Leviathan

Film I’ve seen in May 2017

01/05/17 – Personal Shopper (Olivier Assayas/ France, Germany/ 2016) – 4/5

ที่ชอบหนังมากๆคือการที่มันทำให้เรารู้สึกประหลาดแบบสุดๆด้วยความเป็นหนังผี หนังผีแบบยุโรปที่เราแม่งแทบจะนึกภาพไม่ออก มีโฉ่งฉ่างบ้างแต่ก้ยังคงรักษาระดับรสนิยมแบบย6โรปอยู่

แต่ส่วนที่ชอบที่สุดนั้นกลับไม่ใช่เรื่องการมีตัวตนอะไรนั้นแฮะ แต่คือการที่มันโยงเรื่องผีสางวิญญาณเข้ากับเรื่องศิลปะกับวิทยาศาสตร์ โอโห ชอบมาก คือพอหนังมันบอกว่าอีเลขฐานสองมันอาจมาจากการสื่อสารกับผี อีการที่ตัวนางเอกคุยแชตกับผีมันเลยชอบธรรม ไม่เขอะเขินและดีฉิบหายเลย

ปล. ซีนผีเดินออกจากโรงแรมนี่มหัสจรรย์มาก

01/05/17 – Leviathan (Lucien Castaing-Taylor, Verena Paravel/ France, UK, US/ 2012) – 4/5

โอโห มึงถ่ายกันยังไง

รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวปลากันเลยทีเดียว ที่สำคัญคือเห็นเลยว่าอุตสาหกรรมประมงแม่งโหดฉิบหาย

ควรดูจอใหญ่ๆจริงๆ

03/05/17 – Guardians of the Galaxy Vol.2 (James Gunn/ US/ 2017) – 3/5

ก็เข้าใจนะว่าธีมของหนังมันคือเรื่องมิตรภาพ แต่คือพอมันยัดเข้ามาเยอะๆมันก็ทำเอายี้เหมือนกัน ไหนจะพ่อ-ลูก ไหนจะพี่-น้อง ไหนจะสายสัมพันธ์ต่างสายเลือดหรือแม้แต่เรื่องมิตรสหายกลับใจ แม่งเยอะเกิ้น

ก็ยังโชคดีที่ได้บุญเก่า คือเราอยู่ในฝั่งที่ชอบหนังภาคแรกมากๆน่ะ อะไรที่มันมีเหมือนในภาคแรกนั้นเราบันเทิงกับมัน มันเลยเป็นหนังที่ดูสนุกเป็นห้วงๆเป็นช่วงๆเสียมากกว่า ไม่ถึงกับผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ชอบอะไรมันมากมายนัก

อนึ่ง เกลียดอีตัวละคร เมนทีส จังเลย ตัวละครที่ถูกออกแบบให้มีหน้าที่แค่สื่อสารสิ่งที่พูดโต้งๆไม่ได้ มันดูเล่นง่ายไปนิด

05/05/17 – I Am A Hero (Shinsuke Sato/ Japan/ 2015) – 4.5/5

หัวใจจะวาย สนุกมากกกกกกกกกกก

ชอบการออกแบบซอบบี้ ทั้งในแง่ของกายภาพที่ดูสดใหม่และน่าขนลุกสุดๆ และอีกแง่อันว่าด้วยไอเดียของการติดอยู่กับอดีตของการเป็นซอมบี้

แม้ประเด็นจะไม่ได้ใหม่แบบน่าตื่นเต้น แต่การที่มันพูดเรื่องฮีโร่แบบปัจเจคชนคนเสียงเล็กๆนี่มันดีจัง เราเลยชอบตอนจบของมันมากๆที่ว่าการเป็นฮีโร่แม่งไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้เลยนี่หว่า

ออ! เสียใจด้วย Train to Busan เชิญเข้าช่องผักได้แล้วค่ะ

06/07/17 – Ilo Ilo (Anthony Chen/ Singapore/ 2013) – 4.5/5

ได้ดูซักที คลายบาปของตัวเองได้แล้ว หนังดีงามน้ำตาไหล

พล๊อตอันว่าด้วยชีวิตครอบครัวชาวจีนในสิงคโปร์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่บริษัทต่างๆทยอยเลย์ออฟคนงาน มีคุณพ่อที่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงครอบครัว คุณแม่ท้องแก่ใกล้คลอดที่ก็ต้องรักษาตำแหน่งหน้าที่การงานของตัวเองเอาไว้ ตลอดจนลูกผู้สร้างแต่ปัญหาให้หนักอกจนต้องไปจ้างพี่เลี้ยงมาจากฟิลิปปินส์ พี่เลี้ยงที่ก็เข้ามาทำงานในสิงคโปร์ด้วยเงื่อนไขเดียวกันคือหาเงินเลี้ยงชีพและส่งเสียลูกที่ยังเล็ก

ด้วยพล๊อตที่สามารถดราม่าได้ล้านแปด แต่หนังกับไม่เลือกที่จะเล่าแบบนั้น นั่นจึงเป็นข้อดีของหนังที่เราชอบมาก น้ำเสียงเรียบๆคือลิ่มอันทรงอานุภาพที่จะค่อยๆกระเทาะมิติความเป็นมนุษย์ มิติสังคม มิติทางความสัมพันธ์ออกมาให้เราได้เห็น ภาพความอ่อนแอของพ่อ ความริษยาของแม่ การเติบโตของลูกและการดิ้นรนของคนใช้ เหล่านี้คือความเป็นมนุษย์ที่เราได้เห็นจากหนังเรื่องนี้

และสุดท้ายน้ำตาก็ไหลพรากเมื่อหนังมันบอกกับเราว่า “เพื่อที่จะรักษาบางอย่างไว้ เราอาจจำเป็นต้องสูญเสียบางอย่างไป”

07/07/17 – The Treacherous (Min Kyu-dong/ South Korea/ 2015) – 2/5

พล๊อตว่าด้วยราชวงศ์อะไรซักอย่างของเกาหลี ที่กษัตริย์เป็นบ้า บ้าทั้งสมองและกาม มีผู้ติดตามเอาใจที่มีหน้าทีเกณฑ์หญิงจากทั่วประเทศมาเข้าฮาเลม ประชาชนก็โกรธซิ น้องนางเอกเป็นลูกของคนขายเนื้อที่ต้องการเข้าวังเพื่อฆ่ากษัตริย์แต่บังเอิญเคยมีอดีตกับผู้ติดตามคนสนิทของกษัตริย์ มันก็เลยเอาไว้เป็นดราม่าเล็กๆของเรื่อง

ดูไปก็งงไปว่าพวกมึงทนกับอีกษัตริย์แบบนี้ได้ยังไงว่ะตั้งนานสองนาน รำคาญมาก

แต่ประเด็นจริงๆคือดูเพราะตามนางเอกมาง่ะ ชอบนางจาก Obsessed (2014) แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยโชว์เลย โธ่!

10/05/17 – ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ/ ไทย/ 2017) – 3.5/5

พอมันไม่มีตัวละครที่มีโพซิชั่นแบบกูเลยในหนัง (พวกไม่มีทั้งเงินและสมอง จะจ่ายเพื่อโกงยังไม่มีปัญญา) ก็เลยได้แต่ อือ! หรา! เคคะ! เอาเลยจ๊ะ! อย่างนั่นแหละ! เอาเลย! ลุ้นๆๆ! แล้วก็ “ไม่นะ!” ตอนหนังจบ

แต่ยอมรับว่าหนังสนุกดี บันเทิงมาก ลุ้นดี งานเนียบ นักแสดงดี แม้จะไม่อินกับตัวเรื่องแต่ก็สนุกกับตัวหนังมากทีเดียว

แต่ที่ชอบสุดคงเป็นเรื่องด้านมืดและโอกาสการเข้าถึงเรื่องการศึกษาในไทยที่ไม่เท่ากัน ณ ที่นี้เราจึงอยู่ทีมแบงค์และเกลียดตอนจบ

อนึ่ง ชอบการโยกหัวเล็กๆของลินมากอย่างไม่มีเหตุผล ชอบมากกกก

ออ! ซีนแห่งปี “อนาคตแห่งการซักผ้า” รุนแรงเหี้ยๆ

14/05/17 – In The basement (Ulrich Seidl/ Austria/ 2015) – 3/5

ก็แรงสมกับหนัง อุลริช ซีเดิล ในเรื่องนี้เป็นสารคดี(ที่ก็มีแอบเซ็ตติ้งขึ้นมาอยู่บ้างแหละ)นำพาคนดูไปดูกิจกรรมของผู้คนที่กระทำในห้องใต้ดิน แน่นอนแหละว่ามันต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วในหนังของซีเดิล ซึ่งก็เวียนวนไปด้วยเหล่าคนเหยียดอิสลาม, นักดนตรีผู้เทิดทูนฮิตเลอร์, คุณป้าเลี้ยงเด็กทารกที่ตายแล้ว, นักล่าและแดกสัตว์ที่ภูมิใจในการกระทำของตัวเอง, ชีวิตรัก S&M หรือแม้แต่กระหรี่เบื่อชีวิตและนักเที่ยวผู้ภูมิใจในกามกิจของตัวเอง

ด้วยความที่ห้องใต้ดินมักให้ความรู้สึกถึงการเป็นดินแดนแห่งความลับ แห่งเรื่องส่วนตัว ความเหวอแดกประหลาดโลกของมันจึงเป็นสิ่งที่แข็งแรงที่สุดของหนังเพราะมันคือการเปิดโลกการรับรู้ของคนดูว่า เออ โลกเรามันก็มีรสนิยม ความเชื่อ ความคิดที่แตกต่างหลากหลาย (แต่หากจะคิดว่ามันเซ็ตขึ้นมา นั่นก็อีกเรื่องนึง)

อย่างไรก็ตาม ความที่มันเป็นเพียงแค่การตามไปดูเหล่าผู้คนและกิจกรรมของพวกเขาเท่านั้น หนังมันเลยไม่ค่อยมีผลกับต่อมอารมณ์ของเราเท่าไหร่ ได้แค่ช๊อคกับภาพ กับเรื่องราว แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก

อนึ่ง ชอบภาพที่ ผกก ให้เหล่าผู้คนยืนมองกล้องอยู่นิ่งๆในห้องใต้ดินของตัวเองมาก

17/05/17 – Harmonium (Kôji Fukada/ Japan/ 2016) – 3/5

ไม่ถึงกับชอบมากอย่างที่คิดไว้แต่แรกแฮะ

เอาเข้าจริงเราว่ามันก็เดินทางสูตรอะนะ เพียงแต่พอมันเป็นญี่ปุ่นและถูกเล่าด้วยความนิ่งมันเลยดูเลือดเย็น ครึ่งแรกแลดูหวานแต่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนที่ครึ่งหลังเรื่องจะถูดบิดและดันตัวละครให้ตกสะพานอยู่ตลอดเวลา

ส่วนที่ดีและเราชอบที่สุดคงเป็นเรื่องการเก็บงำความลับของตัวละครที่มันส่งออกมาถึงบรรยากาศแวดล้อม อันนี้แหละที่มันน่าขนลุก

21/05/17 – Frantz (François Ozon/ France, Germany/ 2016) – 5/5

รักหนังมากๆ อยากเขียนถึงยาวๆ แต่คงเป็นไปไม่ได้ ฮือๆๆ

เป็นหนังที่ธีมของมันแสนน้ำเน่า ที่พูดถึงเรื่องการสูญเสีย ความเกลียดชัง ความรักและการลวงหลอก แต่มันกลับถูกร้อยเรียงออกมาได้อย่างงดงามเหลือเกิน

ชอบที่หนังเล่นเรื่องความจริง-ความลวง ทำให้เราไม่อาจโอนเอียงให้ค่าด้านใดด้านหนึ่งได้เลย ความจริงอาจมอบความทุกข์แต่ก็ทำให้คนเดินก้าวข้ามไปได้ ในขณะที่ความลวงจะสามารถทำให้คนสุขใจได้แต่มันก็เต็มไปด้วยควมทุกข์กับบางคน

ดูจบสงสารนางเอกมาก รักนางสุดๆ

ออ! ชอบกับการเล่นภาพขาวดำกับภาพสีในหนังแบบสุดๆๆๆๆๆ ภาพขาวดำสำหรับความทุกข์และหม่นเศร้า ภาพสีสำหรับความรักและความสุข

26/05/17 – Cosmic Sex (Amitabh Chakraborty/ India/ 2014) – 2/5

เมื่อเซ็กซ์ถูกจับมารองรับเรื่องราวทางจิตวิญญาณ เมื่อนั้นกูก็ได้แต่อุเบกขา กูเข้าไม่ถึง กูขอบาย กูขอดูเซ็กซ์แบบมีสีมีสันดีกว่า

ออกตัวก่อนว่าที่ดูหนังเรื่องนี้เพราะเราชอบ Qaushiq Mukherjee (AKA. Q) คนทำหนังอินดี้อินเดียที่ทำหนังที่เราชอบมากๆอย่าง Gandu (2010) เลยลองหาหนังอินดี้อินดี้อินเดียมาดูเพิ่ม

เอาจริงๆถ้าเรามีพื้นเรื่องความเชื่อหรือแนวคิดตามแนวลัทธิต่างๆในอินเดียบ้างก็คงจะจับต้องหนังได้มากกว่านี้และคงไม่รู้สึกกับหนังแบบนี้ แต่ก็นั้นแหละสุดท้ายก็เฟลกับหนังอย่างหมดหนทางเยียวยา

อย่างไรก็ตาม ชอบการเล่นใหญ๋ขอกระเทยแม่เล้ามาก

29/05/17 – Mustang (Deniz Gamze Ergüven/ France, Germany, Turkey, Qatar/ 2015) – 5/5

เอาเข้าจริงแล้วหนังไม่ได้มีอะไรใหม่เลย มันเล่าเรื่องของเด็กสาวกำพร้า 5 คนที่อยู่ร่วมกันประหนึ่งพี่น้องร่วมสายเลือดกับการจัดการความนึกคิดและชีวิตของตัวเองในสังคมอนุรักษ์นิยมที่ชายเป็นใหญ่และยังคงประเพณีโบราณคร่ำครึ แล้วยิ่งการให้พี่น้องทั้ง 5 ได้พบทางออกที่แตกต่างกันไปมันก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แถมดีไม่ดีผู้ชมอาจรู้สึกได้ว่าหนังมันเพลย์เซฟเกินไป แต่โชคดีที่หนังมันทำให้คนดูอย่างเรามองข้ามจุดนั้นไปได้ด้วยเพราะองค์ประกอบอื่นๆที่มันดีมากเสียจนเรายกใจให้ เล่าเรื่องดี ภาพสวย นักแสดงมีเสน่ห์และสั่นสะเทือนเราได้เล็กๆเมื่อหนังจบลง

อีกส่วนที่ชอบมากๆและน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครหลักได้เลยคือตัวบ้าน สถานที่ๆแทบจะกลายเป็นเรือนจำกลายๆ แล้วหนังก็ฉลาดมากที่ใช้คุณสมบัติข้อนี้มาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเรื่องในช่วงท้าย

ชอบตัวละคร เยซิน ชายขับรถไร้แบล็คกราวด์ที่มาที่ไป ชอบตัวละครน้าสาวผู้วิ่งออกไปเควี้ยงหินใส่เสาไฟ และชอบพี่สาวคนกลางกับการเปรียบเทียบตัวเองกับนิ้วกลาง

Advertisements

กุมภา’15 กับหนังที่ได้ดู

04/02/15 – Birdman (Alejandro González Iñárritu/ US, Canada/ 2014) – 5/5

หนังประหลาดมาก รับรู้ได้ถึงความทะเยอทะยานสัดๆของมัน คือมันเล่าเรื่องดาราดังในบทซูเปอร์ฮีโร่มนุษย์นกในยุค’90 ผู้ตกอับในยุคนี้และต้องการสร้างชื่อกลับมาด้วยการเขียนบทและแสดงนำในละครบรอดเวย์แต่ปัญหาใหญ่คือแม่งเป็นคนตกยุค ไม่เชื่อในเทคโนโลยี หัวโบราณ ขี้ตระหนกตกใจกับอะไรง่ายๆ มีปัญหาทางครอบครัวและกับสภาพจิตของตัว โดยที่หนังมันเล่าเรื่องตั้งแต่วันซ้อมวันสุดท้าย, การแสดงรีวิวแล้วจบท้ายที่การแสดงวันแรกผ่านการถ่ายที่เสมือนเป็นลอคเทคตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งพอมัน(เสมือน)เป็นลองเทคทั้งเรื่องหนังมันเลยเดินไปข้างหน้าไม่มีหยุด ด้วยจังหวะที่มีช้ามีผ่อน แต่ไม่มีหยุด มันเลยกลายเป็นหนังที่มันส์ฉิบหายแม้มันจะแทบไม่มีฉากแอ็คชั้นใดๆเลย(จริงๆมีอยู่แค่ฉากเดียวตามในตัวอย่างนั้นแหละ) แถมด้วยเพลงประกอบที่ใช้จังหวะจากกลองชุดเป็นหลัก มันเลยกลายเป็น Whiplash ในเวอร์ชั่นแห่งความฉิบหายของบุคคล สนุกและสุดขีดมากๆ

แถมไอ้วิธีการถ่ายทำแบบนี้มันยิ่งช่วยเสริมให้ไอ้ภาวะต่างๆของตัวละครมันไปได้สุดจริงๆเพราะนอกจากความฉิบหายภายนอกอย่างการจัดการ การฝึก การซ้อมละครของตัวละคร การเน้นย้ำฉากโศกนาฏกรรมในละครที่แสดง มันยังเอาเรื่องภาวะภายในของจิตของตัวละครออกมาให้เป็นภาพ มาโช้งเช้งอยู่ในเฟรม สนุกมาก แถมไอ้ตัวโรงละครเองแม่งก็ซับซ้อนฉิบหาย เดินออกประตูนี้เข้าประตูนั้น ขึ้นโน่นออกนี่ซึ่งมันก็สะท้อนภาวะตัวละครไปได้อีกทาง ส่วนเมืองนิวยอร์คในหนังนี่ก็เหมาะมากกับการเป็นหนึ่งในสาเหตุให้ตัวละครมันกลายเป็นแบบนี้ สุดขีดๆ

แล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไอ้กลุ่มนักแสดงในเรื่องนี้มันถึงได้ SAG Award เพราะแต่ละตัวแม่งแสดงเหมือนจะฆ่ากันให้ตายกันไปข้าง โหดทุกตัว

อินาลิตูเก่งมาก ส่วนลูบิสกี้ก็ถ่ายได้เลิสเลอ

ปล. ฉากเครดิตทั้งตอนเปิดและปิดเรื่องคล้ายกับ Pierrot le Fou ของโกดาร์ด ไม่รู้ว่าเป็นการแสดงความเคารพหรือคารวะอะไรหรือเปล่า? เลยไปค้นหาดูก็พบกับบทความนี้

http://www.newyorker.com/culture/richard-brody/birdman-never-achieves-flight

มันมีพูดถึงสิ่งที่เราสงสัย รวมไปถึงความเกี่ยวพันระหว่างชีวิตจริงของนักแสดงที่นำมาใส่ไว้ในหนัง พูดถึงลองเทคและความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์กับละครเวทีต่อเรื่องพื้นที่และเวลา

09/02/15 – Still Alice (Richard Glatzer, Wash Westmoreland/ US, France/ 2014) – 3.5/5

 ส่วนตัวเราไม่ค่อยจะรู้สึกกับหนังประเภทนี้เท่าไหร่ หนังบิ้วๆซึ้งๆที่ปูมาตั้งแต่หน้าหนัง, ตัวอย่างหนังและตั้งแต่หนังเริ่มฉายซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไม่อาจสามารถทะลุจุดๆนั้นของเราได้อยู่ดี แต่ต้องยอมรับว่าหนังมันไม่ได้พยายามฟูมฟายนัก ซึ่งดีมาก แม้ว่ามันจะแวดล้อมไปด้วยสิ่งที่สามารถฟูมฟายน้ำตาแตกได้เสมอๆและตลอดเวลา (คนอื่นไม่รู้นะแต่เราไม่รู้สึกตรงนั้นเลย) ชอบการตัดสินใจของนางเอกในฉากสำคัญของหนังและการที่เธอทำมันไม่สำเร็จมันก็ได้สร้างห้วงคำนึงความเจ็บปวดลึกขึ้นมาแก่คนดู(อย่างเรา)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนที่ทำให้หนังมันเข้าถึงความรู้สึกมากๆคงหนีไม่พ้นการแสดงของ จูเลี่ยน มัวร์ ที่กวาดรางวัลการแสดงใหญ่ๆมาหมดจากหนังเรื่องนี้ซึ่งเราก็เห็นด้วยและขอช่วยเชียร์เธออีกแรง นี่ไม่ใช่การแสดงให้ใหญ่ แต่คือการแสดงให้เราเห็นส่วนที่เล็กที่สุดในระดับคำพูด แค่คำๆเดียวก็สามารถรับรู้ได้ถึงอาการเมื่อคลื่นสมองมันขาดห้วงไปเหมือนด้ายผึงขาดไปซะเฉยๆ แล้วก็ได้แต่ยืนตัวเคว้งอยู่เดียวดาย นั้นแหละ เธอให้การแสดงในระดับนั้น

อีกส่วนที่ทำเราตายได้แม้ทั้งเรื่องเราจะไม่ได้ชอบหนังมากก็คือซีนจบที่งดงามมากๆ เป็นหมัดฮุกที่เอาคนดูตายได้สบายๆและเราก็พ่ายแพ้กับมันไปแบบดุษฏี ว่าจะโหลดมาดูฉากจบอีกซักรอบ

17/02/15 – Leviathan (Andrey Zvyagintsev/ Russia/ 2014) – 5/5

หนักหนาสาหัสสากันเหลือคณา โบ้ยตีสิ่งที่ก่อร่างสร้างความเป็นมนุษย์ให้จมธุลี ฉุดความหวัง ตัดขาดที่พึ่งพิง กระชากมิตรภาพ โบ้ยตีความรักและอะไรต่างๆนาๆออกจากตัวมนุษย์ออกไปหมดให้เหลือแต่เพียงซากเนื้อมีชีวิตเรียบๆแบนๆแค่นั้น ที่ไอ้กลุ่มหนึ่งก็ดิ้นรนกันไป ต่อสู้กันไปแล้วก็พ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนอีพวกผู้ชนะก็ได้แต่ชนะแค่ช่วงหนึ่งเพื่อรอวันพ่ายแพ้ต่อไป เพราะแม้จะยิ่งใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมาเกยตื้นตายห่าอยู่ดีนั้นแหละ

สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างคือการสะท้อนภาพอันกว้างใหญ่เวิ้งว้างของทิวทัศน์และมหาสมุทรเข้ากับภาวะและชีวิตอันเล็กจ้อยของตัวละคร มันเริ่มต้นด้วยความสงบนิ่งอ่อนไหวไหลเอื่อยที่ค่อยๆเริ่มโดนซัดด้วยสายลมที่นำพาฝุ่นผงมามากมายและเกลียวคลื่นอันแสนบ้าคลั่ง ก่อนจะจบลงอีกครั้งด้วยความสงบนิ่งพร้อมกับการมลายหายไปของชีวิตและสภาพจิตใจ

ใครว่า โรซามุน ไพร์ส ใน Gone Girl เด็ด มึงมาเจอ Elena Lyadova ในเรื่องนี้ก่อนเถอะ Gone Girl ขิงๆมันต้องแบบเน้!!!

ปล. เห็นด้วยกับพี่เอกเช้าว่าตัวละครที่น่ากลัวที่สุดคือตัวเพื่อนอีนางเอกที่เข้ามาทำลายชีวิตคนด้วยความเชื่อแห่งความหวังดี

17/02/15 – American Sniper (Clint Eastwood/ US/ 2014) – 1/5

 ส่วนที่ดีที่สุดก็คือซีนตามตัวอย่างหนังแค่นั้นแหละ ส่วนที่เหลือคือความคร่ำครึเหลือขณา ใช่! มันขวาตกขอบ! เราไม่มีปัญหาเท่าไหร่นะกับหนังที่มันขวาน่ะ แต่เรามีปัญหาที่มันตกขอบแบบคร่ำครึนี่แหละ อวยกันเองเล่นกันเองชงกันเองแล้วก็ปลาบปลื้มกันเอง เออ! เรื่องของคุณปู่เลยครัช!

ออ! อย่างน้อยๆมันก็ทำให้เรารับรู้ได้ว่าฮอลลีวู๊ดมันสามารถลงมาทำหนังอย่างนเรศวรแบบ ไทยๆได้ด้วย เรามีทั้งฮีโร่คนเก่ง มุทะลุบ้างแต่ก็เป็นคนดี ต่อสู้เพื่อประเทศด้วยนะเออ แถมยิงปืนระยะไกลได้แม่นเหมือนจับวาง

อีซีนยิงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง เอ้ย! ข้ามตึกและใช้ภาพสโลโมนี่แม่งครำครึสมตัวหนังจริงๆ ทำเอากูร้อง อี๊! ออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว

21/02/15 – Elena (Petra Costa/ Brazil/ 2012)3/5

 เสียดายที่ไปไม่ทันหนังเริ่ม น่าจะขาดไปซักครึ่งชั่วโมงแรกของหนังเลยตามหนังไม่ค่อยทันเท่าไหร่แต่โชคดีที่ได้อ่านซินนอพซิสก่อนไปดู แต่ก็นั่นแหละดูจบมันเลยรู้สึกห้วนๆชักกล คือพอปรับจูนกับหนังในตอนแรกได้ก็รู้สึกดีและชอบหนังทีเดียวในเรื่องการตามหาความทรงจำจากการประกอบร่างของสิ่งต่างๆ ผ่านภาพสวยๆดนตรีเพราะๆ แต่พอผ่านไปซักพัก เริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนช่วงกลางเรื่องไปซักพัก เรากลับรู้สึกว่าหนังมันเริ่มเยอะเกินไปแล้วแฮะ เริ่มไม่น่าติดตามแล้วก็เริ่มหลุดไปจากหนังไปเสียเฉยๆ คือพอมันเข้าสู่เรื่องความจริงแล้วหนังมันเสียเวลาเวิ้นไปเยอะเกิน ยังดีที่ได้ภาพสวยๆ(มากๆ)และดนตรีดีๆช่วยให้อยู่กับหนังได้จนจบ

ปล. ชอบซีนเหล่านักแสดงละครหญิงลอยน้ำมากๆ ทั้งสวยทั้งความหมายดี

21/02/15 – Voice of El Alto (Benjamin Oroza/ Finland, South Africa/ 2013/ BKK ISDN) – 5/5

 ดีงามมาก เราชอบมากๆ ตอนดูก็เกิดคำถามตลอดนะว่าหนังที่มันตัดเทคนิคทางภาพทุกอย่างออกไป ตัดเทคนิคทางเสียงที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่าออกไปมันจะยังเรียกว่าเป็นหนังได้ไหม? หรือเราควรเรียกมันแค่ว่าเป็นบทบันทึก? หรือจริงๆมันก็เรียกได้ทั้งสองอย่าง? ซึ่งพอนั่งคิดไปคิดมาเราค้นพบว่าไอ้หนังเรื่องนี้มันพาเรากลับไปยังเป้าหมายหลักใหญ่ของความเป็นภาพยนต์เลยนี่หว่า นั่นคือเรื่องเล่า คือการเล่าเรื่องที่ส่งตรงไปยังผู้ชม หนังมันเลยประสบความสำเร็จมากเพราะไอ้ภาพต่างๆมันถูกสร้างขึ้นมาจากสมองของเราเอง เป็นหนังในแบบฉบับของเราเองในเนื้อเรื่องเส้นเรื่องเดียวกัน เราว่ามันเหนือชั้นนะ

โอเคละ ไอ้คำถามและสิ่งที่เราคิดอย่างที่ว่าไว้ด้านบนมันคงจะไม่เกิดขึ้นหากเรื่องเล่าที่ว่ามันไม่ได้น่าสนใจมากพอ ขอเกริ่นการทำหนังเรื่องนี้ซักหน่อย (อ้างอิงจากสูจิบัตรงาน) คือตัวผู้กำกับจะไปตั้งเต้นท์ตามชุมชนต่างๆ ภายในมีกล้องอยู่แล้วก็ให้คนในชุมชนเข้ามาเล่าเรื่องส่วนตัว เล่าอะไรก็ได้ต่อหน้ากล้องซึ่งในเรื่องนี้เกิดขึ้นและเป็นเรื่องเล่าในจตุรัสกลางตลาด El Alto ในโบลิเวีย (ซึ่ง ผกก ทำแบบเดียวกันนี้มาทั่วทั้งโลกแล้วตั้งแต่ปี 2009) และแน่นอนเหล่าเรื่องเล่าที่กำเนิดขึ้นในเต้นท์มืดที่มีแต่กล้องและคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักนั้นมันคือการเปิดเปลือยก้นบึ้งของจิตใจ ณ โมเม้นต์นั้นๆที่พวกเขามีต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้างและต่อสังคมที่อยู่อาศัย แล้วพอเรานำเรื่องเล่าเหล่านั้นมาประกอบร้อยเรียงเข้ากันในทุกๆส่วนเราจึงได้ค้นพบกับความเป็นมนุษย์ปุถุชนอันแสนธรรมดา ความทุกข์ยากหรืออาจแสนสุข พบกับความรู้สึกอันมหาศาลมากมายของสิ่งมีชีวิตสองขาที่อยู่อาศัยร่วมกันในจุดหนึ่งจุดใดในโลกกลมๆใบนี้

และจะว่าไปในความรับรู้อันปัจเจกของบุคคลทั้งหลาย เราอาจให้กำเนิดภาพของเรื่องเล่าเหล่านี้ที่แตกต่างกันทั้งองค์ประกอบและความรู้สึก ตอนดูมีคนขำในสิ่งที่เราว่ามันไม่น่าขำ ซึ่งนั้นแหละที่เราว่าหนังเรื่องนี้มันดีและไปได้ไกลมากๆ