Movie

Film I’ve seen in May 2017

01/05/17 – Personal Shopper (Olivier Assayas/ France, Germany/ 2016) – 4/5

ที่ชอบหนังมากๆคือการที่มันทำให้เรารู้สึกประหลาดแบบสุดๆด้วยความเป็นหนังผี หนังผีแบบยุโรปที่เราแม่งแทบจะนึกภาพไม่ออก มีโฉ่งฉ่างบ้างแต่ก้ยังคงรักษาระดับรสนิยมแบบย6โรปอยู่

แต่ส่วนที่ชอบที่สุดนั้นกลับไม่ใช่เรื่องการมีตัวตนอะไรนั้นแฮะ แต่คือการที่มันโยงเรื่องผีสางวิญญาณเข้ากับเรื่องศิลปะกับวิทยาศาสตร์ โอโห ชอบมาก คือพอหนังมันบอกว่าอีเลขฐานสองมันอาจมาจากการสื่อสารกับผี อีการที่ตัวนางเอกคุยแชตกับผีมันเลยชอบธรรม ไม่เขอะเขินและดีฉิบหายเลย

ปล. ซีนผีเดินออกจากโรงแรมนี่มหัสจรรย์มาก

01/05/17 – Leviathan (Lucien Castaing-Taylor, Verena Paravel/ France, UK, US/ 2012) – 4/5

โอโห มึงถ่ายกันยังไง

รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวปลากันเลยทีเดียว ที่สำคัญคือเห็นเลยว่าอุตสาหกรรมประมงแม่งโหดฉิบหาย

ควรดูจอใหญ่ๆจริงๆ

03/05/17 – Guardians of the Galaxy Vol.2 (James Gunn/ US/ 2017) – 3/5

ก็เข้าใจนะว่าธีมของหนังมันคือเรื่องมิตรภาพ แต่คือพอมันยัดเข้ามาเยอะๆมันก็ทำเอายี้เหมือนกัน ไหนจะพ่อ-ลูก ไหนจะพี่-น้อง ไหนจะสายสัมพันธ์ต่างสายเลือดหรือแม้แต่เรื่องมิตรสหายกลับใจ แม่งเยอะเกิ้น

ก็ยังโชคดีที่ได้บุญเก่า คือเราอยู่ในฝั่งที่ชอบหนังภาคแรกมากๆน่ะ อะไรที่มันมีเหมือนในภาคแรกนั้นเราบันเทิงกับมัน มันเลยเป็นหนังที่ดูสนุกเป็นห้วงๆเป็นช่วงๆเสียมากกว่า ไม่ถึงกับผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ชอบอะไรมันมากมายนัก

อนึ่ง เกลียดอีตัวละคร เมนทีส จังเลย ตัวละครที่ถูกออกแบบให้มีหน้าที่แค่สื่อสารสิ่งที่พูดโต้งๆไม่ได้ มันดูเล่นง่ายไปนิด

05/05/17 – I Am A Hero (Shinsuke Sato/ Japan/ 2015) – 4.5/5

หัวใจจะวาย สนุกมากกกกกกกกกกก

ชอบการออกแบบซอบบี้ ทั้งในแง่ของกายภาพที่ดูสดใหม่และน่าขนลุกสุดๆ และอีกแง่อันว่าด้วยไอเดียของการติดอยู่กับอดีตของการเป็นซอมบี้

แม้ประเด็นจะไม่ได้ใหม่แบบน่าตื่นเต้น แต่การที่มันพูดเรื่องฮีโร่แบบปัจเจคชนคนเสียงเล็กๆนี่มันดีจัง เราเลยชอบตอนจบของมันมากๆที่ว่าการเป็นฮีโร่แม่งไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้เลยนี่หว่า

ออ! เสียใจด้วย Train to Busan เชิญเข้าช่องผักได้แล้วค่ะ

06/07/17 – Ilo Ilo (Anthony Chen/ Singapore/ 2013) – 4.5/5

ได้ดูซักที คลายบาปของตัวเองได้แล้ว หนังดีงามน้ำตาไหล

พล๊อตอันว่าด้วยชีวิตครอบครัวชาวจีนในสิงคโปร์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่บริษัทต่างๆทยอยเลย์ออฟคนงาน มีคุณพ่อที่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงครอบครัว คุณแม่ท้องแก่ใกล้คลอดที่ก็ต้องรักษาตำแหน่งหน้าที่การงานของตัวเองเอาไว้ ตลอดจนลูกผู้สร้างแต่ปัญหาให้หนักอกจนต้องไปจ้างพี่เลี้ยงมาจากฟิลิปปินส์ พี่เลี้ยงที่ก็เข้ามาทำงานในสิงคโปร์ด้วยเงื่อนไขเดียวกันคือหาเงินเลี้ยงชีพและส่งเสียลูกที่ยังเล็ก

ด้วยพล๊อตที่สามารถดราม่าได้ล้านแปด แต่หนังกับไม่เลือกที่จะเล่าแบบนั้น นั่นจึงเป็นข้อดีของหนังที่เราชอบมาก น้ำเสียงเรียบๆคือลิ่มอันทรงอานุภาพที่จะค่อยๆกระเทาะมิติความเป็นมนุษย์ มิติสังคม มิติทางความสัมพันธ์ออกมาให้เราได้เห็น ภาพความอ่อนแอของพ่อ ความริษยาของแม่ การเติบโตของลูกและการดิ้นรนของคนใช้ เหล่านี้คือความเป็นมนุษย์ที่เราได้เห็นจากหนังเรื่องนี้

และสุดท้ายน้ำตาก็ไหลพรากเมื่อหนังมันบอกกับเราว่า “เพื่อที่จะรักษาบางอย่างไว้ เราอาจจำเป็นต้องสูญเสียบางอย่างไป”

07/07/17 – The Treacherous (Min Kyu-dong/ South Korea/ 2015) – 2/5

พล๊อตว่าด้วยราชวงศ์อะไรซักอย่างของเกาหลี ที่กษัตริย์เป็นบ้า บ้าทั้งสมองและกาม มีผู้ติดตามเอาใจที่มีหน้าทีเกณฑ์หญิงจากทั่วประเทศมาเข้าฮาเลม ประชาชนก็โกรธซิ น้องนางเอกเป็นลูกของคนขายเนื้อที่ต้องการเข้าวังเพื่อฆ่ากษัตริย์แต่บังเอิญเคยมีอดีตกับผู้ติดตามคนสนิทของกษัตริย์ มันก็เลยเอาไว้เป็นดราม่าเล็กๆของเรื่อง

ดูไปก็งงไปว่าพวกมึงทนกับอีกษัตริย์แบบนี้ได้ยังไงว่ะตั้งนานสองนาน รำคาญมาก

แต่ประเด็นจริงๆคือดูเพราะตามนางเอกมาง่ะ ชอบนางจาก Obsessed (2014) แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยโชว์เลย โธ่!

10/05/17 – ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ/ ไทย/ 2017) – 3.5/5

พอมันไม่มีตัวละครที่มีโพซิชั่นแบบกูเลยในหนัง (พวกไม่มีทั้งเงินและสมอง จะจ่ายเพื่อโกงยังไม่มีปัญญา) ก็เลยได้แต่ อือ! หรา! เคคะ! เอาเลยจ๊ะ! อย่างนั่นแหละ! เอาเลย! ลุ้นๆๆ! แล้วก็ “ไม่นะ!” ตอนหนังจบ

แต่ยอมรับว่าหนังสนุกดี บันเทิงมาก ลุ้นดี งานเนียบ นักแสดงดี แม้จะไม่อินกับตัวเรื่องแต่ก็สนุกกับตัวหนังมากทีเดียว

แต่ที่ชอบสุดคงเป็นเรื่องด้านมืดและโอกาสการเข้าถึงเรื่องการศึกษาในไทยที่ไม่เท่ากัน ณ ที่นี้เราจึงอยู่ทีมแบงค์และเกลียดตอนจบ

อนึ่ง ชอบการโยกหัวเล็กๆของลินมากอย่างไม่มีเหตุผล ชอบมากกกก

ออ! ซีนแห่งปี “อนาคตแห่งการซักผ้า” รุนแรงเหี้ยๆ

14/05/17 – In The basement (Ulrich Seidl/ Austria/ 2015) – 3/5

ก็แรงสมกับหนัง อุลริช ซีเดิล ในเรื่องนี้เป็นสารคดี(ที่ก็มีแอบเซ็ตติ้งขึ้นมาอยู่บ้างแหละ)นำพาคนดูไปดูกิจกรรมของผู้คนที่กระทำในห้องใต้ดิน แน่นอนแหละว่ามันต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วในหนังของซีเดิล ซึ่งก็เวียนวนไปด้วยเหล่าคนเหยียดอิสลาม, นักดนตรีผู้เทิดทูนฮิตเลอร์, คุณป้าเลี้ยงเด็กทารกที่ตายแล้ว, นักล่าและแดกสัตว์ที่ภูมิใจในการกระทำของตัวเอง, ชีวิตรัก S&M หรือแม้แต่กระหรี่เบื่อชีวิตและนักเที่ยวผู้ภูมิใจในกามกิจของตัวเอง

ด้วยความที่ห้องใต้ดินมักให้ความรู้สึกถึงการเป็นดินแดนแห่งความลับ แห่งเรื่องส่วนตัว ความเหวอแดกประหลาดโลกของมันจึงเป็นสิ่งที่แข็งแรงที่สุดของหนังเพราะมันคือการเปิดโลกการรับรู้ของคนดูว่า เออ โลกเรามันก็มีรสนิยม ความเชื่อ ความคิดที่แตกต่างหลากหลาย (แต่หากจะคิดว่ามันเซ็ตขึ้นมา นั่นก็อีกเรื่องนึง)

อย่างไรก็ตาม ความที่มันเป็นเพียงแค่การตามไปดูเหล่าผู้คนและกิจกรรมของพวกเขาเท่านั้น หนังมันเลยไม่ค่อยมีผลกับต่อมอารมณ์ของเราเท่าไหร่ ได้แค่ช๊อคกับภาพ กับเรื่องราว แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก

อนึ่ง ชอบภาพที่ ผกก ให้เหล่าผู้คนยืนมองกล้องอยู่นิ่งๆในห้องใต้ดินของตัวเองมาก

17/05/17 – Harmonium (Kôji Fukada/ Japan/ 2016) – 3/5

ไม่ถึงกับชอบมากอย่างที่คิดไว้แต่แรกแฮะ

เอาเข้าจริงเราว่ามันก็เดินทางสูตรอะนะ เพียงแต่พอมันเป็นญี่ปุ่นและถูกเล่าด้วยความนิ่งมันเลยดูเลือดเย็น ครึ่งแรกแลดูหวานแต่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนที่ครึ่งหลังเรื่องจะถูดบิดและดันตัวละครให้ตกสะพานอยู่ตลอดเวลา

ส่วนที่ดีและเราชอบที่สุดคงเป็นเรื่องการเก็บงำความลับของตัวละครที่มันส่งออกมาถึงบรรยากาศแวดล้อม อันนี้แหละที่มันน่าขนลุก

21/05/17 – Frantz (François Ozon/ France, Germany/ 2016) – 5/5

รักหนังมากๆ อยากเขียนถึงยาวๆ แต่คงเป็นไปไม่ได้ ฮือๆๆ

เป็นหนังที่ธีมของมันแสนน้ำเน่า ที่พูดถึงเรื่องการสูญเสีย ความเกลียดชัง ความรักและการลวงหลอก แต่มันกลับถูกร้อยเรียงออกมาได้อย่างงดงามเหลือเกิน

ชอบที่หนังเล่นเรื่องความจริง-ความลวง ทำให้เราไม่อาจโอนเอียงให้ค่าด้านใดด้านหนึ่งได้เลย ความจริงอาจมอบความทุกข์แต่ก็ทำให้คนเดินก้าวข้ามไปได้ ในขณะที่ความลวงจะสามารถทำให้คนสุขใจได้แต่มันก็เต็มไปด้วยควมทุกข์กับบางคน

ดูจบสงสารนางเอกมาก รักนางสุดๆ

ออ! ชอบกับการเล่นภาพขาวดำกับภาพสีในหนังแบบสุดๆๆๆๆๆ ภาพขาวดำสำหรับความทุกข์และหม่นเศร้า ภาพสีสำหรับความรักและความสุข

26/05/17 – Cosmic Sex (Amitabh Chakraborty/ India/ 2014) – 2/5

เมื่อเซ็กซ์ถูกจับมารองรับเรื่องราวทางจิตวิญญาณ เมื่อนั้นกูก็ได้แต่อุเบกขา กูเข้าไม่ถึง กูขอบาย กูขอดูเซ็กซ์แบบมีสีมีสันดีกว่า

ออกตัวก่อนว่าที่ดูหนังเรื่องนี้เพราะเราชอบ Qaushiq Mukherjee (AKA. Q) คนทำหนังอินดี้อินเดียที่ทำหนังที่เราชอบมากๆอย่าง Gandu (2010) เลยลองหาหนังอินดี้อินดี้อินเดียมาดูเพิ่ม

เอาจริงๆถ้าเรามีพื้นเรื่องความเชื่อหรือแนวคิดตามแนวลัทธิต่างๆในอินเดียบ้างก็คงจะจับต้องหนังได้มากกว่านี้และคงไม่รู้สึกกับหนังแบบนี้ แต่ก็นั้นแหละสุดท้ายก็เฟลกับหนังอย่างหมดหนทางเยียวยา

อย่างไรก็ตาม ชอบการเล่นใหญ๋ขอกระเทยแม่เล้ามาก

29/05/17 – Mustang (Deniz Gamze Ergüven/ France, Germany, Turkey, Qatar/ 2015) – 5/5

เอาเข้าจริงแล้วหนังไม่ได้มีอะไรใหม่เลย มันเล่าเรื่องของเด็กสาวกำพร้า 5 คนที่อยู่ร่วมกันประหนึ่งพี่น้องร่วมสายเลือดกับการจัดการความนึกคิดและชีวิตของตัวเองในสังคมอนุรักษ์นิยมที่ชายเป็นใหญ่และยังคงประเพณีโบราณคร่ำครึ แล้วยิ่งการให้พี่น้องทั้ง 5 ได้พบทางออกที่แตกต่างกันไปมันก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แถมดีไม่ดีผู้ชมอาจรู้สึกได้ว่าหนังมันเพลย์เซฟเกินไป แต่โชคดีที่หนังมันทำให้คนดูอย่างเรามองข้ามจุดนั้นไปได้ด้วยเพราะองค์ประกอบอื่นๆที่มันดีมากเสียจนเรายกใจให้ เล่าเรื่องดี ภาพสวย นักแสดงมีเสน่ห์และสั่นสะเทือนเราได้เล็กๆเมื่อหนังจบลง

อีกส่วนที่ชอบมากๆและน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครหลักได้เลยคือตัวบ้าน สถานที่ๆแทบจะกลายเป็นเรือนจำกลายๆ แล้วหนังก็ฉลาดมากที่ใช้คุณสมบัติข้อนี้มาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเรื่องในช่วงท้าย

ชอบตัวละคร เยซิน ชายขับรถไร้แบล็คกราวด์ที่มาที่ไป ชอบตัวละครน้าสาวผู้วิ่งออกไปเควี้ยงหินใส่เสาไฟ และชอบพี่สาวคนกลางกับการเปรียบเทียบตัวเองกับนิ้วกลาง

Film I’ve seen in April 2017

01/04/17 – I Am Trash (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2014) – 4/5

ดูจบรู้สึกโชคดีที่แค่โดน ผกก จับนมเมื่อตอนงานเวิร์ลฟิล์มฯ ไม่โดนมากกว่านั้น 555

นี่สิหนังครอบครัวแบบที่เราต้องการ ครอบครัวสามพี่น้องที่คนเล็กเป็นมนุษย์ขี้เงี่ยนระดับเสียสติ คนกลางเป็นทหารเกย์ตุ๋ยเพื่อนอ้วน ส่วนคนโตนี่เป็นคนกวาดถนนผู้ดูจำเป็นต้องดูแลน้องๆขณะพ่อติดคุกเนื่องจากไปเอาเด็ก เรื่องราวในหนังเล่าเรื่องหลังจากผู้พ่อกลับมา แต่ขอโทษจ๊ะหนังไม่มีอาการสำนึกผิดใดๆทั้งนั้น ใครเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไปจนสุดทาง แถมสามพี่น้องนี่ก็ก่ำกึ่งว่าจะ incest

โสมมทุกภาคส่วน (คำชม) ตัวเนื้อเรื่องและตัวละครนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าชัดแจ้งขนาดไหน ส่วนเนื้อในนะหรือ มันคือการบอกว่า ความรักความห่วงใยในทางหนึ่งแม่งคือตัวทำร้ายล้างชั้นดี

ชอบสภาพบ้านเมืองในหนังมาก โสมมพอกันที่ดูไม่เหมือนเกาหลีเอามากๆ

07/04/17 – Weiner (Josh Kriegman, Elyse Steinberg/ US/ 2016) – 4/5

โอโห อะไรมันจะเลยเถิดได้ขนาดนี้ ความสุดของแม่งคือจากที่ต้องการบันทึกการคัมแบ็คกลับกลายมาเป็นการถมกลบไปเสียอย่างนั้น

เราไม่ได้รู้สึกถึงอีความเงี่ยนอะไรของอีตาวีเนอร์เท่าไหร่ แต่รุ้สึกถึงการควบคุมอารมณ์ของนางที่เหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตลงเหวมากกว่าการโชว์จู๋แชตเซ็กซ์เสียอีก คือเหมือนมันจะเป็นจุดเด่นมากๆเมื่อถูกใช้ในการทำงาน (การพูดด้วยความรุนแรง ฉะฉาน พูดแทรกด้วยคำพูดที่คิดมาดี) แต่มันจะกลายเป็นจุดด้อยทันทีเมื่อเอามาแก้ต่างด้านลบของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในสารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่ตัววีเนอร์ แต่คือเมียของเขา โอโห มิติเยอะและลึกมาก สายตานางเอยหรือกับทุกคำพูดที่ถูกคิดมาอย่างดี การได้เห็นสองด้านในคู่ผัว-เมียนี้ในหนังมันเลยรุนแรงมากทีเดียว

อนึ่ง ชอบอีน้องนางพายแอ็ปเปิ้ลที่ดังได้เพราะวีเนอร์ แล้วก็เกาะตัวเขาให้ดังขึ้นเรื่อยๆ เห้ถูกใจดี

09/04/17 – Golden Slumbers (Davy Chou/ France, Cambodia/ 2011) – 4/5

ในที่สุดก็ได้ดูเสียทีหลังจากได้ยินเสียล่ำลือมานานแสนนาน

สิ่งที่วิเศษมากๆของหนังสารคดีเรื่องนี้อันว่าถึงยุครุ่งเรืองของภาพยนต์กัมพูชาก่อนการบุกของเขมรแดงที่ทุกสิ่งทุกอย่างอันเกี่ยวเนื่องกับภาพยนต์นั้นถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น คือการที่หนังมันไม่ได้ต้องการพูดถึงความเลวร้ายเหล่านั้นแต่มันกลับวางตัวเองยืนอยู่บนความตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองของยุคสมัยนั้นมากกว่า ซึ่งดีงามมากจริงๆเพราะความดราม่าของมันคือการนอสทาเจีย ไม่ใช่ความเลวร้ายของยุคการปกครองโดยเขมรแดง

หนังตามสัมภาษณ์ทั้งเหล่าคนทำหนัง นักแสดงและซีเนไฟล์กัมพูชา กอปรกับภาพของสตูดิโอ พื้นที่ๆเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหรือแม้แต่โรงหนังเก่าที่เคยรุ่งเรืองในอดีตที่ปัจจุบันมันถูกเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแบบหน้ามือ-หลังมือ ส่วนตัวชอบและรู้สึกกับภาพจากกล้องที่ไล้เรียงไปในโรงหนังเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นคาราโอเกะบ้าง ที่พักซ่อมซ่อบ้าง โต๊ะสนุ๊กบ้างหรือแม้แต่กลายไปเป็นร้านอาหาร ที่ซึ่งในมวลภาพเหล่านั้นมันจะมีเหล่าผู้คนที่นั่งชมความบันเทิงผ่านทางสื่อภาพเคลื่อนไหวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันให้ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ว่าสภาวะจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร ภาพยนต์ก็ยังอยู่คู่กับมนุษย์ไม่เสื่อมมนต์

อีกเรื่องที่ชอบมากๆคือเหล่าคนทำหนังที่มาเล่าถึงชีวิตของตนเอง จากยุครุ่งเรืองไปจนยุคหลังจากที่เขมรแดงถูกโค่นอำนาจลง เรื่องเล่าที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากภาพยนต์และยังถือเป็นการการส่งทอดเรื่องราวของตนเอง ของภาพยนต์กัมพูชาต่อไปอีกทอดหนึ่ง

10/04/17 – สยามสแควร์ (ไพรัช คุ้มวัน/ ไทย/ 2017) – 2/5

ออกจากโรงมาด้วยความหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าหนังมันไม่ดี แต่แค่รู้สึกว่าหนังมันไม่ทำงานกับเราเลยจริงๆ ปัญหาของเราคือการที่เราไม่ฟิตอินกับเหล่ามวลเรื่องราว ตัวละคร เหตุการณ์แวดล้อมต่างๆในหนังเลย แต่เราชอบแก่นประเด็นที่หนังมันต้องการจะบอก

ด้วยความที่เป็นคนไม่หือไม่อือกับหนังผีอยู่แล้ว หนังผีส่วนใหญ่ทำอะไรเราไม่ค่อยได้ ในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น (ถ้าจะคิดว่าส่วนหนึ่งมันเป็นหนังผีอะนะ) ในแง่ของความเป็นหนังผีในเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงหนังอย่าง The Eyes Diary คนเห็นผี ของมะเดี่ยว คือไม่ได้รู้สึกถึงความน่ากลัวอะไร อาจจะตีค่าแทนความลงไปได้แต่ก็ในแบบที่ไม่ได้รู้สึกกับมันจริงๆ

ต่อมาขอพูดถึงสยามฯ แม้เราจะเป็นเด็กฝั่งธนฯ ช่วงมัธยมปลายก็มีช่วงไปเรียนติวตามกระแสเขาบ้าง แต่เรากลับไม่ได้ผูกพันใดๆกับสยามฯเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ๆฟุ้งเฟ้อ เยอะและไม่เหมาะกับเราเลยจริงๆ ยกเว้นเพียงแต่การไปดูหนัง แวะซื้อนิตยสารหนังที่ดอกหญ้าหรือแวะกินเตี๋ยวข้างสกาล่า ที่เหลือเราแทบจะไม่มีความทรงจำใดๆกับสยามฯ

ส่วนเรื่องราวมิตรภาพ ความรัก ความสัมพันธ์ของเหล่านักเรียนเอกชนในหนังเรารู้สึกว่ามันยืดยาดน่าเบื่อ อาจเพระาด้วยช่วงวัยด้วยมั๊ง แต่ตอนดูก็พยายามคิดถึงตัวเองในช่วงมัธยม แต่ก็ยากที่จะแนบเคียง

สุดท้ายก็ดูด้วยความเนื่อยๆ จนหนังมันเริ่มเข้าสู่ประเด็นนั้นแหละที่ทำให้กลับมารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง การทวิสตัวผีด้วยประเด็นตัวตน ตามด้วยเรื่องความผิดพลาดที่แก้ไขกลับคืนไม่ได้ จึงเป็นส่วนที่เราชอบที่สุดในหนังเพราะมันช่วยคลี่คลายสิ่งต่างๆนาๆที่หนังพยายามเล่า พยายามผูกปมไว้ให้เราไม่หงุดหงิดจนเกินไปนัก (แม้จะอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึง เมธาวีฯ ของเต๋อ) อย่างไรก็ตาม การขมวดจบในวาระเดียวแถมยังต่อยอดไปไม่ยอมจบของมันก็ยังคงทำให้หงุดหงิดอยู่ดี

สรุปคือ น้องพลอยดีงามมาก

ปล. ชอบซีเควนซ์ความฝัน ชอยเทคนิคในซีนนี้

11/04/17 – Moebius (Kim Ki-Duk/ South Korea/2013) – 3/5

ชอบความประหลาดบ้าบอในเส้นเรื่องที่เสือกตั้งหน้าตั้งตาเล่าแบบซีเรียสจริงจังของมันมากๆ ดีใจที่คิมคีด๊อกทำหนังเหมือนยุคแรกๆของเขา 555

หนังก็ชัดอะนะว่ามันพูดถึงอะไร ครอบครัวพังเพราะกระเจี๊ยวอันเดียวในฉบับที่เหวอแดก

แต่ก็ยังคงจบแบบ เหี้ยอะไรของมึง อยู่ดี

12/04/17 –  Get Out (Jordan Peele/ US/ 2017) – 4/5

โอโห ยอมค่ะ สุดขีดมาก จังหวะมึงเทพมาก นึกไปถึง It Follows ในช่วงแรก และ Martyr ในช่วงหลัง

ประเด็นผิวสีนี่คือเหี้ยมากนะ แต่คืดดี เหมือนจะเหยียดแต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก พอจะไม่เหยียดเสือกรู้สึกว่ามึงเหยียดแน่ๆ

ชอบตัวละครแม่บ้านสัดๆ หลอนเหี้ยๆ

12/04/17 – Triangle (Christopher Smith/ UK, Australia/ 2009) – 2.5/5

ชีวิตติดบ่วง

ในหนังแนวนี้ Predestination ทำไว้เลิศเลอที่สุดแล้ว ได้ดูเรื่องนี้ทีหลังเลยไม่ได้รู้สึกว้าวอะไร

แต่ชอบเงื่อนไขของตัวนางเอก ชีวิตปล่อยวางไม่ได้ก็เหนื่อยกันไป

12/04/17 –  John Wick (Chad Stahelski, David Leitch/ US/ 2014) – 3/5

ชอบภาคสองมากกว่าแฮะ ภาคนี้รู้สึกน้ำเน่า 555 แต่ก็เข้าใจเมื่อต้องปูพื้นตัวละคร ภาคนี้เลยเหมือนการจ๊อกกิ้งส่วนภาคสองนี่คือการวิ่งสปิ๊น

 

 

 

14/04/17 – What’s for Dinner, Mom? (Mitsuhito Shiraha/ Japan/ 2017) – 2/5

คือเราเพิ่งดู Song of the Exile ไปไม่นานและชอบมากๆแบบว่าติดท๊อปประจำปีแบบชัวร์ๆน่ะ แล้วหนังเรื่องนี้มันดันทำให้เรารู้สึกถึงหนังแอนฮุนเรื่องนั้นตลอดเวลา สลัดไม่หลุด

ผลที่ได้คือรู้สึกว่าหนังลำไยเหลือเกินจนอยากให้แอนฮุยมาจิกตาใส่

 

14/04/17 – We Are X (Stephen Kijak/ UK, Japan, US/ 2016) – 4.5/5

ทำไมชีวิตพวกพี่ถึงดรามาติกขนาดเน้!

โห แล้วเพลงของพวกพี่อีก จากที่ไม่เคยใส่ใจฟังตอนนี้เริ่มอยากหามาฟังละ

ไม่แปลกใจละ ทำไมคนถึงกรี๊ดกันสลบจนถึงกับยอมตายตาม ชีวิตพวกพี่เอยมเพลงพวกพี่เอย ผมนี่ก็ยอมไปด้วยเลย

ต่อไปก็หาเพลงมาฟัง

15/04/17 –  The Pearl Button (Patricio Guzmán/ France, Spain, Chile, Switzerland/ 2015) – 5/5

ก้มลงกราบตีน

จากการค้นหาผู้เสียชีวิตในทะเลทรายแนบเคียงเรื่องราวทางดาราศาสตร์ใน Nostalgia For the Light เรื่องนี้ย้ายไปอยู่ในทะเล แนบอิงดาราศาสตร์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือประวัติศาสตร์ native ในชิลี การ civilize และจุดจบอันสั่นสะเทือน

แม้ช่วงแรกที่เป็นการเกริ่นนำอันยาวกว่าชั่วโมงจะแอบน่าเบื่อ แต่พอมันเข้าสู่ประเด็นเท่านั้นแหละ ที่ว่าน่าเบื่อนั่นกลับมามีพลังหมดเลย สุดมาก

16/04/17 – Like Father, Like Son (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2013) – 2.5/5

แหงะ ไม่ชอบเลยอะ ไม่ชอบเลย

ไม่ซื้อเลยจริงๆกับเรื่องสายเลือดอะไรนั่น เช้ยเชย แถมหนังยังขยันบี้ประเด็นด้วยการซ้อนเรื่องแม่เลี้ยงเข้าอีก งืออออ

 

16/04/17 – The Neon Demon (Nicolas Winding Refn/ US, Denmark, France/ 2016) – 3/5

ชอบความเหวอแดกไม่แคร์ใดๆในช่วงท้ายมากๆ มีความตะวันออกแบบแดกเด็กเพื่อความเป็นอมตะ 555

วิชวลบ้าพลังหายห่วงตามสไตร์เรฟิน แต่เรื่องราววงการนางแบบและความงามอะไรนั่นเราเฉยๆ

ออ นี่มันหนังของ จีน่า มาโลน ใช่ไหม

17/04/17 – Sara (Herman Yau/ HK/ 2015) – 2/5

สาวฮ่องกงผู้อดีตโดนพ่อข่มขืนแต่ก็ยืนหยัดตัวเองมาได้จนเป็นนักข่าวฝีมือดี หลังเหตุการณ์ที่ไม่พอใจหนังสือพิมพ์ในสังกัดที่ตัดข่าวของเธออันเกี่ยวกับการค้าประเวณีในฮ่องกงออกเพื่อเอาไปลงโฆษณาแทน เธอจึงหนีมาพักผ่อนที่เชียงใหม่แล้วได้เจอกับกระหรี่เด็กนางหนึ่ง แล้วเธอก็รู้สึกผูกพันเพราะทำให้คิดถึงตัวเธอเอง เธอจึงอยากช่วยเด็กสาวผู้นั้น

ครึ่งแรกนี่น่าสนใจในแนวคิดของน้องนางเอกที่มองว่าการเอาตัวเข้าแลกของเธอในการไต่เต้านั้นไม่ใช่เป็นการ trade แต่คือการ barter (เพิ่มเติมเรื่องรักเข้าไปหน่อยเพื่อผลของดราม่า) แต่เสียดายที่ครึ่งหลังพอเข้าเรื่องกระหรี่ไทยปั๊บมันดันกลายเป็นภาพจำอันคุ้นเคยไป (หนูจน หนูโดนขายมา หนูน้องเลี้ยงดูที่บ้าน) ซึ่งมันอาจน่าสนใจก็ได้ในมุมของคนต่างชาติ(ในที่นี้คือฮ่องกงอะนะ) แต่เราไม่ค่อยโอ ผลคือมันเลยกลายเป็นหนังแบบคนต่างชาติมากอบกู้จิตวิญญาณของตัวเองด้วยการช่วยเหลือมนุษย์โลกที่สามไป ซึ่งมันน่าเบื่อ

20/04/17 – ตลาดอารมณ์ (สุวิทย์ ชุติพงษ์/ ไทย/ 2531) – 3/5

ขนบหนังนี่ละครไทยมากๆ นาถยา แดงบุหงา รับบทแม่เลี้ยงนักธุรกิจขี้เงี่ยน, รอน บรรจงสร้าง เป็นลูกเลี้ยงแสนดีที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกา, พิศาล อัครเศรณี มาในบทนักธุรกิจเจ้าชู้เพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ (แน่นอนพร้อมกับความถนัดในเรื่องตบ-จูบ), ราตรี วิทวัส เป็นแฟนรอนมาจากอเมริกาแต่ก็เอาไม่เลือกและก็มี วันเพ็ญ จันทร์ตรี นักศึกษาสาวแสนดีที่ใครๆก็จ้องตะคลุบ ซึ่งทุกคนที่ว่าก็เกี่ยวพันขดไปขดมายุ่งเหยิงมั่วไปหมด

ชอบที่หนังมันบอกว่า “หญิงไทยเงี่ยนมาตั้งนานแล้ว!” ซึ่งแลดูทันสมัยกว่าหนังยุคนี้อีกอะ บทบาทการต่อปากต่อคำเชือดเฉียดนี่ก็สนุกมาก ตบเข่าฉาดๆๆ อาจจะเสียอยู่หน่อยตรงช่วงสรุปจบที่พี่เล่นคลี่คลายปมทุกอย่างของตัวละครออกมาล่อนจ้อนหมดเลย กลายเป็น moral cinema ไปแบบน่าเสียดาย

แต่เอ๊ะ! ดูจบแล้วหาข้อมูลก็เพิ่งรู้ว่าว่านี่ไม่ใช่เวอร์ชั่นแรกเวอร์ชั่นเดียวของหนังเรื่องนี้ (เวอร์ชั่นแรกเป็นของปี 2517 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี/อรัญญา นามวงษ์ และกำกับโดย เนรมิต) นี่คือหนังปี 2531 กำกับโดย สุวิทย์ ชุติพงษ์ แถมยังหาข้อมูลอื่นๆยากมาก ขนาดวิกิฯของเรื่องนี้ดันเป็นเวอร์ชั่นละครของเอ็กแซ็กท์เมื่อปี 2554  โปสเตอร์หนังก็หาไม่มี T-T

ปล. เห็นนาถยา แดงบุหงา พยายามเงี่ยนโดยการลูบไล้ตัวเองแล้วก็ตลกดี

30/04/17 – Life Itself (Steve James/ US/ 2014) – 4/5

ข้อดี ดูแล้วมีพลัง อยากดูหนังเยอะๆ อยากเขียนถึงหนังเยอะๆต่อไป

ข้อเสีย ความจริงคือมันเป็นไปไม่ได้ แค่จะเขียนนี่ยังไม่มีเวลา T-T

Film I’ve seen in March 2017

22/03/17 – The Salesman (Asghar Farhadi/ Iran, France/ 2016) – 2/5

ไม่รู้ว่าเพราะแนวคิดความเชื่อของเรากับในหนังมันต่างกันมากหรือเปล่า หนังมันจึงน่าเบื่อมากสำหรับเรา หงุดหงิดกับการตัดสินใจของตัวละครมากๆ

 

 

24/03/17 – Call of Heroes (Benny Chan/ China/ 2016) – 2/5

ดูบนเครื่อง เพลิดเพลินดี ให้อารมณ์หนังกำลังภายในยุคเก่าๆ ชอบการวางเงื่อนไขของเรื่องด้วยอำนาจล้นฟ้าผ่านตัวละครของ กู่ เทียนเล่อ แต่เสียดายที่มันไปไม่สุดแถบพลิกกลับมาแบบสวยๆ น่าเบื่อไปหน่อย

ซีนต่อสู้บนสะพานนี่ตลกมาก ไม่เข้าใจว่ามึงจะสร้างกับดักขึ้นมาทำไมให้ฆ่าตัวเอง

 

25/03/17 – Diet of Sex (Borja Brun/  Spain/ 2014) – 1/5

การเลียจิ๋มดูดจู๋ทั้งมวลในหนังไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตลกก็ไม่ตลก เสียเวลาชีวิต

 

 

 

27/03/17 – After The Storm (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2016) – 4/5

ตอนดู Still Waliking จบแล้วไม่อยากแก่ พอดูเรื่องนี้จบแล้วนอกจากเรื่องไม่อยากแก่แล้ว ยังมีความอยากรีบๆตายเพิ่มเข้าไปด้วย

โคริเอดะ ละเมียดละไมเหมือนเดิม แม้ไม่ได้ชอบเท่า Still Walking ที่เหมือนเป็นหนังพี่น้องกัน

รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันเน้นย้ำการพูดคุยระหว่างคนสองคนมากเป็นพิเศษ ซึ่งดี เพราะเหล่าความสัมพันธ์แรกเริ่มสุดมันก็เริ่มจากคนสองคนที่แหละ แล้วค่อยไปผูกร่วมกับผู้อื่นต่อไป

ชอบค่ำคืนของการติดพายุ การคลี่คลายเล็กๆในคืนนั้นและการจบด้วยความหวังล้มๆแล้งๆต่อไป

27/03/17 – Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi/ Japan/ 2016) – 4/5

ให้มันได้อย่างนี้ดิ หนังสัตว์ประหลาดแท้ๆแต่กลับไปเจาะลึกเรื่องการเมืองการปกครองของญี่ปุ่นแบบจริงๆจังๆและเดินหน้าดุ๋ยๆแบบไม่แคร์ใครทั้งนั้น ซึ่งดี

ชอบมากๆกับการแก้ปัญหาต่างๆในหนังที่มันญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ทุกอย่างมีระบบกฏเกณฑ์ชัดเจนและทุกคนพร้อมที่จะเดินทางและไม่แหกกฏใดๆ แม่งพีคมาก

ชอบเรื่องการเมืองระหว่างประเทศด้วย ทุกอย่างในโลกล้วนคือการเมือง (ที่มีแต่บ้านเราเท่านั้นแหละที่บอกว่าไม่)

ตัวอย่างของการทำหนังชาตินิยมที่เก๋และดูดี

Film I’ve seen in February 2017

01/02/17 – Where There is Shade (Nathan Nicholovitch/ Cambodia, France/ 2015) – 4.5/5

เปิดมาก็ช๊อคคนดูไปเลยกับภาพกระเทยเฒ่าโม๊กจู๋คนขแมร์ท้องถิ่นพร้อมกับถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

พล๊อตของหนังสุดตรีนมาก มันว่าด้วยกระเทยเฒ่าชาวฝรั่งเศษที่ทำงานเป็นกระหรี่อยู่ในกรุงพนมเปญ มีแฟนเป็นคนพาเด็กสาวๆไปขายตัวที่เมืองไทย วันหนึ่งเธอได้พบกับหนึ่งในเด็กสาวก่อนได้เดินทางไปด้วยกัน เธอไปพบกับคนรักเก่า ส่วนเด็กน้อยได้กลับบ้าน ก่อนที่จะได้พบความจริงอันชวนช๊อค

เห็นด้วยกับเหล่ามิตรฯที่มอบให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังเซอร์ไพร์สที่สุดของเทศกาลด้วยความที่มันเป็นประเด็นที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เมื่อเจ้าอาณานิคมเดิมกลายมาเป็นผู้ใต้อาณานิคมเสียแทน กลายมาเป็นชนชั้นต่ำสุดในแผ่นดินอดีตอาณานิคม ในเขตที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์ ยาและการค้ามนุษย์

ด้วยความที่มันลดลำดับชั้นลงมาให้เท่ากันแบบนี้ อีภาพแบบคนโมเดิร์นที่เข้ามาช่วยเหลือเหล่าผู้คนแสนพรีมีทีฟทั่วๆไปมันเลยถูกทำลายทิ้งไปหมดเลย (ส่วนนี้ถูกขยายให้ชัดขึ้นด้วยความล้มเหลวของการตามหาผู้ร้ายในช่วงเขมรแดง) มันเลยกลายเป็นหนังที่คาดเดาไม่ได้ เดาใจไม่ถูก แล้วจากหนังที่ดูแรงๆ มันค่อยๆเติบความอบอุ่นเข้าใจเรื่อยๆที่ซึ่งบทสรุปมันก็ออกมาลงตัวและงดงาม

ปล. อีซีน “บุ๊บ บุ๊บ 5 ดอลล์” ที่แม่งสุดขีดเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

01/02/17 – Death of a Fisherman (Gerardo Herrero/ Spain/ 2015) – 2/5

มีความโคนัน มีความคลิเช่ของหนังแนวสืบสวนสอบสอนแล้วก็ไม่วอกแวกอะไรทั้งสิ้น เดินตามหลักฐานที่หาได้ไปเรื่อยๆ จนจบ

จริงๆหนังไม่น่าเบื่อนะ มันก็ไปได้เรื่อยๆของมัน อาจด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้มันดูมีอะไรดี

จะว่าไปประเทศเจริญๆนี่แลดูชิลกันดีจังแม้กระทั้งการสืบสวนหาคนร้าย 555

01/02/17 – Elle (Paul Verhoeven/ France, Germany, Belgium/ 2016) – 4.5/5

สุดขีดมาก สนุกมากและตลกสัดๆ และขอกราบตีนอูแปร์

เรื่องคร่าวๆคือสาวใหญ่ผู้บริหารบริษัทำเกม เธอโดนข่มขืน แต่เธอกลับไม่ไปแจ้งความใดๆทั้งสิ้น เพราะเธอต้องยุ่งกับการจัดการชีวิตของเธอที่แวดล้อมไปด้วยผัวเก่าที่กำลังมีแฟนใหม่ แม่ที่มีเด็กคราวลูกมาติดพัน ลูกชายที่ไม่ค่อยได้เรื่อง กิ๊กที่ทำงาน เพื่อนบ้านคลั่งศาสนารวมไปถึงการต้องเปิดตัวเกมให้ได้ตามกำหนด แถมยังต้องค่อยจัดการเรื่องในอดีตของเธอเองอีกด้วย แต่ถ้าว่างๆก็ค่อยไปตามสืบว่าใครข่มขืนเธอ

ความสุดขีดของหนังขั้นสุดคืออานุภาพการทำลายล้างของ อิซาเบล อูแปร์ การทำลายล้างผู้คนรอบตัวเธอทั้งหมดด้วยความนิ่งเรียบ เธอแสดงภาพของผู้หญิงที่เหมือนจะมีปัญหาทางจิตชอบความรูนแรงผู้พยายามจะปกปิดปัญหานั้นไว้พร้อมๆกับการไถ่ถอนบาปของตัวเอง แต่ปัญหาคือเธอควบคุมมันไม่ค่อยอยู่ มันเลยเปลี่ยนรูปความรุนแรงทางกายภาพมาเป็นรูปแบบอื่นที่ผ่านออกมาจากใบหน้าของเธอ แววตาของเธอ รอยยิ้มของเธอ ซึ่งอูแปร์ละเอียดมากกับการถ่ายถอดโมเม้นต์เล็กๆแบบนี้ ผลคือความฉิบหายของคนรอบตัวเธอทั้งหมด

แถมหนังยังตลกมากๆ ตลกแบบขำก๊ากเลย ตลกแบบช่วยส่งความเป็นหนังทริลเลอร์ให้เฉิดฉายขึ้นมาอีกด้วยซ้ำ ซีนทิชชู่นี่นึกไปถึงอูแบร์ใน The Piano Teacher (2001) เลย 555

03/02/17 – Toni Erdmann (Maren Ade/ Germany, Austria, Romania/ 2016) – 4.5/5

หลังจากดูหนังจบก็เชื่อสนิทใจเลยแหละว่าจัวรีของคานส์ปีที่แล้วนี่ไร้ซึ่งอารมณ์ขันจริงๆ 555

เรื่องสั้นๆคือ คุณพ่อสูงวัยผู้เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและขี้แกล้ง ดันมาพบวิกฤตในชีวิตบางอย่าง เลยบินไปหาลูกสาวคนเดียวเพื่อคลายความเหงาและคิดถึง ปัญหาคืออีตัวลูกสาวดันเป็นคนบ้างาน จริงจังกับงานมาก คุณพ่อตัวดีเลยแกล้งแสดงเป็นนักธุรกิจผู้มีชื่อตามชื่อหนังแล้วก็เนียนตามลูกไปตลอดเรื่อง

ความฉกาจของหนังคือการเดินไต่บนเส้นบางๆที่ขั้นระหว่างความเป็นหนังน่ารำคาญเหี้ยๆกับหนังฟีลกู๊ดไร้สติได้อย่างมีฝืมือ กล่าวคือ หากเรื่องโถมไปที่การแทรกแซงของตัวพ่อในตัวงานของตัวลูกมากไปเราคงจะรำคาญหนังมากๆ แต่หากหนังเอนไปทางความสัมพันธ์ของพ่อ-ลูกคู่นี้แบบไม่ลืมหูลืมตาเราก็คงยี้กับหนังสุดๆ แต่หนังมันทำได้สำเร็จในการบัลลานด์สองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน มันเลยเกิดภาวะอารมณ์แบบ “รำคาญนะแต่ก็รักสุดใจ” หรืออาการแบบ “มึงอยากทำอะไรก็ทำเลย กูส่งใจช่วยเต็มที่” อะไรแบบนั้น ผลที่ได้คือความอบอุ่นที่เต็มเปี่ยมเมื่อหนังจบลง

สองสิ่งที่ติดหัวหลังจากดูจบจนถึงตอนนี้คือคีย์เวิร์ดของหนังที่ว่า Don’t lose your humor และซีน Greatest Love of All ที่น่าจะติดท๊อปซีนประจำปีของเราแน่นอน

จะติดอยู่นิดเดียวตรงความยาวของหนัง (เหยียดสามชั่วโมง) ที่เราว่ามันไม่จำเป็นต้องยาวขนาดนั้นก็ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เล็กมากๆแหละเพราะหนังมันสนุก ตลกและไม่น่าเบื่อเลย

ปล. Sandra Huller นี่มัน เจน ลอร์ ชัดๆ เหมือนมากๆ

04/02/17 – Thithi (Raam Reddy/  India, USA/ 2015) – 4/5

เสียดายที่พลาดดูในโรงที่งานเวิร์ลฟิล์มที่ผ่านมา

แรกสุดคือมันเป็นหนังอินเดียที่เราไม่ค่อยได้พบเห็นเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่ได้ดูก็มักเป็นหนังแบบบอลลี่วู๊ดสเกลใหญ่ๆไปเลย ไม่ก็หนังอินดี้เล็กๆไปเลย แต่เรื่องนี้สเกลมันน่าจะอยู่ระหว่างสองแบบนั้น ถ่ายที่ชนบทซักแห่งในอินเดีย และใช้ภาษาที่ไม่ใช่ทางการ (กันดานา)

หนังพูดถึงคน 4 เจนเนเรชั่นในครอบครัวเดียวกัน เมื่อคนเจนหนึ่งตายไปแล้วตามความเชื่อของคนในหมู่บ้านจำเป็นต้องทำการจัดพิธีส่งศพ มันก็เลยส่งผลต่อคนเจนสองผู้ที่ดันเป็นมนุษย์ที่ไม่แคร์โลก ไม่แคร์ความเชื่ออะไรทั้งสิ้น ดังนั้นปัญหาทั้งหมดก็เลยรวมมาตกกับคนเจนสามที่ต้องรับภาระจัดการงานศพแต่ก็เสือกห่วงมรดกที่ดินของตัวคุณปู่เจนหนึ่ง กลัวว่าคุณอาจะมาแย่งไปเลยพยามยามหาทางฮุบที่ดินไว้ ส่วนอีเจนสี่ก็เป็นวัยรุ่นที่ไม่แคร์อะไรนอกจากความสนุกและความเงี่ยน

เอาจริงๆแค่พล๊อตเรื่องมันก็สุดขีดแล้วล่ะ มันมีความบ้านๆที่เป็นรสใหม่ในหนังอินเดียที่เราเพิ่งเคยดู เต็มไปด้วยความฉิบหายทีทั้งสนุกและตลกแบบสุดๆ แถมมาได้เห็นสภาพสังคมอินเดียในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นผลกระทบของความเชื่อต่อผู้คนจนๆที่ทำเอาอารมณ์ตอนหนังจบพลิกไปอีกด้านเลย กลายเป็นเศร้าไปเลย เศร้าแบบเศร้าจริงๆ

ปล. มีรู้สึกร่วมกับตัวละครหญิงเลี้ยงแกะมากอย่างประหลาด เป็นตัวละครหญิงที่เกือบจะเด่นแต่ก็ไม่เด่น เหมือนโดยตัวละครชายในหนังกดทับตลอดเวลา แววตาหลังโดนเอาช่วงท้ายนี่ดีงามมาก

11/02/17 – Moonlight (Barry Jenkins/ US/ 2016) – 3/5

ไม่ได้รู้สึกว่ามันดีงามอะไรขนาดนั้นแฮะ ส่วนตัวถ้าตัดเรื่องความเป็นหนังเกย์ของคนผิวสีออกไป เราก็จะได้หนังรักดีๆมาเรื่องหนึ่ง (หรือจริงๆที่เค้าชมชอบกันก็เพราะมันคือหนังเกย์ผิวสีที่ไม่ค่อยได้เห็นกัน?)

“ถึงชีวิตจะเหี้ยแค่ไหน ความรักจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง” คือนิยามของหนังที่เราจับได้ แน่นอนมันยี้ย้ามากสำหรับเรา

สองสิ่งที่ชอบมากๆกับหนัง

1. พัฒนาการของตัวไชรอน: ในที่นี้คือพัฒนาการด้านร่างกายจากเด็กเงียบๆขี้ก้าง กลายมาเป็นพี่เบิ้มใส่ฟันทอง อันเป็นพัฒนาการเพื่อการป้องกันตัวเองจากความอ่อนแอที่อยู่ข้างใน อันนี้เรารู้สึกมากๆ

2. งานโปรดักชั่นและส่วนอื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องเล่า: ดูจบมารู้ว่า ผกก ได้อิทธิพลมาจากงานของหว่องฯ ก็ร้องอ๋อและไม่แปลกใจว่าทำไมเราถึงชอบ ชอบซีนในร้านอาหารมากๆ มันหวานและน่ารักมากแบบโดดออกไปจากหนังโดยรวมเลย

11/02/17 – Hacksaw Ridge (Mel Gibson/Australia, USA/ 2016) – 1/5

ดูจบถึงกับมีคนปรบมือ (คาดว่าเป็นฝรั่งเพราะได้ยินเสียงเชียร์หนังตลอดเวลา)

นอกเสียจากคำถามที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ดูหนังแล้วว่า “เรายังต้องการหนังแบบนี้ในยุคสมัยนี้อยู่อีกหรือ???” แล้ว คืออาการเบื่อหน่ายกับหนังตั้งแต่หนังเริ่มฉาย โอโห พี่เล่นอวยพระเจ้าและความเป็นวีรชนกันตั้งแต่วินาทีแรกของหนังแบบไม่ต้องมีชั้นเชิงเหี้ยห่าอะไรเลยหรือ อีช่วงเปิดที่เล่าตอนตัวเอกเป็นเด็กเพื่อรับรู้เรื่องบาปของการฆ่านี่แบบ อี๊มาก แล้วมาถึงตอนจีบหญิงนี่กูรู้สึกว่าอีตัวละครแม่งโรคจิตสัดๆอะ

ไม่รวมถึงความไม่น่าเชื่ออะไรเลยในหนัง โอเคเรื่องมึงไม่จับปืนอันนี้กูยกผลประโยชน์ให้ แต่อีการเอาปืนพันผ้าแล้วลากคนในสมรภูมิเอย การโรยตัวคนลงมาแบบข้ามวันข้ามคืนเอย อันนี้กูไม่เชื่อ เนื้อมึงก็ไม่แดก ตัวมึงก็แค่นั้นมึงเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนกัน!!!  แล้วคำตอบก็คือ “พระเจ้าไงล่ะ” – แจกนิ้วกลางครับ

สุดท้ายสำหรับเรามันเลยกลายเป็นแค่หนังอวยพระเจ้า ยกยอวีรชนและด่าญีปุ่นเหี้ย แถมอีบทสัมภาษณ์คนจริงๆช่วงท้ายนี่ก็เหมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับหนัง ว่านี่คือเรื่องจริงๆนะ ไม่ได้โม้แต่อย่างใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้เราเกลียดหนังเข้าไปอีกมากๆ

ปล. เอาจริงๆเราชอบหนังของพี่เมลนะ Braveheart (1995), The Passion of the Christ (2004), Apocalypto (2006) นี่ชอบหมดเลย แต่เรื่องนี้มันติดปัญหาตรงความผิดยุคไปเสียมาก

11/02/17 – Manchester by the Sea (Kenneth Lonergan/ US/ 2016) – 5/5

เดิมซึมออกมาจากโรง โดยมีความหนักตกค้างอยู่ในหัว

ก่อนดูก็คิดว่าหนังมันจะเป็นหนังจำพวก “มนุษย์ที่มีปัญหาเรื่องความรุนแรงอันส่งผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างในอดีตแล้วตัวเองต้องกลับไปสะสาง” อะไรแบบนั้น ซึ่งโชคดีที่หนังมันไม่ใช่แบบนั้น มันลึกและละเอียดกว่านั้นมากๆเพราะมันคือเรื่องของหนุษย์คนนึงที่ต้องแบกรับความผิดบาปของตัวเองไว้กับตัวจากสิ่งที่ทำพลาดไปในอดีต

ความดีงามแบบสุดๆของหนังคือการไม่เร้าอารมณ์ หนังมันประคับประคองอารมณ์ให้ราบเรียบที่สุดแล้วสวิงขึ้นบ้างในจังหวะที่เหมาะสมก่อนกลับไปราบเรียบเหมือนเดิม ค่อยๆให้คนดูสะสมและรู้สึกถึงน้ำหนักของสิ่งที่ตัวละครมันแบกหามอยู่ และเพื่อไม่ให้มันเครียดจนกลายเป็นเมโล หนังมันก็หยอดความตลกลงไปในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ตลกแบบตลกฉิบหายเลยละ จนเราคนดูรู้สึกว่า เออ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ ใครมันจะมาอมทุกข์กันตลอดเวลา

สุดท้ายมันเลยกลายเป็นว่าจากความหนาวเหน็บในบรรยากาศ จากลมแรงๆจากหิมะโปรยๆ หนังมันจะค่อยๆให้ความอุ่นขึ้น โอเคว่ามันหนักแหละ หนักอึ้งเลย แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีความหวังอยู่บ้าง

ถึงตอนนี้ก็ขอเชียร์ เคซี่ แอฟเฟล็ค ให้ได้ออสการ์ปีนี้ (ยังไม่ได้ดู Viggo Mortensen ใน Captain Fantastic และ Denzel Washington ใน Fences) ชอบการเดินหลังค่อมของผู้แบกรับบาปอยู่บนบ่าเขา การหนีห่างจากปฏิสัมพันธ์กับผู้คนของเขาและกับการแสดงในซีนที่เล่นเอาตายอย่าง

– ซีนสอบสวนหลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ที่ตำรวจสอบปากคำแค่ไม่อีกคำถามแล้วก็ปล่อยลีไป คือเราเข้าใจไอ้ตัวละครเลยว่า เฮ้ย นี่มันเรื่องใหญ่ฉิบหายเลยนะ ทำไมพวกมึงให้ค่ากันแค่นี้ว่ะ จนรู้สึกอยากให้การกระทำของเขาหลังจากนั้นประสบความสำเร็จ

– ซีนเจอเมีย เหมือนกับการปะทะกับความรู้สึกผิดตัวเบอเร่อ และสิ่งที่ลีทำคือการรับทุกสิ่งทุกอย่างจากเมียมาทั้งหมดแล้วเดินแบกจากไป ส่วนตัวเมียเหมือนได้ปลดปล่อยออกไปแล้ว

ถึงตอนนี้ ยกให้เรื่องนี้ได้อันดับหนึ่งของหนังเยี่ยมออสการ์ปีนี้

11/02/17 – Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You (Takahiro Miki/ Japan/ 2016) – 2/5

ถึงตอนนี้กูจำได้อย่างเดียว…..นานะ โคมัทซึ

ชอบคอนเซฟของหนังนะ การเดินทางสวนกันของเวลากับคนสองคน จะมีแค่ช่วงแรกๆเท่านั้นแหละที่ยังติดกับวิธีคิดของหนังเรื่องไทม์ไลน์ของตัวละครมากหน่อย แต่ก็แก้ไขได้ด้วยการจินตนาการการขีดเส้นชีวิตของตัวละครจากซ้ายไปขวาของพระเอกและจากขวาไปซ้ายของนางเอก แค่นี้ก็จบ ส่วนที่เรากำลังดูก็คือเส้นที่มันทับกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพอตอบโจทย์เรื่องไทม์ไลน์จบแล้ว หนังมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความลำไยอะค่ะ มันเพ้อเจ้อ จริงๆมันคงทำงานกับคนอื่นแต่มันไม่ทำงานกับเรา ยิ่งตอนท้ายที่เล่าเรื่องของตัวนางเอกยังทำให้เรารู้สึกถึงหนัง Be With You ไปเสียอย่างนั้น ก็เลยเฉยๆกับหนัง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดคือทำไมแสงแดดมึงต้องจ้าขนาดนั้นอะค่ะ นานะขาวอยู่แล้วยังแทบจะถูกกลืนไปกับแสงอาทิตย์ นี่คงเป็นครั้งแรกที่กูเกลียดแสงอาทิตย์ในหนัง

สุดท้ายก็คงบอกได้อย่างเดียวว่า…..นานะ โคมัทซึ

12/07/17 – O.J: Made in America (Ezra Edelman/ US/ 2016) – 4.5/5

สารคดีมินิซีรี่ย์ความยาว 5 ตอนจบ ศิริรวม 7ชั่วโมงครึ่ง อันว่าด้วยชีวิตของอเมริกันฮีโร่นาม โอ.เจ ซิมสัน ผู้เป็นทั้งนักกีฬามากความสามารถ เป็นนักแสดง เป็นพิธีกร เป็นขวัญใจของคนอเมริกัน ตั้งแต่แรกเริ่มจากนักกีฬาอนาคตไกลจนจบท้ายที่การต้องเข้าไปอยู่ในคุก ในแวดล้อมของเหตุการณ์ทางสังคมเรื่องการเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวสี โดยเฉพาะในแอลเอ

ถือเป็นโชคดีมากของเราที่ไม่รู้อะไรเลยก่อนดู ไม่รู้แม้กระทั้ง โอ.เจ คืออะไร ผลที่ได้เลยคือความตื่นเต้น ช็อค อ้าปากค้างกับสิ่งที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในหนัง ดูไปก็สงสัยไปว่า “เหตุการณ์แบบนี้มันมีเกิดขึ้นบนโลกจริงๆหรือ”

หลังจากนี้คงต้องสปอร์ย ใครยังไม่ดูอย่าเพิ่งอ่าน

ความสุดขีดของมันคือการแสดงภาพให้เห็นว่าสภาพสังคมและการเมืองมันส่งผลรุนแรงได้ขนาดไหนต่อชีวิตและความเชื่อของคน โดยผ่านชีวิตของฮีโร่ผู้นี้ ฮีโร่ผิวสีที่ไม่ได้ยอมรับและไม่ยอมมีส่วนร่วมกับการต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมของเหล่าคนผิวสี แต่กลับกลายให้ต้องมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องไปซะอย่างนั้น กลายมาเป็นเรื่องราวการว่าความในศาลที่กลายเป็นผิดฝาผิดตัวกันยุ่งเหยิง จากการมานั่งพิจารณาหลักฐานแห่งการฆาตกรรม กลับกลายมาเป็นเรื่องราวความยุติธรรมของคนสองผิวสีไปเสียอย่างนั้น กลายเป็นไดเลมม่าของคนทั้งสองฝ่ายที่ไม่อาจสมานแผลแก่กันได้ ส่วนตัวฮีโร่ของเราก็ได้แต่ดีลกับชีวิตแบบคนดังของตัวเองต่อไป ปรับตัวเปลี่ยนสีกันต่อไป จนสุดท้ายก็ล่วงหล่นลงมาในแบบที่เราคนดูก็รู้สึกกึ่งกลางระหว่างเอาใจช่วยกับผลักไส ซึ่งดีมากจริงๆ มันเทามากเสียจนเราปั่นป่วนไปหมด

ใครจะเชื่อว่าเราจะได้เห็นการพลิกเรื่องในศาลจากการฆาตกรรมกลายเป็นเรื่องความยุติธรรมของคนผิวสี การขับรถไล่ตามรถของ โอ.เจ หลายชั่วโมงโดยที่ตำรวจไม่จัดการอะไรเลย หรือการกับว่าศาลที่น่าจะเป็นไฮไลท์ที่สุดของหนังที่ละเอียดแบบสุดๆ ละเอียดถึงขั้นที่ว่ากล้องที่ใช้ถ่ายทำการว่าความส่งผลกระทบต่อรูปคดียังไง!

ไม่แปลกใจใดๆที่หนังได้ 100% เต็มจากเวบมะเขือเน่าและถึงตอนนี้ก็ยกให้เต็งหนึ่งออสการ์ไปก่อน (ยังไม่ได้ดูอีก 3 เรื่อง)

12/07/17 – Hell or High Water (David Mackenzie/ US/ 2016) – 3/5

เสียดายที่ดูในโรงไม่ทัน หนังมันมาเร็วไปเร็วเหลือเกิน พอมันชิงออสการ์เลยต้องรีบมาตามดู ดูแบบซับอังกฤษด้วยที่ซึ่งพูดเยอะและแสลงแยะ เลยมึนๆไปบ้างแต่ก็สนุกดี

หนังจับความสนใจของเราได้อยู่หมัดตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่เป็นการเคลื่อนกล้องช้าๆของการปล้นครั้งแรก จังหวะมันดีจริงๆ ก่อนที่จะค่อยๆเปิดเผยเรื่องเล่าของคู่พี่น้องที่ปล้นแบงค์ยามเช้าเอาแค่เศษเงินเพื่อนำไปไถ่ค่าที่ๆกำลังจะถูกยึด พร้อมด้วยอีกเส้นเรื่องของคู่หูตำรวจต่างเชื้อชาติที่กัดกันตลอดเวลา

ชอบบทหนังที่มันค่อยๆเผยเรื่องชีวิตของตัวละครออกมาเรื่อยๆ มีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้คนดูได้พบกับปัญหาภาพใหญ่ขึ้น นั้นคือ ความล่มสลายของมนุษย์ต่อระบบทุน

แต่สิ่งที่เราจดจำหนังได้มากที่สุดคือสภาพเมืองเท็กซัสทางใต้ในหนัง(แต่ถ่ายที่เม็กซิโก) โอโห สวยมาก บรรยากาศเมืองแบบไอโซเลต รวมถึงการถ่ายภาพต่างๆในหนัง ซีเนมาติกมาก แล้วมันก็เหมาะจริงๆกับหนังที่มันพูดเรื่องการดิ้นรนของคนจนในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ออ! แล้วก็ชอบคู่หูตำรวจมาก กัดกันเนื้อแทบฉีก ซีนที่พูดถึงบรรพบุรุษของทั้งสองฝ่ายนั้นเจ็บมาก

อย่างไรก็ตาม โดยรวมเมื่อดูจบแล้วก็ไม่ได้ติดค้างอะไรในหัวมากเท่าไหร่ แต่ชอบที่มิตรสหายฯว่า หากอยากรู้ว่าทำไมทรัมป์ถึงได้เป็น ปธน. ก็จงดูหนังเรื่องนี้ 555

14/02/17 – 13th (Ava DuVernay/ US/ 2016) – 3.5/5

สารคดีเริ่มต้นด้วยคำถามของ(อดีต) ปธน. โอบาม่า ที่ว่า “อเมริการมีประชากรคิดเป็น 8% ของประชากรโลก แต่เรามีผู้ต้องขังมากถึง 25% ของผู้ต้องขังทั่วโลก ท่านๆลองตรองดูเถิดว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”

ชื่อหนังมาจากรัฐธรรมนูญอเมริกาข้อที่ 13 ที่ว่าด้วยการเลิกความเป็นทาส ในที่นี้คือการบังคับขู่เข็ญหรือกักขัง ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการลงโทษในเหตุอาชญากรรม

สารคดีเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงสงความกลางเมืองในอเมริกาที่หลังสงครามก็ได้มีการเลิกทาส ในที่นี้อย่างที่รู้กันก็คือทาสผิวสีแอฟริกัน-อเมริกัน แต่เนื่องจากก่อนหน้าสงครามนั้นแรงงานที่สำคัญในรัฐทางใต้คือแรงงานทาส ดังนั้นหลังสงครามจึงเกิดการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก แต่ด้วยช่องโหว่ของกฏหมายและการเล่นแร่แปลธาตุ ไอ้ความเป็นทาสเลยถูกเปลี่ยนโฉมไปเป็นอาชญกร จับเข้าคุกเพื่อเอามาใช้เป็นแรงงานฟรีๆไม่ต่างจากทาสนั้นแหละ โดยที่กระบวนการต่างๆนาๆก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจนถึงปัจจุบันที่อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก

อีกด้านหนังมันก็นำพาคนดูไล่เรียงไทม์ไลน์ของเหล่าผู้คนชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ถูกทำให้เป็นอื่นผ่านหนังอย่าง The Birth of the Nation การเกิดขึ้นของกลุ่ม KKK การถูกทำให้เป็นประชากรชั้นสองอย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการตรากฏหมายที่ลดความเท่าเทียมต่างๆนาๆของฝ่ายการเมืองทั้งสองฝั่งผู้ต้องการเรียกคะแนนนิยามจากประชากร สอดแทรกไปกับการเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมของเหล่าแอฟริกัน-อเมริกันในแต่ละช่วงเวลา นี่จึงเป็นสารคดีที่ไม่ใช่แค่การการนำพาคนดูไปรู้เรื่องคุก เรื่องคนคุก แต่คือสารคดีที่พูดถึงความเป็นธรรมและเท่าเทียมของคน

แต่ด้วยความที่หนังมันเป็นสารคดีแบบ Talking head ทอดแทรกภาพข่าวที่เป็นการให้ความรู้แบบลุ่นๆ เราเลยค่อนข้างเฉยๆกับหนังในครึ่งแรกเพราะเพิ่งได้พบได้เจอและรู้มาก่อนแล้วจาก O.J.: Made in America แต่พอมันเดินเข้าสู่ครึ่งหลังเท่านั้นแหละพีคเลย เพราะมันพูดในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ก่อนๆจบด้วยแรงกระทบของสถานการณ์ปัจจุบัน กล่าวคือมันพูดเรื่องธุรกิจของคุกที่มีมูลค่ามหาศาล มีองค์กรเกี่ยวข้องมากมายอันยิ่งส่งผลต่อจำนวนคนติดคุกเพราะมันหมายถึงเม็ดเงินอันมหาศาล และกับกำเนิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่หนังทำให้เห็นว่าเขาคือผู้ที่จะนำประเทศย้อนกลับไปสู่ยุคมืดของเหล่าแอฟริกัน-อเมริกันอีกครั้ง (ช่วงเวลาล่าสุดในหนังคือช่วงการหาเสียง) ความเจ็บแสบก็คือ ตอนนี้ ทรัมป์ เป็น ปธน. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นบทสรุปของหนังจึงเหมือนเป็นการกลับไปเริ่มต้นวนลูปการเรียกร้องของคนผิวสีอีกรอบ

16/02/17 – Lion (Garth Davis/ Australia, US, UK/ 2016) – 2.5/5

รายการวันนี้ที่รอคอย บรอดสท์ทูยูบาย กูเกิ้ล เอิร์ธ

ด้วยความที่มันไม่ใช้การเล่าเรื่องแบบแฟลชแบ็ค เป็นการเล่าไล่เรียงตามช่วงเวลาจริง ผลคือเราไม่ต้องมาคิดคำนึงอะไรกับหนังมาก ปล่อยให้มันไหลไปเรื่อยๆนั้นแหละ หากอินก็คงตาย ไม่อินก็คงเฉยๆ ครึ่งแรกที่เล่าเรื่องตอนเด็กนี่ดีจัง ชอบตัวเด็กและการให้เห็นสภาพชีวิตของเขา แต่ครึ่งหลังนี่ไม่ค่อยชอบมันดูรวบรัดไปหน่อย ผลออกมาเลยกลางๆกับหนัง  อย่างไรก็ตาม เรายังคงชอบการสะท้อนภาพของการเป็นครอบครัว ของการเป็นพี่ชาย และซีนของนิโคลที่ว่าตัวเองมีลูกได้แต่ไม่ต้องการ

อนึ่ง ประหลาดสีผิวของซาลูจัง พอไปอยู่ประเทศโลกที่หนึ่งแล้วผิวสว่างขึ้นมาเลย 555 เออ! แล้วที่มาของชื่อหนังก็ยี้ย้าจังเลย

17/02/17 – Tanna (Martin Butler, Bentley Dean/ Australia, Vanuatu/ 2015) – 3.5/5

ตายแล้วววว ชอบบบบบบ แม้หนังมันจะ exotic ฉิบหายวายป่วงตามสไตร์หนังของคนเมืองเล่าเรื่องคนป่าก็ตาม แต่ชอบ 555

หนังสร้างจากเรื่องจริงของชนเผ่าหนึ่งบนเกาะ ทันนา ทางตอนใต้ของมหาสมุทธแปซิฟิกอันว่าด้วยเรื่องราวความรักต้องห้ามของคนในชนเผ่าที่ขัดแย้งกับประเพณีดั้งเดิม เป็นโศกนาฏกรรมความรักประหนึ่ง Romeo & Juliet หนังใช้นักแสดงที่เป็นชนเผ่าจริงๆ ผ่านการกำกับของ ผกก ชาวออสเตรเลียและได้เข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศปีล่าสุดนี้

อย่างที่เราคุ้ยเคยกัน หนังคนป่าส่วนใหญ่มักจะแนบเคียงเกี่ยวเนื่องกับความศิวิไลซ์ต่างๆของคนเมืองที่พยายามเข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวระบบหรือบุคคลของเหล่าคนป่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่หนังเรื่องนี้มันปฏิเสธความศิวิไลซ์นั้นหมดเลย ประหนึ่งเป็นหนังของคนป่า แสดงโดยคนป่า เพื่อคนป่าอะไรแบบนั้น ไม่ปฏิเสธธรรมดาๆนะ ถึงกับด่าด้วยเพราะในหนังมันมีซีนอย่างกลุ่มคริสจักรที่เต้นรำบ้าบอจนคนป่ากลัว, การตั้งคำถามถึงความรักของเจ้าชายฟิลิปและอลิซาเบธว่าเป็นรักแท้จริงๆหรือ หรือแม้แต่ซีนโมโนลอคการปฏิเสธความศิวิไลซ์แบบโต้งๆไปเลย

แต่เดี๋ยวก่อน แม้ตัวเรื่องมันจะพยายามปฏิเสธความศิวิไลซ์ แต่กับตัวหนังนี่เหมือนเดินกันคนละทางกันเลย เพราะองค์ประกอบของมันแม่งศิวิไลซ์สัดๆ อาทิ ภาพที่สวยสดงดงามจนลืมหายใจ มีภาพสโลโมชั่นสวยๆ มีเพลงคลาสสิคยิ่งใหญ่อลังกาลแถมด้วยลำดับการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงลูกเล่น มันเลยเป็นหนังที่ศิวิไลซ์สัดๆแต่ดันบอกว่าตัวเองไม่ศิวิไลซ์ เออ มันเป็นความขัดแย้งพาราด๊อกซ์ที่แลดูกระแดะมาก แต่เรากลับชอบในจุดนี้ 555 (ยิ้งไปค้นดูรูปแล้วเจอเหล่าคนป่าในงานเบอร์ลินฟิล์มเฟสนี่ยิ่งสุด 555)

ปล. ชอบเพลงของเผ่า ชอบวัฒนธรรมการเต้นรำของเผ่าด้วย งดงามดี

18/02/17 – A Man Called Ove  (Hannes Holm/ Sweden/ 2016) – 4/5

ถือได้ว่าเป็นหนังฟีลกู๊ดที่ดี มันมีครบทุกอย่างตามที่หนังฟีลกู๊ดพึงมี ทุกอย่างเดินไปตามสเตป เดาทางได้หมด อาจมีหักมุมบ้างแต่ก็เป็นการหักมุมเพื่อเสริมประเด็นของหนังมากกว่าจะเป็นการเซอร์ไพร์ส แล้วก็จบสวยๆแบบแฮปปี้เอนดิ้งที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกยี้ย้าอะไร

เรื่องคร่าวๆก็คือชีวิตของตาเฒ่านาม โอวี ผู้เป็นคนตรงไปตรงมา ปากหมา มีระเบียบวินัยและแบบแผนชีวิตชัดเจนและไม่ชอบการช่วยเหลือใดๆจากผู้อื่น แกอยู่ตัวคนเดียวเพราะเมียตายไปแล้วแต่ก็ยังไปเยี่ยมหลุมศพเมียบ่อยๆ ทีนี้แกเสือกโดนให้ออกจากงานแกเลยคิดจะฆ่าตัวตายไปอยู่กับเมีย หลังจากนั้นหนังก็เล่าเรื่องราวเป็นสองพาร์ต พาร์ตปัจจุบันคือการอาศัยกับผู้คนในหมู่บ้านที่มีครอบครัวชาวเปอร์เซียย้ายเข้ามาอยู่ใหม่และกับอดีตของตัวแกเองที่มีต่อทั้งพ่อและตัวภรรยา หนังก็นำพาคนดูไปพบกับสาเหตุของอุปนิสัยแกในปัจจุบันและการปรับเปลี่ยนตัวเอง

หนังมีความ As Good As It Get อยู่ประมาณนึง มีซีนจี๊ดๆตามรายทาง และมีเรื่องราวการเมืองในสวีเดนอยู่บ้าง (อย่างพวกองค์กรดูแลคนชราหรือกับการให้ค่ากับคนพิการ) ที่ซึ่งเราไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่อย่างไรแล้วหนังมันก็อบอุ่นใจหัวใจดี

อนึ่ง สิ่งที่ทำให้เราชอบหนังอีกอย่างคือลุคของนางเอก (หมายถึงตัวเมียแกอะนะ) ชอบผู้หยิงลุคแบบนี้

 19/02/17 – ตัณหาน้ำมันพราย (กามนิต/ ไทย/ 1990) – 4/5

 เจอโดยบังเอิญในยูทูป กะจะดูเล่นๆก่อนนอนถ้าไม่สนุกก็จะได้หลับไปเลย กลายเป็นว่าดูจนจบเลย สนุกจิงสนุกจัง

ที่ชอบเพราะหนังมันให้อารมณ์ละครไทยๆยุคก่อนๆหรือหนังแบบบ้านทรายทองอะไรเทือกนั้น สนุกตรงความปากร้ายและจริตจก้านของตัวละคร ในเรื่องราวง่ายๆอย่างเมียหลวง-เมียน้อยแย่งผู้ชายโดยใช้คุณไสยมาช่วย มีเรื่องหมอผีแม่หมอ กุมารทอง น้ำมันพรายอะไรแบบนั้น ครึ่งเรื่องแรกนี่คือการปะทะกันของเมียหลวง-น้อย ด่ากันมันส์มาก ตบเข่าฉาดๆๆๆ ก่อนที่ครึ่งหลังจะมากไปด้วยเรื่องราวของคุณไสย หาน้ำมันพรายมาป้ายผัวเอย เอากุมารทองไปหลอกล่อเลย สนุกมาก แถบช่วงท้ายนี่ยิ่งพีคที่มันเป็นการต่อสู่ของพ่อหมอแม่หมอของแต่ละฝั่งก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้หนังจบแบบโครตพีคคคคคค ด้วยเพราะมันพูดเรื่องพลังอำนาจของเพศหญิงแบบรุนแรงที่สุด

หนังมีโป๊ๆเปลือยๆบ้างตามคอนเซ็ปของหนังตระกูลน้ำมันพรายที่ฮิตมากในยุคนั้น (ที่บางเรื่องโป๊แบบเรตเอ็กซ์เลยอย่าง อาถรรพ์น้ำมันพราย หนังปี 2527) ดูแล้วเริ่มอยากดูหนังตระกูลนี้เพิ่มเติมอีกหลายๆเรื่อง 555

รับชมได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=Wlni_fL3l7A

21/02/17 – Land of Mine (Martin Zandvliet/ Denmark, Germany/ 2015) – 2.5/5

ณ ประเทศเดนมาร์คหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบลง เหล่านักโทษชายหนุ่มชาวเยอรมันผู้แพ้สงครามถูกบังคับให้ต้องไปกอบกู้กับดักระเบิดมากกว่า 2ล้านลูกตามแนวชายหาดด้านใต้ของเดนมาร์คที่เหล่าทหารเยอรมันวางทิ้งไว้ระหว่างสงคราม และนี่คือหนังอันว่าด้วยเหล่าหนุ่มน้อยชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งกับภารกิจกู้ระเบิดภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารชาวเดนิชสุดโหด แน่นอน หนังสร้างจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์

ส่วนตัวชอบพล๊อตเรื่องการต้องกลายมาเป็นผู้ถูกควบคุมของเยอรมัน กลายมาเป็นผู้ถูกกระทำบ้าง แต่ปัญหาของหนังคือมันน้ำเน่าไปหน่อย กล่าวคือ หนังมันเล่าว่าเหล่าเด็กๆคือผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ใช่ข้อขัดแย้งของสงคราม ที่มาค่อยๆกะเทาะจิตใจอันโหดร้ายของนายทหารให้อ่อนลง ให้เห็นภาพเรื่องมนุษย์ธรรม ส่วนนายทหารก็มีเรื่องปัญหาลำดับชั้นของอำนาจการบังคับบัญชาของเหล่าทหารเอง อำนาจที่ส่งลงมาจากเบื้องบนอันสะท้อนให้เห็นภาพงาสความขัดแย้งมันเกิดขึ้นได้แม้แต่คนประเทศเดียวกันเองพอๆกับความเกลียดชังแบบเหมารวม แล้วก็จบท้ายหนังแบบสวยๆวินๆ

ดูจบแล้วไม่ถึงกับเกลียด แต่เฉยๆอุเบกขามากกว่า

ในบรรดาหนัง ตปท ชิงออสการ์ตอนนี้ก็เหลือแค่ The Salesman ที่ยังไม่ได้ดู ถ้าถึงตอนนี้ยังคงยกให้ Toni Erdmann ได้ไป

30/02/17 – John Wick: Chapter 2 (Chad Stahelski/ US/ 2017) – 4/5

– โมโหตัวเองที่พลาดไม่ได้ดูภาคแรก

– สนุกมาก เท่ห์มาก แปลกใหม่และดูดีมีรสนิยม

– ขอดูภาคแรกก่อน แล้วค่อยว่ากันยาวๆ

(เหตุผลจริงๆคืองานช่วงนี้ยุ่งโครตๆอะ)

14th World Film Festival Of Bangkok 2017

23/01/17 – The Red Turtle (Michaël Dudok de Wit/ Japan, France, Belgium/ 2016) – 3.5/5

แม้จะได้ผู้กำกับเป็นชาวต่างชาติ แต่หนังจิบลิเรื่องนี้ก็ยังคงมีความเป็นจิบลิอยู่เต็มเปี่ยมด้วยการพูดถึงมนุษย์กับธรรมชาติ ด้วยเรื่องราวของชายหนุ่มเรือแตกติดเกาะที่มักโดนเต่าสีแดงตัวใหญ่ทำลายเรือไม้ไผ่ในทุกครั้งที่เขาต้องการออกเรือหนีออกจากเกาะ ก่อนที่ความประหลาดของเต่าแดงจะเกิดขึ้นจนต่อยอดไปเรื่องความผูกพัน ที่ซึ่งทั้งหมดอาจเป็นเพียงจินตภาพของชายติดเกาะผู้โดดเดี๋ยว

ความโดดเด่นหนึ่งของหนังคือความเรียบง่าย ความมินิมอลอย่างที่สุดของมัน หนังไร้สิ้นซึ่งเสียงการสนทนา มีเพียงเสียงคลื่น เสียงฝน เสียงลมหรือกับเสียงตะโกนสั้นๆ ผ่านการเล่าเรื่องแบบตำนานที่ถูกถ่ายทอดดั่งบทกวี บทกวีอันแสนเรียบง่ายของแง่งามของมนุษย์และความฝัน ของธรรมชาติและวิถีของมัน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็อยู่ในฝั่งที่ไม่ได้ชอบหนังมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลของจริตส่วนตัวนั้นแหละที่มักไม่ค่อยเข้ารอยกับหนังสวยๆแบบนี้ จริงๆหนังมันมองไปในแง่ของความเจ็บป่วยของความโดดเดียวได้แต่เราไม่ได้ถูกหนังมันเดินไปในแง่นั้นเลย สุดท้ายเลยจบลงที่โอเคกับหนังเพียงแต่ไม่ได้ชอบมากเท่าที่ควร

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ยังคงเชียร์อย่างสุดชีวิตให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันในโรง เพราะทุกองค์ประกอบของมันเหมาะสมที่สุดแล้วกับการดูในโรงใหญ่ มันมีภาพที่สวยสดงดงาม มีการใช้สี-แสงอย่างสมบูรณ์แบบจนน่าตะลึง มั่นใจว่าการได้ไหลเอื่อยไปกับเรื่องเล่างามๆบนภาพวาดสวยๆนี้สามารถจัดเป็นประสบการณ์การดูหนังอันน่าจดจำได้อย่างแน่นอน (หนังจะมีฉายอีกรอบในวันนี้ 24 ม.ค. 20.50น. ในงานเวิร์ลฟิล์มที่ CTW และจะเข้าฉายปกติต่อไป)

ปล.   ชอบภาพเกรนแตกๆในฉากกลางคืนมากๆ และซีนอุทกภัยก็เล่นเอาลืมหายใจได้เลย

24/01/17 – Dragon Inn (King Hu/ Taiwan/ 1967) – 4/5

ส่วนตัวแล้วเราไม่ใช่แฟนหนังกำลังภายใน แต่พอรู้ว่าเรื่องนี้รีสโตร์ภาพมาใหม่และฉายแบบจอใหญ่ๆเลยอยากลอง กอปรกับการได้ยินเสียงล่ำลือถึงความสำคัญของมันที่ว่าเป็นต้นทางของหนังกลุ่ม Wuxia ในยุคหลังๆ เลยยิ่งอยากดู

แรกสุดที่ต้องชมคือการรีสโตร์ใหม่ที่ภาพนิ้งมาก สวยและคมจริงๆ แถมหนังมันมีภาพกว้างๆ แลนด์สเคปอลังกาลเต็มไปหมด พอได้ภาพสวยๆมันเลยยิ่งถีบความอลังกาลนั้นสูงขึ้นไปอีก ขนาดถ่ายในโรงเตี๋ยมมังกรยังอลังกาลเลย จุดนี้ชอบมากๆ

และด้วยความที่เราคุ้นเคยกับหนังกำลังภายในในยุคหลังๆมากกว่า พอดูเรื่องนี้เลยพบเห็นความคุ้นเคยเต็มไปหมด คือแม้มันจะดูแข็งกระด้างไปบ้างตามยุคสมัยแต่ความครีเอตของมันกินขาดไปหมด มีทั้งที่ทำให้รู้สึกว้าวและตลก เหล่าซีนแอ็คชั่นดวลดาบก็มาแบบดิบๆแล้วก็ใช้การเคลื่อนกล้องและตัดต่อช่วย

ชอบซีนจอมยุทธพเนจรมาโรงแรมในช่วงแรกมากกกกกกกกกกกกก ทั้งสนุกและลุ้นตาม

อันนี้เป็นเกร็ดของหนังเรื่องนี้โดยอาจารย์แป๊ป ชาญชนะ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1703628426329774&set=a.1660049124021038.1073741859.100000479003495&type=3&theater

16195614_723017991182614_5779288429943573688_n27/01/17 – Railway Sleepers (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์/ ไทย/ 2016) – 5/5

เมื่อราวสองปีที่แล้ว เรานั่งรถไฟฟรีจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ด้วยเวลา 15ชั่วโมง การดูหนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดไปถึงช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาแสนทรมานอันยาวนาน แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงเราได้จนถึงปลายทางที่นอกจากการนอนหลับแล้วก็คือการดูความเป็นไปต่างๆนาๆ ดูผู้คน ดูวิวนอกหน้าต่าง ดูความแตกต่างของแต่ละสถานีที่รถไฟวิ่งผ่านด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมหัศจรรย์

ความมหัศจรรย์ที่ว่าคือการจับโมเม้นต์ต่างๆในรถไฟเหล่านั้นให้มันส่องแสงออกมาอย่างเต็มไปด้วยมีชีวิตชีวา เราเห็นเด็กฟันหลุด เด็กเล่นกับแสงอาทิตย์ กระเทยเด็กเม๊าส์มอย หนุ่มครวนเพลงเสกโลโซ ปัญหาเรื่องที่นั่ง พ่อค้าแม่ค้าขึ้นมาจำหน่ายของกินหรือแม้แต่ขอทานที่ต้องคอยแอบหลบพนักงานรถไฟ ไม่แปลกใจเลยจริงๆว่าเหตุใดหนังใช้เวลาถ่ายทำถึง 8ปี เพราะการจับโมเม้นต์เหล่านั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันเลยเป็นหนังที่เหมือนนำพาเรานั่งรถไฟไทยไปด้วยกัน (แต่ทรมานน้อยกว่าแน่นอน ฮา)

เราพบว่ากราฟความชอบของหนังเป็นรูปตัว N กล่าวคือเราชอบช่วงรถไฟชั้นสาม(ด้วยเหตุผลตามย่อหน้าด้านบน)กับช่วงท้ายที่เป็นการพูดคุยกันของตัวละครมากๆ ด้วยความที่หนังมันดูเรียล ดูจริงมาตลอดเรื่องก่อนพลิกกลายเป็นความเซอร์เรียลในช่วงนี้ที่มันค่อยๆทำให้ภาพการเมืองเรื่องรถไฟในประเทศไทยมันชัดขึ้น จากที่มัวแต่เพลินกับภาพเราก็ถูกดึงกลับมามองความเป็นจริง ก่อนที่หนังจะจบแบบค้างเติ้งไว้อย่างนั้นแต่สมองเราแล่นภาพ flashback ของเรื่องแบบย้อนกลับหลังไปอีกรอบดั่งการนั่งรถไฟซ้ำรอยเดิม

ติดท๊อปหนังไทยปีนี้แน่นอน รอหนังเข้าฉายจริงจะไปดูอีกรอบ พาแฟนไปดูด้วยเพื่อคนึงถึงช่วงเวลาเมื่อสองปีก่อน

mv5boduyowuxngutodi0ns00mgviltk1mwitnge0odzhmjqwnte3l2ltywdll2ltywdlxkeyxkfqcgdeqxvymtcxntyymjm-_v1_28/01/17 – Wastelands (Miriam Heard/ Chile, France, UK/ 2016) – 2/5

พอหนังจบเดินออกจากโรงเจอมิตรสหาย มองหน้ากันซักพักก็หัวเราะกันลั่นเลย 555

หนังลำไย๊ลำไย ยิ่งพอมันพยายามใส่ดราม่าเรื่องการเมืองเข้าไป การเมืองอันว่าด้วยททหารรับจ้างที่ไปช่วยอเมริการบที่อิรัก แทนที่จะเป็นการช่วยพยุงให้หนังมันดีขึ้นแต่ดันกลับทำให้ดูลำไยมากกว่าเดิม

แล้ววิธีการเล่าก็แบบ…อย่างที่มิตรสหายว่า คนดูๆผ่านไป 10 นาทีก็รู้แล้วว่าจะเป็อย่างไรต่อ มีแต่ตัวละครเท่านั้นแหละที่ยังไม่รู้

28/01/17 – Fundamentally Happy (Tan Bee Thiam, Lei Yuan Bin/ Singapore, Malaysia, Thailand, HK/ 2015) – 3/5

จริงๆชอบประเด็นของมันมากๆนะ เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและศาสนา อันเป็นพล๊อตที่เราว่าเหมาะกับสิงคโปร์มากๆ หนังถ่ายทำกันในสถานที่เดียวแถมได้คริสโตเฟอร์ ดอยล์มาถ่ายภาพให้ด้วย

แต่ปัญหาคือการที่มันถูกแยกเป็นองค์ออกจากกันชัดเจนแล้วการเชื่อมองค์มันก็เป็นแบบข้ามกระโดด ทำให้เราต่ออารมณ์และตามตัวละครไม่ติด จากช่วงแรกที่ดันประเด็นไปสูงขึ้น องค์ต่อมาก็กลับดร๊อปมันลงมาแรงๆซะงั้น

จาก q&a ผกก ว่าหนังทำมาจากบทละครเวที ซึ่งพอกลับมาคิดก็ว่ามันเหมือนละครเวทีมากกว่าจริงๆ ไม่ค่อยเหมือนหนัง

29/01/17 – The High Pressures (Ángel Santos/ Spain/ 2014) – 3.5/5

เรื่องราวนกๆของชายหนุ่มที่กลับมาบ้านเกิดเพื่อค้นหาโลเคชั่นสำหรับหนัง กลับไปพบกับโรงงานเซรามิคร้างที่เคยรุ่งเรืองในอดีต พบกับแฟนเก่าที่มีผัวใหม่ น้องของแฟนเก่าที่่โดนเพื่อนโฉบไปแดก ความนกก่อเกิดความเครียดและอาจร้าวรานใจที่สุด

หนังมีโมเม้นต์ดีๆที่เราชอบเยอะแยะมากมายที่เราก็ชอบมาก อย่างซีนละครหุ่นอันว่าด้วยเรื่องนกๆ แต่โดยภาพรวมแล้วรู้สึกรำคาญความช้าของทั้งตัวละครและตัวหนัง คือชีวิตมึงมีเทมโป้บ้างก็ได้นะ

29/01/17 – The Black Hen (Min Bahadur Bham/ Napel/ 2015) – 4/5

ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับหนังประเทศนี้เท่าไหร่ หนังที่เคยดูก็มักเป็นหนังเล็กๆ ถ่ายง่ายๆ ประเด็นไม่ใหญ่ แต่ในเรื่องนี้กลับกลายเป็นตรงกันข้ามเลย ทึ่งมากว่านี่คือหนังเนปาลที่เพียบพร้อมไปหมด ทั้งเรื่องโปรดักซ์ชั่น งานภาพอลังกาล การแสดงดีๆและตัวเรื่องที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจคนดูได้ไม่ยากซึ่งมันก็เหมาะควรแล้วที่ถูกส่งชิงออสการ์

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กในสองวรรณะที่เป็นเพื่อนกันช่วยกันตามหาไก่ การกระทำแบบเด็กๆในโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยการเมืองและสภาพสังคม หนังดูง่าย สนุก น่ารักโดยเฉพาะตัวนักแสดงเด็ก บทจะชวนช๊อคก็ทำได้ถึง

แต่จะติดอยู่หน่อยก็ตรงที่มันตรงไปตรงมาในทางการเมืองมากๆ คือเลือกฝ่ายชัดเจนทั้งๆที่ปัญหาเรื่องการกดขี่ของสภาพสังคมกลับไม่ถูกโบวด์ให้เข้มขึ้นมาเลย

29/01/17 – Mushroom (Oscar Ruiz Navia/ Colombia/ 2014) – 4.5/5

รู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป จากตอนแรกหลังดูจบที่ค่อยไปทางเฉยๆ

เรื่องของวัยรุ่นที่เชื่อว่าการใช้ฝีมือทางกราฟฟิตี้ของตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้หลังจากได้เห็นคลิปอาหรับสปริง ส่วนที่มันดีและมันฝังจำเข้าไปในหัวคือการที่หนังมันไม่ตัดสิน ไม่คลี่คลายใดๆ แม้ชีวิตของตัวละครจะค่อยๆดิ่งลงยังไงแต่พวกมันก็ยังคงไม่รู้ตัว ยังคงเชื่อในการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยกราฟิตี้ต่อไปทั้งๆที่เราคนดูเริ่มโอนเอียงไปเป็นอีกแบบแล้ว

แถมหนังยังมี conflict ในเรื่องของประสบการณ์ของช่วงวัยใน 3 รุ่น กล่าวคือคนรุ่นยายที่ปลงตกกับชีวิตแล้ว คุณรุ่นแม่ที่หมดหวังแล้วเข้าหาศาสนาและคนรุ่นใหม่ที่ยังคงมีไฟอยู่ เป็นภาพสะท้อนสภาพสังคมได้รุนแรงดี

29/01/17 – Staying Vertical (Alain Guiraudie/ France/ 2016) – 4.5/5

ชอบนิยามของหนังเรื่องนี้จากพี่จิตรที่ว่า “ค..ยังคงยืนโด่เด่โดยท้าทาย” ที่ล้อกับวลีหนึ่งจากเพลงของ จิตร ภูมิศักดิ์ มากๆ รู้สึกว่าใช้จริงๆ

นี่น่าจะเป็นหนังที่เหวอที่สุดในเวิร์ลฟิล์มปีนี้แล้วล่ะ หนึ่งคือมันไม่สามารถเล่าเรื่องใดๆได้เลย สองคือไม่สามารถคาดเดาใดๆได้เลยด้วย ดูไปซักพักก็เริ่มปล่อยว่าง เริ่มตามใจหนัง มึงอยากทำอะไรมึงก็ทำไปเลย คือกูยอมแล้ว แต่ผมที่ได้คือความสนุก หลุดโลกพร้อมกับรสชาติอันแสนวิปลาส

จุดหนึ่งที่พอจะจับเอาเป็นแกนได้บ้างก็คือการที่หนังตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนเราดำเนินการตามความรู้สึกและความต้องการของตัวเองในทุกๆอย่าง” ผลที่ได้ก็คงฉิบหายแบบนี้แหละ 555

เรายังไม่เคยดูหนัง ผกก คนนี้มาก่อน Stranger by the Lake (2013) หนังเรื่องที่แล้วก็พลาดไป แต่คงหามาดูเร็วๆนี้

16265517_1322236791147883_357764908917625877_n30/01/17 – 5 To 9 (Tay Bee Pin, Vincent Du, Daisuke Miyazaki, Rasiguet Sookkarn/ China, Singapore, Japan, Thailand/ 2016) – 3/5

เรื่องสั้น 4 เรื่อง ใน 4ประเทศ ในช่วงเวลาหลังเลิกงานคือ 5โมงเย็นจนถึง 9โมงเช้า

ตอนจีนมันสวยหวานไปหน่อย ดูแล้วก็คิดถึงหนังสารคดี Wheat Harvest (2008) ที่เป็นคนละด้านกับในหนังตอนนี้เลย

ตอนสิงคโปร์น่าจะเป็นตอนที่เราชอบที่สุด เรียบง่ายดีอันพูดถึงเรื่องผู้อพยพและการเมืองในประเทศเล็กๆ

ตอนของญี่ปุ่นนี่ชอบเรื่องพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับรัซเซียเพราะว่าไม่ค่อยได้เห็นในหนัง กอปรกับนอสทาเจียกับโรงฉายหนังโป๊ แต่เรื่องโดยรวมไม่ค่อยนำพาเราไปไหนเท่าไหร่

ส่วนตอนของไทย สำหรับเราๆรู้สึกว่ามันเล่นท่ายากไปหน่อย จริงๆก็ชอบนะในการยั่วล้อกันระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง วิทย์ยาศาสตร์กับเรื่องของความรุ้สึก ภาพยนตร์กับเบื้องหลัง แต่มันยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ แต่ชอบศจีจังเลย

ปล. ดูจบอยากขอใส่ Klose ของน้องแพรเข้าไปด้วยจริงๆ 555

30/01/17 – The Cat in the Closet (Ying-Ting Tseng/ Taiwan/ 2016) – 1/5

การให้อาหารแมวจรจัดไม่ควรถูกทำให้มันกลายเป็นเรื่องโรแมนติก การเอาอกเอาใจแบบผิดๆต่อผู้ป่วยทางจิตเภทไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การยอมเลี้ยวแมวทั้งๆที่ตัวเองแพ้ขนแมวไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การสงสารแต่ไม่คิดจะรับแบบนี้ไม่ควรจะถูกทำให้โรแมนติก

ดูแล้วหงุดหงิดตลอดเวลา แมวมันน่ารักแหละ แต่อีตัวแม่นั้นแหละที่ไม่น่ารัก ถุ้าเราเป็นเพื่อนบ้านเราก็คงทำแบบที่ชายแก่หัวล้านคนนั้นทำ

มันผิด มันผิด มันผิด หนังจบมึงยังฉายแสงสว่างความอบอุ่นสดใส ทั้งๆที่มันผิด มันผิด มันผิด

30/01/17 – Diamond Island (Davy Chou/ Cambodia, France, Germany, Qatar, Thailand/ 2016) – 5/5

ขอลัดคิวหนังเรื่องอื่นๆเพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก่อนเลยด้วยความที่ชอบหนังมากกกกกกกกกกกกกกก

Diamond Island เล่าเรื่องราวของหนุ่มต่างจังหวัดผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในกรุงพนมเปญบนเกาะตามชื่อเรื่อง แล้วในคืนหนึ่งเขาได้พบเจอกับพี่ชายแท้ๆที่หนีหายออกจากบ้านไปเมื่อ 5 ปีก่อน พี่ชายที่ตอนนี้กลายเป็นวัยรุ่นมีสตางค์ อยู่ในมวลหมู่เพื่อนๆที่มีสตางค์โดยมีคนอุปภัมภ์ช่วยเหลือปริศนาจากอเมริกา พี่ชายที่พยายามช่วยเหลือน้องชายของตัวเองเท่าที่จะทำได้เพื่อการหล่อเลี้ยงความฝันและสร้างโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

เราสนใจหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวแรกๆของมัน ด้วยความที่เคยไปเยือนเกาะแห่งนี้มาครั้งหนึ่งและเราชอบมากเป็นการส่วนตัว มันเป็นสถานที่ๆให้ความรู้สึกประหลาดและสุดขั้วอย่างที่สุด ด้านหนึ่งของมันคือการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างยิ่งใหญ่หรูหรามากมาย มีคาสิโน มีโรงละคร มีสตูดิโอหรือแม้แต่คอนเวนชั่นฮอลล์ แต่อีกฝากมันก็มีร้านรวงเล็กๆ สนามเด็กเล่นที่มีเครื่องเล่นอย่างงานวัด มีสนามฟุตซอลง่ายๆ รวมไปถึงลานกว้างที่จะเต็มไปด้วยหนุ่มสาวมานั่งพูดคุย พลอดรักด้วยแสงไฟจากเครื่องเล่นต่างๆที่เต็มไปด้วยสีสันในยามค่ำคืน และที่สุดขั้วมากที่สุดคือเพียงแต่เราข้ามออกมาจากเกาะ เราก็จะพบกับความเงียบ กันดานและสวนสนุกร้างที่ถูกปิดไปแล้วเพียงการเดินไม่กี่ก้าว

ดังนั้นแล้วสำหรับเราเกาะนี้มันเลยเป็นทั้งความแปลกแยก แปลกประหลาด พอๆกับที่มันเป็นโอกาสของเหล่าผู้คนที่ไม่ใช่แค่เพียงเหล่าผู้ลงทุนในอภิมหาโปรเจกค์ต่างๆบนเกาะ แต่มันหมายรวมถึงการงานของคนในประเทศเองด้วย ซึ่งในมิติหลังที่แหละที่ Diamond Island มันถูกนำมาพูดถึง ความพิเศษของหนังเรื่องนี้มันก็อยู่ตรงนี้แหละ หนังมันพูดถึงเรื่องอันสามัญอันว่าด้วยการมีชีวิตที่ดีขึ้น การเดินตามความฝัน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรักและมิตรภาพ โดยมีเรื่องของโอกาสและชนชั้นมาเป็นตัวแปรหลักสำคัญ ด้วยเบื้องหน้าที่เป็นภาพฟุ้งฝันของเสื้อสีสันสดใส ของเพลงคาราโอเกะหวานๆ ของเกาะที่เต็มไปด้วยแสงสีเรืองรอง ของความเชื่อว่าหิมะเคยตกที่พนมเปญ

หนังค่อยๆนำพาคนดูเดินทะลุผ่านความฝุ้งฝันเหล่านั้น ตรงลึกไปจบพบกับทั้งความดำมืดและเงียบงัน จนการหันหลังมองกลับไปแทบจะมองไม่เห็นแสงไฟเหล่านั้นอีกแล้ว ประกายในแววตาพร่าเลือน ซีนการกลับมาเกาะอีกครั้งของตัวละครคือบทสรุปอันเจ็บปวดที่สุด เพราะในที่สุดแล้วการมีชีวิตที่ดีกลับกลายเป็นคนละเรื่องกับความฝันและโอกาสก็ไม่ใช่เรื่องของคนทุกคน ฉากคาราโอเกะปิดท้ายหนังทำเอาเราน้ำตาไหล

ปล. นี่น่าจะเป็นหนังกัมพูชาอันสำคัญเรื่องหนึ่งในแง่ของการบุกเบิกหนังกัมพูชายุคใหม่ หนังกัมพูชาที่หลุดกรอบจากเรื่องเขมรแดงไปเสียที ที่เรามักได้เห็นบ่อยๆในหนังของ Rithy Panh

30/01/17 – American Honey (Andrea Arnold/ UK, US/ 2016) – 4/5

หนังยาวเกือบสามชั่วโมง แต่ไม่น่าเบื่อเลย เพลิดเพลินมาก ภาพสวย เพลงเพราะ

มันว่าการดิ้นของสาวน้อยที่พยายามถีบตัวเองออกจากชีวิตเหี้ยๆโดยไปเป็นเซลล์ขายนิตยสารตามบ้านที่ต้องเดินทางข้ามรัฐกันตลอดเวลา คลอเคลียไปกับอาการแอบรักแอบหลงหัวหน้าทีม

สิ่งที่ดีงามมากๆของมันคือการที่หนังมันแสดงตัวเองเป็นหนังหวานๆ สีหวานๆ ใชัอัตราส่วนภาพที่เกือบจะจตุรัสที่อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเหล่าภาพถ่ายสีอิ่มๆในอินสตาแกรม มาเคลือบในแก่นที่มันพูดถึงการดิ้นรน ความฝัน การปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับผู้คนและสิ่งต่างๆรอบข้างที่เปลี่ยนไปในแต่ละที่ เรียนรู้การแสร้งทำหรือการแสดงออกเพื่อความอยู่รอดของชีวิตพร้อมๆไปกับการเติบโตภายในตัวเอง จนกลายเป็นหนัง bitter-sweet ที่ลงตัวดี

ส่วนตัวคิดว่าหากรู้บริบทในแต่ละรัฐของอเมริกามาบ้างน่าจะดูหนังได้สนุกขึ้น อย่างไรก็ตามในหนังของอาร์โนล เรายังชอบ Fish Tank มากกว่าหน่อย

31/01/17 – Kebab & Horoscope (Grzegorza Jaroszuka/ Poland/ 2014) – 3/5

ตลกหน้าตายสไตร์ รอย แอนเดอร์สัน เอาจริงๆหนังมันเปิดเรื่องมาได้น่าสนใจมากๆเลยนะในซีนร้านขายเคบับที่พนักงานมันลาออกแล้วนั่งคุยกับลูกค้าก่อนพบว่าอีลูกค้าคือคนเขียนเรื่องดวงในนิตยสารสัตว์ที่อีตาพนักงานอ่านและเชื่อตามว่าให้ลาออกจากงานซะ 555

จากนั้นทั้งคู่เลยกลายเป็นคู่หูไปเป็นที่ปรึกษาด้านการขายให้กับบริษัทขายพรมอันประกอบไปด้วยเจ้าของร้านที่ยกเหล็กตลอดเวลาและเลี้ยงปลาทอง 5 ตัวตามความเชื่อแปลกๆ พนักงานบัญชีที่รับคนเกาหลีที่ตั้งใจจะมาฆ่าตัวตายในโปแลนด์ พนังงานขายหญิงหน้าตายกับแม่พี่ที่พยายามตามหาแฟนเก่า พนังงานขายชายกับเมียบ้าฟุตบอลและลุงทำความสะอาดที่ชอบกินน้ำตาล

แล้วหนังมันก็เดินแบบหน้าตายๆไปเรื่อยๆ สลับกันไประหว่างชีวิตบ๊องๆของแต่ละตัวละครกับอีวิธีการอบรมแปลกๆในการพัฒนาการขายพรม น่าเสียดายที่มันเป็นแบบนี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ช่วงท้ายๆมันเลยเริ่มเบื่อ

31/01/17 – Apaporis: In Search of One River (José Antonio Dorado/ Colombia, US/ 2010) – 3.5/5

สารคดีที่นำพาคนดูเข้าไปสำรวจชีวิตของชนเผ่าต่างๆในอเมซอน ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อการบันทึกภาษา ความรู้โบราณและวัฒนธรรมที่กำลังค่อยๆสูญหายไป โดยการไปตามรอยนักพฤษศาสตร์ Richard Evan Schultes ผู้เขียนไดอารี่อันเป็นต้นธารของหนัง Embrace of the Serpent (2015)

หนังดำเนินตามจุดประสงค์ของตัวเองได้สมบูรณ์ นั้นคือการการบันทึกสิ่งที่กำลังจะหายไปเหมือนๆกันสิ่งที่ริชาร์ตทำ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์

ฉากเด็ดของหนังคือการฉากสุดท้ายในการแสดงภาพการชุบนกที่ถูกยิงลูกดอกให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

31/01/17 – Dirty Romance (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2015) – 3/5

จากผู้กำกับ Barbies ที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน ปีนี้หนังของเขากลับมาฉายในเทศกาลอีกครั้ง แน่นอนหนังของเขาไม่เคยธรรมดา

เรื่องคือพี่ชายนักเรียนจนๆที่อยู่ลำพังกับน้องสาวที่เป็นง่อย มีเพื่อนชายหน้าตาดีที่มีแม่เป็นบ้า แล้วอีตัวเพื่อนดันติดหนี้ตัวพี่ชายอยู่ พี่ชายเลยให้ขัดดอกด้วยการให้ไปเอากับน้องสาวง่อยเพราะเธอชอบอีเพื่อนพี่ชายคนนี้ ในอีกด้านก็มีชายหนุ่มเอ๋อๆที่แอบชอบอีตัวน้องสาวง่อยอยู่ แล้วเรื่องก็ค่อยๆมาฉิบหายขึ้นเรื่อยๆเมื่อพี่ชายของอีเพื่อนปรากฏตัว

เอาจริงๆคือประหลาดใจนิดหน่อยที่หนังที่ดูจะเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เมื่อดูไปเรื่อยๆกลับค่อยๆหวานขึ้นไปซะงั้น แถมหวานไปถึงขนาดขัดเงาให้มันวาวกันเลย แบบตั้งใจด้วยเพราะตอน Q&A ผกก บอกว่าเขาทำหนังแฮปปี้เอนดิ้ง 555 (แต่มองอีกแง่ก็รู้สึกถึงความตั้งใจกวนตีนของทั้งหนังและ ผกก)

เรื่องนี้ยังสู้ Barbies แต่เรื่องหน้าไม่แน่ หนังชื่อ Walking Street ถ่ายทำที่พัทยา

31/01/17 – Fire at Sea (Gianfranco Rosi/ Italy, France/ 2016) – 3.5/5

หนังแบ่งแยกออกได้เป็นสองเรื่องย่อย คือเรื่องของผู้อพยพมาที่เกาะ กับเรื่องของผู้คนบนเกาะ โดยมีกิมมิคเรื่องสายตาของเด็กเป็นตัวเชื่อม (จำพวกปิดตาข้างนึงในการมองปัญหา หรือการพยายามต่อสู้กับปัญหาด้วยสายตาอีกข้าง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะเชื่อว่าถ้าหนังมันมีแต่ส่วนเรื่องผู้อพยพอย่างเดียว หนังคงแห้งแล้งเอามากๆ

แต่ปัญหาที่เราพบคือ เราไม่มั่นใจว่าเรื่องราวของคนบนเกาะมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่ ตอนดูนี่เชื่อตลอดเลยว่ามันเป็นเรื่องแต่ง (เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือเรื่องจริง มันเป็น Doc) พอเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องแต่ง เราจึงรู้สึกประหลาดกับหนังไปเลย รู้สึกว่าการเอาเรื่องผู้อพยพมันเป็นเพียงแค่การทำให้หนังมันดูน่าสนใจ เอาเรื่องที่อยู่ในกระแสมาใส่เพียงเพื่อให้หนังมันอยู่ในกระแส ปัญหาจึงคือเราไม่สามารถ relate สองส่วนนี้เข้าด้วยกันได้เลยระหว่างดู แถมยังส่งผลให้เราไม่ชอบซีนช๊อคที่ท้องเรือในช่วงท้ายเรื่องเอาเสียเลยด้วยเหตุผลที่ว่าไป แถมทำเอาคิดไปถึงหนังสารคดีดีๆอีกเรื่องอย่าง Waltz with Bashir (2008) ที่ดีกว่าและช็อคกว่า

โอเคล่ะ พอมาได้รู้แล้วว่าหนังมันเป็น doc ทั้งหมด (แม้ส่วนตัวยังจะคงไม่เชื่อ) ก็เริ่มเห็นภาพความแปลกแยกของคนสองฝั่งมากขึ้น แต่ก็นั้นแหละ ข้อดีมากๆของหนังคือการบอกว่าสารคดีมันไปได้ไกลมากกว่าแค่การถ่ายแต่เรื่องจริง ความรู้สึกจริงและไม่จริงของมันนี่แหละน่าจะเป็นประเด็นที่เราชอบที่สุด มากกว่าแค่เรื่องผู้อพยพ

ปล. เหตุผลที่เราเชื่อว่ามันเป็นเรื่องแต่งคือมันดูเหมือนเป็นการเซ็ตในทุกซีน ตัวเด็กนี่ก็ลื่นไหลเหลือเกิน คุยกับนกเล่นกับนกในป่าก็ได้ด้วย แถมมีซีนนึงที่ปู่-ย่าของตัวเอกนั่งดื่มกาแฟกัน แล้วในซีนท้ายๆที่เป็นซีนจัดเตียงเราเห็นว่ารูปที่ย่าเอาขึ้นมาจูบคือรูปของปู่ เราเลยคิดว่านี่คือจินตนาการของย่าถึงปู่ที่ตายไปแล้วอะไรแบบนั้น

01/02/17 – Where There is Shade (Nathan Nicholovitch/ Cambodia, France/ 2015) – 4.5/5

เปิดมาก็ช๊อคคนดูไปเลยกับภาพกระเทยเฒ่าโม๊กจู๋คนขแมร์ท้องถิ่นพร้อมกับถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

พล๊อตของหนังสุดตรีนมาก มันว่าด้วยกระเทยเฒ่าชาวฝรั่งเศษที่ทำงานเป็นกระหรี่อยู่ในกรุงพนมเปญ มีแฟนเป็นคนพาเด็กสาวๆไปขายตัวที่เมืองไทย วันหนึ่งเธอได้พบกับหนึ่งในเด็กสาวก่อนได้เดินทางไปด้วยกัน เธอไปพบกับคนรักเก่า ส่วนเด็กน้อยได้กลับบ้าน ก่อนที่จะได้พบความจริงอันชวนช๊อค

เห็นด้วยกับเหล่ามิตรฯที่มอบให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังเซอร์ไพร์สที่สุดของเทศกาลด้วยความที่มันเป็นประเด็นที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เมื่อเจ้าอาณานิคมเดิมกลายมาเป็นผู้ใต้อาณานิคมเสียแทน กลายมาเป็นชนชั้นต่ำสุดในแผ่นดินอดีตอาณานิคม ในเขตที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์ ยาและการค้ามนุษย์

ด้วยความที่มันลดลำดับชั้นลงมาให้เท่ากันแบบนี้ อีภาพแบบคนโมเดิร์นที่เข้ามาช่วยเหลือเหล่าผู้คนแสนพรีมีทีฟทั่วๆไปมันเลยถูกทำลายทิ้งไปหมดเลย (ส่วนนี้ถูกขยายให้ชัดขึ้นด้วยความล้มเหลวของการตามหาผู้ร้ายในช่วงเขมรแดง) มันเลยกลายเป็นหนังที่คาดเดาไม่ได้ เดาใจไม่ถูก แล้วจากหนังที่ดูแรงๆ มันค่อยๆเติบความอบอุ่นเข้าใจเรื่อยๆที่ซึ่งบทสรุปมันก็ออกมาลงตัวและงดงาม

ปล. อีซีน “บุ๊บ บุ๊บ 5 ดอลล์” ที่แม่งสุดขีดเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

01/02/17 – Death of a Fisherman (Gerardo Herrero/ Spain/ 2015) – 2/5

มีความโคนัน มีความคลิเช่ของหนังแนวสืบสวนสอบสอนแล้วก็ไม่วอกแวกอะไรทั้งสิ้น เดินตามหลักฐานที่หาได้ไปเรื่อยๆ จนจบ

จริงๆหนังไม่น่าเบื่อนะ มันก็ไปได้เรื่อยๆของมัน อาจด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้มันดูมีอะไรดี

จะว่าไปประเทศเจริญๆนี่แลดูชิลกันดีจังแม้กระทั้งการสืบสวนหาคนร้าย 555

01/02/17 – Elle (Paul Verhoeven/ France, Germany, Belgium/ 2016) – 4.5/5

สุดขีดมาก สนุกมากและตลกสัดๆ และขอกราบตีนอูแปร์

เรื่องคร่าวๆคือสาวใหญ่ผู้บริหารบริษัทำเกม เธอโดนข่มขืน แต่เธอกลับไม่ไปแจ้งความใดๆทั้งสิ้น เพราะเธอต้องยุ่งกับการจัดการชีวิตของเธอที่แวดล้อมไปด้วยผัวเก่าที่กำลังมีแฟนใหม่ แม่ที่มีเด็กคราวลูกมาติดพัน ลูกชายที่ไม่ค่อยได้เรื่อง กิ๊กที่ทำงาน เพื่อนบ้านคลั่งศาสนารวมไปถึงการต้องเปิดตัวเกมให้ได้ตามกำหนด แถมยังต้องค่อยจัดการเรื่องในอดีตของเธอเองอีกด้วย แต่ถ้าว่างๆก็ค่อยไปตามสืบว่าใครข่มขืนเธอ

ความสุดขีดของหนังขั้นสุดคืออานุภาพการทำลายล้างของ อิซาเบล อูแปร์ การทำลายล้างผู้คนรอบตัวเธอทั้งหมดด้วยความนิ่งเรียบ เธอแสดงภาพของผู้หญิงที่เหมือนจะมีปัญหาทางจิตชอบความรูนแรงผู้พยายามจะปกปิดปัญหานั้นไว้พร้อมๆกับการไถ่ถอนบาปของตัวเอง แต่ปัญหาคือเธอควบคุมมันไม่ค่อยอยู่ มันเลยเปลี่ยนรูปความรุนแรงทางกายภาพมาเป็นรูปแบบอื่นที่ผ่านออกมาจากใบหน้าของเธอ แววตาของเธอ รอยยิ้มของเธอ ซึ่งอูแปร์ละเอียดมากกับการถ่ายถอดโมเม้นต์เล็กๆแบบนี้ ผลคือความฉิบหายของคนรอบตัวเธอทั้งหมด

แถมหนังยังตลกมากๆ ตลกแบบขำก๊ากเลย ตลกแบบช่วยส่งความเป็นหนังทริลเลอร์ให้เฉิดฉายขึ้นมาอีกด้วยซ้ำ ซีนทิชชู่นี่นึกไปถึงอูแบร์ใน The Piano Teacher (2001) เลย 555

Film I’ve seen in January 2017

01/01/17 – ผ่าปืน (ฉลอง ภักดีวิจิตร / ไทย/ 1980) – 3/5

เปิดปีด้วยเรื่องนี้ ทำนายว่าปีนี้กูจะหุ่นดีเหมือนอาสมบัติ และมี “ปืน” ใหญ่เหมือนปืนของอาสมบัติ ยิงโป้งเดียวจอด 😛

ในมวลหมู่หนังอาฉลองที่ได้ดู เรายังคงชอบ ตัดเหลี่ยมเพชร (พ.ศ. 2518) มากที่สุดอยู่ดี จริงๆเรื่องนี้คงต้องหาเวอร์ชั่นเต็มๆมาดูใหม่ เพราะเวอร์ชั่นที่ดูในยูทูปเชื่อว่ามันถูกตัดออกไปหลายช่วงหลายตอน แถมยัง mute พวกคำหยามต่างๆไปอีก เสียอรรถรสไปเยอะมาก

อาสมบัติเล่นเป็นตำรวจมือปราบ กระสุนที่ออกจากปากกระบอกปืนของเขาทุกนัดจะเป็นแบบ โป้งเดียวจอด ทุกราย จนได้ฉายาว่าเป็นมือปราบปืนโหด ที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จับตัวประกันนักเรียน

อย่างที่บอกว่าหนังมันโดนตัดไปเยอะ โดยรวมเราเลยรู้สึกเฉยๆเหมือนหนังแอ็คชั่นทั่วๆไป สิ่งที่ชอบที่สุดคือการที่หนังมันมีซีนนึงถ่ายในโรงหนังสยาม อือหือ ภาพเก่าๆพุดออกมาเลย

03/01/17 –  The Virgin Psychics (Sion Sono/ Japan/ 2015) 3/5

ญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริงๆ ในเมื่อฮอลลีวู๊ดมีเอ็กซ์เมน มีอแวนเจอร์ พี่ยุ่นเราเลยเล่นเอามามิกซ์คัลเจอร์กันเสียเลย จึงได้หนังเรื่องนี้ขึ้นมาอันนิยามสั้นๆได้ว่ามันคือ เอ็กซ์เมนสายหื่น!

เรื่องคืออีพระเอกได้รับพลังวิเศษมาที่สามารถอ่านใจคนอื่นได้ แต่ก็ไม่ใช่มันคนเดียวที่ได้รับพลังวิเศษนี้เพราะใครก็ตามที่เวอร์จิ้นและกำลังช่วยตัวเองอยู่ ณ ขณะที่ลำแสงจากต่างดาวพุ่งเข้าสู่โลก เหล่าเขาผู้นั้นจะได้รับพลังวิเศษ พลังที่แตกต่างกันไป ที่นี้มันก็มีตัวร้ายที่เป็นพวกเกลียดมนุษย์ เกลียดความโลภและต้องการสร้างโลกที่ทุกคนสามารถปลดปล่อยความปราถนาของตัวเองได้เต็มที่อันทำให้ท้องถนน โรงเรียนเต็มไปด้วยสาวเงี่ยนนุ่งบิกินี่เต็มไปหมด พวกเขาจึงต้องผนึกกำลังช่วยโลก โดยมีพล๊อตรองเป็นเรื่องการตามหาสาวคนรักในโชคชะตาที่ได้รู้จักพูดคุยกันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่!!!

โดยไม่ต้องคิดอะไร หนังติงต๊องเต็มสูบ อัดทั้งนม, ตูดและขาอ่อนให้เมากันไปข้าง พลังของผู้วิเศษแต่ละนางก็เหลือแดก อาทิสาวที่สามารถอ่านอนาคตของคนได้หากคนๆนั้นมองนมเธอ!, มนุษย์ที่ควบคุมสิ่งของได้ แต่ของเหล่านั้นต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศเท่านั้นอย่างหนังสือโป๊หรือจิ๋มกระป๋อง! ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของพล๊อตการช่วยโลกอะไรนั้นเราว่าสนุกดี บ้าบอพอๆกับทำให้เงี่ยน แต่อีพล๊อตรักอะไรนั้นควรเอาไปเก็บช่องผัก ยิ่งช่วงท้ายๆที่เหมือนโกงกันหน้าตาเฉย

เราไม่เคยรู้จักมังงะเรื่องนี้มาก่อน และก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดโซโนะถึงคิดมาทำ แม่ง! ไม่โซโนะเลย (แต่ให้คะแนนความสนุกแบบหงี่ๆ)

05/01/17 – I’m Not There (Todd Haynes, USA, Germany, Canada/ 2007) – 4/5

เป็นหนังอัตชีวประวัติที่น่าทึ่งมาก แค่การเอานักแสดงหลายๆคนอันประกอบไปด้วย เด็ก-คนแก่ ชาย-หญิง ผิวขาว-ผิวดำ มารับบทเป็นตัวละครเดียวกัน (ในที่นี้คือบ๊อบ ดีแลน) เพื่อเล่าเรื่องของเขาในแต่ละช่วงวัยก็เก๋กู๊ดมากๆแล้ว อีกส่วนที่เราชอบมากๆคือการที่มันมิกซ์อับกันระหว่างการเป็นสารคดีหลอกๆและความเป็นหนังแบบฟีเจอร์ มันลงตัวดีจริงๆ

การใช้เพลงของหนังก็ดีมากอันเป็นเหตุผลเดียวกับที่เราชอบ Amy (Asif Kapadia/ 2015) หรือ What Happened, Miss Simone? (Liz Garbus/ 2015) เพราะมันช่วยทั้งการเล่าเรื่องและบอกตัวตนของตัวละครไปพร้อมๆกัน และส่วนตัวชอบพาร์ตความรักคู่สงครามเวียดนามของตัวละคร ฮีธ เลดเจอร์ และ ชาร์ลอต เกนส์เบิร์ก กับพาร์ตของ เคท แบลนเช็ตต์ ที่แทบจะขโมยหนังไปทั้งเรื่อง

น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือความรู้เกี่ยวกับ บ๊อบ ดีแลน ของตัวเราเองที่มีน้อยมาก เลยไม่อาจเชื่อมโยงอะไรได้เท่าไหร่ อาทิชีวิตของเขาในแต่ละช่วงที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด แต่ก็ทำให้อยากที่จะไปหาประวัติของพี่แกมาอ่านแล้วก็ยิ่งอยากรู้ว่าเหตุใดแกถึงได้โนเบล

เดี๋ยวดู No Direction Home (Martin Scorsese/ 2005) ต่อดีกว่า

07/01/17 – Yi Yi: A One and a Two (Edward Yang/ Taiwan, Japan/ 2000) – 5/5

หนังเรื่องที่สองของเอ็ดเหวิด หยางที่เราได้ดูต่อจาก A Brighter Summer Day ที่ติดอันดับหนึ่งไปเมื่อปีที่แล้ว มาเรื่องนี้ก็ต้องยอมก้มลงกราบงามๆอีกรอบ

ไม่แปลกอะไรที่หนังจะได้รับคำสรรเสริญมากมายแบบเอกฉันท์ หนังเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ความปราณีต มีความสุขุม มีวุฒิภาวะ นุ่มลึกและงดงาม (คือสามารถเติมอะไรก็ตามในการสรรเสริญลงไปได้ทั้งหมดนั้นแหละ) โดยไม่จำเป็นต้องตีค่าตีความหมายอะไรเลยด้วยซ้ำ

หนังมันพูดถึงธรรมชาติของมนุษย์ พูดถึงการใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่ที่คลุมในทุกช่วงวัย เวียนว่ายอยู่ในวงจรชีวิตเกิดแก่เจ็บตาย ในอริยสัจสี่รักโลภโกรธหลง รวมถึงการเรียนรู้โลกเรียนรู้ชีวิต ซึ่งไอ้การทำหนังที่มันพูดในเรื่องซิมเปิ้ลง่ายๆแบบนี้ให้ออกมางดงามได้นั้นมันคงต้องการการตกตะกอนทางความคิดและชีวิตของตัวผู้สร้างมาพอสมควรเลยทีเดียว เพราะอย่างที่เคยบอก เรื่องง่ายๆธรรมดาๆแบบนี้แหละเป็นสิ่งที่ทำเป็นหนังยากที่สุด

ตอนดูจบใหม่ๆไม่ชอบเท่าไหร่แฮะเพราะรู้สึกมันละเอียดเกินกว่าที่เราจะแนบอิงได้ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆกลับพบว่ายิ่งชอบหนังขึ้นเรื่อยๆ อาจเพราะเราไม่สามารถสกัดชีวิตของตัวละครในหนังออกไปได้จริงๆ

แน่นอน ซีนอ่านความรู้สึกของ Yang-Yang ต่อหน้าศพอาม่าในช่วงท้ายนั้นรุนแรงมากจริงๆ เป็นการจบหนังที่สมบูรณ์แบบ

08/01/17 – Sausage Party (Greg Tiernan, Conrad Vernon/ US/ 2016) – 3/5

ส่วนที่ชอบที่สุดคือไอเดียที่ว่า มาเย็ดกันเถอะเพื่อความสงบสุขของโลก อีสัด! 555

จริงๆก็ไม่ได้รู้สึกว้าวตามที่คาดนัก แต่ก็สนุกดี เหี้ยห่าโสมมตามท้องเรื่องที่กัดแม่งทุกอย่างเท่าที่จะคิดได้ ความเชื่อความคิดแบบศาสนาเอย ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์เอย การเข้ายึดประเทศของคนขาวต่ออินเดียวแดงเอย นาซีเอย สตีเฟน ฮอว์กิ้งเอย สตาร์เกตยันไปถึงเทอร์มิเนเตอร์! อีห่า หน้าด้านมาก แต่ก็สนุกดี

ติดอยู่อย่างเดียวคือประเด็นต่างๆมากมายที่มันเอาเล่นมันมีแค่เพื่อโชว์ผิวๆแค่นั้น ไม่ได้ลงลึกอะไรเลย มันเลยการเป็นการ์ตูนที่สนุกด้วยความเหี้ยห่าแต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น (แต่ถ้ามึงทำอีกกูก็ดูอะนะ)

14590436_1363310997014660_6300474584481177416_n09/01/17 – Democracy After Death (เนติ วิเชียรแสน, /ไทย/ 2016) – 4/5

หนังกึ่งสารคดีที่เล่าไทม์ไลน์ของการเมืองไทยสมัยใหม่ 10ปี ตั้งแต่รัฐประหารปี ’49 จนถึงตุลา 59 ที่หนังได้ฉายในงานรำลึก 6 ตุลาเมื่อปีก่อน

หนังเหมาะมากสำหรับใครก็ตามที่ต้องการศึกษาหรือรู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของการเมืองไทยใน 10 ปีมานี้ ด้วยการเล่าเรื่องไปตามไทม์ไลน์อันชัดเจน กอปรกับการที่หนังใช้ภาพ เวบ วีดีโอ ที่สามารถหาได้ในอินเตอร์เนตอันสามารถนำไปต่อยอดได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งการใช้แหล่งข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ก็เป็นหนึ่งในความประสงค์ของหนังด้วยแนวคิดที่ว่า “อินเตอร์เนตปิดกั้นความชั่วร้ายไม่ได้”

หนังมีข้างชัดเจน ตรงไปตรงมาและไม่มาพะเน้อพะนอทำตัวเป็นกลางอินเตอร์เลคช่วลใดๆ ซึ่งนี่แหละคือความแข็งแรงมากๆของหนังทั้งการส่งทอดความรู้สึกของกลุ่มคนที่พบกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับพวกเขาจริงๆ กับความตายที่ได้พบจริงๆและความอยุติธรรมที่พวกเขาได้รับมาโดยตลอด กอปรกับการที่มันพูดในเรื่องที่ไม่เคยถูกพูดถึงในวงกว้างหรือในแบบทางการใดๆ

อีกอย่างที่เรารู้สึกร่วมเป็นพิเศษคือแนวคิดของการเล่าเรื่องราวให้กับ “คนตาย” ฟัง ในที่นี้คือคุณลุง นวมทอง ไพรวัลย์ มันต้องสิ้นหวังขนาดไหนกันจึงจะคิดทำแบบนี้ได้

ชอบเพลงด้วย ชอบมาก

ดูหนังได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=RICxpq-ReL0  (ส่วนไอ้ที่เซ็นเซอร์เชื่อว่าก็คงเดาๆกันได้)

11/01/17 – Hi-So (อาทิตย์ อัสสรัตน์/ ไทย/ 2010) – 5/5

ว่าจะแค่ดูเพื่อกล่อมตัวเองก่อนเข้านอน แต่กลายเป็นว่าดูจนจบแล้วชอบหนังมากๆไปเสียเฉย

ความวิเศษที่ทำให้เราอยู่กับหนังตลอดเวลาคงหนีไม่พ้นเรื่องบรรยากาศทั้งหมดทั้งมวลของหนัง ของสถานที่โรงแรมร้างในเขาหลักและโรงแรมเก่ากลางเมืองกรุง ของผู้คนที่ส่งทอดเหล่ามวลอารมณ์เล็กๆละเอียดๆมากมายให้อบอวลออกมา รู้สึกซึมซับได้เต็มอิ่มมากๆและอมยิ้มบ่อยมาก

โครงสร้างของหนังคือการเล่าเรื่องเดียวกัน 2 ครั้งโดยบิดบางส่วนให้ต่างไปเพียงเล็กน้อย ในที่นี้คือสถานที่และสถานะของตัวละคร จากสถานที่ๆกำลังค่อยๆฟื้นตัวจากอดีตมาสู่สถานที่ที่กำลังสูญหายไปในปัจจุบัน กับผู้คนที่เดินผ่านอดีตมาสู่ปัจจุบันและผู้คนปัจจุบันที่ย้อนนึกไปถึงอดีต

แล้วเราก็ชอบการที่มันแสดงภาพความหลากลายของผู้คนทั้งในเชิงพื้นที่และสถานะทางสังคม เราได้พบทั้ง ฝรั่ง ลูกครึ่ง คนงานพม่า คนใต้-เหนือ-อีสาน (อาจจะนับหมาไปด้วยก็ได้) เหล่าผู้คนที่มองไปยังอนาคตข้างหน้า มองย้อนดูอดีตและมองดูเพียงปัจจุบันขณะ และเอาเข้าจริง เหล่าตัวละครแวดล้อมต่างๆที่แหละที่ทำให้เราชอบหนังมากๆ

ดูจบกลับไปนั่งดูหนั้งสั้น Prelude อีกรอบก็พบว่ามันดีจังเลย ชอบๆ

15/01/17 – As the Gods Will (Takashi Miike/ Japan/ 2014) – 2/5

เริ่มเรื่องมาน่าสนใจดี ชอบที่หนังมันไม่เสียเวลามาอธิบายเหตุผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พอเรื่องเดินไปมากขึ้นด้วยวิธีการเล่นเกมตะลุยเป็นด่านๆ มันเลยเริ่มย้วยๆยืดๆแล้วก็จบแบบเอาทุกอย่างไปทิ้งไว้ที่ภาคต่อ อ้าวเชี่ย! ยังจะมีภาคสองอีกหรา!!!

ประเด็นสาระของมันก็น่าเบื่อและจืดชืด (ชีวิต, การคัดสรรค์ บลาๆๆ) การแก้เกมของตัวละครก็เหมือนใช้สูตรโกงที่แบบนึกจะฉลาดก็ฉลาดเสียอย่างนั้น (ใช้มือถืออัดเสียงนี่อะนะ) หรือจะง่ายก็ง่ายฉิบหอย (มึงหลุดออกจากจุดเกราะได้ยังไง?)  เอาจริงๆความน่าสนใจเดียวของหนังก็คือการเอาของเล่นโบราณของญี่ปุ่น(อาจรวมรัซเซียด้วย)มาทำเป็นเกมแค่นั้นแหละ

ไม่เคยอ่านมังงะแล้วก็ไม่ได้ดูหนังมิอิเกะในช่วงหลังมานานแล้วซึ่งพอมาได้ดูก็ได้แต่ถอนหายใจ

18/01/17 – La La Land (Damien Chazelle/ US/ 2016) – 5/5

ชอบเหลือเกินเพราะมันเป็นหนังที่ดีต่อใจจริงๆ ดูไปน้ำตาปริ่มไป ไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับหนังมานานมากแล้ว หนังที่มันปะทะกับอารมณ์ความรู้สึกเราได้อย่างรุงแรง (และก็จะเขียนแบบน้ำเน่าด้วย เตือนก่อน)

เอาจริงๆก่อนดูก็ปรามาสไว้เยอะเหมือนกัน มึงจะมา The Artist (2011) ไหม หรือจะ Singin’ in the Rain (1952) หรือไม่ก็ Limelight (1952) แต่สุดท้ายหนังก็รอดตัวพ้นไปได้อย่างงดงาม มันหลุดกรอบหนังเหล่านั้นไปหมดด้วยการที่มันยืนบนความเป็นจริงของปัจจุบัน กล่าวคือเอาขนบแบบเก่า วิถีแบบเก่า มาอยู่ในแวดล้อมแบบใหม่แล้วมองมนด้วยด้วยสายตาแบบใหม่ และมันก็ลงตัวมากจริงๆ

เอาจริงๆมันก็ไม่ยากอะไรที่จะรักหนังเพราะมันก็พูดถึงเรื่องพื้นฐานสามัญอันสากลของมนุษย์อย่าง ความฝัน-ความรัก ที่ถูกพูดกันมาจนเฝือ ขึ้นอยู่แค่ว่าจะโดนมาโดนน้อยในแต่ละบุคคล ซึ่งแน่นอนสำหรับเราคือตายสนิท มันทำลายยูโธเปียลงไปอย่างราบคาบแต่มันก็ยังสามารถคลี่คลายปมออกมาให้ไม่ช้ำเกินไปนัก คือยิ้มได้พร้อมกับน้ำตานั้นแหละ แบบนั้นเลย (รอยยิ้มของกอสลิ่งตอนท้ายนี่แม่งพิมพ์ลงใจแบบเอาไม่ออกจริงๆ)

ที่ชอบมากๆอีกอย่างคือการที่มันเป็นหนังคารวะหนังเพลง คารวะวีธีการทำหนังในอดีต หรือกับดนตรีแจ๊สที่เฟื่องฟูในอดีต แต่ยืนอยู่ในแวดล้อมปัจจุบันที่โรงหนังสเตนอโลนกำลังจะตาย เพลงแจ๊สแท้ๆกำลังจะหายไป แน่นอนในนามของคนรักการดูหนัง ซีนที่เห็นโรงหนังปิดตัว ซีนที่มีอาเลือกโรงหนังนั้นเป็นที่แสดงละครเดี่ยวของตัวเองเป็นซีนที่รุนแรงมาก

ไม่มีข้อกังขาใดๆกับกับทั้งกอสลิ่ง, สโตนและชาเซลล์ ยอมใจทุกกรณี

ปล. อันนี้ส่วนตัว ดูแล้วรักแฟนมากขึ้นอะ กร๊ากกกกกกก

22/01/17 – Song of the Exile (Ann Hui/ Hong Kong, Taiwan/ 1990) – 5/5

ไม่ค่อยได้ดูหนังของ แอน ฮุย เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องที่สองที่ได้ดูต่อจาก The Golden Era ซึ่งก็เฉยๆไม่ได้ชอบมาก แต่กลับเรื่องนี้นี่คือตายสนิทคาจอ

หนังเริ่มต้นที่ลอนดอนที่ๆจางม่านอี้เรียนจบและกำลังหางานทำเป็นนักข่าว เธอได้รับจดหมายจากแม่ให้กลับฮ่องกงเพื่อไปร่วมงานแต่งน้องสาว พอถึงฮ่องกงเราเริ่มพบว่าเธอไม่ค่อยถูกฉโลกกับแม่นัก หลังงานแต่งเธอทะเลาะกับแม่หนักจนแม่น้อยใจว่าจะไปอยู่ญี่ปุ่นที่ๆแม่เธอเคยไปอยู่ตอนที่เธอเรียนอยู่ในลอนดอน จบจากงานแต่ง ตัวน้องสาวเธอย้ายไปแคนาดากับสามี ส่วนจางม่านอี้ตามแม่ไปญี่ปุ่นเพื่อไปพบกับอดีตอันมากมายที่ค่อยๆพรุดพรายขึ้นมาของผู้เป็นแม่

โชคดีมากที่ดูแบบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังมาก่อนเลยทั้งสิ้น (และก็อยากให้คนที่อยากดูได้ดูแบบไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นเหมือนกัน) มันเลยทำให้การทวิสต์ต่างๆในหลายๆจุดของหนังมันรุนแรงและช๊อคได้ทุกครั้ง ซึ่งทุกการทวิสต์ก็นำพาหนังมันไปไกลขึ้นเรื่่อยๆด้วย ดีงามจริงๆ

หนังพูดถึงเรื่องครอบครัวและความเป็นอื่นในแง่ของพื้นที่และวัฒนธรรม น่าสนใจตรงที่มันคือหนังฮ่องกง มีถ่ายทำที่ฮ่องกง แต่ฮ่องกงในหนังกลับกลายเป็นส่วนเกิน เป็นเพียงพื้นที่ๆไว้หลบพักชั่วคราวของตัวละคร ตัวละครไม่ได้มีความ relate กับความฮ่องกงเท่าไหร่เลย นางเอกเติบโตในมาเก๊าแล้วแวะฮ่องกงเพื่อที่จะถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษ ตัวแม่เป็นญี่ปุ่นที่ไปอยุ่มาเก๊าแล้วมาอยู่ฮ่องกงช่วงนึงก่อนกลับไปญี่ปุ่น ส่วนน้องนางเอกก็อยู่ฮ่องกงแต่ก็ย้ายถิ่นไปแคนาดากับสามี

จางม่านอี๋และผู้แสดงเป็นแม่ Tan Lang Jachi Tian ดีงามมาก แต่จะเสียดายอยู่หน่อยที่ไฟล์ที่ดูภาพเน่ามากเลยอะ

23/01/17 – Arrival (Denis Villeneuve/ US/ 2016) – 3.5/5

 ตรงๆเลยคือเซอร์ไพร์สมาก ไม่คิดว่าวิลเลเนิร์ฟจะทำออกมาแบบนี้ ไม่คิดว่าการเอาเอเลี่ยนเข้ามาในหนังที่นอกเหนือจากการพูดถึงวิธีและแนวคิดของการสื่อสารผ่านภาษาแล้ว ยังเอามารองรับแค่ความหวานและแง่งามของชีวิตแบบนี้ 555

ส่่วนตัวไม่ได้หืออืออะไรกับเรื่องภาษาเลย จุดนี้ไม่อินส่วนตัว เรื่องการทวิสต์ของนางเอกก็เฉยๆ แต่เราชอบเรื่อง “การสื่อสาร” ของตัวเธอกับคนรอบข้างและกับเอเลี่ยนปลาหมึกด้วยแนวคิดว่าความล้มเหลวทางการสื่อสารอาจไม่ได้เกิดขึ้นผ่านภาษาใดๆ

กล่าวโดยสรุป ส่วนตัวไม่ถึงกับชอบมาก แต่ก็ไม่ได้เกลียดและก็ไม่ถึงกับรักเหมือนหนังเรื่องก่อนๆของวิลเลเนิร์ฟ นี่น่าจะเป็นหนังของวิลเลเนิร์ฟที่เราชอบน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม วิธีการที่เล่าเรื่องและ approach ของมันมีก็ขั้นเชิงและสุนทรียะมากกว่า Interstellar จริงๆแหละ หนังที่เราอดไม่ได้ที่ต้องเอามาเทียบกันตลอดเวลาที่ดู

23/01/17 – The Red Turtle (Michaël Dudok de Wit/ Japan, France, Belgium/ 2016) – 3.5/5

แม้จะได้ผู้กำกับเป็นชาวต่างชาติ แต่หนังจิบลิเรื่องนี้ก็ยังคงมีความเป็นจิบลิอยู่เต็มเปี่ยมด้วยการพูดถึงมนุษย์กับธรรมชาติ ด้วยเรื่องราวของชายหนุ่มเรือแตกติดเกาะที่มักโดนเต่าสีแดงตัวใหญ่ทำลายเรือไม้ไผ่ในทุกครั้งที่เขาต้องการออกเรือหนีออกจากเกาะ ก่อนที่ความประหลาดของเต่าแดงจะเกิดขึ้นจนต่อยอดไปเรื่องความผูกพัน ที่ซึ่งทั้งหมดอาจเป็นเพียงจินตภาพของชายติดเกาะผู้โดดเดี๋ยว

ความโดดเด่นหนึ่งของหนังคือความเรียบง่าย ความมินิมอลอย่างที่สุดของมัน หนังไร้สิ้นซึ่งเสียงการสนทนา มีเพียงเสียงคลื่น เสียงฝน เสียงลมหรือกับเสียงตะโกนสั้นๆ ผ่านการเล่าเรื่องแบบตำนานที่ถูกถ่ายทอดดั่งบทกวี บทกวีอันแสนเรียบง่ายของแง่งามของมนุษย์และความฝัน ของธรรมชาติและวิถีของมัน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็อยู่ในฝั่งที่ไม่ได้ชอบหนังมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลของจริตส่วนตัวนั้นแหละที่มักไม่ค่อยเข้ารอยกับหนังสวยๆแบบนี้ จริงๆหนังมันมองไปในแง่ของความเจ็บป่วยของความโดดเดียวได้แต่เราไม่ได้ถูกหนังมันเดินไปในแง่นั้นเลย สุดท้ายเลยจบลงที่โอเคกับหนังเพียงแต่ไม่ได้ชอบมากเท่าที่ควร

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ยังคงเชียร์อย่างสุดชีวิตให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันในโรง เพราะทุกองค์ประกอบของมันเหมาะสมที่สุดแล้วกับการดูในโรงใหญ่ มันมีภาพที่สวยสดงดงาม มีการใช้สี-แสงอย่างสมบูรณ์แบบจนน่าตะลึง มั่นใจว่าการได้ไหลเอื่อยไปกับเรื่องเล่างามๆบนภาพวาดสวยๆนี้สามารถจัดเป็นประสบการณ์การดูหนังอันน่าจดจำได้อย่างแน่นอน (หนังจะมีฉายอีกรอบในวันนี้ 24 ม.ค. 20.50น. ในงานเวิร์ลฟิล์มที่ CTW และจะเข้าฉายปกติต่อไป)

ปล.   ชอบภาพเกรนแตกๆในฉากกลางคืนมากๆ และซีนอุทกภัยก็เล่นเอาลืมหายใจได้เลย

24/01/17 – Dragon Inn (King Hu/ Taiwan/ 1967) – 4/5

ส่วนตัวแล้วเราไม่ใช่แฟนหนังกำลังภายใน แต่พอรู้ว่าเรื่องนี้รีสโตร์ภาพมาใหม่และฉายแบบจอใหญ่ๆเลยอยากลอง กอปรกับการได้ยินเสียงล่ำลือถึงความสำคัญของมันที่ว่าเป็นต้นทางของหนังกลุ่ม Wuxia ในยุคหลังๆ เลยยิ่งอยากดู

แรกสุดที่ต้องชมคือการรีสโตร์ใหม่ที่ภาพนิ้งมาก สวยและคมจริงๆ แถมหนังมันมีภาพกว้างๆ แลนด์สเคปอลังกาลเต็มไปหมด พอได้ภาพสวยๆมันเลยยิ่งถีบความอลังกาลนั้นสูงขึ้นไปอีก ขนาดถ่ายในโรงเตี๋ยมมังกรยังอลังกาลเลย จุดนี้ชอบมากๆ

และด้วยความที่เราคุ้นเคยกับหนังกำลังภายในในยุคหลังๆมากกว่า พอดูเรื่องนี้เลยพบเห็นความคุ้นเคยเต็มไปหมด คือแม้มันจะดูแข็งกระด้างไปบ้างตามยุคสมัยแต่ความครีเอตของมันกินขาดไปหมด มีทั้งที่ทำให้รู้สึกว้าวและตลก เหล่าซีนแอ็คชั่นดวลดาบก็มาแบบดิบๆแล้วก็ใช้การเคลื่อนกล้องและตัดต่อช่วย

ชอบซีนจอมยุทธพเนจรมาโรงแรมในช่วงแรกมากกกกกกกกกกกกก ทั้งสนุกและลุ้นตาม

อันนี้เป็นเกร็ดของหนังเรื่องนี้โดยอาจารย์แป๊ป ชาญชนะ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1703628426329774&set=a.1660049124021038.1073741859.100000479003495&type=3&theater

25/01/17 – Tickled (David Farrier, Dylan Reeve/ New Zealand/ 2016) – 4.5/5

– มันคือหนังสารคดีอันว่าด้วยนักข่าวที่ชอบทำข่าวแปลกๆ ที่วันนึงได้ไปพบกับข่าวการแข่งขัน “ความอดทนต่อการจักกะจี้” ที่ความน่าสนใจไม่ได้เพียงแต่การแข่งขันแสนตลกบ้าบอ แต่คือการที่ผู้จัดยอมควักตังค์ค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรมรวมถึงพ๊อตเก็จมันนี่ให้ด้วย แถมรับแต่ผู้ชายล้วน อีตานักข่าวเลยรีบเมล์ติดต่อไปขอถ่ายทอดเรื่องราว แต่ผลที่ได้รับกลับคืออีเมล์ด่ากลับแรงๆ รวมไปถึงการข่มขู่ทางกฏหมาย แต่สิ่งที่อีตานักข่าวนี่ทำกลับคือการสืบสวนจนไปเห็นถึงเบื้องหลังของกระบวนทั้งมวล

– สุดขีดมาก ใครจะคิดว่าเรื่องบ้าๆจะกลายเป็นเรื่องซีเรียสจริงจังได้ขนาดเน้!!! จากเรื่องเล็กๆในหน้าคอมฯ กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ

– เป็นครั้งแรกที่เราได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเหล่า fetish การจักกะจี้ รู้สึกเปิดโลกมากเลย

– ชอบการที่หนังมันค่อยเพิ่มสเกลความใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จากภาพการแข่งทนจักกะจี้จนไปสู่เรื่องราวการทำลายล้างบุคคลและการข่มขู่ระดับประเทศ ก่อนพาผู้ชมผ่อนลงมาให้เห็นอีกด้านของตัวเรื่องแล้วปล่อยให้คนดูตัดสินกันเอาเอง

– ยอมใจตัว ผกก จริงๆที่บ้าเลือดดีเดือดมากๆ ประหนึ่งไมเคิล มัวร์แห่งนิวซีแลนด์ ใจเด็ดลุยดะอย่างเดียว มีซีนนึงที่ดีมากคือซีนติดตามตัวเจ้าของเรื่องที่คนในรถหายใจกันแรงและดังมากอันบ่งบอกถึงความกลัวนั้นแหละแต่ก็ยังลุยต่อ กราบใจๆ ซึ่งก็ต้องยกผลดีงามให้กับความเป็นประเทศเสรีและการมีกฏหมายที่แข็งแรงด้วยแหละ ที่ทำให้คนมีแนวคิดแบบนี้ได้

26/01/17 – New Dragon Inn (Raymond Lee/ HK/ 1992) – 5/5

ทำตามคำแนะนำของอาจารย์แป๊ปที่ว่าควรดูเรื่องนี้กับ Flying Swords Of Dragon Gate (2011) ต่อหลังจากที่ได้ดู Dragon Inn (1967) ต้นฉบับไปเมื่อเร็วๆนี้ที่เวิร์ลฟิล์ม

แล้วก็พบว่าชอบหนังแบบสุดๆๆๆๆ มันสุดขีดมากกกกกก เป็นการต่อยอดจากหนังฉบับเดิมได้แบบดีงามจริงๆ ทั้งมันส์ ทั้งสนุกและตราตรึง

เราพบว่านี่แหละหนังกังฟูที่เราชอบ ที่เราคุ้นเคย แม้ไม่ได้ถึงกับเป็นแฟนหนังแนวนี้แต่ก็เรียกได้ว่าโตมากับมันมาบ้าง แอ็คชั่นคิวบู๊ที่รวดเร็ว ตัดภาพกับฉึบฉับ ท่วงท่าสวยสดงดงาม ลอยตัวเหินอากาศกันด้วยสลิงแบบนี้แหละที่ใช่มากๆ

แล้วก็ชอบมากที่หนังมันใช้เส้นเรื่องเดิมจากต้นฉบับ แต่ปรับบท ปรับตัวละครและเหตุการณ์บางอย่างให้ต่างออกไปจากต้นฉบับ เก็บแก่นของต้นฉบับที่พูดถึงเหล่าจอมยุทธผู้ช่วยอารักขาลูกของรัฐมนตรีจากขันทีชั่วเอาไว้ แล้วเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเช่น เจ้าของโรงแรมจากชายก็ให้เปลี่ยนเป็นจอมยุทธหญิง(รับบทโดยจางม่านอวี้) ให้จอมยุทธพเนจรกับจอมยุทธหญิงในต้นฉบับมาเป็นคู่ที่มีความหลังกันจางๆ(รับบทโดยเหลียงเจียฮุยที่หล่อสัดๆและหลินชิงเสียที่สวยสุดๆ) อันเป็นการเพิ่มมิติของเพศหญิงให้น่าสนใจมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งรายละเอียดเล็กๆอันเป็นภาพจำของต้นฉบับไว้อย่างการดันดาบด้วยเหยือกเหล้าที่พ้องกับซีนดันธนูในต้นฉบับ หรือกับวรยุทธกำลังภายในของตัวขันทีเอง

ซีนต่อสู้แบบกลุ่มช่วงท้ายกลางทะเลทรายที่ฝุ่นตลบนี่สนุกตื่นเต้นจนลืมหายใจ แต่หากให้เลือกซีนที่ชอบที่สุด คงหนีไม่พ้นซีนต่อสู้ระหว่างจางม่านอวี้กับหลินชิงเสียในห้องน้ำที่ทั้งเซ็กซี่และงดงามจนขอยกให้ติดหนึ่งในซีนแห่งปีไปเลย

16195614_723017991182614_5779288429943573688_n27/01/17 – Railway Sleepers (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์/ ไทย/ 2016) – 5/5

เมื่อราวสองปีที่แล้ว เรานั่งรถไฟฟรีจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ด้วยเวลา 15ชั่วโมง การดูหนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดไปถึงช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาแสนทรมานอันยาวนาน แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงเราได้จนถึงปลายทางที่นอกจากการนอนหลับแล้วก็คือการดูความเป็นไปต่างๆนาๆ ดูผู้คน ดูวิวนอกหน้าต่าง ดูความแตกต่างของแต่ละสถานีที่รถไฟวิ่งผ่านด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมหัศจรรย์

ความมหัศจรรย์ที่ว่าคือการจับโมเม้นต์ต่างๆในรถไฟเหล่านั้นให้มันส่องแสงออกมาอย่างเต็มไปด้วยมีชีวิตชีวา เราเห็นเด็กฟันหลุด เด็กเล่นกับแสงอาทิตย์ กระเทยเด็กเม๊าส์มอย หนุ่มครวนเพลงเสกโลโซ ปัญหาเรื่องที่นั่ง พ่อค้าแม่ค้าขึ้นมาจำหน่ายของกินหรือแม้แต่ขอทานที่ต้องคอยแอบหลบพนักงานรถไฟ ไม่แปลกใจเลยจริงๆว่าเหตุใดหนังใช้เวลาถ่ายทำถึง 8ปี เพราะการจับโมเม้นต์เหล่านั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันเลยเป็นหนังที่เหมือนนำพาเรานั่งรถไฟไทยไปด้วยกัน (แต่ทรมานน้อยกว่าแน่นอน ฮา)

เราพบว่ากราฟความชอบของหนังเป็นรูปตัว N กล่าวคือเราชอบช่วงรถไฟชั้นสาม(ด้วยเหตุผลตามย่อหน้าด้านบน)กับช่วงท้ายที่เป็นการพูดคุยกันของตัวละครมากๆ ด้วยความที่หนังมันดูเรียล ดูจริงมาตลอดเรื่องก่อนพลิกกลายเป็นความเซอร์เรียลในช่วงนี้ที่มันค่อยๆทำให้ภาพการเมืองเรื่องรถไฟในประเทศไทยมันชัดขึ้น จากที่มัวแต่เพลินกับภาพเราก็ถูกดึงกลับมามองความเป็นจริง ก่อนที่หนังจะจบแบบค้างเติ้งไว้อย่างนั้นแต่สมองเราแล่นภาพ flashback ของเรื่องแบบย้อนกลับหลังไปอีกรอบดั่งการนั่งรถไฟซ้ำรอยเดิม

ติดท๊อปหนังไทยปีนี้แน่นอน รอหนังเข้าฉายจริงจะไปดูอีกรอบ พาแฟนไปดูด้วยเพื่อคนึงถึงช่วงเวลาเมื่อสองปีก่อน

27/01/17 – Flying Swords Of Dragon Gate (Tsui Hark/ HK, China/ 2011) – 2/5

จบแบบตกม้าตายกลางทะเลทรายจริงๆ จากพีคๆใน Dragon Inn (1967) ต้นฉบับ กับ New Dragon Inn (1992) ภาคดัดแปลงที่สนุกสัดๆ มาภาคนี้กลับเฟลไปหมดเลย

คือจะมองถึงการพัฒนาต่อยอดของหนังกำลังภายในในหนังชุดนี้ตามเครื่องมือที่มีในแต่ละยุคมันก็น่าสนใจอยู่แหละ ใช้ซีจีแทนสลิงแล้วกล้องก็ไม่ต้องสวิงสวายอีกแล้ว แต่มันจะไม่โอเคหากตัวเรื่องมันไม่ได้ ภาคนี้เหมือนจะเป็นภาคต่อของปี 1992 ที่ตัวละครของพระ-นางกลับมาพบกันอีกครั้ง(แต่เปลี่ยนนักแสดง) ในเรื่องที่สเกลใหญ่ขึ้น มีตัวละครมากขึ้นและแอ็คชั่นที่เว่อร์วังยิ่งขึ้น แต่กลับแห้งแล้งและขาดสเน่ห์อย่างที่สุด

กุ้ยหลุนเหม่ มาทำอะไรในหนังเรื่องนี้ หนูไม่เข้าใจๆ

mv5boduyowuxngutodi0ns00mgviltk1mwitnge0odzhmjqwnte3l2ltywdll2ltywdlxkeyxkfqcgdeqxvymtcxntyymjm-_v1_28/01/17 – Wastelands (Miriam Heard/ Chile, France, UK/ 2016) – 2/5

พอหนังจบเดินออกจากโรงเจอมิตรสหาย มองหน้ากันซักพักก็หัวเราะกันลั่นเลย 555

หนังลำไย๊ลำไย ยิ่งพอมันพยายามใส่ดราม่าเรื่องการเมืองเข้าไป การเมืองอันว่าด้วยททหารรับจ้างที่ไปช่วยอเมริการบที่อิรัก แทนที่จะเป็นการช่วยพยุงให้หนังมันดีขึ้นแต่ดันกลับทำให้ดูลำไยมากกว่าเดิม

แล้ววิธีการเล่าก็แบบ…อย่างที่มิตรสหายว่า คนดูๆผ่านไป 10 นาทีก็รู้แล้วว่าจะเป็อย่างไรต่อ มีแต่ตัวละครเท่านั้นแหละที่ยังไม่รู้

28/01/17 – Fundamentally Happy (Tan Bee Thiam, Lei Yuan Bin/ Singapore, Malaysia, Thailand, HK/ 2015) – 3/5

จริงๆชอบประเด็นของมันมากๆนะ เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและศาสนา อันเป็นพล๊อตที่เราว่าเหมาะกับสิงคโปร์มากๆ หนังถ่ายทำกันในสถานที่เดียวแถมได้คริสโตเฟอร์ ดอยล์มาถ่ายภาพให้ด้วย

แต่ปัญหาคือการที่มันถูกแยกเป็นองค์ออกจากกันชัดเจนแล้วการเชื่อมองค์มันก็เป็นแบบข้ามกระโดด ทำให้เราต่ออารมณ์และตามตัวละครไม่ติด จากช่วงแรกที่ดันประเด็นไปสูงขึ้น องค์ต่อมาก็กลับดร๊อปมันลงมาแรงๆซะงั้น

จาก q&a ผกก ว่าหนังทำมาจากบทละครเวที ซึ่งพอกลับมาคิดก็ว่ามันเหมือนละครเวทีมากกว่าจริงๆ ไม่ค่อยเหมือนหนัง

29/01/17 – The High Pressures (Ángel Santos/ Spain/ 2014) – 3.5/5

เรื่องราวนกๆของชายหนุ่มที่กลับมาบ้านเกิดเพื่อค้นหาโลเคชั่นสำหรับหนัง กลับไปพบกับโรงงานเซรามิคร้างที่เคยรุ่งเรืองในอดีต พบกับแฟนเก่าที่มีผัวใหม่ น้องของแฟนเก่าที่่โดนเพื่อนโฉบไปแดก ความนกก่อเกิดความเครียดและอาจร้าวรานใจที่สุด

หนังมีโมเม้นต์ดีๆที่เราชอบเยอะแยะมากมายที่เราก็ชอบมาก อย่างซีนละครหุ่นอันว่าด้วยเรื่องนกๆ แต่โดยภาพรวมแล้วรู้สึกรำคาญความช้าของทั้งตัวละครและตัวหนัง คือชีวิตมึงมีเทมโป้บ้างก็ได้นะ

29/01/17 – The Black Hen (Min Bahadur Bham/ Napel/ 2015) – 4/5

ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับหนังประเทศนี้เท่าไหร่ หนังที่เคยดูก็มักเป็นหนังเล็กๆ ถ่ายง่ายๆ ประเด็นไม่ใหญ่ แต่ในเรื่องนี้กลับกลายเป็นตรงกันข้ามเลย ทึ่งมากว่านี่คือหนังเนปาลที่เพียบพร้อมไปหมด ทั้งเรื่องโปรดักซ์ชั่น งานภาพอลังกาล การแสดงดีๆและตัวเรื่องที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจคนดูได้ไม่ยากซึ่งมันก็เหมาะควรแล้วที่ถูกส่งชิงออสการ์

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กในสองวรรณะที่เป็นเพื่อนกันช่วยกันตามหาไก่ การกระทำแบบเด็กๆในโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยการเมืองและสภาพสังคม หนังดูง่าย สนุก น่ารักโดยเฉพาะตัวนักแสดงเด็ก บทจะชวนช๊อคก็ทำได้ถึง

แต่จะติดอยู่หน่อยก็ตรงที่มันตรงไปตรงมาในทางการเมืองมากๆ คือเลือกฝ่ายชัดเจนทั้งๆที่ปัญหาเรื่องการกดขี่ของสภาพสังคมกลับไม่ถูกโบวด์ให้เข้มขึ้นมาเลย

29/01/17 – Mushroom (Oscar Ruiz Navia/ Colombia/ 2014) – 4.5/5

รู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป จากตอนแรกหลังดูจบที่ค่อยไปทางเฉยๆ

เรื่องของวัยรุ่นที่เชื่อว่าการใช้ฝีมือทางกราฟฟิตี้ของตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้หลังจากได้เห็นคลิปอาหรับสปริง ส่วนที่มันดีและมันฝังจำเข้าไปในหัวคือการที่หนังมันไม่ตัดสิน ไม่คลี่คลายใดๆ แม้ชีวิตของตัวละครจะค่อยๆดิ่งลงยังไงแต่พวกมันก็ยังคงไม่รู้ตัว ยังคงเชื่อในการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยกราฟิตี้ต่อไปทั้งๆที่เราคนดูเริ่มโอนเอียงไปเป็นอีกแบบแล้ว

แถมหนังยังมี conflict ในเรื่องของประสบการณ์ของช่วงวัยใน 3 รุ่น กล่าวคือคนรุ่นยายที่ปลงตกกับชีวิตแล้ว คุณรุ่นแม่ที่หมดหวังแล้วเข้าหาศาสนาและคนรุ่นใหม่ที่ยังคงมีไฟอยู่ เป็นภาพสะท้อนสภาพสังคมได้รุนแรงดี

29/01/17 – Staying Vertical (Alain Guiraudie/ France/ 2016) – 4.5/5

ชอบนิยามของหนังเรื่องนี้จากพี่จิตรที่ว่า “ค..ยังคงยืนโด่เด่โดยท้าทาย” ที่ล้อกับวลีหนึ่งจากเพลงของ จิตร ภูมิศักดิ์ มากๆ รู้สึกว่าใช้จริงๆ

นี่น่าจะเป็นหนังที่เหวอที่สุดในเวิร์ลฟิล์มปีนี้แล้วล่ะ หนึ่งคือมันไม่สามารถเล่าเรื่องใดๆได้เลย สองคือไม่สามารถคาดเดาใดๆได้เลยด้วย ดูไปซักพักก็เริ่มปล่อยว่าง เริ่มตามใจหนัง มึงอยากทำอะไรมึงก็ทำไปเลย คือกูยอมแล้ว แต่ผมที่ได้คือความสนุก หลุดโลกพร้อมกับรสชาติอันแสนวิปลาส

จุดหนึ่งที่พอจะจับเอาเป็นแกนได้บ้างก็คือการที่หนังตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนเราดำเนินการตามความรู้สึกและความต้องการของตัวเองในทุกๆอย่าง” ผลที่ได้ก็คงฉิบหายแบบนี้แหละ 555

เรายังไม่เคยดูหนัง ผกก คนนี้มาก่อน Stranger by the Lake (2013) หนังเรื่องที่แล้วก็พลาดไป แต่คงหามาดูเร็วๆนี้

16265517_1322236791147883_357764908917625877_n30/01/17 – 5 To 9 (Tay Bee Pin, Vincent Du, Daisuke Miyazaki, Rasiguet Sookkarn/ China, Singapore, Japan, Thailand/ 2016) – 3/5

เรื่องสั้น 4 เรื่อง ใน 4ประเทศ ในช่วงเวลาหลังเลิกงานคือ 5โมงเย็นจนถึง 9โมงเช้า

ตอนจีนมันสวยหวานไปหน่อย ดูแล้วก็คิดถึงหนังสารคดี Wheat Harvest (2008) ที่เป็นคนละด้านกับในหนังตอนนี้เลย

ตอนสิงคโปร์น่าจะเป็นตอนที่เราชอบที่สุด เรียบง่ายดีอันพูดถึงเรื่องผู้อพยพและการเมืองในประเทศเล็กๆ

ตอนของญี่ปุ่นนี่ชอบเรื่องพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับรัซเซียเพราะว่าไม่ค่อยได้เห็นในหนัง กอปรกับนอสทาเจียกับโรงฉายหนังโป๊ แต่เรื่องโดยรวมไม่ค่อยนำพาเราไปไหนเท่าไหร่

ส่วนตอนของไทย สำหรับเราๆรู้สึกว่ามันเล่นท่ายากไปหน่อย จริงๆก็ชอบนะในการยั่วล้อกันระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง วิทย์ยาศาสตร์กับเรื่องของความรุ้สึก ภาพยนตร์กับเบื้องหลัง แต่มันยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ แต่ชอบศจีจังเลย

ปล. ดูจบอยากขอใส่ Klose ของน้องแพรเข้าไปด้วยจริงๆ 555

30/01/17 – The Cat in the Closet (Ying-Ting Tseng/ Taiwan/ 2016) – 1/5

การให้อาหารแมวจรจัดไม่ควรถูกทำให้มันกลายเป็นเรื่องโรแมนติก การเอาอกเอาใจแบบผิดๆต่อผู้ป่วยทางจิตเภทไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การยอมเลี้ยวแมวทั้งๆที่ตัวเองแพ้ขนแมวไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การสงสารแต่ไม่คิดจะรับแบบนี้ไม่ควรจะถูกทำให้โรแมนติก

ดูแล้วหงุดหงิดตลอดเวลา แมวมันน่ารักแหละ แต่อีตัวแม่นั้นแหละที่ไม่น่ารัก ถุ้าเราเป็นเพื่อนบ้านเราก็คงทำแบบที่ชายแก่หัวล้านคนนั้นทำ

มันผิด มันผิด มันผิด หนังจบมึงยังฉายแสงสว่างความอบอุ่นสดใส ทั้งๆที่มันผิด มันผิด มันผิด

30/01/17 – Diamond Island (Davy Chou/ Cambodia, France, Germany, Qatar, Thailand/ 2016) – 5/5

ขอลัดคิวหนังเรื่องอื่นๆเพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก่อนเลยด้วยความที่ชอบหนังมากกกกกกกกกกกกกกก

Diamond Island เล่าเรื่องราวของหนุ่มต่างจังหวัดผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในกรุงพนมเปญบนเกาะตามชื่อเรื่อง แล้วในคืนหนึ่งเขาได้พบเจอกับพี่ชายแท้ๆที่หนีหายออกจากบ้านไปเมื่อ 5 ปีก่อน พี่ชายที่ตอนนี้กลายเป็นวัยรุ่นมีสตางค์ อยู่ในมวลหมู่เพื่อนๆที่มีสตางค์โดยมีคนอุปภัมภ์ช่วยเหลือปริศนาจากอเมริกา พี่ชายที่พยายามช่วยเหลือน้องชายของตัวเองเท่าที่จะทำได้เพื่อการหล่อเลี้ยงความฝันและสร้างโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

เราสนใจหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวแรกๆของมัน ด้วยความที่เคยไปเยือนเกาะแห่งนี้มาครั้งหนึ่งและเราชอบมากเป็นการส่วนตัว มันเป็นสถานที่ๆให้ความรู้สึกประหลาดและสุดขั้วอย่างที่สุด ด้านหนึ่งของมันคือการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างยิ่งใหญ่หรูหรามากมาย มีคาสิโน มีโรงละคร มีสตูดิโอหรือแม้แต่คอนเวนชั่นฮอลล์ แต่อีกฝากมันก็มีร้านรวงเล็กๆ สนามเด็กเล่นที่มีเครื่องเล่นอย่างงานวัด มีสนามฟุตซอลง่ายๆ รวมไปถึงลานกว้างที่จะเต็มไปด้วยหนุ่มสาวมานั่งพูดคุย พลอดรักด้วยแสงไฟจากเครื่องเล่นต่างๆที่เต็มไปด้วยสีสันในยามค่ำคืน และที่สุดขั้วมากที่สุดคือเพียงแต่เราข้ามออกมาจากเกาะ เราก็จะพบกับความเงียบ กันดานและสวนสนุกร้างที่ถูกปิดไปแล้วเพียงการเดินไม่กี่ก้าว

ดังนั้นแล้วสำหรับเราเกาะนี้มันเลยเป็นทั้งความแปลกแยก แปลกประหลาด พอๆกับที่มันเป็นโอกาสของเหล่าผู้คนที่ไม่ใช่แค่เพียงเหล่าผู้ลงทุนในอภิมหาโปรเจกค์ต่างๆบนเกาะ แต่มันหมายรวมถึงการงานของคนในประเทศเองด้วย ซึ่งในมิติหลังที่แหละที่ Diamond Island มันถูกนำมาพูดถึง ความพิเศษของหนังเรื่องนี้มันก็อยู่ตรงนี้แหละ หนังมันพูดถึงเรื่องอันสามัญอันว่าด้วยการมีชีวิตที่ดีขึ้น การเดินตามความฝัน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรักและมิตรภาพ โดยมีเรื่องของโอกาสและชนชั้นมาเป็นตัวแปรหลักสำคัญ ด้วยเบื้องหน้าที่เป็นภาพฟุ้งฝันของเสื้อสีสันสดใส ของเพลงคาราโอเกะหวานๆ ของเกาะที่เต็มไปด้วยแสงสีเรืองรอง ของความเชื่อว่าหิมะเคยตกที่พนมเปญ

หนังค่อยๆนำพาคนดูเดินทะลุผ่านความฝุ้งฝันเหล่านั้น ตรงลึกไปจบพบกับทั้งความดำมืดและเงียบงัน จนการหันหลังมองกลับไปแทบจะมองไม่เห็นแสงไฟเหล่านั้นอีกแล้ว ประกายในแววตาพร่าเลือน ซีนการกลับมาเกาะอีกครั้งของตัวละครคือบทสรุปอันเจ็บปวดที่สุด เพราะในที่สุดแล้วการมีชีวิตที่ดีกลับกลายเป็นคนละเรื่องกับความฝันและโอกาสก็ไม่ใช่เรื่องของคนทุกคน ฉากคาราโอเกะปิดท้ายหนังทำเอาเราน้ำตาไหล

ปล. นี่น่าจะเป็นหนังกัมพูชาอันสำคัญเรื่องหนึ่งในแง่ของการบุกเบิกหนังกัมพูชายุคใหม่ หนังกัมพูชาที่หลุดกรอบจากเรื่องเขมรแดงไปเสียที ที่เรามักได้เห็นบ่อยๆในหนังของ Rithy Panh

ดูรอบสอง

พอรู้เรื่องหมดแล้วเวลาเจอซีนอะไรที่มันจะนำพาไปสู่ความรู้สึกเศร้าๆในช่วงท้ายแล้วน้ำตาซึมทุกที

รอบนี้รู้สึกถึงการจองจำของตัวเกาะเพชรต่อเหล่าคนงาน ซีนขอให้จอดบนสะพานนี่น้ำตาร่วงเลย รู้สึกว่ามันละเอียดดี

30/01/17 – American Honey (Andrea Arnold/ UK, US/ 2016) – 4/5

หนังยาวเกือบสามชั่วโมง แต่ไม่น่าเบื่อเลย เพลิดเพลินมาก ภาพสวย เพลงเพราะ

มันว่าการดิ้นของสาวน้อยที่พยายามถีบตัวเองออกจากชีวิตเหี้ยๆโดยไปเป็นเซลล์ขายนิตยสารตามบ้านที่ต้องเดินทางข้ามรัฐกันตลอดเวลา คลอเคลียไปกับอาการแอบรักแอบหลงหัวหน้าทีม

สิ่งที่ดีงามมากๆของมันคือการที่หนังมันแสดงตัวเองเป็นหนังหวานๆ สีหวานๆ ใชัอัตราส่วนภาพที่เกือบจะจตุรัสที่อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเหล่าภาพถ่ายสีอิ่มๆในอินสตาแกรม มาเคลือบในแก่นที่มันพูดถึงการดิ้นรน ความฝัน การปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับผู้คนและสิ่งต่างๆรอบข้างที่เปลี่ยนไปในแต่ละที่ เรียนรู้การแสร้งทำหรือการแสดงออกเพื่อความอยู่รอดของชีวิตพร้อมๆไปกับการเติบโตภายในตัวเอง จนกลายเป็นหนัง bitter-sweet ที่ลงตัวดี

ส่วนตัวคิดว่าหากรู้บริบทในแต่ละรัฐของอเมริกามาบ้างน่าจะดูหนังได้สนุกขึ้น อย่างไรก็ตามในหนังของอาร์โนล เรายังชอบ Fish Tank มากกว่าหน่อย

31/01/17 – Kebab & Horoscope (Grzegorza Jaroszuka/ Poland/ 2014) – 3/5

ตลกหน้าตายสไตร์ รอย แอนเดอร์สัน เอาจริงๆหนังมันเปิดเรื่องมาได้น่าสนใจมากๆเลยนะในซีนร้านขายเคบับที่พนักงานมันลาออกแล้วนั่งคุยกับลูกค้าก่อนพบว่าอีลูกค้าคือคนเขียนเรื่องดวงในนิตยสารสัตว์ที่อีตาพนักงานอ่านและเชื่อตามว่าให้ลาออกจากงานซะ 555

จากนั้นทั้งคู่เลยกลายเป็นคู่หูไปเป็นที่ปรึกษาด้านการขายให้กับบริษัทขายพรมอันประกอบไปด้วยเจ้าของร้านที่ยกเหล็กตลอดเวลาและเลี้ยงปลาทอง 5 ตัวตามความเชื่อแปลกๆ พนักงานบัญชีที่รับคนเกาหลีที่ตั้งใจจะมาฆ่าตัวตายในโปแลนด์ พนังงานขายหญิงหน้าตายกับแม่พี่ที่พยายามตามหาแฟนเก่า พนังงานขายชายกับเมียบ้าฟุตบอลและลุงทำความสะอาดที่ชอบกินน้ำตาล

แล้วหนังมันก็เดินแบบหน้าตายๆไปเรื่อยๆ สลับกันไประหว่างชีวิตบ๊องๆของแต่ละตัวละครกับอีวิธีการอบรมแปลกๆในการพัฒนาการขายพรม น่าเสียดายที่มันเป็นแบบนี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ช่วงท้ายๆมันเลยเริ่มเบื่อ

31/01/17 – Apaporis: In Search of One River (José Antonio Dorado/ Colombia, US/ 2010) – 3.5/5

สารคดีที่นำพาคนดูเข้าไปสำรวจชีวิตของชนเผ่าต่างๆในอเมซอน ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อการบันทึกภาษา ความรู้โบราณและวัฒนธรรมที่กำลังค่อยๆสูญหายไป โดยการไปตามรอยนักพฤษศาสตร์ Richard Evan Schultes ผู้เขียนไดอารี่อันเป็นต้นธารของหนัง Embrace of the Serpent (2015)

หนังดำเนินตามจุดประสงค์ของตัวเองได้สมบูรณ์ นั้นคือการการบันทึกสิ่งที่กำลังจะหายไปเหมือนๆกันสิ่งที่ริชาร์ตทำ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์

ฉากเด็ดของหนังคือการฉากสุดท้ายในการแสดงภาพการชุบนกที่ถูกยิงลูกดอกให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

31/01/17 – Dirty Romance (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2015) – 3/5

จากผู้กำกับ Barbies ที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน ปีนี้หนังของเขากลับมาฉายในเทศกาลอีกครั้ง แน่นอนหนังของเขาไม่เคยธรรมดา

เรื่องคือพี่ชายนักเรียนจนๆที่อยู่ลำพังกับน้องสาวที่เป็นง่อย มีเพื่อนชายหน้าตาดีที่มีแม่เป็นบ้า แล้วอีตัวเพื่อนดันติดหนี้ตัวพี่ชายอยู่ พี่ชายเลยให้ขัดดอกด้วยการให้ไปเอากับน้องสาวง่อยเพราะเธอชอบอีเพื่อนพี่ชายคนนี้ ในอีกด้านก็มีชายหนุ่มเอ๋อๆที่แอบชอบอีตัวน้องสาวง่อยอยู่ แล้วเรื่องก็ค่อยๆมาฉิบหายขึ้นเรื่อยๆเมื่อพี่ชายของอีเพื่อนปรากฏตัว

เอาจริงๆคือประหลาดใจนิดหน่อยที่หนังที่ดูจะเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เมื่อดูไปเรื่อยๆกลับค่อยๆหวานขึ้นไปซะงั้น แถมหวานไปถึงขนาดขัดเงาให้มันวาวกันเลย แบบตั้งใจด้วยเพราะตอน Q&A ผกก บอกว่าเขาทำหนังแฮปปี้เอนดิ้ง 555 (แต่มองอีกแง่ก็รู้สึกถึงความตั้งใจกวนตีนของทั้งหนังและ ผกก)

เรื่องนี้ยังสู้ Barbies แต่เรื่องหน้าไม่แน่ หนังชื่อ Walking Street ถ่ายทำที่พัทยา

31/01/17 – Fire at Sea (Gianfranco Rosi/ Italy, France/ 2016) – 3.5/5

หนังแบ่งแยกออกได้เป็นสองเรื่องย่อย คือเรื่องของผู้อพยพมาที่เกาะ กับเรื่องของผู้คนบนเกาะ โดยมีกิมมิคเรื่องสายตาของเด็กเป็นตัวเชื่อม (จำพวกปิดตาข้างนึงในการมองปัญหา หรือการพยายามต่อสู้กับปัญหาด้วยสายตาอีกข้าง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะเชื่อว่าถ้าหนังมันมีแต่ส่วนเรื่องผู้อพยพอย่างเดียว หนังคงแห้งแล้งเอามากๆ

แต่ปัญหาที่เราพบคือ เราไม่มั่นใจว่าเรื่องราวของคนบนเกาะมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่ ตอนดูนี่เชื่อตลอดเลยว่ามันเป็นเรื่องแต่ง (เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือเรื่องจริง มันเป็น Doc) พอเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องแต่ง เราจึงรู้สึกประหลาดกับหนังไปเลย รู้สึกว่าการเอาเรื่องผู้อพยพมันเป็นเพียงแค่การทำให้หนังมันดูน่าสนใจ เอาเรื่องที่อยู่ในกระแสมาใส่เพียงเพื่อให้หนังมันอยู่ในกระแส ปัญหาจึงคือเราไม่สามารถ relate สองส่วนนี้เข้าด้วยกันได้เลยระหว่างดู แถมยังส่งผลให้เราไม่ชอบซีนช๊อคที่ท้องเรือในช่วงท้ายเรื่องเอาเสียเลยด้วยเหตุผลที่ว่าไป แถมทำเอาคิดไปถึงหนังสารคดีดีๆอีกเรื่องอย่าง Waltz with Bashir (2008) ที่ดีกว่าและช็อคกว่า

โอเคล่ะ พอมาได้รู้แล้วว่าหนังมันเป็น doc ทั้งหมด (แม้ส่วนตัวยังจะคงไม่เชื่อ) ก็เริ่มเห็นภาพความแปลกแยกของคนสองฝั่งมากขึ้น แต่ก็นั้นแหละ ข้อดีมากๆของหนังคือการบอกว่าสารคดีมันไปได้ไกลมากกว่าแค่การถ่ายแต่เรื่องจริง ความรู้สึกจริงและไม่จริงของมันนี่แหละน่าจะเป็นประเด็นที่เราชอบที่สุด มากกว่าแค่เรื่องผู้อพยพ

ปล. เหตุผลที่เราเชื่อว่ามันเป็นเรื่องแต่งคือมันดูเหมือนเป็นการเซ็ตในทุกซีน ตัวเด็กนี่ก็ลื่นไหลเหลือเกิน คุยกับนกเล่นกับนกในป่าก็ได้ด้วย แถมมีซีนนึงที่ปู่-ย่าของตัวเอกนั่งดื่มกาแฟกัน แล้วในซีนท้ายๆที่เป็นซีนจัดเตียงเราเห็นว่ารูปที่ย่าเอาขึ้นมาจูบคือรูปของปู่ เราเลยคิดว่านี่คือจินตนาการของย่าถึงปู่ที่ตายไปแล้วอะไรแบบนั้น

Film I’ve seen in December 2016

02/12/16 – เจ้านกกระจอก (อโนชา สุวิชากรพงษ์/ ไทย/ 2010) – 4/5

กะดูก่อน ดางคะนอง เพื่อเอาไว้เป็นภูมิคุ้มกันไว้หน่อย เป็นการดูซ้ำเพราะรอบแรกดูเมื่อเดือนที่แล้วตอนง่วงๆเลยแบลงก์มาก

แรกสุดคือเสียใจที่ไม่ได้ดูในโรง เสียใจมาก คือถ้าได้ดูตอนช่วงที่มันเข้าฉาย เราคงมองเห็นบริบทของหนังมากขึ้น

ชอบความพิศวงทั้งจากวิธีการเล่าสลับเวลาและการปะทะกันของเรื่องวิทย์อย่างการกำเนิดชีวิตและดวงดาวกับเรื่องความเชื่อแบบพุทธที่ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวละครและสังคมไทยในช่วงเวลานั้น ความรู้สึกเหมือนตอนได้ดู สัตว์ประหลาด คือไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งและเส้นเรื่องไม่ตรึงใจเท่ากับความรู้สึกที่มันค้างอยู่ในสมอง

ตอนจบสะเทือนจนอ่ำอึ้งจริงๆ

02/12/16 – เชือดก่อนชิม (ทิวา เมยไธสง/ ไทย/ 2009) – 1/5

เหตุผลที่เอามาดูก็เพราะที่เค้าว่ามันมีบันทึกเหตุการณ์ 6 ต.ค. ไว้นั้นแหละ แต่ก็เท่านั้นเพราะหนังไม่ได้สานต่อะไรเท่าไหร่

หนังมันพยายามยัดแบล็คกราวด์ให้ตัวละครมากเสียจนมันขาดมิติอื่นไปหมด กลายเป็นแค่ภาพด้านเดียวของผู้ถูกกระทำผู้น่าสงสาร ที่การทวิสต์ใดๆก็ไม่สามารถช่วยได้

 

03/12/16 –  ทอง (ฉลอง ภักดีวิจิตร/ ไทย/ 1973) – 3/5

เพราะชอบ ตัดเหลี่ยมเพชร ของอาฉลองมากๆ เลยดู แต่เสียดายที่เรื่องนี้มันไม่ถึงขนาดนั้น สนุกดีแต่ไม่ถึงกับว้าว

น่าสนใจที่มันเหมือนเป็นหนังชวนเชื่อต้านภัยคอมมิวนิสต์กับความพยายามอินเตอร์ของมัน (การรวมกลุ่มจากหลากหลายชาติ)

อนึ่ง หนังโป๊ดี และ กรุง ศรีวิไล หล่อสัดๆ

04/12/16 – Spartacus (Stanley Kubrick/ US/ 1960) – 4/5

ดีใจได้ดูหนังคูบริคในโรงใหญ่ สนุก ยิ่งใหญ่ อลังกาล

การได้ดูหนังเรื่องนี้ในตอนที่โลกกำลังทยอยกันหันไปด้านขวาอย่างในตอนนี้มันช่วยให้แมสเซจในหนังมันรุนแรงขึ้นจริงๆ ดูไปรู้สึกร่วมไปตลอด

จบเมโลได้โล่ห์แต่ถือว่าเอากันตาย

04/12/16 – Nocturnal Animals (Tom Ford/ US/ 2016) – 4.5/5

ยังไม่เคยดู A Single Man ของฟอร์ดแต่ดูเรื่องนี้แล้วคงต้องรีบหามาดู (ตลกดีที่ตอนแรกว่าจะดูในวันเดียวกัน แต่กลับพบว่าจำผิดเพราะแผ่นที่มีคือ A Serious Man ของพี่น้องโคแฮน ฮา)

หนังเนียบมาก เนียบในทุกส่วนจริงๆ แม้จะเล่าเรื่องสลับกันแต่ก็ไม่สะดุดเลย เลื่อนไหลมาก ดูลงตัวไปหมด เพลินจนรู้สึกผิดที่พอใจกับผลที่ตามมาของความผิดพลาดในอดีตของตัวละครและชอบไอเดียเรื่องการสักอดีตไว้ด้วยการเขียน

ในหนังมันมีงามศิลปะที่แปลกประหลาดดี ตั้งแต่งานคนอ้วนในตอนเปิดเรื่อง, ลาสตาฟที่ร่างกายเต็มไปด้วยลูกธนูหรือแม้แต่ภาพคนเล็งปืนไปยังอีกคนในทุ่งกว้าง ซึ่งงานต่างๆเหล่านี้นอกจากจะสะท้อนภาพของตัวละครแล้ว มันยังแสดงภาพชนชั้นที่เป็นอีกประเด็หนหนึ่งในเรื่องที่ตัวละครมันพูดกันบนโต๊ะอาหาร แล้วมันก็ส่งผลแรงๆกับตัวละครด้วยอีกทาง

04/12/16 – A Monster Calls (J.A. Bayona/ Spain, US/ 2016) – 3/5

เฉยๆ ไม่ได้สะเทือนอะไรมากมายแฮะ ถ้าหนังแนวนี้เรากลับชอบ Where The Wild Things Are มากกว่า (ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ได้ดูด้วยแหละ)

อาจเพราะเราผ่านอะไรแบบคอเนอร์มาแล้ว ซึ่งก็รู้สึกแบบที่หนังมันบอกนั่นแหละในเรื่องการรับความเป็นจริง ใช่ว่ามันเจ็บในตอนแรก แต่พอผ่านมันมาแล้วเราก็พบว่ามันเป็นสัจธรรมธรรมดา

ส่วนที่ชอบที่สุดคงเป็นการที่มันพูดถึงความซับซ้อนของมนุษย์ในช่วงครึ่งแรกของหนัง

07/12/16 – Lust, Caution (Ang Lee/ US, China, Taiwan/ 2007) – 3/5

เอามาดูซ้ำในช่วงเวลาที่นานจากครั้งแรกหลายปีที่ก็ลืมทุกอย่างไปหมดแล้ว

มันดีมากทีเดียวที่จับเอาเรื่องความรักชาติมาร้อยเรียงกับเรื่องความความเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยการเอาตัวรอด ความลุ่มหลงและการเอาชนะ เผยให้เห็นจุดดีจุดเลวของแต่ละสิ่งก่อนที่ทุกอย่างจะล่มสลายลงไปหมดเพราะการไม่อาจเข้ากันได้

แต่โดยรวมไม่ถึงกับชอบมาก เป็นงานของอังลี่ที่รู้สึกกลางๆเสียมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ความดีงามที่เหลือทั้งหมดเราของยกให้ ถั่งเหว่ย

ปล. ซีนร้องเพลงน่าจะเป็นซีนที่ดีที่สุดของหนัง

10/12/16 – แฟนเดย์ (บรรจง ปิสัญธนะกูล/ ไทย/ 2016) – 4/5

– แฟนตาซีของคนขี้แพ้ ที่ขนาดได้แฟนตาซีทั้งที ยังเป็นได้แค่การแทนตัวเองด้วยคนอื่น เจ็บอะ

– เข้าใจละว่า ผู้ชายที่ดีเกินไป ทำไมผู้หญิงไม่เอา เพราะแม่งโง่ แต่เป็นคนโง่ที่น่าสงสารสัดๆ โง่มากจนถึงขั้นน่ากลัว

– ตายกับเรื่องความทรงจำที่หายไป เจ็บปวดรุนแรงมากๆๆๆๆ ทั้งในแง่ของการจดจำมันไม่ได้แต่ยังคงรู้สึกถึงมันได้ และในแง่ของผลมีเกิดขึ้นของตัวความทรงจำต่างๆเหล่านั่นที่นำพาเรามาจนถึงปัจจุบัน

– พี่โต้งทำหนังอยู่มือจริงๆ ต้องยอมทุกที

– มิว มิง มิว มิว มิว (พิมพ์ซ้ำ 50บรรทัด)

– ไม่มีเวลามาเขียนยาวๆ แต่อ่านที่พพี่จิตรเขียนแล้วเราชอบมากในเรื่อง การที่เรา “กลายเป็นคนที่ตัวเองเกลียด” เลยขอนำมาแชร์: https://www.facebook.com/Kafelme/photos/a.1505925316356347.1073741834.1503988563216689/1781499922132217/?type=3&theater

10/12/16 – Suicide Squad (David Ayer/ US/ 2016) – 2/5

ราบเรียบจังเลยวุ๊ย แบบราบมากมาย ทู่ๆแบบไม่คิดจะเหลาให้แหลมเลยซักนิด

มาก๊อต ร๊อบบี้ ในบท ฮาร์ลี่ ควินน์ แยกออกมามีหนังตัวเองน่ะถูกต้องแล้ว ที่เหลือควรเอาไปฝังกลบ (เห็นว่าอีเดดช๊อตจะมีด้วย ชีวิตมึงคลิเช่ฉิบหาย ไม่รู้ตัวเลยหรือ)

และส่วนที่ดีที่สุดไม่ใช่อ้ายอีตัวไหน แต่คือเพลงประกอบค่ะ // จบ

13/12/16 – ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย/ 2016) – 4/5

เป็นคนที่อยู่ในฝั่งที่ไม่ชอบพล๊อตหรือเส้นเรื่องของมันซักเท่าไหร่ ไม่อินเลยในเรื่องรักเรื่องรออะไรแบบนี้ ในส่วนนี้เรารู้สึกเหมือนหนังแฟนเดย์ที่เพิ่งได้ดูไปไม่นานในแง่ของความเจ็บปวดที่เป็นได้แค่ตัวแทนคนอื่นและเรื่องของคนที่มันดีเกินไป

แต่โชคดีที่หนังมันมีส่วนอื่นๆที่ดีงามมากกว่าให้เราเข้าไปสำรวจ

แรกสุดที่เราชอบปั๊มน้ำมันมากๆคือการที่มันพูดถึงเรื่องรักในแบบอนุรักษ์นิยมจำพวกรักแท้ รักเดียว รักไม่แปรเปลี่ยนรวมไปถึงเก็บความบริสุทธิ์ไว้หลังแต่งงานอะไรแบบนั้น แต่มันกลับเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงแบบเสรีนิยมขั้นสุดคือคิดอะไรก็พูดมันออกมา ตรงไปตรงมาไม่กระมิบกระเมี๊ยบ ซึ่งเราว่ามันใช่มากๆกับสังคมไทยในภาวะปัจจุบันโดยทำในสิ่งที่ความเป็นจริงนั้นทำไม่ได้ กล่าวคือการเอาเสียงกระซิบมาทำให้มันดังขึ้นแล้วก็เอากรอบขนบธรรมเนียมโตๆมาทำให้มันเล็กลง

ยิ่งไปกว่านั้นในประเด็นเดียวกัน การพูดความจริง-เท็จในหนังมันก็เลยน่าสนใจตามไปด้วย การ “พูดความจริง” (แบบเสรี)ในหนังกลายเป็นสิ่งที่ดูเซอร์เรียล ดูไม่จริง ดูหลอก เหมือนกับเซ็ตอับทั้งหลายทั้งปวงในหนัง แต่การ “พูดไม่จริง” (เพื่อรักษาสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้) กลับกลายเป็นสิ่งที่ดูจริงเสียมากกว่า…..ตายแล้วววว นี่มันสังคมไทยดีๆนี่เอง!!!!

แล้วพอเรามองหนังไปในแง่นี้ การรอคอยของตัวละครในหนังมันเลยรุนแรง ดูจากช่วงเวลาในหนัง การรอคอยของตัวละครในหนังทั้ง 3 ตัวมันเลยให้ภาพการเมืองไทยยุคปัจจุบันได้ด้วย การรอคอยทางการเมืองที่มีความหวังแต่ยังคงมืดมน มั่นก็คงรอต่อไป นกก็ไปๆมาๆ เจ๊มัดกำลังจะตายส่วนฝนก็ยอมพ่ายแพ้ไป

ขอชื่นชมนักแสดงทุกตัวในหนัง ชอบและดีงามหมดเลย คือถ้าเล่นแบบนี้แล้วไปอยู่ในหนังเรื่องอื่นเราคงด่า แต่พออยู่ในหนังเรื่องนี้เรากลับรู้สึกว่ามันวิเศษมาก แต่ขอชมแม็กกี้เป็นพิเศษหน่อยเถอะ การทำให้เรารำคาญในตอนแรกแต่กลับย้อนมากุมหัวใจเราได้อยู่หมัดนี่วิเศษมากจริงๆ รักมากๆๆๆๆ

ปล. ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่เรารู้สึกว่าหนังมันมีจริตแบบคน ตจว บางอย่างที่คนเมืองอย่างเราไม่เข้าใจ จับไม่ได้อยู่

ปลล. จัดเข้าในหมวดหนังพี่กอร์ฟที่เราชอบต่อจาก Insects in the Backyard และ It Gets Better รู้สึกถูกจริตหนังดราม่าจริงจังของพี่กอร์ฟมากกว่าหนังตลกแฮะ

15/12/16 – High-Rise (Ben Wheatley/ UK, Belgium/ 2015) – 2/5

เริ่มต้นมาน่าสนใจมาก วิช่วลดีงามน่าติดตาม ปูพื้นเรื่องระบบชนชั้นที่รองรับระบบทุนนิยมในตัวตึกได้น่าสนใจดี แต่พอดูไปเรื่อยๆก็เริ่มรู้สึก WTF ขึ้นเรื่อยๆ

ไม่รู้เพราะภาพและสัญญะของสิ่งต่างๆในเรื่องมันชัดเจนอยู่แล้วหรือเปล่า หนังมันเลยใช้วีธีการเล่าให้ฉีกขนบ ฉีกโลกไปเลย ว่าไปพ่นจิตรวิทยา พล่ามปรัญญา อะไรก็ว่ากันไป แต่ในแง่นี้ พอมันทำตัวเหมือน Cosmopolis ของโครแนนเบิร์กแล้วไซร้ เราก็หนีออกห่างไปเลย

ชอบ Kill List ของ ผกก วิสท์ลี่ นะ แต่เรื่องนี้ไม่โอเค

16/12/16 – A Bride for Rip Van Winkle (Shunji Iwai/ Japan/ 2016) – 3/5

ตอนดูจบใหม่ๆ ไม่ค่อยชอบหนังแฮะ แต่พอนั่งคิดถึงหนังไปเรื่อยๆก็รู้สึกว่ามันก็ดีในบางแง่นี่หว่า

ตอนดูจบใหม่ๆเรารู้สึกว่าเราไม่ซื้อในเรื่องจารีตและแนวคิดบางอย่างในเรื่อง อาจด้วยเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนหรือการที่เราเติบโตขึ้น เราเลยรู้สึกว่าหนังมันทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่มาคอยบอกคอยสอนเด็กๆอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องแต่งงานในครึ่งแรกและการแสดงหนัง AV ในครึ่งหลัง

แต่พอมานั่งคิดกับหนังไปเรื่อยๆก็พบว่า ก็เพราะอีเหล่าจารีตและแนวคิดแบบนี้นี่หว่าที่ทำให้ชีวิตคนมันพลิกผันไปมา ต้องมาจ้างญาติปลอมๆ หาครอบครัวปลอมหรือกับความเจ็บป่วยในการการยึดติดกับอะไรบางอย่างที่สัมพันะธ์กับแนวคิดเหล่านั้น ก็เลยรู้สึกกลายเป็นโอเคกับหนังขึ้นมา

จะเสียอย่างเดียวก็คงที่ความยาวของหนังนั้นแหละ ไม่รู้จะยาวไปทำไปตั้งสามชั่วโมง หลายๆช่วงมันเลยรุ้สึกเกินๆและออกจะน่าเบื่อ แต่ส่วนตัวเราชอบครึ่งหลังของหนัง โดยเฉพาะทุนซีนที่นางเอกอยุ่กับ Cocco ที่ช่วยตอกย้ำว่าชุนจิยังคงฉกาจเสมอในการนำเสนอตัวละครเพศหญิงให้เต็มไปด้วยสเน่ห์และมีติที่น่าหลงใหล

ปล. Swallowtail Butterfly ยังคงเป็นหนังชุนจิที่เราชอบมากที่สุด

21/12/16 – ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์/ ไทย/ 2016) – 5/5

ต้องกราบขอบคุณมิตรสหายหลายๆท่านที่บ่นว่าดูหนังไม่รู้เรื่อง เราเลยปล่อยตัวปล่อยใจไปเลยเต็มที่…แล้วก็ตายแน่นิ่สงบงคาจอ

มีอยู่ 4 สิ่งที่หนังมันตราตรึงอยู่ในสมองของเราออกมาจากโรง

1. การพูดถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19:

สำหรับเรา นี่น่าจะเป็นหนัง(ยาวที่ฉายโรง)ที่พูดถึง 6 ตุลา 19 ได้ชัดและตรงไปตรงมาที่สุด โอเคล่ะ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแต่แบล็คกราวด์ของเรื่องที่พูดถึงการจำจดประวัติศาสตร์ การบันทึกประวัติศาสตร์ แต่มันก็มากพอที่ควรจะกล่าวถึงและบันทึกไว้กับเหตุการณ์ของเช้าวันนั้นในภาพยนต์ไทย

2. การบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยภาพยนตร์:

อันเป็นประเด็นหลักของหนังที่พูดถึงวิธีการการจดจำ การรับรู้และการบันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องเล่า ในที่นี้คือการบันทึกลงในตัวภาพยนตร์ เราได้เห็นการซ้อนทับกันของเรื่องเล่าในหนัง ของชีวิตของตัวละครในหนังที่่ผ่านตัวภาพยนตร์ของผู้กำกับแอนในเรื่อง หรือแม้แต่ของตัวผู้กำกับใหม่ อโนชา ในหนังเรื่องนี้เอง ทั้งในประวัติศาสตร์ทางสังคมและประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ผ่านภาพการถ่ายทำหนังในตอนเริ่มเรื่อง, การเล่าการถ่ายทำซ้ำโดยดาราดัง หรือแม้แต่การโลดแล่นขับรถบนจอของนักแสดงที่ตัวจริงได้รถคว่ำตายจากไปเสียแล้ว

น่าสนใจว่าทุกครั้งที่เรา “รู้สึก” ร่วมกับหนังในบางซีน ซีนเหล่านั้นมักจะเป็นซีนที่ถูกปรุงแต่งออกมาแล้ว กล่าวคือมันเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องเล่าเดี่ยวๆเพียวๆอีกต่อไป

3. การรับรู้และการจดจำประวัติศาสตร์:

ต่อเนื่องจากข้อ 2 หนังใช้วิธีการสื่อสารที่ต่างออกไปในแต่ละการซ้อนทับกันของเรื่องเล่า อันป็นการสะท้อนภาพวิถีการจดจำทั่วไป นั่นคือการเลือกที่จะจดจำบางอย่าง ลืมบางอย่างหรือเลือกที่จะต่อเติมบางสิ่งเข้าไป ทั้งการทำซ้ำภาพในอดีตในตอนต้นเรื่อง, การปรับเปลี่ยนตัวละครและเพิ่มข้าวของเข้าไปในซีนซ้ำของดาราดังรวมไปถึงการรับรู้จะที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปต่อตัวละครที่ตายจากไปแล้ว

อนึ่ง ในประเด็นนี้ เรากลับอินมากๆกับประเด็นการจดจำอดีตของตัวละครแอน มี 2 ซีนที่เกี่ยวเนื่องกันและน่านำมาคิดถึงเรื่องนี้ นั่นคือซีนร้องเพลงดวงจันทร์เมื่อตอนไฟดับและซีนเล่าเรื่องพลังจิตย้ายสิ่งของ มันเป็นเพลงที่จำไม่ได้แต่นึกขึ้นมาได้และเป็นเหตุการณ์นานมาแล้วแต่ยังจดจำได้ดี เพราะเราคิดไปว่าการเคลื่อยย้ายสิ่งของได้ของแอนคืออาการที่เราเชื่อดวงจันทร์เดินตามเราเมื่อเรายังเป็นเด็ก พอเราเชื่อไปแบบนี้เลยรู้สึกถึงเรื่องการจดจำอดีตของตัวเองมากๆที่ว่ามันคือการเลือกจำบางส่วนและตัดต่อเองในบางส่วน

ดังนั้นแล้ว การรับรู้และจดจำจึงพ่วงพ้องเป็นเนื้อเดียวกันกับตัวภาพยนตร์ มันคือการบันทึกที่เต็มไปด้วยการเลือก ตัดทอน เพื่อพลังของทั้งเรื่องเล่าเองและชีวิตผู้คน

4. ภาพชนชั้นที่มองไม่เห็น:

สำหรับเรา ตัวละคร หน่อง คือสิ่งที่ดีที่สุด ดีมากๆที่สุดของหนัง มันชัดเจนว่าภาพของเธอคือใครและมีบทบาทอย่างไรต่อเรื่องเล่าทั้งหมด ต่อการบันทึกต่างๆและต่อตัวสังคมไทยเอง เป็นตัวละครที่แทบไร้เสียง ไร้ตัวตน เป็นตัวละครที่แนะนำให้คนเขียนเรื่องตนเองด้วยตัวเองแต่แทบไม่มีเรื่องเล่าของเธอเลยในหนังนอกเสียจากกิจกรรมเล็กๆน้อยๆที่ส่วนมากเป็นงานแรงงาน การเปลี่ยนงานของเธอกับการเปลี่ยนบทบาทของปีเตอร์นั้นพ้องรูปกัน เพียงต่างกันตรงที่เธอไม่เคยถูกบันทึกไว้แบบปีเตอร์ คนที่แม้แต่ความสุขอย่างการปลดปล่อยร่างกายด้วยเต้นก็ยังถูกรบกวนด้วยภาพล้มก่อนกลายเป็นภาพเวิ้งว้างสีผิดเพี้ยนเพื่อการกลับไปบันทึกเหตุการณ์อื่นที่คนอื่นอาจเห็นว่าสำคัญกว่า

5. อื่นๆ

– ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า เจ้านกกระจอก ชอบชื่อหนัง ดาวคะนอง ดาวมหาลัยที่กลายมาฝ่ายต่อต้าน

– วิศรา วิจิตรวาทการ ดีงามจริงๆ

– ชอบซีนเดินตามเด็กในชุดการ์ตูนหมีของแอน ชอบการตัดในซีนนี้มันอิมแพ็คมาก การค้นหาตัวเองผ่านเห็ดเมา (แต่ตีความไม่ออก)

– เพลงจบ (เหมันต์รัญจวน) ของหนังมีท่อนหนึ่งว่า “อย่ากลับมาเลย อย่ากลับมาเลย โอ้ลมหนาวเอยอย่าเลยมา ฉันคงต้องตายเมื่อลมเหนือพัดพา หอบอดีตมา ปล้นขวัญฟันฆ่าไร้ปราณี” นั่งฟังจนจบ รุนแรงที่สุด เข้ากับการพูดเรื่อง 6 ตุลาและการปฏิบัติต่อเหตุการณ์นั้นของเหล่าผู้มีอำนาจได้ดีเหลือเกิน

21/12/16 – Motel Mist โรงแรมต่างดาว (ปราบดา หยุ่น/ ไทย/ 2016) – 4.5/5

ชอบจังเลย สนุกจัง ชอบความประหลาดแบบสุดๆของมัน ความเซอร์เรียลของมัน ชอบพาร์ตเอเลี่ยนที่สุด ที่ทั้งหมดทั้งมวลมันก็ผสมลงตัวเป็นเนื้อเดียวกับสารที่หนังมันส่งออกมา นั้นก็คือการแทนภาพระบบการปกครองต่างๆนาๆในบริบทของสังคมไทย

หนังดับฝันเหล่าลิเบอรัลไปก่อนเลยตั้งแต่ในช่วงแรกของหนังด้วยภาพการถอยห่างออกไปเรื่อยๆของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เปิดเรื่องก็บ๊ายบายกันไปก่อนเลย มันไม่มีหรอก อะไรที่เรียกว่าประชาธิปไตยในสังคมไทยในหนังเรื่องนี้ บั๊ย!

แล้วหนังให้เราดูอะไร เราเห็นพ่อมารับลูกจากโรงเรียน ตบปากลูกเมื่อพูดคำหยาบ แม้จะดูทะแม่งๆไปเสียหน่อยแต่ก็แลดูรักลูกอยู่ แต่แล้วความคิดเราก็ล้มครืนเมื่อเพลง overture ดังขึ้น พ่อจับมือลูกไปชักว่าวก่อนที่จะแกนบังคับจับหัวให้ลงไปอม! หลังจากนั้นเราจึงเริ่มเข้าใจว่ามันไม่ใช่พ่อ-ลูกกัน มันคือเรื่องของชายแก่รุ่นพ่อผู้ชอบคงความเก่าเอาไว้เพราะเชื่อว่าคลาสสิคอยู่เหนือกาลเวลาและไม่หยาบเหมือนสมัยใหม่ ผู้ที่กำลังเริงรมณ์กับการค่อยๆกระทำกับด็กสาวคราวลูก ทั้งทางตรงด้วยการคงไว้ซึ่งชุดนักเรียนตามขนบเก่าหรือแม้แต่การล่วงล้ำด้วยดิลโด้และทางอ้อมอย่างการถูกจ้องมองแผ่นหลังของเธอตอนอาบน้ำผ่านเลนส์กล้อง….มาถึงตรงนี้ก็เห็นชัดละว่ามันคือการปกครองแบบใด จะปิตาธิปไตย  อัตตาธิปไตย คณาธิปไตยหรือเผด็จการอะไรก็ว่ากันไป

แล้วทางผู้ทุกกระทำที่คือเหล่าหญิงสาวละ เราจะมองเป็นอะไรได้บ้างในแง่ของการปกครอง อย่างที่บอก อย่าสะเอะว่าจะเป็นประชาธิปไตยอะไรเสรีเทือกนั้นเพราะมันได้ตายไปแล้วตั้งแต่ตอนเริ่มเรื่อง เราได้เห็นพวกเธอพลิกบทกลายเป็นผู้กระทำไปเสียแทน แต่เพื่อจุดประสงค์เดียวนั่นคือ การแก้แค้น แล้วด้วยวิธีใดล่ะ? ก็ด้วยวิธีเดียวกับที่ชายแก่ปฏิบัติต่อพวกเธอยังไงล่ะ แบบเดียวกันเลย แถมเอาอาวุธของชายแก่มายั่วล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่พวกเธอทำคือ แต่งแต้มเติมสีสันใหักับชายแก่เสียใหม่ ไม่ปานเปลี่ยนเปลือกอำนาจการปกครองเดิมให้มีรูปลักษณ์เสียใหม่ ทาปากทาเล็บเสียใหม่(แต่ก็ไปในแบบผิดเพื้ยนรูปอยู่ดี)…ดังนั้นถ้าพูดอย่างสลิ่มหน่อย นี่ก็คือนักการเมืองเลวไงล่ะเธอว์! พวกกูนี่แหละ คนดี!!!

โอเค ที่พึ่งสุดท้ายของเราก็คงไม่มีใครแล้วนอกจากมนุษย์ต่างดาว เราอาจกล่าวได้ว่าการสิ่งร่าง การเข้ายึด เป็นการปกครองในรูปแบบหนึ่ง แล้วมันเป็นแบบไหนกันล่ะ? การเข้ายึดที่ก็ยังสื่อสารกับเจ้าของร่างได้ในระดับหนึ่ง การเข้ายึดที่ทำให้ร่างที่ถูกยึดหนีออกจากสังคม(ไทย)ที่ทำให้ผู้เป็นแม่รับไม่ได้และเชื่อว่าลูกป่วยไข้ แถมมีพลังที่ทำให้คนเป็นโรคประหลาดหรือแม้แต่ทำให้ชายสูงวัยตายได้ แต่ก็เป็นสิ่งเดียวกันที่บอกให้หญิงสาวออกไปจากโรงแรมและให้เด็กนั่งรอต่อไป

เหมือนจะชัด แต่ก็ไม่ชัดเสียทีเดียว เป็นการปกครองที่เรานิยามตายตัวไม่ได้ มันดีกว่าการปกครองของชายแก่หรือการปกครองของหญิงสาวหรือเปล่า เราไม่รู้หรอก แต่ก็เป็นการปกครองที่ทำให้คนได้ควงกระบองไฟตามฝัน แต่ไม่ใช่ที่ชายหาดอย่างที่เขาหวัง แต่มันคือในโมเทล โมเทลที่แทบไร้คนเมื่อยามมันชื่อ Motel Mistress กล่าวอีกแง่คือมีแค่กลุ่มคนไม่กี่คนที่โนสนโนแคร์กับ Mistress ความผิดบาปอะไรแบบนั้น แต่เมื่อมันกลายเป็น Motel Mist ไปแล้วไซร้ เมื่อม่านหมอกปกคลุม เมื่อนั้นแขกเหรื่อก็เข้ามากันเต็มไปหมด

ก็นี่แหละหนา สังคมไทย การปกครอบแบบไทยๆ ในม่านรูดของสังคมไทย มันไม่มีประชาธิปไตย

22/12/16 – Obsessed (Kim Dae-woo/ South Korea/ 2014) – 2/5

เรื่องราวการคบชู้ในแวดวงทหารในยุคหลังสงครามเกาหลี ตัวเอกเป็นผู้พันผู้ประสบความสำเร็จในภารกิจสงครามแถมยังเป็นลูกเขยนายพล เกิดไปตกหลุกรักหญิงสาวลูกครึ่งเกาหลี-จีนที่เป็นภรรยาของลูกน้อง

หนังมีจริตดราม่าเกาหลีอยู่เต็มเปี่ยม ใครจะดูโอปป้าก็ได้ ดูนางเอกสวยๆก็ได้ ถ้าอินกับเรื่องราวความรักในหนังก็ก็คงร้องไห้ฟูมฟายในตอนท้าย แต่เราเฉยๆ ยิ่งช่วงท้ายนี่ยี้มาก

ส่วนตัวเสียดายที่ประเด็นเรื่องผลกระทบทางสงคราม เรื่องความเป็นลูกครึ่งจีนของนางเอก หรือแม้แต่แบล็คกราวด์ตัวละครที่เป็นหทาร มันไม่ได้ถูกนำเข้ามาเล่นเท่าไหร่ทั้งๆที่เราว่ามันน่าสนใจ

ส่วนนางเอก Lim Ji‑yeon ก็สวยดี แต่บางซีนนี่ดูหน้าเบี้ยวๆ เหมือนทำบล็อคมาไม่ดี

ปล. เคยดู The Servant (2010) ของ ผกก คนนี้ ที่ก็เพ้อเจ้อพอๆกัน

23/12/16 – Vulgaria (Pang Ho-cheung/ HK/ 2012) – 1/5

เรื่องของโปรดิวเซอร์ทำหนังเกรดสามตกอับผู้กำลังจะเสียการดูแลลูกและขาดทุนรอนในการทำหนังเรื่องใหม่ โชคดีที่ได้นายทุนจากจีน แต่ก็โชคร้ายที่นายทุนเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งอย่างของหนังแถมยังมีรสนิยมอันแปลกประหลาด

ดูเผินๆก็เหมือนเป็นหนังฮ่องกงด่าจีน ในแง่ของการที่หนังฮ่องกงโดนกลืนด้วยจีนแผ่นดินใหญ่ไปหมดแล้ว ซึ่งก็ด่าแบบแรงๆด้วย อีคนจีนในเรื่องนี้กลายเป็นมนุษย์ประหลาดผู้กินอาหารแปลกประหลาด แถมชอบมีรสนิยมทางเพศกับสัตว์!

แต่ในความยาวหนังกว่าสองชั่วโมงนั้น สิ่งที่หนังดำเนินการก็คือการกระทำตามชื่อหนังนั้นแหละ ต่ำช้าโสมม ไร้รสนิยมอย่างหาที่สุดไม่ได้เลย มันเลยกลายเป็นการบอกว่า จริงๆฮ่องกงก็ไม่ต่างจากจีนหรอกนะเธอว์

ประหลาดใจมาก เพราะเราชอบ Isabella (2006), Exodus (2007) กับ Love in a Puff (2010) ของ ผกก คนนี้

24/12/16 – Balckhat (Michael Mann/ US/ 2015) – 2/5

น่าเบื่ออะ การแฮ็กต่างๆนาๆว่าไม่น่าสนใจแล้ว ช่วงท้ายที่แปลงร่างไปเป็นหนังแอ็คชั่นนี่ยิ่งแล้วใหญ่ แถมยังไปสะเออะแอ็คชั่นที่๋ฮ่องกงแบบที่ไม่ได้เสี้ยวนึงของหนังแอ็คชั่นฮ่องกงเลยซักนิด

ความบันเทิงเริมรมณ์ของเราเลยคือการจับผิดหนัง 555 อาทิ การระเบิดที่จีน แต่มึงทำงานกันที่ฮ่องกงแล้วเดินทางกันไปมาเร็วเหลือเกี๊น (ลองหาข้อมูลดู ก็คิดว่าน่าจะเป็นที่นี่ Daya Bay Nuclear Power Plant ที่ตั้งอยู่ใน  Guangdong เมืองเซิ้นเจิ้น ที่ถึงจะติดกับฮ่องกงแต่ก็ไม่มีทางที่เมิงจะเดินทางกันได้เร็วขนาดนั้น: https://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_energy_in_Hong_Kong) หรือการไปมาเลเซียหรือฟิลิปปินส์นี่แหละจำชัวร์ไม่ได้ แต่เสือกทำพาสสปอร์ตมีตราครุฑไทย (WTF!) หรือช่วงท้ายในซีนประทะกันงานงานเทศกาลอะไรซักอย่างในอินโด คือเข้าใจแหละว่ามันได้ภาพสวยๆงามๆ แต่กูงงมากที่คนเป็นเบือเค้าแม่งไม่ตกใจกันเลยหรือว่ะที่พี่เล่นถือปืนโล่ซะขนาดนั้น

จริงๆชอบหนังไม่เคิล มานน์นะ ชอบความดิบของแกซึ่งจริงๆในหนังเรื่องนี้มันก็มีอยู่แหละแต่มันไม่ช่วยใดๆเลยให้หายเบื่อเลย

โถ่ ถั่งเหว่ย ของเค้าาาาา อีคริส มันไม่คู่ควรเลยซักนิด

25/12/16 – The Descendants (Alexander Payne/US/ 2011) – 4/5

เพิ่งมาได้ดู อเล็กซานเดอร์ เพย์น ยังคงไม่เคยทำให้เราผิดหวัง หนังเรียบง่ายแต่ดีเหลือกเกิน บทดี การแสดงดี ดูจบแล้วอมยิ้ม นี่ถ้าได้ดูตอนช่วงวิกฤตชีวิตแบบตัวละครเราคงร้องไห้ฟูมฟายเสียสติ

หนังมันพูดถึงความเป็นครอบครัวในช่วงเวลาที่หนึ่งในนั้นกำลังจะตายจากไปพร้อมกับความลับด้านมืดที่ผุดขึ้นมา คำถามคือเราจะดีลกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรให้ทั้งตัวเองและครอบครัวเดินต่อไปได้

จริงๆหนังมันมีความโลกสวยอยู่มาก แต่ข้อดีคือมันโตพอที่จะไม่ฟูมฟาย สิ่งที่หนังมันดีงามๆมากๆคือการแสดงภาพการดีลกับความนึกคิดและสำนึกของตัวเองในการจัดการสิ่งสำคัญหนึ่งในชีวิตและภาพครอบครัวที่มันมีสายสัมพันธ์แนบชิดกันบางๆ มันคือความหม่นเศร้าในบรรยากาศของความสดใสของฮาวาย

ทุกสิ่งมีเวลาของมันที่ส่งทอดต่อๆกันไป

14100399_948289208613490_1935258840418010741_n28/12/16 – I Want You To Be (บัณฑิต สินธนภารดี/ ไทย/ 2015) – 5/5

“กูไม่ชอบทะเลเลยว่ะ กูแม่งอยากร้องไห้ทุกครั้งเวลาที่เห็นคลื่นกระทบฝั่ง”

มันว่าด้วยเรื่องความรักของวัยรุ่นที่อาจเกิดขึ้นจากความผูกพัน แต่กลับเป็นไปไม่ได้ด้วยเงื่อนไขบางประการ มันเลยเป็นหนังที่พูดถึงความระทมทุกข์กับความรักที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งจะตัดให้ขาดยิ่งเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นวังวนแบบคลื่นที่กระทบเข้าฝั่ง ดั่งประโยคด้านบนที่ติดค้างอยู่ในหัวเราไปจนหนังจบ มองเห็นภาพการจูบกันของตัวละครบนชายหาด ภาพสามัญเหมือนคลื่นที่ต้องวิ่งเข้าฝั่ง แต่กลับยืนอยู่บนความสัมพันธ์ที่ไม่อาจเป็นไปได้

ดีใจที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนจบปี เพราะปีนี้เรายังไม่ได้เจอหนังแบบ  Friends Shift (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์/ ไทย/ 2013) และ I Can’t Tell You Why (อานันท์ ปากบารา/ ไทย/ 2013) เลยอันเป็นหนังที่เราแพ้ทาง แล้วก็ดีใจมากที่หนังเรื่องนี้มันเหมือนก้าวย่างใหม่ของหนังแนวเฟรนด์โซนที่มันทะลุเรื่องเพศสภาพเข้าไปอีกขั้น ซึ่งที่เยี่ยมคือหนังมันคุมทุกอย่างออกมาพอดิบพอดีไปหมด การใส่ตัวละครที่สามเข้าไปแบบนี้ถ้าไม่นิ่งพอหนังอาจเป๊ได้ง่ายๆ แต่นี่ไม่เลยกลับยิ่งทำให้หนังมันแข็งแรงและไปได้ไกลขึ้นอีก

หนังมีรายละเอียดปลีกย่อยดีๆเต็มไปหมดและมีศักยภาพมากพอที่จะฉายโรงได้ (และเห็นว่าน่าจะได้ฉายโรงจริงๆ)

ออ น้องนางเอก รินรดา กู้สกุล ดีมากกกกกกกกกกกกกก

ปล ดูท่าว่าอันดับหนังสั้นของปีนี้ น่าจะเป็นปีของตัวละครหญิง 555

29/12/16 – Fifty Shades of Gray (Sam Taylor-Johnson/ US/ 2015) – 2/5

หนังค่อนข้างน่าเบื่อ คือใช้เวลาดูรวดเดียวไม่ได้จริงๆ มันจะหลับตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่อะไรมากเมื่อดูจบแม้ว่ามันจะไม่ตอบโจทย์ใดๆกับเราเลยก็ตาม ออกไปทางเพลินๆ

แต่ข้อเหี้ยคือการที่หนังมันจบแบบกะมีภาคต่อชัวร์ๆ ประเด็นอะไรก็ตามในหนังมันเลยไม่ถูกคลี่คลายอะไรเลย เราเลยได้เห็นแต่คนหล่อ คนสวย มาแฟนตาซีกันผ่านเซ็กซ์แบบ S&M ก่อนจะง้องอนกันแล้วหนังก็จบ ปมอะไรก็ตามปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น เก็บไว้แค่ความโรแมนติกพอ

สองจิตสองใจว่าจะดูภาคต่อในปีหน้าไหม

30/12/16 – Rogue One: A Star Wars Story (Gareth Edwards/ US/ 2016) – 2/5

รู้สึกไม่ใช่แฟน(หนังชุดนี้) เลยชอบแทนไม่ได้

โถ กาเร็ต ของชั้น ถ้าได้ทำเองเต็มๆโดยที่ค่ายหนังไม่มายุ่งจะเป็นยังไงนะ เราเชื่อว่าเราคงจะชอบมากกว่านี้แน่ๆ

หวังมาทุกภาค เลิกหวังกันบ้างก็ได้นะ

เฟลิซิตี้ ไม่ใช่อะ ไม่ใช่เลย เคมีกับลูน่าก็คนละเรื่อง

อีหุ่นยนต์นี้เอา จาจาบิง เป็นต้นแบบซิท่า

ว๊าย! ฉากจบ impact….หมายถึงลอก Deep Impact มาเลย (คืออดคิดไม่ได้อะ)

แล้วหัวพี่ดาร์คเวเดอร์ดูเซินเจิ้นจังเลยค่ะ

31/12/16 – พรจากฟ้า (จิระ มะลิกุล, นิธิวัฒน์ ธราธร, ชยนพ บุญประกอบ, เกรียงไกร วชิรธรรมพร/ ไทย/ 2016) – 2/5

ยามเย็น: แฟนตาไซร์ – แต่น้องวีดีมาก รักมาก

Still on my mind: โรแมนติไซร์ – สิ่งทีดีที่สุดคือป้าฟ้า

พรปีใหม่: ว๊อท ดา ฟัค! – น๊อตติ้งทูเซว์