cold war

Film I’ve seen in July 2016

03/07/16 – ลูกทุ่งซิกเนเจอร์ (ปรัชญา ปิ่นแก้ว/ ไทย/ 2016) – 2/5

ตรงๆเลยคือผิดหวัง เราว่าศักยภาพของมันไปได้ไกลกว่านี้แน่ๆหากตัดเรื่องราวบางเรื่องออกไปบ้าง แล้วไปให้เวลากับเรื่องที่เหลือแบบใส่ใจมากกว่านี้ บางเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ อาทิ คนโดดสะพานนี่ตัดออกไปได้เลย หรือกับเรื่องแอบรักดารานี่ก็ใส่มาเพื่อรองรับเพลงที่จะใช้แค่นั้นเอง ผลเลยกลายเป็นว่าการคลี่คลายแต่ละเรื่องมันเล่นง่ายไปและไม่สุดเลยซักเรื่อง น่าเสียดายมากๆ

แล้วเพลงลูกทุ่งในเรื่องเราชอบมากๆนะที่มีการปรับทำนองใหม่ แต่ก็นั่นแหละ พอหนังมันเป็นแบบนี้ พลังของเพลงมันเลยดร๊อปลงไปเยอะเลยอะ เสียดายๆๆๆๆ

แล้วก็โกรธมากที่ใช้น้องพลอยหรือไข่มุกไม่คุ้มเลย เสียใจๆๆๆ

06/07/16 – Sing Street (John Carney/ Ireland, UK, US/ 2016) – 5/5

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าคาร์นีย์ทำหนังสามเรื่องไม่เหมือนกันเลยแฮะ จากหนังอินดี้ปวดๆใน Once มาเป็นหนังแมสจ๋าๆสวยๆใน Begin Again มาเรื่องนี้เหมือนเอาส่วนผสมของสองเรื่องก่อนมารวมกันจนได้หนังที่เมื่อดูจบแล้วเราจะมีพลังพลุ่งพล่านจนอยากออกไปทำโน่นทำนี่ตามฝันด้วยแรงอันเต็มเปี่ยม แต่อีกด้านมันก็กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไอ้ความฝันเหล่านั่นมันไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะคว้าไว้ได้ เราอาจจะห่วยเอง อาจไม่มีโอกาสเดินเข้ามาหรือด้วยเงื่อนไขชีวิตอะไรก็ตามแต่ ซึ่งตัวเราจัดอยู่ในหมวดของพวกคนกลุ่มหลัง ดูจบมีพลังจริงแต่ก็เศร้าจนน้ำตาไหล ฮือๆ

โดยเนื้อแท้แล้วเอาเข้าจริงโครงสร้างชองหนังสำหรับเรานี่อยู่ในระดับยี้ย้ามากเลยนะ หนุ่มน้อยฟอร์มวงจากคนขี้แพ้เพื่อจีบหญิงที่มีกิมมิกเรื่องปัญหาครอบครัวเติมเข้าไปนิดหน่อยแบบนี้ แต่เหมือนหนังมันรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่านี่คือจุดบอดเล็กๆ(กับอีคนที่มันเกลียดอะไรสว่างๆแบบกู)มันเลยเติมตัวละครอย่างพี่ชายเข้ามา ทำเพลงดีๆโดนๆ ให้รีคอลถึงยุค ’80 (แม้กูจะเป็นเด็กยุค ’90 แต่อย่างน้อยยุคในหนังกูก็ทันอยู่เพราะเกิดต้นๆยุค) แล้วก็พูดถึงพลังของมิตรภาพระหว่างเพื่อน ระหว่างพี่น้อง พูดถึงเรื่องรักแรกและพลังอันรุนแรงของมัน เพลงจากชีวิตจริงจากเหล่าคนขี้แพ้ ซึ่งตรงนี้เรายอมใจ พ่ายแพ้ราบคาบ ยอมๆๆ

รักตัวละครพี่ชายมากๆ ไม่ใช่เพราะเรื่องการกรุยทางให้น้องอะไรเทือกนั้นเพราะเราไม่มีน้องเลยไม่อินกับจุดนี้ แต่มันคือการที่ตัวละครตัวนี้มันเอาความฝันของมันเป็นแรงผยุงพลักดันและถมความฝันของน้องมันให้เต็มมากกว่าการบังคับขืนใจให้ทำ คิดถึงตัวละครนี้ทีไรน้ำตาซึมทุกที

ปล. ชอบดวงตานางเอกจัง บทจะเป็นปริศนาก็น่าค้นหา บทจะโศกก็แสนเศร้า แล้วกับซีนถ่ายเอ็มวีในโรงยิมที่มโนถึงยูโธเปียชีวิตของตัวเองนี่อี๊มากแต่เอากูตายไปเลย

08/07/16 – อาปัติ (ขนิษฐา ขวัญอยู่/ ไทย/ 2015) – 3.5/5

ส่วนเสียเดียวสำหรับเราของหนังเรื่องนี้คือวิธีการจัดการกับตัวเรื่องของมันที่เต็มไปด้วยอาการ “เล่นง่าย” โดยเฉพาะการคลี่คลายต่างๆเพื่อผลของเส้นเรื่อง อย่างการใช้การฝันเพื่อเห็นเหตุต่างๆอย่างบ่อยครั้งของตัวพระซันหรือกับการบอกเล่าออกจากปากตัวละครเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้วเราพบว่าหนังมันโอเคทีเดียวโดยเฉพาะเรื่องบทที่มันเปิดมุมมองใหม่ๆให้กับพุทธศาสนาด้วยการตั้งคำถามถึงตัวพุทธศาสนาเองและตัวของมนุษย์ผู้ห่มเหลือง เกลี่ยระดับให้พระกับฆราวาสอยู่ในระนาบเดียวกันของความเป็นมนุษย์ เราได้เห็นพระที่เป็นพระแค่ผ้าเหลือง เห็นความรักทีหมิ่นเหม่จากความเชื่อคำสอน หรือกับการได้เห็นพฤติกรรมของพระในแบบฆราวาสามัญชนทั่วไปมากกว่าพระในนิยามที่เรามักจดจำ มันจึงพูดถึงเรื่องของมนุษย์มากกว่า มนุษย์ที่ถูกพุทธศาสนาครอบไว้อีกที

แล้วเอาเข้าจริงเราก็เห็นว่าหนังมันดีมากในการเป็นหนังที่เชิญชูตัวพุทธศาสนาเองด้วยซ้ำ คือมันไม่ใช่การมานั่งเทศน์สั่งสอนอะไรบลาๆๆๆอย่างที่หนังแบบนี้ชอบทำ แต่คือการเปิดให้เห็น โยนคำถามใส่เข้าไปเพื่อจุดหมายที่มุ่งไปสู่หลักของพุทธศาสนาเอง แม้ว่าในบางเรื่องเราอาจไม่พอใจบ้างอย่างการโยนความผิดบาปให้เพศหญิงไปผู้รับกรรมแทนแต่อย่างน้อยหนังมันก็ดันผลเหล่านั้นกลับไปสู่ตัวละครหลักและผู้ชมได้ในท้ายที่สุด

ชื่นชมตัวละครพระทินและฝ้ายมากๆ พระรูปงามและเคร่งครัดตามแบบฉบับพระทางการที่ค่อยๆเปิดให้เห็นด้านตรงข้าม และกับสาวน้อยผู้ไร้ซึ้งความเชื่อกับสิ่งที่มองไม่เห็นและทำตามใจตัวเอง

แน่นอนอีตัวหนังสือสรุปเรื่องในตอนท้ายนี่คือความกากระดับสุด อยากดูหนังในเวอร์ชั่นก่อนที่จะถูกเซ็นเซอร์จัง มันน่าจะไปกว่านี้แน่ๆ

10/07/16 – Mind Game (Masaaki Yuasa, Kôji Morimoto/ Japan/ 2004) – 3/5

อนิเมชั่นประหลาดๆ ลายเส้นประหลาดๆที่ไมได้เน้นสวยหรือสมจริง บ้างก็มิกซ์กับใบหน้าคนจริงๆเข้าไป ในเรื่องราวประหลาดๆอันว่าไอ้คนขี้แพ้ที่ได้รับโอกาสแก้ตัวใหม่ในการใช้ชีวิต ผจญภัยไปร่วมกับผู้หญิงนมใหญ่ที่แอบชอบมาตั้งแต่เด็กและพี่สาวของเธอ เป็นอนิเมชั่นเซอร์เรียลเรียกพ่อ โดดเด่นในความเป็นอนิเมชั่นที่ไม่เหมือนใคร

ครึ่งชั่วโมงของมันตราตรึงและสะกดเราได้อยู่หมัดจริงๆ หมายถึงครึ่งชั่วโมงที่มันตัวละครมันยังไม่ได้รับโอกาสใดๆ มันเดาทางไม่ถูกดี แต่พอมันได้รับโอกาสเท่านั้นแหละหนังมันเลยใช้ความเซอร์เรียลต่างๆมากมายมารองรับเรื่องจนกลายเป็นการทำลายความน่าสนใจที่มีอยู่ทิ้งไปหมดเลย จากเรื่องคนขี้แพ้ในโลกเซอร์เรียลที่ยังสามารถเอาความจริงไปเทียบได้บ้าง ไปสู่ความเซอร์เรียลแบบไม่สนใจคนดูอีกแล้ว เพียงแค่เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของหนัง นั้นคือเรื่องของความสวยงามของการใช้ชีวิต อืมมมมม

อนึ่ง ชอบการตัดต่อห้วงอดีตแบบเร็วๆในช่วงต้นและท้ายของหนังมากๆ

10/07/16 – The Lobster (Yorgos Lanthimos/ Greece,Ireland, Netherlands, UK, France/ 2015) – 3/5

ไม่ได้ชอบมากอย่างที่คิดไว้แต่แรกแฮะ แม้มันจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เราชอบมากมายทั้งการเซ็ตอับโลกประหลาดๆ กฏประหลาดๆและคนประหลาดๆขึ้นมาตามสไตล์ผู้กำกับกรีกคนนี้ จะว่าไปมันก็เหมือนการเอา Dogtooth มาขยายเรื่องให้ใหญ่ขึ้น จากสเกลครอบครัวไปสู่สเกลระดับสังคมและเปลี่ยนกฏใหม่จากการกักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ซึ่งเรากลับชอบเรื่องหลังมากกว่า มันแรงกว่าและส่งประเด็นการควบคุมได้รุนแรงกว่ามาก (ยังไม่เคยดู Alps)

อย่างไรก็ตาม ยังไงก็คงต้องชมเชยกับการสร้างโลกของความันพันธ์ขึ้นมาใหม่แบบในหนังที่แปลกใหม่และง่ายในการตั้งคำถามในเรื่องความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องความรัก ความเหงา การเอาตัวรอด การควบคุมและความตายได้ด้วยรสชาติประหลาดๆแสนอภิรมณ์

นอกเหนือจากนั้นเราเฉยๆ เป็นหนังดีที่ไม่ถูกจริตเราเท่าไหร่โดยเฉพาะประเด็นกลัวโสดอะไรนั่น

แต่ เลอา เซย์ดูซ์ ดีเลิศเลอมาก รักนาง

14/07/16 – The Chaser (Hong-jin Na/ South Korea/ 2008) – 5/5

ดูซ้ำ

ตามกระแส The Wailing เลยไล่ดูใหม่เลย จบเรื่องนี้ก็ต่อด้วย The Yellow Sea ที่ยังไม่เคยดู

ส่วนคุณงามความดีของหนังเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วมั๊ง

 

14/7/16 – Gun Woman (Kurando Mitsutake/ Japan/ 2014) – 3/5

ห่างหายจากหนัง gore ญี่ปุ่นไปนานเพราะไม่ค่อยได้เจอหนังที่โดนใจเลย มาได้เจอเรื่องนี้แหละที่พบว่า เออ สนุกดี

หนังมีทุกอย่างครบสำหรับหนังแนวนี้ โหด เลือดสาด โป๊ มนุษย์จิตๆและความเว่อร์วัง หญิงสาวที่ถูกจับมาเทรนด์เพื่อการแก้แค้นแบบ Leon มีความโม้เกี่ยวกับร่างกายและปืนเหมือนหนังการ์ตูนญีปุ่น แถมจบแบบตลบพล๊อตสองสามตลบให้พอรู้สึกว่ามีอะไร

ซีนขายของหนังก็คงเป็นซีนไคลแม็กซ์ที่นางเอกแอ็คชั่นต่อสู้แบบ full frontal ที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด(ตามในโปสเตอร์) คือมาครบทุกองค์ประกอบในซีนเดียว

15/07/16 – สันติ-วีณา (ทวี ณ บางช้าง/ ไทย/ 1954) – 5/5

 เป็นบุญจริงๆที่ได้ดูในโรงใหญ่ร่วมกับคนเกือบเต็มในสกาล่ากับหนังที่หายสาปสูญไปแล้วก่อนจะมาค้นพบและรีสโตร์จนได้กลับมาฉายในบ้านเกิดอีกครั้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนึ่งในหนังไทยที่สนุกมากๆเรื่องหนึ่งที่แม้จะได้ดูในห้วงเวลาปัจจุบันที่ล่วงเลยมาถึง 60 กว่าปีแล้วก็ตาม มันครบรสและนำพาอารมณ์เราไปได้สุดจริงๆ

หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าคร่าวๆของความเป็นมาในการค้นพบฟิล์มหนังเรื่องนี้ที่มันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการค้นพบฟิล์มหนังคลาสสิคของโลกอย่าง Metropolis (1927) ของ ฟริตซ์ ลัง ทั้งการค้นหาฟิล์มเนกาทีฟ การนำมาทำการรีสโตร์ใหม่หรือแม้แต่การค้นคว้าศึกษาความเป็นไปได้ในการไล่เรียงเรื่องและภาพของหนังใหม่ในกรณีที่พบความไม่ปะติดปะต่อกัน (ใน Metropolis ใช้ intertitle ในการเล่าเรื่องของภาพที่หายไป ส่วนของสัณติ-วีณา คือการเปรียบเทียบกับก๊อปปี้ที่ค้นพบใหม่) สำหรับคนรักหนัง มันน่าปลาบปลื้มจริงๆกับผู้คนผู้ให้ความสำคัญกับสื่อภาพยนตร์โดยความร่วมมือของผู้คนทั่วโลก เราขอคารวะ

หนังมันว่าด้วยโศกนาฏกรรมความรักของสันติคนตาบอดกับวีณาหญิงสาวหัวใหม่ผู้มาก่อนกาล บนแวดล้อมของชนบทและพุทธศาสนาในยุคสมัยก่อนปี พ.ศ. 2500 แน่นอนความที่มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อนในบริบทสังคมที่แต่งต่างอย่างฟ้ากับเหวกับปัจจุบัน เราจึงได้เห็นตัวละครที่ฉาบสีขาว-ดำชัดเจน ได้พบการกระทำตกยุคอย่างการคลุมถุงชน แต่ในความตกยุคเหล่านั้น(ที่เรารับมันได้อย่างไม่เคอะเขินด้วยความเข้าใจในยุคสมัยของมัน)เราได้พบกับความโดดเด่นและหัวก้าวหน้าของตัววีณา ความตลกในหนังที่มันยังทำงานได้ดีมากด้วยบทพิสูจน์ของเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้คนในโรง บทสนทนาคมๆกวนๆ รวมไปถึงจังหวะแม่นๆที่ชักจูงนำพาอารมณ์ผู้คนไปจนสุดของโศฏนาฏกรรมความรักของคนทั้งคู่ในท้ายที่สุด

กอปรกับลูกเล่นต่างๆในหนังที่สนุกและดีงามเหลือเกิน ทั้งการใช้ผู้ใหญ่ดัดเสียงพากษ์เป็นเด็กที่ช่วยเพิ่มคุณลักษณ์ของตัววีณาให้ชัดเจน ซีนลอยกระทงที่ดูเซอร์เรียลมากแต่เป็นหนึ่งในซีนที่ติดตาที่สุดซีนหนึ่งของหนัง สัญญะต่างๆโดยเฉพาะสัญญะทางเพศ(ดึงขลุ่ย)ที่เรากรี๊ดกร๊าดมากรวมไปถึงซีนจบที่องค์ประกอบทุกอย่างมันลงตัวดีเหลือเกินทั้งกับการพบหน้ากันอีกครั้งของสันติ-วีณาในสถานะเป็นอื่นและกับซีนจบที่ทิ้งห้วงการเดินของสันติให้รั้งท้ายเพื่อผลของอารมณ์คนดู

เหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆคือตัวละครวีณา แรกเริ่มเดิมทีที่ได้ดูตัวอย่างเราพบว่าลุคของตัววีณามันไม่เหมาะกับหนังเลยแฮะ แต่พอได้ดูหนังจริงกลับพบว่ามันคือตัวละครที่สมบูรณ์แบบจริงๆสำหรับหนังทั้งด้วยกริยาท่าทางและภาพลักษณ์ ผู้หญิงตัวใหญ่ที่ดูเหมือนลูกครึ่งนิดๆและรำไทยได้ก๋องแก๋งมากๆ มันเข้ากั๊นเข้ากันกับจริตจก้านของตัววีณาจริงๆ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่เราชอบมากและน่าจะติดหนึ่งในท๊อปลิสต์ในปลายปีแน่ๆ นอกจากความสนุกมากๆแล้ว การรีสโตร์ใหม่ของมันก็ให้ภาพสวยมาก สีสดใสฉูดฉาดร่วมกับการถ่ายภาพเทพของรัตน์ เปสตันยีจนได้รางวัลระดับโลก จนเราไม่อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูพลาดกันเมื่อมันมีโอกาสที่จะเข้าโรงให้ได้ดูกันที่  SF เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28-29 ก.ค. 59 รอบ 19.00น. และ วันที่ 30-31 ก.ค. 59 รอบ 14.00น. นี้

ปล. ตอนออกโรงเห็นพี่โต้ง มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ใส่เสื้อ “วีณา-ไกร” แล้วแอบอมยิ้มไม่ได้ 555

17/07/16 – Chakravyuh (Prakash Jha/ India/ 2012) – 5/5

ก้มกราบตรีน ประกาช ฌา อีกรอบหลังจาก Satyagraha (2013) ที่ได้ดูไปก่อนหน้า คนอะไรทำหนังการเมืองได้หนักหน่วงเหลือเกิน แต่กลับสนุกฉิบหาย

ใน Satyagraha มันพูดถึงการต่อสู้แบบอหิงสา ส่วนใน Chakravyuh มันพูดถึงการต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันต่อรัฐบาลที่อยุ่ภายใต้กลุ่มทุน กล่าวให้ง่ายกว่านั้นก็คือการต่อสู้ระหว่างคอมมิวนิสต์กับทางการผ่านตัวละครเพื่อนรักที่คนหนึ่งเป็นตำรวจผู้รองรับนโยบายของทางการและอีกคนเป็นสายเข้าไปเจาะหาข้อมูลในฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในป่าและกำลังรวมมวลชน

ความสุดขีดของประกาช ฌา ที่เราพบทั้งในเรื่องนี้และใน Satyagraha คือการไม่นำพาคนดูไปสู่ฝั่งฝันของด้านใดด้านหนึ่งชัดเจนซึ่งมันดีมากในการก่อสร้างไดเลมม่าหนักๆให้แก่คนดู อย่างในเรื่องนี้มีการแยกส่วนของหนังอย่างชัดเจน ส่วนแรกคือเรื่องของรัฐในการจัดการกับกลุ่มกบฏด้วยระบบระดับชั้นจากนายทุนสู่รัฐบาลลงไปสู่ตำรวจ ก่อนจะมีพีคสุดในครึ่งหลังที่เหมือนการกลับหน้าตีนเป็นหนังมือโดยการย้ายไปเล่าเรื่องของกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ในการต่อสู้กับรัฐด้วยเหตุผลของการโดนกดขี่ไร้ซึ่งความใส่ใจ พ่วงแถมด้วยการต่อสู้กับระบบของฝ่ายที่ตัวเองยึดถืออีกระนาบหนึ่ง ตัวละครเพื่อนรักมันจึงกลายไปเป็นตัวแทน เป็นพระเอกของแต่ละฝ่าย มันคือการต่อสู่กันด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกันโดยไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้นที่สามารถบอกได้ว่าใครผิดหรือถูกกว่าใคร ระบบใดดีหรือเลวกว่าใคร มันสุดขีดมากๆ

หนังเรื่องต่อไปของ ประกาช ฌา ที่เราจะดูคือ Aarakshan (2011)

17/07/16 – The VVitch: A New-England Folktale (Robert Eggers/ US, UK, Canada, Brazil/ 2015) – 4/5

หนังมันควรจะดูในโรงอย่างเดียวเลยจริงๆ การดูในจอเล็กๆมันลดทอนความทรงพลังของภาพและเสียงของหนังไปเยอะมาก เสียใจที่พลาดการดูในโรง

หนังมันเล่นกับเรื่อง “ความไม่รู้” ได้อย่างชาญฉลาด ทั้งในระนาบของเหล่าตัวละครเองและในระนาบของคนดูที่แม้จะเห็นทุกอย่างแต่ก็ไม่สามารถฟันธงใดๆได้อยู่ดี แล้วพอเราไม่รู้เราจึงเริ่มเกิดความกลัวขึ้น ผ่านเลยไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่หดหายไป แล้วมันก็เหมาะมากที่หนังจับเอาเรื่องศาสนามาเป็นตัวแปรของเรื่อง พอเราไม่รู้เราก็ลงคำตอบด้วยการแทนค่าทางศาสนาแบบมั่วๆเข้าไป แถมอีตัวศาสนาเองก็เต็มไปด้วยลำดับชั้นของคนอีก ท้ายที่สุดมันเลยฉิบหายวายป่วงกันไป วายป่วงด้วยการไม่รู้นี่คืออาการมืดบอดที่น่ากลัวจริงๆเพราะมันชี้นิ้วใส่คืนอื่นมั่วไปหมด

ความน่าสนใจอีกอย่างคือการที่ตัวศาสนามันให้สิทธิ์พิเศษกับเพศชายมากกว่าเพศอื่นๆ การที่หนังมันจัดการให้เพศชายผู้เป็นใหญ่ที่สุดในเรื่องคือผู้ล้มเหลวอย่างที่สุด แม้มีอำนาจอยู่เต็มก็จัดการแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี มันเลยเป็นตัวช่วยผลักประเด็นเรื่องการสร้างแม่มดและการครอบงำทางศาสนาไปได้จนสุดทาง

ตอนจบแอบคิดถึงหนังอย่าง Kill List (2011) และกับชื่อตัวละครพ่อ-แม่อย่างเคตและวิลเลี่ยมก็อดคิดเทียบๆกับปรินซ์อังกฤษในโลกจริงไม่ได้

19/07/16 – Office (Hong Won-Chan/ South Korea/ 2015) – 4/5

네 ออกเสียงว่า “เน” แปลว่า “ได้” หรือคำจำพวกรับการยินยอมต่างๆ จำพวก ค่ะ, ได้ค่ะ, รับทราบค่ะ, ยินดีค่ะ เป็นต้น

ตลอดการดูหนังเรื่องนี้เรารู้สึกร่วมกับอีคำๆนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ ด้วยที่มันเป็นคำที่บ่งบอกสถานะของตัวละคร สถานะของมนุษย์กินเงินเดือนได้ดีจริงๆ เราจึงอินมากๆกับอีนางเอกที่มันแทบจะพูดคำนี้ตลอดเวลาในออฟฟิตก่อนจะจิตหลุดไปในช่วงท้าย

แม้วิธีการทริลเลอร์ของมันจะค่อนข้างน่าเบื่อ แต่การจับเอาเรื่องชีวิตของมนุษย์เงินเดือนสู้ชีวิตมารองรับทริลเลอร์แม่งดีมากและทำให้กูกลัวฉิบหายเลย กลัวจริงกลัวจังแบบที่หนังผีก็ให้กูไม่ได้ ภาวะการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดโดยไม่สนใจใครของมนุษย์แม่งน่ากลัวจริงๆ

เราชอบเรื่องภาพหลอนแฮะ คือพอมองในมุมของคนที่เราต้องแข่งขันด้วย คนที่เราไปกดดันเขาเยอะๆ แล้วพอรู้ว่าเขาไปทำเรื่องบ้าๆอะไรขึ้นมาแล้วหายตัวไป เป็นกูๆก็หลอน หลอนที่ว่ามันจะมาทำอะไรกูหรือเปล่าว่ะ

ดูแล้วคิดถึงหนัง คิโยชิ คุโรซาว่า เพียงแต่เรื่องนี้มันคลายปมชัดเจน

เครดิต ผกก ใน imbd มีแค่กำกับหนังเรื่องนี้และเขียนบท The Chaser แค่นั้น ดูแล้วมีแววว่าคงเป็น ผกก ในทางของเราแน่นอน

เออ ชอบลุคนางเอกด้วย จะน่ารักก็ได้ จะน่ากลัวก็ถึง จะดูจิตๆก็สุด

23/07/16 – Zhou Yu’s Train (Sun Zhou/ China/ 2002) – 2/5

หนังมีจริตแบบหนังหว่องอันหมายถึงบรรดาองค์ประกอบของภาพ การสโลโมชั่น และกับการเล่าเรื่องด้วยว๊อยซ์โอเวอร์ ทั้งนี้มันก็ไม่ได้เป็นข้อดีอะไรเพราะหนังมันไม่ได้นำพาเราไปไหนเท่าไหร่ในเรื่องราวของสาวน้อยนักเพ้นต์กระเบื้องผู้ตกหลุมรักกับกวีหนุ่มจนต้องนั่งรถไฟข้ามจังหวัดหลายร้อยกิโลเพื่อไปหาสัปดาห์ละหลายๆครั้ง โดยมีสัตว์แพทย์หนุ่มอีกคนคอยตามจีบ

โควตของหนังคือ “ถ้ามันอยู่ในใจเรา มันก็จะมีอยู่จริง แต่ถ้าหากเราไม่เชื่อแล้วไซร้ มันก็ไม่มีทางมีอยู่” ในที่นี่หมายถึง อืมมม ความรัก (เชิญอ๊วกค่ะ) คืออีนางเอกมันยังคงเดินทางไปหากวีหนุ่มทั้งๆที่รู้ว่ากวีหนุ่มไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้วและก็หักอกอีสัตวแพทย์ที่พบเจอกันประจำและรักอีนางเอกฉิบหาย กล่าวโดยสรุปคืออีนางเอกมันแรดเงียบแต่เสือกโง่ค่ะ หากได้ดูตอนใสๆก็คงอินแหละ แต่พอมาได้ดูตอนนี้เลยมีเพียงแต่ความโง่มอบให้เท่านั้น

ความดีงามอย่างเดียวของมันคือ กง ลี่ สวยยยยยยยย

23/07/16 – Cold War (Longman Leung, Sunny Luk/ HK/ 2012) – 4/5

 ดูซ้ำ ก่อนไปดูภาคสอง

รู้สึกว่าความจำของตัวเองนี่เริ่มแย่ๆลงๆเรื่อยๆ ความทรงจำถึงหนังบางเรื่อง ถึงข้อมูลหนังบางเรื่องนี่เราจำไม่ได้แล้วเหมือนอย่างเรื่องนี้ที่จำได้แค่ว่าใครเป็นคนสร้างปมทั้งหมดของเรื่องกับจำความเท่ห์ของเหลียงเจียฮุยได้แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ เศร้าว่ะ T-T

การดูรอบสองก็พบว่ามันยังคงสนุกจริงๆ เดินเรื่องลุยดะไปข้างหน้าแบบไม่ให้มีพักเหนื่อยกันเลย อวยฮ่องกงแบบให้ลอยกันไปข้าง ซึ่งรอบนี้ก็แอบพบว่า เออ บางปริศนามันก็แก้ง่ายเล่นง่ายไปหน่อยแฮะ ตอนดูรอบแรกไม่มีโอกาสได้คิดตามเพราะมันเดินเรื่องเร็ว

รอดูความเท่ห์ของพี่เหลียงเจียฮุยในภาคสองรัวๆ

24/07/16 – The Yellow Sea (Na Hong-jin/ South Korea/ 2010) – 3/5

ชอบ The Chaser (2008) หนังเรื่องก่อนของนาฮองจินมากกว่ามากๆที่มันอิ่มในทุกอณู ทั้งโหด ทั้งเศร้า ทั้งสนุก แต่เรื่องนี้มันกลับไปถึงจุดนั้นไม่ได้ แอบเสียดายทั้งๆที่อะไรหลายๆอย่างมันเอื้อมากเลย

เราชอบครึ่งแรกของหนังในช่วงที่ตัวเอกมันเข้ามาทำภารกิจในเกาหลีใต้ทั้งในเรื่องของคนนอกที่เข้าเมืองมาอย่างผิดกฏหมาย การตามหาเมียที่เข้าเมืองมาทำงานอย่างผิดกฏหมายเช่นกันและกับการวางแผนทำภารกิจให้สำเร็จไปพร้อมๆกับภารกิจส่วนตัว ภาวะคนนอกกับภารกิจผิดกฏหมายมันตอกย้ำสถานะทางชนชั้นของตัวละครได้น่าอึดอัดมาก แต่หลังจากที่ทุกอย่างกลับตาลปัตรหนังมันก็เข้าสู่เรื่องการไล่ล่าอย่างเต็มรูปแบบพร้อมๆกับการโยนปริศนามากมายเข้าใส่ไป เราจึงได้เห็นความวินาสสันตะโรอย่างจัดเต็ม รถชนกันโครมครามเละเทะ โหดเลือดสาดทั้งขวานทั้งมีด กอปรกับปริศนาของเรื่องที่เพิ่มมากขึ้น จนเราเริ่มงงเองว่าใครจ้างใครบ้างและทำเพื่อะไรกันว่ะ?

ผลคือการเฟตออกจากหนังไปเรื่อยๆ แม้หนังมันจะสร้างความเข้าใจในภาวะของตัวละครคงไว้ตลอด แต่พอมันทิ้งประเด็นเรื่องคนนอกหรือสถานะแห่งตนทิ้งไป พอหนังจบพลังมันเลยหายไปหมดเลยทั้งๆที่มันน่าสะเทือนใจมาก

โอเค ถึงเวลา The Wailing ละ เร็วๆนี้

26/07/16 – หย่าเพราะมีชู้ (มานพ อุดมเดช/ ไทย/ 1985) – 4/5

เพิ่งจะได้ดู หนังสนุกจริงอะไรจริง ดีใจที่เรามีหนังไทยอันว่าด้วยเรื่องราวการว่าความขึ้นโรงขึ้นศาลแบบนี้ด้วย เรื่องราวคร่าวๆคือการฟ้องร้องเรื่องผัวๆเมียๆระหว่างโจทย์ที่เป็นทหารระดับบริหาร (อภิชาติ หาลำเจียก) กับคุณครูสาวเลือดร้อน (สินจัย หงษ์ไทย) และการต่อสู้เฉือนคมระหว่างทนายทั้งสองฝ่าย (ชลประคัล จันทร์เรือง และ นาถยา แดงบุหงา)

ความน่าสนใจของมันนอกจากความสนุกในการว่าความหรือการเฉือดเฉือนคารมอันดุเดือนให้ได้ฟินกันแล้ว มันยังมีเรื่องบริบทของยุคสมัยที่น่าสนใจดี ยุคสมัยที่ชายเป็นใหญ่ สถานะความเป็นเมียที่ต่ำต้อยกว่าความเป็นผัวในสังคม การต่อสู้ในเรื่องมันเลยเป็นภาพตัวแทนการต่อสู้ของเพศหญิงเพื่อเรียกร้องสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมไปโดยปริยาย อยากรู้จังว่าคนสมัยนั้นดูหนังแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรหรือหนังสามารถสร้างปฏิกิริยาอย่างไรต่อสังคมในยุคนั้นบ้าง เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มาก่อนการ

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือบรรดาประโยคเด็ดๆที่ผุดพรายขึ้นให้ตบเข่าได้ตลอดเรื่อง อาทิ “ไอ้คนเอวหมาตัญหาไก่!” “คุณค่าของวรรณกรรม ถ้ามานั่งอธิบายให้กับคนไม่มีพื้นก็เหมือนกับปัสสาวะรดหัวเป็ด!!” รวมไปถึงการนิยามการทำ oral sex ที่สุดขีดมาก

ออ! ดูหนังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าทหารนี่ยังคงมองตัวเองเป็นใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ

27/07/16 – มหาสมุทรและสุสาน  (พิมพกา โตวีระ/ ไทย/ 2016) – 4/5

ดูจบยังแอบมึนๆงงๆ ด้วยความโง่ในบริบทของหนัง โง่ในเรื่องราวสามจังหวัดชายแดนใต้ เราจึงพบว่าเราไม่ฟิตอินกับหนังเลยแหะ เหมือนตัวละครต้อมในเรื่องที่ถูกจับพลัดจับพลูลงใต้ไปแบบไม่รู้อะไรจริงๆเลย รู้แต่พียงแค่เรื่องเล่าหรือภาพจากคลิปวีดีโอ จำพวกลูกคนจีนชนชั้นกลางในเมืองที่รู้แค่สิ่งที่สื่อกระแสหลักป้อนให้เห็นแค่นั้น

แต่ก็เพราะความไม่ฟิตอินนี่แหละคือประเด็นหลักของหนังที่เราจับได้ มันเลยกลายเป็นข้อดีไปในการมองหนังแบบผู้ไม่รู้ไปพร้อมๆกับตัวละครที่เหมือนจะรู้แต่จริงๆแล้วอาจไม่รู้ เหมือนจะมั่นใจแต่จริงๆอาจไม่เลยและแม้รูปกายภายนอกที่ดูจะใช่แต่ภายในใจกลับอาจไม่ใช่ ที่มันผุดพรายขึ้นมาตลอดเวลาจากความทรงจำ ภาพหลอนและแม้แต่การหลงทางของไลลา โดยมีซูกู๊ดเป็นด้านตรงกันข้ามที่ขัดแย้งเพื่อเบลอเลือนความจริงที่อาจเคยมีหรือไม่เคยมีอยู่จริง เป็นสะท้อนภาพการรับรู้ประวัติศาสตร์แบบปัจเจคของแต่ละบุคคลในรุปแบบหนึ่ง

และก็ไม่ต่างจากพี่สุรินทร์ ทหารชาวอีสานในผืนดินทางใต้ของไทย ความเป็นคนนอก การถูกมองว่าเป็นความคุกคามหรือแม้แต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อในของคนนอกด้วยกันเองของตัวละครจากเมืองกรุง (ซีนที่ดีมากซีนหนึ่งในหนังคือซีนการขับรถตามมอเตอร์ไซร์ด้วยความหวาดระแวดด้วยกันทั้งคู่ก่อนที่ต่างคนต่างหยุดรถ) เรารู้สึกกับความไม่มีเสียงใดๆของพี่สุรินทร์มากๆ มนุษย์ตัวเล็กๆที่ถูกโยนเข้าไปในพื้นที่ เป็นคนนอกแบบไม่เต็มใจ เป็นการไม่ฟิตอินในอีกรูปแบบหนึ่ง แถมยังถูกทอดทิ้งแบบไร้สิ้นเยื้อใยใดๆจากคนสถานะเดียวกัน(คนนอก)ด้วย ซีนเรือออกแล้วกล้องแพนให้เห็นพี่สุรินทร์เป็นซีนที่เราชอบที่สุดของหนัง

แล้วเมื่อทั้งสามมาถึงเกาะแห่งหมูบ้านอาคาฟก็ได้พบว่านี่คือสถานที่ๆไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แผ่นดินที่ไม่สามารถระบุว่าอยู่ในประเทศไหน ผู้คนที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากที่ใดบ้าง กอปรกับความเชื่ออันเฉพาะถึงความอิศระที่จะคิด ที่จะเชื่อ ที่จะเลือกหรือไม่เลือกสิ่งใดๆ เป็นยูโธเปียแสนสวยงามทั้งกับพื้นที่ สังคม วัฒนธรรม แต่มันคือยูโธเปียที่กำลังจะล่มสลายด้วยการล้มหายตายจากของเหล่าคนหนุ่มสาว การถูกคุกคามของความเชื่อ การบังคับและโยนฝากฝั่งให้แก่กันและกัน การมาถึงของคนทั้งสามก็เป็นหนึ่งในสาเหตุนั้น การนำความคิดความเชื่ออีกแบบเข้าไปโยนใส่ไว้นั้นแหละ ยิ่งการที่เหตุการณ์ในหนังมันอยู่ในแวดล้อมของช่วงเวลาการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯเมื่อปี 53 ช่วงเวลาที่ความเป็นกลางถูกทำให้ไม่มีอยู่จริง ช่วงเวลาที่กำลังถูกทำให้หายไปจากการรับรู้ไม่ต่างไปจากหมู่บ้านนี้และผู้คนเหล่านี้

ซึ่งถึงที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถฟิตอินกับที่แห่งนี้ได้อีกอยู่ดีนั้นแหละ กลายเป็นเพียงการหนีจากดีสโธเปียหนึ่ง เดินผ่านความไม่รู้ต่างๆนาๆเพื่อไปสู่ตามยูโธเปียหนึ่งก่อนมี่จะพบว่ามันไม่มีอยู่จริง

แล้วทุกอย่างก็วนซ้ำรอบอีกครั้งจากเด็กหนุ่มบนเกาะที่กำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวง…

ปล1. ชอบภาพของหนังมากๆ ภาพจากฟิล์มที่ให้ความรู้สึกแบบที่ดิจิตอลก็ทำไม่ได้ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เราชอบเกรนเม็ดๆของมันมากๆ

ปล2. น่าเสียดายอยู่ช่วงเดียวคือซีนโต๊ะอาหารที่หนังใช้ตัวละครเล่าทุกอย่างออกมาจนหมดจนสเน่ห์ในปริศนาของความไม่รู้มันหายไป

ปล3. หนังยังฉายอยู่อีกสัปดาห์ที่ CTW รอบ 19.20น. ไปดูกันเถอะ หนังถ่ายฟิล์มเรื่องสุดท้ายของไทย

Advertisements

มิถุนา’13 กับหนังที่ได้ดู

01/06/13 – Censor Must Die: เซ็นเซอร์ต้องตาย (สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์/ ไทย/ 2555) – 3/5

     โอเค ตัดเรื่องทัศนะคติการเมืองของผู้สร้างออกไปก่อน (เพราะเราคิดว่าไม่ว่ายุคสมัยไหน รัฐบาลไหนในอดีตที่ผ่านมา เหตการณ์มันก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก) เราพบว่าความสำคัญที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการนำพาผู้ชมไปพบกับวิธีการ, ปัญหาและผลกระทบในระบบการพิจารณาภาพยนตร์ในบ้านเราที่ยังคงนิยามว่า “ราชก๊าน ราชการ” ได้อยู่ แต่เพราะเรายังไม่ได้ดูหนัง “เช็คสเปียร์ต้องตาย” เลยไม่สามารถฟันธงได้เต็มที่กับหนังเรื่องนี้ จริงอยู่ว่ามันไม่ควรมีหนังเรื่องไหนทั้งสิ้นถูกแบนแต่เราก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าทำไมและอย่างไรถึงต้องแบนหนังเรื่องที่ว่า อนึ่ง เราพอเข้าใจในความเกรี๊ยวกราดและระเบิดลงในช่วงท้ายนะ เพราะถ้าเราไปถึงจุดนั้นจริงๆ เราก็คงมีอารมณ์และอาการไม่ต่างผู้สร้างนักหรอกโดยเฉพาะการโทษโน่นนี่นั้นไปเสียหมด

ไม่รู้ความยาวของหนังนี่ตั้งใจจะสะท้อนให้ผู้ชมรับรู้ถึงความรู้สึกอันเหนื่อยหน่าย ความอ่อนแรงและการทำอะไรซ้ำๆซากๆเหมือนการวิ่งเรื่องฟ้องร้องของผู้สร้างในเรื่องหรือเปล่า? ถ้าใช้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ

ย้ำอีกครั้ง! เราว่าในมุมมองที่ตัดเรื่องทัศนะคติการเมืองของผู้สร้างออกไปนะ

01/06/13 – Now You See Me (Louis Leterrier/ US/ 2013) – 5/5

     กลายเป็นหนังที่ชอบมากๆเฉยเลยแบบไม่ได้ตั้งใจ เราชอบมากๆที่หนังมันเล่นกับความเชื่อและ Magic ไปตลอดทั้งเรื่องอย่างชัดเจนและแข็งแรงมากๆ “เมจิกจะไม่เกิดถ้าคุณไม่เชื่อเสียก่อน” ดังนั้นแล้วพอหนังมันเล่นกับไอ้สองสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันแบบนี้ มันเลยท้าทายคนดูอย่างเต็มที่เสียเลยว่าเราจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังได้ไหม? เพราะเมจิกในหนังจะมีพลังมากที่สุดเมื่อเราเชื่อในสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในหนังอันทำให้เราสามารถตามเมจิกได้ทันท่วงที เราอาจจะนำหน้าหนึ่งก้่าว สองก้าวหรืออาจเจ็ดกก้าวได้

แล้วไอ้เมจิกของหนังจริงๆมันกลับไม่ใช่การแสดงเหลือเชื่อเหล่านั้นบนเวที แต่คือความคิดและแผนการที่ถูกวางมาอย่างแยบยลต่างหากและอย่างที่บอก เราเชื่อได้ไหมล่ะ? เมจิกมันมาจากตรงนั้น เราก็เลยไม่มีปัญหาใดๆกับหนังเลยจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันทำให้เราคิดไปถึงวลีอย่าง Movie is Magic มากๆ หากเราไม่่ชื่อในพลังของภาพยนตร์แล้วไซร้ แล้วเราจะเห็นมันเป็นเมจิกหรือเปล่า?

ส่วนฉากจบนี่ก็ยังเล่นเรื่องความเชื่ออีก กุญแจคล้องรัก แต่มันดันอยู่ในด้านกลับของประเด็นในหนังที่ว่ายิ่งใกล้ยิ่งมองไม่เห็น ด้วยการถอยห่างจากกุญแจดอกเดียวไปสู่หลายๆดอก นั่นคือยิ่งใกล้ยิ่งเห็นชัด อาจเพราะความรักคือความเชื่อในเมจิกอีกแบบก็เป็นได้ วิ้ววววววว

ดาราฝรั่งเศสนอกจาก Jean Seberg แล้ว ก็คงมี Mélanie Laurent นี่แหละที่เราชอบเหลือเกิน สเน่ห์ล้นมากๆ (ชอบตั้งแต่  Inglourious Basterds ละ)

อนึ่ง ถ้าเราเห็นหนังไปในแนวทางอื่นก็คงไม่ชอบขนาดนี้

02/06/13 – Cutie Honey (Hideaki Anno/ Japan/ 2004) – 3/5

     หนังดีกว่าที่คิดไว้แยะเลยแหะหลังจากเคยดูไปทีนึงเมื่อนานมาแล้ว ตอนแรกนึกว่ามันจะติงต๊องไร้สาระ ซึ่งมันก็ติงต๊องแหละแต่มันยังมีหลายๆประเด็นที่น่าสนใจมาประกอบ ไม่รู้ว่าเพราะหนังมันสร้างจากต้นฉบับที่เป็นการ์ตูนยุค 70 ด้วยหรือเปล่าที่ไปเล่าเรื่องราวการเอาชนะความเกลียดชังและความแค้นด้วยอานุภาพแห่งความรัก ฟังดูอี๊ๆแต่โชคดีที่หนังไม่ได้ไปสุดโต่งขนาดนั้น เพราะมันไปพูดเรื่องความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาในสังคมด้วยผ่านตัวละครอย่างตำรวจสาวและตัวคิวตี้ฮันนี่เอง ตัวละครที่มีรักแต่บริหารมันไม่เป็น แต่สุดท้ายก็ช่วยกันเติมกันและกัน

อนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่งคงเพราะ Mikako Ichikawa ด้วยแหละ

02/06/13 – Fast & Furious 6 (Justin Lin/ US/ 2013) – 2/5

     ภาค 5 ว่าเยอะแล้ว ภาคนี่แม่งเยอะกว่า เยอะจนบางทีก็ปวดกบาล จะเล่นใหญ่ยังไงก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่การฆ่าตัวละครที่กูรักแล้วเอา เจสัน สเตแธม เข้ามานี่กูรับไม่ได้จริงๆ

02/06/13 – Cold War (Lok Man Leung, Kim-ching Luk/ HK/ 2012) – 5+++/5

     รอบแรกที่ดูนี่เฉยๆนะ แต่เห็นหลายๆคนกรี๊ดแตกกันเลยคิดว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ก็เลยเอามาดูอีกรอบแล้วก็ฟินแตกจริงๆ (จับทางได้ว่ารอบแรกดันดูตอนง่วงๆแถมยังไปตะบี้ตะบันตามหนังให้ติดอีกมันเลยยิ่งเหนื่อย)

แล้วพอได้ดูรอบสองแบบสมองโปร่งๆและรู้เรื่องคร่าวๆของหนังหมดแล้วเลยสามารถตามเก็บสิ่งที่เหลือต่างๆของหนังได้อย่างเต็มที่ หนังหักเหลี่ยมหักมุมเฉือนคมสนุกเป็นเอกลักษณ์ นักแสดงทุกตัวมอบพลังงานที่สูงมาก ดนตรีประกอบก็ระทึกฟุดๆ โดยเฉพาะทุกฉากที่มีการเผชิญหน้ากันแบบจังๆ ทั้งพี่เหลียงเจียฮุยกับกัวฟู่เฉิง(ที่มีทั้งแบบจริงจังเคร่งเครียดและผ่อนคลายสบายๆ) หรือที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากับ ปปช. หลี่จื้อถิง คือมันเป็นฉากที่ถ้าไม่ดุเดือดจนอะดรีนาลีนพุ่งก็จะอิ่มเอมน้ำตาผุดไปเลย

ตอนดูรอบแรกแล้วไปอ่านของพี่ๆที่เขียนถึงว่าหนังมันมีความเป็นฮ่องกงมากๆ ปราศจากการเจือปนของทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และฮอลลี่วู๊ด อันนี่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย ฉากการทำลายป้ายไฟมังกรในช่วงท้ายอาจเป็นคำตอบที่ดี มันคือหนังฮ่องกงที่เราเคยคุ้นเคยที่ไม่มีประเทศไหนมันทำได้ถึงจริงๆ แต่เรื่องนี้สำหรับเรามันไปไกลกว่านั้น มันคือหนังที่ว่าด้วยเรื่องของฮ่องกงเพื่อฮ่องกงโดยเฉพาะจริงๆ ฉากการพบกันครั้งสุดท้ายของเหลียงเจียฮุยกับกัวฟู่เฉิงเป็นคำตอบที่ดีมาก

เหลียงเจียฮุยเท่สัดๆ ดูจบคิดเลยว่าแก่ตัวไปกูจะใช้แกเป็นไอดอล

รอดูภาคสองด้วยในจดจ่อ

06/06/13 – The Perks Of Being A Wallflower (Stephen Chbosky/ US/ 2012) – 5+++++/5

     เฉยๆมากกับการอ่านเป็นตัวหนังสือแต่พอมาได้เห็นเป็นงานภาพเคลื่อนไหวที่มาจากฝีมือของผู้เขียน/ผู้กำกับซึ่งเป็นคนเดียวกันแท้ๆ เรากลับตายสนิทราบคาบ เขื่อนน้ำตาพังทลาย มีหนังน้อยเรื่องนักที่เราจะดูซ้ำ แต่มันน้อยเรื่องยิ่งกว่าที่เราดูมันซ้ำในวันเดียวกัน

ส่วนหนึ่งที่มีผลแน่ๆคือเพลงประกอบที่เราสามารถได้ยินได้ฟังมันจริงๆ(และส่งผลกระทบกับคนดูมากเหลือเกิน) พร้อมกับเสน่ห์อันเหลือล้นของทั้งภาพและกลุ่มนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่เราคงไม่มีวันคิดภาพออกได้แน่ๆตอนอ่านหนังสือ จนตอนนี้เริ่มอยากกลับไปอ่านหนังสือดูอีกรอบเพราะสำหรับเรื่องนี้เราค่อนข้างเชื่อว่าดูหนังก่อนอ่านหนังสือน่าจะส่งผลที่ดีกว่า (และหลายๆเรื่องในหนังสือไม่มีในหนังด้วย)

ถ้าว่ากันด้วยเรื่องตัวหนังนอกจากเรื่องของเพลงและนักแสดงที่ว่าไปแล้ว ความยอดเยี่ยมของมันอีกข้อคืออาการไม่ฟูมฟายของมัน การเผยเรื่องราวเลวร้ายในหนังเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ด้วยอารมณ์แสนปกติธรรมดา แต่กลับทำให้ผู้ที่ต้องเก็บสะสมเรื่องราวอย่างคนดูสะอึกและเจ็บปวดด้วยความที่มันดู “จริง” มากๆ รวมไปถึงการนำพาคนดูให้ย้อนกลับไปในช่วงวัยของตัวเอง แต่ไม่ใช่เพื่อการถวิลหาแต่คือการนำพาไปเข้าใจว่ามันผ่านพ้นไปแล้ว การเดินทาง ณ ตอนนี้ต่างหากที่สำคัญอันเป็นตัวกำหนดอนาคตอีกที มันเลยทำให้ฉากลอดอุโมงค์ท้ายเรื่องคือการสรุปความที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกภาพยนตร์ของเรา เพราะมันสามารถนำสารที่เคยได้ยินมาเป็นพันครั้งให้ผ่านเข้ามาในการพิจารณาของเราเองได้จริงๆ

และส่วนที่เหลือก็คือความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ

– คิดว่าคนที่เคยผ่านช่วงมัธยมปลายในยุค 90 มาคงชอบหนังเรื่องนี้มากๆ (แม้เราจะอยู่ในช่วงปลายของยุคแล้วก็เถอะ) มันเป็นช่วงที่เราได้พบกับเพื่อนแท้จริงๆ ช่วงที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือการเปลี่ยนโลกทั้งใบไปจริงๆ ช่วงที่ความรักครั้งแรกแม่งคือเรื่องใหญ๋จริงๆและคือช่วงของการฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ตที่ยังต้องพลิกเทปเพื่อไปฟังหน้า B หนังมันแนบเคียงกับเราแทบจะเป็นเนื้อเดียวด้วยการพาย้อนกลับไปมองด้วยสายตาของเรา ณ ปัจจุบันเอง (และบางเวลาก็พาเราย้อนกลับไปมากกกว่านั้น)

– เราทุกคนคงต้องเคยผ่านความทุกข์เศร้าและเจ็บปวดโดยที่เราอาจลืมหรือเชื่อเหลือเกินว่าเราสามารถกำจัดความเจ็บปวดเหล่านั้นออกไปได้หมดแล้ว แต่หนังเรื่องนี้มันกลับบอกกับเราว่า ไม่เลย สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ไปไหนเลยมันยังอยู่กับเรานี่แหละ หนังพาเราเข้าไปเปิดหน้าดินที่ฝังอยู่แล้วนำพวกมันขึ้นมาพิศพิจารณาดูอีกครั้งด้วยแง่มุมที่โตขึ้น ด้วยมุมมองที่กว้างขึ้น ดังนั้นผลที่ได้จึงไม่ใช่น้ำตาแห่งการฟูมฟายแสนเศร้าแต่คือน้ำตาแห่งความสุขที่เราได้พบว่าช่วงเวลาเหล่านั้นมันน่าจดจำมากกว่าจะฝังกลบมันเอาไว้ หนังมันมอบให้เราไว้แบบนั้น

– เราเจ็บปวดเสมอเมื่อได้พบคนที่มันแคร์คนอื่นๆมากกว่ามันตัวเอง มันคือสิ่งสวยงามไม่กี่สิ่งที่เราเคยเป็น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้วเพราะไอ้คนแบบนั้นมันอยู่ไม่ได้ในโลกจริงหรอก และตอนนี้เราได้กลายเป็นสิ่งที่เราเคยเกลียดไปเสียแล้วโดยสมบูรณ์

– จูบแรกตราตรึงเสมอ แม้มันจะไม่สวยงามนัก

– เคยอัดมิกซ์เทปให้คนที่แอบชอบไหม? มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดนะ แต่มีคุณค่ากับชีวิตเหลือเกิน

– และอย่างที่เดวิด โบวี่ร้องไว้ “We can be heroes just for one day” และ ใช่! อย่างที่ชาลีมันว่า “This moment I swear WE ARE INFINITE” เพียงแต่ One Day และ Moment นั้นของเรามันผ่านไปแล้ว เท่านั้นเอง….

ปล. หลังจากฟังเพลง Heroes พร้อมอ่านเนื้อซ้ำๆ เราพบว่าความหมายของ Nothing ของแพททริคน่าจะมาจากเพลงๆนี้นะ

07/06/13 – The Imp (Ivan Lai Kai-Ming/ HK/ 1996) – 3/5

     หนัง CAT III ฮ่องกงคลาสสิค เป็นหนัง Slash Film ที่สนุกและเพลินดี แม้พล็อตแบบนี้ (กลุ่มหนุ่มสาวไปสถานที่แปลกๆแล้วค่อยๆโดนฆ่าทีละคน) จะถูกทำมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยอมรับว่าช่วงท้ายๆของหนังทำออกมาได้น่าตื่นเต้นดี มันเป็นการเอาความอีโรติกไปเขย่ารวมกับความเป็นไซโคทริลเลอร์ได้อย่างลงตัว อันนี้ชอบ

และอีกหนึ่งความน่าสนใจคือการมองจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยสายตาของคนฮ่องกงเอง หนังสร้างในปี 1996 ก่อนการส่งคืนเกาะฮ่องกงของสหราชอาณาจักรสู่อ้อมกอดจีนในหนึ่งปีถัดมา (1997) เมืองจีนที่เห็นในเรื่องคือประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนที่มีแต่ความอันตรายและไม่น่าไว้ใจ ซึ่งคงหาดูไม่ได้ง่ายๆในหนังยุคปัจจุบัน

12/06/13 – Sex: The Annabel Chong Story (Gough Lewis/ US/ 1999) – 4/5

     สารคดีที่นำพาผู้ชมเข้าไปติดตามชีวิตของสาวน้อยชาวเอเซียผู้ทำลายสถิติโลกด้วยการมีเซ็กซ์กับผู้ชาย 251 คนในเวลา 10 ชั่วโมงในรายการ World’s Biggest Gang Bang เมื่อปี 1995 หนังใช้การตัดสลับหว่างเหตุการณ์ทำลายสถิตินั้นกับชีวิตของตัวอนาเบลหลังจากนั้น อันนำพาผู้ชมไปพบกับจุดสูงสุดและต่ำสุดขีดของชีวิตเธอพร้อมๆกับการสะท้อนด้านมืดของวงการหนังโป๊อเมริกาในยุคนั้น

มันเป็นสารคดีที่มีความเป็นฟิกชั่นมากๆ ใช้การเล่าเรื่องแบบ 3 องค์และเต็มไปด้วยอารมณ์ดราม่ามากมาย(ที่ดูๆไปก็ไม่ต่างจากละครน้ำเสียทั่วๆไปเท่าไหร่)แต่ก็ยอมรับว่ามันทำได้ถึงและทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับตัวอนาเบลได้ ส่วนหนึ่งอันเป็นส่วนที่เราชอบมากๆด้วยคือเรื่องราวความเชื่อและศรัทธาที่แตกต่างกันของคนสองฝากฝั่งโลก อนาเบลเป็นชาวสิงคโปร์เรี่ยนที่บ้านนับถือและเคร่งในคริสเตียนซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้ว่าลูกสายตัวเองไปเป็นดาราหนังโป๊ฝั่งตะวันตก (ซึ่งก็สร้างเรื่องราวดราม่าได้มากมาย) ซึ่งความแตกต่างนี้มันยังสามารถมองได้ด้วยมุมการเมืองเพราะอนาเบลเชื่อในแนวทางริเบอรัลตามแบบอย่างตะวันตก(ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด)แต่พ่อ-แม่ของเธอนั้นเป็นคริสเตียนคอนเซอร์เวทีฟอย่างไร้ความสงสัย แล้วพอมันมีฉากที่อนาเบลอึดอัดใจที่ไม่สามารถพูดความจริงได้หรือฉากการทะเลาะกันเรื่องความจริงนี้มันเลยรุนแรงมาก เพราะมันใช่แค่เรื่องแนวคิดอย่างเดียวแล้ว มันยังมีเรื่องความสัมพันธ์ครอบครัวรวมไปถึงความกดดันทางสังคมที่มีความเชื่อแตกต่างกันอันส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างทั้งหมด และมันยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีกเมื่อหนังจบลงที่จุดเริ่มต้นของลูปเดิมๆของเธอ (การหยุดภาพนิ่งในเฟรมสุดท้ายนั้นรุนแรงที่สุด)

อีกด้านหนึ่งของหนังคือการนำพาไปพบกับความมืดหม่นของวงการหนังโป๊อเมริกาที่เต็มไปด้วยทั้งการหลอกลวง สัญญาทาส การแข่งขันที่สูงและไม่มีการไว้หน้าใดๆที่พร้อมจะรุมทึ้งได้ตลอดเวลา วงการที่ผู้ชายเป็นใหญ่และผู้หญิงเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งที่โดนหลอกล่อด้วยชื่อเสียงและความนิยมชั่วคราว มีวลีหนึ่งที่เป็นการตั้งคำถามถึงวงการหนังโป๊ในอเมริกาได้ดีในหนัง “ถ้าเราจ่ายเงินเพื่อเอากับผู้หญิงต่อหน้าตำรวจมันเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่เมื่อเราทำต่อหน้ากล้อง มันจะกลายเป็นเรื่องถูกกฏหมายไปทันที”

16/06/13 – Songs from the Second Floor (Roy Andersson/ Sweden, Norway, Denmark/ 2000) – 5/5

     เคยเอามาดูตอนมันได้คานส์ใหม่ๆแต่ตอนนั้นยังใหม่มากๆกับหนังที่นอกเหนือขนบฮอลลีวู๊ด เลยเอาตัวไม่รอดไปตามระเบียบแล้วก็ดองมันมาเสียนาน แต่พอดีไปหาหนังมาดูแล้วไปเจอแผ่นหนังเรื่องนี้เลยหยิบเอามาดูในตอนนี้แล้วก็พบว่าหนังมันอัศจรรย์จริงๆ ซึ่งความอัศจรรย์ของหนังสำหรับเราคงไม่ใช่ที่เนื้อหาหรือสารที่จะสื่อเพราะเอาเข้าจริงสัญญะมากมายในหนังเราแทบไม่เก็ตเลยด้วยซ้ำ รู้แต่เพียงสารกว้างๆทีว่าถึงมนุษย์ในสังคมโลกและการหาทางหลุดพ้นที่คาบเกี่ยวไปในหลายๆเรื่องทั้งทุนนิยม, สังคม, ศาสนารวมไปถึงศิลปะ ที่พอดูจบสิ่งแรกที่คิดถึงคือหนังเรื่อง Weekend ของโกดาร์ดในแง่ที่มันพูดถึงในเรื่องคล้ายๆกัน

ความอัศจรรย์จริงๆของหนังสำหรับเราคือการนำเสนอที่เปี่ยมเสน่ห์มากๆ ตัวละครซีดเผือกหน้าตายในภาวะ Magical Realism แบบหน้าตาย ที่เคลื่อนไหวแช้มช้าอยู่ในเฟรมภาพที่แต่ละซีนใช้เพียงการตั้งกล้องนิ่งๆแต่ให้ภาพที่ทรงพลังเหลือเกิน สะกดคนดูด้วยการจัดองค์ประกอบอันแปลกประหลาดแต่อลังการในเหตุการณ์ต่างๆที่แสนประหลาดเปล่งปล้ายิ่งกว่า จนต้องขอนับว่านี่เป็นอีกหนึ่งในประสบการณ์การดูหนังครั้งใหม่ของตัวเอง

ว่าจะดูอีกรอบ แต่ตอนนี้ขอกราบ รอย แอนเดอร์สันก่อน แล้วเดี๋ยวจะเอา You, The Living มาดูต่อ

9_To_5_Days_in_Porn18/06/13 – 9 To 5 Days in Porn (Jens Hoffmann/ Germany/ 2008) – 3/5

     สารคดีจากเยอรมันแต่นำพาเราเข้าไปพบกับเรื่องราวและแง่มุมต่างๆมากมายของวงการหนังโป๊อเมริกัน อุสาหกรรมมูลค่าสูงกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ ณ  San Fernando Valley อันได้ชื่อว่าเป็นฮอลลี่วู๊ดของวงการหนังแนวนี้ แน่นอนไอ้คนในประเทศโลกที่สามอย่างเราที่หนังประเภทนี้ยังไม่เป็นที่ถูกต้องตามกฏหมาย การได้รับรู้เรื่องราวเบื้องหลังและความคิดต่างๆในหนังประเภทนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องการมากๆ (แต่มันกลับหาดูได้ยากกว่าตัวหนังโป๊เองเสียอีก) ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงตอบโจทย์แก่เราได้อย่างดีเยี่ยมพร้อมๆไปกับการตั้งคำถามและปรับความคิดกับตัวเราเองที่มีต่อหนังประเภทนี้

ข้อดีมากๆของหนังคือการทำตัวเป็นคนกลางที่ไม่ตัดสินใดๆ เป็นเพียงผู้พาเราเข้าไปรับรู้ชีวิตของทั้งคนเบื้องหลังและนักแสดง ที่สำคัญคือการพาเราไปพบกับความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ทำมาหากินตามปกติ ปกติแบบที่คนในวงการหนังฮอลลีวู๊ดเป็น นักแสดงหลายคนมีคู่ครองเป็นตัวเป็นตนปกติ ผู้กำกับมีความฝันในวงการ (พาร์ตหนึ่งหนังพาไปเชคโกสโสวาเกียเพื่อพบกับผู้กำกับที่ฝันอยากเป็นผู้กำกับในอเมริกา) เอเย่นซ์หานักแสดงที่โฟกัสแต่ผลประโยชน์อันมีเหตุผลของตัวเอง โปรดิวเซอร์มือทองรวมไปถึงงานแจกรางวัล AVN ที่ได้ชื่อว่าเป็นรางวัลออสการ์ของวงการนี้

ดูจบก็นึกสงสัยโง่ๆว่าวงการหนังโป๊มันก็เกิดจากคนปกตินี่น่า แล้วทำไมมันถึงต้องห้ามกันนัก

ปล. ช่วงที่หนังถ่ายทำเป็นช่วงที่ ชาช่า เกรย์ เพิ่งเริ่มเข้าวงการพอดีผู้โด่งดังจากความความร้อนแรงในการแสดงรวมไปถึงการขึ้นชื่อในเรื่องความเป็นตัวของตัวเองอย่างสูง ทำในสิ่งที่ใจอยากทำอันทำให้เธอยิ่งเป็นที่น่าจดจำขึ้นอีก

20/06/13 – I Miss U รักฉันอย่าคิดถึงฉัน (มณฑล อารยางกูล/ ไทย/ 2012) – 5+++/5

     ดูจบคิดถึงป๊ากับม๊าตัวเองมากๆก็เลยร้องไห้โฮไปตามระเบียบ

หนังอาจไปไม่ถึงในแง่ของความสยองขวัญเพราะเอาเข้าจริงนี่มันคือหนังรักหลายเส้าที่หนึ่งในนั้นเป็นดันเป็นผี แต่ผีในเรื่องไม่ได้ออกมาเพื่อจุดประสงค์ในการหลอกหลอนผู้ชมแต่ประการใด มันกลับคือการหลอกหลอนกับห้วงความคิดหนึ่งของมนุษย์เราอันสะท้อนผ่านยังตัวละครที่เป็นมนุษย์ในเรื่อง ในนามของ “ความคิดถึง” ที่พาเราย้อนกลับไปขุดคุ้ยการจดจำที่เคยผ่าน กับคนหรือสิ่งที่จากไป ให้ได้ตระหนักถึงความเจ็บป่วยของคนที่ครอบครองมัน ได้เข้าใจว่ามันมีสองด้านตรงข้ามเหมือนกับความรัก แต่น่าขันที่เราๆก็ยังคงพยายามแย่งชิงการจดจำนี้ในรูปของความคิดถึงในแบบฉบับส่วนตัวของเราเองอยู่ดีแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจถึงความร้ายกาจของมันอยู่แล้วก็ตาม ฉากก่อนจบที่กล้องพาเราคนดูไปพบกับผู้คนต่างๆในโรงพยาบาลนั้นเป็นบทสรุปที่ทำให้หนังสมบูรณ์มากๆจริงๆสำหรับเรา

นอกเหนือไปจากสิ่งที่กล่าวไป ความน่าสนใจของตัวหนังเองก็มีมากไม่ใช่น้อยด้วยองค์ประกอบภาพในการสื่อสารและนัยยะต่างๆที่เราว่ามันเจ๋งดี โดยเฉพาะภาพวาดหมอนกในชุดแต่งงานพร้อมกุหลาบสีแดง ขนาดของภาพและการใช้มุมเงยของกล้องแสดงถึงการครอบงำของหมอนก(ในนามความคิดถึง)ได้เป็นอย่างดี,  ชุดดำของตรี ชุดขาวของหมอธนารวมไปถึงช่อกุหลาบของหมอนกคือสารของความตายในบริบทที่แตกต่างกัน (น่าสังเกตว่าทำไมหมอธนาจึงมอบกูหลาบสีขาวแก่หมอนกทั้งๆที่รูปวาดเป็นกุหลาบสีแดง) รวมไปถึงชื่อของตัวละครทุกตัว ธนา (ชื่อจริงพันธนา(การ) การผูกมัดยึดติด), นก (สิ่งที่ควรเป็นอิสระแต่ในเรื่องกลับถูกจับอยู่ในกรงของความคิดถึง เป็นนกที่บินชนกระจกแห่งการจดจำ), บี (แผนสอง ตัวสำรอง ตัวแทน), ตรี (ที่แปลลวกๆว่าสาม คือคนนอกในความสัมพันธ์แบบคู่) อันเหมาะกับคนดูหนังที่คิดไปเรื่อยอย่างเราที่สุด (แต่พบว่ามีคนไปเรื่อยมากกว่าอีกเมื่อเข้าไปในเวบพันทิพย์…ฮา)

22/06/13 – Man Of Steel (Zack Snyder/ US/ 2013) – 0.5/5

     “เหมือนดูคนมาสอนเรื่องคุณธรรมความดี แต่เสือกไม่มีคนฟังเลยทำลายข้าวของเพื่อเรียกร้องความสนใจ สุดท้ายก็ร้องหาแม่ให้มาปลอบ”

คือจริงๆแล้วผมอยากเห็นซูเปอร์แมนเหี้ยบ้างครับ

เราจะสามารถทำให้ซูเปอร์แมนที่ซึ่งกำเนิดมาใช่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression: 1929-1939) เพื่อจุดประสงค์ของกำลังใจของผู้คนที่ร้องหาสิ่งยึดเหนี่ยว ผู้เป็นฮีโร่ที่ดีเลิศเลออันมากับความสามารถที่เก่งฉิบหายและมีจุดอ่อนน้อยมากผู้นี้ไปเป็นตัวแทนหรือไปรองรับแนวคิดด้านอื่นๆอีกบ้างได้ไหม? ด้านที่ไม่ต้องมายึดติดกับความคุณธรรมความดีบ้าง ด้านที่ร่วมสมัยมากขึ้นกว่านี้บ้าง เพราะเอาเข้าจริงหนังเวอร์ชั่นนี้ไม่ได้มืดมนใดๆเลย เรากลับพบว่ามันสว่างมากๆเสียด้วยซ้ำทั้งๆที่หนึ่งในคนเขียนบทคือโนแลนที่ขึ้นชื่อในเรื่องการทำหนังดาร์คๆได้ดีอย่าง TDK แต่ในเรื่องนี้กลับทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ หรือไม่อยากทำ หรือทำได้ไม่ถึง (อะไรก็ตามแต่)

หรือเพราะพอเราพูดถึงซูเปอร์แมน เราก็มักคิดถึงอเมริกาในนามของฮีโร่ประจำประเทศ แล้วพอมันถูกเล่าด้วยคนในประเทศของมันเองมันเลยไม่สามารถฉีกขนบหนีออกไปไหนได้ไกลๆเลย (เราเลยไม่ติดใจใดๆกับที่หนังมันอวยอเมริกาเองอย่างเต็มที่เพราะเราเห็นว่าฮีโร่ตัวนี้มันแบกรับความเป็นอเมริกาอยู่เต็มสองบ่าอยู่แล้ว) ส่วนบทจะให้ประเทศอื่นซื้อลิขสิทธิ์ไปก็คงเป็นไปได้ยากมาก ซึ่งแค่คิดจะซื้อก็ว่ายากแล้ว แต่เรื่องคิดจะขายนี่ยิ่งไม่มีวัน เพราะอย่างที่บอก มันคือฮีโร่ในนามของตัวแทนประเทศอเมริกาที่คงไม่มีใครอยากยุ่งและตัวมันเองก็คงไม่อยากโดนย่ำยี

ดังนั้นแล้วตอนดูก็เลยคิดไปถึงซูเปอร์แมนฉบับการ์ตูนเวอร์ชั่นหนึ่งที่เคยอ่านเจอว่ามันไปเล่าตอนที่ซูเปอร์แมนแก่ตัวแล้ว อายุมากขึ้นแล้ว เป็นซูเปอร์แมนที่ผ่านโลกมาโชกโชนแล้ว ซึ่งมันน่าจะเล่นกับสิ่งที่เราอยากดูได้มากกว่า

อนึ่ง พอดีเพิ่งอ่านวารสารหนังไทยเล่มล่าสุดซึ่งมีการอ้างอิงถึงเรื่อง Post-Classical Hollywood อันหมายถึงหนังฮอลลี่วู๊ดยุคหลัง 1980 ที่เทคโนโลยีดีขึ้นมากจนทำให้การทำหนังไปเน้นที่ความตื่นตาตื่นใจมากกว่าเหตุและผลของตัวบท โดยเหตุและผลถูกใช้เพียงเพื่อนำไปเป็นฐานรองรับความตื่นตาตื่นใจนั้น เปลี่ยนการดูภาพยนตร์จากการ “รับชม” เป็นการรับรู้ “ประสบการณ์ใหม่” เพื่อรองรับในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งก็น่าคิดเรื่องนี้กับหนังชุดซูเปอร์แมนเหมือนกัน ซูเปอร์แมนภาคแรกสุดที่เป็นหนังเกิดขึ้นในปี 1978 ซึ่งใกล้เคียงกับการกำเนิดของ Post-Classical Hollywood พอดี ดังนั้นแล้วอาจแปลได้ว่าหนังชุดนี้เกิดขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ของความเป็น Post-Classical Hollywood หรือเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างเดียวมาแต่แรกเริ่มแล้ว จนกลายมาเป็นภาพจำ จนเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ซูเปอร์แมนหลุดไม่ออกจากสิ่งเราว่าไป (แต่เพราะเรายังไม่เคยดูหนังภาคแรกและอีกหลายภาค เลยไม่สามารถฟันธงได้ว่าที่เราคิดนั้นจริงหรือเปล่า?)

แต่ ณ ตอนนี้สำหรับเวอร์ชั่นใหม่นี้ มันคือความน่าเบื่อมากๆสำหรับเรา

23/06/13 – After Porn Ends (Bryce Wagoner/ US/ 2010) – 2/5

     สารคดีที่ไปตามสัมภาษณ์ดาราหนังโป๊อเมริกันปลดละวางตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ เหตุผลของการเข้ามาเป็นนักแสดงหนังผู้ใหญ่ไล่เรียงมาถึงชีวิตในบั้นปลายปัจจุบันเพื่อนำพาผู้ชมไปค้นพบผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมในการที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเข้าไปอยู่ในโลกแห่งอุตสาหกรรมพันล้านใต้สะดือแห่งนี้

เสียใจที่สารคดีน่าเบื่อไปหน่อยเพราะได้แต่นั่งฟังดาราหนังโป๊เกษียณอาชีพมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง ไล่ตั่งแต่โตมาอย่างไร เข้ามาวงการได้ยังไง ตอนอยู่ในวงการรู้สึกอย่างไร แล้วทำไมถึงเลิกแสดงจนไปจบที่ ณ ปัจจุบันมีความคิดเห็นอย่างไรกับชีวิตที่ผ่านมา โดยตัดสลับกับแพทย์บ้าง คนในวงการที่อยู่เบื้องหลังบ้างที่มาพูดถึงผลกระทบทางจิตใจและแง่มุมอื่นๆของคนในวงการนี้ บลาๆๆๆๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือหนังมันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายมากๆของมนุษย์แม้จะอยู่ในประเทศที่เสรีอย่างอเมริกาแต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับการต่อต้านจากสังคมที่ไม่ได้ถึงกับสามารถยอมรับคนในวงการนี้ได้อย่างเต็มที่ (หนึ่งในนั้นโดนไม่รับบริจาคเนื่องจากเป็นดาราหนังโป๊) รวมไปถึงความหลากหลายความคิดของมนุษย์ที่ผ่านมาจากตัวผู้ถูกสัมภาษณ์เอง หลายๆคนเห็นว่าชีวิตที่ผ่านมาคือฝันร้ายตามหลอกหลอนที่อยากลืม แต่ก็มีบ้างที่พอใจและภูมิใจในสิ่งที่เคยได้ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่ถือเป็นหัวใจของหนังคือการที่อย่างน้อยทุกคนในวงการมันก็ยังสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ยังมีที่ทางให้พวกเขาก้าวเดิน ไม่ถึงกับโดนกดจมดิน บางคนไปเป็นตำรวจ เป็นศิลปิน บางคนอุทิศตัวเองเพื่อช่วยเหลือดาราหนังโป๊ในอุตสาหกรรมด้วยกันเองอีกที

อย่างไรก็ตามความคิดและการกระทำก็ยังคงต้องแปรผันตรงกับสภาพสังคมและการเงินในกระเป๋าอยู่ดี

ปล. หนังพูดกันหูดับและดูแบบไม่มีซับ ดังนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่เราได้จากหนังมันถูกๆผิดๆแน่ๆ

28/06/13 – Spring Breakers (Harmony Korine/ US/ 2012) – 5/5

     ปีนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งหนังวัยรุ่นของเราจริงๆ ได้พบทั้งเกรียนฟิกชั้น, The Perks Of Being A Wallflower แล้วก็กับหนังเรื่องนี้ที่อุดมไปด้วยสิ่งที่เราชอบเป็นการส่วนตัว (แน่นอนสองสิ่งในนั้นคือนมและตูดของบรรดาสาวๆ) ดูไป 15 นาทีก็รู้เลยว่าเราต้องชอบมันแน่ๆ แถมยังได้ตากล้อง Benoît Debie ที่เคยถ่ายให้กับเสร็จพ่อที่รักของเราอย่าง Gaspar Noe เสียด้วยดังนั้นเรื่องภาพเลยหายห่วงแถมยังเป็นตัวช่วยเสริมความบ้าคลั่งของหนังและเหล่าตัวละครได้ดีมากๆไปพร้อมๆกับเพลงประกอบเก๋ๆที่หนึ่งในนั้นคือบริทนีย์ สเปียร์! จริงๆต้องบอกว่าเพลงของเธอในหนังคือสิ่งสอดรับและยึดเหนี่ยวตัวละครเลยทีเดียว ประกอบกับการใช้เทคนิคการซ้ำคำพูด ซ้ำเหตุการณ์ในอีกมุมมองหนึ่ง (ไม่รู้ว่ามันเรียกชื่อเป็นทางการว่าอะไร) ที่มาช่วยเสริมพลังและย้ำคิดกับผู้ชมอีกที (ที่เด่นมากๆคือฉากการปล้นที่ให้อารมณ์คนละระดับกันเลย) จะว่าไปถ้าหนังขาดลูกเล่นพวกนี้ไปหนังคงกร่อยพอดูเหมือนกัน

หนังมันว่าถึงวัยรุ่นในหลายระดับ หลายระดับในที่นี่ไม่ได้หมายถึงช่วยวัย แต่หมายถึงความคิดและการตัดสินใจในการก้าวเดินในทางชีวิตและหมายรวมไปถึงสิ่งที่เคยผ่านและเคยรับรู้ไปแล้ว ไอ้คนผ่านชีวิตมาน้อยอย่าง Faith พอเจออะไรใหม่ๆก็นึงว่ามันคือสวงสวรรค์แต่พอหมดสนุก (กล่าวอีกแง่คือได้ผ่านสิ่งนั้นมาแล้วและเริ่มเบื่อ)ก็เลยตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมหรือก็คือได้ผ่านรูปแบบชีวิตมาแล้วอีกแบบหนึ่งและรอไปพบกับสิ่งใหม่สิ่งอื่นต่อไปเหมือนกับ Cotty ที่ผ่านรูปแบบชีวิตมามากกว่า ไปในเขตแดนที่ไกลกว่า Faith ดังนั้นเธอจึงไปได้อีกระดับหนึ่ง ไปถึงในระดับที่เห็นว่าชีวิตที่เป็นอยู่ยังมีค่า ส่วน Candy และ Brittany นั้นเลยจุดที่ Cotty เป็นไปแล้ว พวกเธอเลยจุดที่ต้องประณีประนอมกับชีวิตไปแล้ว วลี Spring Break Forever คงเป็นตัวแทนสำหรับพวกเธอได้อย่างดีอันส่งผลให้ 15 นาทีสุดท้ายนั้น heartbreaking ฟุดๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดกลับเป็น Alien มันคือตัวละครถ่อยๆ มันคือคนนอกที่พยายามจะเป็นคนใน (คนขาวในโลกคนดำ) แล้วยิ่งพอมันบอกว่ามันมาจากนอกโลกมันเลยกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก

ปล. ชอบฉากในโปสเตอร์นี้มากๆ

28/06/13 – Naked Ambition: An R Rated Look at an X Rated Industry (Michael Grecco/ US/ 2009) – 4/5

     สนุกฟุดๆ เป็นสารคดีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนังโป๊ที่เหมาะมากกับคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวกับอุสหากรรมนี้มากนักเพราะมันจะทำให้เราอึ้ง ทึ่ง เสียวได้ดีทีเดียว หนังเฉพาะเจาะจงไปที่งาน AVN (ในหนังคือปี 2006) อันประหนึ่งเป็นงานแฟร์หลักของอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ในอเมริกาพร้อมกับการประกาศรางวัลที่เสมือนรางวัลออสการ์ของหนังโป๊เลยทีเดียว พาเราไปพบของเล่นต่างๆมากมายที่วิจิตรตระกาลตาและพาแฟนตาซีพุ่งบียอนด์สุดขอบโลก ไปพบกับการมอบรางวัลที่นักแสดงมีความรู้สึกไม่ต่างจากการลุ้นรางวัลหนึ่งแห่งชีวิตที่มากับชื่อเสียงเงินทอง แถมชื่อบางรางวัลยังทำเอาเราตบเข่าฉาดๆ (ไปดูเอาได้ที่วิกิฯ) ด้วยมุมมองของคนนอกจริงๆที่เราจะค่อยๆรับรู้ความเป็นมาและเขตแดนของอุตสาหกรรมในหลายๆมิติมุมมองไปพร้อมๆกับผู้กำกับซึ่งจริงๆสารคดีเรื่องนี้เป็น side media ของหนังสือภาพ Naked Ambition ของผู้กำกับที่เป็นช่างภาพด้วย อันมีโจทย์ว่าจะถ่ายภาพ(ทำหนัง)ที่เล่าเรื่องราวแบบเรตอาร์ในอุตสาหกรรมเรตเอ็กซ์ มันเลยตลกดีที่พอเขาถ่ายภาพเหล่าดาราหนังผู้ใหญ่ไปก็ต้องคอยห้้ามไม่ให้คนเหล่านั้นเปิดนมเปิดจิ๋มไปด้วย