Book

สิ้นสุรีย์ & จักรวาลของการมอดไหม้ (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ เม่นวรรณกรรม/ 2015)

covers

สิ้นสุรีย์ & จักรวาลของการมอดไหม้ (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ เม่นวรรณกรรม/ 2015)

ณ ขณะที่เขียนอยู่นี้ บางเรื่องสั้นในหนังสือทั้งสองมันได้สูญหายไปจากความทรงจำของเราไปแล้วและมีบ้างที่มันสุญหายไปในทันทีเมื่อผ่านบรรทัดผ่านหน้าที่พลิกเปลี่ยน ตอนแรกเราว่าจะเขียนถึงแต่ละเรื่องของมัน แต่ในที่สุดก็พบว่าไม่ดีกว่าเพราะเราไม่ได้ต้องการอยากรู้ว่าแต่ละเรื่องมันดีงามหรือเลวร้ายแค่ไหน อย่างไร แต่เราอยากรู้มากกว่าว่าแต่ละตัวอักษร การร้อยมันออกมาเป็นแต่ละย่อหน้า รวมมาเป็นแต่ละเรื่องมันส่งผลอย่างไรกับตัวเรา มันทิ้งอะไรไว้กับตัวเรามากกว่า ซึ่งก็พบว่า แม่ง! เขียนยากกว่าอีก

จะว่าไปมันก็คงจะคล้ายๆกับตัวละครในหนังสือนั้นแหละ ตัวละครที่มันอธิบายตัวมันเองไม่ได้ ต้องมีบุคคลที่สามคอยช่วยอธิบาย หรือไม่ก็คือตัวละครที่มีเรื่องราวในหัวเต็มไปหมดแต่กลับสอบตกใจการเผยมันออกมา ตัวละครที่มันป่วยไข้ต่อมนุษย์ด้วยกัน ต่อสังคมที่อยู่ ต่อโลกใบใหญ่ในจักรวาลดาวอังคาร

การยื้อยึดต่อความจริงที่เจ็บปวด ความเชื่อเดิมโดนท้าทาย สิ่งที่เชื่อว่าดีงามงดกลับมืดหม่น ความทรงจำคือเครื่องโบ้ยและสาปแช่ง ความหวังที่ไม่เคยได้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ถูกโอบกอดไว้ด้วยความงดงาม ความงามอีกด้านที่เราอาจไม่เคยมองเห็น เหมือนรอยร้าวที่วิ่งวุ่นเต็มแจกันทรงงามแล้วถูกคลุมด้วยผ้าขาวเปื้อนฝุ่นในห้องมืด แล้วบรรดาตัวหนังสือเหล่านี้ก็กระชากผ้าออกมาเพื่อเผยรูปของแจกันร้าวต้องแสงอาทิตย์สะท้อนผงฝุ่น

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ก็รู้ตัวดีว่ามันคือการเขียนถึงหนังสือที่มันไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย อะไรก็ไม่รู้มั่วไปหมด แต่เชื่อเราเถอะ พออ่านจบแต่ละตอนสมองมันจะว่างเปล้าเคว้งคว้าง บทจะเขียนด้วยใจๆมันก็หล่นหายไปไหนก็ไม่รู้ ฟังดูแย่เนอะ แต่นี่แหละคืออาการที่เราหลงรัก ใช่ มันเจ็บปวด แต่เราก็อยากเก็บอยากจดจำมันไว้ ระลึกถึงมันไว้ จนบางครั้งก็รู้สึกว่ามันคุ้นๆเหมือนเคยเจอมาแฮะ หรือบางอารมณ์ก็เรียกร้องไขว้คว้ามันซะอย่างนั้น

ไม่อยากให้เชื่อ แต่อยากให้ลอง

ปล. นี่คือหนังสือแพ็คคู่ที่มาพร้อมกับอีกหนึ่งเรื่องสั้นในกระดาษหุ้มสุดเก๋ของหนังเขียนเปี่ยมเอกลักษณ์พร้อมลายเซ็นชัดเจนเจ้าของเดียวกับ “ยูโธเปียชำรุด” หนังสือที่ระเบิดภาวะภายในของมนุษย์ให้แตกกระจุย ดึงหัวใจให้หล่นลงไปที่ตาตุ่ม หนึ่งในหนังสือที่ชอบมากที่สุดของเรา

5/5

2014 กับหนังสือที่ได้อ่าน

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475-2500 (ณัฐพล ใจจริง/ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน/ 2556) – 5/5

นี่คือหนังสือวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่สนุกมากและมันส์มากอย่างไม่น่าเชื่อ มันคือการศึกษาช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นช่วงเวลาเพียงแค่ 25 ปีตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองของคณะราษฎร 2475 ถึงการปฏิวัติในปี 2500 อันเป็น 25ปีของไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอะแยะมากมายที่สุดช่วงหนึ่ง โดยโฟกัสไปยังกลุ่มก้อนบุคคลผู้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย กลุ่มอำนาจเก่าที่เสียผลประโยชน์จากการเปลี่ยนการปกครองอันหมายรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงและเดินเกมของสถาบันกษัตริย์ด้วย

นอกจากความรู้ทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆยังไม่เคยรับรู้มาก่อน อาทิ ความเกรียนของ ร.7, การแฝงความคิดต้าน ปชต ผ่านทั้งในงานเขียน นวนิยายหรือแม้แต่ในดิกชันนารี่!, การใช้ศาสนา ความกลัวหรือแม้แต่การยกสถาบันกษัตริย์เองมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมความคิด, การที่ได้พบว่าไทยเคยเป็น ปชต แท้ๆอยู่ได้ไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำหรือแม้แต่การขโมย/ดัดแปลงความหมายของ ปชต ให้เปลี่ยนไปจนนำไปสู่ที่มาของคำว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ทำเอาใจเต้นแรงกับความรู้ใหม่ๆแล้ว ข้อดีอีกอย่างของหนังสือคือการที่เราได้พบว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างนั้นมันมีเหตุมีผลและเงื่อนไขต่างๆมากมายที่ทำให้มันต้องเกิดขึ้นตามบริบทในขณะนั้น อย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำให้คณะราษฏรแตกกันอย่างชัดเจน หรือกับการสร้างผีคอมมิวนิสต์ของอเมริกาที่ยกสถาบันขึ้นเป็นเครื่องมือและตัวสถาบันเองก็ได้คว้าโอกาสนั้นไว้ มันเลยช่วงให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ใครที่อยากเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ เล่มนี้เหมาะมากๆ ยิ่งไปกว่านั้นเราอาจรู้สึกว่าได้ว่าการเมืองตอนนี้มันเป็น “หนังม้วนเดิม”

สนุกนึก: วรรณกรรมแตกกิ่ง (หลายคนช่วยแตกกิ่ง/ บุ๊คไวรัส 12/ 194 หน้า/ 2556) – 4/5

 เรื่องสั้นสิบสองเรื่องจากนักเขียนสิบสองคนที่สิบเอ็ดเรื่องในนั้นคือการแตกหน่อ รื้อสร้างหรือขยายก้านกิ่งออกไปจากเรื่องสั้นเรื่องแรก (ผู้ไม่ยอมแพ้ ของศรีดาวเรืองที่สนุกและมันส์ดี) โดยจะมีคำบังคับของนักเขียนแต่ละคนรวมสิบสองคำที่ผู้เขียนต้องเอาไปใส่ในเรื่องสั้นของแต่ละคน(แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกคำ)

เป็นไอเดียที่เก๋และน่าสนใจดีแม้เอาเข้าจริงๆหลายๆเรื่องแทบจะสามารถแยกออกเป็นเอกเทศจากต้นเรื่องได้เลยจนไม่ได้รู้สึกว่าการเชื่อมโยงแตกกิ่งก้านนั้นมันสำคัญหรือมีผลกับการอ่านเท่าไหร่นัก ในแง่นี้ก็ต้องชมนักเขียนแต่ละท่านที่ทำให้คนอ่านอย่างเราดื่มด่ำไปกับตัวเรื่องมากกว่าการไปพะว้าพะวังกับสิ่งเชื่อมโยงเหล่านั้น

ความสนุกของหนังสือเล่มนี้คือมันมีครบรสดี สนุก เศร้า เหงา ซึ้ง สะอึก ชวนหัว ลึกลับ เหงาหงอย โหว่งแหว่ง ซึ่งเรื่องที่ชอบที่สุดคงหนีไม่พ้น รอยรักรอยสัก(ภู กระดาษ) มันพิศดารและแพรวพราวในการเล่าเรื่องมาก สร้างความสงสัยใคร่รู้ก่อนค่อยๆเผยอคลายปมคลายเรื่องอย่างร้ายกาจในรูปของความเซอร์เรียลและเกร็ดประวัติพร้อมเจือการเมืองเข้าไปด้วยพองาม ส่วนเรื่องที่ชอบการเขียนที่สุดคือ คนของทะเล(สมุด ทีทรรศน์) มันเหมือนอยู่ในห้วงระหว่างการคิดคำนึงอดีตกับการหายใจในปัจจุบัน ที่ชอบมากอีกเรื่อง(ตามประสาติ่ง)คือ อัตชีวประวัติของลูกสาวนางเงือก(วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา) กับประวัติชีวิตอันหม่นดาร์คและเจ็บปวด และในเรื่องอื่นก็มีความเด่นแตกต่างกันไป เราตลกและเจ็บจี๊ดกับหนังใต้คางใต้ราง(อุเทน มหามิตร) ส่วนเสียงสาดแสง(อุทิศ เหมะมูล) ก็ทำเอาสะอึก ตังค์ทอน(แดนอรัญ แสงทอง) คือเรื่องแห่งความกวนและแพรวพราวอย่างยอดฝีมือของนักเล่าเรื่อง, หล่ม(โมน สวัสดิ์ศรี) ที่อ่านแล้วคิดถึงไปตัวเองกับนิสัยขี้เกรงใจคน, เราชอบความประหลาดพิศวงเปี่ยมเสน่ห์ในเยวเลียงใต้เปียวหว่อเตอซิน(อนุสรณ์ ติปยานนท์), เมฆแผ่นดินไหว(นฆ ปักษนาวิน) เป็นไซไฟอนาคตที่บอกเราว่าถึงเราจะหนีสิ่งรอบตัวเราได้แต่เราจะไม่สามารถหนีสิ่งที่อยู่ในใจเราได้ในท่ามกลางแวดล้อมการเมืองใดๆก็ตาม, หลุมพรางชื่อความรัก(นิวัต พุทธประสาท) คือความดำมืดภายในที่พยายามตะกายหาแสงก่อนพบว่าความมืดคือที่ๆเหมาะสมดีแล้ว (เรื่องนี้ก็ชอบมาก เราคิดไปถึงงานของมูราคามิผสมโรงกับหนังหว่องกาไว) และจบท้ายด้วย ความล้มเหลวของเจ้าตัวร้าย(สุชาติ สวัสดิ์ศรี) อันเป็นการจบเล่มที่กวนโอ้ยเหลือเกิน หยอกล้อลูบหัวผู้อ่านเบาๆพร้อมรอยยิ้มเล็กๆของยอดฝีมืออีกคน

แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกถึงความเชื่อมโยงมากมายอะไรตามชื่อหนังสือ แต่ก็จะยินดีมากหากมีการรวมตัวของนักเขียนในการผลิตซีรี่ย์ครบรสแบบนี้อีก

 1984 (George Orwell เขียน/ รัศมี เผ่าเหลืองทอง, อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์ แปล/ สำนักพิมพ์สมมติ/ 2555) – 5/5

 (ตั้งใจเขียนแบบไม่เล่าเรื่องใดๆ ไม่อธิบายใดๆกับตัวหนังสือเลย พูดถึงแต่ความรู้สึกของตัวเองอย่างเดียว)

ณ โมงยามภายใต้การปกครองโดยกลุ่มทหารที่ห้ามการแสดงออกใดๆแม้แต่การชูสามนิ้ว, กินแซนวิซหรือแม้แต่ใส่เสื้อยืดบางลาย กลุ่มทหารที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบใดๆได้อันกลุ่มเดียวกันที่อ้างความชอบธรรมและขโมยสัญญะแห่งความถูกต้องไปเป็นของตัวเอง ไม่น่าแปลกใจใดๆเลยที่หนังสือเล่มนี้ที่เขียนมาตั้งแต่ปี 1949 จะได้รับการกล่าวถึงมากในช่วงเวลาอันมืดมิดนี้ เพราะนี่คือหนังสือที่จับโมเม้นต์ภายใต้การปกครองแบบนี้ได้ตรงและจริงแท้ยิ่งนัก

หนังสือแบ่งออกเป็น 3 ภาคเหมือนดั่งหนัง 3 องค์ องค์แรกคือการเกริ่นนำให้เห็นถึงสภาพสังคมเผด็จการในโอเชียนเนี่ยนว่ามีที่มาอย่างไรและกำลังเป็นไปอย่างไร องค์ที่สองคือการสร้างความขัดแย้งกับองค์แรกเพื่อไปสู่องค์ที่สามคือบทสรุปของหนังสือ ด้วยการความตั้งใจเล่าเรื่องอย่างจริงจังขึงขัง อธิบายทุกสิ่งอย่างๆละเอียดยิบพร้อมกับมอบเหตุใส่ผลให้มากมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมในเรื่องราวของมัน

ผลที่เกิดขึ้นคือเราพบว่าเราไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่หนังสือมันอธิบายไว้ได้เลย โอเคล่ะแม้ว่าบางเรื่องที่เกิดขึ้นในเรื่องมันจะไกลเกินความรับรู้และความเชื่อลึกๆของเรา แต่ในแง่ของคอนเซ๊ปมันกลับสามารถแนบเป็นเนื้อเดียวกันกับสังคมรอบกายเราได้จนน่าขนลุก เราสามารถยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสือกับเหตุการณ์จริงๆในโลกเราได้เกิอบทั้งหมด กอปรกับการที่เราพบว่าความขัดแย้งในสังคมในเรื่องมันกลับคือความปกติสามัญในโลกจริง เป็นความขัดแย้งที่เจ็บปวดและแสนหดหู่ ก่อนมันจะนำพาไปจบเรื่องราวด้วยความหดหู่ยิ่งกว่ากับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

ก็จะรอดูว่าประเทศเราจะเดินต่อไปอย่างไร เราจะเปลี่ยนแปลงใดๆได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วเราก็ลงท้ายไม่ต่างจาก วินสตัน สมิธ

อนึ่ง บทความ “อำนาจกับการขบถ” ของธงชัย วินิจจะกูล ที่ท้ายเล่มเป็นการสรุปภาพรวมแนบเคียงสังคมไทยได้เห็นภาพมากๆ ตบเข่าฉาดๆในทุกๆหน้าเบยยย

ปล. ขอบคุณน้องต๊อกสำหรับหนังสือนี้ครับ

five jewelนิมิตวิกาล: ๕ อัญมณี (หลายคน เขียน/ หลายคน แปล/ สำนักพิมพ์บุ๊คไวรัส/ 2557) – 5/5

 ชื่อหนังสือมี 5 แต่จริงๆมี 6 เรื่องสั้นคลาสสิคจากยอดฝีมืระดับเอกอุที่ได้คัดสรรมาอย่างดี พีคๆทั้งนั้น บอกเลอออ

1. ผู้สร้าง (Nathaniel Hawthorne – สุชาติ สวัสดิ์ศรี แปล): งดงามน้ำตาไหล หลายๆอย่างมันเข้าทางเรามากๆ ความแปลกแยก ความฝัน ความเชื่อ ความรักและความล่มสลายของทุกสิ่ง อ่านจบอึ้งเป็นใบ้น้ำตาปริ่มไปชั่วขณะ (ไม่น่าเชื่อว่ามันถูกเขียนขึ้นในปี 1846 เพราะมันล้ำเหลือเกิน)

2. ภาพเหมือนในกรอบรูปไข่ (Edgar Allan Poe – แดนอรัญ แสงทอง แปล): โอ้โห เรื่องนี้เซอร์ไพร์สเรามากๆ สั้นๆแต่ฮุกเข้าเต็มคาง ตอนแรกนึกว่าจะเป็นเรื่องราวการหลบหนีอะไรซักอย่างแต่มันกลับจบด้วยเรื่องราวความเจ็บปวดรวดร้าวเบื้องหลังงานศิลปะแสนงาม

3. นิยายรักของอาภรณ์ชุดเก่า (Henry James – ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล): สนุกมากกับเรื่องราวความริษยาของสองพี่สองผู้เลอโฉม ความริษยาที่เกาะกุมอยู่ภายในอย่างคงทนถาวรอันส่งผลให้ตอนจบพีคมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันไปไกลกว่าที่คาดไว้มากกกกกกกกกกกก

4. ห้องสีเหลืองกับผู้หญิงคนนั้น (Charlotte Perkins Gilman – จิระนันท์ พิตรปรีชา แปล): แพรวพราวและเก่งมากในการเล่าและบรรยายภาวะสภาพของจิตผ่านเรื่องลึกลับ มันทั้งน่ากลัวน่าขนลุกแต่ก็น่าติดตามไปด้วย ไต่ระดับความรุนแรงขึ้นทีละนิดจนไประเบิดในช่วงท้ายที่ทำเอาอึ้ง อันเป็นการสะท้อนถึงภาวะความเชื่อและความคิดที่พันธนาการหญิงสาวในยุคสมัยนั้นอีกที

5. ชิงชัง (J.D. Beresford – ธิติยา ชีรานนท์ แปล): เอาจริงๆคืออ่านแล้วเหวอในตอนแรก แต่พอจับทิศคลำทางได้ก็พบว่ามันวิเศษทีเดียวกับเรื่องของคนที่มองเห็นความเลวร้ายของมนุษย์ผ่านการ “มองข้ามไหล่” สะท้อนภาพอาการหน้าไหว้หลังหลอกของผู้คน

6. มือซนของพันตรีอารันดา (Alfonso Reyes – ธิติยา ชีรานนท์ แปล) – คิดถึงหนังเรื่อง Idle Hands (1999) หนังคัลล์ที่โดนใจ แต่เราชอบการหักมุมของเรื่องนี้มากกกก กวนดี

เดี๋ยวต่อเล่มสองในเร็ววัน

ผู้ทำให้เทพธิดารอคอย (หลายคน เขียน / วิมล กุณราชา แปล/ 360 หน้า/ สำนักพิมพ์นาคร/ 2552)4/5

 หนังสือรวม 11 เรื่องสั้นจากนักเขียนรางวัลโนเบล เป็นหนังสือที่เราใช้เวลาอ่านมากกว่า 3 ปีเพราะมัวแต่อ่านๆหยุดๆไม่รู้ทำไม บางเรื่องอ่านจนลืมไปแล้วด้วยซ้ำ นี่ก็เลยตั้งใจนำกลับมาอ่านใหม่ให้จบเล่ม โดยทั้ง 11 เรื่องประกอบไปด้วย

 – ผู้ทำให้เทพธิดารอคอย (กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ): เรายังไม่เคยอ่านงานของมาร์เกซมาก่อน แล้วก็ได้ทึ่งปากค้างเมื่อได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ ส่วนตัวเราชอบพวกหนังและหนังสือแนวสัจนิยมมหัสจรรย์ (Magical Realism) อยู่แล้วเลยยิ่งชอบเรื่องนี้มากๆที่มันพูดถึงวิบากกรรมที่หนีไม่พ้น

ของคนชั้นล่าง ยิ่งช่วงท้ายนี่พีคมาก ถ้าเป็นหนังมันจะเป็นหนังที่มีการตัดต่อรวดเร็วรุนแรง เขย่่าโลกจิตและโลกจริงให้สั่นสะเทือน!

อ้างว้างกลางมหาวิทยาลัย (ซินแคลร์ ลูอิส): ตาแก่โดดเดี่ยวเจนโลกไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก่อนพบว่าแท้แล้วเขาไม่เข้าใจโลกรอบกายเลย เรื่องมันพูดถึงความเป็นปัจเจกแปลกแยกในมวลหมู่คนและความต่างของวัยและยุคสมัยด้วยน้ำเสียงเงียบเหงาทั้งในบรรยากาศ, อารมณ์หรือแม้แต่ส่วนที่ลึกสุดของจิตใจเชกเช่นเดียวกับ “ไอ้ฟัก” จาก “คำพิพากษา” รวมไปถึงอารมณ์จางๆจาก “The Catcher in the Rye” และกับตอนจบที่ก่ำกึ่งระหว่างอมยิ้มและน้ำตา

ตามหามิสเตอร์กรีน (ซาอูล เบลโล): เรื่องราวการตามจ่ายเช็คประกันสังคมที่ค่อยๆเปิดเปลือยภาพและความคิดของผู้คนต้นปี 1920 ในเมืองชิคาโก มันค่อยๆบรรยายถึงสภาพสังคมในยุคนั้นที่เศรษฐกิจตกต่ำ งานหายาก พ่วงพ้องไปกับความแปลกแยกระหว่างคนต่างผิวสี มันพูดถึงความฝันและความหวังในห่วงเวลาอันยากลำบากพร้อมๆไปกับการปลอบประโลมให้กับความพ่ายแพ้ ชอบการเล่าเรื่องในเรื่องนี้ที่มันค่อยๆเพิ่มพูนอารมณ์ความนึกคิดขึ้นเรื่อยๆ

รอยปาน (มิคาอิล อเล็กซานโดรวิช โชโลคอฟ): น่าจะเป็นเรื่องที่ชอบน้อยที่สุดเพราะด้วยความเชยเช๊ยเชยของมัน จริงๆช่วงแรกมันน่าสนใจมากที่มันพูดถึงภาวะสงครามกลางเมืองในรัสเซียที่ส่งผลต่อเด็กหนุ่ม แต่พอเรื่องมันคลี่คลายในตอนท้ายทำเอาเราร้อง ยี้ๆๆ

วิญญาณชั่วร้าย (ลุยจิ พิแรนเดลโล): เรื่องราวความซวยของชายผู้หนึ่ง เราแนบอิงกับตัวละครมากจริงๆกับเรื่องราวของไอ้คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องและตามใครไม่ค่อยทันแถมยังเสือกแคร์คนรอบข้างมากเกินไปอีกจนก่อให้เกิดภาวะสังคมโหดร้ายขึ้นในใจ น่าสงสาร

กำแพงประหาร (ชอง-ปอล ซาร์ตร์): ดิบมาก สนุกมาก มันเล่าเรื่องของนักโทษประหารในยุคเผด็จการในสเปนโดยพาคนอ่านเข้าไปรับรู้ถึงโมเม้นต์ของคนที่รู้วันตายและจะต้องตาย เราชอบการกระทำของตัวเอกมากคือมันพยายามจะทำเท่ห์ทำแมนแต่ก็เป็นไปเพื่อการปลอบประโลมตนเองซึ่งพอมันสร้างกำแพงแบบนั้นสำเร็จแล้ว ตอนท้ายซาร์ตร์เลยทำลายมันทิ้งซะให้ป่นปี้ อ่านจบรู้สึกว่าชาร์ตร์แม่งเป็นคนใจร้ายมากจนอยากหางานอื่นๆมาอ่านอีก

หญิงซักผ้า (ไอแซค บาเชวิส ซิงเกอร์): เรื่องราวชีวิตต้องสู้ที่ตั้งใจให้โศกเศร้ามากเกินไปหน่อย แต่ก็ชอบมุมเล็กๆของการต่อต้านศาสนาภายใต้สังคมที่โปรศาสนาด้วยการคิดเองเออเอง

นักแสดงมายากล (อนาโทล ฟร็องซ์): สังเกตได้ว่าหลายเรื่องในเล่มนี้มักเกี่ยวข้องกับศาสนาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เรื่องนี้น่าจะชัดเจนมากที่สุดในการตั้งคำถามและมุมมองถึงความศรัทธาผ่านนักมายากลที่บวชเป็นพระผู้ต้องค้นหาการสรรเสริญพระแม่มารีในวิถีทางของเขาอันแตกต่างกับพระรูปอื่นๆ

อ้างว้างในต่างแดน (อัลแบร์ต กามูส์): เราไม่เคยอ่านงานของกามูส์มาก่อนซึ่งพออ่านเรื่องนี้ก็ค้นพบว่าเราคงต้องไปรีบหาอ่านแล้วล่ะ โอเคล่ะแม้ว่าบริบทตามเรื่องเราจะไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่การพาผู้อ่านเข้าไปสำรวจความแตกแยกหรือความอ่อนแอของมนุษย์ของเขานั้นมันไม่ธรรมดาจริงๆ มันเริ่มต้นด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม พลังงานที่ค่อยลดลงด้วยคำถามต่างๆนาๆกับชีวิตที่ผันผ่าน ก่อนที่มันจะแตกสลายลงในที่สุด

มือสังหาร (เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์): เรื่องนี้เล่าเรื่องเด่นมาก สนุกมากๆและความค้างๆคาๆของมันเมื่ออ่านจบนั้นมันวิเศษมากจริงๆ

นกตะขาบ (ยาสึนาริ คาวาบาตะ): เล่าเรื่องอย่างเรียบง่ายแแต่งดงามดีจัง มันพูดถึงความไม่แน่นอน ความผกผันและเรื่องราวความรักเล็กๆของความครัวญี่ปุ่นผ่านมุมมองของหญิงสาวผู้มองโลกสวยงาม

The Destination From Nowhere (อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร/ Happening/ 2554) – 3.5/5

– สมุดบันทึกเรื่องราวระหว่างทางต่างๆของพี่เล็กก่อนที่จะกลายมาเป็นเพลงเยี่ยมๆสู่หูคนฟัง

– ปัญหาแรกสุดคือเราอ่านลายมือพี่เล็กไม่ออก ไม่สามารถจริงๆ บางครั้งตั้งใจอ่านจนหงุดหงิดเลยอ่านแบบข้ามๆไปเลย

– เหมือนอ่านหนังสือรวมคำคม บางอันยี้มากๆ ยี้จนไม่อาจนึกว่ามันจะสามารถกลายมาเป็นเพลงที่เราชอบได้ แต่ก็นั้นแหละมันก็หมายความว่าพี่เล็กเค้าเก่งจริง

– โดยมากเราชอบบทกวีหรือไม่ก็เรื่องสั้นอย่างเช่นบท “กระต่ายในกระดอง” “เงา” “สิ่งเหล่านี้” ที่อ่านแล้วมันใช่เพลงที่เล็กมากๆ

– โดยสรุป เราชอบเพลงพี่เล็กมากกว่าสิ่งที่แกเขียน

– ยังคงรักพี่เล็กเสมอ

รัตติกาลของพรุ่งนี้ (นิวัต พุทธประสาท/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557) – 4.5/5

 ได้หนังสือมาวันแรกในวันที่งานชุกยิ่งกว่ายุง กลับบ้านดึกก็กะจะเอามาดมๆมองๆดูๆผ่านตาก่อนนอน สรุปคืออ่านจบรวดเดียวเลย (ดีนะที่หนังสือเล่มไม่หนา) แล้วก็เสือกไม่อยากนอน อยากคิดอะไรถึงหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนที่มันคลุมเรื่องทั้งหมดของหนังสือคือเรื่องของความฝัน ความฝันที่มืดในโลกจริงที่มืดยิ่งกว่า ที่พออ่านจบเล่มก็ทำเอาอื้ออึง กลัวจะนอนแล้วฝันไปทางเดียวกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีความรู้สึกเดียวกับหนังสือขึ้นหิ้ง 1984 ของจอร์จ ออร์เวล ในเรื่องของการสร้างสังคมที่โดนครอบงำโดยอำนาจแบบเผด็จการที่ปกครองสังคมด้วยอะไรบางอย่างที่เชื่อว่าเป็นสิ่งดี ซึ่งตอนอ่าน 1984 เราก็พยายามคิดถึงสังคมบ้านเราตลอดทั้งในช่วงก่อนและหลังรัฐประหารที่ผ่านมา แล้วพอเรามาได้พบกับสังคมแบบเดียวกับที่คิดไว้ กอปรกับการปรับบริบทของสัมคมให้กลายเป็นสังคมไทยสมัยใหม่ใน รัตติกาลฯ เราจึงมีความรู้สึกร่วมเป็นพีเศษ โดยเฉพาะการที่สังคมมันใช้ศีลธรรมกับความดีมาเป็นเครื่องมือกดทับ, บิดเบือนและเขียน ปวศ ขึ้นใหม่ ในสภาพเมืองที่ไม่ต่างจากเปียงยางในเกาหลีเหนือ เราเห็นภาพแบบนั้นที่จะคงอยู่และเป็นไปในสังคมบ้านเราตอนนี้ เราบอดมืดถึงอดีตและพ่ายแพ้ เราต่อสู้ด้วยเสียงที่เงียบนิ่งซึ่งก็จะพ่ายแพ้ลงเช่นเดียวกัน ภาพฝันที่เกิดไม่ได้ช่วยอะไรเราเลยเพราะมันยืนอยู่บนพื้นของความจริง

แน่นอนตัวละครที่เรารู้สึกมากที่สุดคือ “มาญา” ทั้งในแง่ของความงามที่น่าหลงไหลในภาพฝันและแง่ของความเป็นอิสระในทุกทางในโลกจริง แต่แล้ว “มาญา” กลับกลายเป็น “มายา” ที่คือภาพฝันที่ไม่เคยมีอยู่จริง มีแต่เพียง “ปรารถนา” เท่านั้นที่เป็นจริง ด้วยเหตุผลเช่นนี้ เราจึงชอบปกหน้าและปกหลังของหนังสือมากๆๆๆๆๆๆๆ เมื่ออ่านจบลง

อนึ่ง เราชอบบทสั้นๆอย่าง พญามัฉฉาและ หญิงวัยกลางคน ที่บรรจุอยู่ ณ กลางเล่มมากๆๆๆๆๆ เราพบการล่มสลายลงของบางสิ่งที่ส่งผลรุนแรงต่อตัวละครและกับตัวเราเอง

ปล. คืนนี้จะอ่าน อีกวันแสนสุขในปี 2527 ของพี่ชายต่อเลย เดาจากชื่อเรื่องแล้ว เรารู้แล้วล่ะว่าทำไมถึงจับเป็นแพ็คคู่กัน…แล้วคืนนี้ผมจะนอนหลับไหม นี่????

10665830_10152398029343576_5707202117532782792_nอีกวันแสนสุขในปี 2527 (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557) – 5/5

 ขอกล่าวอะไรที่ดูจะซ้ำซากเสียหน่อยสำหรับคนอ่านหนังสือน้อยๆอย่างเรากับคนเขียนหนังสือเปี่ยมพลังอย่างพี่ชายวิวัฒน์ ตัวหนังสือของพี่ชายยังคงสั่นสะเทือนเราได้เสมอแม้มันจะกลายรูปเป็นบทกวีหรือก่อตัวเป็นเรื่องราวแปลกประหลาดสุดเหวอ แต่ทุกทีที่สิ้นสุดถึงตัวหนังสือสุดท้ายใจเรามักหายวูบไป เหมือนชิ้นส่วนร่างกายภายในมลายหายไปเสียเฉยๆและเราก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหรืออย่างไร รู้แต่ว่ามันหายไปแล้ว เราอาจเสียใจที่มันหายไปแต่ส่วนใหญ่เรารู้สึกเคว้งคว้างมากกว่า เหมือนลมในลูกโป่ง หมือนนกหวีดที่ไม่มีลูกกลมๆเล็กๆอยู่ข้างใน เหมือนตัวละครในหนังสือของพี่ชายนั้นแหละ แต่เล่มนี้มันเล่นเอาน้ำตาปริ่ม…

มันว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของครอบครัวหนึ่ง (ใช่! เราคิดว่ามันคือครอบครัว…ครอบครัวหนึ่ง) ประกอบด้วย 4 ชีวิตที่กระจัดกระจายไปคนละพื้นที่ พื้นที่ทั้งในรูปของตำแหน่งแห่งที่บนแผนที่และพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลภายในใจ ในห้วงเวลาเดียวกัน ห้วงเวลาอันร้อนแรงทางการเมืองที่สุดห้วงหนึ่งในรัฐไทยสมัยใหม่ การไล่รัฐบาลโง่ด้วยกิมมิคลายธงชาติเรื่อยยาวไปจนหลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 พ้องด้วยวิญญาณที่กำลังจะมลายหายไป, ความลับมืดของเซลล์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและกำแพงอันหน้าล้นของลูกพี่ลูกน้อง

ความสัมพันธ์ในเรื่องราวของพี่ชายยังคงน่าสนใจเสมอ มันเป็นความสัมพันธ์แบบที่เราไม่อาจคิดถึงได้แม้จะประสบกับมันอยู่ มันไม่ใช่แค่เพียงกำแพงหนา-บางที่กั้นเหล่าตัวละครไว้ให้มืดบอด แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น มันมีทั้งความรักและความชังที่ไม่เคยเข้ากันได้ การเอื้อมคว้าสิ่งใกล้ตาแต่ไม่อาจเอื้อมถึง โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ในตัวเองของเหล่าตัวละครที่มักสับสนและไร้แรงพลังในการต่อกรกับสิ่งรอบกาย และเมื่อความสัมพันธ์แบบนี้ถูกนำมาวางไว้ในแวดล้อมทางการเมืองแห่งความขัดแย้งรุนแรง เราจึงได้เห็นการกำเนิดของเครื่องมืออันทรงพลานุภาพ การเมืองที่ไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ของประเทศใดๆเลย…

การแสดงออกทางการเมืองกลับคือเครื่องมือในการนำพาตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านั้น เราอาจเพียงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของผู้คน ของคนที่เราแอบรัก ของความโกรธแค้นผิดรูป ทั้งหมดทั้งมวลคือการทำให้เราคิดว่าเรายังคงอยู่ มีตัวตนและยังสำคัญในสังคม กาลกลับกลายเป็นว่าการเปิดเปลือยความจริงคือสิ่งแปลกปลอม ความจริงไม่มีตัวตนในที่สาธารณะ ความจริงที่มาในรูปของประวัติศาสตร์สามารถทรานฟอร์มเปลี่ยนรูปได้ตลอดเวลา ลบแล้วเขียนใหม่ซ้ำๆเวียนไปไม่รู้จบ ประวัติศาสตร์ของสังคมบนกระดาษขุยบางจากการลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขียนขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความจริงมีมากกว่าหนึ่งเดียว ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลก็เชกเช่นกันที่แปรรูปไปในการรับรู้ของผุ้คนอื่น ถูกเขียนใหม่โดยบุคคลอื่น จนบางทีเราก็หลงลืมไปแล้วว่าประวัติศาสตร์ส่วนตนของเราเองจริงๆนั้นเป็นเช่นไร มันส่งผลต่อเราในทุกทาง ทุกช่วงวัยแม้จะไร้ลมหายใจไปแล้วก็ตาม

ท้ายที่สุดมันจึงคือการสลายลงไปอย่างมืดมิดเงียบงัน ในเวลาเดียวกับที่ในหน้าวอลล์ของเรายังคงค้างสเตตัสล่าสุดว่า “อีกวันแสนสุขในปี 2557”

หาก รัตติกาลของพรุ่งนี้ คือความฝันอันแสนเศร้า อีกวันแสนสุขในปี 2527 จึงคือความจริงที่เจ็บปวดยิ่งกว่า

ปล. อ้อมกอดของวิญญาณสุรีย์ในตอนท้ายทำให้เราร้องไห้

รัตติกาลของพรุ่งนี้ & อีกวันแสนสุขในปี 2527

รัตติกาลของพรุ่งนี้ (นิวัต พุทธประสาท/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557)

9786167831046

ได้หนังสือมาวันแรกในวันที่งานชุกยิ่งกว่ายุง กลับบ้านดึกก็กะจะเอามาดมๆมองๆดูๆผ่านตาก่อนนอน สรุปคืออ่านจบรวดเดียวเลย (ดีนะที่หนังสือเล่มไม่หนา) แล้วก็เสือกไม่อยากนอน อยากคิดอะไรถึงหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนที่มันคลุมเรื่องทั้งหมดของหนังสือคือเรื่องของความฝัน ความฝันที่มืดในโลกจริงที่มืดยิ่งกว่า ที่พออ่านจบเล่มก็ทำเอาอื้ออึง กลัวจะนอนแล้วฝันไปทางเดียวกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีความรู้สึกเดียวกับหนังสือขึ้นหิ้ง 1984 ของจอร์จ ออร์เวล ในเรื่องของการสร้างสังคมที่โดนครอบงำโดยอำนาจแบบเผด็จการที่ปกครองสังคมด้วยอะไรบางอย่างที่เชื่อว่าเป็นสิ่งดี ซึ่งตอนอ่าน 1984 เราก็พยายามคิดถึงสังคมบ้านเราตลอดทั้งในช่วงก่อนและหลังรัฐประหารที่ผ่านมา แล้วพอเรามาได้พบกับสังคมแบบเดียวกับที่คิดไว้ กอปรกับการปรับบริบทของสัมคมให้กลายเป็นสังคมไทยสมัยใหม่ใน รัตติกาลฯ เราจึงมีความรู้สึกร่วมเป็นพีเศษ โดยเฉพาะการที่สังคมมันใช้ศีลธรรมกับความดีมาเป็นเครื่องมือกดทับ, บิดเบือนและเขียน ปวศ ขึ้นใหม่ ในสภาพเมืองที่ไม่ต่างจากเปียงยางในเกาหลีเหนือ เราเห็นภาพแบบนั้นที่จะคงอยู่และเป็นไปในสังคมบ้านเราตอนนี้ เราบอดมืดถึงอดีตและพ่ายแพ้ เราต่อสู้ด้วยเสียงที่เงียบนิ่งซึ่งก็จะพ่ายแพ้ลงเช่นเดียวกัน ภาพฝันที่เกิดไม่ได้ช่วยอะไรเราเลยเพราะมันยืนอยู่บนพื้นของความจริง

แน่นอนตัวละครที่เรารู้สึกมากที่สุดคือ “มาญา” ทั้งในแง่ของความงามที่น่าหลงไหลในภาพฝันและแง่ของความเป็นอิสระในทุกทางในโลกจริง แต่แล้ว “มาญา” กลับกลายเป็น “มายา” ที่คือภาพฝันที่ไม่เคยมีอยู่จริง มีแต่เพียง “ปรารถนา” เท่านั้นที่เป็นจริง ด้วยเหตุผลเช่นนี้ เราจึงชอบปกหน้าและปกหลังของหนังสือมากๆๆๆๆๆๆๆ เมื่ออ่านจบลง

อนึ่ง เราชอบบทสั้นๆอย่าง พญามัฉฉาและ หญิงวัยกลางคน ที่บรรจุอยู่ ณ กลางเล่มมากๆๆๆๆๆ เราพบการล่มสลายลงของบางสิ่งที่ส่งผลรุนแรงต่อตัวละครและกับตัวเราเอง

4.5/5

………………………………………………………………………………………………………………………

อีกวันแสนสุขในปี 2527 (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557)

10665830_10152398029343576_5707202117532782792_n

ขอกล่าวอะไรที่ดูจะซ้ำซากเสียหน่อยสำหรับคนอ่านหนังสือน้อยๆอย่างเรากับคนเขียนหนังสือเปี่ยมพลังอย่างพี่ชายวิวัฒน์ ตัวหนังสือของพี่ชายยังคงสั่นสะเทือนเราได้เสมอแม้มันจะกลายรูปเป็นบทกวีหรือก่อตัวเป็นเรื่องราวแปลกประหลาดสุดเหวอ แต่ทุกทีที่สิ้นสุดถึงตัวหนังสือสุดท้ายใจเรามักหายวูบไป เหมือนชิ้นส่วนร่างกายภายในมลายหายไปเสียเฉยๆและเราก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหรืออย่างไร รู้แต่ว่ามันหายไปแล้ว เราอาจเสียใจที่มันหายไปแต่ส่วนใหญ่เรารู้สึกเคว้งคว้างมากกว่า เหมือนลมในลูกโป่ง หมือนนกหวีดที่ไม่มีลูกกลมๆเล็กๆอยู่ข้างใน เหมือนตัวละครในหนังสือของพี่ชายนั้นแหละ แต่เล่มนี้มันเล่นเอาน้ำตาปริ่ม…

มันว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของครอบครัวหนึ่ง (ใช่! เราคิดว่ามันคือครอบครัว…ครอบครัวหนึ่ง) ประกอบด้วย 4 ชีวิตที่กระจัดกระจายไปคนละพื้นที่ พื้นที่ทั้งในรูปของตำแหน่งแห่งที่บนแผนที่และพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลภายในใจ ในห้วงเวลาเดียวกัน ห้วงเวลาอันร้อนแรงทางการเมืองที่สุดห้วงหนึ่งในรัฐไทยสมัยใหม่ การไล่รัฐบาลโง่ด้วยกิมมิคลายธงชาติเรื่อยยาวไปจนหลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 พ้องด้วยวิญญาณที่กำลังจะมลายหายไป, ความลับมืดของเซลล์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและกำแพงอันหน้าล้นของลูกพี่ลูกน้อง

ความสัมพันธ์ในเรื่องราวของพี่ชายยังคงน่าสนใจเสมอ มันเป็นความสัมพันธ์แบบที่เราไม่อาจคิดถึงได้แม้จะประสบกับมันอยู่ มันไม่ใช่แค่เพียงกำแพงหนา-บางที่กั้นเหล่าตัวละครไว้ให้มืดบอด แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น มันมีทั้งความรักและความชังที่ไม่เคยเข้ากันได้ การเอื้อมคว้าสิ่งใกล้ตาแต่ไม่อาจเอื้อมถึง โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ในตัวเองของเหล่าตัวละครที่มักสับสนและไร้แรงพลังในการต่อกรกับสิ่งรอบกาย และเมื่อความสัมพันธ์แบบนี้ถูกนำมาวางไว้ในแวดล้อมทางการเมืองแห่งความขัดแย้งรุนแรง เราจึงได้เห็นการกำเนิดของเครื่องมืออันทรงพลานุภาพ การเมืองที่ไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ของประเทศใดๆเลย…

การแสดงออกทางการเมืองกลับคือเครื่องมือในการนำพาตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านั้น เราอาจเพียงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของผู้คน ของคนที่เราแอบรัก ของความโกรธแค้นผิดรูป ทั้งหมดทั้งมวลคือการทำให้เราคิดว่าเรายังคงอยู่ มีตัวตนและยังสำคัญในสังคม กาลกลับกลายเป็นว่าการเปิดเปลือยความจริงคือสิ่งแปลกปลอม ความจริงไม่มีตัวตนในที่สาธารณะ ความจริงที่มาในรูปของประวัติศาสตร์สามารถทรานฟอร์มเปลี่ยนรูปได้ตลอดเวลา ลบแล้วเขียนใหม่ซ้ำๆเวียนไปไม่รู้จบ ประวัติศาสตร์ของสังคมบนกระดาษขุยบางจากการลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขียนขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความจริงมีมากกว่าหนึ่งเดียว ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลก็เชกเช่นกันที่แปรรูปไปในการรับรู้ของผุ้คนอื่น ถูกเขียนใหม่โดยบุคคลอื่น จนบางทีเราก็หลงลืมไปแล้วว่าประวัติศาสตร์ส่วนตนของเราเองจริงๆนั้นเป็นเช่นไร มันส่งผลต่อเราในทุกทาง ทุกช่วงวัยแม้จะไร้ลมหายใจไปแล้วก็ตาม

ท้ายที่สุดมันจึงคือการสลายลงไปอย่างมืดมิดเงียบงัน ในเวลาเดียวกับที่ในหน้าวอลล์ของเรายังคงค้างสเตตัสล่าสุดว่า “อีกวันแสนสุขในปี 2557”

หาก รัตติกาลของพรุ่งนี้ คือความฝันอันแสนเศร้า อีกวันแสนสุขในปี 2527 จึงคือความจริงที่เจ็บปวดยิ่งกว่า

ปล. อ้อมกอดของวิญญาณสุรีย์ในตอนท้ายทำให้เราร้องไห้

5/5

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475-2500

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475-2500 (ณัฐพล ใจจริง/ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน/ 2556)

นี่ คือหนังสือวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่สนุกมากและมันส์มากอย่างไม่น่าเชื่อ มันคือการศึกษาช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นช่วงเวลาเพียงแค่ 25 ปีตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองของคณะราษฎร 2475 ถึงการปฏิวัติในปี 2500 อันเป็น 25ปีของไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอะแยะมากมายที่สุดช่วงหนึ่ง โดยโฟกัสไปยังกลุ่มก้อนบุคคลผู้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญา สิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย กลุ่มอำนาจเก่าที่เสียผลประโยชน์จากการเปลี่ยนการปกครองอันหมายรวมไปถึงการ เปลี่ยนแปลงและเดินเกมของสถาบันกษัตริย์ด้วย

นอกจากความรู้ทางประวัติ ศาสตร์ใหม่ๆยังไม่เคยรับรู้มาก่อน อาทิ ความเกรียนของ ร.7, การแฝงความคิดต้าน ปชต ผ่านทั้งในงานเขียน นวนิยายหรือแม้แต่ในดิกชันนารี่!, การใช้ศาสนา ความกลัวหรือแม้แต่การยกสถาบันกษัตริย์เองมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมความ คิด, การที่ได้พบว่าไทยเคยเป็น ปชต แท้ๆอยู่ได้ไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำหรือแม้แต่การขโมย/ดัดแปลงความหมายของ ปชต ให้เปลี่ยนไปจนนำไปสู่ที่มาของคำว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ทำเอาใจเต้นแรงกับความรู้ใหม่ๆแล้ว ข้อดีอีกอย่างของหนังสือคือการที่เราได้พบว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างนั้นมันมีเหตุมีผลและเงื่อนไขต่างๆมากมายที่ทำให้มันต้องเกิดขึ้นตาม บริบทในขณะนั้น อย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำให้คณะราษฏรแตกกันอย่างชัดเจน หรือกับการสร้างผีคอมมิวนิสต์ของอเมริกาที่ยกสถาบันขึ้นเป็นเครื่องมือและ ตัวสถาบันเองก็ได้คว้าโอกาสนั้นไว้ มันเลยช่วงให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ใครที่อยาก เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ เล่มนี้เหมาะมากๆ ยิ่งไปกว่านั้นเราอาจรู้สึกว่าได้ว่าการเมืองตอนนี้มันเป็น “หนังม้วนเดิม”

5/5

My 5 best books of 2013

ปีนี้ได้อ่านหนังสือเยอะกว่าปีก่อนที่ 20 เล่ม (นี่เยอะแล้วหรือ????) เลยขอจัดอันดับเสียหน่อย ได้ผล ดังนี้

Best 5

5. Sostiene Pereira คำยืนยันของเปเรย์รา (Antonio Tabucchi เขียน/ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ แปล/ 208 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555)

4. คดีดาบลาวยาวแดง (ภาณุ ภาณุ ตรัยเวช/ 296หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555)

3. ออกไปข้างใน (นฆ ปักษนาวิน/ 184 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2555)

2. ศรีนวลจัดหนัก (หลายคน เขียน/ หลายคน แปล/ 285 หน้า/ สำนักพิมพ์บุุ๊คไวรัส/2556)

1. ยูโทเปียชำรุด (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ 237หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556)

1888_10200763768875036_1539246486_n

Honorable Mentions:

1. Never Let Me Go: แผลลึก หัวใจสลาย (Kazuo Ishiguro เขียน/ นารีรัตน์ ชุนหชา แปล/ 304 หน้า/ สำนักพิมพ์ เอิร์นเนส พับลิชชิ่ง/ 2554)

2. “นายใน” สมัยรัชกาลที่ ๖ (ชานันท์ ยอดหงษ์/ 328 หน้า/ สำนักพิมพ์มติชน/ 2556)

3. Tokyo Mysterious Story Collection ลึกลับ โตเกียว เรื่องสั้น (Haruki Murakami เขียน/ สร้อยสุดา ณ ระนอง, พีรวัธน์ เสาวคนธ์, มุทิตา พานิช, ช่อลดา เจียมจิจักษณ์, กนกวรรณ เกตุชัยมาศ แปล/ 183 หน้า/ สำนักพิมพ์กำมะหยี่/ 2556)

4. กล่องกระดาษบรรจุความเขลา (มหาสมุทร เลิศฯ/ 81 หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556)

5. ใบหน้าอื่น (นิวัต พุทธประสาท/ 190หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556)

ลิสต์หนังสือทั้งหมดและรายละเอียดดูได้ที่นี่ครับ https://www.facebook.com/koetsak.sirisomphotvanich/media_set?set=a.10200460209606244.2201337.1186959115&type=3

ครึ่งปีหลัง’ 13 กับหนังสือที่ได้อ่าน

Tokyo Mysterious Story Collection ลึกลับ โตเกียว เรื่องสั้น (Haruki Murakami เขียน/ สร้อยสุดา ณ ระนอง, พีรวัธน์ เสาวคนธ์, มุทิตา พานิช, ช่อลดา เจียมจิจักษณ์, กนกวรรณ เกตุชัยมาศ แปล/ 183 หน้า/ สำนักพิมพ์กำมะหยี่/ 2556) – 5+++/5

     ดีใจที่มีคนนำเรื่องสั้นของมูราคามิมาแปลเพิ่มอีกเป็นซีรี่ย์ที่สองเพราะส่วนตัวเราชอบเรื่องสั้นของเขามากกว่าเรื่องยาว (คือมันเหมาะกับการอ่านก่อนเข้านอนในแต่ละวันน่ะ เพื่อหวังว่าจะได้ฝันประหลาดเหมือนเรื่องที่ได้อ่าน) ซึ่งก็ต้องก้มกราบให้เขาอยู่ร่ำไป เขาคือมนุษย์ที่จับโมเม้นต์เล็กๆ ความรู้เล็กๆ ความเป็นไปเล็กๆมาไว้ในแวดล้อมประหลาดๆได้อย่างสมบูรณ์เหลือเชื่อ ถ้าเปรียบกับหนังสือเล่มนี้กับหนัง มันก็คงเป็นหนังดรามาดีๆ ภาพสวยงามมากๆ มีเพลงบรรเลงอ้อยอิ่งอบอวลเบาๆพร้อมกับเสียงแอมเบี้ยนของสายลมและความเงียบที่มาใจจังหวะราบเรียบสามัญแต่ชัดเจนในจังหวะ เราจะไม่ได้รู้สึกถึงการเติบเต็มหรือสูญเสียใดๆเพราะมันคือบางสิ่งที่เราไม่รู้แน่ชัด แต่แน่ใจว่ามันมีอยู่

ในเล่มนี้เราชอบ “The Kindney-Shaped Stone That Moves Every Day ก้อนหินรูปไตที่ขยับย้านไปในแต่ละวัน” มากที่สุด มันสวยงามและเขย่าตัวเราได้รุนแรงเหลือเกิน

รู้ทันราชวงศ์จักรี ความจริงย่อมลอยขึ้นเหนือน้ำเหนือฟ้าเสมอ (รักษ์ธรรม รักษ์ไทย/ 79หน้า/ 2525) – 3/5

เห็นน้าแอนดรูแชร์ไว้ก็เลยโหลดมาอ่าน ยอมรับว่ารู้สึก โว้ว! ว้าว! ตลอดเวลา แต่เมื่ออ่านจบแล้วก็พบว่ามันมีความสุดโต่งเกินไปมาก มีข้อมูลอ้างอิงจริงแต่ก็เลือกที่จะนำเสนอแนวความคิดของตัวเองซึ่งก็คือด้านตรงข้ามกับความรับรู้กระแสหลักแบบด้านเดียว โดยส่วนที่เรารู้สึกว่ามันผิดพลาดมากๆคือความย้อนแย้งกันเอง กล่าวคือมันเอามาตราฐานหนึ่งมาใช้ใส่ความ แต่ก็ยังคงใช้มาตราฐานเดียวกันนั้นมาอ้างอิงถึงความชอบธรรม (ประมาณว่าไปด่าเค้าว่าเชื่ออะไรไร้สาระ แต่ก็กลับนำเอาความเชื่อแบบนั้นมาใช้เป็นตัววัดคุณค่าซะงั้น)

อย่างไรก็ตาม การได้อ่านมุมความคิดอีกด้านหนึ่งอันเป็นด้านตรงข้ามที่ไม่ได้รับการเผยแพร่เลยแบบนี้บ้างก็ดีเหมือนกัน เปิดกบาลตัวเองและจะได้หัดเบตกับความคิดตัวเองบ้าง

ศรีนวลจัดหนัก (หลายคน เขียน/ หลายคน แปล/ สำนักพิมพ์บุุ๊คไวรัส/ 285 หน้า/ 2556) – 5++++/5

ในที่สุดก็อ่านจบแล้ว คืนละเรื่อง เว้นบ้าง หยุดบ้าง ตามสภาพร่างกายในแต่ละวัน แต่ทุกครั้งที่อ่านจบแต่ละเรื่องนี้แทบอยากจะกราบทั้งคนเขียนคนแปลที่ช่วยเปิดโลกวรรณกรรมแปลกรสแบบนี้ หลายเรื่องเรียกได้ว่าชอบแบบสุดลิ่มทิ่มประตู หลายเรื่องแม้จะไม่เก๊ตตามบริบทของผู้เขียน แต่การเขียนการแปลก็มักให้รสชาติอันแสนเวอจิ้นแปลกใหม่ ดั่งเปิดซิงคนอ่านหนังสือมาน้อยอย่างเรา บ้างสุขใจ บ้างกระชากใจ บ้างตกกะใจ บ้างเศร้าใจ บ้างพิมพ์ใจ บ้างพิศวงในใจ บ้าง….ใจ (เอาเป็นว่ามันมีครบทุกรสที่กระแทกใจแล้วกัน)

และการจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้แบบโดยรวมก็ดูจะเป็นการดูถูก เหมารวม และไม่เห็นคุณค่าเกินไปหน่อยกระมั๊ง เพราะแต่ละเรื่องมันมีความพิเศษเฉพาะตัวของมันเอง การกล่าวถึงโดยรวมอาจทำให้เราพลาดเอกเทศและแง่งามของแต่ละเรื่องสั้นที่รังสรรค์โดยสตรีล้วน ผ่านมือผู้แปลเฉพาะตัวในแต่ละบท ดังนั้นจึงขอกล่าวเรียงเรื่องโลด…

1. ฌิมะซากิ (Hiromi Kawakami/ มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์): อานุภาพความรักไร้กาลเวลาผ่านคู๋รักคนเฒ่า มันคือการเล่าเรื่องรักในแบบที่ต่างออกไปอย่างมีชั้นเชิงที่น่ารักและแอบเศร้าไปในที

2. นักว่ายน้ำ (Miranda july/ ไกรวฺุฒิ จุลพงศธร): จูลายมาเล่าเรื่องประหลาดให้เราฟัง เราไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครหรอก แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะเอาเข้าจริงมันคือจินตนาการอันแสนเศร้าตะหาก (เศร้าฉิบหายเลยด้วย)

3. หน้าต่าง (Mieko Kanai/ นราวัลลภ์ ปฐมวัฒน): เรื่องลำดับที่ 2 ของความชอบของเรา ชอบการนิยามการถ่ายถาพ, ภาพนิ่งและภาพเคลื่ิอนไหวกับภาพจริงที่ผ่านสายตา อ่านจบเหมือนดวงใจสูญหายไปบอกไม่ถูก เหมือนโมเม้นต์ที่จับไม่ได้ หายไปชั่วนิรันดร์  เหมาะมากกับคนชอบถ่ายภาพ

4. กาลครั้งหนึ่งมีแม่และราดิอัน (Avianti Armand/ วรันทร ฉะพงศ์ภพ): กรีดร้องอย่างรุนแรงเมื่ออ่านจบ เมื่อความอัดอั้นประทุถึงขึดสุดบนร่องรอยอันเดียงสา

5. อิสตรี (Rosaria Champagne/ สนธยา ทรัพย์เย็น): มันพูดถึงเพศและอำนาจได้อย่างสนุกล้ำและเซอร์เรียล อำนาจมันอยู่ในทุกผู้ไม่ว่าจะชายหรือหญิง

6. บาซูก้าของจูเลีย (Anna Kavan/ ธิติยา ชีรานนท์): หนึ่งในเรื่องที่ทำเอานิ่งงันเมื่ออ่านจบกับชะตากรรมของจูเลีย มันคือความเงียบเหงาแสนเศร้าที่แฝงอยู่ในเสียงหัวเราะดังๆแก่โลกอันโหดรัาย

7. ตามหาไอยรา (Jo Kyung Ran/ ดิษพล ศิวะรัตนธำรงค์): เรื่องเล่าชีวิตสาวผู้เห็นช้างในห้องนอนกับช่วงชีวิตผลัดใบจากช่วงแห่งความสุขสมบูรณ์ลงสู่แกนกลางของความว่างเปล่า บางทีชีวิตก็มักเล่นตลก

8. ภรรยาของอันตอนีโอ (Elsa Morante/ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ):  มันคือหนัง Amour ที่อาจไม่รุนแรงเท่า แต่ละมุนและรวดร้าวไม่ต่างกัน

9. ลอกชีวิตกุหลาบ (Clarice Lispector/ ดิษพล ศิวะรัตนธำรงค์): ผู้เขียนต้องเป็นคนที่โครตละเอียดลออกับชีวิตแน่ๆที่สามารถถอดความคิดความรู้สึกภายในออกมาเป็นเรื่องที่น่าติดตามสุดๆ อาการของตัวละครมันไม่ต่างจากสิ่งที่เราเป็นอยู่ แต่น่าเศร้ากว่าที่เราจับต้องมันไม่ได้เหมือนตัวละครในเรื่อง

10. ม้าน้ำ (Hiromi Kawakami/ มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์): ชอบเป็นลำดับที่สามของทั้งหมด ชอบความเซอร์เรียลที่มารองรับภาวะการหลงลืมของการถูกกระทำในโลกของเพศชาย

11. ภูเขาหินอุกกาบาต (Can Xue/ ปพิชญา รัตนมณี):  เราไม่รู้จัก ฉาน เสว่ นักเขียนหญิงชาวจีนคนนี้มาก่อน แต่พอได้อ่านเรื่องนี้(และอีกเรื่องในเล่มนี้) ก็บอกได้เลยว่าเธอมีของๆ มันประหลาดแต่สั่นสะเทือนอยู่ภายในลึกๆที่อธิบายไม่ถูก

12. มนุษย์กับหมาป่า (Angela Carter/ แดนอรัญ แสงทอง): สนุกมาก น่าติดตามด้วยความระทึก มันดิบโหดและแพรวพราวในการเล่าเรื่องอย่างที่สุด กราบสำนวนการแปลขั้นเทพของแดนอรัญไว้ ณ ที่นี่กับเรื่องราวที่ตั้งคำถามความเป็นมนุษย์

13. เด็กชายผู้เลี้ยงงูพิษ (Can Xue/ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา):  มันระทึกขวัญ มันแปลกประหลาดและแอบสะอึก การพยายามเข้าใจที่สุดท้ายจบด้วยการหลงลืม

14. เชือก (Katherine Anna Porter/ สุชาติ สวัสดิ์ศรี): เรื่องราวเล็กๆแสนเรียบง่ายแต่น่ารักจังเลยยยยย มันเหมาะมากกับใครก็ตามที่มี(หรือเคยมี)ความสัมพันธ์กับคนรักในช่วงเวลาหนึ่ง

15. เกมที่ค้างคา (Goli Taraghi/ ชลเทพ ณ บางช้าง): เรื่องนี้คือเรื่องที่ชอบมากที่สุดในเล่ม นอกจากบริบททางการเมืองและสังคมของอิหร่านที่สะท้อนภาพผ่านผู้คนในเที่ยวบินสู่กรุงเตหะรานแล้ว สิ่งที่เราโดนกับมันมากๆคือการหวนถวิลถึงอดีตที่แรกเริ่มดูสวยสดงดงามแต่ความจริงแท้คือการนำมาใช้เป็นเหตุของการเอาชนะในท้ายที่สุด ผู้เคยชนะตกสู่ความพ่ายแพ้หมดรูป ส่วนผู้เคยแพ้ก็ได้รับชัยชนะอย่างจอมปลอม อ่านจบอึ้งแดกแบกใบ้เลยทีเดียว (โน๊ตไว้กับตัวเองเลยว่าต้องหางานเขียนของนักเขียนอิหร่านมาอ่านอีก ประเทศนี้ไม่ใช่แค่หนังอย่างเดียวแล้วล่ะที่สุดยอด)

16. สวนพฤกษศาสตร์ (Virginia Woolf/ ภัควดี วีระภาสพงษ์): เพิ่งเคยอ่านของวูล์ฟแล้วก็โดนดีเข้าให้ ความโดดเด่นอย่างที่สุดคือความลื่นไหลของตัวอักษร ดั่งเราคือสายลมที่พลิ้วไหวไหลเอื่อย สำรวจสรรพสิ่งในสวนดอกไม้อันงดงามที่แวดล้อมกับมนุษย์อันหลากหลายซับซ้อน เป็นเรื่องที่สำนวนการแปลสุดยอดมาก

สุดท้าย หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางขายที่ไหน แต่หากสนใจ สามารถไปสั่งซื้อได้ที่สำนักพิมพ์โดยตรง ที่นี่: http://twilightvirus.blogspot.com/2013/08/bookvirus-10-16.html

ล่องกระดาษบรรจุความเขลา (มหาสมุทร เลิศฯ/ 81 หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556) – 5++/5

ฉัน เธอ ยืนนิ่งงันบนชานชลาใต้หยาดฝนพร่ำ
เสียงหวูดดัง ต่อกรกับหยดน้ำตกปะทะโลหะ
การต่อสู้รุนแรงแสนเขลาไร้เหตุผล
ก่อเกิดน้ำตาท่วมร่างไม่รู้ตัว

เธอเหม่อมองไปทางตะวัน
เพราะสายลมบอกฉันแบบนั้น
กระซิบแผ่วเบาด้วยความหนาวเหน็บ
เกาะกุมน้ำตาภายในให้แข็งตัว ไร้ความรู้สึก

ฉัน เธอ ยืนย่ำบนหาดทรายหยาบ
ปล่อยให้ดอกคลื่นสีขาวทักทายและลาจาก
ฉันปล่อยน้ำแข็งก้อนนั้นลงเชื่องช้า
ละลายหายไปในมหาสมุทรดั่งไร้ความหมาย

มหาสมุทรเดียวกันไหวเอื่อยสู่หาดทรายขาว
เธอยืนอยู่ที่นั่น ตรงนั้น ณ โมงยามที่ต่างกับฉัน
ฉันเห็นเธอยิ้มน้อยๆบนหลังเปลือกตาไร้แสง
เมื่อเกลียวคลื่อนโอบล้อมปลายเท้าเปลือย เธออาจรู้สึกบางอย่าง

– ไม่มีชื่อ –

และนั้นคือสิ่งที่เรารู้สึกกับหนังสือเล่มนี้

ใบหน้าอื่น (นิวัต พุทธประสาท/ 190หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556) – 4/5

ในบรรดาคนแปลกแยกในโลกวรรณกรรมที่เคยผ่านตา(ด้วยการอ่าน)ของเราทั้งโฮลเด้นใน Catcher in the Rye, ชาลีใน The Perk of Being Flower และโกมลในเล่มนี่ น่าขันที่คนหลังสุดนี้กลับเป็นคนที่เรา “รู้สึก” ร่วมมากที่สุด

อาจเพราะบริบทต่างๆมันใกล้เคียงกับชีวิตตัวเองจนบางช่วงบางตอนนึกว่าอ่านชีวิตตัวเองอยู่ ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ เรียนในมหาลัยเปิด รักแรกที่ผิดพลาด ชีวิตที่ก้าวพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือแม้แต่การพบหน้ากับความตาย และสิ่งที่เราทำก็คือการปลอมปละโลมชีวิตของตัวเองด้วยตัวเราเอง แต่น่าขันที่มันกลับไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเราเลย ด้วยภาวะของการเป็นคนอื่น ด้วยการสวมใบหน้าใหม่ทั้งจะด้วยความตั้งใจ จะด้วยความหวังแล้งๆ ความรักหลอกๆ หรือจะอย่างไรก็ตามแต่ เพราะเราเชื่อไปเองว่า คนอื่น ใบหน้าอื่น มันจะสามารถบรรเทาคลี่คลายรอยยับย่นของมาตรฐานชีวิตของเราได้ ซึ่งถ้าโชคดี ในวันหนึ่งเราอาจเข้าใจและลบใบหน้าเหล่านั้นออกไปได้ แต่ถ้าไม่ เราก็จะยังคงไม่รู้ตัวเราเอง เราอาจสวมทับใบหน้าไปมากมาย หลายชั้น จนเราลืมตัวเราเองไปแล้วจริงๆ อันส่งผลให้ตอนจบของเรื่องสะเทือนใจมาก

เดี๋ยวต่อด้วย ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

 

กล่องกระดาษบรรจุความเขลา

กล่องกระดาษบรรจุความเขลา (มหาสมุทร เลิศฯ/ 81 หน้า/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2556)

ฉัน เธอ ยืนนิ่งงันบนชานชลาใต้หยาดฝนพร่ำ
เสียงหวูดดัง ต่อกรกับหยดน้ำตกปะทะโลหะ
การต่อสู้รุนแรงแสนเขลาไร้เหตุผล
ก่อเกิดน้ำตาท่วมร่างไม่รู้ตัว

เธอเหม่อมองไปทางตะวัน
เพราะสายลมบอกฉันแบบนั้น
กระซิบแผ่วเบาด้วยความหนาวเหน็บ
เกาะกุมน้ำตาภายในให้แข็งตัว ไร้ความรู้สึก

ฉัน เธอ ยืนย่ำบนหาดทรายหยาบ
ปล่อยให้ดอกคลื่นสีขาวทักทายและลาจาก
ฉันปล่อยน้ำแข็งก้อนนั้นลงเชื่องช้า
ละลายหายไปในมหาสมุทรดั่งไร้ความหมาย

มหาสมุทรเดียวกันไหวเอื่อยสู่หาดทรายขาว
เธอยืนอยู่ที่นั่น ตรงนั้น ณ โมงยามที่ต่างกับฉัน
ฉันเห็นเธอยิ้มน้อยๆบนหลังเปลือกตาไร้แสง
เมื่อเกลียวคลื่อนโอบล้อมปลายเท้าเปลือย เธออาจรู้สึกบางอย่าง

– ไม่มีชื่อ –

และนั้นคือสิ่งที่เรารู้สึกกับหนังสือเล่มนี้

5++/5