลของผู้อื่น

ชอบมากแรกคือการที่หนังมันพาให้เห็นในมุมลี้ลับหนึ่งในกรุงเทพฯที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยไป เปิดเปลือยอย่างตรงไปตรงมาก็เพื่อจะเล่าเรื่องของเหล่ามนุษย์ที่วนเวียนอยู่ในนั้น

ชอบมากสองคือการที่มันพูดเรื่องผลกระทบทางการเมืองในอดีตต่อผู้คน ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจากยุโรป สงครามเวียดนาม เขมรแดง คอมมิวนิสต์ ใครจะลืมผีตนนั้นในสกลนครได้เล่า หรือกับเหล่านักปฏิวัติเซาท์อีสเอเชียยุคใหม่ผู้ต่อสู้ด้วยเพลงแร็ป!

เสียดายมากที่ไม่สามารถอยู่ฟัง Q&A ได้ คาดว่าคงจะได้เกร็ดความรู้อะไรดีๆอีกมากแน่ๆ ฮือๆ

ปล. ไม่คิดว่าหนังจะฉายในไทยแบบทางการได้ และก็ไม่คิดว่าหนังจะตัดให้สั้นลงได้

ปลล. ชอบเพลงที่ถูกใช้ในหนังด้วย

30/01/18 – Call Me by Your Name (Luca Guadagnino/ Italy, France, Brazil, USA/ 2017) – 2/5

– ยืนอยู่บนฝั่งที่ไม่ชอบหนัง เพราะมันสวย สวยมากทั้งภาพและเรื่องราวที่มันเล่า สวยเกินกว่าที่เราจะสัมผัสมันได้ แน่นอนหนังไม่ผิด แต่มันไม่ใช่แนวทางของเราเลย

– สงสารมาเซีย หุ่นมาเซียสวยมาก และเธอไม่ควรจะกลับไปเมคเฟรนด์กับอีลีโอ

– สิ่งที่ดี: เมืองที่หนังใช้เป็นโลเคชั่น, Timothée Chalamet และเพลงประกอบ

30/01/18 – The Square (Ruben Östlund/ Sweden, Germany, France, Denmark/ 2017) – 4.5/5

– สิ่งแรกที่ชอบหนังมากคือการพูดถึงงานศิลปะ เราเชื่อว่าหลายๆคนมักจะสงสัยเวลาไปดูงานศิลปะแหละว่า เชี่ย! ตัวงานไม่เห็นมีอะไรเลยแต่สเตตเม้นต์แม่งอย่างเทพ ประหนึ่งคืองานศิลปะมันไม่ได้มีค่าในตัวเองใดๆเลย มันมีค่าเพราะมันถูกให้คำนิยาม ยิ่งถ้าคนนิยามดังๆหน่อยงานก็แพง ซึ่งหนังมันก็เอาแนวคิดนี้มาเล่นได้แสบสันต์ทะลุกทรวง อีเดอะสแควร์นี่เป็นอะไรที่ตอแหลฉิบหาย เท่าเทียมพ่อง! ยุติธรรมพ่อง! ขอทาน คนไร้บ้านเต็มบ้านเต็มเมือง

– สิ่งที่ชอบต่อมาคือการพาผู้ชมไปพบกับความซับซ้อนเหี้ยๆของสังคมสมัยใหม่ที่ทุกอย่างมีคำตอบมากกว่า 1 คำตอบ จะทำดีทำเชี่ยอะไรก็ผิดได้หมด ผิดขนาดมหภาคด้วยการโดนสังคมตราหน้า หรือแม้แต่ผิดแบบจุลภาคด้วยความรู้สึกผิดของตัวเอง

– ดูหนังจบแล้วย้อนกลับมามองตัวเอง ไอ้เหี้ย โลกแม่งอยู่ยากจริงๆ เป็นคนดีก็ยาก จะเป็นคนเหี้ยก็ยาก ทำตามใจก็ไม่ได้ คิดเยอะไปก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่ จะ pc มากก็ไม่ไหว จะไม่ pc เลยก็ไม่ได้ โอ้ยยยยย

– กราบซิกเนเจอร์ของรูเบนในการสร้างเหล่าซีนกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก พี่จะเก่งไปไหน

31/01/18 – The Florida Project (Sean Baker/US/ 2017) – 5/5

คนเกลียดเด็กเข้าไส้อย่างเรายังต้องยอมพ่ายแพ้หมดรูป ความมืดหม่นที่เคลือบด้วยสีลูกกวาด

เหมือนกับที่เราชอบ Tangerine หนังเรื่องก่อนของเบเกอร์ที่เล่าเรื่องคนชั่นล่างอเมริกันเหมือนกัน แม้มาในรูปลักษณ์ที่่ต่างกัน แต่รุนแรงเอาตายได้พอกัน จริงๆภาพการเทียบระหว่างความสวยงามของโลกในสายตาวัยเด็กกับความเหี้ยห่าของชีวิตในวัยที่โตขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เบเกอร์ผสมสองสิ่งออกมาได้อย่างลงตัว ซึ่งสิ่งที่ทำให้มันมันสมบูรณ์มากๆสำหรับเราคือตัวละครของเดโฟ คือถ้าไม่มีตัวละครตัวนี้หนังคงแข็งพิลึก อันเป็นตัวละครที่เราชอบที่สุดในหนัง

เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือหนังที่นักแสดงทุกตัวคือสิ่งที่ทำให้หนังมันดีงาม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกตัวละครตราตรึงในใจจริงๆ

โลเคชั่นในหนังก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ สถานที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว มีดิสนี่แลนด์ มีเฮลิคอปเตอร์บินขึ้น-ลงตลอดเวลา ที่แวดล้อมเหล่าตัวละครตัวเล็กๆเอาไว้ให้ยิ่งไม่มีตัวตน

การจับมือกันวิ่งเข้าไปในปราสาทเจ้าหญิง ดินแดนแห่งจินตนาการ ของเด็กสาวสองคนในซีนจบ….รุนแรงสั่นสะเทือนจริงๆ

31/01/18 – Faces Places (Agnès Varda, JR/ France/ 2017) – 5/5

อบอุ่นจริงๆ ทำเอาน้ำตาปริ่มหลายช่วงเลย เอาจริงๆชอบตั้งแต่ไอเดียตั้งต้นของหนังแล้วที่พูดถึงความสัมพันธ์ของผู้คนต่างๆในสถานที่ต่างๆโดยใช้ศิลปะในการเล่าเรื่องและบันทึกมันออกมาเป็นหนัง

โดยในความสันพันธ์ของเหล่าผู้คนทั้งหลายเหล่านั้นที่ให้ภาพแบบสโคปมุมกว้างแก่เราคนดู มันยังพ่วงคล้องไปกับความสัมพันธ์ระหว่างของวาร์ดาและ JR ที่ให้ภาพมุมที่เล็กลงจนเราสัมพันธ์มันได้จริงๆ ความสันพันธ์ต่างวัยแต่หัวใจวัยเดียวกัน จนอดคิดไมได้ว่าถ้ามีโอกาสนั่งฟังเขาสองคนคุยกันมันคงจะเพลิดเพลินมาก

ชอบการทำภาพที่ชายหาดที่สุด เพราะมันสรุปสิ่งพี่พวกเขาทำได้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องความทรงจำ ความทรงจำต่อผู้คนและสถานที่ (อันนี้ก็น้ำตาปริ่ม)

แล้วก็ชอบเส้นเรื่องโกดาร์ดมากๆ เพราะในกลุ่มนิวเวฟเราคุ้นเคยกับโกดาร์ดที่สุดเพราะดูหนังของเขามากกว่าคนอื่นๆ ทั้งการล้อกับหนังโกดาร์ดที่เราชอบมากอย่าง Band of Outsiders (1964) (ซีนเข็นรถในลูฟวร์นี่ทำเราน้ำตาปริ่ม) โดยเฉพาะคำปลอบประโลมวาร์ดาของ JR ในช่วงท้ายนี่ดีมากๆ ที่ว่าจริงๆแล้วที่โกดาร์ดไม่ออกมาพบแถมยังเขียนข้อความทิ่มแทงใจแก่วาร์ดานั้นอาจเพราะแค่ต้องการปรับโครงสร้างหนังเรื่องนี้ของวาร์ดา คือถ้าไมใช่โกดาร์ดเราคงไม่รู้สึกชอบได้มากขนาดนี้เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าโกดาร์ดคือเจ้าแห่งการเล่นสนุกกับโครงสร้างของภาพยนต์

รักป้าวาร์ดา สัญญาว่าจะดูหนังป้าให้มากขึ้น

Advertisements