Movie

FILM I’VE SEEN IN MARCH 2018

06/02/18 – Mixed Doubles (Junichi Ishikawa, Japan, 2017) – 4/5

[ดูบนเครื่องแบบไม่ลังเลเลย]

คลิเช่โครตพ่อโคตรตแม่มแบบวัวตายควายล้ม แถมบิวส์หนักหน่วงเอาตายตามสูตรหนังกีฬาจากแดนอุทิศอุทัย

แต่!

สำหรับเรา อะไรมันจะดีไปกว่าการได้เห็นคนรักจากสองยุคมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันล่ะ กล่าวคือ Ryoko Hirosue ของยุคก่อนกับ Yui Aragaki ของยุคนี้ แถมยังแสดงเป็นเพื่อนกันด้วยนะเออ (ไม่ใช่แม่-ลูก) ยังๆไม่พอ มันยังมีคนรักตลอดกาลอย่าง Yu Aoi มาร่วมแจมในบทกวนๆอันน่าจดจำอีกตะหาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

มันเลยกลายเป็นหนัง Guilty Pleasure ที่แบบรักมาก รักมากกกกกกกกกก

08/02/18 – Black Panther (Ryan Coogler/ US/ 2018) – 1.5/5

555 ขอโทษคนที่ชอบหนังไว้ก่อนเลย

คือขำ ขำมาก ขำแบบไม่ไหวแล้ว นี่มึงทำหนังตลกกันอยู่ใช้ไหม ช่วงเวลาก่อนที่ไมเคิล บี จอร์แดนจะโผล่มานั้นคือส่วนของหนังตลกที่แบบ ตลกสัดๆ

ส่วนที่ดีที่สุดหนีไม่พ้นการมาถึงของ ไมเคิล บี จอร์แดน ที่ทำให้กูสนใจหนังขึ้นมาบ้าง กูรักตัวละครตัวนี้ เราไม่ควรมีไอ้ระบบโมนาคี่ก็เพราะแบบนี้แหละเพราะแม่งแพ้แล้วไม่รู้จักแพ้ กูเลยเกลียดมากที่หนังให้ผลสรุปออกมาแบบนี้ สาปแช่งให้วากันด้าล่มจม

ส่วนประเด็นการเมืองในหนังนี่ คัมออนนนน! (ออกสำเนียงน้องหนูมูนี่จาก The Florida Project) มันตลกแบบรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องมีอะ ทรัมป์มันเหี้ยจริงๆ

แต่ก็เข้าใจนะว่าทำไมคนชื่นชมกันและคนผิวสีชอบกันมาก หนังเซอร์วิสซะขนาดนั้น

ปล. ตลกดีที่ด่าคนใช้ปืนว่าพรีมีทีฟ แต่เฮ้ย พวกมึงยังสืบทอดอำนาจด้วยสายเลือดกับความนรุนแรงกันเองอยู่เลย

10/02/18 – Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (Martin McDonagh/ US/ 2017) – 3.5/5

ตอนดูจบแรกๆแบบเดินออกจากโรงนี่ชอบหนังมากเลยนะ ถึงขนาดหงุดหงิดที่อีออสการ์ให้รางวัลกับ The Shape of Water เพราะเรารู้สึกว่าหนังมันสมบูรณ์ดีจังเลย บทก็ดีมาก นักแสดงก็ดีมาก แถมประเด็นมันก็เข้าทางเรามากๆด้วยที่ว่ามนุษย์แม่งไม่มีใครเหี้ยสุด-ดีสุด

ชอบความแข็งแรงของบทหนังที่สามารถปิดทุกช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้หมดเลย อะไรที่ทิ้งๆไว้กลางทางก็มาตามเคลียร์ได้หมดและทำให้มนุษย์ในเรื่องมันเป็นมนุษย์จริงๆ มีชั่วมีดีปะปนกัน ในความคิด-การกระทำมีทั้งคนรักและชัง แถมยังสะท้อนภาพอเมริกาได้แบบทันยุคสมัย

แต่พอเวลาผ่านไป ค่อยๆตกผลึกหนังไปก็พบว่าหนังมันก็มีส่วนที่ไม่ค่อยน่าเชื่ออยู่เหมือนกัน นั่นคือเหล่าจดหมายของคนตายที่ถูกส่งต่อให้กับตัวละคร ความไม่น่าเชื่อสำหรับเราไม่ใช่ตัวจดหมาย แต่คือการเปลี่ยนเอกลักษณ์ตัวละครไปแบบหน้ามือ-หลังมือหลังได้อ่านจดหมายแล้ว มันดูง่ายไปหน่อย ซึ่งทำให้เราไม่ค่อยชอบตัวละครของแซม ร็อคเวล เท่าใดนัก (ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายถึงการแสดงของเขา)

อย่างไรก็ตาม การจบของหนังทำให้เรายอมกับหนังอยู่ดี จบแบบปลายเปิดที่เราก็เดาทางต่อไปเองไมได้

กราบตีนฟรานเชซ และถูกต้องแล้วที่เธอได้ออสการ์ไป (อย่างไรก็ตาม นักแสดงอื่นๆก็ถือว่าดีงามหมดทุกตัว)

11/02/18 – ไทบ้านเดอะซีรีส์ (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2017) – 4/5

เสียใจมากที่ไม่ได้ดูในโรงกับคนเยอะๆ เชื่อว่าคงจะสนุกว่านี้หลายเท่าตัว

ในพล๊อตหนังที่ไม่มีอะไรซับซ้อน เรื่องรักๆของไทบ้าน แต่ความเด็ดขาดนั้นจัดว่าสุด จัดหวะของหนังเด็ดขาดมาก มุกมาถูกเวลา เดินเรื่องแบบค่อยๆเว่า บทซึ้งก็เอาอยู่หมัด และแน่นอนกับตัวละครและนักแสดงที่เข้าไปนั่งในใจคนดูได้แบบสบายๆ

เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ทำมาเพื่อให้คนรักจริงๆ มันน่ารักมากพอๆกับที่มันจริงใจกับทั้งคนดูและคนทำเองที่รู้ว่าอยากจะเล่าอะไรให้คนได้ดู แล้วก็พอกันเสียทีกับภาพชาวบ้านต่างจังหวัดซื่อๆโง่ๆล้าหลัง ภาพการมิกซ์อับระหว่างการทำนา จับจิ้งหรีด กับการดูหนังมัลติเพล็กซ์ การสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดียนี่จัดว่าสุดและดีมาก

สัปดาห์นี้จัดภาค 2.1 ในโรงแน่นอน

อนึ่ง ชอบลองเทคหมอปลาวาฬสุดๆ

14/03/18 ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2 Part 1 (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2018) – 4/5

ด้วยความที่หนังมันเล่าเรื่องแบบนี้และตัดจบไปแบบนี้อันเป็นเหตุผลที่มันเป็นพาร์ตแรกของภาค 2 เราจึงจะยังไม่ว่าถึงประเด็นใดๆของหนังมากนัก (ขอดูพาร์ตจบก่อนดีกว่า)

แต่ที่อยากชมก่อนเลยคือความกล้าหาญกับเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่อง เปลี่ยนประเด็นจากภาคแรกไปเลยแถมทำตัวจริงจังมากขึ้น จากภาคแรกที่หนังเน้นไปที่เรื่องราวความรักสลับกับความตลกอันเป็นเอกลักษณ์ ภาคนี้มันใช้การเล่าด้วยหลายเส้นเรื่อง ในหลายตัวละครไปพร้อมๆกัน ซึ่งเราคนดูก็ยังสนุกกับมันอยู่ได้ดี

อีกอย่างที่อยากบอกคือ เราตื่นเต้นกับจักรวาลไทบ้านนี้มากๆ เพราะทุกอย่างมันถูกวางแผนและคิดไว้ก่อนแล้วจริงๆ ทุกตัวละครสำคัญและมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง แม้กระทั้งตัวสถานที่ในหนังยังน่าจดจำเลย

มี 2 เส้นเรื่องที่เราตื่นเต้นที่จะติดตามต่อคือ เรื่องของเฮิร์ปผัวฝรั่ง กับ ป๋อง สโตร์ผัก

14/02/18 – Red Sparrow (Francis Lawrence/ US/ 2018) – 2/5

โถวววว เจน ฬอ ที่รัก ก็รู้นะว่าสนิทกับผู้กำกับ แต่ถ้ามันจะ miscast ขนาดนี้ก็ปฏิเสธไปก็ได้นะ

ชาตินิยมรัชเซียแต่พูดอังกฤษกันทั้งเรื่อง จนบางทีกูก็งงว่าตกลงใครรัชเชี่ยน ใครอเมริกันว่ะ แล้วพอบทจะพูดรัชเซียก็พูดได้ขึ้นมาเฉยๆ (คือตอนที่มีคนอเมริกันอยู่ร่วมด้วย) แต่ตอนมึงอยู่กันเองมึงดันพูดอังกฤษ ห๊วยยยย

แต่ที่ตลกที่สุด ***สปอร์ย*** คือการเอา เจเรมี่ ไอออน (คนอังกฤษ) มาเล่นเป็นคนรัชเซีย แล้วเป็นสายให้อเมริกันอีกที สัด งงในงง

ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทำเป็นเรื่องสายลับอเมริกันไปเลย จะรัชเซียทำไม??? คือจะว่าอเมริกาไม่ชาตินิยมขนาดนั้น? อเมริกันไม่เหี้ยไร้มนุษย์ธรรมแบบขายญาติเพื่อชาติ? หรือว่าทนไม่ได้ที่คนของชาติมันจะกลับมาแว้งกัดประเทศตัวเอง?

แถมเรื่องก็เช๊ยเชย แถมยังนืดเนือย ยืดยาด ยาวอีก เฮ้อออ

เสียใจ ที่รักเปลืองตัวแบบไม่คุ้มค่าเลย

17/03/18 – Baywatch (Seth Gordon/ US/ 2017) – 2/5

ดูด้วยโหมดถอดสมองออกมาวางไว้ข้างตัว พบว่าก็เพลิดเพลินดี

หนังเคารพสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้แบบทุกระเบียบนิ้ว ไม่ต้องห่วง เดาได้หมด ที่ดูก็ดูความห่าม ความโสมม พร้อมด้วยนมและท้องลีนๆ

เห็นเครดิตตอนเริ่มหนังว่าคนออกทุกเป็นบริษัททำหนังจากจีนเกือบทั้งนั้น เราก็เลยได้เห็นตัวละครจีนคนดี ไม่ระโมบแถมโดนกลั่นแกล้งน่าเห็นใจ ให้ตัวร้ายเป็นลูกครึ่งอินเดีย ส่วนฮีโร่ก็อเมริกันไง เฮ้!

น้องดาแดริโอ ไม่ค่อยปล่อยของเลย แอบเซ็ง ส่วนอีแซ็ค! อีสัด มึงจะหุ่นดีไปไหม!

18/03/18 – Sing (Garth Jennings, Christophe Lourdelet/ US/ 2016) – 1.5/5

ปัญหาแรกคือรู้สึกว่าหนังมันแอบโกง มันเล่าเรื่องด้วยหลักสามองค์แต่การเชื่อมต่อระหว่างแต่ละองค์มันไม่เนียนเอาเสียเลย ดูแล้วมันขัดอารมณ์และเชื่อไม่ลง ทำให้ทุกอย่างดูง่ายง่อยไปเสียหมด

ปัญหาถัดมาคือรู้สึกเกลียดอีมูนเจ้าของโรงมหสพมาก เกลียดวิธีการจัดการของมัน แล้วการที่มันให้เรื่องออกมาแบบแฮปปี้แอนดิ้ง เลยทำให้เรายิ่งเกลียด

ชอบอีหนูที่ก๊อปคาแรคเตอร์และชีวิตของ แฟรงก์ ซินาตรา มา

21/03/18 – ฉันเยาว์? ฉันเขลา? ฉันทึ่ง! (ธัญสก พันสิทธิวรกุล/ ไทย/ 2017) – 4/5

เป็นทอล์คกิ้งเฮดแบบเพียวๆที่เรารู้สึกสนุกและอยากติดตามไปจนจบ อาจเพราะประเด็นมันน่าสนใจมาก นักเรียนหนังกับการศึกษาไทยที่มันสะท้อนภาพไปถึงเรื่องอำนาจของรัฐและการปกครอง

แล้วตัวแบล็คกราวด์ของตัวซับเจกค์ก็น่าสนใจที่ทั้งสองคนมีพื้นเพต่างกัน ต่างถิ่น แต่กลับมีแง่มุมความคิดคล้ายๆกัน ทั้งแง่มุมทางศิลปะและข้อกังขาของการเรียนหนังในไทย

พีคกับคำถามสุดท้ายที่ว่า “หากเรามีอำนาจ เราจะแก้ไขอะไร” ที่ซึ่งในนั้นกลับตระหนักแกมสงสัยว่า ฤ จริงๆแล้วปัญหาคือตัวเขาเอง? มันน่าเศร้ามาก

แต่ที่พีคกว่าคือการที่มีตัวเหี้ยเดินผ่านลงน้ำในแบล็คกราวด์ในช่วงหนึ่ง จนอดตีความไม่ได้ 555

25/03/18 – The Cloverfield Paradox (Julius Onah/ US/ 2018) – 1/5

อืมมมม ทำไมมันธรรมดาค่อนไปทางน่าเบื่อได้ขนาดนี้หนอ เหมือนหนังมันมีประโยชน์เพียงแค่ขยายความต่างๆในภาคแรกเพื่อที่จะไปเล่าเรื่องต่อในภาคใหม่ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลยจริงๆ

ส่วนเส้นเรื่องของตัวละครหลักที่ใส่เข้ามานี่ก็ยี้ย้ามาก เลี่ยนสุดๆ ส่วนอีเรื่องโลกคู่ขนานนั้นก็ดูเป็นอะไรที่เล่นเอาง่ายๆเข้าว่า แบบบอกให้คนดูฟังเลยไม่ต้องคิดเยอะ

แล้วทำไม จางซื่อยี่ ต้องพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเพียงคนเดียว? ทั้งๆที่มันมากันตั้งหลายชาติ????

ดูแล้วคิดถึงหนังปีที่แล้วอย่าง Life (2017) ที่สนุกว่าเยอะ

Advertisements

FILM I’VE SEEN IN FEBRUARY 2018

08/02/16 – Operation Mekong (Dante Lam/ China, HK/ 2016) – 2/5

ดูนานแล้ว ลืมเขียน

ก็สนุกเพลินๆดีกับการดูจีนที่อยากจะเป็นฮีโร่ของภูมิภาคเอเชีย (ก่อนที่เห็นว่าจะทำตัวใหญ่ระดับโลกใน Wolf Warrior 2)

 

 

14/02/18 – Devilman Crybaby (Yuasa Masaaki/ Japan/ 2018/ 10EP Anime) – 5/5

อือหือ ดูกันเถอะ ดีจริงสมคำล่ำลือ

จำได้ว่าไม่ได้ชอบ Mind Game มากนัก แต่เรื่องนี้ยอม ดีงามทุกองคาพยบ ไม่มีการพินอบพิเนา อะลุ่มอล่วยใดๆทั้งสิ้น รุนแรงเต็มขั้น ไม่มีควาออมชอมอะไรทั้งนั้น ซึ่งมันทำให้หนังมันไปสุดทางจริงๆโดยเฉพาะอีพีท้ายๆ

เอาจริงๆประเด็นมันก็ไม่ได้ใหม่นะ แต่มันเข้ากั๊นเข้ากันกับโลกในตอนนี้ที่พร้อมเพรียงกันหันขวา ไร้ซึ่งความเชื่อใจในกันซึ่งกันและกัน

21/02/18 – มะลิลา (อนุชา บุญยวรรธนะ/ ไทย/ 2018) – 5/5

น้ำตาปริ่ม ดีจังเลย หนังเข้าทางเราทุกอย่าง ความรัก มะเร็ง ความตาย การเริ่มต้นใหม่ รวมถึงการเป็นพระ มัน relate ชีวิตเราได้หมดเลย ซีนทำบายศรีให้เชนเริ่มต้นชีวิตใหม่นี่น้ำตาไหลเลย คิดถึงตอนเสียแม่ใหม่ๆ ส่วนการเล่าเรื่องการเป็นมะเร็งของพิชก็ทำให้เราคิดถึงพ่อ

แล้วก็ชอบการแบ่งหนังเป็นสองพาร์ตด้วย แน่นอนอดคิดไปถึงหนังมาสเตอร์พีสอย่าง “สัตว์ประหลาด” ของพี่เจ้ยไม่ได้ที่คล้ายกันทั้งเรื่องการแบ่งพาร์ตโดยพาร์คแรกเป็นเรื่องรักแล้วพาร์ตหลังก็เข้าป่า แต่ที่เราชอบมากๆคือ พอตัวเอกมันต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกรอบ แต่ไม่มีสิ่งเรียกขวัญ เรียกวิญญาณกลับมาได้อีกแล้ว มันเลยต้องเรียนรู้การเรียกขวัญให้ตัวเองด้วยการเป็นพระ รับรู้สิ่งรอบตัวและการกระทำของตัวเองอยู่ทุกขณะ แล้วพอมันเรียกขวัญกลับมาได้แล้ว รับรู้ได้แล้ว การเปลือยกายแช่น้ำจึงไม่ต่างจากบายศรีที่มันจะสมบูรณ์พร้อมก็ต่อเมื่อนำไปลอยน้ำ

เป็นหนังที่พูดเรื่องความรักบนความเชื่อทางศาสนา, พูดถึงความอ่อนแอและเปราะบางของมนุษย์ได้วิเศษและงดงามจริงๆ

หลงมนต์ทุกความตายที่เกิดขึ้นในหนังมากๆ แง่หนึ่งมันดูโหดร้ายแต่แง่หนึ่งมันก็เป็นตลกร้ายของชีวิตธรรมดาสามัญของผู้คนที่ขึ้นอยู่และดับไปเป็นสรณะ

เวียร์ดีงามมาก แต่เราชอบโอ อนุชิตมากกว่า ชอบที่พี่มดเอ็กซ์ว่า โอในเรื่องนี้ทำให้คิดถึง เลสลี่ จาง

ติดท๊อปแน่ และอยากดูอีกรอบ

23/02/18 – Loveless (Andrey Zvyagintsev/ Russia/ 2017) – 4/5

ชอบ Leviathan (2014) หนังเรื่องก่อนของ ผกก ท่านนี้มาก (ส่วนอีกเรื่องที่ได้ดูคือ The Return (2003) แต่เสียใจที่จำอะไรไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าก็ชอบอยู่ประมาณนึง)

มาเรื่องนี้ตอนดูจบใหม่ๆไม่ได้กลับไม่ได้รู้สึกชอบมาก คือมันรับรู้ได้ถึงความเลือดเย็นแหละ แต่เหมือนมันยังไปไม่สุด ทั้งตัวเรื่องพูดถึงครอบครัวที่กำลังจะแตกแล้วกลายเป็นว่าตัวลูกคือปัญหาหนึ่งที่ต้องการจัดการด้วยการเกี่ยงกับรับผิดชอบ แล้ววันนึงเด็กมันหายตัวไป เมื่อนั้นความฉิบหายจึงบังเกิด ทั้งหมดเกิดขึ้นในสถานที่ๆเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ

แต่พอเวลาผ่านไป คิดถึงหนังไป คิดถึงชีวิตของตัวละครหลังหนังจบไปก็พบว่ากลับมาชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เออ ทำไปทำมากลับมารู้สึกว่าแม่งเลือดเย็นแบบโหดร้ายเลยว่ะ

24/02/18 – The Shape of Water (Guillermo del Toro/ US) – 3.5/5

– เราไม่มีปัญหากับหนังเลยแหะ เพลิดเพลินมาก คือพอมันทรีดตัวเองว่าเป็นเทพนิยายเราเลยโอเคกับมันหมดเลย

– ชอบช่วงเวลาในหนังมากๆที่เป็นช่วงสงครามเย็น แม้ประเด็นยุบยับอื่นๆทั้งเรื่องเกย์ การเหยียด คนชายขอบอะไรนั้นจะแสนน่าเบ้ปาก แต่เราก็ยังชอบในความเป็นเทพนิยายฟุ้งๆของมันอยู

– ชอบฮอคกิ้งมากและชอบซีนขาวดำซีนนั้น

– แต่ก็นั้นแหละ พอดูจบแล้วก็จบกันไป

24/02/18 – Lady Bird (Greta Gerwig/ US/ 2017) – 3.5/5

– เหมือนเห็นหน้าเกรวิคตลอดเวลาไม่รู้ทำไม คิดถึงนางในภาพลักษณ์ในหนังเรื่อง 20th Century Women ในหนังเรื่องนึ้ตลอด

– แล้วก็รู้สึกตลอดว่าหนังมันส่วนตัวจริงๆ ก็เลยเกิดคำถามว่าถ้านางยังทำหนังต่อไปมันจะออกมาเป็นยังไงนะ

– โดยรวมหนังก็น่ารัก อบอุ่นดี และแน่นอนความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชังของแม่ลูกนั่นดีมาก

– แต่รู้สึกว่าช่วงท้ายมันรวบรัดตัดความไปหน่อย เสียดายๆ

25/02/18 – Youth (Feng-Xiaogang/ China/ 2017) – 4/5

แหมมมม ไอ้เราก็นึกว่ามันจะพูดถึงสังคมยุคปฏิวัติวรรณธรรมได้มากกว่า แถมเล่นข้ามเหตุการณ์สำคัญใหญ่มากอันนึงไปเลย (แต่ก็อย่างว่าแหละ มึงจะหวังอะไรแบบนี้กับหนังเฝิงเสี่ยวกัง)

แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบ เฝิงยังคงบิ้วส์เก่งเว่อเหมือนเดิม Aftershock น้ำตาแตกยังไง เรื่องนี้ก็อย่างนั้นเลย

เรื่องราวการก้าวพ้นวัยมาพร้อมกับการถ่ายภาพที่สวยงดงามหมดจด โศกนาฏกรรมก็มาพร้อมเพลงประกอบสะเทือนอารมณ์ มันเลยทัชคนดูได้อยู่หมัดพร้อมๆกับความน่ากลัวของอาการรักชาติเบอร์ใหญ่ของมัน

ขอบซีนฟังเพลง เติ้งลี่จิง มากแบบน้ำตาไหล งดงามนอสทาเจีย

แล้วก็ชอบตัวละคร ถิงถิง ที่สุดตรงเพราะมันเป็นหญิงแรดที่ไม่ได้แคร์สังคม ชาตินิยมห่าเหวอะไรนั่น 555

เพิ่มเติม: ซีนงานปัจฉิมปิดคณะนี่เกิดคำถามว่าเด็กๆยุคโซเชียลนี้เค้าจะอินไหมนะ

26/02/18 – On Body and Soul (Ildikó Enyedi/ Hungary/ 2017) – 2/5

ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เก็ตหนัง ไม่เข้าใจ ไม่ relate ใดๆทั้งสิ้น หญิงหุ่นยนต์ ชายพิการ มีภาพฝันเดียวกันเลยอยากเอาภาพฝันนั้นให้กลายเป็นจริง อย่างงี้น่ะหรือ?

โอเคละรสชาติมันแปลกประหลาดดี ชอบที่ให้หน้าที่การงานของตัวละครมันอยู่ในโรงฆ่าสัตว์ซึ่งอาจเพื่อเป็นการบอกกลายๆว่าเหล่ามนุษย์พวกนี้มันดูไม่มีชีวิตจิตใจเท่าไหร่ ดูอย่างนางเอกซิหุ่นยนต์ขนาดนั้น อย่างพระเอกก็เชยชาสุดๆ ซึ่งก็อาจมีไว้เพื่อผลของพล็อตเมื่อหนังมันตบเข้าธีมของหนังที่ว่าด้วยความรัก, ความฝันอะไรเทือกๆนั้น

นี่ถ้าตอนจบเฉลยว่านางเอกเป็นมนุษย์ต่างดาวก็จะไม่แปลกใจใดๆเลยนะ

อนึ่ง คิดไปถึงหนังเรื่อง Upstream Color (2013) ที่รู้สึก WTF เหมือนกัน แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีลูกเล่นอะไรให้เราชอบอยู่บ้าง

28/02/18 – Wind River (Taylor Sheridan/ US, UK, Canada/ 2017) – 5/5
(ดูบนเครื่อง)
ขอบมาก หนังถึงพร้อมทุกทาง ทั้งความเป็นทริลเลอร์และความเป็นดราม่าหนักๆ ห่อหุ่มด้วยบรรยากาศอันเย็นยะเยือกพอๆกับผู้คนพื้นถิ่นและดนตรีน้อยๆส่งความรุนแรง
ชอบเรื่องการติดอยู่ในพื้นที่, native ที่โดนรุกไล่และความไร้น้ำยาของภาครัฐ

FILM I’VE SEEN IN JANUARY 2018

01/01/18 – มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ (อิทธิศักดิ์ เอื้อสุนทรวัฒนา/ ไทย/ 2017) – 2/5

โดยรวมมันน่ารำคาญมากกว่าจะสนุกหรือตลก เหมือนเส้นเรื่องมันที่ไม่รู้จะดิ้นยังไงได้แล้วมั๊ง มันเลยกลายเป็นยืดๆยาดๆแบบไม่นำพา แล้วดันจะมาเล่นเยอะ มาหักมุมแบบไล่แขกไล่คนดูให้เสียอารมณ์

จากที่เริ่มจะชอบนางเอก แต่พอหนังจบกลายเป็นไม่ชอบไปเลย

 

01/01/18 – Incendies (Denis Villeneuve/ Canada, France/ 2010) – 5/5

ดูวันแรกของปี แต่มันใจแน่ๆว่าจะลากยาวไปติดท๊อปของปี 2018 ได้ชัวร์ ดีงามทุกองคาพยบ

พี่นัองฝาแฝดตามหาพ่อและพี่ชาย ผ่านอดีตของผู้เป็นแม่ที่มาจากประเทศในตะวันออกกลาง ผ่านสงครามศาสนากลางเมืองและความพลิกผันสารพัด

หลังเล่าเรื่องเป็นตอนๆ สลับระหว่างอดีตของแม่และปัจจุบันในการตามหาของลูก ด้วยบทดีและแข็งแรงมากๆ ปอกรกับการกำกับที่จับคนดูได้อยู่หมัด นั่งติดเก้าอี้ อ้าปากค้างกันไป

น่าจะเป็นหนังของวิลเนิฟที่ชอบที่สุด และเอาจริงๆพอมาดูในเวลานี้ก็พบหลายๆองค์ประกอบที่ถูกใช้ในหนังเรื่องต่อๆมาของเขา ทั้งความดิบและรุนแรงใน Sicario, อาชีพนักคณิตศาสตร์ของนางเองใน Arrival

02/01/18 – Seoul Station (Sang-ho Yeon/ South Korea/ 2016) – 4/5

นี่ซิ หนังของยอนซังโฮ ที่เราชอบจาก The King of Pigs แม้จะเป็นหนังแพ็คคู่กับ Train to Busan แต่โดยรวมแล้วมันดีกว่ามากๆๆๆๆ

ในขณะที่ Train to Busan มันมีความสว่างไสวของความหวัง, ของคนดี แต่เรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย มันดาร์ค, มันหม่นเทา มีแต่ตัวละครชายขอบผู้ดิ้นรนอยู่รอด ในสังคมที่ไม่เคยชายตามาเหลียวมอง ภาครัฐที่หวังพึ่งไม่ได้

ทวิสต์ของหนังรุนแรงเสียจนทำเอาหมดเรี่ยวแรง

10/01/18 – Diary of a Nymphomaniac (Christian Molina/ Spain/ 2008) – 1/5

อีเหี้ย หนังตลก

ผู้หญิงมีความสุขกับเซ็กซ์ เสพติดกับเซ็กซ์ เสียใจแม่ตายแต่ได้รับการเยียวยาด้วยการมีความรัก แต่ความรักมันเหี้ย เธอเสียใจ ลุกขึ้นมาใหม่เอาการเสพติดของตัวเองหาเงินเลยไปเป็นกระหรี่หรูๆ แล้วก็ไม่วายเจอลูกค้าเหี้ยอีก จนไปเจอลูกค้าพิการเล่าแนวคิดการมีชีวิตอยู่ของตัวเองจนคุณเธอเกิดนิพพาน เข้าใจความหมายของชีวิต เดินหันหลังจากสิ่งร้ายๆเหล่านั้นตากฝนไปขอบคุณเพื่อนรักแล้วก็จบหนังไปแบบสวยๆ

อีเหี้ย หนังตลก

12/01/18 – Sorayos is NOT a model filmmaker (สรยศ ประภาพันธ์/ ไทย/ Short Film Program) – 5/5

ในบรรดา 5 เรื่องนี้ เราเคยดูมาก่อนแล้ว 2 เรื่องและดูในช่วงที่เราไม่เคยรู้จักตัวตนใดๆของสรยศมาก่อนเลยเพราะยังไม่ได้เป็นเฟรนด์กันใน FB แต่ถึงเป็นเฟรนด์กันเราก็ไม่คิดว่าาสรยศจะเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจถึงเพียงนี้ ทั้งด้วยตัวของเขาเเองและในหนังของเขา แถมนอกเหนือจากอารมณ์ขันฉกาจๆเหล่านั้น เขายังมีวิธีมองโลกที่น่าสนใจ จับเอาสิ่งที่คนไม่รู้ไม่เห็น หรือรู้-เห็นแต่ไม่ยอมรับ-ไม่ใส่ใจ ให้โดดเด้งขึ้นมาด้วยอารมณ์ขันพร้อมๆกับตั้งคำถามส่งกลับไปสู่ผู้ชม

1. บุญเริ่ม (2013, 17 min, fiction) แรงงานต่างถิ่นในเมืองกรุง

ดูจะเป็นหนังที่มีท่าทีจริงจังที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด รุงแรงด้วยภาพชนชั้นและภาพความหวัง-ความฝันของคนชั้นล่าง

2. ดาวอินดี้ (2014, 14 min, fiction) แรงงานต่างถิ่นฝันถึงประเทศพัฒนาแล้ว

เป็นหนังที่ตลกที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด ตลกแบบตลกสัดๆ แต่ก็มิวายแฝงภาพความเบาปัญญาของคนกรุง

3. ของฝากจากสวิตเซอร์แลนด์ (2015, 13 min, hybrid-Doc) ประเทศพัฒนาแล้วในสายตาประเทศกำลังพัฒนา

เป็นหนังที่แตกต่างที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด ซีเรียสจริงจังกับการเปรียบเทียบระหว่างประเทศด้อยพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วและผลที่เกิดขึ้นต่อผู้คนในโลก

4. รักษาดินแดน (2016, 14 min, fiction) เราจะมีระบบเกณฑ์คนไปเป็นทหารเยอะแยะไปทำไม

เป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนตบ เหตุเพราะมันคือสิ่งที่เรารับรู้อยู่แล้วและผ่านมันมาแล้วด้วย แต่ไม่ยักจักคิดสงสัยหาความ ชอบภาพครูฝึกแดกสลิ่มนับซองเงิน

5. อวสานซาวน์แมน (2017, 16 min, fiction) เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยิน

ด้วยความที่หนังมันเล่นกับเรื่องเสียง-การอัดเสียง เราเลยโฟกัสกับเสียงในหนังเป็นพิเศษ คิดสารตะไปต่างๆนาๆว่าเสียงที่ได้ยินอาจไม่ใช่เสียงเดียวกับภาพที่เห็น อาจเป็นเสียงจากสถานที่อื่น ปลาๆๆ แต่แล้วความคิดทุกอย่างก็หยุดห้วงขาดวิ้นไปด้วยเสียงปืน 1 นัด! ที่บางคนอาจไม่ได้ยินและสนใจ

เป็นเรื่องน่าดีใจที่ได้ดูหนังทั้ง 5 เรื่องรวดเดียว ทำให้เห็นภาพของคนทำหนังที่ชื่อ สรยศ ประภาพันธ์ ชัดเจนขึ้นมากๆ แน่นอน รอดูหนังยาวของเขา Arnold is a Model Student ด้วยใจจดจ่อ

18/01/18 – A Brighter Summer Day (Edward Yang/ Taiwan/ 1991) – 5/5

[รอบสอง]

เหมือนฝันที่เป็นจริง จากที่ได้ดูรอบแรกในจอเล็กเมื่อปีก่อน(ซึ่งหนังก็ติดท๊อปอันดับหนึ่งไปตามระเบียบ) มาบ่นใบ้ว่าอยากดูบนจอใหญ่ๆแล้วก็มาได้ดูในวันนี้ ความดีงามของหนังคงไม่พูดถึงซ้ำ แต่ขอเรียกว่านี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์การดูหนังอีกอันหนึ่งของชีวิต

เคยเขียนถึงหนังไว้แล้วที่นี่ https://goo.gl/LBgoxp

ปล. กรี๊ดซีนในรูปอย่างรุนแรง

20/01/18 – White Lily (Hideo Nakata/ Japan/ 2017) – 2/5

หนังในโปรเจกต์ Nikkatsu Roman Porno Reboot เรื่องที่สามที่ได้ดูซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องด้อยที่สุดของเรา (อีกสองเรื่องยังไม่มีซับอังกฤษ)

เรื่องของครูหญิงนักปั้นกับนักเรียนสาวผู้มีความสัมพันธ์กันมากกว่าการเป็นแค่ครูกับลูกศิษย์ หากมองแค่ตัวหนังเพียวๆมันอาจไม่น่าสนใจนักเพราะเรื่องมันราบเรียบมาก ประมาณครูสาวผู้ทนทุกข์กับนักเรียนสาวติดบ่วงกรรมอะไรเทือกนั้น

แต่พอไปอ่านใน IMDB ก็พบว่าผู้กำกับนากาตะเคยเป็นอดีตผู้ช่วยผู้กำกับหนังพิงค์โรมันมาก่อน นี่คือหนังพิงค์โรมันเรื่องแรกของเขาที่ทำขึ้นเพื่อคารวะผู้กำกับ Masaru Konuma มันจึงน่าจะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับคนที่พอคุ้นเคยกับขนบหนังพิงค์โรมันมาก่อนบ้าง แต่สำหรับเราที่ไม่มีความรู้ใดๆในสิ่งที่เขาคารวะ ผลก็คือการเชื่อมกับหนังไม่ติด

22/01/18 – Mad World (Wong Chun/ HK/ 2016) – 3.5/5

ไม่ค่อยได้เห็นหนังฮ่องกงแบบนี้แฮะ หนังดราม่าหนักๆที่พูดถึงคนเป็นโรคไบโพล่าและคนที่ต้องมาดีลกับคนที่เป็นโรค โดยมีอดีตร้ายๆที่เป็นทั้งแรงผลักและแรงกดในคราเดียวกัน ในที่นี้คือคู่พ่อ-ลูกชนชั้นล่างในฮ่องกง ประเทศที่โตไวเสียจนค่าครองชีพสูงลิบลิ่ว ปล่อยทิ้งคนชั้นล่างให้ไม่มีตัวตนพอๆกับกดดันคนชั้นอื่นๆให้ดิ้นรนเอาตัวรอด

หนังดราม่าแบบเต็มสูบ ประหนึ่งกลุ่มมนุษย์ชีวิตเหี้ยผู้พยายามเอาตัวให้รอดในสังคม พ่อหนี พี่ชายหนี แม่เป็นบ้า เมียไม่เข้าใจ จนต้องรู้สึกผิดและอยากปรับปรุงตัว หลายๆซีนคือการบิวส์แบบกะเอาให้ตายแต่โชคดีที่เหมือนผู้กำกับจะรู้ลิมิต มันจึงยังไม่หลุดทะลักออกไป ยังสามารถประคองอารมณ์ไว้ได้ต่อไป

อย่างไรก็ตามส่วนตัวเราขอเรียกว่านี่คือหนังโชว์การแสดงดีๆของนักแสดงมากกว่าตัวเรื่องหรือสาระอะไรในหนัง ทั้งหยูเหวินเล่อ และพี่เป้า เจิ้งจื่อเหว่ย โดยเฉพาะคนหลังนี่เด็ดขาดจริงๆ

ชอบซีนในโบสถ์มาก การพยายามหลุดพ้นแบบเห็นแก่ตัวของคนผ่านศาสนาโดยไม่สนหัวจิตหัวใจมนุษย์แม่งเป็นอะไรที่เกินรับได้จริงๆ

28/01/18 – Panda! Go, Panda! (Isao Takahata/ Japan/ 1972) – 3/5

การ์ตูนที่ทากาฮาตะทำก่อนที่สตูดิโอจิบลิจะถือกำเนิด เรื่องราวของพ่อแพนด้าลูกหนึ่งที่หลุดออกมาจากสวนสัตว์แล้วได้พบเด็กน้อยคนหนึ่งจนอยู่กันเป็นครอบครัวกลายๆ

เตรียมตัวไม่ถูกและหนีไม่ออกจริงๆที่ต้องดูมันด้วยแว่นสายตาของยุคสมัยปัจจุบันซึ่งก็ค้นพบว่าในความสดใสสีลูกกวาดของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน จะคิดเป็นอื่นยังไงดีล่ะเมื่อเราเห็นพ่อเป็นแพนด้า เห็นแม่เป็นเด็กสาวตัวน้อยๆชอบโชว์กางเกงใน ที่มีลูกแพนด้าอีกตัว จนกลายเป็นครอบครัวแสนสุข มีความสุขเมื่อบ้านน้ำท่วมแถมเผชิญหน้ากับเสือด้วยความยิ้มแย้ม

แต่ในโรงเด็กๆก็แลสนุกสนานกับหนังดี จนอดคิดถึงตอนเป็นเด็กไม่ได้ที่เรายังไม่ได้มีแนวคิดอะไรแบบนี้และพร้อมจะสนุกไปกับทุกเรื่อง

28/01/18 – Bangkok Nites (Katsuya Tomita/ Japan, Thailand, Lao, France/ 2016) – 5/5

ดีใจมากที่ได้ดูในโรง ในเวอร์ชั่นเต็มๆ 3 ชั่วโมงกว่า นับว่าเป็นประสบการณ์ดูหนังที่ดีแรกของปี

เรายังคงจำความรู้สึกของตัวเองได้ดีเมื่อดู Saudade ของคัตสึยะจบลง มันเป็นหนังญี่ปุ่นอันแปลกประหลาดที่เราไม่คุ้นเคย หนังที่เต็มไปด้วยคนชายชอบ คนชั้นล่างในชนบทญี่ปุ่นผู้ที่ไม่พอใจในรากเหง้าของตัวเองหรือไม่แม้แต่จะรู้ว่าตัวเองเหมาะควรกับพื้นที่ใด อันนับเป็นหนึ่งในหนังที่เปิดโลกเรามากๆ

แล้วพอมาในหนังเรื่องนี้ เขายังคงพูดถึงผุ้คนเหล่านั้น เพียงแต่เปลี่ยนพื้นที่มาเป็นเมืองไทย (หรืออาจหมายความไปถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) กลุ่มคนที่ไร้รากที่มาหาดินใหม่ผ่านร่องรอยของอดีตสงคราม อดีตอาณานิคมที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่เหล่านั้น พ้องพ่วงไปชีวิตคนชั้นล่างผู้ได้รับผลกระทบจากอดีตกาลของผู้อื่น

ชอบมากแรกคือการที่หนังมันพาให้เห็นในมุมลี้ลับหนึ่งในกรุงเทพฯที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยไป เปิดเปลือยอย่างตรงไปตรงมาก็เพื่อจะเล่าเรื่องของเหล่ามนุษย์ที่วนเวียนอยู่ในนั้น

ชอบมากสองคือการที่มันพูดเรื่องผลกระทบทางการเมืองในอดีตต่อผู้คน ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจากยุโรป สงครามเวียดนาม เขมรแดง คอมมิวนิสต์ ใครจะลืมผีตนนั้นในสกลนครได้เล่า หรือกับเหล่านักปฏิวัติเซาท์อีสเอเชียยุคใหม่ผู้ต่อสู้ด้วยเพลงแร็ป!

เสียดายมากที่ไม่สามารถอยู่ฟัง Q&A ได้ คาดว่าคงจะได้เกร็ดความรู้อะไรดีๆอีกมากแน่ๆ ฮือๆ

ปล. ไม่คิดว่าหนังจะฉายในไทยแบบทางการได้ และก็ไม่คิดว่าหนังจะตัดให้สั้นลงได้

ปลล. ชอบเพลงที่ถูกใช้ในหนังด้วย

30/01/18 – Call Me by Your Name (Luca Guadagnino/ Italy, France, Brazil, USA/ 2017) – 2/5

– ยืนอยู่บนฝั่งที่ไม่ชอบหนัง เพราะมันสวย สวยมากทั้งภาพและเรื่องราวที่มันเล่า สวยเกินกว่าที่เราจะสัมผัสมันได้ แน่นอนหนังไม่ผิด แต่มันไม่ใช่แนวทางของเราเลย

– สงสารมาเซีย หุ่นมาเซียสวยมาก และเธอไม่ควรจะกลับไปเมคเฟรนด์กับอีลีโอ

– สิ่งที่ดี: เมืองที่หนังใช้เป็นโลเคชั่น, Timothée Chalamet และเพลงประกอบ

30/01/18 – The Square (Ruben Östlund/ Sweden, Germany, France, Denmark/ 2017) – 4.5/5

– สิ่งแรกที่ชอบหนังมากคือการพูดถึงงานศิลปะ เราเชื่อว่าหลายๆคนมักจะสงสัยเวลาไปดูงานศิลปะแหละว่า เชี่ย! ตัวงานไม่เห็นมีอะไรเลยแต่สเตตเม้นต์แม่งอย่างเทพ ประหนึ่งคืองานศิลปะมันไม่ได้มีค่าในตัวเองใดๆเลย มันมีค่าเพราะมันถูกให้คำนิยาม ยิ่งถ้าคนนิยามดังๆหน่อยงานก็แพง ซึ่งหนังมันก็เอาแนวคิดนี้มาเล่นได้แสบสันต์ทะลุกทรวง อีเดอะสแควร์นี่เป็นอะไรที่ตอแหลฉิบหาย เท่าเทียมพ่อง! ยุติธรรมพ่อง! ขอทาน คนไร้บ้านเต็มบ้านเต็มเมือง

– สิ่งที่ชอบต่อมาคือการพาผู้ชมไปพบกับความซับซ้อนเหี้ยๆของสังคมสมัยใหม่ที่ทุกอย่างมีคำตอบมากกว่า 1 คำตอบ จะทำดีทำเชี่ยอะไรก็ผิดได้หมด ผิดขนาดมหภาคด้วยการโดนสังคมตราหน้า หรือแม้แต่ผิดแบบจุลภาคด้วยความรู้สึกผิดของตัวเอง

– ดูหนังจบแล้วย้อนกลับมามองตัวเอง ไอ้เหี้ย โลกแม่งอยู่ยากจริงๆ เป็นคนดีก็ยาก จะเป็นคนเหี้ยก็ยาก ทำตามใจก็ไม่ได้ คิดเยอะไปก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่ จะ pc มากก็ไม่ไหว จะไม่ pc เลยก็ไม่ได้ โอ้ยยยยย

– กราบซิกเนเจอร์ของรูเบนในการสร้างเหล่าซีนกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก พี่จะเก่งไปไหน

31/01/18 – The Florida Project (Sean Baker/US/ 2017) – 5/5

คนเกลียดเด็กเข้าไส้อย่างเรายังต้องยอมพ่ายแพ้หมดรูป ความมืดหม่นที่เคลือบด้วยสีลูกกวาด

เหมือนกับที่เราชอบ Tangerine หนังเรื่องก่อนของเบเกอร์ที่เล่าเรื่องคนชั่นล่างอเมริกันเหมือนกัน แม้มาในรูปลักษณ์ที่่ต่างกัน แต่รุนแรงเอาตายได้พอกัน จริงๆภาพการเทียบระหว่างความสวยงามของโลกในสายตาวัยเด็กกับความเหี้ยห่าของชีวิตในวัยที่โตขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เบเกอร์ผสมสองสิ่งออกมาได้อย่างลงตัว ซึ่งสิ่งที่ทำให้มันมันสมบูรณ์มากๆสำหรับเราคือตัวละครของเดโฟ คือถ้าไม่มีตัวละครตัวนี้หนังคงแข็งพิลึก อันเป็นตัวละครที่เราชอบที่สุดในหนัง

เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือหนังที่นักแสดงทุกตัวคือสิ่งที่ทำให้หนังมันดีงาม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกตัวละครตราตรึงในใจจริงๆ

โลเคชั่นในหนังก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ สถานที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว มีดิสนี่แลนด์ มีเฮลิคอปเตอร์บินขึ้น-ลงตลอดเวลา ที่แวดล้อมเหล่าตัวละครตัวเล็กๆเอาไว้ให้ยิ่งไม่มีตัวตน

การจับมือกันวิ่งเข้าไปในปราสาทเจ้าหญิง ดินแดนแห่งจินตนาการ ของเด็กสาวสองคนในซีนจบ….รุนแรงสั่นสะเทือนจริงๆ

31/01/18 – Faces Places (Agnès Varda, JR/ France/ 2017) – 5/5

อบอุ่นจริงๆ ทำเอาน้ำตาปริ่มหลายช่วงเลย เอาจริงๆชอบตั้งแต่ไอเดียตั้งต้นของหนังแล้วที่พูดถึงความสัมพันธ์ของผู้คนต่างๆในสถานที่ต่างๆโดยใช้ศิลปะในการเล่าเรื่องและบันทึกมันออกมาเป็นหนัง

โดยในความสันพันธ์ของเหล่าผู้คนทั้งหลายเหล่านั้นที่ให้ภาพแบบสโคปมุมกว้างแก่เราคนดู มันยังพ่วงคล้องไปกับความสัมพันธ์ระหว่างของวาร์ดาและ JR ที่ให้ภาพมุมที่เล็กลงจนเราสัมพันธ์มันได้จริงๆ ความสันพันธ์ต่างวัยแต่หัวใจวัยเดียวกัน จนอดคิดไมได้ว่าถ้ามีโอกาสนั่งฟังเขาสองคนคุยกันมันคงจะเพลิดเพลินมาก

ชอบการทำภาพที่ชายหาดที่สุด เพราะมันสรุปสิ่งพี่พวกเขาทำได้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องความทรงจำ ความทรงจำต่อผู้คนและสถานที่ (อันนี้ก็น้ำตาปริ่ม)

แล้วก็ชอบเส้นเรื่องโกดาร์ดมากๆ เพราะในกลุ่มนิวเวฟเราคุ้นเคยกับโกดาร์ดที่สุดเพราะดูหนังของเขามากกว่าคนอื่นๆ ทั้งการล้อกับหนังโกดาร์ดที่เราชอบมากอย่าง Band of Outsiders (1964) (ซีนเข็นรถในลูฟวร์นี่ทำเราน้ำตาปริ่ม) โดยเฉพาะคำปลอบประโลมวาร์ดาของ JR ในช่วงท้ายนี่ดีมากๆ ที่ว่าจริงๆแล้วที่โกดาร์ดไม่ออกมาพบแถมยังเขียนข้อความทิ่มแทงใจแก่วาร์ดานั้นอาจเพราะแค่ต้องการปรับโครงสร้างหนังเรื่องนี้ของวาร์ดา คือถ้าไมใช่โกดาร์ดเราคงไม่รู้สึกชอบได้มากขนาดนี้เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าโกดาร์ดคือเจ้าแห่งการเล่นสนุกกับโครงสร้างของภาพยนต์

รักป้าวาร์ดา สัญญาว่าจะดูหนังป้าให้มากขึ้น

Year 2017

Movies (165)

January (31)

01/01/17 – ผ่าปืน (ฉลอง ภักดีวิจิตร / ไทย/ 1980) – 3/5

03/01/17 –  The Virgin Psychics (Sion Sono/ Japan/ 2015) – 3/5

05/01/17 – I’m Not There (Todd Haynes, USA, Germany, Canada/ 2007) – 4/5

07/01/17 – Yi Yi: A One and a Two (Edward Yang/ Taiwan, Japan/ 2000) – 5/5

08/01/17 – Sausage Party (Greg Tiernan, Conrad Vernon/ US/ 2016) – 3.5/5

09/01/17 – Democracy After Death (เนติ วิเชียรแสน, /ไทย/ 2016) – 4/5

11/01/17 – Hi-So (อาทิตย์ อัสสรัตน์/ ไทย/ 2010) – 5/5

15/01/17 – As the Gods Will (Takashi Miike/ Japan/ 2014) – 2/5

18/01/17 – La La Land (Damien Chazelle/ US/ 2016) – 5/5

22/01/17 – Song of the Exile (Ann Hui/ Hong Kong, Taiwan/ 1990) – 5/5

23/01/17 – Arrival (Denis Villeneuve/ US/ 2016) – 3.5/5

23/01/17 – The Red Turtle (Michaël Dudok de Wit/ Japan, France, Belgium/ 2016) – 3.5/5

24/01/17 – Dragon Inn (King Hu/ Taiwan/ 1967) – 4/5

25/01/17 – Tickled (David Farrier, Dylan Reeve/ New Zealand/ 2016) – 4.5/5

26/01/17 – New Dragon Inn (Raymond Lee/ HK/ 1992) – 5/5

27/01/17 – Railway Sleepers (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์/ ไทย/ 2016) – 5/5

27/01/17 – Flying Swords Of Dragon Gate (Tsui Hark/ HK, China/ 2011) – 2/5

28/01/17 – Wastelands (Miriam Heard/ Chile, France, UK/ 2016) – 2/5

28/01/17 – Fundamentally Happy (Tan Bee Thiam, Lei Yuan Bin/ Singapore, Malaysia, Thailand, HK/ 2015) – 3/5

29/01/17 – The High Pressures (Ángel Santos/ Spain/ 2014) – 3.5/5

29/01/17 – The Black Hen (Min Bahadur Bham/ Napel/ 2015) – 4/5

29/01/17 – Mushroom (Oscar Ruiz Navia/ Colombia/ 2014) – 4.5/5

29/01/17 – Staying Vertical (Alain Guiraudie/ France/ 2016) – 4.5/5

30/01/17 – 5 To 9 (Tay Bee Pin, Vincent Du, Daisuke Miyazaki, Rasiguet Sookkarn/ China, Singapore, Japan, Thailand/ 2016) – 3/5

30/01/17 – The Cat in the Closet (Ying-Ting Tseng/ Taiwan/ 2016) – 1/5

30/01/17 – Diamond Island (Davy Chou/ Cambodia, France, Germany, Qatar, Thailand/ 2016) – 5/5

30/01/17 – American Honey (Andrea Arnold/ UK, US/ 2016) – 4/5

31/01/17 – Kebab & Horoscope (Grzegorz Jaroszuk/ Poland/ 2014) – 3/5

31/01/17 – Apaporis: In Search of One River (José Antonio Dorado/ Colombia, US/ 2010) – 3.5/5

31/01/17 – Dirty Romance (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2015) – 3/5

31/01/17 – Fire at Sea (Gianfranco Rosi/ Italy, France/ 2016) – 3.5/5

February (17)

01/02/17 – Where There is Shade (Nathan Nicholovitch/ Cambodia, France/ 2015) – 4.5/5

01/02/17 – Death of a Fisherman (Gerardo Herrero/ Spain/ 2015) – 2/5

01/02/17 – Elle (Paul Verhoeven/ France, Germany, Belgium/ 2016) – 4.5/5

03/02/17 – Toni Erdmann (Maren Ade/ Germany, Austria, Romania/ 2016) – 4.5/5

04/02/17 – Thithi (Raam Reddy/  India, USA/ 2015) – 4/5

11/02/17 – Moonlight (Barry Jenkins/ US/ 2016) – 3/5

11/02/17 – Hacksaw Ridge (Mel Gibson/Australia, USA/ 2016) – 1/5

11/02/17 – Manchester by the Sea (Kenneth Lonergan/ US/ 2016) – 5/5

11/02/17 –Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You (Takahiro Miki/ Japan/ 2016) – 2/5

12/07/17 – O.J: Made in America (Ezra Edelman/ US/ 2016) – 4.5/5

14/02/17 – 13th (Ava DuVernay/ US/ 2016) – 3.5/5

16/02/17 – Lion (Garth Davis/ Australia, US, UK/ 2016) – 2.5/5

17/02/17 – Tanna (Martin Butler, Bentley Dean/ Australia, Vanuatu/ 2015) – 3.5/5

18/02/17 – A Man Called Ove  (Hannes Holm/ Sweden/ 2016) – 4/5

19/02/17 – ตัณหาน้ำมันพราย (กามนิต/ ไทย/ 1990) – 4/5

21/02/17 – Land of Mine (Martin Zandvliet/ Denmark, Germany/ 2015) – 2.5/5

30/02/17 – John Wick: Chapter 2 (Chad Stahelski/ US/ 2017) – 4/5

March (5)

22/03/17 – The Salesman (Asghar Farhadi/ Iran, France/ 2016) – 2/5

24/03/17 – Call of Heroes (Benny Chan/ China/ 2016) – 2/5

25/03/17 – Diet of Sex (Borja Brun/  Spain/ 2014) – 1/5

27/03/17 – After The Storm (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2016) – 4/5

27/03/17 – Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi/ Japan/ 2016) – 4/5

April (16)

01/04/17 – I Am Trash (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2014) – 4/5

07/04/17 – Weiner (Josh Kriegman, Elyse Steinberg/ US/ 2016) – 4/5

09/04/17 – Golden Slumbers (Davy Chou/ France, Cambodia/ 2011) – 4/5

10/04/17 – สยามสแควร์ (ไพรัช คุ้มวัน/ ไทย/ 2017) – 2/5

11/04/17 – Moebius (Kim Ki-Duk/ South Korea/2013) – 3/5

12/04/17 –  Get Out (Jordan Peele/ US/ 2017) – 4/5

12/04/17 – Triangle (Christopher Smith/ UK, Australia/ 2009) – 2.5/5

12/04/17 –  John Wick (Chad Stahelski, David Leitch/ US/ 2014) – 3/5

14/04/17 – What’s for Dinner, Mom? (Mitsuhito Shiraha/ Japan/ 2017) – 2/5

14/04/17 – We Are X (Stephen Kijak/ UK, Japan, US/ 2016) – 4.5/5

15/04/17 –  The Pearl Button (Patricio Guzmán/ France, Spain, Chile, Switzerland/ 2015) – 5/5

16/04/17 – Like Father, Like Son (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2013) – 2.5/5

16/04/17 – The Neon Demon (Nicolas Winding Refn/ US, Denmark, France/ 2016) – 3/5

17/04/17 – Sara (Herman Yau/ HK/ 2015) – 2/5

20/04/17 – ตลาดอารมณ์ (สุวิทย์ ชุติพงษ์/ ไทย/ 2531) – 3/5

30/04/17 – Life Itself (Steve James/ US/ 2014) – 4/5

May (12)

01/05/17 – Personal Shopper (Olivier Assayas/ France, Germany/ 2016) – 4/5

01/05/17 – Leviathan (Lucien Castaing-Taylor, Verena Paravel/ France, UK, US/ 2012) – 4/5

03/05/17 – Guardians of the Galaxy Vol. 2 (James Gunn/ US/ 2017) – 3/5

05/05/17 – I Am A Hero (Shinsuke Sato/ Japan/ 2015) – 4.5/5

06/07/17 – Ilo Ilo (Anthony Chen/ Singapore/ 2013) – 4.5/5

07/07/17 – The Treacherous (Min Kyu-dong/ South Korea/ 2015) – 2/5

10/05/17 – ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ/ ไทย/ 2017) – 3.5/5

14/05/17 – In The basement (Ulrich Seidl/ Austria/ 2015) – 3/5

17/05/17 – Harmonium (Kôji Fukada/ Japan/ 2016) – 3/5

21/05/17 – Frantz (François Ozon/ France, Germany/ 2016) – 5/5

26/05/17 – Cosmic Sex (Amitabh Chakraborty/ India/ 2014) – 2/5

29/05/17 – Mustang (Deniz Gamze Ergüven/ France, Germany, Turkey, Qatar/ 2015) – 5/5

June (6)

03/06/17 – Yesterday Once More (Yoyo Yao/ China/ 2016) – 4/5

07/06/17 – Wonder Woman (Patty Jenkins/ US/ 2017) – 3/5

17/06/17 – King of Comedy (Stephen Chow, Lik-Chi Lee/ HK/ 1999) – 4/5

20/06/17 – Los Nadie (Juan Sebastian Mesa/ Colombia/ 2016) – 2.5/5

20/06/17 – Bonnie and Clyde (Arthur Penn/ US/ 1967) – 3/5

27/06/17 – Her Love Boils Bathwater (Ryota Nakano/ Japan/ 2016) – 3/5

July (11)

06/07/17 – Empire of Lust (Ahn Sang Hoon/ South Korea/ 2015) – 3.5/5

09/07/17 – Logan (James Mangold/ US/ 2017) – 4.5/5

12/07/17 – Spider-Man: Homecoming (Jon Watts/ US/ 2017) – 3/5

17/07/17 – Bahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli/ India/ 2015) – 4/5

18/07/17 – Mountains May Depart (Zhangke Jia/ China, France, Japan/ 2015) – 5/5

19/07/17 – The Brothers Grimsby (Louis Leterrier/ UK, Australia, US/ 2016) – 3.5/5

22/07/17 – Dunkirk (Christopher Nolan/ US/ 2017) – 2.5/5

23/07/17 – War for the Planet of the Apes (Matt Reeves/ US/ 2017) – 1/5

24/07/17 – Saudade (Katsuya Tomita/ Japan/ 2011) – 4/5

26/07/17 – Valerian and the City of a Thousand Planets (Luc Besson/ France/ 2017) – 1/5

29/07/17- Chang-ok’s Letter (Shunji Iwai/ South Korea, Japan/ 2017) – 5/5

August (11)

12/08/17 – Marie Antoinette (Sofia Coppola/ US, France, Japan/ 2006) – 4/5

14/08/17 – Snake and Earrings (Yukio Ninagawa/ Japan/ 2008) – 3/5

17/08/17 – Baahubali 2: The Conclusion (S. S. Rajamouli/ India/ 2017) – 4/5

19/08/17 – Lilya 4-Ever (Lukas Moodysson/ Sweden/ 2002) – 3/5

20/08/17 – Kong: The Skull Island (Jordan Vogt-Roberts/ US/ 2017) – 2/5

21/08/17 – #BKKY (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/ ไทย/ 2017๗ – 3/5

21/08/17 – Twilight Over Burma (Sabine Derflinger/ Austria/ 2015) – 2.5/5

22/08/17 – 1966 My Time in the Red Guards (Wu Wenguang/ China/ 1993) – 4/5

26/08/17 – Murderer (Chow Hin Yeung Roy/ HK/ 2009) – 2/5

28/08/17 – Siphayo AKA. Dismay (Joel Lamangan/ (Philippines/ 2016) – 3/5

31/08/17 – Okja (Bong Joon-ho/ South Korea, US/ 2017) – 2.5/5

September (14)

02/09/17 – เธอ เขา เรา ผี (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย/ 2014) – 3.5/5

03/09/17 – Fear(s) of the Dark (Blutch, Charles Burns, Marie Caillou, Pierre di Sciullo, Lorenzo Mattotti, Richard McGuire/ France/ 2007) – 3/5

05/09/17 – เทพธิดาโรงแรม (มจ. ฉาตรีเฉลิม ยุคล/ ไทย/ 1974) – 4/5

07/09/17 – คนขับรถ (ฐิติพันธ์ รักษาสัตย์/ ไทย/ 2017) – 4/5

10/09/17 – Youth (Paolo Sorrentino/ Italy, France, UK, Switzerland/ 2015) – 2.5/5

11/09/17 – Branded to Kill (Seijun Suzuki/ Japan/ 1976) – 5/5

12/09/17 – Bumming in Beijing (Wu Wenguang/ China/ 1990) – 4.5/5

20/09/17 – Joshua: Teenager vs. Superpower (Joe Piscatella/ US/ 2017) – 5/5

20/09/17 – Gloria (Sebastián Lelio/ Chilie/ 2013) – 4/5

24/09/17 – Happy Hour (Ryusuke Hamaguchi/ Japan/ 2015) – 4.5/5

25/09/17 – Invasion Of Alien Bikini (Oh Young-Doo/ South Korea/ 2011) – 1/5

26/09/17 – Polytechnique (Denis Villeneuve/ Canada/ 2009) – 4.5/5

27/09/17 – Mother! (Darren Aronofsky/ US/ 2017) – 5/5

29/09/17 – ABABO (ปภาวี จิณสิทธิ์, พชร พิทักษ์จำนงค์+ธีร์ธวัช ใต้ฟ้ายงวิจิตร, วสิทธิ์ สีหะวงษ์, จิรัศยา วงษ์สุทิน/ ไทย/ 2017) – 3.25/5

October (23)

01/10/17 – Blade Runner (Ridley Scott/ US/ 1982) – 3/5

02/10/17 – It (Andrés Muschietti/ US/ 2017) – 3.5/5

02/10/17 – This Film Is Not Yet Rated (Kirby Dick/US/ 2006) – 3.5/5

04/10/17 – Logan Lucky (Steven Soderbergh/ US/ 2017) – 4/5

04/10/17 – ถึงคน..ไม่คิดถึง: From Bangkok to Mandalay (ชาติชาย เกษนัส/ Thailand, Myanmar/ 2016) – 4/5

05/10/17 – Baby Driver (Edgar Wright/ UK, 2017) – 3/5

07/10/17 – 20th Century Women (Mike Mills/ US/ 2016) – 5/5

08/10/17 – A Ghost Story (David Lowery/ US/ 2017) – 4/5

08/10/17 – I Am Not Your Negro (Raoul Peck/ US, France/ 2016) – 3/5

09/10/17 – First They Killed My Father (Angelina Jolie/ Cambodia, US/ 2017) – 4/5

11/10/17 – Blade Runner 2049 (Denis Villeneuve/ US, UK, Canada/ 2017) – 3/5

12/10/17 – Hardcore Henry (Ilya Naishuller/ Russia, US/ 2015) – 1/5

13/10/17 – Road to Mandalay (Midi Z/ Myanmar, Taiwan/ 2016) – 4.5/5

15/10/17 – Life (Daniel Espinosa/ US/ 2017) – 2.5/5

17/10/17 – Pop Aye (Kirsten Tan/ Singapore, Thailand/ 2017) – 3.5/5

21/10/17 – The Wave (Roar Uthaug/ Norway/ 2015) – 2/5

23/10/17 – Journey to the West : The Demon Strike Back (Tsui Hark/ China/ 2017) – 2/5

23/10/17 – The Canyons (Paul Schrader/ US/ 2013) – 2/5

25/10/17 – Reach for the Sky (Wooyoung Choi, Steven Dhoedt/ South Korea, Belgium/ 2015) – 3/5

26/10/17 – Trilogy of Lust 2: Portrait of a Sex Killer (Jiro Ishimura, Julie Lee/ HK/ 1995) – 1/5

29/10/17 – Tie Me Up! Tie Me Down! (Pedro Almodóvar/ Spain/ 1989) – 4/5

29/10/17 –Elizabethtown (Cameron Crowe/ US/ 2005) – 2/5

30/10/17 – The Brown Bunny (Vincent Gallo/ US/ 2003) – 1/5

November (4)

10/11/17 – เจ้าชายมือใหม่ THE NEW PRINCE (กรกฎ กรกฎา/ ไทย/ 2015) – 1/5

11/11/17 – Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน (ก้องเกียรติ โขมศิริ/ ไทย/ 2016) – 2/5

15/11/16 – Thor: Ragnarok (Taika Waititi/ US/ 2017) – 3/5

11/11/17 – Justice League (Zack Snyder/ US/ 2017) – 1/5

December (15)

 03/12/17 – Gaga: Five Foot Two (Chris Moukarbel/ US/ 2017) – 4/5

13/12/17 – Murder on the Orient Express (Kenneth Branagh/ US/ 2017) – 3/5

13/12/17 – Han Gong-ju (Su-jin Lee/ South Korea/ 2013) – 5/5

16/12/17 – Star Wars: The Last Jedi (Rian Johnson/ US/ 2017) – 4/5

18/12/17 – Tug of War (Nobuo Mizuta/ Japan/ 2012) – 2/5

20/12/17 – Wonder (Stephen Chbosky/ US/ 2017) – 2.5/5

21/12/17 – Wet Woman in the Wind (Akihiko Shiota/ Japan/ 2016) – 4/5

23/12/17 – The Third Murder (Hirokazu Kore-eda/ Japan/ 2017) – 4/5

24/12/17 – French Cancan (Jean Renoir/ France/ 1955) – 2/5

25/12/17 – Tetsuo, the Iron Man (Shinya Tsukamoto/ Japan/ 1989) – 4.5/5

27/12/17 – Die Tomorrow (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2017) – 2.5/5

28/12/17 – The Torture Club (Kota Yoshida/ Japan/ 2014) – 4/5

29/12/17 – เปรมิกา ป่าราบ (ศิวกร จารุพงศา/ ไทย/ 2017) – 4.5/5

31/12/17 – Night at the Museum: Secret of the Tomb (Shawn Levy/ US/ 2014) – 1/5

31/12/17 – Antiporno (Sion Sono/ Japan/ 2016) – 4.5/5

Short Films (58)

January (20)

05/01/17 – River of The Death (การันตร์ วงศ์ปราการสันติ/ ไทย/ 2015) – 2/5

05/01/17 – สร้างหนังสั้น (อรรคพล สาตุ้ม/ ไทย/ 2016) – 4/5

06/01/17 – This Film Is Not About Time Paradox (จักรพันธ์ ศรีวิชัย, 2015) – 4/5

06/01/17 – แม่ไม่สบาย (กัมปนาท ดอกเป็ง/ ไทย/ 2015) – 5/5

07/01/17 – What remains (Enzo Cillo/ Italy/ 2016) – 3/5

07/01/17 – Laddaland Playground (อังษณา ปิณฑรัตน์/ ไทย/ 2013) – 3.5/5

11/01/17 – Thunder Road (Jim Cummings/ US/ 2016) – 4/5

11/01/17 – The Hand (Jiri Trnka Ruka/ Czechoslovakia/ 1965) – 4/5

12/01/17 – Saute ma ville (Chantal Akerman/ France/ 1968) – 4.5/5

12/01/17 – Hi-So Prulude: Bangkok Blues (อาทิตย์ อัสสรัตน์/ ไทย/ 2010) – 5/5

12/01/17 – Hi-So Prulude: 6 To 6 (อาทิตย์ อัสสรัตน์/ ไทย/ 2010) – 5/5

17/01/17 – Nostalgia for the Comet (ณัฐพล บุญประกอบ/ ไทย/ 2017) – 4.5/5

18/01/17 – J’ai faim, j’ai froid AKA. I’m Hungry, I’m Cold (Chantal Akerman/ France/ 1984) – 5/5

18/01/17 – เหยียบไว้แล้ว เดี๋ยวก็ลืม (จิรายุส รัศมีแสงทอง/ ไทย/ 2016) – 4/5

20/01/17 – ไม้สัก (ประดิษฐ์ เทศประสิทธิ์/ ไทย/ 1962) – 5/5

25/01/17 – คราม Crime (ธนารักษ์ กรเพชรปาณี/ ไทย/ 2015) – 4/5

27/01/17 – Father and Daughter (Michaël Dudok de Wit/ Netherlands/ 2000) – 4/5

27/01/17 – เรื่องสยองการศึกษาไทย (สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์/ ไทย/ 2017) – 2/5

27/01/17 – เหมือนเคย (ศิวโรจณ์ คงสกุล/ ไทย/ 2007) – 3.5/5

31/01/17 – Fire (Pablo Penchansky/ Argentina/ 2015) – 3.5/5

February (1)

01/02/17 – 500,000 Years (Chaisiri Jiwarangsan/ Thailand/ 2016) – 3/5

March (1)

14/03/17 – Scene 40 (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2017) – 4/5

April (2)

10/04/17 – 17 (ณฐพล บุญประกอบ/ ไทย/ 2017) – 5/5

27/04/17 – เข็มขัดกับหวี (สุทิต ซาจ๊ะ/ ไทย/ 2012) – 5/5

May (2)

09/05/17 – ทางเลือกของจะดอ (ธนิต จำเริญสุขสกุล/ ไทย/ 2013) – 5/5

29/05/17 – The Box กล่องแห่งความหวัง (กกต/ ไทย/ 2017) – ควย!

June (1)

19/06/17 – Red Nose Day Actually (Richard Curtis, Mat Whitecross/ US/ 2017) – 3.5/5

July (3)

04/07/17 – เมืองในหมอก (วัชรพล สายสงเคราะห์/ ไทย/ 2017) – 4.5/5

18/07/17 – ก(ล)างเมือง ตอน On Progress (อภิชน รัตนาภายน/ ไทย/ 2013) – 4/5

26/07/17 – Async – First Light (Apichatpong Weerasethakul, Ryuichi Sakamoto/ 2017) – 4/5

August (4)

11/08/17 – Jim Carry: I Needed Color (David L. Bushell/ US/ 2017) – 4/5

30/08/17 – Déjà Vu (Trương Minh Quý/ Vietnam/ 2015) – 3/5

30/08/17 – Incident by a Bank (Ruben Östlund/ Sweden/ 2010) – 4/5

31/08/17 – Ants in the Legs (Danielle Zorbas/ Australia/ 2016) – 3/5

September (14)

04/09/17 – พลเมืองบุญมา (อุรุพงษ์ รักษาสัตย์/ ไทย/ 2017) – 4/5

04/09/17 – The Lost Voice (Jutha Saovabha/ ไทย/ 2017) – 4/5

15/09/17 – 400 (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2017) – 2/5

23/09/17 – ไฟเหลือง Yellow Light (ปรีชญญ์ รัตนดิลกชัย/ 2017) – 2.5/5

23/09/17 – ตลาดน้อยสตอรี่ (จิราพร แซ่ลี้/ 2017) – 3/5

23/09/17 – ยามน้ำฟ้า ตกมาสู่เฮา (วัจน์กร หาญกุล/ 2017) – 5/5

23/09/17 – ทุกคนที่บ้านสบายดี (ธนกฤต ดวงมณีพร/ 2017) – 5/5

23/09/17 – Bangkok Dystopia (ปฏิพล ทีฆายุวัฒน์/ 2017) – 5/5

23/09/17 – วิป FFF (นนทจรรย์ ประกอบทรัพย์/ 2017) – 5/5

23/09/17 – Upside Down (ณัชนน วะนา, สุวรรณชาติ สุวรรณเจริญ/ 2017) – 5/5

25/09/17 – ก(ล)างเมือง : โรงหนังนี้พี่รัก (ธีรยุทธ์ วีระคำ/ ไทย/ 2017) – 3/5

26/09/17 – I, Actor…เพราะเราเท่ากัน (สิโรรส เอ็มอธิ สุรฐาชัยวัฒน์/ ไทย/ 2017) – 2/5

26/09/17 – สองพี่น้อง The Two Brothers (ธีรวัฒน์ รุจิธรรม, ภัทรภร ภู่ทอง/ ไทย/ 2017) – 5/5

30/09/17 – เด็กสาวสองคนในสนามแบดมินตัน (จิรัศยา วงษ์สุทิน/ ไทย/ 2012) – 4/5

01/10/17 – กลับบ้าน (จิรัศยา วงษ์สุทิน/ ไทย/ 2012) – 3.5/5

06/10/17 – Respect The Moon (จิราพร แซ่ลี้/ ไทย/ 2015) – 4/5

October (5)

25/10/17 – Malady of us โรคของฉันเธอเขาท่านเหล่านั้น (ธนกฤต กฤษณยรรยง/ ไทย/ 2017) – 5/5

25/10/17 – Hi-Definition Girl (ธนกฤต กฤษณยรรยง/ ไทย/ 2011) – 3/5

30/10/17 – Quotation Mark อัญประกาศ (ธนกฤต กฤษณยรรยง/ ไทย/ 2010) – 2/5

30/10/17 – 6th March (Chun Wong/ HK/ 2011) – 3.5/5

31/10/17 – Happy Ending (ธนิศวร์ วสุ ยันตรโกวิท/ ไทย/ 2017) – 4/5

November (2)

24/11/17 – Hinterlands (Scott Barley/ UK/ 2016) – 4/5

18/12/17 – ZVP (Junya Okabe/ Japan/ 2017) – 4/5

December (3)

20/12/17 – BBC – Stacey Dooley Investigates: Young Sex for Sale in Japan (2017) – 2.5/5

21/12/17 – BBC – Stacey Dooley Investigates: Mums Selling Their Kids for Sex (2017) – 5/5

26/12/17 – Superbug รอ 10 วัน มหันตภัยร้ายใกล้ตัวคนไทย (วชร กัณหา/ ไทย/ 2017) – 5/5

Moving Images ()

 

Scenes (10)

Sebastian’s smile at the end of film (La La Land / Damien Chazelle/ US/ 2016): https://www.youtube.com/watch?v=oBTdHVXwIMo

Fight Scene in Bathroom ( New Dragon Inn/ Raymond Lee/ HK/ 1992): https://www.youtube.com/watch?v=dvGYZsvxgTw

Karaoke ending scene (Diamond Island / Davy Chou/ Cambodia, France, Germany, Qatar, Thailand/ 2016)

Greatest Love of All scene (Toni Erdmann/ Maren Ade/ Germany, Austria, Romania/ 2016): https://www.youtube.com/watch?v=lI4fy4XrfvY

ผีเดินออกจากโรงแรม (Personal Shopper/ Olivier Assayas/ France, Germany/ 2016)

“อนาคตแห่งการซักผ้า” (ฉลาดเกมส์โกง/ นัฐวุฒิ พูนพิริยะ/ ไทย/ 2017)

ซีนจบ (เทพธิดาโรงแรม /มจ. ฉาตรีเฉลิม ยุคล/ ไทย/ 1974):

ซีนเวิร์คชอป (Happy Hour/ Ryusuke Hamaguchi/ Japan/ 2015)

ซีนตะเกียกตะกายในน้ำของกงจูในตอนจบ (Han Gong-ju/ Su-jin Lee/ South Korea/ 2013)

“ไถ่เธอคืน” โดย เปรมิกา (เปรมิกา ป่าราบ / ศิวกร จารุพงศา/ ไทย/ 2017)

Book (5)

Lunar Lunatic: คุณคือดวงจันทร์ ฉันสิคนบ้า (ฉันรรวี เสนธนิสศักดิ์/ P.S. Publishing/ 2017) – 3/5

Abstract Bar: ความจริงเพียวเพียว (ปอ เปรมสำราญ/ P.S. Publishing/ 2016) – 4/5

Stand Alone, Die Alone: แสงอัสดงของโรงหนังใบเลี้ยงเดี่ยว (Filmvirus/ 2016) – 5/5

Cobalt Blue ความสัมพันธ์สีควันบุหรี่ (เพณิญ/ P.S. Publishing/ 2016) – 4/5

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต (วีรพร นิติประภา/ มติชน/ 2013) – 4/5

ETC. (2)

26/10/17 – We Married as a Job (Fuminori Kaneko/ Japan/ 2016/ TV Series) – 5/5

04/11/17 – Bangkok Notes (Oriza Hirata/ 2017/ Play) – 3.5/5

FILM I’VE SEEN IN DECEMBER 2017

03/12/17 – Gaga: Five Foot Two (Chris Moukarbel/ US/ 2017) – 4/5

คิดไม่ถึงว่าเลดี้ กาก้า จะมีมุมแบบในสารคดีเรื่องนี้ มุมของสาวลุคบ้านๆ ตั้งใจทำงาน รักครอบครัวและแคร์ผู้คนมาก ที่สำคัญไม่คิดว่าเธอจะเป็นศิลปินที่เปราะบางขนาดนี้

หนังเล่าตั้งแต่เธอทำอัลบั้ม Joanne ไปจนถึงการแสดงในช่วงพักครึ่งของซูเปอร์โบร์ล ช่วงเวลาที่เลิกกับคู่มั่น ผู้คนที่รักกำลังต้องจากไป อัลบั้มที่หลุดออกมาก่อนการวางแผง รวมถึงความตึงเครียดของการทำงานใหญ่แต่ยังคงเต็มไปด้วยความเป็นมืออาชีพ

ซีนเปิดเพลงให้คุณย่าฟังนี้น้ำตาไหลพรากเลย แม้ว่าไม่ใช่แฟนเพลง ดูจบแล้วรักนาง

13/12/17 – Murder on the Orient Express (Kenneth Branagh/ US/ 2017) – 3/5

ไม่เคยอ่านตัวนิยายหรือดูหนังเวอร์ชั่นก่อนหน้ามาก่อน นี่จึงเป็นการดูแบบไม่รู้อะไรเลยแถมมักทำตัวเป็นนักสืบเสียเองที่มาคอยคาดเดาว่าใครคือฆาตกร

ดังนั้นเมื่อถืงผลสรุปเราจึงชอบตัวเรื่อง ชอบไอเดียและประเด็นของเรื่องเอามากๆเพราะทางหนึ่งคือคิดไม่ถึงและอีกทางคือการที่มันแตะเรื่องศีลธรรม มโนธรรม ความยุติธรรม ความเทาๆ ที่ยากจะตัดสินได้โดยง่าย ชอบมากจนคิดว่าควรจะหานิยายมาอ่าน

นอกเหนือจากนั้นคือเฉยๆ เพราะมันคือหนัง show off อวดตัวเอง ของ Kenneth Branagh อันน่าหมั่นไส้

13/12/17 – Han Gong-Ju (Su-jin Lee/ South Korea/ 2013) – 5/5

หนัก หนักสัดๆ ทำไมมันต้องหนักขนาดนี้ มายเซ็ตของคนเกาหลีนี่แม่งโหดเหี้ยมจริงๆ

ด้วยประเด็นที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ บวกกับการเล่าเรื่องแบบสลับเวลาเดินเคียงคู่กันไประหว่าอดีตกับปัจจุบันอันค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวในอดีตขึ้นอย่างช้าๆพร้อมๆไปกับการค่อยๆส่องแสงแห่งความหวังในห้วงปัจจุบัน ก่อนที่สุดท้ายการบรรจบกันจะกลายเป็นศูนย์

ความวิเศษของหนังคือการที่มันมีช่วงเวลาที่กดดันมากๆ เจ็บปวดมากๆ ในขณะเดียวกันมันก็มีช่วงเวลาที่อบอุ่นมากๆและเต็มไปด้วยความหวังเอามากๆด้วย ผลก็คือมันทำให้คนดูคล้อยตามและสั่นสะเทือนไปในที่สุดเมื่อหนังจบลง

ต้องก้มกราบน้อง Woo-hee Chun จริงๆผู้แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง

ชอบกิมมิคเรื่องการฝึกว่ายน้ำของตัวละครมากๆ เจ็บปวดจริงๆ

16/12/17 – Star Wars: The Last Jedi (Rian Johnson/ US/ 2017) – 4/5

ดูจบแล้วก็รู้สึกว่าการที่ไม่ได้เป็นแฟนแดนตายของหนังชุดนี้แต่กลับได้ดูมันมาหมดทุกภาคของตัวเองนั้นช่วยให้สนุกและชอบหนังภาคนี้ขึ้นเยอะเลย เพราะมันได้ทั้งการถวิลหาความรู้สึกของเหตุการณ์จากหนังในภาคก่อนๆที่มันตั้งใจใส่มาเพื่อสดุดี รวมถึงการทำตัวเเป็นภาคตรงกลางของไตรภาคที่มักจะคล้ายๆกันกับอีกสองไตรภาคก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีนโยดากับลุคบนวิหารเจไดที่เราชอบมากแบบน้ำตาปริ่ม

อีกส่วนคือการที่หนังมันพยายามรื้อทิ้งสิ่งเก่าเพื่อไปหาสิ่งใหม่ เป็นการเปลี่ยนเจนให้กับหนังชุดนี้ จากด้านสว่างด้านมืดก็ส่งให้มันเข้าสู่ด้านเทาๆไปเสีย แถมเน้นหนักไปที่ตัวละครขายชอบไปเสียอีก ชอบเรื่องรักสามเศ้าระหว่างคนดำ คนเอเชียและสาวผิวขาว

ที่สำคัญหนังมันสนุก เดินเรื่องไหลลื่น หยอดมุขตลกไว้ประปราย เพลิดเพลินดีตลอดสองชั่วโมงครึ่ง

แล้วก็เริ่มรู้สึกว่า อดัม ไดร์เวอร์ เหมาะกับบทไคโล เรน ก็ในภาคนี้ พวกมีด้านมืด มี passion มีแนวคิดสุดโต่ง แต่ติดที่โง่ โง่แบบทำให้เราสงสารได้ ซึ่งเราว่ามันเหมาะกับไดร์เวอร์ดี และก็ต้องขอบคุณที่มันไม่ใส่หน้ากากอีกแล้ว 555

ดูจบแล้วอยากดูภาคต่อไวๆ น่าจะสนุกใช่ย่อย คิดไม่ออกจริงๆว่าหนังมันจะคลี่คลายไปทางไหน อยากให้จอนสันกลับมากำกับ เราไม่ค่อยชอบ Force Awakens ของ เจเจ อะ

18/12/17 – Tug of War (Nobuo Mizuta/ Japan/ 2012) – 2/5

น่าเบื่อจุง มันตามสูตรสำเร็จแบบตรงๆทื่อๆ หนังจำพวกรวมกลุ่มกันเพื่อทำภารกิจอะไรซักอย่างโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันซึ่งในที่นี้คือเหล่าแม่บ้านในเมืองไกลปืนเที่ยงที่กำลังจะโดนไล่ออกจากการเป็นแม่บ้านทำอาหารให้กับโรงเรียนเพราะทางการกำลังจะให้โรงงานอาหารแช่แข็งเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการแทนด้วยเพราะในอีกด้านก็ต้องการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเมืองไปด้วย โดยในกรณีหลังเรามีนางเอกผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของเมืองเกิดไอเดียในการตั้งกลุ่มชักคะเย่อหญิงขึ้นมาตามรอยกลุ่มแม่บ้านในอดีตอันโด่งดัง

แล้วก็อย่างที่บอกว่าตามสูตรคือหนังก็พาไปให้เห็นปัญหาต่างๆของเหล่าแม่บ้านแต่ละคน เพื่อสร้างแรงขับฮึดสู้เพื่อการแข่งขันช่วงท้าย

แต่สิ่งหนึ่งทึ่ชอบในหนังคือการที่เพิ่งรู้ว่าไอ้ชักคะเย่อมันมีการแข่งขันจริงๆจังๆ ไปนั่งเปิดคลิปดูเพลินเลย จริงจังขนาดที่แค่เศษฝุ่นที่พื้นรองเท้าก็มีผลต่อการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายในการแข่งขันหนังมันบิวส์แบบสุดตัว บิวส์หนักมากจนต้องยอม ช่วงท้ายเลยเป็นช่วงที่ดีที่สุดของหนังไป

20/12/17 – Wonder (Stephen Chbosky/ US/ 2017) – 2.5/5

ไม่เคยอ่านหนังสือ เราเลยรู้สึกว่าหนังมันน่าจะเด็ดขาดได้กว่านี้ นี่มันสร้างมาจากผู้เขียนและผู้กำกับ The Perks of Being a Wallflower เลยนะเว้ย แต่ทำไมมันดูขาดๆ วิ่นๆ ก็ไม่รู้ อย่างบางซีนใส่เข้ามาแบบไร้ชั้นเชิงจังเลยอย่างซีนโดน bully ในป่าไรงี้ แถมการที่มันทำตัวสว่างไสวขนาดนี้ เล่นใหญ่ในตอนจบขนาดนั้น เราเลยมีปัญหากับหนังพอควรเลย อารมณ์เหมือนหนังที่พ่อสร้างให้ลูกดู

แต่ก็ถือว่าโชคดีที่หนังมันได้การแสดงดีๆมาช่วยไว้ เราชอบทุกตัวละครเลยแฮะซึ่งมันก็ดีมากที่หนังเล่าเรื่องแยกตามตัวละคร แต่มีติดอยู่หน่อยก็ตรงแรงขับของมิแรนด้าที่เราดูแล้วไม่เข้าใจจริงๆ แถมมาเป็นแม่พระอีก อะไรของมึงค่ะ

ปล. พอมาได้ทราบว่าตัวหนังสือจริงๆสว่างไสวกว่าตัวหนังอีก เราก็ อืมมมมม สว่างกว่านี้มันจะขนาดไหนว่ะ???

21/12/17 – Wet Woman in the Wind (Akihiko Shiota/ Japan/ 2016) – 4/5

ชายหนุ่มผู้หลีกหนีผู้คน เข้าไปใช้ชีวิตตามลำพังในป่า สร้างบ้านพักเล็กๆ อยู่อาศัยด้วยการหากินแบบง่ายๆ เวลาว่างก็หาของเก่ามาไว้ใช้สอย ไม่ก็ดริฟกาแฟดื่ม ใช้ชีวิตปานฮิปสเตอร์ จนวันหนึ่งขณะที่เขานั่งพักอยู่ริมทะเล สาวเจ้านางนึงที่มาจากไหนก็ไม่รู้ ปั่นจักรยานลงทะเลไปเสียเฉยๆ นั่นยังไม่ช็อคเท่ากับการที่เธอถอดเสื้อที่เปียกออกมาบิดน้ำออกโดยไม่ได้ใส่บรา เมื่อนั้นวิถีชิวิตอันสงบสุขของเขาก็เริ่มสั่นคลอน

หลังจากที่เขาปฏิเสธ offer ดีๆจากเธอ เธอเลยแปลงร่างไปเป็นนักล่าสวาท เอาเค้าไปทั่วไม่ว่าชอบหรือหญิง แต่ยกเว้นเขา เขาไม่มีวันได้แอ้มเธอ และแล้วความจริงก็ปรากฏว่าเหตุใดเขาถึงต้องมาอยู่โดดเดียวโดยลำพัง ก็เพราะความขี้เงี่ยนของตัวเอง เอาเขาไปทั่วไม่ต่างจากเธอ ชื่อเสียขจรขจายแม้จะถูกกล่าวหา คนอื่นก็ยังเชื่อว่าเขาเป็นคนทำ และเมื่อความอดทนถึงขีดสุด ความฉิบหายจึงมาเยือน (ด้วยซีนเอากันต่อเนื่องหลายนาที)

จริงๆหนังไม่ได้ดีนักหรอก หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มันเลยแลดูประหลาดเอามากๆ แต่ก็นั้นแหละ เพราะความประหลาดเหล่านั้นมันเข้ากันได้ดีกับประเด็นของหนังที่ว่าด้วยเรื่องของการปกปิดตัวตน การกระเทอะเปลือกนอกให้เห็นตันตนที่แท้จริง ผ่านรูปแบบของการแสดงที่รากของมันคือการกลายเป็นคนอื่น หรือถ้ามองให้สุดโต่งกว่านั้นในแบบเซอร์เรียล มันอาจคือการปลอมตัวมาของเสือสมิงเพื่อมาล่อลวงชายให้ติดกับ ซึ่งในการมองแบบหลังที่แหละที่ทำให้เราชอบ

ชอบนางเอกมาก Yuki Mamiya ชอบลุกของนาง ทำไมมีสเน่ห์อย่างนี้ รักๆๆ

ปล. นี่คือหนึ่งในห้าของโปรเจกต์ Roman Porno Reboot เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 45ปีของหนังพิงก์ฟิล์มตระกูล Roman Porno จากค่าย Nikkatsu ในช่วงปี 1971 – 1988

23/12/17 – The Third Murder (Hirokazu Kore-eda/ Japan/ 2017) – 4/5

คือรู้กันอยู่แล้วแหละว่า โคริเอดะ ถ้าทำหนังสืบสวน-ฆาตกรรม ยังไงมันก็ต้องไม่ใช่เรื่องการตามจับตามหาฆาตกรแน่ๆ ซึ่งถึงแม้ว่าเราก็รู้อยู่ว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่ก็ต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับเขาอยู่ดี

แน่นอน โคริเอดะ จับเอาความเป็นมนุษย์มาใส่ไว้กับทุกตัวละครได้อย่างงดงาม ลุ่มลึก ตามแบบที่เขาถนัด ซึ่งพอพล็อตมันพูดถึงเรื่องความถูก-ผิด ความผิด-บาป ทุกอย่างมันเลยหม่นเทาไปหมด

แถมยังแผ่แนวคิดและวิธีการสืบคดี-ว่าความ ให้เห็นด้านมืดๆของมัน

คงไม่ได้เป็นหนังโคริเอดะที่ชอบมาก แต่มันดีงามในตัวเองจริงๆ

24/12/17 – French Cancan (Jean Renoir/ France/ 1955) – 2/5

พอดีต้องไปธุระแถวสาย4 เลยแวะไปดูหนังเรื่องนี้ที่หอภาพยนต์

เรื่องคือเจ้าของคาเฟ่ที่มีการแสดงระบำหน้าท้องกำลังจะเจ๊ง เขาเคยคิดหาทางอยู่รอดจนไปได้พบกับระบำแคนแคน เลยคิดนำมาทำเป็นการแสดงหากินกับโรงละครใหม่ ส่วนพล็อตรองก็มีเรื่องความรักของเขากับนักเต้นหน้าใหม่ผู้มีคนหมายปองมากมาย

ด้วยความที่เป็นหนังเก่ามาก อะไรๆก็เดินตามขนบของมัน ถึงขนาดนางเอกที่เป็นลูกเจ้าของร้านซักรีดมีเจ้าชายแสนดีโครตๆมาหลงรักแต่เธอกลับไม่รักตอบหรือกับอาการงอนแบบไร้สาระมากๆของนาง

แต่จะมีที่เราขัดใจอยู่หน่อยก็คือความเป็นใหญ่ของผู้ชายในเรื่อง ซึ่งอาจมาจากะแนวคิดสมัยนั้น

25/12/17 – Tetsuo, the Iron Man (Shinya Tsukamoto/ Japan/ 1989) – 4.5/5

ด้วยเรื่องของคนที่ค่อยๆกลายเป็นมนุษย์เหล็ก เลยคิดว่าหนังมันน่าจะช้าๆนิ่งๆ แต่ให้ตาย แม่ง! กลายเป็นเหมือนวิ่งสปริ้นในหนึ่งชั่วโมงแบบนันสต๊อป!

หนังเดินเรื่องไว ไม่แคร์เหี้ยห่าใดทั้งสิ้น ใส่เทคนิคมาแบบจัดเต็ม แล้วก็อย่าอุตริเดาเรื่องเหี้ยห่าใดๆทั้งนั้น จะตีความเหี้ยห่าถึงสังคมญี่ปุ่นอะไรก็เรื่องของมึง แต่หน้าที่หลักของมึงเหล่าคนดูคือวิ่งตามหนังไปนั้นแหละ ดูจบให้อะดรีนารีนพุ่งกระจาย!!!!

ไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่าเป็นหนังคัลล์อันดับต้นๆ กราบตีนๆ

27/12/17 – Die Tomorrow (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2017) – 2.5/5

ส่วนที่เราชอบที่สุดของมันน่าจะเป็นการที่เรารับรู้ได้ถึงอาการหมกมุ่นลุ่มหลงในความตายของนวพล จนเกิดการตั้งคำถาม หาคำตอบแล้วก็ก่อร่างมันให้กลายเป็นหนังโดยไอเดียที่ว่า “ก่อนการตายหนึ่งวัน มันมักเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง” และใช้วัตถุดิบจากเหตุการณ์การตายที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นจากโจทย์ที่เรารู้อยู่แล้วว่าในแต่ละเรื่องจะมีคนตายในวันรุ่งขึ้นหนึ่งคน สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือการได้ดูเรื่องที่มันถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกับการตายที่เกิดขึ้นในแต่ละเรื่องได้ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นการแนบเคียงชีวิตตัวเองเข้าไป แต่ด้วยความที่มันเป็นหนังสั้นมาเรียงต่อกัน เพราะความสั้นมันเลยไม่สามารถใส่มิติอะไรเข้าไปได้มากนัก ผลคือไอ้เรื่องที่ไกลตัวเรามันเลยไม่สามารถทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น เลยกลายเป็นชอบเป็นเรื่องๆไปและไม่ประติดประต่อใดๆตลอด 70 นาทีของหนัง

จริงอยู่ที่เราอาจพูดได้ว่าหนังต้องการนำเสนอให้เห็นว่าก่อนมีคนตาย มันก็เป็นแค่วันธรรมดาวันนึง แต่นั้นแหละ ความธรรมดาที่แนบเคียงเราไม่ได้มันก็ไม่ได้น่าจดจำนี่หว่า

อีกเรื่องที่เราว่ามันเป็นปัญหามากๆคือการที่แต่ละเรื่องมีมูตโทนเหมือนๆกันหมดเลย มันเลยยิ่งง่ายในการเทียบแต่ละเรื่อง ชอบผสมน่าเบื่อปะปนกันไป

เรื่องที่ชอบที่สุดคือหนีไม่พ้นตอนซันนี่กับพลอย ชอบมากแบบถ้าเป็นหนังสั้นเรื่องเดียวคงติดท๊อปไปเลย คนที่กำลังจะตายแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แต่คนรักเสือกตายไปก่อน น้ำตาไหล พลอยดีเหี้ยๆ (อีกสองเรื่องที่ชอบคือพี่สาว-น้องชายและตอนของเต้ย บวกด้วยเรื่องของคุณลุงที่อยากตายแต่ไม่ตายซักที)

ปล. หรือเพราะเราเคยผ่านการเผชิญหน้าความตายของคนที่เรารักมาแล้วหว่า เราเลยเฉยๆมากๆกับความตาย ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับมันขนาดนั้น

28/12/17 – The Torture Club (Kota Yoshida/ Japan/ 2014) – 4/5

ชอบน้อง Yuki Mamiya จาก Wet Woman in the Wind เลยลองตามหางานเก่าที่น้องเคยแสดงจนพบกับเรื่องนี้ ก่อนจะได้พบว่าบทของน้องมีน้อยมาก (ฮือๆ) แต่ก็ถือว่าโชคยังดีที่หนังมันน่าสนใจ

ชื่อหนังก็บอกอยู่แล้วว่ามันต้องมาแนว S&M แน่ๆ ตัวเรื่องว่าถึงกลุ่มที่ฝึกซ้อมการทรมาน ทั้งการเป็นผู้กระทำ (Sadist) และถูกกระทำ (Masochist) ในโรงเรียนสตรีล้วนชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่นี่ตัวนางเอกผู้ใสซื่อดันจับพลัดจับพลูต้องเข้ามาร่วมคลับ แล้วหนังมันก็เดินไปพร้อมๆกันระหว่าง S&M กับเรื่องรัก

สิ่งที่เราชอบคือการเซ็ตอับให้ไอ้คลับแบบนี้เป็นคลับแบบเปิดเผยเป็นทางการของโรงเรียนเลย ใครทำอะไรผิดก็จะโดนลงโทษโดยการพามาทำโทษในคลับนี้ มีโลกของการแข่งขัน S&M แบบจริงๆจังๆ คือมันเซ็ตอับการรับรู้ไปในทางของมันเลยซึ่งมันดีมากที่ไม่ต้องมาสั่งสอนเหี้ยห่าอะไร แล้วก็ให้อีตัวนางเอกมันนับถือคริสต์ การถูกโบ้ยที่มันเลยคล้องกับการไถ่บาป

แต่เดี๋ยวก่อน มันมีทวิสต์ตรงกลาง ที่เราชอบมากเลย

***สปอยล์ ****

คืออีรุ่นพี่ที่นางเอกหลงรักผู้เป็นทายาทแห่งตระกูลด้าน Sadist ดันถูกค้นพบโดยนางเอกว่าจริงๆแล้วอีรุ่นพี่แม่งเป็น Maso แต่ปิดตัวเองไว้ ที่นี้นางเอกมันเลยเปลี่ยนบทบาทเลย จาก Maso ไปเป็น Sadist ไอ้การไถ่บาปของนางเลยเปลี่ยนรูปไป ซีนพีคคือการเอาไม้กางแขนช่วยตัวเอง กรี๊ดดดดดด

แล้วคือคนที่เข้ามาในคลับทั้งคู่ก็เข้ามาด้วยเรื่องรัก ยอมเจ็บเพื่อรักอะไรงี้ ฟังดูแขยง แต่อย่างที่บอกว่าโลกในหนังมันถูกเซ็ตมาแบบนี้อยู่แล้วเราเลยไม่ติดใจอะไร ที่เด็ดคือมันมีกฏของกลุ่มข้อหนึ่งว่าห้ามแสดงความรู้สึกใดๆต่อกัน แต่สุดท้ายทุกตัวละครมันก็ทำไม่ได้

ช่วงท้ายมันเลยได้กลายไปเป็นหนังรักอย่างสมบูรณ์ เป็นหนังรักหวานๆไปเลย แถมเป็นหนังรักเกย์ที่นิยม S&M ด้วย เก๋ไก๋มาก

29/12/17 – เปรมิกา ป่าราบ (ศิวกร จารุพงศา/ ไทย/ 2017) – 4.5/5

ภาพรวม รวมไปถึงหน้าหนังมันอาจไม่ได้ดีเด่นอะไร เหมือนเป็นแค่หนังผีตลกไทยอีกเรื่องในบรรดาหลายๆเรื่องที่ผ่านมา แต่พอลองได้ดูแล้วกลับพบว่ามันน่าสนใจจนกลายเป็นหนังเซอร์ไพร์สปลายปีไปและน่าจะติดท๊อปแน่ๆ

ในเรื่องราวเชยๆที่ว่าถึงกลุ่มคนไปพักในโรงแรมโดดเดี่ยวกลางป่าที่มีผี ผีที่ชื่อเปรมิกาผู้เชื้อเชิญแกมบังคับให้เหล่าบรรดาแขกมาร้องเพลง หากร้องดีก็รอด แต่ถ้าร้องแย่หรือไม่ร้องก็โดนขวานสับ!

และนั่นคือลูกเล่นที่หนังมันนำมาใช้ ตู้คาราโอเกะกับการให้คะแนนที่เราคุ้นเคย อันเป็นลูกเล่นที่เราถูกโฉลกกับมันมากๆ มันทั้งเก๋ ฉลาด ทั้งสนุกและเพลงที่ถูกใช้ในหนังก็ใช้ในการเล่าเรื่องได้ด้วย โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่ทรงพลังมากกกกก

แล้วมันก็พยายามยั่วล้อขนบหนังผีไทย โดยเฉพาะตระกูลหนังผีปอบที่เราคุ้นเคย ทั้งดารารับเชิญเจ้าของร้านเสื้อผ้า, การวิ่งหนีผีหรือแม้กับการซ่อนในตุ่ม เราชอบซีนเหล่านี้มากเป็นการส่วนตัว ยิ่งมันเอามาผูกกับเพลงด้วย ทำเอาตบเข่าฉาดๆๆ

แม้ช่วงแรกๆของมันจะทำให้รู้สึกน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่พอมันเริ่มเข้าประเด็นหลักแล้วหนังมันก็เริ่มกลับมาแข็งแรงและทำให้เรามองเห็นสิ่งที่ในช่วงแรกเรายังมองไม่เห็น ในที่นี้คือเรื่อง ตัวตนและการมีอยู่ของคนซักคนหนึ่ง เนยแยมเน้นภาพลักษณ์เพื่อการมีอยู่ในวงการ, ตุลปกปิดตัวตนจริงๆเพื่อคนอื่น, พี่เคร่งโดนอดีตทำร้ายจนต้องเก็บซ่อนตัวตนเอาไว้, สาวทอมที่ลื่นไหลเพศตัวเองได้เพื่อความอยู่รอด หรือกับคู่รักที่พยายามลืมการที่ทำให้ลูกตัวเองไม่ได้เกิด

และกับเปรมิกา สาวน้อยต่างด้าวที่แทบไม่มีตัวตนในสังคม ไม่มีแม้ชื่อจริงๆ ซึ่งสิ่งเดียวที่ทำให้เธอมีตัวตนคือการร้องเพลง ร้องเพลงเพื่อรู้ภาษาไทยไปพร้อมกับรับรู้ว่าเธอยังมีตัวตนในสังคมที่แวดล้อมเธออยู่ ซึ่งเธอก็ใช้การร้องเพลงนี้เพื่อเปิดเผยตัวตนแกเหยื่อของเธอเชกเช่นกัน

ชอบที่พี่ชายฟิล์มซิกเขียนไว้ว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ทำออกมาเป็นหนังดราม่า มันจะถูกแบน ซึ่งโคตรเห็นด้วยมากๆ ตอนดูก็แอบคิดถึงหนังอย่าง The Road to Mandalay (2016)

ส่วนใครที่ชอบ เบส ณัฐสิทธิ์ ยิ่งควรไปดู

หากมีโอกาส จะดูอีกรอบ อยากดูซีนร้องเพลงของเปรมิกาซีนนั้นอีก

31/12/17 – Night at the Museum: Secret of the Tomb (Shawn Levy/ US/ 2014) – 1/5

ช่องสามเอามาฉาย จำอีสองภาคแรกไม่ได้แล้ว กะว่าจะดูเพลินๆแต่ก็พบว่าอะไรจะไม่สนุกได้ขนาดนี้ ง้อยง่อย จนรู้สึกว่าหนังชุดนี้มันควรจะเลิกทำได้แล้วแหละ

 

 

31/12/17 – Antiporno (Sion Sono/ Japan/ 2016) – 4.5/5

แสบมาก ครึ่งชั่วแรกนึกว่าเป็นหนังปลดปล่อยพลังหญิงในญี่ปุ่น ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศมากที่สุดดประเทศหนึ่ง แต่พอเข้าช่วงเวลาหลังจากนั้นเท่านั้นแหละ แม่ง! ตีประเด็นพลิกไปอีกด้าน กลับมาโบ้ยตีเสียเฉยๆ แรงแบบกระอักเลือด

ชอบที่มันพ่นทุกอย่างออกมาแบบไม่มีบันยะบันยัง Freedom of speech เอย อาการมือถือสากปากถือศีลเอย อิสระภาพเอย พอมันจัดเต็มแม็คแล้วโดนพลิกกลับแค่กริ๊กเดียว เหมือนเสยหมัดเข้ามาที่ค้างก่อนรัวหมัดเร็วๆในช่วงท้ายให้ลงไปกอง

หนังมันเล่าเรื่องไม่ได้จริงๆ เพราะถ้าเล่ามันจะสปอร์ยเลย

ดีใจที่ยังคงชอบงานของโซโนะอยู่

FILM I’VE SEEN IN NOVEMBER 2017

10/11/17 – เจ้าชายมือใหม่ THE NEW PRINCE (กรกฎ กรกฎา/ ไทย/ 2015) – 1/5

พี่ครับ น้องครับ มีเวลาว่างซักสองชั่วโมงไหมครับ? ถ้ามีเรียนเชิญดูหนังเรื่องนี้เลย มาฝึกความอดทนอดกลั้น ปลดปลงกับชีวิตและพบคุณค่าของเวลากัน

เอาจริงๆมันก็แย่แหละ แต่ก็ไม่ถึงขนาดเกลียด แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันมีดีอะไรนะ เพราะมันไม่มี

เหมือนบรรลุการดูหนังไปอีกขั้นที่กูดูเอาจนจบได้

ปล. แล้วก็ชอบแคปชั่นในยูทูปมากว่า “ภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปี 2015 ภาพยนตร์ที่ถูกสกัดดาวรุ่งมากที่สุด เพราะเป็นเพียงค่ายเล็กๆแต่กระแสดัง” แลดูกล้าดีแต่เสียดายไม่เปิดให้คอมเม้นต์

11/11/17 – Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน (ก้องเกียรติ โขมศิริ/ ไทย/ 2016) – 2/5

ดูมาสองวันแล้ว ลืมหนังไปหมดแล้ว รวดเร็วจริงๆ ปัญหาหลักที่พบว่าเหตุใดถึงไม่ค่อยมีความจดจำกับหนังนักที่พอระลึกได้ก็คงเป็นเรื่องที่มันผลักไสคนดูออกไป เหมือนดูตัวละครกับผีในเรื่องกำลังตีปิงปองกันไปมาเพื่อส่งให้ปริศนามันค่อยๆเปิดขึ้นโดยมีเราคนดูคอยดูอยู่ห่างๆ แล้วอีตัวนักตีปิงปองทั้งสองฝั่งก็ดันเป็นคนที่เราไม่ได้รู้สึกอยากจะรู้จักอะไรมากนักด้วยซิ

แต่จะว่าไปตัวพล๊อตและการเล่าของหนังมันน่าสนใจนะ อย่างการเล่าเรื่องแบบให้ตัวละครมันลูปอยู่ในบ้านนี่เราว่าดีแต่มันเสียตรงตามย่อหน้าแรกกับความที่มันยาวเกินไป ส่วนพล๊อตที่มันพูดถึงการพยายามไขว่ขว้าความสมบูรณ์แบบ พื้นที่ต้องสาป วังวนและสัญญาที่ต้องใช้คืน ที่พอมาคิดในแนวการเมืองก็น่าสนใจไม่ใช่่น้อย

และเอาเข้าจริง หากถามว่าเราสนใจอะไรมากที่สุด คำตอบคือเราอยากเห็นเรื่องของตัวละครผี ดวงใจ หิรัญศรี มากที่สุด

15/11/16 – Thor: Ragnarok (Taika Waititi/ US/ 2017) – 3/5

อยู่ในฝั่งที่โอเคกับหนังแฮะ

ที่ชอบ:

– เราโอเคที่มันฉีกขนบไปเลย ประกาศไปเลยว่ากูมันลิเก ลิเกจะมาจริงจังทำหวยอะไร มันต้องแบบนี้เว้ย แบบเมากาวไปตลอดเรื่อง เอาจริงๆซีนเปิดนี่เหี้ยมากเลยนะ(ไม่ใช่คำชม) แต่พอมันกล้าที่จะเล่นแบบนี้ไปทั้งเรื่องเราก็เลยตามเลย ดีเสียอีกที่มันฉีกไปจากจักรวาลมาเวลไปเลย บ้าบอดี

– เส้นเรื่องของโอดินกษัตริย์เหี้ย ทำดีเอาหน้าแล้วก็ไม่รู้ตัวเองว่าเหี้ย ปกปิดความเหี้ยจนรุ่นลูกต้องฉิบหายต้องมาเข่นฆ่ากันเอง

– ชอบตัวละคร วัลเครี่ ของ เทสล่า ทอมสัน มากๆๆๆๆๆ โดดเด่นที่สุดและน่าจะน่าจดจำที่สุดในหนังแล้วล่ะ

– ชอบสกอร์ของหนังมาก

ที่ไม่ชอบ:

– อีสัด! Hulk กูกลายเป็นตัวเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ จากที่เรารักตัวละครตัวนี้มากจากใน Avengers มาในเรื่องนี้คือการฆ่ากันชัดๆ

– ความน่าเบื่อของตัวละครเก่าทั้งหมด นี่เมิงไม่ได้โตขึ้นเลยหรือว่ะ? ทอร์เอย โลกิเลย ส่วน Hulk นี่ดาวน์เกรดมาติงต๊องเลย

11/11/17 – Justice League (Zack Snyder/ US/ 2017) – 1/5

โห อะไรมันจะเป็นบล็อคขนาดนี้ เหมือนหนังมันแยกตัดๆไปแล้วก็เอามาชนต่อกับแบบดื้อๆ แนะนำตัวแต่ละคนก็เป็นท่อนๆ เอามารวมกันก็เป็นท่อนๆ ใส่ดราม่าโง่ๆเข้าไปในอีกท่อนเพื่อไปสู่ท่อนไคลแม็กซ์ที่เออ นี่ไคลแม็กซ์แล้วหรา? แน่ละ อาจเพราะปัญหาที่ต้องเปลี่ยนตัวผู้กำกับ งานมันเลยง่อยไปถนัดตา

หนังก็ว่ากันตรงๆไปเลยว่ากูพูดถึงยุคสมัยของทรัมป์นี่แหละ คนแตกแยกและไร้ซึ่งความหวัง นี่ไง พวกกูเลยจับมือรวมเหล่าฮีโร่ขึ้นมา แถมปลุกยอดมนุษย์ขึ้นมากู้ศรัทธาอีกด้วย (จะโอบาม่า จะเดโมรเครตอะไรก็ตามแต่) เพื่อปราบความโลบความเห็นแก่ตัวและไม่ให้คุณค่ากับเพื่อนมนุษย์ บลาๆๆๆ ซีนนึงที่กูขำมากๆคือช่วงต้นเรื่องที่พี่ซุปกล่าวว่า “ความหวังก็เหมือนกับกุญแจรถ ที่ถ้าเราหาเจอ….” เหี้ย ตลกสัดๆ

แต่ถ้าเอาการเมืองไทยไปจับก็สนุกดีเหมือนกัน นี่ไงยุคประยุทธ์ ส่วนพี่ซุปจะเป็นอะไรก็ไปเติมกันเอาเอง

สรุปคือหนังไม่สนุกเลย นี่ลืมหนังไปเกือบหมดแล้วด้วย วันเดอร์วูเมนก็ไม่ได้ช่วยอะไร

แต่อยากดูหนังของ The Flash อะ ชอบ Ezra Miller ยิ่งเห็นว่า The Flash เป็นติ่ง k-pop ด้วยอันนี้น่าสนุก

Film I’ve seen in October 2017

01/10/17 – Blade Runner (Ridley Scott/ US/ 1982) – 3/5

เอามาดูก่อนที่จะดูของใหม่ในสัปดาห์นี้ ด้วยช่วงเวลาที่กว่าจะมาได้ดูเอาจนป่านนี้มันก็คงไม่มีอะไรให้อู้หูนักหรอกเพราะประเด็นในเรื่องมันถูกเล่ามาจนพรุนแล้วล่ะ จักรกลอยากเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์คลับคล้ายดั่งจักรกล อะไรประมาณนั้น แต่ก็น่าตื่นเต้นดีหากเราคิดถึงคนในยุค’ 80 ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในตอนนั้น (จินตนาการของปี 2019 ในหนังนี่เกินภาพจริงในปัจจุบันไปเยอะเลย 555)

รอดูภาคใหม่แล้วค่อยมาเทียบกันอีกที

02/10/17 – It (Andrés Muschietti/ US/ 2017) – 3.5/5

ส่วนที่เราสนใจที่สุดคือบรรดาแบล็คกราวด์ของทั้งตัวเมืองและเหล่าตัวละครผู้ใหญ่ทั้งหลายในหนังที่น่าสงสัยว่าจะชัดเจนขึ้นในภาคต่อ ทั้งในเรื่องเหตุการณ์ต่างๆในอดีตที่มีเรื่องของการเหยียดผิว และเหล่าบรรดาผู้รอดจากความกลัวในวัยเด็กผู้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในภาคแรกนี้ ผู้ใหญ่ที่โดนความกลัวกดทับจนกลายเป็นผู้สร้างความกลัวไปเสียเอง และเหล่าเด็กๆในภาคต่อไปก็คงไม่พ้นกลายเป็นแบบเดียวกัน จริงอยู่ที่ภาคนี้พวกเขาไม่กลัวอีตา It อีกแล้ว แต่อย่างที่หนังมันบอก It มันชอบความกลัวแบบปัจเจค แบบอยู่คนเดียว แล้วอีกเด็กๆที่แยกย้ายกันไปในตอนจบมันจะรอดหรือ ซึ่งดูท่าว่าจะฉิบหายกว่าแน่นอน (นี่กูจะเดาเรื่องภาคต่อทำไมว่ะ?)

ปกติเหล่าบรรดาหนังผีสยองขวัญมักไม่ทำงานกับเรา แต่เรื่องนี้ทำได้สำเร็จ แรกสุดคือมันสนุกมาก สองคือเราชอบที่มันเป็นหนังเด็กที่ไม่มีการประนีประนอมใดๆ (ซีนเปิดเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้ดีมาก) มีทั้งเรื่องการเหยียด ความรุนแรงหรือกับการกักขังในรูปของความรัก และอีความกล้ามันก็สร้างความกลัวขึ้นมาได้เหมือนกัน

ชอบบริบทของช่วงปลายปียุค 80 ที่หนังเอามาเป็นลูกเล่นด้วย และเหล่าเด็กๆก็เข้าขาและช่วยผ่อนคลายหนังได้ดีมาก

02/10/17 – This Film Is Not Yet Rated (Kirby Dick/US/ 2006) – 3.5/5

สารคดีที่พาคนดูไปพบกับปัญหาเรื่องการจัดเรตภาพยนต์ในอเมริกา เรารู้แหละว่าองค์กรทางภาพยนต์ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในฮอลลีวู๊ด คือ MPAA (Motion Picture Association of America) ก่อตั้งโดย แจ็ค วาเลนติ ตั้งแต่ปี 1922 ซึ่งปัญหาการจัดเรตก็มาจากอีองค์กรนี้นี่แหละ ปัญหาที่ว่าก็คือการถามหามาตรฐานในการจัดเรตหนัง อะไรโชว์ได้ อะไรโชว์ไม่ได้ อะไรพูดได้ อะไรพูดไมได้ เพื่อเรตหนังแต่ละแบบ โดยหนังพุ่งเป้าไปที่เหล่าหนังที่ได้เรต NC-17 หรือเรต X ไปสัมภาษณ์เหล่าผู้กำกับหนังเหล่านั้น อาทิ จอร์น วอร์เตอร์ที่พูดถึงหนังของเขาอย่าง “A Dirty Shame”, อะตอม อีโกยาน (Where the Truth Lies) หรือคิมเบอร์รี่ เพียร์ช กับหนังของเธออย่าง “Boy Don’t Cry” โดยหนังตั้งคำถามไม่ใช่แต่เรื่องทางเพศ แต่รวมถึงเรื่องความรุนแรง ประเด็นเกย์หรือแม้แต่หนังสารคดีที่เป็นเรื่องจริงๆที่เกิดขึ้นบนโลกว่ามันควรจะใช่เกณฑ์อะไรเพื่อการให้เรต

ในอีกด้านหนึ่งของหนังก็เป็นการสืบสวนหาตัว “ผู้โหวต” ในการจัดเรต เหล่าผู้คนซึ่งเหมือนเป็นมนุษย์ปริศนาดำมืดแต่มีความสำคัญในการตัดสินคุณค่าของหนัง ก่อนที่ในช่วงท้ายหนังจะทำแสบด้วการที่ผู้กำกับเอาหนังเรื่องนี้ส่งไปจัดเรตเสียเอง ก่อนจะได้พบเจอกับคำตอบประหลาดๆมากมาย จนการอุธรท์สุดท้ายของเขาได้เปิดเผยโฉมหน้าของเหล่าโหวตเตอร์ที่มีส่วนเกี่ยวของกับผลประโยชน์อันมหาศาลมากมายที่ได้จากการจัดเรตหนัง

ดูแล้วก็อดคิดถึงเมืองไทยไมได้ คล้ายกันมาก การจัดเรตที่ไม่ได้มาตราฐานและมีความน่าสงสัยว่าเอื้อผลประโยชน์ต่อบริษัทใหญ่ ผสมกับเหตุการณ์ของหนังอย่าง Shakespeare Must Die ที่มีหนังสารคดีอันว่าด้วยการต่อสู้กับการโดนแบบอย่าง Censor Must Die ออกมาคล้ายๆกัน

04/10/17 – Logan Lucky (Steven Soderbergh/ US/ 2017) – 4/5

– Ocean ฉบับอเมริกันภูธร ชอบจริงจัง กลายเป็นว่าชอบกว่าหนังตระกูล Ocean อีก สนุกมาก กวนตีนมาก แสบสันต์ถึงทรวงและรู้สึกแนบเคียงได้มากกว่า

– ชอบมากที่หนังมันเป็นการเฉลิมฉลองความบ้านนอกภูธร ของคนตัวเล็กๆ เติมเต็มความหวังของความไม่สมประกอบของอเมริกา อันเป็นด้านตรงกันข้ามกับหนังตระกูล Ocean ที่เรารู้สึกว่าเป็นหนังของคนชั้นกลางค่อนสูง

– ตลอดการดูก็คิดถึงหนังของพี่น้องโคเฮนเหมือนกัน ในแบบฉบับที่ตัดความซีเรียสจริงจังออกไป

– เพลง Take Me Home, Country Roads ของ John Denver ที่มีในหนังสองรอบนี่ทำงานรุนแรงมาก มันล้อกับตัวเรื่องแบบเต็มประสิทธิภาพสุดๆ สรวงสวรรค์ที่อาจไม่มีอยู่จริงอีกแล้ว

– แดเนียล เครก สุดตรีนจริงๆ

04/10/17 – ถึงคน..ไม่คิดถึง: From Bangkok to Mandalay (ชาติชาย เกษนัส/ Thailand, Myanmar/ 2016) – 4/5

ในแต่ละปีมันมักจะมีหนังจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่เป็นหนังดีอะไร อาจเลวร้ายด้วยซ้ำ แต่เรากลับรักมันมากๆเพราะบางแง่มุมมันสัมพันธ์กับชีวิตเราได้อย่างแนบแน่น และนี่คือหนังเรื่องนั้นในปีนี้

ข้อเสียที่มันชัดของของหนังคือความเพ้อฝัน น้ำเน่าเพ้อพก รวมไปถึงตรรกะอันล่มสลายของมันหรืออาจพ่วงด้วยการเกือบจะกลายเป็นหนังการท่องเที่ยวพม่าไปเสีย แต่หนังก็แก้ขัดได้ด้วยงานโปรดักซ์ชั่นดีๆ มีภาพสวยๆและเพลงเพราะๆที่สอดรับกันอย่างละมุน รวมไปถึงเรื่องเล่าย้อนอดีตกลับไป 50 ปีในพม่าที่เราว่ามันเป็นส่วนทีดีที่สุดของหนังซึ่งทำให้เราเพลิดเพลินกับหนังมากๆ

เราชอบประเด็นของหนังแบบสุดๆ ใช่มันน้ำเน่ามาก แต่ทำเอาน้ำตาปริ่ม “ความทรงจำก็คือความทรงจำ คืออดีตที่ไม่อาจหวนคืนมาได้อีก มันเป็นสิ่งมีค่าที่ทำได้แค่เก็บระลึกถึงมันไว้แล้วหันหลังก้าวเดินต่อไป”

ปล. เพลงตอนเครดิตท้ายทำให้เรานึกถึงเพลง Secret Gargen ของ Bruce Springsteen ที่เรารักมากและมีอิทธิพลกับชีวิตเรามากๆ ไม่ใช่เพราะมันมีความหมายเหมือนกันแต่เพราะมันเป็นสื่อกลางของความทรงจำ

05/10/17 – Baby Driver (Edgar Wright/ UK, 2017) – 3/5

จะดีมากถ้าหนังมันสั้นกว่านี้ ด้วยเพราะที่หนังมันเดินไปด้วยการเล่นกับสไตล์เป็นหลักมากกว่าตัวเนื้อเรื่อง พอมันยาวเกือบสองชั่วโมงแบบนี้ช่วงครึ่งท้ายมันเลยเนือยๆ แต่ช่วงครึ่งแรกของหนังนี่ชอบมากเลยนะ ตื่นเต้นมาก การตัดหนังตามเพลงมันน่ากรี๊ดจริงๆนั้นแหละ แต่สุดท้ายมันก็เยอะจนเบื่อตามความยาวหนัง

มันเลยกลายเป็นว่าสเน่ห์ที่มีในหนังช่วงแรกมันค่อยๆเลือนหายไปกลายเป็นหนังเลี่ยนๆไปซะงั้น

07/10/17 – 20th Century Women (Mike Mills/ US/ 2016) – 5/5

อิ่มมากกก ดีมากกกกก ชอบมากกกก รักมากกกก

นี่มันหนังที่มีไว้เผื่อให้เรารักเลยจริงๆ ดีงามทุกอณู ไม่รู้จะเขียนอะไรมากไปกว่านี้เพราะไม่งั้นมันจะเป็นการชมที่ยืดยาวมาก (คือขี้เกียจด้วย)

ดูสองรอบรวดเลย ติดท๊อปซิคุณ

Well it seem so real, i can feel it. But why i can’t touch it

08/10/17 – A Ghost Story (David Lowery/ US/ 2017) – 4/5

ชอบสิ่งที่อยู่นอกเหนือและไม่ถูกพูดถึงจากในตัวอย่างหรือเรื่องย่อ จากหนังผีเศร้าๆเหงาๆจากความรัก กลายเป็นหนังผีแบบพุทธไปเสียเฉย

คอนเซ็ปหนังเก๋ดี ทั้งรูปลักษณ์ของผี การตัดง่ายๆเพื่อสื่อถึงการเดินทางของเวลา เพลงกระกอบดีๆหรือแม้แต่คอมเซ็ปแบบพุทธในหนังที่ว่าถึงการยึดติด, ปล่อยวาง, การหลุดพ้นและวงเวียนชีวิต

ส่วนตัวโดยรวมไม่ได้ชอบมากแฮะ ดีที่ช่วงท้ายมันพาไปได้สุด ซีนกินพายอันยาวนานนี่ดีมากๆ มันล้อกับเรื่องความต่างของเวลาระหว่างมนุษย์กับผีได้ดีมาก ชอบมาก

ดูรอบสอง ชอบหนังมากขึ้น รู้สึกว่าหนังละเอียดดี อีโมโนลอคยาวเหยียดที่พูดถึงคอนเซ็ปของหนังที่แม้จะเป็นการพูดแบบโต้งๆ แต่มันก็ใช้วิธีการพูด การอธิบายได้ฉลาดดี (ที่ยกตัวอย่างเพลงของบีโธเฟน) แล้วก็ยังชอบตอนจบของหนังมากเหมือนเดิม

08/10/17 – I Am Not Your Negro (Raoul Peck/ US, France/ 2016)3/5

(เหตุอันใดทำไมจึงหาหนังเรื่องนี้ใน activity/watching ในเฟสบุ๊คไม่ได้???)

อดไม่ได้ที่จะเปรียบกันสารคดีชิงออสการ์ในปีเดียวกันอีกเรื่องอย่าง O.J. Made In America ที่พูดถึงเรื่องคนผิวสีทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และสังคมเหมือนกัน แต่ด้วยน้ำเสียงที่ต่างกัน ด้วยความที่เรื่องนี่มีฐานมาจากบทความของนักเขียน, กวีผิวสีด้วยกระมั๊งที่ทำให้หนังมันมีความนุ่มนวลกว่า อ่อนไหวมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์คนดูได้มากกว่าด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ชอบ O.J. มากกว่า ไม่ถนัดหนัง Essay film จริงๆ

09/10/17 – First They Killed My Father (Angelina Jolie/ Cambodia, US/ 2017) – 4/5

แรกสุดเลยอยากรู้ว่าโจลี่ไปหาเด็กคนนี้มาได้ยังไง เธอผู้แบกหนังไว้ทั้งเรื่องอันเป็นส่วนที่ดีมากที่สุดของหนังเลย

เป็นหนังที่มีทุกสิ่งที่หนังเมโลดราม่าพึงมี มันเรียกน้ำตาได้สำเร็จลุล่วงแถมจบด้วยความหวังและเป็นหนังที่ออสการ์ชื่นชอบ

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าหนังไม่ดี มันดีเลยแหละ และยิ่งมันพูดเรื่องกัมพูชายุคเขมรแดงด้วยเราเลยอินเป็นพิเศษ

และแน่นอนตามขนบหนังในยุคนี้ที่มักจะไม่ทำให้มันแบ่งขาวดำชัดเจน เราจึงได้หนังที่บอกว่าการเอาความอยุติธรรมต่อสู้กับความอยุติธรรม เอาความรุนแรงปะทะความรุนแรงนั้นมันไม่เวิร์คและเด็กคือเหยื่อเสมอ

กัมพูชามีหนังที่ชำระประวัติศาสตร์อันเลวร้ายหลายเรื่องแล้ว ส่วนไทยก็ยังคงเงียบต่อไป น่าเศร้า

11/10/17 – Blade Runner 2049 (Denis Villeneuve/ US, UK, Canada/ 2017) – 3/5

เพลิดเพลินมาก ภาพสวยอลัการสัด ดีใจสุดๆที่ได้ดูแบบ Imax 3D แต่เอ๊ะ! ทำไมเราเฉยๆกับหนังหว่า?

มานั่งคิดไปคิดมาก็คิดว่าเราอาจดูหนังแบบหุ่นยนต์ไปหน่อยคือตามแต่ตัวเรื่องจนหลงลืมความรู้สึกร่วมต่างๆที่หนังมอบให้ คือเราสนุกมากที่ได้ติดตามเรื่องราวของมันทั้งในเรื่องความแท้/เทียมของความทรงจำ, ความรู้สึกของเหล่าทั้งมนุษย์แท้/เทียมหรือแม้แต่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่เราไม่อาจจับมวลความรู้สึกระหว่างตัวละครได้เท่าไหร่ แต่ก็ชอบเรื่องความรักระหว่างเคกับจอยในช่วงแรกมากๆ แต่พอเวลาผ่านไปกลับเริ่มเฉยๆ ปาฏิหารย์ในเรื่องเหมือนเป็นต่อยอดจากหนังภาคแรกที่มนุษย์เทียมเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ส่วนมนุษย์แท้เริ่มเบลอเลือน

พอไปอ่านรีวิวของมิตรสหายแล้วพบว่าหนังมีศูนย์กลางของเรื่องคือ ความรัก ในใจกูก็เกิดคำถามขึ้นว่า อ๋อเหรอ??? (คือกูอาจคือมนุษย์แท้สุดโต่ง)

สรุปคือการดูหนังด้วยการถอดหัวใจเอาไว้นอกโรงคือความผิดพลาดอย่างสูงของกูเอง หากมีโอกาสขอซ้ำอีกรอบ

ปล. แต่โมเม้นต์ที่ชอบที่สุดคือหลังออกจาโรงแล้วเจอคนบ่นถึงหนังว่า “แม่ง กูหลับไปชั่วโมงนึงละยังไม่มีเหี้ยอะไรเลย คุยกันอยู่ได้”

12/10/17 – Hardcore Henry (Ilya Naishuller/ Russia, US/ 2015) – 1/5

ถ้ามันเป็นหนังสั้น เพราะมันสั้น เราไม่ปวดหัว

ถ้ามันอยู่ในเครื่องเล่นอะไรซักอย่าง เพราะมันสั้นและเราเคลื่อนไหวได้ไปพร้อมกับภาพบนจอ เราไม่ปวดหัว

ถ้ามันอยู่ในเกมแบบ first person เพราะเราควบคุมได้ เราไม่ปวดหัว

แต่หากนอกเหนือจากนั้นแล้ว กูปวดหัวมากกกกกกกกกกก

13/10/17 – Road to Mandalay (Midi Z/ Myanmar, Taiwan/ 2016) – 4.5/5

[ดูบนเครื่อง]

อือหืออออออ

คือก็พอรู้เรื่องราวอยู่บ้างแหละว่ามันเกี่ยวกับคนพม่าหนีมาทำงานที่ไทยเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมาย แต่ไม่คิดว่าจะตีแผ่ระบบขนาดนี้ (ซึ่งไม่แปลกใจใดๆเลยถ้าหนังถูกแบบในไทย)

กลายเป็นการตามดูชะตากรรมของคนชายขอบที่มีตัวเลือกแค่เหี๊ยเหี้ยกับเหี้ยมาก คนนึงเลือกที่จะยอมจำนน อีกคนเลือกที่จะสู่ แต่สรุปก็คือเหี้ยห่าอยู่ดี

หนังก็ให้ภาพแรงงานต่างด้าวในไทยได้รุนแรงสัดๆ

ซีนตัวเหี้ยในห้องสุดขีดมากกกกกกกกกกกกกก

15/10/17 – Life (Daniel Espinosa/ US/ 2017) – 2.5/5

เฮ้ย! นี่มัน Deep Rising นี่หว่า! เหมือนอะไรขนาดนี้ อสูรกายบนพื้นที่ปิด แถมยังจบพลิกปลายเปิดเหมือนกันอีกแหนะ

อาจเชยไปหน่อยแต่ก็สนุกดี ไอ้เรื่องสิ่งมีชีวิต การเอาตัวรอด เอเลี่ยนแอบโง่ มนุษย์ใช้อารมณ์อะไรนั่นช่างแม่งเถอะ

เสียดายอีกอย่างคือการใช้นักแสดงดังๆไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

17/10/17 – Pop Aye (Kirsten Tan/ Singapore, Thailand/ 2017) – 3.5/5

[ดูบนเครื่อง]

ชอบประเด็นเรื่องที่ว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ความรุ่งเรืองมันมีจุดสูงสุดและต่ำสุดของมัน

จริงๆเรื่องที่ว่าคนที่กำลังจะตกยุคตกสมัยเดินทางไปตามภารกิจความฝันอะไรบ้างอย่าง ระหว่างทางก็พบผู้คนที่มีตำแหน่งแห่งที่ของความเป็นผู้แพ้เหมือนกันๆ มาช่วยเยียวยากัน แชร์ความฝันกัน เป็นกำลังให้กันเพื่อให้ถึงจุดหมายอย่างที่คาดหวัง มันอาจไม่ได้ใหม่และมีแนวโน้มจะทำให้มันออกมายี้ได้ง่าย แต่เรื่องนี้ถือว่าเอาตัวรอดได้สวย เพราะสุดท้ายไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะได้ตามใจที่เราต้องการ

ซีนจบตอนดูจบแรกๆไม่ชอบนะ แต่พอมานั่งคิดถึงหนังแล้วรู้สึกชอบขึ้นมากเรื่อยๆ มันอุ่นดี

21/10/17 – The Wave (Roar Uthaug/ Norway/ 2015) – 2/5

ดูในบิ๊กซีเนม่า ซึ่งไม่รู้ว่ามันถูกตัดทอนให้สั้นลงหรือเปล่า แถมมีแต่พากษ์ไทยซึ่งเป็นการพากษ์แบบตัดเสียงแอมเบี้ยนอื่นๆออกไปเหี้ยนหมดเลย อถรรสหายไปหมด

ผลที่ได้คือทำไมมันน่าเบื่อ มันเมิงคลิเช่หนังมหันตภัยได้เพียงนี้ว่ะ ยิ่งช่วงท้ายนี่แบบไม่ไหวจริงๆ นี่หรือหนังส่งชิงออสการ์ของนอเวย์??

หากมีโอกาสใหม่ก็ขอดูอีกรอบละกัน ให้โอกาสหนังอีกที

23/10/17 – Journey to the West : The Demon Strike Back (Tsui Hark/ China/ 2017) – 2/5

อ้าว กลายเป็นหนังขายเอฟเฟกต์ไปเสียอย่างนั้น อัดมาซะสนุกมือเลยนะ ฉีเคอะ!

เราชอบภาคแรกที่กำกับโดย โจวซิงฉือ มากแบบมากกกกกกกกกกก ก็เลยเสียใจนิดหน่อยที่ภาคต่อเขาไม่ได้กำกับเองแต่มาช่วยเขียนบทแทน แน่นอนเรายังชอบความตลกแบบโจวซิงฉือที่มีในหนังตามรายทาง แต่ภาพรวมแล้วกลับรู้สึกผิดหวัง

โอเคละประเด็นเรื่องการไว้ใจกัน ความรักของตัวพระถัง มันก็ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันไม่แรงมากพอที่เราจะชอบ เหมือนมันโดนการขายเอฟเฟกต์กลบไปเสียหมดเลย เข้าใจล่ะว่าขายจีน แต่ก็นะ ฮือๆๆๆ

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังหรือ แน่นอน ซูฉี 555

เอาภาคแรกมาดูอีกรอบล้างตาดีกว่า

23/10/17 – The Canyons (Paul Schrader/ US/ 2013) – 2/5

เป็นหนังที่ตลกดี ไม่รู้ว่าเพราะเป็นหนังทุนต่ำ(ที่มาจากการระดุมทุน)หรือเพราะความตั้งใจจริงๆของ ผกก ที่ให้มันออกมาดูบ๊านบ้าน แอลเอในหนังที่ดูไม่เหมือนแอลเอเอาเสียเลยแม้ว่าเหล่าตัวละครจะเป็นถึงโปรดิวเซอร์ นักแสดงในวงการก็ตาม แถมเรื่องราวมันก็ wtf จริงๆ นักแสดงแข็งเป็นสากทุกคน แม้แต่โลฮานก็ไม่รอดอะนะ ซีนฟูมฟายช่วงท้ายที่กูตลกมาก ส่วนอีเจมส์ ดีน นี่แม่งพยายามจนตลก 555

หนังมันพูดถึงด้านมืดของฮอลลี่วู๊ด ลินเซ่ โลฮานเป็นอดีตนักแสดงที่เลิกเล่นหนังแล้วไปเป็นเมียโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพล แอบมีชู้กับดาราหนุ่มที่กำลังไต่เต้าเล่นหนัง เป้นด้านมืดของวงการหนังฮอลลี่วู๊ดที่กำลังพังทลายลงเพราะความเงี่ยนและความหึงหวง คือที่มันตลกมากๆก็เพราะมันก็เล่นเล่าแบบดุ่มๆดื้อๆซื่อๆ ไร้ซึ่งชั้นเชิงทางศิลปะใดๆ ทุกสิ่งอย่างไม่มีอะไรที่เจริญหูเจริญตา

แต่ก็นั้นแหละ ถ้าคิดว่ามันเป็นความตั้งใจของตัวคนทำ เราก็อาจคิดไปในแนวทางของการกัดจิกวงการได้เหมือนกัน แต่อีกใจก็คิดว่าไม่น่าใช่

อย่างไรก็ตาม หนังเปิด-ปิดด้วยภาพโรงหนังเก่าร้างหลายแห่งในอเมริกา (หรืออาจจะแค่ใน LA ตามโลเคชั่นของหนัง อันนี้ไม่แน่ใจ) ที่ทำเอากระตุ้นความน่าสนใจมาก แต่แล้วก็นะ…

25/10/17 – Reach for the Sky (Wooyoung Choi, Steven Dhoedt/ South Korea, Belgium/ 2015) – 3/5

เพราะบ้านเรามี “Final Score 365วัน ตามติดชีวิตเด็กเอนท์” ที่มาก่อนกาลนานแล้ว เราเลยไม่ได้ตื่นเต้น อู้หู กับหนังมากนัก (และเราก็ชอบสารคดีไทยมากกว่าด้วย)

แต่การดูหนังเรื่องนี้มันเหมือนเป็นการจับความรู้สึกตัวเองที่มีต่อเรื่องราวในหนังเทียบกันระหว่างยุคโน้นกับยุคนี้ไปเสียมากกว่า (สารคดีทั้งสองเรื่องห่างกัน 8ปี) จำได้ว่าในตอนโน่นกับ Final Score ที่เราเพิ่งเรียนจบใหม่ๆจากมหาวิทยาลัยเปิด เราจึงอินมากกับหนังโดยทั้งหมดนั้นคือการแนบเคียงกับตัวซับเจกค์ของหนัง เหล่าเด็กๆที่เหมือนต้องทำสิ่งที่ไม่ใช่ความคาดหวังหรือความฝันของตัวเอง เสียเวลาไปกับความคาดหวังเหล่านั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆเลยคือเพราะเพิ่งผ่านความผิดหวังจากการสอบแบบนั้นมาไม่กี่ปีและเราเข้าใจดีในความรู้สึกนั้น

พอมาปีนี้ กับเรื่องนี้ ด้วยห้วงวัยที่โตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แว่นการมองต่างไปจากอดีต สิ่งที่เราเห็นและรู้สึกกับมันมากๆคือคำถามที่ว่า “อะไรทำให้สังคมเป็นแบบนี้?” รัฐที่ว่าไม่ให้เด็กเครียดแต่กลับให้ความสำคัญและทำทุกอย่างกับการสอบ โดยเฉพาะกับแนวคิดการแบ่งชนชั้นที่จะฝังหัวเด็กไปตลอดไม่ว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้หรือไม่ก็ตาม (อย่างซับเจกค์ผู้ชายในช่วงท้าย) ผลคือเรารู้สึกเศร้ามาก

แน่นอนมันยิ่งเศร้าเมื่อเอามาแนบเคียงกับบริบทไทยที่เอามาแนบทาบกันได้เลย

อนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าเกาหลีนี่สุดขีดกว่าไทยหลายขุมเหมือนกัน ไหนจะโรงเรียนประจำของเด็กรอสอบใหม่ที่ไม่ต่างจากค่ายทหาร หรือกับหนังสือเรียนที่ใช้ได้แค่ปีต่อปี (ชอบซีนเทหนังสือทิ้งมากๆ เหมือนเป็นเหตุการเดียวที่เด็กได้ปลดปล่อยอารมณ์ภายใน)

26/10/17 – Trilogy of Lust 2: Portrait of a Sex Killer (Jiro Ishimura, Julie Lee/ HK/ 1995) – 1/5

แล้วก็เป็นไปตามที่คาดว่าหนังภาคต่อมันคงไปได้ไม่ถึงอย่างหนังภาคแรก กลายเป็นหนังเฉิ่มๆเชยๆแถม wtf มากๆ

ภาคแรกของหนังแม้ว่าจะต่ำตม เป็นหนัง CAT III ในระดับที่จะกลายเป็นหนังโป๊ฮาร์ดคอร์อยู่แล้วแต่มันก็มีประเด็นเรื่องการเมืองทางสังคมของจีนในยุคสมัยนั้น ประเด็นที่มันส่งผลต่อตัวละครได้อย่างน่าคิด แต่มาภาคนี้หนังกับเลือกที่จะใช้เหตุผลง่ายๆ(ครอบครัวมีปัญหา บลาๆๆ) แถมยังให้ตัวละครแสดงออกอย่างสุดขั้ว (การแต่งตัวออกไปหาเหยื่อ) หนังมันเลยไม่มีอะไรเลยนอกเสียจากการดูซีนโจ๊ะทุกๆ 10 นาทีกับเส้นเรื่องบางๆ

ยังไม่รวมไปถึงการกดทับทางเพศ การเล่นสนุกเกินเลยของหนังต่อตัวละครที่เป็นเพศหญิง ยิ่งในช่วงท้ายที่หนังพยายามมอบความสงสารให้กับตัวละคร แต่เราคนดูกลับยิ่งรู้สึกว่าหนังมันยิ่งกดทับเธอลงไปให้จมดิน (น่าสนใจที่หนึ่งใน ผกก นั้นเป็นผู้หญิง แถมเขียนบทและแสดงเองด้วย)

แล้วตอนจบนี่คืออะไร? กระเทยคนนี้มันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องแสดงตัวถึงขนาดน้้นว่ะ! งง

ส่วนภาคสามนั้นยังหาดูไม่ได้ ถ้ามีวาสนาคงได้เจอกัน

26/10/17 – We Married as a Job (Fuminori Kaneko/ Japan/ 2016/ TV Series) – 5/5

ณ เวลานี้หากใครถามว่า ในปีนี้อะไรที่ทำให้เสียใจที่สุด คำตอบของเรา ณ ตอนนี้ก็คือ การไม่ได้เห็นหน้างักกี้ก่อนนอนทุกคืนอีกแล้ว ฮืออออออ เศร้าแบบซีเรียสจริงจัง

ซีรี่ย์ 11 ตอนจบ มีพระเอกเป็นวิศกรคอมพิวเตอร์ที่ชีวิตทุกระเบียบมีแบบแผน ชัดเจน หาคำตอบได้ ใช้เหตุผลเป็นหลักใหญ่ในการดำรงชีวิต ส่วนนางเอกจบปริญญาโทจิตวิทยา เก่ง ตั้งใจทำงาน รักและรับผิดชอบกับงานที่ทำอย่างดีแต่ให้ตายก็ยังหางานทำไม่ได้ซักที แต่แล้วนางเอกก็ได้งานไปเป็นแม่บ้านทำความสะอาดบ้านให้พระเอกด้วยเงินจ้างที่สูง แถมพอผ่านการทำความสะอาดครั้งแรก พระเอกประเมินแล้วว่าผ่านเกณฑ์ เธอจึงได้เป็นคนทำงานสะอาดประจำในห้อง 303 ของพระเอก เรื่องมันก็มาพลิกตรงที่ว่าที่บ้านนางเอกต้องย้ายไปต่างจังหวัด ซึ่งหากนางเอกต้องการอยู่ในเมืองต่อก็ต้องหาเช่าบ้านเอาเอง แผนการแต่งงานหลอกๆจึงเกิดขึ้น การแต่งงานที่ความจริงแล้วคือสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตะหาก

อย่างที่เรารู้กันว่าในสังคมญี่ปุ่นนั้น ฝ่ายสามีจะเป็นคนออกไปทำงานและหารายได้เข้าบ้านแต่เพียงผู้เดียว ส่วนภรรยานั้นมีหน้าที่เพียงดูแลบ้านและไม่มีรายได้ชัดเจน เราจึงเห็นถึงการบ้างานมากๆของผู้ชายและความไร้หนทางของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่น ด้วยประการฉะนี้ ความสนุกและฉลาดของซีรี่ย์เรื่องนี้มันก็คือการตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเรามองว่าการเป็นเมีย(นิยามที่ครอบคลุมความเป็นแม่บ้านอีกที)มันเป็นอาชีพๆหนึ่งที่ต้องมีค่าแรง มีกฏระเบียบและแนวคิดคล้ายๆกับการทำงานบริษัทๆหนึ่ง(ซึ่งบริษัทในที่นี้คือครอบครัว) โดยที่ตัวมันเองก็เล่นกับแนวคิดนี้แบบไม่มีหลุด จริงอยู่ว่ามันคือซีรี่ย์รอม-คอม ที่ตัวพระ-นางมันต้องมารักกันในตอนจบ แต่มันก็ยังคงเหนี่ยวแน่นกับประเด็นแก่นหลักอันนี้แบบไม่มีหวั่นไหว มันเลยกลายเป็นว่าช่วงที่เราชอบมากที่สุดคือช่วงท้ายของซีรี่ย์ที่ตัวพระ-นางรักและเข้าใจกันแล้วแต่ประเด็นเรื่องอาชีพเมียยังคงอยู่ โดยมันสามารถจัดการได้ด้วยการรับฟัง พูดคุยและปรับตัว แถมความฉลาดอีกขั้นของมันยังเป็นกุศโลบายว่าต่อปัญหาเรื่องที่ญี่ปุ่นปัจจุบันมีการแต่งงานมีครอบครัวน้อยลง

ส่วนเรื่องรักมันก็ดี หนังฉลาดที่ให้ความรักเกิดขึ้นกับพระเอกเนิร์ดกับนางเอกหัวหมอบนแนวคิดแบบระนาบแกน Y อย่างนายจ้าง-ลูกจ้าง การรักในความตั้งใจทำงานของพระเอก กับ ความรักในการสั่งงานที่ชัดเจนของนางเอก แล้วก็ค่อยเติมสถานการณ์ที่ท้าทายระบบเข้าไปเรื่อยๆเพื่อหาจุดสมดุล แล้วก็ชอบที่มันเชิดชูพลังของเพศหญิงด้วย อย่างอำนาจต่อรองกับสามีของนางเอก, การหย่าร้างและใช้ชีวิตให้ได้ของเพื่อนนางเอก, การต่อกรกับสังคมต่อหญิงโสดสูงวัยหรือแม้แต่การแตะประเด็นเรื่องเกย์

มีซีนนึงที่ชอบมากๆคือซีนการโต้วาทีในเรื่องว่า “ความยากลำบากของแม่ที่ต้องทำงานและเลี้ยงลูกไปพร้อมๆกัน” โดยนางเอกเสนอว่าให้ผู้หญิงมีลูกตั้งแต่ยังเรียนไปเลยเพราะมีเวลาเลี้ยงมากพอ อันเป็นการสนองนโยบายเพิ่มประชากรของประเทศไปด้วย ล้ำดี

ที่เขียนมาทั้งหมดจริงๆไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก ที่สำคัญคืองักกี้ แค่การดูงักกี้อย่างเดียวกูก็ให้คะแนนเต็มแล้วอะ คนอะไรพลังทำร้ายล้างสูงเยี่ยงนี้ ผมสั้นเหมาะกับหน้าเธอมาก กี๊ดดดดด (ไปเจอรูปผมยาว ไม่เหมาะกับเธอเลยจริงๆ

แล้วเป็นซีรี่ย์เรื่องแรกที่ดูเครดิตจบท้ายจนจบทุกตอนเลย 555

29/10/17 – Tie Me Up! Tie Me Down! (Pedro Almodóvar/ Spain/ 1989) – 4/5

ยอมใจเจ้าป้าเลย ไอ้เราก็นึกอยู่แล้วล่ะว่าหนังรักของเจ้าป้ามันไม่มีทางธรรมดา ซึ่งตอนดูแรกๆมันก็เฉยๆนะ แต่พอหนังค่อยๆเปิดเผยแบล็คกราวด์ของตัวละครทั้งสองในช่วงท้ายนี่มันประหลาดแต่เสือกโรแมนติก กลายเป็นว่าความประหลาดของมันกลับคือการเติมเต็มตัวละครไปซะงั้น ซึ่งดี

ชอบความกวนของป้า อย่างการจำกันได้หรือการหายเป็นบ้าได้เพราะเย็ดกัน หรือเหล่าอาการที่แลดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนใดๆแม้กูจะถูกลักพาตัว

อนึ่ง ชอบโลเคชั่นห้องนางเอกกับห้องของพี่สาวนางมากๆ สวยชะมัด

29/10/17 -Elizabethtown (Cameron Crowe/ US/ 2005) – 2/5

เอาเข้าจริงโครงสร้างมันก็คล้ายๆกับ Jerry Maguire นะที่พูดถึงชายที่โดนหน้าที่การงานบีบให้ล้มก่อนค่อยๆหาทางไต่กลับขึ้นมาโดยได้รับความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัว แต่ปัญหาของเรื่องนี้เราว่ามันบางไปหน่อยและเลือกที่จะหวานเกินพอดี เราเลยรำคาญอีตัวละครหลักทั้งสองนี่มากๆ ยิ่งช่วงท้ายนี่เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆว่าโควร์จะเล่นแบบนี้ เพ้อเจ้อเกินไปจริงๆ

อนึ่ง ยังคงรักการใช้เพลงของโครว์เสมอ

30/10/17 – The Brown Bunny (Vincent Gallo/ US/ 2003) – 1/5

คือถ้าการเดินเรื่องทั้งหมดเพื่อต้องการให้คนดูช็อคกับซีน blow job อันลือลั่นแค่นั้น เราว่าหนังแม่งสอบตก

เกือบทั้งเรื่องของหนังคือการเดินทางไปพร้อมกับตัวละครผู้ผิดหวังเศร้าสร้อยจากสาวคนรัก ภาพถนนตัดกับภาพหน้าตัวเอก แทรกด้วยการกระทำแปลกของเขาอีกนิดหน่อยแล้วก็คลอด้วยเพลงบัลลาดเพราะๆ เป็นแบบนี้วนไปสองสามรอบก่อนเข้าซีนสุดท้ายที่เป็นเนื้อของหนังจริงๆ เนื้อที่คล้ายๆกับ Manchester by the Sea (2016) ผสมกับ Klose (2016) ของน้องแพร ซึ่งเราก็รู้สึกว่าจริงๆหากทำเป็นหนังสั้นน่าจะเหมาะสมกว่าการไปเสียเวลากับสายลมแสงแดดแบบนี้

อีตัวเอกมึงจะแอ็คไปถึงไหน น่ารำคาญ ไม่เลย กูไม่รู้สึกถึงความเศร้าใดๆของมึงเลย มีแต่ความรำคาญมอบให้