20th Century Women

Film I’ve seen in October 2017

01/10/17 – Blade Runner (Ridley Scott/ US/ 1982) – 3/5

เอามาดูก่อนที่จะดูของใหม่ในสัปดาห์นี้ ด้วยช่วงเวลาที่กว่าจะมาได้ดูเอาจนป่านนี้มันก็คงไม่มีอะไรให้อู้หูนักหรอกเพราะประเด็นในเรื่องมันถูกเล่ามาจนพรุนแล้วล่ะ จักรกลอยากเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์คลับคล้ายดั่งจักรกล อะไรประมาณนั้น แต่ก็น่าตื่นเต้นดีหากเราคิดถึงคนในยุค’ 80 ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในตอนนั้น (จินตนาการของปี 2019 ในหนังนี่เกินภาพจริงในปัจจุบันไปเยอะเลย 555)

รอดูภาคใหม่แล้วค่อยมาเทียบกันอีกที

02/10/17 – It (Andrés Muschietti/ US/ 2017) – 3.5/5

ส่วนที่เราสนใจที่สุดคือบรรดาแบล็คกราวด์ของทั้งตัวเมืองและเหล่าตัวละครผู้ใหญ่ทั้งหลายในหนังที่น่าสงสัยว่าจะชัดเจนขึ้นในภาคต่อ ทั้งในเรื่องเหตุการณ์ต่างๆในอดีตที่มีเรื่องของการเหยียดผิว และเหล่าบรรดาผู้รอดจากความกลัวในวัยเด็กผู้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในภาคแรกนี้ ผู้ใหญ่ที่โดนความกลัวกดทับจนกลายเป็นผู้สร้างความกลัวไปเสียเอง และเหล่าเด็กๆในภาคต่อไปก็คงไม่พ้นกลายเป็นแบบเดียวกัน จริงอยู่ที่ภาคนี้พวกเขาไม่กลัวอีตา It อีกแล้ว แต่อย่างที่หนังมันบอก It มันชอบความกลัวแบบปัจเจค แบบอยู่คนเดียว แล้วอีกเด็กๆที่แยกย้ายกันไปในตอนจบมันจะรอดหรือ ซึ่งดูท่าว่าจะฉิบหายกว่าแน่นอน (นี่กูจะเดาเรื่องภาคต่อทำไมว่ะ?)

ปกติเหล่าบรรดาหนังผีสยองขวัญมักไม่ทำงานกับเรา แต่เรื่องนี้ทำได้สำเร็จ แรกสุดคือมันสนุกมาก สองคือเราชอบที่มันเป็นหนังเด็กที่ไม่มีการประนีประนอมใดๆ (ซีนเปิดเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้ดีมาก) มีทั้งเรื่องการเหยียด ความรุนแรงหรือกับการกักขังในรูปของความรัก และอีความกล้ามันก็สร้างความกลัวขึ้นมาได้เหมือนกัน

ชอบบริบทของช่วงปลายปียุค 80 ที่หนังเอามาเป็นลูกเล่นด้วย และเหล่าเด็กๆก็เข้าขาและช่วยผ่อนคลายหนังได้ดีมาก

02/10/17 – This Film Is Not Yet Rated (Kirby Dick/US/ 2006) – 3.5/5

สารคดีที่พาคนดูไปพบกับปัญหาเรื่องการจัดเรตภาพยนต์ในอเมริกา เรารู้แหละว่าองค์กรทางภาพยนต์ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในฮอลลีวู๊ด คือ MPAA (Motion Picture Association of America) ก่อตั้งโดย แจ็ค วาเลนติ ตั้งแต่ปี 1922 ซึ่งปัญหาการจัดเรตก็มาจากอีองค์กรนี้นี่แหละ ปัญหาที่ว่าก็คือการถามหามาตรฐานในการจัดเรตหนัง อะไรโชว์ได้ อะไรโชว์ไม่ได้ อะไรพูดได้ อะไรพูดไมได้ เพื่อเรตหนังแต่ละแบบ โดยหนังพุ่งเป้าไปที่เหล่าหนังที่ได้เรต NC-17 หรือเรต X ไปสัมภาษณ์เหล่าผู้กำกับหนังเหล่านั้น อาทิ จอร์น วอร์เตอร์ที่พูดถึงหนังของเขาอย่าง “A Dirty Shame”, อะตอม อีโกยาน (Where the Truth Lies) หรือคิมเบอร์รี่ เพียร์ช กับหนังของเธออย่าง “Boy Don’t Cry” โดยหนังตั้งคำถามไม่ใช่แต่เรื่องทางเพศ แต่รวมถึงเรื่องความรุนแรง ประเด็นเกย์หรือแม้แต่หนังสารคดีที่เป็นเรื่องจริงๆที่เกิดขึ้นบนโลกว่ามันควรจะใช่เกณฑ์อะไรเพื่อการให้เรต

ในอีกด้านหนึ่งของหนังก็เป็นการสืบสวนหาตัว “ผู้โหวต” ในการจัดเรต เหล่าผู้คนซึ่งเหมือนเป็นมนุษย์ปริศนาดำมืดแต่มีความสำคัญในการตัดสินคุณค่าของหนัง ก่อนที่ในช่วงท้ายหนังจะทำแสบด้วการที่ผู้กำกับเอาหนังเรื่องนี้ส่งไปจัดเรตเสียเอง ก่อนจะได้พบเจอกับคำตอบประหลาดๆมากมาย จนการอุธรท์สุดท้ายของเขาได้เปิดเผยโฉมหน้าของเหล่าโหวตเตอร์ที่มีส่วนเกี่ยวของกับผลประโยชน์อันมหาศาลมากมายที่ได้จากการจัดเรตหนัง

ดูแล้วก็อดคิดถึงเมืองไทยไมได้ คล้ายกันมาก การจัดเรตที่ไม่ได้มาตราฐานและมีความน่าสงสัยว่าเอื้อผลประโยชน์ต่อบริษัทใหญ่ ผสมกับเหตุการณ์ของหนังอย่าง Shakespeare Must Die ที่มีหนังสารคดีอันว่าด้วยการต่อสู้กับการโดนแบบอย่าง Censor Must Die ออกมาคล้ายๆกัน

04/10/17 – Logan Lucky (Steven Soderbergh/ US/ 2017) – 4/5

– Ocean ฉบับอเมริกันภูธร ชอบจริงจัง กลายเป็นว่าชอบกว่าหนังตระกูล Ocean อีก สนุกมาก กวนตีนมาก แสบสันต์ถึงทรวงและรู้สึกแนบเคียงได้มากกว่า

– ชอบมากที่หนังมันเป็นการเฉลิมฉลองความบ้านนอกภูธร ของคนตัวเล็กๆ เติมเต็มความหวังของความไม่สมประกอบของอเมริกา อันเป็นด้านตรงกันข้ามกับหนังตระกูล Ocean ที่เรารู้สึกว่าเป็นหนังของคนชั้นกลางค่อนสูง

– ตลอดการดูก็คิดถึงหนังของพี่น้องโคเฮนเหมือนกัน ในแบบฉบับที่ตัดความซีเรียสจริงจังออกไป

– เพลง Take Me Home, Country Roads ของ John Denver ที่มีในหนังสองรอบนี่ทำงานรุนแรงมาก มันล้อกับตัวเรื่องแบบเต็มประสิทธิภาพสุดๆ สรวงสวรรค์ที่อาจไม่มีอยู่จริงอีกแล้ว

– แดเนียล เครก สุดตรีนจริงๆ

04/10/17 – ถึงคน..ไม่คิดถึง: From Bangkok to Mandalay (ชาติชาย เกษนัส/ Thailand, Myanmar/ 2016) – 4/5

ในแต่ละปีมันมักจะมีหนังจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่เป็นหนังดีอะไร อาจเลวร้ายด้วยซ้ำ แต่เรากลับรักมันมากๆเพราะบางแง่มุมมันสัมพันธ์กับชีวิตเราได้อย่างแนบแน่น และนี่คือหนังเรื่องนั้นในปีนี้

ข้อเสียที่มันชัดของของหนังคือความเพ้อฝัน น้ำเน่าเพ้อพก รวมไปถึงตรรกะอันล่มสลายของมันหรืออาจพ่วงด้วยการเกือบจะกลายเป็นหนังการท่องเที่ยวพม่าไปเสีย แต่หนังก็แก้ขัดได้ด้วยงานโปรดักซ์ชั่นดีๆ มีภาพสวยๆและเพลงเพราะๆที่สอดรับกันอย่างละมุน รวมไปถึงเรื่องเล่าย้อนอดีตกลับไป 50 ปีในพม่าที่เราว่ามันเป็นส่วนทีดีที่สุดของหนังซึ่งทำให้เราเพลิดเพลินกับหนังมากๆ

เราชอบประเด็นของหนังแบบสุดๆ ใช่มันน้ำเน่ามาก แต่ทำเอาน้ำตาปริ่ม “ความทรงจำก็คือความทรงจำ คืออดีตที่ไม่อาจหวนคืนมาได้อีก มันเป็นสิ่งมีค่าที่ทำได้แค่เก็บระลึกถึงมันไว้แล้วหันหลังก้าวเดินต่อไป”

ปล. เพลงตอนเครดิตท้ายทำให้เรานึกถึงเพลง Secret Gargen ของ Bruce Springsteen ที่เรารักมากและมีอิทธิพลกับชีวิตเรามากๆ ไม่ใช่เพราะมันมีความหมายเหมือนกันแต่เพราะมันเป็นสื่อกลางของความทรงจำ

05/10/17 – Baby Driver (Edgar Wright/ UK, 2017) – 3/5

จะดีมากถ้าหนังมันสั้นกว่านี้ ด้วยเพราะที่หนังมันเดินไปด้วยการเล่นกับสไตล์เป็นหลักมากกว่าตัวเนื้อเรื่อง พอมันยาวเกือบสองชั่วโมงแบบนี้ช่วงครึ่งท้ายมันเลยเนือยๆ แต่ช่วงครึ่งแรกของหนังนี่ชอบมากเลยนะ ตื่นเต้นมาก การตัดหนังตามเพลงมันน่ากรี๊ดจริงๆนั้นแหละ แต่สุดท้ายมันก็เยอะจนเบื่อตามความยาวหนัง

มันเลยกลายเป็นว่าสเน่ห์ที่มีในหนังช่วงแรกมันค่อยๆเลือนหายไปกลายเป็นหนังเลี่ยนๆไปซะงั้น

07/10/17 – 20th Century Women (Mike Mills/ US/ 2016) – 5/5

อิ่มมากกก ดีมากกกกก ชอบมากกกก รักมากกกก

นี่มันหนังที่มีไว้เผื่อให้เรารักเลยจริงๆ ดีงามทุกอณู ไม่รู้จะเขียนอะไรมากไปกว่านี้เพราะไม่งั้นมันจะเป็นการชมที่ยืดยาวมาก (คือขี้เกียจด้วย)

ดูสองรอบรวดเลย ติดท๊อปซิคุณ

Well it seem so real, i can feel it. But why i can’t touch it

08/10/17 – A Ghost Story (David Lowery/ US/ 2017) – 4/5

ชอบสิ่งที่อยู่นอกเหนือและไม่ถูกพูดถึงจากในตัวอย่างหรือเรื่องย่อ จากหนังผีเศร้าๆเหงาๆจากความรัก กลายเป็นหนังผีแบบพุทธไปเสียเฉย

คอนเซ็ปหนังเก๋ดี ทั้งรูปลักษณ์ของผี การตัดง่ายๆเพื่อสื่อถึงการเดินทางของเวลา เพลงกระกอบดีๆหรือแม้แต่คอมเซ็ปแบบพุทธในหนังที่ว่าถึงการยึดติด, ปล่อยวาง, การหลุดพ้นและวงเวียนชีวิต

ส่วนตัวโดยรวมไม่ได้ชอบมากแฮะ ดีที่ช่วงท้ายมันพาไปได้สุด ซีนกินพายอันยาวนานนี่ดีมากๆ มันล้อกับเรื่องความต่างของเวลาระหว่างมนุษย์กับผีได้ดีมาก ชอบมาก

ดูรอบสอง ชอบหนังมากขึ้น รู้สึกว่าหนังละเอียดดี อีโมโนลอคยาวเหยียดที่พูดถึงคอนเซ็ปของหนังที่แม้จะเป็นการพูดแบบโต้งๆ แต่มันก็ใช้วิธีการพูด การอธิบายได้ฉลาดดี (ที่ยกตัวอย่างเพลงของบีโธเฟน) แล้วก็ยังชอบตอนจบของหนังมากเหมือนเดิม

08/10/17 – I Am Not Your Negro (Raoul Peck/ US, France/ 2016)3/5

(เหตุอันใดทำไมจึงหาหนังเรื่องนี้ใน activity/watching ในเฟสบุ๊คไม่ได้???)

อดไม่ได้ที่จะเปรียบกันสารคดีชิงออสการ์ในปีเดียวกันอีกเรื่องอย่าง O.J. Made In America ที่พูดถึงเรื่องคนผิวสีทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และสังคมเหมือนกัน แต่ด้วยน้ำเสียงที่ต่างกัน ด้วยความที่เรื่องนี่มีฐานมาจากบทความของนักเขียน, กวีผิวสีด้วยกระมั๊งที่ทำให้หนังมันมีความนุ่มนวลกว่า อ่อนไหวมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์คนดูได้มากกว่าด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ชอบ O.J. มากกว่า ไม่ถนัดหนัง Essay film จริงๆ

09/10/17 – First They Killed My Father (Angelina Jolie/ Cambodia, US/ 2017) – 4/5

แรกสุดเลยอยากรู้ว่าโจลี่ไปหาเด็กคนนี้มาได้ยังไง เธอผู้แบกหนังไว้ทั้งเรื่องอันเป็นส่วนที่ดีมากที่สุดของหนังเลย

เป็นหนังที่มีทุกสิ่งที่หนังเมโลดราม่าพึงมี มันเรียกน้ำตาได้สำเร็จลุล่วงแถมจบด้วยความหวังและเป็นหนังที่ออสการ์ชื่นชอบ

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าหนังไม่ดี มันดีเลยแหละ และยิ่งมันพูดเรื่องกัมพูชายุคเขมรแดงด้วยเราเลยอินเป็นพิเศษ

และแน่นอนตามขนบหนังในยุคนี้ที่มักจะไม่ทำให้มันแบ่งขาวดำชัดเจน เราจึงได้หนังที่บอกว่าการเอาความอยุติธรรมต่อสู้กับความอยุติธรรม เอาความรุนแรงปะทะความรุนแรงนั้นมันไม่เวิร์คและเด็กคือเหยื่อเสมอ

กัมพูชามีหนังที่ชำระประวัติศาสตร์อันเลวร้ายหลายเรื่องแล้ว ส่วนไทยก็ยังคงเงียบต่อไป น่าเศร้า

11/10/17 – Blade Runner 2049 (Denis Villeneuve/ US, UK, Canada/ 2017) – 3/5

เพลิดเพลินมาก ภาพสวยอลัการสัด ดีใจสุดๆที่ได้ดูแบบ Imax 3D แต่เอ๊ะ! ทำไมเราเฉยๆกับหนังหว่า?

มานั่งคิดไปคิดมาก็คิดว่าเราอาจดูหนังแบบหุ่นยนต์ไปหน่อยคือตามแต่ตัวเรื่องจนหลงลืมความรู้สึกร่วมต่างๆที่หนังมอบให้ คือเราสนุกมากที่ได้ติดตามเรื่องราวของมันทั้งในเรื่องความแท้/เทียมของความทรงจำ, ความรู้สึกของเหล่าทั้งมนุษย์แท้/เทียมหรือแม้แต่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่เราไม่อาจจับมวลความรู้สึกระหว่างตัวละครได้เท่าไหร่ แต่ก็ชอบเรื่องความรักระหว่างเคกับจอยในช่วงแรกมากๆ แต่พอเวลาผ่านไปกลับเริ่มเฉยๆ ปาฏิหารย์ในเรื่องเหมือนเป็นต่อยอดจากหนังภาคแรกที่มนุษย์เทียมเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ส่วนมนุษย์แท้เริ่มเบลอเลือน

พอไปอ่านรีวิวของมิตรสหายแล้วพบว่าหนังมีศูนย์กลางของเรื่องคือ ความรัก ในใจกูก็เกิดคำถามขึ้นว่า อ๋อเหรอ??? (คือกูอาจคือมนุษย์แท้สุดโต่ง)

สรุปคือการดูหนังด้วยการถอดหัวใจเอาไว้นอกโรงคือความผิดพลาดอย่างสูงของกูเอง หากมีโอกาสขอซ้ำอีกรอบ

ปล. แต่โมเม้นต์ที่ชอบที่สุดคือหลังออกจาโรงแล้วเจอคนบ่นถึงหนังว่า “แม่ง กูหลับไปชั่วโมงนึงละยังไม่มีเหี้ยอะไรเลย คุยกันอยู่ได้”

12/10/17 – Hardcore Henry (Ilya Naishuller/ Russia, US/ 2015) – 1/5

ถ้ามันเป็นหนังสั้น เพราะมันสั้น เราไม่ปวดหัว

ถ้ามันอยู่ในเครื่องเล่นอะไรซักอย่าง เพราะมันสั้นและเราเคลื่อนไหวได้ไปพร้อมกับภาพบนจอ เราไม่ปวดหัว

ถ้ามันอยู่ในเกมแบบ first person เพราะเราควบคุมได้ เราไม่ปวดหัว

แต่หากนอกเหนือจากนั้นแล้ว กูปวดหัวมากกกกกกกกกกก

13/10/17 – Road to Mandalay (Midi Z/ Myanmar, Taiwan/ 2016) – 4.5/5

[ดูบนเครื่อง]

อือหืออออออ

คือก็พอรู้เรื่องราวอยู่บ้างแหละว่ามันเกี่ยวกับคนพม่าหนีมาทำงานที่ไทยเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมาย แต่ไม่คิดว่าจะตีแผ่ระบบขนาดนี้ (ซึ่งไม่แปลกใจใดๆเลยถ้าหนังถูกแบบในไทย)

กลายเป็นการตามดูชะตากรรมของคนชายขอบที่มีตัวเลือกแค่เหี๊ยเหี้ยกับเหี้ยมาก คนนึงเลือกที่จะยอมจำนน อีกคนเลือกที่จะสู่ แต่สรุปก็คือเหี้ยห่าอยู่ดี

หนังก็ให้ภาพแรงงานต่างด้าวในไทยได้รุนแรงสัดๆ

ซีนตัวเหี้ยในห้องสุดขีดมากกกกกกกกกกกกกก

15/10/17 – Life (Daniel Espinosa/ US/ 2017) – 2.5/5

เฮ้ย! นี่มัน Deep Rising นี่หว่า! เหมือนอะไรขนาดนี้ อสูรกายบนพื้นที่ปิด แถมยังจบพลิกปลายเปิดเหมือนกันอีกแหนะ

อาจเชยไปหน่อยแต่ก็สนุกดี ไอ้เรื่องสิ่งมีชีวิต การเอาตัวรอด เอเลี่ยนแอบโง่ มนุษย์ใช้อารมณ์อะไรนั่นช่างแม่งเถอะ

เสียดายอีกอย่างคือการใช้นักแสดงดังๆไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

17/10/17 – Pop Aye (Kirsten Tan/ Singapore, Thailand/ 2017) – 3.5/5

[ดูบนเครื่อง]

ชอบประเด็นเรื่องที่ว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ความรุ่งเรืองมันมีจุดสูงสุดและต่ำสุดของมัน

จริงๆเรื่องที่ว่าคนที่กำลังจะตกยุคตกสมัยเดินทางไปตามภารกิจความฝันอะไรบ้างอย่าง ระหว่างทางก็พบผู้คนที่มีตำแหน่งแห่งที่ของความเป็นผู้แพ้เหมือนกันๆ มาช่วยเยียวยากัน แชร์ความฝันกัน เป็นกำลังให้กันเพื่อให้ถึงจุดหมายอย่างที่คาดหวัง มันอาจไม่ได้ใหม่และมีแนวโน้มจะทำให้มันออกมายี้ได้ง่าย แต่เรื่องนี้ถือว่าเอาตัวรอดได้สวย เพราะสุดท้ายไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะได้ตามใจที่เราต้องการ

ซีนจบตอนดูจบแรกๆไม่ชอบนะ แต่พอมานั่งคิดถึงหนังแล้วรู้สึกชอบขึ้นมากเรื่อยๆ มันอุ่นดี

21/10/17 – The Wave (Roar Uthaug/ Norway/ 2015) – 2/5

ดูในบิ๊กซีเนม่า ซึ่งไม่รู้ว่ามันถูกตัดทอนให้สั้นลงหรือเปล่า แถมมีแต่พากษ์ไทยซึ่งเป็นการพากษ์แบบตัดเสียงแอมเบี้ยนอื่นๆออกไปเหี้ยนหมดเลย อถรรสหายไปหมด

ผลที่ได้คือทำไมมันน่าเบื่อ มันเมิงคลิเช่หนังมหันตภัยได้เพียงนี้ว่ะ ยิ่งช่วงท้ายนี่แบบไม่ไหวจริงๆ นี่หรือหนังส่งชิงออสการ์ของนอเวย์??

หากมีโอกาสใหม่ก็ขอดูอีกรอบละกัน ให้โอกาสหนังอีกที

23/10/17 – Journey to the West : The Demon Strike Back (Tsui Hark/ China/ 2017) – 2/5

อ้าว กลายเป็นหนังขายเอฟเฟกต์ไปเสียอย่างนั้น อัดมาซะสนุกมือเลยนะ ฉีเคอะ!

เราชอบภาคแรกที่กำกับโดย โจวซิงฉือ มากแบบมากกกกกกกกกกก ก็เลยเสียใจนิดหน่อยที่ภาคต่อเขาไม่ได้กำกับเองแต่มาช่วยเขียนบทแทน แน่นอนเรายังชอบความตลกแบบโจวซิงฉือที่มีในหนังตามรายทาง แต่ภาพรวมแล้วกลับรู้สึกผิดหวัง

โอเคละประเด็นเรื่องการไว้ใจกัน ความรักของตัวพระถัง มันก็ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันไม่แรงมากพอที่เราจะชอบ เหมือนมันโดนการขายเอฟเฟกต์กลบไปเสียหมดเลย เข้าใจล่ะว่าขายจีน แต่ก็นะ ฮือๆๆๆ

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังหรือ แน่นอน ซูฉี 555

เอาภาคแรกมาดูอีกรอบล้างตาดีกว่า

23/10/17 – The Canyons (Paul Schrader/ US/ 2013) – 2/5

เป็นหนังที่ตลกดี ไม่รู้ว่าเพราะเป็นหนังทุนต่ำ(ที่มาจากการระดุมทุน)หรือเพราะความตั้งใจจริงๆของ ผกก ที่ให้มันออกมาดูบ๊านบ้าน แอลเอในหนังที่ดูไม่เหมือนแอลเอเอาเสียเลยแม้ว่าเหล่าตัวละครจะเป็นถึงโปรดิวเซอร์ นักแสดงในวงการก็ตาม แถมเรื่องราวมันก็ wtf จริงๆ นักแสดงแข็งเป็นสากทุกคน แม้แต่โลฮานก็ไม่รอดอะนะ ซีนฟูมฟายช่วงท้ายที่กูตลกมาก ส่วนอีเจมส์ ดีน นี่แม่งพยายามจนตลก 555

หนังมันพูดถึงด้านมืดของฮอลลี่วู๊ด ลินเซ่ โลฮานเป็นอดีตนักแสดงที่เลิกเล่นหนังแล้วไปเป็นเมียโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพล แอบมีชู้กับดาราหนุ่มที่กำลังไต่เต้าเล่นหนัง เป้นด้านมืดของวงการหนังฮอลลี่วู๊ดที่กำลังพังทลายลงเพราะความเงี่ยนและความหึงหวง คือที่มันตลกมากๆก็เพราะมันก็เล่นเล่าแบบดุ่มๆดื้อๆซื่อๆ ไร้ซึ่งชั้นเชิงทางศิลปะใดๆ ทุกสิ่งอย่างไม่มีอะไรที่เจริญหูเจริญตา

แต่ก็นั้นแหละ ถ้าคิดว่ามันเป็นความตั้งใจของตัวคนทำ เราก็อาจคิดไปในแนวทางของการกัดจิกวงการได้เหมือนกัน แต่อีกใจก็คิดว่าไม่น่าใช่

อย่างไรก็ตาม หนังเปิด-ปิดด้วยภาพโรงหนังเก่าร้างหลายแห่งในอเมริกา (หรืออาจจะแค่ใน LA ตามโลเคชั่นของหนัง อันนี้ไม่แน่ใจ) ที่ทำเอากระตุ้นความน่าสนใจมาก แต่แล้วก็นะ…

25/10/17 – Reach for the Sky (Wooyoung Choi, Steven Dhoedt/ South Korea, Belgium/ 2015) – 3/5

เพราะบ้านเรามี “Final Score 365วัน ตามติดชีวิตเด็กเอนท์” ที่มาก่อนกาลนานแล้ว เราเลยไม่ได้ตื่นเต้น อู้หู กับหนังมากนัก (และเราก็ชอบสารคดีไทยมากกว่าด้วย)

แต่การดูหนังเรื่องนี้มันเหมือนเป็นการจับความรู้สึกตัวเองที่มีต่อเรื่องราวในหนังเทียบกันระหว่างยุคโน้นกับยุคนี้ไปเสียมากกว่า (สารคดีทั้งสองเรื่องห่างกัน 8ปี) จำได้ว่าในตอนโน่นกับ Final Score ที่เราเพิ่งเรียนจบใหม่ๆจากมหาวิทยาลัยเปิด เราจึงอินมากกับหนังโดยทั้งหมดนั้นคือการแนบเคียงกับตัวซับเจกค์ของหนัง เหล่าเด็กๆที่เหมือนต้องทำสิ่งที่ไม่ใช่ความคาดหวังหรือความฝันของตัวเอง เสียเวลาไปกับความคาดหวังเหล่านั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆเลยคือเพราะเพิ่งผ่านความผิดหวังจากการสอบแบบนั้นมาไม่กี่ปีและเราเข้าใจดีในความรู้สึกนั้น

พอมาปีนี้ กับเรื่องนี้ ด้วยห้วงวัยที่โตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แว่นการมองต่างไปจากอดีต สิ่งที่เราเห็นและรู้สึกกับมันมากๆคือคำถามที่ว่า “อะไรทำให้สังคมเป็นแบบนี้?” รัฐที่ว่าไม่ให้เด็กเครียดแต่กลับให้ความสำคัญและทำทุกอย่างกับการสอบ โดยเฉพาะกับแนวคิดการแบ่งชนชั้นที่จะฝังหัวเด็กไปตลอดไม่ว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้หรือไม่ก็ตาม (อย่างซับเจกค์ผู้ชายในช่วงท้าย) ผลคือเรารู้สึกเศร้ามาก

แน่นอนมันยิ่งเศร้าเมื่อเอามาแนบเคียงกับบริบทไทยที่เอามาแนบทาบกันได้เลย

อนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าเกาหลีนี่สุดขีดกว่าไทยหลายขุมเหมือนกัน ไหนจะโรงเรียนประจำของเด็กรอสอบใหม่ที่ไม่ต่างจากค่ายทหาร หรือกับหนังสือเรียนที่ใช้ได้แค่ปีต่อปี (ชอบซีนเทหนังสือทิ้งมากๆ เหมือนเป็นเหตุการเดียวที่เด็กได้ปลดปล่อยอารมณ์ภายใน)

26/10/17 – Trilogy of Lust 2: Portrait of a Sex Killer (Jiro Ishimura, Julie Lee/ HK/ 1995) – 1/5

แล้วก็เป็นไปตามที่คาดว่าหนังภาคต่อมันคงไปได้ไม่ถึงอย่างหนังภาคแรก กลายเป็นหนังเฉิ่มๆเชยๆแถม wtf มากๆ

ภาคแรกของหนังแม้ว่าจะต่ำตม เป็นหนัง CAT III ในระดับที่จะกลายเป็นหนังโป๊ฮาร์ดคอร์อยู่แล้วแต่มันก็มีประเด็นเรื่องการเมืองทางสังคมของจีนในยุคสมัยนั้น ประเด็นที่มันส่งผลต่อตัวละครได้อย่างน่าคิด แต่มาภาคนี้หนังกับเลือกที่จะใช้เหตุผลง่ายๆ(ครอบครัวมีปัญหา บลาๆๆ) แถมยังให้ตัวละครแสดงออกอย่างสุดขั้ว (การแต่งตัวออกไปหาเหยื่อ) หนังมันเลยไม่มีอะไรเลยนอกเสียจากการดูซีนโจ๊ะทุกๆ 10 นาทีกับเส้นเรื่องบางๆ

ยังไม่รวมไปถึงการกดทับทางเพศ การเล่นสนุกเกินเลยของหนังต่อตัวละครที่เป็นเพศหญิง ยิ่งในช่วงท้ายที่หนังพยายามมอบความสงสารให้กับตัวละคร แต่เราคนดูกลับยิ่งรู้สึกว่าหนังมันยิ่งกดทับเธอลงไปให้จมดิน (น่าสนใจที่หนึ่งใน ผกก นั้นเป็นผู้หญิง แถมเขียนบทและแสดงเองด้วย)

แล้วตอนจบนี่คืออะไร? กระเทยคนนี้มันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องแสดงตัวถึงขนาดน้้นว่ะ! งง

ส่วนภาคสามนั้นยังหาดูไม่ได้ ถ้ามีวาสนาคงได้เจอกัน

26/10/17 – We Married as a Job (Fuminori Kaneko/ Japan/ 2016/ TV Series) – 5/5

ณ เวลานี้หากใครถามว่า ในปีนี้อะไรที่ทำให้เสียใจที่สุด คำตอบของเรา ณ ตอนนี้ก็คือ การไม่ได้เห็นหน้างักกี้ก่อนนอนทุกคืนอีกแล้ว ฮืออออออ เศร้าแบบซีเรียสจริงจัง

ซีรี่ย์ 11 ตอนจบ มีพระเอกเป็นวิศกรคอมพิวเตอร์ที่ชีวิตทุกระเบียบมีแบบแผน ชัดเจน หาคำตอบได้ ใช้เหตุผลเป็นหลักใหญ่ในการดำรงชีวิต ส่วนนางเอกจบปริญญาโทจิตวิทยา เก่ง ตั้งใจทำงาน รักและรับผิดชอบกับงานที่ทำอย่างดีแต่ให้ตายก็ยังหางานทำไม่ได้ซักที แต่แล้วนางเอกก็ได้งานไปเป็นแม่บ้านทำความสะอาดบ้านให้พระเอกด้วยเงินจ้างที่สูง แถมพอผ่านการทำความสะอาดครั้งแรก พระเอกประเมินแล้วว่าผ่านเกณฑ์ เธอจึงได้เป็นคนทำงานสะอาดประจำในห้อง 303 ของพระเอก เรื่องมันก็มาพลิกตรงที่ว่าที่บ้านนางเอกต้องย้ายไปต่างจังหวัด ซึ่งหากนางเอกต้องการอยู่ในเมืองต่อก็ต้องหาเช่าบ้านเอาเอง แผนการแต่งงานหลอกๆจึงเกิดขึ้น การแต่งงานที่ความจริงแล้วคือสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตะหาก

อย่างที่เรารู้กันว่าในสังคมญี่ปุ่นนั้น ฝ่ายสามีจะเป็นคนออกไปทำงานและหารายได้เข้าบ้านแต่เพียงผู้เดียว ส่วนภรรยานั้นมีหน้าที่เพียงดูแลบ้านและไม่มีรายได้ชัดเจน เราจึงเห็นถึงการบ้างานมากๆของผู้ชายและความไร้หนทางของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่น ด้วยประการฉะนี้ ความสนุกและฉลาดของซีรี่ย์เรื่องนี้มันก็คือการตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเรามองว่าการเป็นเมีย(นิยามที่ครอบคลุมความเป็นแม่บ้านอีกที)มันเป็นอาชีพๆหนึ่งที่ต้องมีค่าแรง มีกฏระเบียบและแนวคิดคล้ายๆกับการทำงานบริษัทๆหนึ่ง(ซึ่งบริษัทในที่นี้คือครอบครัว) โดยที่ตัวมันเองก็เล่นกับแนวคิดนี้แบบไม่มีหลุด จริงอยู่ว่ามันคือซีรี่ย์รอม-คอม ที่ตัวพระ-นางมันต้องมารักกันในตอนจบ แต่มันก็ยังคงเหนี่ยวแน่นกับประเด็นแก่นหลักอันนี้แบบไม่มีหวั่นไหว มันเลยกลายเป็นว่าช่วงที่เราชอบมากที่สุดคือช่วงท้ายของซีรี่ย์ที่ตัวพระ-นางรักและเข้าใจกันแล้วแต่ประเด็นเรื่องอาชีพเมียยังคงอยู่ โดยมันสามารถจัดการได้ด้วยการรับฟัง พูดคุยและปรับตัว แถมความฉลาดอีกขั้นของมันยังเป็นกุศโลบายว่าต่อปัญหาเรื่องที่ญี่ปุ่นปัจจุบันมีการแต่งงานมีครอบครัวน้อยลง

ส่วนเรื่องรักมันก็ดี หนังฉลาดที่ให้ความรักเกิดขึ้นกับพระเอกเนิร์ดกับนางเอกหัวหมอบนแนวคิดแบบระนาบแกน Y อย่างนายจ้าง-ลูกจ้าง การรักในความตั้งใจทำงานของพระเอก กับ ความรักในการสั่งงานที่ชัดเจนของนางเอก แล้วก็ค่อยเติมสถานการณ์ที่ท้าทายระบบเข้าไปเรื่อยๆเพื่อหาจุดสมดุล แล้วก็ชอบที่มันเชิดชูพลังของเพศหญิงด้วย อย่างอำนาจต่อรองกับสามีของนางเอก, การหย่าร้างและใช้ชีวิตให้ได้ของเพื่อนนางเอก, การต่อกรกับสังคมต่อหญิงโสดสูงวัยหรือแม้แต่การแตะประเด็นเรื่องเกย์

มีซีนนึงที่ชอบมากๆคือซีนการโต้วาทีในเรื่องว่า “ความยากลำบากของแม่ที่ต้องทำงานและเลี้ยงลูกไปพร้อมๆกัน” โดยนางเอกเสนอว่าให้ผู้หญิงมีลูกตั้งแต่ยังเรียนไปเลยเพราะมีเวลาเลี้ยงมากพอ อันเป็นการสนองนโยบายเพิ่มประชากรของประเทศไปด้วย ล้ำดี

ที่เขียนมาทั้งหมดจริงๆไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก ที่สำคัญคืองักกี้ แค่การดูงักกี้อย่างเดียวกูก็ให้คะแนนเต็มแล้วอะ คนอะไรพลังทำร้ายล้างสูงเยี่ยงนี้ ผมสั้นเหมาะกับหน้าเธอมาก กี๊ดดดดด (ไปเจอรูปผมยาว ไม่เหมาะกับเธอเลยจริงๆ

แล้วเป็นซีรี่ย์เรื่องแรกที่ดูเครดิตจบท้ายจนจบทุกตอนเลย 555

29/10/17 – Tie Me Up! Tie Me Down! (Pedro Almodóvar/ Spain/ 1989) – 4/5

ยอมใจเจ้าป้าเลย ไอ้เราก็นึกอยู่แล้วล่ะว่าหนังรักของเจ้าป้ามันไม่มีทางธรรมดา ซึ่งตอนดูแรกๆมันก็เฉยๆนะ แต่พอหนังค่อยๆเปิดเผยแบล็คกราวด์ของตัวละครทั้งสองในช่วงท้ายนี่มันประหลาดแต่เสือกโรแมนติก กลายเป็นว่าความประหลาดของมันกลับคือการเติมเต็มตัวละครไปซะงั้น ซึ่งดี

ชอบความกวนของป้า อย่างการจำกันได้หรือการหายเป็นบ้าได้เพราะเย็ดกัน หรือเหล่าอาการที่แลดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนใดๆแม้กูจะถูกลักพาตัว

อนึ่ง ชอบโลเคชั่นห้องนางเอกกับห้องของพี่สาวนางมากๆ สวยชะมัด

29/10/17 -Elizabethtown (Cameron Crowe/ US/ 2005) – 2/5

เอาเข้าจริงโครงสร้างมันก็คล้ายๆกับ Jerry Maguire นะที่พูดถึงชายที่โดนหน้าที่การงานบีบให้ล้มก่อนค่อยๆหาทางไต่กลับขึ้นมาโดยได้รับความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัว แต่ปัญหาของเรื่องนี้เราว่ามันบางไปหน่อยและเลือกที่จะหวานเกินพอดี เราเลยรำคาญอีตัวละครหลักทั้งสองนี่มากๆ ยิ่งช่วงท้ายนี่เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆว่าโควร์จะเล่นแบบนี้ เพ้อเจ้อเกินไปจริงๆ

อนึ่ง ยังคงรักการใช้เพลงของโครว์เสมอ

30/10/17 – The Brown Bunny (Vincent Gallo/ US/ 2003) – 1/5

คือถ้าการเดินเรื่องทั้งหมดเพื่อต้องการให้คนดูช็อคกับซีน blow job อันลือลั่นแค่นั้น เราว่าหนังแม่งสอบตก

เกือบทั้งเรื่องของหนังคือการเดินทางไปพร้อมกับตัวละครผู้ผิดหวังเศร้าสร้อยจากสาวคนรัก ภาพถนนตัดกับภาพหน้าตัวเอก แทรกด้วยการกระทำแปลกของเขาอีกนิดหน่อยแล้วก็คลอด้วยเพลงบัลลาดเพราะๆ เป็นแบบนี้วนไปสองสามรอบก่อนเข้าซีนสุดท้ายที่เป็นเนื้อของหนังจริงๆ เนื้อที่คล้ายๆกับ Manchester by the Sea (2016) ผสมกับ Klose (2016) ของน้องแพร ซึ่งเราก็รู้สึกว่าจริงๆหากทำเป็นหนังสั้นน่าจะเหมาะสมกว่าการไปเสียเวลากับสายลมแสงแดดแบบนี้

อีตัวเอกมึงจะแอ็คไปถึงไหน น่ารำคาญ ไม่เลย กูไม่รู้สึกถึงความเศร้าใดๆของมึงเลย มีแต่ความรำคาญมอบให้

Advertisements