Movie

FILM I’VE SEEN IN AUGUST 2018

01/08/18 – Mission Impossible: Fallout (Christopher McQuarrie/ US/ 2018) – 2.5

– ตายล่ะ ทำไมกูไม่มีอารมณ์ร่วมกับหนังเลยว่ะ

– รู้สึกเหมือนดูคนบ้า บ้าทั้งทางกายภาพและจินตภาพ ซับซ้อนซ่อนเงี่ยนพอๆกับโม้ให้สุด

– เป็นคนชอบภาคที่แล้วมาก ชอบเส้นเรื่องของนักฆ่าที่ต้องการปลดละวางของเฟอร์กูสัน ภาคนี้ก็ยังมีอยู่แต่จางจังเลย เอาแต่เล่นใหญ่ ทอม ครูส โชว์อย่างเดียวเลย น่าเบื่อออออ

– แต่ยอมซีนแอ็คชั่น สนุกและมันส์จริง

– เฟอกูสัน ผอมไปอะ เสียใจ

– เออ ชอบคนที่เล่นเป็นแม่ม่ายขาวด้วย โอโห เสน่ห์!

– สรุปกลายเป็นว่าชอบผู้หญิงในหนังว่ะ แม้กับตัวเมียของนางเอก ดูเป็นผู้เป็นคนมากกว่าเหล่าผู้ชายกล้ามโต

– เรียงลำดับความชอบของหนังชุดนี้: 1 > 3 > 5 > 4 > 6 > 2

05/08/18 – Kubo and the Two Strings (Travis Knight/ US/ 2016) – 3/5

ชอบครึ่งแรก รู้สึกถึงความสดใหม่ ทั้งความเป็นอนิเมชั่นในใช้สต๊อปโมชั่นผสมซีจี และเรื่องที่มันเอามาเล่นที่ไปทางเอเซียที่เราคุ้นเคย พ่วงด้วยประเด็นการมองผู้คนที่ภายใน ไมใช่ภาพลักษณ์ภายนอก ที่สำคัญมันสนุกดีจริงๆ

แต่เสียดายที่ไม่ค่อยชอบครึ่งหลัง มันแอบยี้ไปหน่อยทั้งเรื่องครอบครัวและการมองอะไรที่ว่านั้น(เพราะมันช๊าดชัด) ซีนโยนความดีให้อีคุณตาที่แอบสยองอะ

แต่ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นช่วงเครดิตหนัง เพลง While My Guitar Gently Weeps สุดมากพร้อมกับการเห็นความบ้าพลังของทีมงานที่ทำเรื่องนี้

06/08/18 – In The Room (Eric Khoo/ Singapore, Hong Kong/ 2015 ) – 1/5

ตายแล้ว นี่ฝีมือ อิริค คู ผู้ทำหนังที่เรารักมากอย่าง Be With Me หรือคะนี่! My Magic (2008) ที่ว่าแย่แล้วยังดีกว่าเลยอะค่ะ

รู้สึกว่าไม่มีอะไรลงตัวเลยอะ ไม่นำพา น่าเบื่อ สวิงอารมณ์แบบไม่รู้จะเดินกับหนังไปยังไง เฮ้อออ

แม้จะพยายามพูดถึงประเทศสิงคโปร์อยู่บ้าง แต่ก็แบบ wtf มากๆ

07/08/18 – Ali G Indahouse (Mark Mylod/ France, UK, Germany/ 2002) – 1/5

มีครมทุกองค์ประกอบความเหี้ย ความไม่ pc ความสถุน

เป็นหนังของ Sacha Baron Cohen เรื่องแรกๆยังไม่ค่อยลงตัวนัก ความต่ำมันเกินประเด็นไปหน่อย

 

07/08/18 – Green Fish (Lee Chang-dong/ South Korea/ 1997) – 4/5

หลังจากดู Burning ก็คิดว่าควรจะดูหนังของอีชองดองให้ครบเสียที ซึ่งเขาทำหนังมาแล้วแค่ 6 เรื่องและเราดูไปแล้ว 3 กะว่าดูครบแล้วก็จะไปซ้ำอีกสองเรื่องที่เคยดูไปอีกรอบ แล้วจะมาจัดอันดับของตัวเองดู

นี่คือหนังเรื่องแรกของเขา ว่าถึงชายหนุ่มปลดประจำการทหารกลับบ้านเกิดเพื่อไปหางานทำและใช้ชีวิตกับครอบครัว ระหว่างทางเขาได้พบกับสาวสวยปริศนาที่่นำพาให้ชีวิตพลิกผันกลายไปเป็นลูกน้องมาเฟีย แต่แล้วความรักและความซื่อสัตย์ของเขาก็พลิกชีวิตเขาไปอีกทาง

หนังอาจจะยังไม่ลงตัวนักในแง่ของการเล่า แต่ประเด็นสังคมเกาหลีที่อีชองดองถนัดนั้นยังมาครบ การดิ้นรนเอาตัวให้รอดที่ทิ้งคนอีกพวกไว้ข้างหลัง ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง

และแน่นอนกับความเลือดเย็นอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงในช่วงท้ายที่ทุกอย่างประกอบเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่เรากลับไม่มีโอกาสได้อยู่ตรงนั้น

Han Suk-kyu มอบการแสดงที่ทรงพลัง และนี่คือหนังเรื่องแรกๆของเขา

08/08/18 – App War แอปชนแอป (ยรรยง คุรุอังกูร/ ไทย/ 2018) – 3.5/5

เหมือนได้เข้าไปอีกโลกใบนึง โลกอีกด้านที่เราไม่คุ้นเคย โลกที่มีแต่หนุ่ม-สาวหน้าตาเก๋ๆ แต่งตัวเก๋ๆ ทำงานที่เป็นนายตัวเองเก๋ๆ มีออฟฟิตเก๋ๆ โดยไม่มีปัญหาเรื่องปากท้องใดๆให้ปวดหัวทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงแค่มาแข่งขันแล้วก็ถ้า “หากไม่ดูเป็นการรบกวน ก็จะชวนเธอมารักกัน”

แน่นอนว่าหนังแบบนี้เรามักจะเกลียดเพราะเราแนบเคียงอะไรกับมันไม่ได้ แต่เรื่องนี้แปลกที่มันไม่ได้ให้ความรุ้สึกแบบนั้น

ด้วยความที่เราชอบหนังเรื่องก่อน “2538 อัลเตอร์มาจีบ” ของผู้กับกับเสือมาก (แบบมากๆ) หนังที่แม่งอ่อนด้อยเรื่องบท ช่องโหว่เพียบ แต่เรากลับสนุกและอินไปกับแวดล้อมของยุคสมัยในหนัง จนมาในเรื่องนี้เราก็พบว่าเรารู้สึกประมาณกัน ในโลกที่เราไม่คุ้นเคยแต่เราสนุกกับแวดล้อมอื่นๆ

แรกสุดที่ทำให้เรายังอยู่กับหนังได้ตลอดและเพลิดเพลินคือเหล่านักแสดง เออ แต่ละตัวมันมีสเน่ห์และเคมีที่เข้ากันดีจริงๆ แล้วกล้องก็รักตัวละครทุกตัว เลยกลายเป็นว่าเราสนุกกับการติดตามดูเด็กกลุ่มนี้ไปเรื่อยๆโดยไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปแนบเคียงใดๆเลย อารมณ์คนนอกที่มองเข้าไป ไม่ได้เข้าใจพวกมันหรอก แต่มันเพลินดีที่ได้ดูได้เห็นมากกว่า

สองคือมันสนุก ง่ายๆเลย ซึ่งแง่นี้เราก็คิดถึงหนังอย่าง ฉลาดเกมโกง เหมือนกันนะ คือเราก็ไม่ได้รู้สึกแนบเคียงอะไรกับ ฉลาดเกมโกง นัก แต่ยอมรับว่ามันสนุกมาก เรื่องความรักในสนามรบมันก็ไม่ได้ออกมายี้มากขนาดรับไม่ได้ มุกในเรื่องก็เข้าเป้า (โดยเฉพาะมุก BNK ที่เราก็ไม่ใช่โอตะแต่ชอบมาก)

ส่วนประเด็นอื่นๆจำพวก แก้บักความรัก สตาร์ตอับ ยูนิคอร์น บลาๆๆ นี่ ไม่ได้อยู่ในหัวตอนดูเลยอะ ช่างแม่งอย่างเดียว ขอเพลิดเพลินสนุกกับหนังก่อน 555

จะเว้นก็ซีนขโมยคอมอะนะที่มันดูเกินเลยไปหน่อย

ส่วนอันนี้ไม่พูดไม่ได้จริงๆ อรอุ๋งนี่มาเพื่อดักตกใช่ไหม? เห็นได้เลยว่าคนทำนี่น่าจะโอตะประมาณนึงถึงได้ส่งให้อรอุ๋งดูดีน่ารักได้ขนาดนี้ แสงเอย มุมกล้องเอย คือใครไม่โดนตกนี่ถือว่าในหินประมาณนึงเลยนะ (ใช่! กูไม่รอด!!!)

12/08/18 – เพชฌฆาต (Tom Waller/ ไทย/ 2014) – 2/5

ดูนานแล้ว ลืมเขียน

น่าสนใจดีที่คนต่างชาติเค้ามาทำเรื่องนี้ แถมยังใส่บริบทความเชื่อแบบไทยๆเข้าไปอีก มีผีมียมบาลอะไรนั้นเลย แต่ก็นั่นแหละ พอมันไปเน้นเรื่องบาปบุญมากกว่าจะให้เราดูชีวิตของเพชฌฆาตคนสุดท้ายจริงๆก็แอบเบื่อๆไปเหมือนกัน

แต่เอ่ออออ ยมทูต เดวิด อัศวนนท์ คือเอี้ยอัลลายยยยย

18/08/18 – Russian Dolls (Cédric Klapisch/ France/ 2005) – 2/5

ทำไมภาคนี้มันไม่่สนุกเลย น่าเบื่อมาก พอมันไปมุ่งประเด็นเรื่องความรักอย่างเดียวแล้วมันก็ไม่มีอะไรที่น่าจดจำเอาเสียเลย

อีกเรื่องคือรู้สึกว่ายุคสมัยมันผ่านไปเร็วจริงๆ หนังสิบปีนิดๆเองแต่รู้สึกว่าประเด็นมันเก่าไปเยอะแล้ว

สรุปหนังไตรภาคชุดนี้ ชอบ Chinese Puzzle (2013) > Spanish Apartment (2002) > Russian Dolls (2005)

21/08/18 – Dawn of the Felines (Kazuya Shiraishi/ Japan/ 2017) – 2.5/5

อีกหนึ่งในห้าหนังในโปรเจกต์ Nikkatsu Roman Porno Reboot เรื่องที่สี่ที่เราได้ดู

หนังว่าด้วยหญิงสาว 3 คนต่างอายุ ขายตัวผ่านเอเจนซี่เถื่อน โดยที่แต่ละคนก็มีเบื้องหลังการทำงาน การใช้ชีวิตต่างกันไปตามสูตร คนแรกเป็น homeless ผู้ไขว้ขว้าอะไรบางอย่าง อีกคนมีลูกติดที่เหมือนจะไม่ค่อยสนใจลูกนัก ส่วนอีกคนเชื่อว่างานที่ทำคือการช่วยเหลือผู้คน

ข้อดีคือหนังมันพยายามมอบเลือดเนื้อให้กับคนในโลกมืด ผู้มีฝันมีความต้องการของตัวเอง และมีกิมมิคเล็กๆอย่างการเอาคนไร้บ้านมาพบกับฮิคิโคโมริ / เอาคนชีวิตเหี้ยมาเจอกับนักแสดงตลก / เอาคนแม่ม่ายผัวทิ้งมาพบกันชายแก่เมียตาย

แต่หนังแอบน่าเบื่อไปหน่อย หลุดกับหนังไปหลายช่วงเหมือนกัน ยังดีที่ช่วงคลี่คลายท้ายๆมันหาทางออกได้ดี

22/08/18 – BNK48: Girl Don’t Cry (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2018) – 3/5

ตอนออกจากโรงใหม่ๆนี่อยู่ในเกณฑ์ที่ชอบหนังประมาณนึง เหมือนได้ความรู้ใหม่เรื่องวงไอดอลตระกูล 48 ที่เราไม่เคยรู้เรื่องระบบมันมาก่อนเลย ได้เห็นบรรดาเด็กสาวที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดโดยแบกทั้งมิตรภาพและคู่แข่งไว้บนบ่า ได้เห็นความฉลาด ความใส่ซื่อและปัญหาสารพัดผ่านการสัมภาษณ์ของน้องๆ

แต่พอมานั่่งคิดถึงหนังหลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกดร๊อปๆจากหนังไปนิดหน่อย คือเรามาคิดถึงไอ้ตัวระบบการคัดของเลือกคนในวงเพื่อเป็นเซมฯกับตัวหนังเรื่องนี้ ก็พบว่าแม่งคือเรื่องเดียวกัน ยิ่งเราเห็นว่าระบบมันประหลาดและไม่แฟร์เท่าไหร่ เราก็รู้สึกว่าหนังมันประหลาดและไม่แฟร์เท่านั้น กล่าวคือหนังมันเหมือนเป็นตัวช่วยขายให้กับเหล่าอันเดอร์ให้มีแอร์ทามในการไปต่อกรกับเหล่าเซมฯเพื่อผลทางความนิยมที่มากขึ้น ที่ซึ่งมันก็จะมีผลต่อการตลาดของตัววงอีกที การแข่งขันที่สูงขึ้นคือผลดีของตัว “คนข้างบน” ที่วัดความนิยมทางกายภาพมากกว่าความสามารถ

ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเราแอนตี้เหล่าอันเดอร์นะ กลับชอบมากด้วยซ้ำที่หนังเลือกที่จะให้เวลากับพวกเขา กลุ่มคนที่สำคัญมากๆในการขับเน้นดร่าม่าของเรื่อง แน่นอนใครจะไม่อยากเชียร์ จิ๊บ ให้ติดเซมฯ ล่ะ (ซึ่งหลังจากหนังเรื่องนี้ เราเชื่อแบบมากๆว่าน้องแกต้องติดแน่ๆ หนังส่งซะขนาดนั้น)

สรุปคือสำหรับเรามันก็คือหนังส่งเสริมการตลาดของวง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรทั้งนั้น เพียงแต่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยจริงๆใจเท่าไหร่ น้องๆอาจพูดออกมาจากใจแต่มันก็ถูกครอบไว้ด้วยระบบที่วางไว้อย่างดีแล้วอยู่ดี

อนึ่ง ชอบมุมมองแบบมองขาดและเล่นเกมเป็นของแคปเฌอ และอยากเอาใจช่วยเปี่ยมกับจิ๊บแบบสุดๆ

ปล .ภาคตอ่นี่นอนมาอยู่แล๊นซ์นิเนอะ

28/08/18 – Summer Wars (Mamoru Hosoda/ Japan/ 2009) – 4/5

รู้สึกผิดที่ดูหนังของ Hosoda ไปแค่สองเรื่องเอง คือเรื่องนี้และ The Girl Who Leapt Through Time (2006) ที่อยู่ในเกณฑ์ชอบด้วยกันทั้งคู่

นอกจากความครบรสที่มากันหมดทั้งสนุก ซึ้ง อบอุ่น กินใจ ของมันแล้ว เรายังทึ่งกับการเอาเรื่องราวของโลกเสมือนมาเล่าคู่กับความเป็นครอบครัวใหญ่ที่เหมือนจะเป็นคนละเรื่อง แต่กลับผสมกันได้แบบลงตัวสุดๆ

แต่จะติดอยู่หน่อยก็คงเป็นอาการชาตินิยมของมัน ทั้งศัตรูที่เป็นอเมริกาและอาชีพการงานของคนในครอบครัวที่ดูเป็นญี่ปุ่นชนชั้นกลางค่อนสูงมีอันจะกินและมีหน้าที่กู้โลก

แต่ก็แค่นั้นแหละ เพราะโดยรวมันสนุก เพลิดเพลินมาก เป็น Ready Player One ที่มาก่อนตั้งนาน 555

29/08/18 – Mirai of the Future (Mamoru Hosoda/ Japan/ 2018) – 2/5

โห คนเกลียดเด็กแบบกูนี่ไปไม่ถูกเลย 555

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่ดีไหมที่ดูต่อจาก Summer Wars หนังจาก ผกก เดียวกันและเราชอบมาก เรื่องนี้มันไปคนละเรื่องเลยวุ้ย เหมือนเป็นคนละคนทำเลย

อันนี้เขียนแบบไม่รู้เบื้องหลังใดๆของหนังนะ มันเหมือนหนังมันถูกสร้างมาเพื่อคนที่เชื่อเรื่องการมีครอบครัวสมบูรณ์ ด้วยการเรียนรู้และเติบโตในแบบที่โพซิทีฟเจิดจ้า ซึ่งแน่นอน เราไม่เชื่ออะไรแบบนั้น เราไม่เชื่อและไม่เห็นคุณค่าเรื่องการสืบทอดวงศ์ตระกูล ไม่ได้หลงรักอดีตตัวเองขนาดนั้น เราจึงแสบตาและรำคาญ แน่นอน! เราก็เคยเป็นเด็ก เด็กซนๆน่ารำคาญคล้ายๆกันด้วย แต่ก็เพราะเราก็เกลียดชีวิตเด็กของตัวเองเหมือนกันนั้นแหละ

แล้วยิ่งคิดว่าถ้าเกิดมันเป็นหนังไทย มันเป็นคนไทยล่ะ โห! ยิ่งสยอง

Advertisements

FILM I’VE SEEN IN JULY 2018

02/07/18 – Lost in Blue (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์, จิรัศยา วงษ์สุทิน, ปภาวี จิณสิทธิ์/ ไทย/ 2016):

ฝน (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์) – 5/5 : เล่นเอาใจสั่นหวั่นไหว หนังนิ่ง เรียบง่าย แต่สั่นทะเทือนรุนแรง ประสบการณ์ความรักของเด็กมอต้น ชอบมากกกกกก นักแสดงดีงามมากด้วย รักมากๆ ขอตัดเอาไปติดท๊อปหนังสั้นของปีนี้เลย

วันนั้นของเดือน (จิรัศยา วงษ์สุทิน) – 5/5: เคยดูแล้ว ความดีงามทุกประการยังคงอยู่ ชอบเหมือนเดิม

Glowstick (ปภาวี จิณสิทธิ์) – 4/5: ถือว่าเป็นหนังปิดท้ายที่ดี ช่วงเวลาสั้นๆแต่น่าจดจำ หากแต่เพียงมันไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงมากเท่ากับสองเรื่องก่อน แม้เราจะได้ความอบอุ่นมาเต็มก็ตาม

11/07/18 – Unbreakable (M. Night Shyamalan/ US/ 2000) – 3/5

ใช่ เพิ่งจะได้ดู แล้วก็กะว่าจะดู Split ต่อ เหตุเพราะเตรียมตัวรอดู Glass

ชอบไอเดียตั้งต้นของมันที่ว่าถึงจุดแรกเริ่มของการเป็นฮีโร่ การค้นหาฮีโร่ ความเป็นด้านตรงข้ามระหว่างกัน โดยอิงแนบกับหนังสือการ์ตูน รู้สึกว่ามันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบใหม่ที่ให้รสชาติต่างออกไป (และแน่นอน มันมาก่อนกาลมากจริงๆ)

จะเสียดายอยู่หน่อยก็ตรงวิธีการเล่าที่มันน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้คนดูคิดเล่นๆระหว่างทางเลย เป็นเพียงแค่การตามเรื่องค่อยๆคลี่คลายไปอย่างเดียว แถมบางเรื่องก็ลำไยจิงๆ

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือเทคนิคกลุ่มโปรดักซ์ชั่น ทั้งการถ่ายและการใช้สีในการสื่อสาร มันชัดแหละแต่มันก็สื่อสารได้ง่ายและตรงจุด

11/07/18 – Sicario: Day of the Soldado (Stefano Sollima/ US/ Italy/ 2018) – 4.5/5

ชอบมาก ถึงกับกลับไปดูภาคแรกอีกรอบ ซึ่งผลก็คือยิ่งชอบภาคนี้เข้าไปอีก สำหรับเรา การเปรียบเทียบระหว่างภาคนี้กับภาคแรกนั้นเป็นอะไรที่ไม่ค่อยแฟร์เท่าใดนัก เราเห็นว่ามันพูดกันคนละเรื่อง ผู้กำกับก็คนละคน การจะให้มันเหมือนหรือคล้ายๆกันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ และถ้าได้ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเอาการ

ภาคแรกมันพูดถึงความดี กฏหมาย ศีลธรรม ที่มันไม่ฟังก์ชั่นอีกแล้วผ่านตัวละครนางเอกผู้ที่สุดท้ายก็โดนด้านตรงข้ามทำลายลงราบคาบ ภาคนี้มันพูดในด้านที่ย้อยกลับกัน กล่าวคือมันอยู่ในโลกอันไร้ศีลธรรม ไร้กฏหมาย ไร้ซึ่งความดี แล้วเราจะยังมีแสงสว่างทางศีลธรรมหลงเหลืออยู่ได้บ้างไหม?

หมายรวมถึงการกลับด้านของเรื่องปัญหาชายแดน จากภาคแรกที่นางเอกเป็นตำรวจที่ดูแลเรื่องคนเข้าเรื่องผิดกฏหมายแต่กลับต้องไปมีส่วนร่วมกับการค้ายา แต่ภาคนี้กลับบอกกับเราว่าการค้ายามันจะเวิร์กมากกว่าถ้าเราช่วยให้ผู้ก่อการร้ายข้ามแดนเข้าสหรัฐได้ (เพราะราคายาจะพุ่งกระฉูดเมื่อการข้ามชายแดนเข้มข้นมากขึ้น) เส้นเรื่องรองก็พูดกันคนละด้าน (ตำรวจเดินยาในภาคแรก กับเด็กพาคนข้ามแดนในภาคนี้)

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจับต้องและรู้สึกที่สุดในภาคนี้คือการตอบคำถามของตัวเองว่า การที่เรามักพร่ำบอกว่าตัวเราชอบหนังที่มันไร้ศีลธรรมมากๆนั้น มันจริงแค่ไหนกัน? แล้วก็พบคำตอบจากในหนังว่า ไม่ ไม่ใช่เลย เราไม่อาจสามารถรับหนังที่มันไร้ศีลธรรมแบบสุดโต่งได้หรอก ตลอดทั้งเรื่องเราอึดอัดกับการไม่รู้สึกรู้สา หมายรวมไปถึงการไม่มีความรู้สึกใดๆต่อการกระทำอันไร้ศีลธรรมของตัวละคร ความสกปรกของตัวละครที่มันกระเด็นมาติดในสมองเรานั้น เราก็อยากจะชะล้างมันออกไป ดังนั้นการได้พบเจอศีลธรรมเล็กๆที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายคือสิ่งที่ช่วยเราไว้ได้มาก

ไม่รู้ว่าหนังจะมีภาคสามไหม แต่เชื่อว่าถ้ามีมันจะน่าดูแบบสัดๆ เพราะมันน่าจะเล่าเรื่องในมุมของอเลฮานโดร ตัวละครของเดลโทโร่ ที่เก็บงำอะไรมากมายมาตลอดทั้งสองภาค

13/07/18 – Split (M. Night Shyamalan/ US/ 2016) – 3.5/5

“คนที่แตกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า”

รู้สึกโชคดีที่ได้ดูต่อจาก Unbreakable เลย ปอกรกับมารู้ภาคหลังด้วยว่ามันเหมือนเป็นภาคต่อของกันและกัน (ก่อนจะไปจบที่ Glass ในปีนี้)

ส่วนที่ชอบในทั้งสองเรื่องก็คือการพยายามหาทางในการเล่าเรื่องของฮีโร่/ตัวร้ายในแนวทางใหม่ๆ (Unbreakable นี่ต้องบอกว่าใหม่มากในยุคที่หนังฮีโร่ยังไม่บูมขนาดนี้) แม้จะมีอะไรน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่ไอเดียโดยรวมเราว่ามันน่าสนใจมาก เรื่องหนึ่งคือการกำเนิดฮีโร่ อีกเรื่องคือการก่อเกิดตัวร้าย แล้วก็คงเอามาต่อกรกันในอีกเรื่องหนึ่งในอนาคต (ที่หวังว่ามันจะยังคงเป็นแนวทางใหม่ๆอยู่)

เอาจริงๆก็รู้สึกเหมือนดู Unbreakable แหละที่ว่ามันคือการตามดูเรื่องค่อยๆคลี่คลายโดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แต่เรายกให้เรื่องนี้สูงขึ้นหน่อยตรงประเด็นที่จั่วหัวไว้ว่า “คนที่แตกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า”

รัก Anya Taylor-Joy จังเลย หน้าเก๋ เหมาะกับหนังสยองขวัญจริงๆ (หนึ่งในสิ่งที่ลุ้นที่สุดคือเมื่อไหร่ตัวละครของแม็คอะวอยจะขอเสื้อชิ้นสุดท้ายของนางซักที 555)

13/07/18 – Wreck-It Ralph (Rich Moore/ US/ 2012) – 3.5/5

รักได้ไม่ยาก เข้าทางเสียขนาดนั้น เกมอาเขตเอย ยุคสมัยเอย ตัวละครต่างๆในเกมที่คุ้นเคยเอย

น่ารักดี และก็จะรอดูภาคต่อ

 

 

14/07/18 – Net I Die สวยตายล่ะมึง (ปรีดี วีระธรรม, ณัฐชัย จิระอานนท์/ ไทย/ 2017) – 1/5

เสียดายเวลาฉิบหายเลยมึง

นอกจากจะรำคาญการคัดเอาซีนผีหลอกประกอบเสียงหนวกหูๆมาต่อๆกันแล้ว ตรรกะของเรื่องก็โง่อย่างเหลือเชื่อ จริงๆเราชอบไอเดียเรื่องสยองขวัญในวงการไอดอลรีวิวสินค้านะ ใหม่ดี แต่นี่มันนอกจากไม่ใหม่แล้วยังเละเทะมาก

เออ สนใจตัวละครอยู่ตัว คือน้องที่ตาบอด เธอเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ ตาบอดเพราะอะไรก็ไม่รู้ ใช้สมาร์ตโฟนได้ แถมนมใหญ่เหมือนทำมา ที่สนใจไม่ใช่อะไร คือไม่เข้าใจว่าจะใส่ไอดอลคนตาเข้ามาทำไม หรือมันมีมูลจากเรื่องจริง???

16/07/18 – ภาคสอง: Part Two (เฉลิมชนม์ เนติพัฒน์/ ไทย/ 2015) – 4/5

มีหนังมากมายที่พูดถึงช่วงชีวิตสุดท้ายในช่วงมัธยมปลายก่อนที่จะต้องก้าวเท้าเข้ามหาลัย ช่วงชีวิตแห่งความสับสนในการหาทางเดินของตัวเอง ความฝันและมิตรภาพ

แล้วก็มีหนังมากมายที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้แบบน่าเบื่อซ้ำซาก หากมองในประเด็น เราว่าหนังเรื่องนี้ก็หนีไม่พ้นวงวันเหล่านั้น มันไม่ได้มีอะไรใหม่ มันพูดเรื่องเดิมๆ ประเด็นเดิมๆนั้นแหละ

แต่ในอีกทางเราก็พบว่า หนังมันไม่ได้มีดีที่ประเด็นเหล่านั้นเลย

ความยาวกว่า 70 นาทีของหนังคือสิ่งแรกที่เราค้นพบว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดของหนัง เพราะความดีงามของมันนั้นคืออาการเอ้อระเหยลองชายไปเรื่อยๆของกลุ่มเพื่อน เวลาที่มากขึ้นทำให้เราได้เข้าไปร่วมวงสนทนาและตามติดชีวิตตัวละครได้อย่างสมยอม ซึ่งการแสดงธรรมชาติเหลือเกินของ 4 นักแสดงนี่่ช่วยให้เราเข้าไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

และส่วนนั้นแหละ ที่ทำให้เราคิดถึงช่วงชีวิตและการตัดสินใจเดินทางของตัวเอง ในช่วงเวลเดียวกับตัวละคร ซึ่งทำให้ตอบจบของหนังมันน่าจดจำ เพราะเราสามารถนำห้วงเวลาของเราเองไปเติมต่อจากนั้นได้ ที่ซึ่งมันเศร้าก็ตรงนี้แหละ

16/07/18 – Casa Amor: Exclusive for Ladies (Jung Bum-Shik/ South Korea/ 2015) – 3.5/5

เลือกดูเพราะชอบนางเอก Cho Yeo-jeong จากเรื่อง The Concubine ผู้รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญการตลาดในบริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ แต่ดันจับพลับจับพลูต้องกลายมาเป็นคนขายเซ็กซ์ทอยที่มีคลาร่าเป็นเจ้าของที่กำลังจะเจ๊ง

เป็น Sex Comedy ที่ไม่แย่ ตลก แถมมีสาระให้ (ในที่นี้พูดถึงเซ็กซ์ทอยกับสังคม) ดูได้เพลินๆ คลิเช่ตามสูตร

ซีนเชียร์บอลที่สนามกีฬาเหี้ยมาก (คำชม) ตลกมาก

ส่วนใครอยากรู้ว่ามีฉากเซอร์วิสบ้างไหม ก็ตอบได้ว่า มีบ้าง ไม่เยอะและไม่ได้เห็นอะไรมาก

18/07/18 – Ant-Man and the Wasp (Peyton Reed/ US/ 2018) – 3.5/5

หนังมัน Popcorn จริงๆ แต่เป็นป๊อปคอร์นที่เราโอเค เพราะมันสนุก ตลกและบันเทิงเริงรมณ์ในทุกช่วงเวลาของมัน เหมือนได้ใช้เวลาไปผ่อนคลายจริงๆ ก่อนที่จะค่อยลืมๆมันไปเมื่อหนังจบ

สิ่งหนึ่งที่น่าชมเชยคือการทำหนังที่แทบจะไม่มีเส้นเรื่องอะไรเลยให้ออกมาสนุก อีตัวร้ายนี่ก็โมโนล็อคอธิบายทุกอย่างเสียให้เสร็จสรรพแบบคนดูมึงมีหน้าที่ดูอย่างเดียว ไม่ต้องคิด แต่เรายังสนุกกับมันได้

แน่นอน ส่วนที่ชอบที่สุดก็ยังเหมือนกับภาคแรกคือบรรดาตัวรองเพื่อนต่างด้าวของพระเอก

ประทับใจการทำให้ดักลาสและไฟเฟอร์หน้าอ่อนวัย จนรู้สึกว่า ไฟเฟอร์คือคนที่สวยที่สุดในหนัง ฮา

และเอาเข้าจริง ความสำคัญของหนังเรื่องนี้อาจคือแค่ซีนท้ายเครดิตซีนเดียว

22/07/18 – Burning (Lee Chang-dong/ South Korea/ 2018) – 4.5/5

กล่าวตามสัตย์ ตอนดูจบใหม่ๆไม่ชอบหนังเลย แต่มาถึงตอนที่เขียนนี้แล้วกลับชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพอมีเวลากลับไปคิดถึงมัน จึงเริ่มเห็นอะไรมากขึ้น

สาเหตุหลักก็คือ เราเพิ่งอ่านเรื่องสั้นไปก่อนดูหนัง แน่นอนตอนดูหนังมันจึงเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ แล้วเมื่อเห็นว่าหนังมันปรับแต่งเรื่องสั้นไปเยอะประมาณนึง เราเลยรู้สึกหลงทาง เป็นผลให้ตอนดูจบใหม่ๆเราชอบเรื่องสั้นมากกว่าตัวหนังในแง่ของปริศนาและการเผาไหม้ของตัวละครหลังจากเรื่องสั้นจบลง แน่นอนด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้เราไม่ชอบตอนจบของหนังเอาเสียเลย

แต่พอมาถึงตอนนี้ที่ได้กลับไปคิดถึงหนังอย่างตั้งใจอีกรอบ เราพบว่าหนังมันเหนือชั้นกว่าตรงที่ไม่เพียงแต่เก็บรายละเอียดและประเด็นจากในเรื่องสั้นได้อย่างครบถ้วน แต่มันยังสามารถเอามาสะท้อนภาพทางสังคมเกาหลีได้อย่างน่าสนใจ เพียงแค่ปรับพื้นเพตัวละครนิดหน่อยเท่านั้น จึงกลายเป็นว่านอกเสียจากการโดนเผ่าไหม้ด้วยความ “ไม่รู้” แล้ว มันยังมีประเด็นเรื่องของชนชั้น โอกาสที่ไม่อาจเข้าถึงและการโดนกดขี่ของเพศหญิง

จงซู คือตัวละครผู้สื่อสารผ่านประเด็นเดียวกับในเรื่องสั้นอันว่าด้วยการโดนเผาไหม้ภายในด้วยความไม่รู้ เพราะเชื่อในสิ่งที่ “ตาเห็นหูได้ยิน” อย่างแสงอาทิตย์แห่งความโชคดีที่ส่องสะท้อนผ่านโซลทาวเวอร์ ส่วน แฮมี คือตัวละครออีกด้านที่ถูกปรับแต่งขึ้นใหม่ในหนังผู้ใช้ชีวิตด้วยการ “ลืม” ลืมว่ามันมีอยู่แล้วเราจเอร็ดอร่อยกับส้มหวานฉ่ำ ส่วน เบน คือสิ่งที่พวกเขาอยากจะเป็น ทั้งหนุ่มแน่นและร่ำรวย

ครึ่งแรกของหนังเป็นหนังของแฮมี เธอต้องการลืมใบหน้าไม่สวยด้วยศัลยกรรม ลืมชีวิตยากจนด้วยเข้าหาเบน ลืมปัญหาสารพัดสารเพไว้ใต้ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนเยาว์ ความปราถนาสูงสุดของเธอคือการหายตัวไปในช่วงอาทิตย์อัสดง

ซึ่งเธอก็หายตัวไปจริงๆ ก่อนเข้าสู่ครึ่งหลังที่เป็นหนังของจงซู

การไม่ต้องการ “ลืม” ของ แฮมี ตลอดทั้งเรื่องอาจมีอยู่แค่ซีนเดียว นั้นคือการร่วมรักกับจงซู การจ้องหน้าจงซูตลอดเวลาของการร่วมรักบอกเราไว้แบบนั้น จดจำคนแบบเดียวกับเธอ เพื่อนคนเดียวของเธอที่น่าจะเข้าใจเธอที่สุด

ก่อนที่การพยามยาม “ลืม” ทุกอย่างของเธอ จะทำให้เธอต้องหายตัวไปตลอดกาล

สรุปแล้ว ในเวอร์ชั่นหนังนี้เราจึงรักตัวละคร แฮมี มากที่สุด อาจจะมากกว่าตัวละคร จงซู ในเรื่องสั้นเลยด้วยซ้ำ ตัวละครผู้ไม่สามารถเข้าถึงหรือกลายเป็นอะไรได้เลยแล้วก็พ่ายแพ้ไปในทีสุด

ปล1. ซีนการเต้น Great Hunger กลางแดดอ่อนของอาทิตย์อัสดงคือความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์ทั้งในทางภาพยนต์และจิตวิญญาณที่เรารู้สึกและสัมผัสมันได้

ปล2. ไม่ค่อยได้พูดถึงตัวละคร เบน เพราะเราไม่ค่อยแนบเคียงเท่าไหร่ และ ยังไงก็ยังไม่ชอบตอนจบของหนัง

ปล3. นี่อาจไม่ใช่หนังของ ลีอางดอง ที่เราชอบที่สุด ยังคงยกให้ Peppermint Candy และ Secret Sunshine เป็นอับดับต้นๆเท่ากัน (ส่วนอีก 3 เรื่องยังไม่ได้ดู สัญญาว่าจะรีบดูโดยไว)

23/07/18 – Berberian Sound Studio (Peter Strickland/ UK/ 2012) – 3.5/5

เก๋ชะมัด เป็นหนังสยองขวัญที่ลดเรื่องความสยองของภาพออกไป แล้วให้เสียงกลายเป็นพระเอก

หนังพูดถึงกลุ่มคนที่มันทำเสียงให้กับหนัง เรารู้ว่าหนังที่พวกเขาทำเสียงนั้นเป็นหนังสยองขวัญแน่ๆ แต่เรากลับไม่ได้เห็นภาพจากหนังที่พวกเขาทำเสียงเลย เราได้ยินแต่เสียง ทั้งเสียงของการทำ “เสียง”ให้กับหนังและเสียงของเหล่าผู้คนที่มาร่วมกันทำ

แต่เรากลับได้เห็นผู้คนเบื้องหลังการทำเสียง ที่หนังจงใจถ่ายให้ได้ภาพแบบหนังสยองขวัญไปแทน

แถมความสนุกยังไปสุดด้วยชั้นแห่งความสยองขวัญ หนึ่งคือการเดาเรื่องของหนังสยองขวัญที่พวกเขากำลังทำ สองคือความสยองขวัญของตัวหนังเรื่องนี้เองที่มีแต่คนเฮี้ยนๆ และสามคือความสยองที่หลงคิดไปถึงผู้สร้างหนังและคนทำเสียงของเรื่องนี้อีกทีหนึ่ง

เห็นเค้าว่ากันว่าเป็นหนังเคารพ ดาริโอ อาร์เจนโต Dario Argento แต่เรายังไม่เคยดูหนังของเขาเลย ฮือๆ

23/07/18 – Chasing Amy (Kevin Smith/ US/ 1997) – 3/5

รู้สึกเสียใจประมาณนึงที่ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงทศวรรศที่ 2000 เพราะรู้สึกว่าหนังมันใหม่และเหมาะกับช่วงเวลานั้นมากกว่าการมาดูเอาในช่วงนี้ที่โลกหมุนเปลี่ยนแปลงสังคมและความคิดอะไรมากมายหลายอย่างไปไกลมากแล้ว

พอมาได้ดูเอาป่านนี้ก็เลยรู้สึกว่าประเด็นมันตกยุคไปแล้ว ความซับซ้อนในเรื่องเพศสภาพและเซ็กซ์มันไปไกลกว่าในเรื่องหลายกาแล็กซี่แล้วจริงๆ

ดูแล้วไม่รู้ทำไมคิดถึงหนังอย่าง Empire Records (1995) ที่ชอบมาก ซึ่งเชื่อว่าถ้าเอามาดูตอนนี้คงไม่ได้อาจชอบได้แบบเดิมอีกแล้ว

อนึ่ง ชอบที่สุดคงเป็นตัวละครเพื่อนผิวนักเขียนการ์ตูนผิวสี น่าจะเป็นตัวละครเดียวในหนังที่ยังเป็นสากลได้อยู่ แล้วก็ชอบเพลงประกอบของหนัง นอสทาเจียกลับไปยุค 90

ว่าแต่ Joey Lauren Adams หายไปไหนแล้วอะ

24/07/18 – The Lure (Agnieszka Smoczynska/ Poland/ 2015) – 1.5/5

แรกๆก็เพลิดเพลินดีอยู่หรอก สนุกกับความพิลาสพิไลของมัน การเป็นหนังนางเงือกขึ้นบกมาเต้นเปลื้องผ้า แถมยังเป็นหนังเพลงอีกตะหาก เก๋อะไรเบอร์นั้น

แต่พอดูผ่านไปซักพักก็รู้สึกเริ่มไม่มีอะไรน่าสนใจ กลายเป็นเริ่มถอยห่างออกจากหนังไปเรื่อยๆ อาจเพราะด้วยความไม่สนหีสนแตดใดๆของมันด้วยมั๊ง เลยเบื่อแล้วก็เลยกลายเป็นดูให้มันจบๆและลืมมันไป

25/07/18 – When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead (Toshio Lee/ Japan/ 2018) – 1.5/5

อ้าว เหตุไฉลมันถึงสว่างสดใสจังเลย ตอนแรกนึกว่ามันจะมีอะไรเหวอๆ ดาร์กๆ แต่เอาเข้าจริงมันกลับไปคนละทางเลย แม้จะพูดเรื่องชีวิต ความตาย แต่มันก็เล่าในมุมที่บ๊วกบวก

เรารู้สึกไปแนวที่ว่าหนังมันโรแมนติกไซร์เรื่องชีวิต&ความตายอะ อาจหมายรวมถึงความรักด้วยก็ได้ ยิ่งเพิ่งไปได้อ่านหนังสือ “เงาของเมฆ” ที่มันพูดถึงความต่างระหว่าง ความรัก กับ คนรัก ด้วยแล้ว เรายิ่งไม่ซื้อในสิ่งที่หนังมันมอบให้ใหญ่เลย

โอเคแหละว่ามันมีมิติของสังคมญี่ปุ่นที่ผู้ชายบ้าทำงาน ภาระความเป็นแม่ เป็นคู่ชีวิตของเพศหญิง แต่มันก็ไมได้ชัดและนำพาเท่าไหร่

หนังไม่ผิดอะไรเลย ผิดที่กูเองทั้งนั้น

29/07/18 – Spanish Apartment (Cédric Klapisch/ France, Spain/ 2002) – 4/5

จำได้ว่าชอบ Chinese Pazzle มาก จนโหลดหนังสองเรื่องก่อนของไตรภาคมาแล้วแต่ก็ลืมดูมาจนป่านนี้ ดูตอนที่ก็ลืม Chinese Pazzle ไปหมดแล้วเช่นกัน

พระเอกคนฝรั่งเศส แชร์หอพักกับผู้คนหลากหลายชาติในสเปนอันประกอบไปด้วย อังกฤษ เบลเยี่ยม เยอรมัน เดนมาร์ค อิตาลี กล่าวให้ง่ายคือประเทศกลุ่มยูโรย่อมๆที่ร่วมตัวกันในหอพัก

หนักสนุกและตลกมาก จับประเด็นหลากหลาย การใช้ชีวิตต่างแดน ภาษา เกย์ โดยมันพูดถึงมิตรภาพ ความรักและการเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งก็เหมาะดีกับช่วงเวลาฉายของหนังที่สหภาพยุโรปยังคงรักใคร่กลมเกลียว

29/07/18 – Nocturama (Bertrand Bonello/ France, Germany, Belgium/2016) – 4.5/5

ตอนแรกนึกว่าหนังจะแค่พาไปดูแผนการวางระเบิดกรุงปารีสของเหล่าวัยรุ่นอันน่าจะเป็นประเด็นหลักของหนัง แต่เปล่าเลย อันนี้เป็นแค่ชั่วโมงแรกเท่านั้น เพราะอีกชั่วโมงต่อมาที่เหล่าตัวละครหลบหนีอยู่ในห้างต่างหากคือประเด็นหลักและทำให้หนังไปไกลและสมบูรณ์

ความดีงามของมันคือการไม่ให้คนดูทราบเหตุผลของการกระทำของเหล่าตัวละครทั้งสิ้น เพียงแต่เราอาจจะพอคาดเดาได้บ้างกับช่วงเวลาแฟลชแบล็คสั้นๆ ซึ่งก็แค่นั้น ที่เหลือคือการตามดูความเป็นมนุษย์ มนุษย์ในโลกทุนนิยมกับสังคมฝรั่งเศสยุคสมัยหลังเหตุก่อการร้าย

ในช่วงแรกคิดถึงหนังอย่าง Elephant ของแวนแซนท์ มันไม่พูดเยอะ มันลุ้นและสนุกกับการเล่นกับเส้นเวลา ส่วนครึ่งหลังมันตัดไปอีกทางด้วยการเปิดเปลือยความเป็นมนุษย์ มนุษย์ผู้อ่อนแอ หวาดกลัวและสิ้นหวัง พ่วงพ้องไปกับการพูดถึงโลกยุคทุนนิยม การบริโภคเพื่อการดำรงอยู่ของตัวตน การไขว่ขว้าหาสิ่งห่อหุ้มเพื่อสร้างตัวตนต่อระดับชนชั้นทางสังคม ซีนเห็นหุ่นใส่ชุดเหมือนกับตัวเองนี่เจ็บแสบมาก

ช่วงท้ายที่ลุ้นเยี่ยวเล็ดพอๆกับหดหู่แบบสุดๆ

ปล. ดูหนังของ Bonello มาแล้ว 3 เรื่อง The Pornographer(2001), House of Tolerance(2011) และ Saint Laurent (2014) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ชอบทั้งหมดเลย อาจจะยกเว้นเรื่องท้ายเรื่องเดียวที่รู้สึกลางๆ

31/07/18 – Sepet (Yasmin Ahmad/ Malaysia/ 2004) – 4.5/5

รักเลย รักเลยจริงๆ ทำไมหนังมันน่ารักได้ขนาดนี้ แม้จะน้ำเน่า แต่มันแลดูจริงใจและลงตัวเอามากๆจนอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยและหลงรัก

เรื่องรักของหนุ่มจีนและสาวมาเล แน่นอนมันมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละฝ่ายให้ได้เป็นความรู้เปิดสมองและใช้เป็นตัวแปรเล็กๆของเรื่อง ชอบความเป็นพหุภาษาของมันที่มาหมดทั้ง จีนกลาง กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน อังกฤษ มาเล ที่เราสนุกมากในการฟังและเดาว่าเป็นภาษาอะไร, ชอบกิมมิกเรื่องภาพยนต์ที่หนังเอามาเล่น (ทาเคชิ คาเนชิโร่, Chunging Express, จอร์น วูหรือแม้แต่กับหนัง โหด เลว ดี) รวมไปถึงกลุ่มนักแสดงที่น่าจดจำ พระ-นางเอย ครอบครัวนางเอกเอย เพื่อนพระเอกเอย

หนังเรียบง่ายมาก ประหนึ่งคำพูดของอาหลงที่ว่า “ช่วงหัวไอ้ความโมเดิร์นไปซิ!” แต่มันกลับดีงามแบบสุดๆ

ชอบซีนร้องเพลงเจ้าพ่อเซี้ยงไฮ้ แบบสุดๆๆๆๆๆ

โอเค จะตามหาหนังของ ยัสมิน มาดูเพิ่ม

FILM I’VE SEEN IN JUNE 2018

06/06/18 – น้อง พี่ ที่รัก (วิทยา ทองอยู่ยง/ ไทย/ 2018) – 2.5/5

รู้สึกว่าหนังมันเป็นบล็อคๆไปหน่อย ทุกช๊อตทุกซีนมันถูกว่างแบบมาตรฐานเรียงกันเป็นชั้นๆสวยงามไปหน่อย เราเลยรู้สึกว่ามันแห้งๆ

แต่ข้อดีของมันคือเคมีของตัวละครที่พยุงหนังไว้ทั้งเรื่อง แม้เราจะยังรู้สึกว่ามันยังแบนๆไม่มีมิติอยู่บ้าง แต่นักแสดงมันชาร์มมิ่งมากจริงๆ

แล้วก็สนใจที่ตัวละครมันเป็นลูกครึ่งโตในต่างจังหวัด ที่เราไม่ค่อยได้เห็นในหนังซักเท่าไหร่ เสียดายที่หนังไม่ค่อยได้แตะจุดนี้มากนัก

ตัวละครโมจินี่จะแฟนตาซีไปไหนค่ะ ส่วนน้องเดียร์น่ารักจุง

06/06/18 – Deadpool 2 (David Leitch/ US/ 2018) – 2/5

จิกกัดอย่างกับหมานิสัยเสีย เอาจริงๆก็เพลินนะ แต่ก็ใช่ช่วงแรกๆแหละ หลังๆเริ่มเฝือ

แล้วมีอะไรอีกไหมหว่า อืมม ไม่มีละ เพราะมึงเล่นกัดอย่างเดียว ทั้งเรื่องมีอยู่มุมเดียว เป็นหมาที่ไม่มีพาร์ตความน่ารักเอาเสียเลย

 

 

10/06/18 – Prince of Persia: The Sands of Time (Mike Newell/ US/ 2010) – 1.5/5

ไม่ใช่แค่ไม่สนุก แต่มันแห้งแล้งขนาดที่ทรายในเรื่องยังดูมีชีวิตชีวากว่าเสียอีก

 

 

13/06/18 – Hereditary (Ari Aster/ US/ 2018) – 4/5

ผีนี่กูไม่กลัวเลย เด็กๆมาก……….แต่กูกลัว โทนี่ คอลเล็ตต์ โว้ยยยยย!!!

ปีนี้ได้ดูหนังสยองขวัญดีๆต่อกันเลยแฮะ เรื่องที่แล้วก็ Ghostland

คือหนังแม่งเดาอะไรไม่ได้เลยจริงๆ พอไม่รู้ก็ยิ่งอยากกระหายใคร่รู้ ซึ่งนั่นแหละ เข้าทางหนังเลย โดนมันจับไปหลอกให้หัวหด ทั้งในแง่ของตัวเรื่องและกับตัวของหนังเอง มันจงใจที่พร่าเลือนสาเหตุของเรื่องไว้ในระหว่างความป่วยไข้ของผู้เป็นแม่และความลึกลับทางไสยศาสตร์ เพื่อที่ทั้งสองจะได้ล้อกันอย่างสนุก ตบหัวคนดูไปมา ส่งมอบความฉิบหายและหลอกหลอนให้ถึงขีดสุด

เป็นอีกหนึ่งหนังผีรสใหม่ ไม่ซิ มันไม่ได้ใหม่เลยแต่คือการกลับไปหาหนังผียุคก่อนๆมากกว่า เหมาะกับคนเบื่อหนังผีสมัยนิยมแบบ Conjuring Universe

อนึ่ง คิดถึงหนังที่ชอบอีกเรื่องอย่าง Kill List (2011) ด้วย

15/06/18 – Scouts Guide to the Zombie Apocalypse (Christopher B. Landon/ US/ 2015) – 3/5

ดูนานแล้วจนลืมหนังไปหมดแล้ว จำได้แต่ความรู็สึกว่าหนังเหี้ยดี (คำชม)

และจะมีอะไรเหี้ยไปกว่าการสู้กับซอมบี้ด้วยการเต้นเพลงบริสนี่ สเปียร์!!!

 

 

24/06/18 – Jurassic World: Fallen Kingdom (J. A. Bayona/ US/ 2018) – 3/5

ไม่รู้ว่าเพราะเห็นคนด่าหนังมาเยอะหรือเปล่า ตอนดูจบก็เลยรู้สึกว่า ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่คะ 555

โอเคแหละว่าบางช่วงแม่งน่าเบื่อมาก โดยเฉพาะพวกซีนที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ทั้งหมด แล้วการที่หนังพยายามเอาพล๊อตจากหนังภาคสองในไตรภาคแรกมาเล่นซ้ำก็รู้สึกว่าไม่เวิร์ค (ไม่เหมือนภาคแรกที่ใช่วิธีเดียวกันแต่เราว่ามันเวิร์ค)

ชอบซีนบนเกาะที่เจอตัวคอยาวครั้งแรกและกับซีนคอยาวยืนสองขาตอนเกาะถล่ม (ซีนนี้แม่งดีจิง ใช้เรฟจากภาคปี 93 ได้สุดตรีน) แล้วก็ชอบไอเดียเอาไดโนเสาร์มาอยู่ร่วมกับมนุษย์ จนนี่รอดูภาคต่อเลยล่ะ 555

แต่จะดีมาก ถ้าภาคต่อไปมึงเลิกเดินตามรอยไตรภาคก่อนเสียที นี่มาสองเรื่องละนะ

25/06/18 – The Beguiled (Sofia Coppola/ US, France/ 2017) – 3/5

ทำไมอุเบกขาเยี่ยงนี้ อันนี้ไม่รู้จริงๆว่าเพราะไฟล์ที่ดูมันมีการตัดทอนหรือเปล่า? ด้วยบรรยากาศในหนังมันควรดูในโรงมากกว่าหรือเปล่า? คืองงว่าทำไมหนังมันห้วนจังเลย ขณะที่ตัวละครกำลังค่อยๆถลำลึกลงไป หนังกลับพลิกไปอีกด้านไปเลยแบบตั้งตัวไม่ทันแล้วก็ไหลไปจนจบเลยแบบงงๆ

คือถ้าเราได้เห็นจริตจะก้านของตัวละครแต่ละตัวมากกว่านี้ (โดยเฉพาะเหล่าตัวละครหญิงทุกคนในเรื่อง) เราคงจะชอบมากกว่านี้มากๆ

 

FILM I’VE SEEN IN MAY 2018

03/05/18 – A (Tatsuya Mori/ Japan/ 1998) – 4/5
05/05/18 – A2 (Tatsuya Mori/ Japan/ 2001) – 4/5

สารคดีตามถ่ายสมาชิกกลุ่มลัทธิโอมชินริเกียวหลังเกิดเหตุแก๊สซารินในสถานีรถไฟใต้ดินเมื่อปี 1995 โดยภาคแรกเน้นไปที่ตัวโฆษกของลัทธิ ส่วนภาคสองจะเป็นการตามไปถ่ายสมาชิกในหลายๆสำนักของโอมฯทั่วญี่ปุ่น

ความดีงามของสารคดีเรื่องนี้คือการที่เราได้พบว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ มีชั่วมีดีปะปะกันไปแม้มนุษย์เหล่านั้นจะอยู่จุดไหน ตำแหน่งใดก็ตาม ในการโดนตราหน้าว่าเป็นปีศาจร้ายของลัทธิโอม เรากลับได้เห็นความอ่อนแอ เปราะบางของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนอื่นๆเสียอีกทีดูท่าไม่ต่างจากปีศาจ (ซีนหนึ่งในภาคแรกคือการที่ตำรวจมาหาเรื่องแถมใส่ร้ายเหล่าสมาชิกโอมอย่างเกลียด หรือในภาคสองที่ผู้คนในชุมชมเลือกที่จะให้ยากูซ่ามาจัดการ)

แถมด้วยภาพความเลยเถิดของเหล่าบรรดานักข่าวที่เล่นข่าวกันอย่างสนุกในช่วงเวลาทองหลังเหตุการณ์ ในหนังทั้งสองเราจะเห็นนักข่าวเต็มไปหมดไม่ต่างจากกับแร้งจิกศพ

แต่ข้อเสียเดียวของหนังสำหรับเราก็คงเป็นความยาวของมัน (2ชม อับทั้งคู่) ที่ยาวแบบบางช่วงไมได้นำอะไรพาเท่าไหร่

ชอบสายตาของอารากิ โฆษกของโอมฯในภาคแรกผู้มีแววตาแบบเด็กน้อยแต่กลับดูเศร้าศร้อยเหลือเกิน และในภาคสองกับช่วงเวลาที่คนในหมู่บ้านมีค่อยๆมีความผูกผันกับสมาชิกโอมฯที่ย้ายเข้ามา

06/05/18 – Au Revoir Taipei (Arvin Chen/ Taiwan/ 2010) – 3.5/5

หนังมีความ “อะไรของเมิง” เต็มไปหมด แต่ก็นั้นแหละ หนักรักไต้หวันมักมีสิ่งวิเศษเสมอ

ในที่นี้คือเสน่ห์ ใช่ หนังรักไต้หวันมันมักมีเสน่ห์แบบที่หนักรักจากประเทศอื่นๆไม่มี นั้นคือเหตุผลที่ทำไมหนังพล๊อตเน่าๆหลายๆเรื่องคนถึงชอบกัน เรื่องนี้ก็ไม่เว้น

ไทเปในเรื่องนี่ทำให้อย่างไปเที่ยวอีกรอบเลยจริงๆ

10/05/18 – Ghostland (Pascal Laugier/ France, Canada/ 2018) – 4/5

โชคดีอีกแล้วที่ดูแบบไม่รู้อะไรเลย ซึ่งก็ได้เซอร์ไพร์สไปแบบเต็มๆ มันดีมากตรงที่มันสามารถฉีกวิธีการเล่าเรื่องของหนังจำพวกทริลเลอร์-สยองขวัญออกไปได้อีกทาง แถมยังยากที่จะคาดเดาตัวเรื่องได้ด้วย ทำให้มันสนุกมากและลุ้นมาก

แล้วพอหนังจบขึ้นเครดิตผู้กำกับก็ถึงบางอ้อ นี่มันเจ้าของเดียวกับ Martyrs (2008) หนังสุดขีดในทุกทางเรื่องนั้น รับรู้ได้ถึงลายเซ็นพี่แกจริงๆ

แต่ติดนิดเดียวสำหรับเรา มันไม่น่าจะจบแบบใจดีอย่างนี้เลย เราจินตนาการไปว่าถ้าวันจบแบบใจร้ายในอีกทาง หนังคงสุดและติดท๊อปของปีแน่นอน

12/05/18 – City of Ghosts (Matthew Heineman/ US/ 2017) – 4/5

อาจไม่รุนแรงเท่า Cartel Land แถมเป็นสิ่งที่เราได้รับรู้และได้ยินมาก่อนแล้ว แต่ก็นั่นแหละมันก็ยังทำให้เรา speakless อยู่ดี

การต่อสู้กับความวิปลาสเกินจินตนาการแบบนี้มันต้องใช้พลังกายพลังใจมากมายขนาดไหนเราถึงจะยังคงหายใจอยู่ได้

ดูจบแล้วหดหู่หม่นเศร้า

 

19/05/18 – The Chase (Hong-Seon Kim/ South Korea/ 2017) – 2.5/5

เสียดายไปนิดที่มันไม่กลับไปพูดเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนแก่และชนชั้นล่างในเกาหลีที่มันถูกปูพื้นไว้แต่ไมได้ถูกสานต่อ มุ่งไปบนเส้นทริลเลอร์การสืบสวนอย่างเดียว หนังมันเลยแห้งไปหน่อย

 

 

19/05/18 – Steel Rain (Woo-Seok Yang/ South Korea/ 2017) – 3.5/5

อีกหนึ่งหนังเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ-ใต้ โดยในเรื่องนี้เล่าว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นในเกาหลีเหนือเพื่อการก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่

หนังกลางดีจัง ยืนอยู่เส้นขนานระหว่างประเทศได้น่ารักน่าชัง เกาเหนือไม่ได้เห้หมด ส่วนเกาใต้ก็โง่เป็น

ชอบความสัมพันธ์ของสองตัวละครในเรื่องที่มาจากสองฝั่งและเป็นบุคคลที่ไม่ได้มีอำนาจมากมายอะไรแต่ต้องมาเคลียร์ปัญหาระดับชาติ

FILM I’VE SEEN IN APRIL 2018

04/04/18 – Ready Player One (Steven Spielberg/ US/ 2018) – 4/5

จะสนใจเนื้อเรื่องไปใย ในเมื่อหนังมันเซอร์วิสคนยุคเราได้แบบเต็มอิ่ม การแค่ได้เห็นอะไรต่างๆนาๆที่เราคิดถึงและเคยผ่าน ปอกรกับได้สัมผัสการโหนหาอดีตในความทรงจำดีๆแค่นี้ก็คุ้มมากๆแล้ว ยอมตั้งแต่เพลงประกอบแรกแล้วล่ะ ไม่นับทีเร็กซ์ The Shining ที่พอเห็นโรงแรมแล้วกูกรี๊ดลั่น แบตเทิ้ลสุดท้ายที่ถึงกับฟิน

เออ ค่อยทำให้หายคิดถึงหน่อย สปีลเบิร์ก

07/04/18 – A Quiet Place (John Krasinski/ US/ 2018) – 3/5

– ดูจากห้วงเวลาแล้ว นางเอกมีลูกที่เกิดในหนังหลังจากที่เสียลูกคนเล็กไปแล้วในต้นเรื่อง (คำนวนคร่าวๆคือประมาณสองเดือนหลังลูกคนเล็กตาย)ซึ่งมันกลับเป็นเรื่องหนักหัวเราพอประมาณว่าเหตุใดมึงยังมีความคิดที่จะมีลูกอีกคนในสถานการณ์เช่นนี้! ไม่รวมว่าตอนเอามึงเอากันเงียบขนาดไหน

– ตัดเรื่องหนักหัวไปก็พบว่าหนังทำเอาลุ้นเยี่ยวเล็ดได้ คนในโรงเงียบกริบ

– แน่นอน ไอเดียเรื่องความเงียบและเสียงพอเอามาแนบเคียงกับสังคมปิดปากของไทยแล้วมันสะใจไม่ใช่น้อยเลยจริงๆ

– ดังนั้นแล้วเราเลยชอบตัวละครน้องหูหนวกที่สุด เด็กที่ไม่รู้จักว่าเสียงเป็นอย่างไร แต่พอมีเสียงอยู่มือแล้วไซร้ สู้ตาย

– อย่างไรก็ตาม ให้ตายยังไงมึงก็ต้องมีปืนแหละ สัดเอ้ย!!!

08/04/18 – Coco (Lee Unkrich, Adrian Molina/ US/ 2017) – 3/5

แหะๆ พอมันมีเรื่องโลกหลังความตายและความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายแล้วไซร้ เราก็ถอยห่างจากหนังมาเรื่อยๆเลยอะ

หนังมันดีแหละ ตามสูตรพิกซ่าดี แต่เราไม่อินเท่าไหร่

 

 

12/04/18 – 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น (อารยะ สุริหาร/ ไทย/ 2016) – 3/5

ชอบช่วงแรกที่สุด ช่วงก่อนจะกลายเป็นสาว 20 กับตอนแรกเริ่มใช้ชีวิตใหม่ของนาง ชอบบุคลิกตัวละครต่างๆในช่วงนี้โดยเฉพาะเหล่าผู้สูงวัย สนุกและน่ารักดี

แต่ความชอบก็ค่อยๆเริ่มลดระดับลงเมื่อเริ่มเข้าเรื่องร้องเพลงเอยอะไรเอย แถมการคลี่คลายในท้ายเรื่องก็แลดูเหมือนหมดมุข ไม่รู้ว่าจะปิดจบยังไงเลยเว่ากันซื่อๆแบบนี้เลย

ใหม่น่ารักดี แต่ดูไปนานๆกลับเริ่มเบื่อไปตามเนื้อเรื่องอะ

ไม่เคยดูต้นฉบับของเกาหลี

12/04/18 – เพื่อนที่ระลึก (โสภณ ศักดาพิศิษฏ์/ ไทย/ 2017) – 2/5

น่าเบื่อจุง นี่หนังมันตั้งใจให้เราเอาใจช่วยผีมากกว่าอีตัวแม่ใช่ไหม ทำไรเราจึงรู้สึกลุ้นว่าเมื่อไหร่อีผีจะฆ่าอีแม่-ลูกคู่นี้ซักที แต่แล้วกลับพบว่าไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยอีผี เหอออ แถมมอบตอนจบที่แบบบบบบบ เอาจิงดิ

แล้วลำพังแค่เรื่องการล้างแค้นอย่างเดียวมันไม่เวิร์คเท่าไหร่อะ ประเด็นเรื่องพิษเศรษฐกิจ เรื่องตึกสาทรอะไรนี่แทบไม่มีบทบาทพิเศษอะไรเลย ไอ้คนเฉยๆกับหนังผีแบบเราเลยเบื่อมาก

แต่ก็ทำให้คิดถึงตอนไปปีนตึกนั่นที่ยังคงมีภาพหลอนเราอยู่บ่อยๆว่าตกลงมาจากตึก

12/04/17 – Tazza: The Hidden Card (Hyeong-Cheol Kang/ South Korea/ 2014) – 3/5

เพลินดี ชอบที่ตัวละครในเรื่องทั้งหมดแม่งเชื่อไม่ได้เลยซักคน บทมันเลยเปิดให้ใส่เรื่อกหลอกลวง ต้มตุ่นได้ไม่จำกัน คือดูแบบยอมให้มึงเล่าไปเรื่อยๆเลยจนจบ

แต่ดูจบแล้วก็แล้วกันไป ไม่มีอะไรติดใจนัก ยกเว้นซีน “แก้ผ้าเงินล้าน”

 

13/04/18 – Rampage (Brad Peyton/ US/ 2018) – 1/5

อย่างที่หนังบอกไว้

“คนโง่มักมารวมตัวกัน”

ในที่นี้คือมนุษย์ทุกตัวที่ไม่ใช่อีสามตัวละครหลักอะนะ โอโห ทำไม่โง่กันได้ขนาดนี้ โง่ที่ช่วยขัดอีสามตัวละครให้สว่างขึ้นมาเลย แถมฉลาดแบบครบองค์ มันสมองหนึ่ง พละกำลังหนึ่งและอำนาจอีกหนึ่ง

หนังตรงแด่วตามสูตรเลย ซึ่งถ้าฉายในทศวรรศที่แล้วน่าจะเหมาะกว่านะ

14/04/18 – This Is Not a Film (Jafar Panahi, Mojtaba Mirtahmasb/ Iran/ 2011) – 5/5

จาฟา ปานาฮี คนทำหนังอิหร่านผู้ถูกทางการขังไว้ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน ไม่ให้ออกนอกประเทศ ไม่ให้สัมภาษณ์กับใครทั้งนั้น รวมไปถึงไม่ให้ทำหนังเนื่องจากข้อหาการสร้างโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านรัฐ เขาฉุกคิดไอเดียเรื่องการทำไดอารี่หนังขึ้นมา และนี่คือไดอารี่ของเขาที่เล่าในวันขึ้นปีใหม่ของชาวอิหร่านที่มีเขาอยู่บ้านคนเดียวพร้อมกับกิ่งก่าอีกัวน่า

ทั้งเศร้าและทรงพลัง ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งความคิดสร้างสรรค์ของนักทำหนังคนหนึ่งที่มีต่อการเล่าเรื่องได้จริงๆ จากความตั้งใจแรกที่จะแค่เล่าไอเดียของหนังเรื่องใหม่ที่อยากทำ กลับกลายเป็นภาพบันทึกของการต่อต้านรัฐรูปแบบหนึ่ง

ชอบช่วงท้ายมากๆ เรารู้สึกรับรู้ได้ถึงความเหงาของปานาฮี พอๆกับเห็นภาพสังคมอิหร่านผ่านนักศึกษาปริญญาเอกเก็บขยะ

หนังเรื่องนี้ถูกแอบส่งออกมานอกประเทศด้วยการซ่อนไว้ในเค้ก

ปล. ชอบสาวที่อยากฝากหมาไว้กับคนอื่นเพื่อจะออกไปเฉลิมฉลองนอกบ้านมากๆ รู้สึกเป็นภาพสะท้อนของปานาฮีในแบบตลกร้าย (ออกจากบ้านไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง)

14/04/18 – Spectre (Sam Mendes/ US/ 2015) – 1/5

หนังบอนด์ยุคเครกนี่มันสลับดี-แย่ได้คงเส้นคงว่าดีจริงๆ Casino ดี, Quantum แย่มาก, Skyfall ดีมาก มาถึงเรื่องนี้ก็กลับไปแย่อีกแล้ว

ก็รู้แหละว่าขนบหนังชุดนี้มันต้องโอลด์สคูล แต่การปรับแต่งโครงสร้างจากภาคก่อนมาตั้งเยอะแล้ว(จนลงตัวมากๆแล้วที่ Skyfall) เหตุไฉนอยากกลับไปโบราณแบบเก่าอีกอะ ไม่เข้าใจ

ถึงจะเดโมเครซี แต่ถ้ามันคร่ำครึกูก็ไม่เอานะคะ

โถถัง คริสตอฟ วอลล์ กลับมาทำไมตอนครึ่งหลัง ชั้นลืมเธอไปหมดแล้ววววว

15/04/18 – Love Machine (Pavel Ruminov / Russia/ 2016) – 2/5

ดูจบรวมเครดิตก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องราวของตัวผู้กำกับเอง เรื่องรักระหว่างเขากับแฟนเก่าที่ตัดกันไม่ขาด

หนังทำเก๋ด้วยการทำตัวเป็นการฉายหนังโป๊ในยุคก่อน กล่าวคือมีตัวอย่างหนังอาร์เก่าๆมาก่อนเข้าหนังจริง มี intermission เก่าๆเก๋ๆ ส่วนตัวหนังก็พยายามทำเก่าด้วยการใช้ภาพอิ่มสีสดๆเข้าไว้เหมือนหลังโป๊ยุค 70-80 แถมในตัวเรื่องก็อ้างอิงสิ่งต่างเกี่ยวกับหนังที่เหล่าเซเนไฟล์รู้จักกันดี มีกัดหนังตัวเองบ้างให้ดูมีอะไร เช่น “ก็พวกนายทุนไม่ให้เงินกูทำหนังใหญ่ๆนี่ กูเลยทำหนังแบบนี้ แล้วทำไมกูจะถ่ายภาพควยตัวเองกำลังถูกชักไม่ได้ล่ะ”

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ไม่ได้แปลว่าเราชอบ ผลคือเรารำคาญตัวหนังมาก พ่นพล่ามอะไรไปเรื่อย กูไม่ได้อยากรู้ชีวิตมึงขนาดนั้น ส่วนการทำเก๋ก็ดูเก๊ซะเหลือเกิน

ดูหนังได้ที่นี่: https://vimeo.com/180881317

** คำเตือน จู๋ จิ๋ม มาเต็ม ไม่เหมาะกับการเปิดดูในที่สาธารณะนะจ๊ะ

15/04/18 – Let’s Go, JETS (Hayato Kawai/ Japan/ 2017) – 1/5

มาเบอร์นี้ รอยยิ้มพิฆาตของซึสึก็ช่วยอะไรไม่ได้นะค่ะ ตามสูตรไม่ว่าแต่นี่เล่นเน่าจนขมคอ

ส่วนตัวชอบซีนเต้นฮิปฮอปสามคนบนถนนนะ ห๊ะ! อะไรนะ มันเสร่อหรือ ใช่ๆ มันเสร่อ แต่ก็เป็นแค่หนึ่งในความเสร่อทั้งหลายก่ายกองของมันอะ

 

15/04/18 – The Villainess (Jeong Byeong-Gil/ South Korea/ 2017) – 4/5

ชอบ มันส์เลือดสาดเต็มจอ หนังนักฆ่าล้างแค้นที่แม้ไม่ได้ใหม่ในประเด็น แต่ซีนแอ็คชั่นนี่ถึงขิง

บทดราม่าก็ถือว่าดี ชีวิตนักฆ่าที่ต้องโดดเดี่ยว แถมเป็นนักฆ่าหญิงในโลกของผู้ชาย

แต่ส่วนที่ดีที่สุดคือนางเอก โอโห ถึงจะเป็นหนังแอ็คชั่น แต่เธอก็ดราม่าได้แบบเอาตายไปอีกแบบ

เป็นหนังแอ็คชั่นแบบถึงเนื้อ มีดราม่าแบบถึงใจ

17/04/18 – อำแดงเหมือนกับนายริด (เชิด ทรงศรี/ ไทย/ 1994) – 3.5/5

อ้าว ไหงทำไมตัดจบคลี่คลายแบบดื้อๆงี้เลยอะ กำลังจะพีคเลย เสียใจๆๆๆๆ

หนังพูดถึงยุคสมัยที่ผู้หญิงมีค่าประหนึ่งสิ่งของสำหรับพ่อ-แม่ ที่สามารถขายให้ใครก็ได้ ทีนี้นางเหมือนคือหญิงขบถที่ต้องการเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง เรื่องหลักก็คือการการเรียกร้องของเธอ ส่วนเรื่องรองคือความรักระหว่างเธอกับนายริดที่เคยช่วยเหลือเธอจากการจมน้ำเมื่อเขายังครองผ้าเหลืองเป็นพระอยู่

ลำพังเรื่องการเรียกร้องสิทธิ์ในสังคมและกฏหมายของผู้ชายก็สุดแล้ว ภาพของพระที่มีความลุ่มหลงแบบปุถุชนนี่ก็ดี

จะเสียดายก็ตอนจบนี่แหละ เมื่อเหมือนไปขอกีฏากับกษัตริย์ที่มันย้อยแย้งกับความเชื่อของตัวเธอเอง(แต่ก็เข้าใจไดัตามบริบทยุคสมัย) ซึ่งแม้เธอจะถูกขังอีกครั้งแต่หนังดันตัดจบคลี่คลายเรื่องแบบดื้อๆซื่อๆเลยว่าทางกษัตริย์เปลี่ยนกฏหมายใหม่และให้นางเหมือนเป็นอิศระ คือเหมือนหนังมันไม่กล้าไปแตะเรื่องของเบื้องสูงอะ ทั้งที่จริงๆแล้วอาจคือตำแหน่งสูงสุดของอำนาจแห่งความไม่เท่าเทียมเลยด้วยซ้ำ

เลยกลายเป็นว่ามันขัดแข้งขัดขาตัวเองซะงั้นและแทบจะขัดอำนาจอันไม่เท่าเทียมนั้นให้เงางามขึ้นมาอีก

จริงๆก็เข้าใจได้แหละเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยน แต่เราดูตอนนี้แล้วขัดใจมาก

18/04/18 – Bennetty (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2018) – 4/5

หนังมันก็ทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่อย่างที่มันทำได้แหละ มีความ Young@Heart (2008) หนังสารคดีอีกเรื่องที่เราก็รัก

แต่แม้ไม่ได้มีอะไรใหม่และเราก็รู้อยู่แล้วแหละว่าจะได้เจอกับอะไรบ้างกับการฟอร์มวงดนตรีผู้สูงวัยแบบนี้ แต่ก็นั้นแหละ หนังแบบนี้มักทำให้ใจเราอุ่นขึ้น รู้สึกว่า เออ แก่ตัวลงเราก็คงไม่ได้แย่มากนัก

ที่ชอบที่สุดคือช่วงที่ลุงๆพูดเรื่องความตายแบบยิ้มแย้ม เข้าใจและยอมรับมัน เออ อันนี้น้ำตาเอ่อ

28/04/18 – วานรคู่ฟัด (นนทกร ทวีสุข/ ไทย/ 2016) – 3/5

 

แม้จะมีอะไรขัดอกขัดใจอยู่บ้าง อาทิความเถรตรงของตัวร้ายและแบล็อคกราวด์ของเขา การตัดต่อที่บางซีนก็ดูงงว่าอันไหนอดีตอันไหนปัจจุบัน อันไหนเพ้อพกอันไหนระลึกถึง บทพากษ์ซ้อนแบบพันธมิตรแย่ๆ หรือกับหน้าตาพระเอกที่เราเห็นแล้วขำทุกที (อันนี้ขออภัยจริงๆ มันอดไม่ได้จริงๆไม่รู้ทำไม)

แต่โดยรวมแล้วหนังโอเคใช้ได้เลย แม้บทจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ก็ไม่ได้แย่จนรับไมได้ ซึ่งมันดีตรงที่มันเล่าเรื่องของคนพื้นที่ ปัญหาของคนพื้นที่ๆไม่ได้ใหญ่โตอะไร วิถีท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจท้องถิ่นและเหล่าคนบ้านๆเล็กๆที่ต้องเอาตัวให้รอดไปวันๆ

ชอบไอเดียการนำวานรของทั้งโขนไทยและงิ้วจีนมาเป็นกิมมิคเรื่องมวยเพื่อใช้ในการต่อสู้ คิวโชว์ คิวบู๊ก็ดูสนุก ใหม่และสร้างสรรค์ดี (อีเรื่องให้ใช้หัวนี่ถ้าอยู่ในหนังแบบอื่นเราคงเกลียด 555)

น้องนางเอกคือใคร? มีผลงานอะไรอีกไหม? อยากติดตาม

29/04/18 – Avengers: Infinity War (Anthony Russo, Joe Russo/ US/ 2018) – 3.5/5

ดูเพลินแบบรู้ตัวอีกทีหนังก็จบแล้ว ทั้งๆที่หนังมันยาวใช้ได้ อันนี้บ่งบอกได้เลยว่าเราสนุกกับหนังเอามากๆ ชอบพอๆกันภาคแรกเลย (เกลียดภาคสอง)

แฟนจักรวาลนี้คงกรี๊ดลั่นแหละ ตัวละครแต่ละตัวเปิดตัวแบบให้ได้กรี๊ดกัน มีแบ่งกลุ่มได้อย่างลงตัวทั้งคนดำหรือเรื่องพลังหญิง แถมเก่งมากที่เกลี่ยแต่ละตัวละครให้มีบทได้พอๆกัน

ส่วนที่ชอบสุดคงเหมือนหลายๆคนคือการที่มันเน้นความสำคัญไปที่ตัวละครธานอสเป็นหลัก เพราะเหล่าฮีโร่นั้นคนดูรู้จักกันดีอยู่แล้ว กลายเป็นตัวร้ายที่มีมิติมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ก็ทำให้หนังมันสนุกขึ้นและดีกว่าการได้ดูแต่ซีนแอ็คชั่น เป็นหนังฮีโร่ที่ตัวร้ายเด่นจนคนดูอยากเอาใจช่วย

ยังคงมีกลิ่นอเมริกันฮีโร่ซ้ายๆ ที่คราวนี้ตัวร้ายเป็นพวกขวาๆตามยุคสมัย นี่อยากดูภาคต่อไวๆ อยากรู้ว่าจะคลี่คลายลงเอยแบบไหน ซ้ายปราบขวาแบบเซ็งๆ หรือขวาพิฆาตแล้วปรับสมดุลโลกไปอีกแบบ

ถึงจะชอบจักรวาลนี้หรือไม่ก็ตาม มันก็น่าชมเชยไม่ใช่น้อยที่ใน10ปีของหนังชุดนี้มันวางรากฐานจนแข็งแรงได้มากๆขนาดนี้

หักคะแนนการทำให้ฮัคก์กลายเป็นตัวตลก อีสัด มันใช่เรื่องไหม? (ด่าไปถึงอีก Ragnarok ด้วย)

FILM I’VE SEEN IN MARCH 2018

06/02/18 – Mixed Doubles (Junichi Ishikawa, Japan, 2017) – 4/5

[ดูบนเครื่องแบบไม่ลังเลเลย]

คลิเช่โครตพ่อโคตรตแม่มแบบวัวตายควายล้ม แถมบิวส์หนักหน่วงเอาตายตามสูตรหนังกีฬาจากแดนอุทิศอุทัย

แต่!

สำหรับเรา อะไรมันจะดีไปกว่าการได้เห็นคนรักจากสองยุคมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันล่ะ กล่าวคือ Ryoko Hirosue ของยุคก่อนกับ Yui Aragaki ของยุคนี้ แถมยังแสดงเป็นเพื่อนกันด้วยนะเออ (ไม่ใช่แม่-ลูก) ยังๆไม่พอ มันยังมีคนรักตลอดกาลอย่าง Yu Aoi มาร่วมแจมในบทกวนๆอันน่าจดจำอีกตะหาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

มันเลยกลายเป็นหนัง Guilty Pleasure ที่แบบรักมาก รักมากกกกกกกกกก

08/02/18 – Black Panther (Ryan Coogler/ US/ 2018) – 1.5/5

555 ขอโทษคนที่ชอบหนังไว้ก่อนเลย

คือขำ ขำมาก ขำแบบไม่ไหวแล้ว นี่มึงทำหนังตลกกันอยู่ใช้ไหม ช่วงเวลาก่อนที่ไมเคิล บี จอร์แดนจะโผล่มานั้นคือส่วนของหนังตลกที่แบบ ตลกสัดๆ

ส่วนที่ดีที่สุดหนีไม่พ้นการมาถึงของ ไมเคิล บี จอร์แดน ที่ทำให้กูสนใจหนังขึ้นมาบ้าง กูรักตัวละครตัวนี้ เราไม่ควรมีไอ้ระบบโมนาคี่ก็เพราะแบบนี้แหละเพราะแม่งแพ้แล้วไม่รู้จักแพ้ กูเลยเกลียดมากที่หนังให้ผลสรุปออกมาแบบนี้ สาปแช่งให้วากันด้าล่มจม

ส่วนประเด็นการเมืองในหนังนี่ คัมออนนนน! (ออกสำเนียงน้องหนูมูนี่จาก The Florida Project) มันตลกแบบรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องมีอะ ทรัมป์มันเหี้ยจริงๆ

แต่ก็เข้าใจนะว่าทำไมคนชื่นชมกันและคนผิวสีชอบกันมาก หนังเซอร์วิสซะขนาดนั้น

ปล. ตลกดีที่ด่าคนใช้ปืนว่าพรีมีทีฟ แต่เฮ้ย พวกมึงยังสืบทอดอำนาจด้วยสายเลือดกับความนรุนแรงกันเองอยู่เลย

10/02/18 – Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (Martin McDonagh/ US/ 2017) – 3.5/5

ตอนดูจบแรกๆแบบเดินออกจากโรงนี่ชอบหนังมากเลยนะ ถึงขนาดหงุดหงิดที่อีออสการ์ให้รางวัลกับ The Shape of Water เพราะเรารู้สึกว่าหนังมันสมบูรณ์ดีจังเลย บทก็ดีมาก นักแสดงก็ดีมาก แถมประเด็นมันก็เข้าทางเรามากๆด้วยที่ว่ามนุษย์แม่งไม่มีใครเหี้ยสุด-ดีสุด

ชอบความแข็งแรงของบทหนังที่สามารถปิดทุกช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้หมดเลย อะไรที่ทิ้งๆไว้กลางทางก็มาตามเคลียร์ได้หมดและทำให้มนุษย์ในเรื่องมันเป็นมนุษย์จริงๆ มีชั่วมีดีปะปนกัน ในความคิด-การกระทำมีทั้งคนรักและชัง แถมยังสะท้อนภาพอเมริกาได้แบบทันยุคสมัย

แต่พอเวลาผ่านไป ค่อยๆตกผลึกหนังไปก็พบว่าหนังมันก็มีส่วนที่ไม่ค่อยน่าเชื่ออยู่เหมือนกัน นั่นคือเหล่าจดหมายของคนตายที่ถูกส่งต่อให้กับตัวละคร ความไม่น่าเชื่อสำหรับเราไม่ใช่ตัวจดหมาย แต่คือการเปลี่ยนเอกลักษณ์ตัวละครไปแบบหน้ามือ-หลังมือหลังได้อ่านจดหมายแล้ว มันดูง่ายไปหน่อย ซึ่งทำให้เราไม่ค่อยชอบตัวละครของแซม ร็อคเวล เท่าใดนัก (ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายถึงการแสดงของเขา)

อย่างไรก็ตาม การจบของหนังทำให้เรายอมกับหนังอยู่ดี จบแบบปลายเปิดที่เราก็เดาทางต่อไปเองไมได้

กราบตีนฟรานเชซ และถูกต้องแล้วที่เธอได้ออสการ์ไป (อย่างไรก็ตาม นักแสดงอื่นๆก็ถือว่าดีงามหมดทุกตัว)

11/02/18 – ไทบ้านเดอะซีรีส์ (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2017) – 4/5

เสียใจมากที่ไม่ได้ดูในโรงกับคนเยอะๆ เชื่อว่าคงจะสนุกว่านี้หลายเท่าตัว

ในพล๊อตหนังที่ไม่มีอะไรซับซ้อน เรื่องรักๆของไทบ้าน แต่ความเด็ดขาดนั้นจัดว่าสุด จัดหวะของหนังเด็ดขาดมาก มุกมาถูกเวลา เดินเรื่องแบบค่อยๆเว่า บทซึ้งก็เอาอยู่หมัด และแน่นอนกับตัวละครและนักแสดงที่เข้าไปนั่งในใจคนดูได้แบบสบายๆ

เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ทำมาเพื่อให้คนรักจริงๆ มันน่ารักมากพอๆกับที่มันจริงใจกับทั้งคนดูและคนทำเองที่รู้ว่าอยากจะเล่าอะไรให้คนได้ดู แล้วก็พอกันเสียทีกับภาพชาวบ้านต่างจังหวัดซื่อๆโง่ๆล้าหลัง ภาพการมิกซ์อับระหว่างการทำนา จับจิ้งหรีด กับการดูหนังมัลติเพล็กซ์ การสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดียนี่จัดว่าสุดและดีมาก

สัปดาห์นี้จัดภาค 2.1 ในโรงแน่นอน

อนึ่ง ชอบลองเทคหมอปลาวาฬสุดๆ

14/03/18 ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2 Part 1 (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2018) – 4/5

ด้วยความที่หนังมันเล่าเรื่องแบบนี้และตัดจบไปแบบนี้อันเป็นเหตุผลที่มันเป็นพาร์ตแรกของภาค 2 เราจึงจะยังไม่ว่าถึงประเด็นใดๆของหนังมากนัก (ขอดูพาร์ตจบก่อนดีกว่า)

แต่ที่อยากชมก่อนเลยคือความกล้าหาญกับเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่อง เปลี่ยนประเด็นจากภาคแรกไปเลยแถมทำตัวจริงจังมากขึ้น จากภาคแรกที่หนังเน้นไปที่เรื่องราวความรักสลับกับความตลกอันเป็นเอกลักษณ์ ภาคนี้มันใช้การเล่าด้วยหลายเส้นเรื่อง ในหลายตัวละครไปพร้อมๆกัน ซึ่งเราคนดูก็ยังสนุกกับมันอยู่ได้ดี

อีกอย่างที่อยากบอกคือ เราตื่นเต้นกับจักรวาลไทบ้านนี้มากๆ เพราะทุกอย่างมันถูกวางแผนและคิดไว้ก่อนแล้วจริงๆ ทุกตัวละครสำคัญและมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง แม้กระทั้งตัวสถานที่ในหนังยังน่าจดจำเลย

มี 2 เส้นเรื่องที่เราตื่นเต้นที่จะติดตามต่อคือ เรื่องของเฮิร์ปผัวฝรั่ง กับ ป๋อง สโตร์ผัก

14/02/18 – Red Sparrow (Francis Lawrence/ US/ 2018) – 2/5

โถวววว เจน ฬอ ที่รัก ก็รู้นะว่าสนิทกับผู้กำกับ แต่ถ้ามันจะ miscast ขนาดนี้ก็ปฏิเสธไปก็ได้นะ

ชาตินิยมรัชเซียแต่พูดอังกฤษกันทั้งเรื่อง จนบางทีกูก็งงว่าตกลงใครรัชเชี่ยน ใครอเมริกันว่ะ แล้วพอบทจะพูดรัชเซียก็พูดได้ขึ้นมาเฉยๆ (คือตอนที่มีคนอเมริกันอยู่ร่วมด้วย) แต่ตอนมึงอยู่กันเองมึงดันพูดอังกฤษ ห๊วยยยย

แต่ที่ตลกที่สุด ***สปอร์ย*** คือการเอา เจเรมี่ ไอออน (คนอังกฤษ) มาเล่นเป็นคนรัชเซีย แล้วเป็นสายให้อเมริกันอีกที สัด งงในงง

ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทำเป็นเรื่องสายลับอเมริกันไปเลย จะรัชเซียทำไม??? คือจะว่าอเมริกาไม่ชาตินิยมขนาดนั้น? อเมริกันไม่เหี้ยไร้มนุษย์ธรรมแบบขายญาติเพื่อชาติ? หรือว่าทนไม่ได้ที่คนของชาติมันจะกลับมาแว้งกัดประเทศตัวเอง?

แถมเรื่องก็เช๊ยเชย แถมยังนืดเนือย ยืดยาด ยาวอีก เฮ้อออ

เสียใจ ที่รักเปลืองตัวแบบไม่คุ้มค่าเลย

17/03/18 – Baywatch (Seth Gordon/ US/ 2017) – 2/5

ดูด้วยโหมดถอดสมองออกมาวางไว้ข้างตัว พบว่าก็เพลิดเพลินดี

หนังเคารพสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้แบบทุกระเบียบนิ้ว ไม่ต้องห่วง เดาได้หมด ที่ดูก็ดูความห่าม ความโสมม พร้อมด้วยนมและท้องลีนๆ

เห็นเครดิตตอนเริ่มหนังว่าคนออกทุกเป็นบริษัททำหนังจากจีนเกือบทั้งนั้น เราก็เลยได้เห็นตัวละครจีนคนดี ไม่ระโมบแถมโดนกลั่นแกล้งน่าเห็นใจ ให้ตัวร้ายเป็นลูกครึ่งอินเดีย ส่วนฮีโร่ก็อเมริกันไง เฮ้!

น้องดาแดริโอ ไม่ค่อยปล่อยของเลย แอบเซ็ง ส่วนอีแซ็ค! อีสัด มึงจะหุ่นดีไปไหม!

18/03/18 – Sing (Garth Jennings, Christophe Lourdelet/ US/ 2016) – 1.5/5

ปัญหาแรกคือรู้สึกว่าหนังมันแอบโกง มันเล่าเรื่องด้วยหลักสามองค์แต่การเชื่อมต่อระหว่างแต่ละองค์มันไม่เนียนเอาเสียเลย ดูแล้วมันขัดอารมณ์และเชื่อไม่ลง ทำให้ทุกอย่างดูง่ายง่อยไปเสียหมด

ปัญหาถัดมาคือรู้สึกเกลียดอีมูนเจ้าของโรงมหสพมาก เกลียดวิธีการจัดการของมัน แล้วการที่มันให้เรื่องออกมาแบบแฮปปี้แอนดิ้ง เลยทำให้เรายิ่งเกลียด

ชอบอีหนูที่ก๊อปคาแรคเตอร์และชีวิตของ แฟรงก์ ซินาตรา มา

21/03/18 – ฉันเยาว์? ฉันเขลา? ฉันทึ่ง! (ธัญสก พันสิทธิวรกุล/ ไทย/ 2017) – 4/5

เป็นทอล์คกิ้งเฮดแบบเพียวๆที่เรารู้สึกสนุกและอยากติดตามไปจนจบ อาจเพราะประเด็นมันน่าสนใจมาก นักเรียนหนังกับการศึกษาไทยที่มันสะท้อนภาพไปถึงเรื่องอำนาจของรัฐและการปกครอง

แล้วตัวแบล็คกราวด์ของตัวซับเจกค์ก็น่าสนใจที่ทั้งสองคนมีพื้นเพต่างกัน ต่างถิ่น แต่กลับมีแง่มุมความคิดคล้ายๆกัน ทั้งแง่มุมทางศิลปะและข้อกังขาของการเรียนหนังในไทย

พีคกับคำถามสุดท้ายที่ว่า “หากเรามีอำนาจ เราจะแก้ไขอะไร” ที่ซึ่งในนั้นกลับตระหนักแกมสงสัยว่า ฤ จริงๆแล้วปัญหาคือตัวเขาเอง? มันน่าเศร้ามาก

แต่ที่พีคกว่าคือการที่มีตัวเหี้ยเดินผ่านลงน้ำในแบล็คกราวด์ในช่วงหนึ่ง จนอดตีความไม่ได้ 555

25/03/18 – The Cloverfield Paradox (Julius Onah/ US/ 2018) – 1/5

อืมมมม ทำไมมันธรรมดาค่อนไปทางน่าเบื่อได้ขนาดนี้หนอ เหมือนหนังมันมีประโยชน์เพียงแค่ขยายความต่างๆในภาคแรกเพื่อที่จะไปเล่าเรื่องต่อในภาคใหม่ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลยจริงๆ

ส่วนเส้นเรื่องของตัวละครหลักที่ใส่เข้ามานี่ก็ยี้ย้ามาก เลี่ยนสุดๆ ส่วนอีเรื่องโลกคู่ขนานนั้นก็ดูเป็นอะไรที่เล่นเอาง่ายๆเข้าว่า แบบบอกให้คนดูฟังเลยไม่ต้องคิดเยอะ

แล้วทำไม จางซื่อยี่ ต้องพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเพียงคนเดียว? ทั้งๆที่มันมากันตั้งหลายชาติ????

ดูแล้วคิดถึงหนังปีที่แล้วอย่าง Life (2017) ที่สนุกว่าเยอะ

FILM I’VE SEEN IN FEBRUARY 2018

08/02/16 – Operation Mekong (Dante Lam/ China, HK/ 2016) – 2/5

ดูนานแล้ว ลืมเขียน

ก็สนุกเพลินๆดีกับการดูจีนที่อยากจะเป็นฮีโร่ของภูมิภาคเอเชีย (ก่อนที่เห็นว่าจะทำตัวใหญ่ระดับโลกใน Wolf Warrior 2)

 

 

14/02/18 – Devilman Crybaby (Yuasa Masaaki/ Japan/ 2018/ 10EP Anime) – 5/5

อือหือ ดูกันเถอะ ดีจริงสมคำล่ำลือ

จำได้ว่าไม่ได้ชอบ Mind Game มากนัก แต่เรื่องนี้ยอม ดีงามทุกองคาพยบ ไม่มีการพินอบพิเนา อะลุ่มอล่วยใดๆทั้งสิ้น รุนแรงเต็มขั้น ไม่มีควาออมชอมอะไรทั้งนั้น ซึ่งมันทำให้หนังมันไปสุดทางจริงๆโดยเฉพาะอีพีท้ายๆ

เอาจริงๆประเด็นมันก็ไม่ได้ใหม่นะ แต่มันเข้ากั๊นเข้ากันกับโลกในตอนนี้ที่พร้อมเพรียงกันหันขวา ไร้ซึ่งความเชื่อใจในกันซึ่งกันและกัน

21/02/18 – มะลิลา (อนุชา บุญยวรรธนะ/ ไทย/ 2018) – 5/5

น้ำตาปริ่ม ดีจังเลย หนังเข้าทางเราทุกอย่าง ความรัก มะเร็ง ความตาย การเริ่มต้นใหม่ รวมถึงการเป็นพระ มัน relate ชีวิตเราได้หมดเลย ซีนทำบายศรีให้เชนเริ่มต้นชีวิตใหม่นี่น้ำตาไหลเลย คิดถึงตอนเสียแม่ใหม่ๆ ส่วนการเล่าเรื่องการเป็นมะเร็งของพิชก็ทำให้เราคิดถึงพ่อ

แล้วก็ชอบการแบ่งหนังเป็นสองพาร์ตด้วย แน่นอนอดคิดไปถึงหนังมาสเตอร์พีสอย่าง “สัตว์ประหลาด” ของพี่เจ้ยไม่ได้ที่คล้ายกันทั้งเรื่องการแบ่งพาร์ตโดยพาร์คแรกเป็นเรื่องรักแล้วพาร์ตหลังก็เข้าป่า แต่ที่เราชอบมากๆคือ พอตัวเอกมันต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกรอบ แต่ไม่มีสิ่งเรียกขวัญ เรียกวิญญาณกลับมาได้อีกแล้ว มันเลยต้องเรียนรู้การเรียกขวัญให้ตัวเองด้วยการเป็นพระ รับรู้สิ่งรอบตัวและการกระทำของตัวเองอยู่ทุกขณะ แล้วพอมันเรียกขวัญกลับมาได้แล้ว รับรู้ได้แล้ว การเปลือยกายแช่น้ำจึงไม่ต่างจากบายศรีที่มันจะสมบูรณ์พร้อมก็ต่อเมื่อนำไปลอยน้ำ

เป็นหนังที่พูดเรื่องความรักบนความเชื่อทางศาสนา, พูดถึงความอ่อนแอและเปราะบางของมนุษย์ได้วิเศษและงดงามจริงๆ

หลงมนต์ทุกความตายที่เกิดขึ้นในหนังมากๆ แง่หนึ่งมันดูโหดร้ายแต่แง่หนึ่งมันก็เป็นตลกร้ายของชีวิตธรรมดาสามัญของผู้คนที่ขึ้นอยู่และดับไปเป็นสรณะ

เวียร์ดีงามมาก แต่เราชอบโอ อนุชิตมากกว่า ชอบที่พี่มดเอ็กซ์ว่า โอในเรื่องนี้ทำให้คิดถึง เลสลี่ จาง

ติดท๊อปแน่ และอยากดูอีกรอบ

23/02/18 – Loveless (Andrey Zvyagintsev/ Russia/ 2017) – 4/5

ชอบ Leviathan (2014) หนังเรื่องก่อนของ ผกก ท่านนี้มาก (ส่วนอีกเรื่องที่ได้ดูคือ The Return (2003) แต่เสียใจที่จำอะไรไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าก็ชอบอยู่ประมาณนึง)

มาเรื่องนี้ตอนดูจบใหม่ๆไม่ได้กลับไม่ได้รู้สึกชอบมาก คือมันรับรู้ได้ถึงความเลือดเย็นแหละ แต่เหมือนมันยังไปไม่สุด ทั้งตัวเรื่องพูดถึงครอบครัวที่กำลังจะแตกแล้วกลายเป็นว่าตัวลูกคือปัญหาหนึ่งที่ต้องการจัดการด้วยการเกี่ยงกับรับผิดชอบ แล้ววันนึงเด็กมันหายตัวไป เมื่อนั้นความฉิบหายจึงบังเกิด ทั้งหมดเกิดขึ้นในสถานที่ๆเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ

แต่พอเวลาผ่านไป คิดถึงหนังไป คิดถึงชีวิตของตัวละครหลังหนังจบไปก็พบว่ากลับมาชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เออ ทำไปทำมากลับมารู้สึกว่าแม่งเลือดเย็นแบบโหดร้ายเลยว่ะ

24/02/18 – The Shape of Water (Guillermo del Toro/ US) – 3.5/5

– เราไม่มีปัญหากับหนังเลยแหะ เพลิดเพลินมาก คือพอมันทรีดตัวเองว่าเป็นเทพนิยายเราเลยโอเคกับมันหมดเลย

– ชอบช่วงเวลาในหนังมากๆที่เป็นช่วงสงครามเย็น แม้ประเด็นยุบยับอื่นๆทั้งเรื่องเกย์ การเหยียด คนชายขอบอะไรนั้นจะแสนน่าเบ้ปาก แต่เราก็ยังชอบในความเป็นเทพนิยายฟุ้งๆของมันอยู

– ชอบฮอคกิ้งมากและชอบซีนขาวดำซีนนั้น

– แต่ก็นั้นแหละ พอดูจบแล้วก็จบกันไป

24/02/18 – Lady Bird (Greta Gerwig/ US/ 2017) – 3.5/5

– เหมือนเห็นหน้าเกรวิคตลอดเวลาไม่รู้ทำไม คิดถึงนางในภาพลักษณ์ในหนังเรื่อง 20th Century Women ในหนังเรื่องนึ้ตลอด

– แล้วก็รู้สึกตลอดว่าหนังมันส่วนตัวจริงๆ ก็เลยเกิดคำถามว่าถ้านางยังทำหนังต่อไปมันจะออกมาเป็นยังไงนะ

– โดยรวมหนังก็น่ารัก อบอุ่นดี และแน่นอนความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชังของแม่ลูกนั่นดีมาก

– แต่รู้สึกว่าช่วงท้ายมันรวบรัดตัดความไปหน่อย เสียดายๆ

25/02/18 – Youth (Feng-Xiaogang/ China/ 2017) – 4/5

แหมมมม ไอ้เราก็นึกว่ามันจะพูดถึงสังคมยุคปฏิวัติวรรณธรรมได้มากกว่า แถมเล่นข้ามเหตุการณ์สำคัญใหญ่มากอันนึงไปเลย (แต่ก็อย่างว่าแหละ มึงจะหวังอะไรแบบนี้กับหนังเฝิงเสี่ยวกัง)

แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบ เฝิงยังคงบิ้วส์เก่งเว่อเหมือนเดิม Aftershock น้ำตาแตกยังไง เรื่องนี้ก็อย่างนั้นเลย

เรื่องราวการก้าวพ้นวัยมาพร้อมกับการถ่ายภาพที่สวยงดงามหมดจด โศกนาฏกรรมก็มาพร้อมเพลงประกอบสะเทือนอารมณ์ มันเลยทัชคนดูได้อยู่หมัดพร้อมๆกับความน่ากลัวของอาการรักชาติเบอร์ใหญ่ของมัน

ขอบซีนฟังเพลง เติ้งลี่จิง มากแบบน้ำตาไหล งดงามนอสทาเจีย

แล้วก็ชอบตัวละคร ถิงถิง ที่สุดตรงเพราะมันเป็นหญิงแรดที่ไม่ได้แคร์สังคม ชาตินิยมห่าเหวอะไรนั่น 555

เพิ่มเติม: ซีนงานปัจฉิมปิดคณะนี่เกิดคำถามว่าเด็กๆยุคโซเชียลนี้เค้าจะอินไหมนะ

26/02/18 – On Body and Soul (Ildikó Enyedi/ Hungary/ 2017) – 2/5

ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เก็ตหนัง ไม่เข้าใจ ไม่ relate ใดๆทั้งสิ้น หญิงหุ่นยนต์ ชายพิการ มีภาพฝันเดียวกันเลยอยากเอาภาพฝันนั้นให้กลายเป็นจริง อย่างงี้น่ะหรือ?

โอเคละรสชาติมันแปลกประหลาดดี ชอบที่ให้หน้าที่การงานของตัวละครมันอยู่ในโรงฆ่าสัตว์ซึ่งอาจเพื่อเป็นการบอกกลายๆว่าเหล่ามนุษย์พวกนี้มันดูไม่มีชีวิตจิตใจเท่าไหร่ ดูอย่างนางเอกซิหุ่นยนต์ขนาดนั้น อย่างพระเอกก็เชยชาสุดๆ ซึ่งก็อาจมีไว้เพื่อผลของพล็อตเมื่อหนังมันตบเข้าธีมของหนังที่ว่าด้วยความรัก, ความฝันอะไรเทือกๆนั้น

นี่ถ้าตอนจบเฉลยว่านางเอกเป็นมนุษย์ต่างดาวก็จะไม่แปลกใจใดๆเลยนะ

อนึ่ง คิดไปถึงหนังเรื่อง Upstream Color (2013) ที่รู้สึก WTF เหมือนกัน แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีลูกเล่นอะไรให้เราชอบอยู่บ้าง

28/02/18 – Wind River (Taylor Sheridan/ US, UK, Canada/ 2017) – 5/5
(ดูบนเครื่อง)
ขอบมาก หนังถึงพร้อมทุกทาง ทั้งความเป็นทริลเลอร์และความเป็นดราม่าหนักๆ ห่อหุ่มด้วยบรรยากาศอันเย็นยะเยือกพอๆกับผู้คนพื้นถิ่นและดนตรีน้อยๆส่งความรุนแรง
ชอบเรื่องการติดอยู่ในพื้นที่, native ที่โดนรุกไล่และความไร้น้ำยาของภาครัฐ