Performance

Like A Rat, I Want To Be Beautiful

Like A Rat, I Want To Be Beautiful (Shogo Tanikawa/ BlueBox Studio/ 2016)

LIKE-A-RAT

รุ่นน้องที่รู้จักชักชวนไปดูและเนื่องด้วยห่างหายกับการดูละครเวทีมาเนิ่นนาน กอปรกับเวลาที่ลงตัวพอดีเลยได้ไปดู ผลอาจจะไม่ถึงกับชอบนัก แต่มันก็มีอะไรให้น่าพูดถึงและเชียร์ให้ไปดูกันได้อยุ่บ้าง

เรื่องราวสั้นๆของ Like A Rat, I Want To Be Beautiful กล่าวถึงกลุ่มคนแปลกอันประกอบไปด้วยโอตาคุผู้มีกันดั้มเป็นศาสดา, กระเทยวัยกลางคนกับความลับของเขา, หนุ่มญี่ปุ่นกับอาการฮิคิโคโมริมาแล้ว 77วัน, ชายผู้หน้าเปื่อนยิ้มตลอดเวลาและหญิงสาวปริศนา ณ โกดังหุ่นร้างแห่งหนึ่งที่มารวมตัวกันด้วยเหตุผลบางอย่างร่วมกัน มันคือละครที่พูดถึงชีวิต ความตายและความเป็นมนุษย์

ส่วนตัวเราชอบสององค์แรกของมันมาก ตั้งแต่การเล่าแบล็คกราวด์เหล่าตัวละครประกอบมุกรายทางให้ได้อมยิ้มประปรายไปจนถึงจุดเปลี่ยนของตัวเรื่อง(การตามหาไฟ) ที่ชอบเพราะมันทำให้เราเห็นถึงความอ่อนแอ่ของมนุษย์ที่แสนโง่เขลาและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์เมื่อมันได้มาอยู่ร่วมกันแล้วมันกลับมีพลังพิเศษอย่างหนึ่งที่กลับทำให้พวกเขาพ้นขึ้นจากขอบความคิดอันปัจเจก ได้ร่วมรับรู้และแชร์สิ่งร้ายดีส่วนตัวอันกลายเป็นสิ่งใหม่ของผู้อื่น เติมเต็มกันและกันเพื่อให้เห็นแง่งามของการดำรงอยู่ เราอาจเรียกมันว่าพลังของการเยียวยา ซึ่งตรงนี้เราว่าละครมันทำได้ดีโดยเฉพาะเรื่องของการเป็นคนชายขอบของสังคมหรือคนที่มันอยู่นอกเหนือการรับรู้และเข้าใจของผู้คนในสังคมหมู่มากที่มันต้องการพื้นที่แบบนี้มากๆ

เพียงแต่พอมันเข้าสู่องค์ที่สามแห่งการคลี่คลายประเด็นที่มันเลือกที่จะเดินเข้าสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มนุษย์สายดาร์คอย่างเราเลยเริ่มถอยห่างออกมา ทำไปทำมามันก็เพราะความคิดแบบปัจเจกนั้นแหละที่เราไม่ซื้อทางออกแบบนี้ มันมีเพียงโลกใบเล็กๆแบบในละครเท่านั้นแหละที่เข้าใจ ไม่ใช่กับโลกข้างนอก มนุษย์ที่มันบอกเองว่า “เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินคนอื่น” กลับกลายเป็นคนที่พยายามชักจูงให้คนอื่นตัดสินไปได้อย่างหน้าตาเฉย(แน่นอนมันฉาบไว้ด้วยหน้าของความหวังดี) สำหรับเราองค์สามมันเลยกลายเป็นภาพจำลองของความลวง การปลอบประโลมด้วยการสร้างมายาเพื่อความสบายใจระยะสั้น ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการโรแมนติกไซร์หนูบ้าน การเอาความคิดมนุษย์ไปใส่ไว้กับสัตว์ ซึ่งนี่แหละที่เราว่ามันเป็นปัญหาพื้นฐานของปัญหาทั้งหมดของเรื่องในละคร การคิดว่าเค้าควร/ไม่ควรทำอย่างโน้น เค้าควร/ไม่ควรคิดอย่างนี้ มันเป็นปัญหาจริงๆสำหรับเรา

อย่างไรก็ตามถึงเราจะไม่ได้ปลื้มละครเรื่องนี้มากนัก (ย้ำ! นี่คือความคิดของเราเอง) แต่สิ่งที่อยากแนะนำให้คนไปดูกันคือการแสดงของนักแสดงที่เทพจริงๆ ร่าวยาวกัน 2 ชม. ไม่มีพัก โดยเฉพาะตัวละคร กาก้า ผู้แทบขโมยละครทั้งเรื่องไปเลย (ออ! มีสาวส่งพิซซ่ามาขโมยซีนแบบน่าตบอยู่อีกคน)

ปล. ในละครมีเล่นเรื่องด้ายแดงด้วย เราไม่รู้ว่าเรื่องด้ายแดงที่มันผูกโยงผู้คนเข้าหากันมันมีที่มายังไง เดาว่าน่าจะมาจากญี่ปุ่นเพราะมันทำให้เราคิดไปถึงซีรีย์เรื่องหนึ่งของญี่ปุ่นที่มันมีนัยยะนี้อยู่เหมือนกัน เดี๋ยวค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม

สำหรับใครที่สนใจอยากชม ละครเรื่องนี้จะมีแสดงอีก 2 อาทิตย์ ทุกวัน พฤ, ศ, ส, อา เวลา 19.30น. (เสาร์-อาทิตย์ เพิ่มรอบ 14.00 น.) ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่เพจของละคร https://www.facebook.com/events/1732643327012101/

 

3/5

 

 

 

Baby(ไม่)Mime: เรื่องเล่าหลังฉากแบบมีเสียงของกลุ่มละครใบ้

25/04/15 – Baby(ไม่)Mime (Babymime/ สถาบันปรีดี พนมยงค์)

11061659_10153154800212002_7887571432493674516_n

เมื่อ Babymime สามหน่อละครใบ้สไตร์สนุกสนานที่เรียกรอยยิ้มจากผู้ชมมาอย่างล้นหลามตลอดระยะเวลา10ปี ไหนๆจะฉลองครบรอบ10ปีทั้งทีพวกเขาเลยลองมาแสดงละครพูดกันดูบ้างโดยเล่าเรื่องหลังฉากของพวกเขาเองนั้นแหละ เรื่องหลังฉากที่ไม่ค่อยมีใครรู้ และแน่นอน มันมีดราม่ากว่าที่เห็นบนหน้าฉากแบบหน้ามือหลังมือ

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าเราดูละครขอกลุ่มนี้มาแทบจะทุกปี มีชอบมากบ้าง ชอบน้อยบ้างและบางทีก็เฉยๆตามปกติแต่สิ่งหนึ่งที่ต้องขอบคุณคือการเปิดโลกการดูละครใบ้ให้กับเราที่แต่ก่อนไม่เคยคิดที่จะเสพเลยแต่พอได้ลองแล้วก็พบว่ามันสร้างงจินตนาการดีจัง ไม่ต้องใช้เสียงแต่สามารถส่งความรู้สึกได้หมด

สำหรับงานนี้บอกตามตรงว่าไม่รู้มาก่อนว่าจะเป็นละครพูดเพราะไม่ได้ทำการบ้านใดๆมาก่อนเลย แรกๆเลยเหวอๆไปพอประมาณ ยอมรับเลยว่าช่วงแรกๆ ช่วงครึ่งแรกดูๆไปแล้วก็บอกกับตัวเองว่ามันไม่ใช่ง่ะ คือพอมันพูดปั๊บมันดูไม่น่าเชื่อขึ้นมาทันทีซึ่งแง่นี้อาจเพราะเราไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนปอกรกับการที่ตัวเรื่องมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก การพูดมันเลยทำให้มันกระจ่างไปหมด ไม่มีอะไรให้ติดตาตรึงใจ เป็นการเล่าเพื่อให้คนดูตามเรื่องตามเหล่านักแสดงไปเรื่อยๆ คือเราพบว่าเอาเข้าจริงหากมันถูกเล่าเป็นละครใบ้มันจะไปได้สุดทางมากกว่า จินตนาการเราไปได้ไกลกว่าและเชื่อว่าจะเศร้าและซึ้งกว่านี้แน่ๆ

อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้ถึงกับน่าผิดหวังขนาดนั้น สิ่งที่เบบี้มามมีและโดดเด่นเสมอยังคงอยู่ครบทุกกระบวน ยังคงเต็มไปด้วยความสนุกเฮฮา การมองโลกด้วยความสดใสเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝันอันเป็นธีมที่พวกเขามักกล่าวถึงอยู่เสมอ กอปรกับเรื่องราวของมิตรภาพที่อาจทำให้คนดูหลายๆคนโดยเฉพาะคนที่ติดตามพวกเขามาโดยตลอดอินไปกับตัวเรื่องได้อย่างง่ายดาย ทำให้อมยิ้มออกจากโรงได้เสมอๆ

ออ! แล้วนักแสดงรับเชิญในแต่ละปีก็โดดเด้งทุกคนจริงๆ สร้างสีสรรค์ได้เยอะทีเดียว

สำหรับคนที่สนใจ การแสดงจะยังมีอยู่ไปจนถึงวันที่ 4 พ.ค. 58 สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ในเพจของ Babymime เลยจ้า

3/5

TaTa & TunTun Story

11/05/14 – TaTa & TunTun Story (ณัฐพล คุ้มเมธา, ณัษฐภัทร์ คุ้มเมธา/ B-floor Theatre สถาบันปรีดีพนมยงค์ ทองหล่อ)

 

10155725_10152330332872002_8387834497528636619_n

แรกๆก็หวั่นนะว่ามันจะสว่างไสวโลกสวยเกินไปหรือเปล่า? ยิ่งเป็นเรื่องของพ่อ-ลูกด้วยแล้วยิ่งหวั่นเข้าไปใหญ่เลยกับคนเกลียดเด็กอย่างเรา ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็เป็นแบบที่เราคิดไว้เลย มันสว่างไสวมาแต่ไกล แต่แล้วไม่ทันไรกำแพงต่อต้านและอคิติของเราก็พังทลายลงอย่างราบคาบด้วยการแสดงของพ่อลูกคู่นี้ที่สามารถนำพาเราหวนกลับไประลึกถึงช่วงวัยก่อนที่เราจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายแบบตอนนี้ได้ นอสตาเจียไปยังความสัมพันธ์เล็กๆแต่ยิ่งใหญ่กับป่าป๊าของตัวเอง โอเคล่ะแม้ว่ามันจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนักแต่เราพบว่ามันจับโม้เม้นต์แบบนั้นและถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างอยู่มือและดีจริงๆ กอปรกับการเสริมด้วยเรื่องเล่าของพระจันทร์กับพระอาทิตย์ในช่วงท้ายอันเป็นการปิดม่านละครลงได้อย่างหมดจดงดงาม จนอดรู้สึกไม่ได้ว่าไอ้ความ “สวยๆ” แบบนี้มันคงเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันนะ ไม่งั้นมันคงไม่อยู่กับเราตลอดเวลาเพื่อให้เราระลึกถึงตลอดแบบนี้หรอก นานๆทีได้โลกสวยบ้างก็โออยู่นะ

แต่ทั้งหมดทั้งหลายทั้งมวล ต้องขอยกความดีความชอบทั้งหมดเหล่านั้นให้กับนักแสดงพ่อลูกคู่นี้จริงๆ เข้าขาและเพอร์เฟคจริงๆ

 

5/5

14th Pantomime in Bangkok: ละครใบ้ในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 14 (หลายคณะ/ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต)

943058_654741561219124_292679066_n

นานๆดูละครใบ้ทีนึงก็ดีเหมือนกัน ครั้งนี้ได้ครบรสดีด้วย หลากหลายดีแถมยังก่อให้เกิดคำถามให้ไปคิดหาข้อมูลต่อยอดได้อีก อิ่มเอมดีๆ ไล่เรียงตามการแสดงตามนี้:

CRU CRU Cirque: กลุ่มละครใบ้ 3 คนจากญี่ปุ่นที่เน้นการแสดงแบบละครสัตว์ โชว์ความสามารถมากกว่าการเล่าเรื่อง ในแง่ของการเป็นโชว์เปิดงานก็ถือว่าโอเคอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรติดหัวหลังดูจบเท่าไหร่นอกจาก เออ! มึงเก่งดี

KO JEA-KYOUNG: เป็นโชว์ที่ชอบที่สุดของงานนี้อันว่าด้วยชายที่ตื่นจากฝันแล้วพบว่ามีเส้นผมงอกขึ้นมาจากทุกส่วนในร่างกาย คือจากการที่ได้ดูละครใบ้ส่วนใหญ่ของเรามักจะพบกับแนวเรื่องที่ไม่ขำขันก็ดร่าม่าน้ำตารินซะเป็นส่วนใหญ่ พอมาเจองานที่มันแลดูเซอร์ๆและหลอนๆแบบนี้มันเลยเซอร์ไพร์สมาก กอปรกับด้วยรูปลักษณ์หน้าตาและบุคลิกของศิลปินด้วยมันเลยยิ่งขับความเหวอหลอนเข้าไปอีก แน่นอนการเคลื่อนไหวร่างกายในตอนนี้ถือได้ว่าสุดยอดมากๆ

KAZUKI YANO: คนไทยคงคุ้นเคยดีกับนักแสดงผุ้นี้ดีแต่เรากลับเพิ่งเคยได้ดูเขาแสดงละครใบ้เป็นครั้งแรกซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ตลกครับ ตลกจริงๆ ตลกฉิบหาย เรื่องของซามูไร BTS กับซามูไร Subway ที่ทำเราขำในเกือบทุกวินาที

BABYMIME: คงไม่ต้องเกริ่นอะไรกับกลุ่มละครใบ้ของไทยกลุ่มนี้ ครั้งนี้พวกเขาเอาเรื่อง “ใจยักษ์” ของพวกเขาเองมาต่อยอด เล่าเรื่องของยักษ์ในบริบทต่างๆโดยเพิ่ม แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ และนางผีเสื้อสมุทรเข้ามาโดยที่ยักษ์ตัวท้ายนั้นออกมาร้องเพลงวินนี่ ฮู๊สตัน แบบฟินมหาฟิน!!!!!

KANIKAMA (KOJIMAYA MANSUKE & HONDA AIYA): ละครของกลุ่มนี้น่าสนใจสำหรับเรามากๆ มันว่าด้วยเรื่องของการทำฮาราคีรีที่เราเชื่อเสมอมาว่าเป็นพิธีกรรมศักสิทธิ์ แต่ในการแสดงนี้(ด้วยคนญี่ปุ่นเอง)กลับกลายเป็นเหตุการณ์ตลกๆไปมันเลยทำให้เราสงสัยไปในสองมิติ หนึ่งคืออะไรทำให้เรารู้สึกว่าความตายแบบนี้มันศักสิทธิ์เกินกว่าที่จะนำมาเล่นตลก? สองคือคนญี่ปุ่นมองความตายในแง่มุมไหนกันบ้าง? คำตอบของคำถามแรกอาจคือการที่เรานำแนวความคิดที่ถูกหล่อหลอมและขัดเกลามาตลอดการใช้ชีวิตของเราเอง(แบบไทยพุทธ)ไปจับแทนบริบทจริงๆของมันเอง การได้เห็นการล้อเล้นกับความตายแบบนี้มันเลยทำให้คิดถึงความเชื่อและแนวคิดทางศาสนาของเราเองในอีกมุมมองหนึ่ง ส่วนคำถามที่สองนี่คงต้องไปศึกษาดูอีกทีกับประเทศที่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวความตายเป็นสรณะ กำลังคิดอยู่ว่ามีหนังญี่ปุ่นเรื่องไหนบ้างที่มันล้อเล้นกับความตายให้มันกลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาแบบนี้บ้าง? (ไม่ใช่เพื่วิภากษ์สังคมอย่าง Sucide Club หรือสวยงามแบบ Departures)

ส่วนตัวการแสดงนั้น เราชอบมากๆกับความเข้าขาของทั้งคู่พร้อมกับการแสดงหน้าตายที่ทำให้เรานึกไปถึงหน้า ทาเคชิ คิทาโน่

GURI GURI GIRLS (HATORI HISAYO): คุณป้าหน้ากากซิ้ม เล่าเรื่องเด็กน้อยกลางสายฝนประกอบเพลง Singin’ in the Rain น่ารักเริงร่าดี (แต่เอาจริงๆชอบหน้าป้าแกตอนไม่ใส่หน้ากากมากกว่านะ 555)

YAMADA TOUSHI: เป็นโชว์ที่ดราม่าที่สุดว่าด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์พ่อ-ลูกกับเหล้าสาเก ส่วนตัวเราเฉยๆกับตัวเรื่องแต่ทึ่งกับความสามารถของศิลปินในการรับบทของตัวละครทั้งสองตัว (ที่ยังจำแนกเรื่องช่วงวัยไปอีก) โดยเฉพาะแววตาที่ในฉากหนึ่งเป็นคนแก่ชราโรยราแต่เมื่อหมุนตัวกลายเป็นอีกตัวละครหนึ่งที่มาพร้อมแววตาหม่นเศร้าน้ำตาซึม ไม่รู้ทำได้ยังไง สุดยอดมาก

5/5