Golden Slumbers

Film I’ve seen in April 2017

01/04/17 – I Am Trash (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2014) – 4/5

ดูจบรู้สึกโชคดีที่แค่โดน ผกก จับนมเมื่อตอนงานเวิร์ลฟิล์มฯ ไม่โดนมากกว่านั้น 555

นี่สิหนังครอบครัวแบบที่เราต้องการ ครอบครัวสามพี่น้องที่คนเล็กเป็นมนุษย์ขี้เงี่ยนระดับเสียสติ คนกลางเป็นทหารเกย์ตุ๋ยเพื่อนอ้วน ส่วนคนโตนี่เป็นคนกวาดถนนผู้ดูจำเป็นต้องดูแลน้องๆขณะพ่อติดคุกเนื่องจากไปเอาเด็ก เรื่องราวในหนังเล่าเรื่องหลังจากผู้พ่อกลับมา แต่ขอโทษจ๊ะหนังไม่มีอาการสำนึกผิดใดๆทั้งนั้น ใครเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไปจนสุดทาง แถมสามพี่น้องนี่ก็ก่ำกึ่งว่าจะ incest

โสมมทุกภาคส่วน (คำชม) ตัวเนื้อเรื่องและตัวละครนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าชัดแจ้งขนาดไหน ส่วนเนื้อในนะหรือ มันคือการบอกว่า ความรักความห่วงใยในทางหนึ่งแม่งคือตัวทำร้ายล้างชั้นดี

ชอบสภาพบ้านเมืองในหนังมาก โสมมพอกันที่ดูไม่เหมือนเกาหลีเอามากๆ

07/04/17 – Weiner (Josh Kriegman, Elyse Steinberg/ US/ 2016) – 4/5

โอโห อะไรมันจะเลยเถิดได้ขนาดนี้ ความสุดของแม่งคือจากที่ต้องการบันทึกการคัมแบ็คกลับกลายมาเป็นการถมกลบไปเสียอย่างนั้น

เราไม่ได้รู้สึกถึงอีความเงี่ยนอะไรของอีตาวีเนอร์เท่าไหร่ แต่รุ้สึกถึงการควบคุมอารมณ์ของนางที่เหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตลงเหวมากกว่าการโชว์จู๋แชตเซ็กซ์เสียอีก คือเหมือนมันจะเป็นจุดเด่นมากๆเมื่อถูกใช้ในการทำงาน (การพูดด้วยความรุนแรง ฉะฉาน พูดแทรกด้วยคำพูดที่คิดมาดี) แต่มันจะกลายเป็นจุดด้อยทันทีเมื่อเอามาแก้ต่างด้านลบของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในสารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่ตัววีเนอร์ แต่คือเมียของเขา โอโห มิติเยอะและลึกมาก สายตานางเอยหรือกับทุกคำพูดที่ถูกคิดมาอย่างดี การได้เห็นสองด้านในคู่ผัว-เมียนี้ในหนังมันเลยรุนแรงมากทีเดียว

อนึ่ง ชอบอีน้องนางพายแอ็ปเปิ้ลที่ดังได้เพราะวีเนอร์ แล้วก็เกาะตัวเขาให้ดังขึ้นเรื่อยๆ เห้ถูกใจดี

09/04/17 – Golden Slumbers (Davy Chou/ France, Cambodia/ 2011) – 4/5

ในที่สุดก็ได้ดูเสียทีหลังจากได้ยินเสียล่ำลือมานานแสนนาน

สิ่งที่วิเศษมากๆของหนังสารคดีเรื่องนี้อันว่าถึงยุครุ่งเรืองของภาพยนต์กัมพูชาก่อนการบุกของเขมรแดงที่ทุกสิ่งทุกอย่างอันเกี่ยวเนื่องกับภาพยนต์นั้นถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น คือการที่หนังมันไม่ได้ต้องการพูดถึงความเลวร้ายเหล่านั้นแต่มันกลับวางตัวเองยืนอยู่บนความตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองของยุคสมัยนั้นมากกว่า ซึ่งดีงามมากจริงๆเพราะความดราม่าของมันคือการนอสทาเจีย ไม่ใช่ความเลวร้ายของยุคการปกครองโดยเขมรแดง

หนังตามสัมภาษณ์ทั้งเหล่าคนทำหนัง นักแสดงและซีเนไฟล์กัมพูชา กอปรกับภาพของสตูดิโอ พื้นที่ๆเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหรือแม้แต่โรงหนังเก่าที่เคยรุ่งเรืองในอดีตที่ปัจจุบันมันถูกเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแบบหน้ามือ-หลังมือ ส่วนตัวชอบและรู้สึกกับภาพจากกล้องที่ไล้เรียงไปในโรงหนังเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นคาราโอเกะบ้าง ที่พักซ่อมซ่อบ้าง โต๊ะสนุ๊กบ้างหรือแม้แต่กลายไปเป็นร้านอาหาร ที่ซึ่งในมวลภาพเหล่านั้นมันจะมีเหล่าผู้คนที่นั่งชมความบันเทิงผ่านทางสื่อภาพเคลื่อนไหวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันให้ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ว่าสภาวะจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร ภาพยนต์ก็ยังอยู่คู่กับมนุษย์ไม่เสื่อมมนต์

อีกเรื่องที่ชอบมากๆคือเหล่าคนทำหนังที่มาเล่าถึงชีวิตของตนเอง จากยุครุ่งเรืองไปจนยุคหลังจากที่เขมรแดงถูกโค่นอำนาจลง เรื่องเล่าที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากภาพยนต์และยังถือเป็นการการส่งทอดเรื่องราวของตนเอง ของภาพยนต์กัมพูชาต่อไปอีกทอดหนึ่ง

10/04/17 – สยามสแควร์ (ไพรัช คุ้มวัน/ ไทย/ 2017) – 2/5

ออกจากโรงมาด้วยความหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าหนังมันไม่ดี แต่แค่รู้สึกว่าหนังมันไม่ทำงานกับเราเลยจริงๆ ปัญหาของเราคือการที่เราไม่ฟิตอินกับเหล่ามวลเรื่องราว ตัวละคร เหตุการณ์แวดล้อมต่างๆในหนังเลย แต่เราชอบแก่นประเด็นที่หนังมันต้องการจะบอก

ด้วยความที่เป็นคนไม่หือไม่อือกับหนังผีอยู่แล้ว หนังผีส่วนใหญ่ทำอะไรเราไม่ค่อยได้ ในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น (ถ้าจะคิดว่าส่วนหนึ่งมันเป็นหนังผีอะนะ) ในแง่ของความเป็นหนังผีในเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงหนังอย่าง The Eyes Diary คนเห็นผี ของมะเดี่ยว คือไม่ได้รู้สึกถึงความน่ากลัวอะไร อาจจะตีค่าแทนความลงไปได้แต่ก็ในแบบที่ไม่ได้รู้สึกกับมันจริงๆ

ต่อมาขอพูดถึงสยามฯ แม้เราจะเป็นเด็กฝั่งธนฯ ช่วงมัธยมปลายก็มีช่วงไปเรียนติวตามกระแสเขาบ้าง แต่เรากลับไม่ได้ผูกพันใดๆกับสยามฯเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ๆฟุ้งเฟ้อ เยอะและไม่เหมาะกับเราเลยจริงๆ ยกเว้นเพียงแต่การไปดูหนัง แวะซื้อนิตยสารหนังที่ดอกหญ้าหรือแวะกินเตี๋ยวข้างสกาล่า ที่เหลือเราแทบจะไม่มีความทรงจำใดๆกับสยามฯ

ส่วนเรื่องราวมิตรภาพ ความรัก ความสัมพันธ์ของเหล่านักเรียนเอกชนในหนังเรารู้สึกว่ามันยืดยาดน่าเบื่อ อาจเพระาด้วยช่วงวัยด้วยมั๊ง แต่ตอนดูก็พยายามคิดถึงตัวเองในช่วงมัธยม แต่ก็ยากที่จะแนบเคียง

สุดท้ายก็ดูด้วยความเนื่อยๆ จนหนังมันเริ่มเข้าสู่ประเด็นนั้นแหละที่ทำให้กลับมารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง การทวิสตัวผีด้วยประเด็นตัวตน ตามด้วยเรื่องความผิดพลาดที่แก้ไขกลับคืนไม่ได้ จึงเป็นส่วนที่เราชอบที่สุดในหนังเพราะมันช่วยคลี่คลายสิ่งต่างๆนาๆที่หนังพยายามเล่า พยายามผูกปมไว้ให้เราไม่หงุดหงิดจนเกินไปนัก (แม้จะอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึง เมธาวีฯ ของเต๋อ) อย่างไรก็ตาม การขมวดจบในวาระเดียวแถมยังต่อยอดไปไม่ยอมจบของมันก็ยังคงทำให้หงุดหงิดอยู่ดี

สรุปคือ น้องพลอยดีงามมาก

ปล. ชอบซีเควนซ์ความฝัน ชอยเทคนิคในซีนนี้

11/04/17 – Moebius (Kim Ki-Duk/ South Korea/2013) – 3/5

ชอบความประหลาดบ้าบอในเส้นเรื่องที่เสือกตั้งหน้าตั้งตาเล่าแบบซีเรียสจริงจังของมันมากๆ ดีใจที่คิมคีด๊อกทำหนังเหมือนยุคแรกๆของเขา 555

หนังก็ชัดอะนะว่ามันพูดถึงอะไร ครอบครัวพังเพราะกระเจี๊ยวอันเดียวในฉบับที่เหวอแดก

แต่ก็ยังคงจบแบบ เหี้ยอะไรของมึง อยู่ดี

12/04/17 –  Get Out (Jordan Peele/ US/ 2017) – 4/5

โอโห ยอมค่ะ สุดขีดมาก จังหวะมึงเทพมาก นึกไปถึง It Follows ในช่วงแรก และ Martyr ในช่วงหลัง

ประเด็นผิวสีนี่คือเหี้ยมากนะ แต่คืดดี เหมือนจะเหยียดแต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก พอจะไม่เหยียดเสือกรู้สึกว่ามึงเหยียดแน่ๆ

ชอบตัวละครแม่บ้านสัดๆ หลอนเหี้ยๆ

12/04/17 – Triangle (Christopher Smith/ UK, Australia/ 2009) – 2.5/5

ชีวิตติดบ่วง

ในหนังแนวนี้ Predestination ทำไว้เลิศเลอที่สุดแล้ว ได้ดูเรื่องนี้ทีหลังเลยไม่ได้รู้สึกว้าวอะไร

แต่ชอบเงื่อนไขของตัวนางเอก ชีวิตปล่อยวางไม่ได้ก็เหนื่อยกันไป

12/04/17 –  John Wick (Chad Stahelski, David Leitch/ US/ 2014) – 3/5

ชอบภาคสองมากกว่าแฮะ ภาคนี้รู้สึกน้ำเน่า 555 แต่ก็เข้าใจเมื่อต้องปูพื้นตัวละคร ภาคนี้เลยเหมือนการจ๊อกกิ้งส่วนภาคสองนี่คือการวิ่งสปิ๊น

 

 

 

14/04/17 – What’s for Dinner, Mom? (Mitsuhito Shiraha/ Japan/ 2017) – 2/5

คือเราเพิ่งดู Song of the Exile ไปไม่นานและชอบมากๆแบบว่าติดท๊อปประจำปีแบบชัวร์ๆน่ะ แล้วหนังเรื่องนี้มันดันทำให้เรารู้สึกถึงหนังแอนฮุนเรื่องนั้นตลอดเวลา สลัดไม่หลุด

ผลที่ได้คือรู้สึกว่าหนังลำไยเหลือเกินจนอยากให้แอนฮุยมาจิกตาใส่

 

14/04/17 – We Are X (Stephen Kijak/ UK, Japan, US/ 2016) – 4.5/5

ทำไมชีวิตพวกพี่ถึงดรามาติกขนาดเน้!

โห แล้วเพลงของพวกพี่อีก จากที่ไม่เคยใส่ใจฟังตอนนี้เริ่มอยากหามาฟังละ

ไม่แปลกใจละ ทำไมคนถึงกรี๊ดกันสลบจนถึงกับยอมตายตาม ชีวิตพวกพี่เอยมเพลงพวกพี่เอย ผมนี่ก็ยอมไปด้วยเลย

ต่อไปก็หาเพลงมาฟัง

15/04/17 –  The Pearl Button (Patricio Guzmán/ France, Spain, Chile, Switzerland/ 2015) – 5/5

ก้มลงกราบตีน

จากการค้นหาผู้เสียชีวิตในทะเลทรายแนบเคียงเรื่องราวทางดาราศาสตร์ใน Nostalgia For the Light เรื่องนี้ย้ายไปอยู่ในทะเล แนบอิงดาราศาสตร์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือประวัติศาสตร์ native ในชิลี การ civilize และจุดจบอันสั่นสะเทือน

แม้ช่วงแรกที่เป็นการเกริ่นนำอันยาวกว่าชั่วโมงจะแอบน่าเบื่อ แต่พอมันเข้าสู่ประเด็นเท่านั้นแหละ ที่ว่าน่าเบื่อนั่นกลับมามีพลังหมดเลย สุดมาก

16/04/17 – Like Father, Like Son (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2013) – 2.5/5

แหงะ ไม่ชอบเลยอะ ไม่ชอบเลย

ไม่ซื้อเลยจริงๆกับเรื่องสายเลือดอะไรนั่น เช้ยเชย แถมหนังยังขยันบี้ประเด็นด้วยการซ้อนเรื่องแม่เลี้ยงเข้าอีก งืออออ

 

16/04/17 – The Neon Demon (Nicolas Winding Refn/ US, Denmark, France/ 2016) – 3/5

ชอบความเหวอแดกไม่แคร์ใดๆในช่วงท้ายมากๆ มีความตะวันออกแบบแดกเด็กเพื่อความเป็นอมตะ 555

วิชวลบ้าพลังหายห่วงตามสไตร์เรฟิน แต่เรื่องราววงการนางแบบและความงามอะไรนั่นเราเฉยๆ

ออ นี่มันหนังของ จีน่า มาโลน ใช่ไหม

17/04/17 – Sara (Herman Yau/ HK/ 2015) – 2/5

สาวฮ่องกงผู้อดีตโดนพ่อข่มขืนแต่ก็ยืนหยัดตัวเองมาได้จนเป็นนักข่าวฝีมือดี หลังเหตุการณ์ที่ไม่พอใจหนังสือพิมพ์ในสังกัดที่ตัดข่าวของเธออันเกี่ยวกับการค้าประเวณีในฮ่องกงออกเพื่อเอาไปลงโฆษณาแทน เธอจึงหนีมาพักผ่อนที่เชียงใหม่แล้วได้เจอกับกระหรี่เด็กนางหนึ่ง แล้วเธอก็รู้สึกผูกพันเพราะทำให้คิดถึงตัวเธอเอง เธอจึงอยากช่วยเด็กสาวผู้นั้น

ครึ่งแรกนี่น่าสนใจในแนวคิดของน้องนางเอกที่มองว่าการเอาตัวเข้าแลกของเธอในการไต่เต้านั้นไม่ใช่เป็นการ trade แต่คือการ barter (เพิ่มเติมเรื่องรักเข้าไปหน่อยเพื่อผลของดราม่า) แต่เสียดายที่ครึ่งหลังพอเข้าเรื่องกระหรี่ไทยปั๊บมันดันกลายเป็นภาพจำอันคุ้นเคยไป (หนูจน หนูโดนขายมา หนูน้องเลี้ยงดูที่บ้าน) ซึ่งมันอาจน่าสนใจก็ได้ในมุมของคนต่างชาติ(ในที่นี้คือฮ่องกงอะนะ) แต่เราไม่ค่อยโอ ผลคือมันเลยกลายเป็นหนังแบบคนต่างชาติมากอบกู้จิตวิญญาณของตัวเองด้วยการช่วยเหลือมนุษย์โลกที่สามไป ซึ่งมันน่าเบื่อ

20/04/17 – ตลาดอารมณ์ (สุวิทย์ ชุติพงษ์/ ไทย/ 2531) – 3/5

ขนบหนังนี่ละครไทยมากๆ นาถยา แดงบุหงา รับบทแม่เลี้ยงนักธุรกิจขี้เงี่ยน, รอน บรรจงสร้าง เป็นลูกเลี้ยงแสนดีที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกา, พิศาล อัครเศรณี มาในบทนักธุรกิจเจ้าชู้เพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ (แน่นอนพร้อมกับความถนัดในเรื่องตบ-จูบ), ราตรี วิทวัส เป็นแฟนรอนมาจากอเมริกาแต่ก็เอาไม่เลือกและก็มี วันเพ็ญ จันทร์ตรี นักศึกษาสาวแสนดีที่ใครๆก็จ้องตะคลุบ ซึ่งทุกคนที่ว่าก็เกี่ยวพันขดไปขดมายุ่งเหยิงมั่วไปหมด

ชอบที่หนังมันบอกว่า “หญิงไทยเงี่ยนมาตั้งนานแล้ว!” ซึ่งแลดูทันสมัยกว่าหนังยุคนี้อีกอะ บทบาทการต่อปากต่อคำเชือดเฉียดนี่ก็สนุกมาก ตบเข่าฉาดๆๆ อาจจะเสียอยู่หน่อยตรงช่วงสรุปจบที่พี่เล่นคลี่คลายปมทุกอย่างของตัวละครออกมาล่อนจ้อนหมดเลย กลายเป็น moral cinema ไปแบบน่าเสียดาย

แต่เอ๊ะ! ดูจบแล้วหาข้อมูลก็เพิ่งรู้ว่าว่านี่ไม่ใช่เวอร์ชั่นแรกเวอร์ชั่นเดียวของหนังเรื่องนี้ (เวอร์ชั่นแรกเป็นของปี 2517 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี/อรัญญา นามวงษ์ และกำกับโดย เนรมิต) นี่คือหนังปี 2531 กำกับโดย สุวิทย์ ชุติพงษ์ แถมยังหาข้อมูลอื่นๆยากมาก ขนาดวิกิฯของเรื่องนี้ดันเป็นเวอร์ชั่นละครของเอ็กแซ็กท์เมื่อปี 2554  โปสเตอร์หนังก็หาไม่มี T-T

ปล. เห็นนาถยา แดงบุหงา พยายามเงี่ยนโดยการลูบไล้ตัวเองแล้วก็ตลกดี

30/04/17 – Life Itself (Steve James/ US/ 2014) – 4/5

ข้อดี ดูแล้วมีพลัง อยากดูหนังเยอะๆ อยากเขียนถึงหนังเยอะๆต่อไป

ข้อเสีย ความจริงคือมันเป็นไปไม่ได้ แค่จะเขียนนี่ยังไม่มีเวลา T-T

Advertisements