Author: Seam - C

FILM I’VE SEEN IN NOVEMBER 2017

10/11/17 – เจ้าชายมือใหม่ THE NEW PRINCE (กรกฎ กรกฎา/ ไทย/ 2015) – 1/5

พี่ครับ น้องครับ มีเวลาว่างซักสองชั่วโมงไหมครับ? ถ้ามีเรียนเชิญดูหนังเรื่องนี้เลย มาฝึกความอดทนอดกลั้น ปลดปลงกับชีวิตและพบคุณค่าของเวลากัน

เอาจริงๆมันก็แย่แหละ แต่ก็ไม่ถึงขนาดเกลียด แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันมีดีอะไรนะ เพราะมันไม่มี

เหมือนบรรลุการดูหนังไปอีกขั้นที่กูดูเอาจนจบได้

ปล. แล้วก็ชอบแคปชั่นในยูทูปมากว่า “ภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปี 2015 ภาพยนตร์ที่ถูกสกัดดาวรุ่งมากที่สุด เพราะเป็นเพียงค่ายเล็กๆแต่กระแสดัง” แลดูกล้าดีแต่เสียดายไม่เปิดให้คอมเม้นต์

11/11/17 – Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน (ก้องเกียรติ โขมศิริ/ ไทย/ 2016) – 2/5

ดูมาสองวันแล้ว ลืมหนังไปหมดแล้ว รวดเร็วจริงๆ ปัญหาหลักที่พบว่าเหตุใดถึงไม่ค่อยมีความจดจำกับหนังนักที่พอระลึกได้ก็คงเป็นเรื่องที่มันผลักไสคนดูออกไป เหมือนดูตัวละครกับผีในเรื่องกำลังตีปิงปองกันไปมาเพื่อส่งให้ปริศนามันค่อยๆเปิดขึ้นโดยมีเราคนดูคอยดูอยู่ห่างๆ แล้วอีตัวนักตีปิงปองทั้งสองฝั่งก็ดันเป็นคนที่เราไม่ได้รู้สึกอยากจะรู้จักอะไรมากนักด้วยซิ

แต่จะว่าไปตัวพล๊อตและการเล่าของหนังมันน่าสนใจนะ อย่างการเล่าเรื่องแบบให้ตัวละครมันลูปอยู่ในบ้านนี่เราว่าดีแต่มันเสียตรงตามย่อหน้าแรกกับความที่มันยาวเกินไป ส่วนพล๊อตที่มันพูดถึงการพยายามไขว่ขว้าความสมบูรณ์แบบ พื้นที่ต้องสาป วังวนและสัญญาที่ต้องใช้คืน ที่พอมาคิดในแนวการเมืองก็น่าสนใจไม่ใช่่น้อย

และเอาเข้าจริง หากถามว่าเราสนใจอะไรมากที่สุด คำตอบคือเราอยากเห็นเรื่องของตัวละครผี ดวงใจ หิรัญศรี มากที่สุด

15/11/16 – Thor: Ragnarok (Taika Waititi/ US/ 2017) – 3/5

อยู่ในฝั่งที่โอเคกับหนังแฮะ

ที่ชอบ:

– เราโอเคที่มันฉีกขนบไปเลย ประกาศไปเลยว่ากูมันลิเก ลิเกจะมาจริงจังทำหวยอะไร มันต้องแบบนี้เว้ย แบบเมากาวไปตลอดเรื่อง เอาจริงๆซีนเปิดนี่เหี้ยมากเลยนะ(ไม่ใช่คำชม) แต่พอมันกล้าที่จะเล่นแบบนี้ไปทั้งเรื่องเราก็เลยตามเลย ดีเสียอีกที่มันฉีกไปจากจักรวาลมาเวลไปเลย บ้าบอดี

– เส้นเรื่องของโอดินกษัตริย์เหี้ย ทำดีเอาหน้าแล้วก็ไม่รู้ตัวเองว่าเหี้ย ปกปิดความเหี้ยจนรุ่นลูกต้องฉิบหายต้องมาเข่นฆ่ากันเอง

– ชอบตัวละคร วัลเครี่ ของ เทสล่า ทอมสัน มากๆๆๆๆๆ โดดเด่นที่สุดและน่าจะน่าจดจำที่สุดในหนังแล้วล่ะ

– ชอบสกอร์ของหนังมาก

ที่ไม่ชอบ:

– อีสัด! Hulk กูกลายเป็นตัวเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ จากที่เรารักตัวละครตัวนี้มากจากใน Avengers มาในเรื่องนี้คือการฆ่ากันชัดๆ

– ความน่าเบื่อของตัวละครเก่าทั้งหมด นี่เมิงไม่ได้โตขึ้นเลยหรือว่ะ? ทอร์เอย โลกิเลย ส่วน Hulk นี่ดาวน์เกรดมาติงต๊องเลย

11/11/17 – Justice League (Zack Snyder/ US/ 2017) – 1/5

โห อะไรมันจะเป็นบล็อคขนาดนี้ เหมือนหนังมันแยกตัดๆไปแล้วก็เอามาชนต่อกับแบบดื้อๆ แนะนำตัวแต่ละคนก็เป็นท่อนๆ เอามารวมกันก็เป็นท่อนๆ ใส่ดราม่าโง่ๆเข้าไปในอีกท่อนเพื่อไปสู่ท่อนไคลแม็กซ์ที่เออ นี่ไคลแม็กซ์แล้วหรา? แน่ละ อาจเพราะปัญหาที่ต้องเปลี่ยนตัวผู้กำกับ งานมันเลยง่อยไปถนัดตา

หนังก็ว่ากันตรงๆไปเลยว่ากูพูดถึงยุคสมัยของทรัมป์นี่แหละ คนแตกแยกและไร้ซึ่งความหวัง นี่ไง พวกกูเลยจับมือรวมเหล่าฮีโร่ขึ้นมา แถมปลุกยอดมนุษย์ขึ้นมากู้ศรัทธาอีกด้วย (จะโอบาม่า จะเดโมรเครตอะไรก็ตามแต่) เพื่อปราบความโลบความเห็นแก่ตัวและไม่ให้คุณค่ากับเพื่อนมนุษย์ บลาๆๆๆ ซีนนึงที่กูขำมากๆคือช่วงต้นเรื่องที่พี่ซุปกล่าวว่า “ความหวังก็เหมือนกับกุญแจรถ ที่ถ้าเราหาเจอ….” เหี้ย ตลกสัดๆ

แต่ถ้าเอาการเมืองไทยไปจับก็สนุกดีเหมือนกัน นี่ไงยุคประยุทธ์ ส่วนพี่ซุปจะเป็นอะไรก็ไปเติมกันเอาเอง

สรุปคือหนังไม่สนุกเลย นี่ลืมหนังไปเกือบหมดแล้วด้วย วันเดอร์วูเมนก็ไม่ได้ช่วยอะไร

แต่อยากดูหนังของ The Flash อะ ชอบ Ezra Miller ยิ่งเห็นว่า The Flash เป็นติ่ง k-pop ด้วยอันนี้น่าสนุก

Advertisements

Film I’ve seen in October 2017

01/10/17 – Blade Runner (Ridley Scott/ US/ 1982) – 3/5

เอามาดูก่อนที่จะดูของใหม่ในสัปดาห์นี้ ด้วยช่วงเวลาที่กว่าจะมาได้ดูเอาจนป่านนี้มันก็คงไม่มีอะไรให้อู้หูนักหรอกเพราะประเด็นในเรื่องมันถูกเล่ามาจนพรุนแล้วล่ะ จักรกลอยากเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์คลับคล้ายดั่งจักรกล อะไรประมาณนั้น แต่ก็น่าตื่นเต้นดีหากเราคิดถึงคนในยุค’ 80 ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในตอนนั้น (จินตนาการของปี 2019 ในหนังนี่เกินภาพจริงในปัจจุบันไปเยอะเลย 555)

รอดูภาคใหม่แล้วค่อยมาเทียบกันอีกที

02/10/17 – It (Andrés Muschietti/ US/ 2017) – 3.5/5

ส่วนที่เราสนใจที่สุดคือบรรดาแบล็คกราวด์ของทั้งตัวเมืองและเหล่าตัวละครผู้ใหญ่ทั้งหลายในหนังที่น่าสงสัยว่าจะชัดเจนขึ้นในภาคต่อ ทั้งในเรื่องเหตุการณ์ต่างๆในอดีตที่มีเรื่องของการเหยียดผิว และเหล่าบรรดาผู้รอดจากความกลัวในวัยเด็กผู้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในภาคแรกนี้ ผู้ใหญ่ที่โดนความกลัวกดทับจนกลายเป็นผู้สร้างความกลัวไปเสียเอง และเหล่าเด็กๆในภาคต่อไปก็คงไม่พ้นกลายเป็นแบบเดียวกัน จริงอยู่ที่ภาคนี้พวกเขาไม่กลัวอีตา It อีกแล้ว แต่อย่างที่หนังมันบอก It มันชอบความกลัวแบบปัจเจค แบบอยู่คนเดียว แล้วอีกเด็กๆที่แยกย้ายกันไปในตอนจบมันจะรอดหรือ ซึ่งดูท่าว่าจะฉิบหายกว่าแน่นอน (นี่กูจะเดาเรื่องภาคต่อทำไมว่ะ?)

ปกติเหล่าบรรดาหนังผีสยองขวัญมักไม่ทำงานกับเรา แต่เรื่องนี้ทำได้สำเร็จ แรกสุดคือมันสนุกมาก สองคือเราชอบที่มันเป็นหนังเด็กที่ไม่มีการประนีประนอมใดๆ (ซีนเปิดเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้ดีมาก) มีทั้งเรื่องการเหยียด ความรุนแรงหรือกับการกักขังในรูปของความรัก และอีความกล้ามันก็สร้างความกลัวขึ้นมาได้เหมือนกัน

ชอบบริบทของช่วงปลายปียุค 80 ที่หนังเอามาเป็นลูกเล่นด้วย และเหล่าเด็กๆก็เข้าขาและช่วยผ่อนคลายหนังได้ดีมาก

02/10/17 – This Film Is Not Yet Rated (Kirby Dick/US/ 2006) – 3.5/5

สารคดีที่พาคนดูไปพบกับปัญหาเรื่องการจัดเรตภาพยนต์ในอเมริกา เรารู้แหละว่าองค์กรทางภาพยนต์ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในฮอลลีวู๊ด คือ MPAA (Motion Picture Association of America) ก่อตั้งโดย แจ็ค วาเลนติ ตั้งแต่ปี 1922 ซึ่งปัญหาการจัดเรตก็มาจากอีองค์กรนี้นี่แหละ ปัญหาที่ว่าก็คือการถามหามาตรฐานในการจัดเรตหนัง อะไรโชว์ได้ อะไรโชว์ไม่ได้ อะไรพูดได้ อะไรพูดไมได้ เพื่อเรตหนังแต่ละแบบ โดยหนังพุ่งเป้าไปที่เหล่าหนังที่ได้เรต NC-17 หรือเรต X ไปสัมภาษณ์เหล่าผู้กำกับหนังเหล่านั้น อาทิ จอร์น วอร์เตอร์ที่พูดถึงหนังของเขาอย่าง “A Dirty Shame”, อะตอม อีโกยาน (Where the Truth Lies) หรือคิมเบอร์รี่ เพียร์ช กับหนังของเธออย่าง “Boy Don’t Cry” โดยหนังตั้งคำถามไม่ใช่แต่เรื่องทางเพศ แต่รวมถึงเรื่องความรุนแรง ประเด็นเกย์หรือแม้แต่หนังสารคดีที่เป็นเรื่องจริงๆที่เกิดขึ้นบนโลกว่ามันควรจะใช่เกณฑ์อะไรเพื่อการให้เรต

ในอีกด้านหนึ่งของหนังก็เป็นการสืบสวนหาตัว “ผู้โหวต” ในการจัดเรต เหล่าผู้คนซึ่งเหมือนเป็นมนุษย์ปริศนาดำมืดแต่มีความสำคัญในการตัดสินคุณค่าของหนัง ก่อนที่ในช่วงท้ายหนังจะทำแสบด้วการที่ผู้กำกับเอาหนังเรื่องนี้ส่งไปจัดเรตเสียเอง ก่อนจะได้พบเจอกับคำตอบประหลาดๆมากมาย จนการอุธรท์สุดท้ายของเขาได้เปิดเผยโฉมหน้าของเหล่าโหวตเตอร์ที่มีส่วนเกี่ยวของกับผลประโยชน์อันมหาศาลมากมายที่ได้จากการจัดเรตหนัง

ดูแล้วก็อดคิดถึงเมืองไทยไมได้ คล้ายกันมาก การจัดเรตที่ไม่ได้มาตราฐานและมีความน่าสงสัยว่าเอื้อผลประโยชน์ต่อบริษัทใหญ่ ผสมกับเหตุการณ์ของหนังอย่าง Shakespeare Must Die ที่มีหนังสารคดีอันว่าด้วยการต่อสู้กับการโดนแบบอย่าง Censor Must Die ออกมาคล้ายๆกัน

04/10/17 – Logan Lucky (Steven Soderbergh/ US/ 2017) – 4/5

– Ocean ฉบับอเมริกันภูธร ชอบจริงจัง กลายเป็นว่าชอบกว่าหนังตระกูล Ocean อีก สนุกมาก กวนตีนมาก แสบสันต์ถึงทรวงและรู้สึกแนบเคียงได้มากกว่า

– ชอบมากที่หนังมันเป็นการเฉลิมฉลองความบ้านนอกภูธร ของคนตัวเล็กๆ เติมเต็มความหวังของความไม่สมประกอบของอเมริกา อันเป็นด้านตรงกันข้ามกับหนังตระกูล Ocean ที่เรารู้สึกว่าเป็นหนังของคนชั้นกลางค่อนสูง

– ตลอดการดูก็คิดถึงหนังของพี่น้องโคเฮนเหมือนกัน ในแบบฉบับที่ตัดความซีเรียสจริงจังออกไป

– เพลง Take Me Home, Country Roads ของ John Denver ที่มีในหนังสองรอบนี่ทำงานรุนแรงมาก มันล้อกับตัวเรื่องแบบเต็มประสิทธิภาพสุดๆ สรวงสวรรค์ที่อาจไม่มีอยู่จริงอีกแล้ว

– แดเนียล เครก สุดตรีนจริงๆ

04/10/17 – ถึงคน..ไม่คิดถึง: From Bangkok to Mandalay (ชาติชาย เกษนัส/ Thailand, Myanmar/ 2016) – 4/5

ในแต่ละปีมันมักจะมีหนังจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่เป็นหนังดีอะไร อาจเลวร้ายด้วยซ้ำ แต่เรากลับรักมันมากๆเพราะบางแง่มุมมันสัมพันธ์กับชีวิตเราได้อย่างแนบแน่น และนี่คือหนังเรื่องนั้นในปีนี้

ข้อเสียที่มันชัดของของหนังคือความเพ้อฝัน น้ำเน่าเพ้อพก รวมไปถึงตรรกะอันล่มสลายของมันหรืออาจพ่วงด้วยการเกือบจะกลายเป็นหนังการท่องเที่ยวพม่าไปเสีย แต่หนังก็แก้ขัดได้ด้วยงานโปรดักซ์ชั่นดีๆ มีภาพสวยๆและเพลงเพราะๆที่สอดรับกันอย่างละมุน รวมไปถึงเรื่องเล่าย้อนอดีตกลับไป 50 ปีในพม่าที่เราว่ามันเป็นส่วนทีดีที่สุดของหนังซึ่งทำให้เราเพลิดเพลินกับหนังมากๆ

เราชอบประเด็นของหนังแบบสุดๆ ใช่มันน้ำเน่ามาก แต่ทำเอาน้ำตาปริ่ม “ความทรงจำก็คือความทรงจำ คืออดีตที่ไม่อาจหวนคืนมาได้อีก มันเป็นสิ่งมีค่าที่ทำได้แค่เก็บระลึกถึงมันไว้แล้วหันหลังก้าวเดินต่อไป”

ปล. เพลงตอนเครดิตท้ายทำให้เรานึกถึงเพลง Secret Gargen ของ Bruce Springsteen ที่เรารักมากและมีอิทธิพลกับชีวิตเรามากๆ ไม่ใช่เพราะมันมีความหมายเหมือนกันแต่เพราะมันเป็นสื่อกลางของความทรงจำ

05/10/17 – Baby Driver (Edgar Wright/ UK, 2017) – 3/5

จะดีมากถ้าหนังมันสั้นกว่านี้ ด้วยเพราะที่หนังมันเดินไปด้วยการเล่นกับสไตล์เป็นหลักมากกว่าตัวเนื้อเรื่อง พอมันยาวเกือบสองชั่วโมงแบบนี้ช่วงครึ่งท้ายมันเลยเนือยๆ แต่ช่วงครึ่งแรกของหนังนี่ชอบมากเลยนะ ตื่นเต้นมาก การตัดหนังตามเพลงมันน่ากรี๊ดจริงๆนั้นแหละ แต่สุดท้ายมันก็เยอะจนเบื่อตามความยาวหนัง

มันเลยกลายเป็นว่าสเน่ห์ที่มีในหนังช่วงแรกมันค่อยๆเลือนหายไปกลายเป็นหนังเลี่ยนๆไปซะงั้น

07/10/17 – 20th Century Women (Mike Mills/ US/ 2016) – 5/5

อิ่มมากกก ดีมากกกกก ชอบมากกกก รักมากกกก

นี่มันหนังที่มีไว้เผื่อให้เรารักเลยจริงๆ ดีงามทุกอณู ไม่รู้จะเขียนอะไรมากไปกว่านี้เพราะไม่งั้นมันจะเป็นการชมที่ยืดยาวมาก (คือขี้เกียจด้วย)

ดูสองรอบรวดเลย ติดท๊อปซิคุณ

Well it seem so real, i can feel it. But why i can’t touch it

08/10/17 – A Ghost Story (David Lowery/ US/ 2017) – 4/5

ชอบสิ่งที่อยู่นอกเหนือและไม่ถูกพูดถึงจากในตัวอย่างหรือเรื่องย่อ จากหนังผีเศร้าๆเหงาๆจากความรัก กลายเป็นหนังผีแบบพุทธไปเสียเฉย

คอนเซ็ปหนังเก๋ดี ทั้งรูปลักษณ์ของผี การตัดง่ายๆเพื่อสื่อถึงการเดินทางของเวลา เพลงกระกอบดีๆหรือแม้แต่คอมเซ็ปแบบพุทธในหนังที่ว่าถึงการยึดติด, ปล่อยวาง, การหลุดพ้นและวงเวียนชีวิต

ส่วนตัวโดยรวมไม่ได้ชอบมากแฮะ ดีที่ช่วงท้ายมันพาไปได้สุด ซีนกินพายอันยาวนานนี่ดีมากๆ มันล้อกับเรื่องความต่างของเวลาระหว่างมนุษย์กับผีได้ดีมาก ชอบมาก

ดูรอบสอง ชอบหนังมากขึ้น รู้สึกว่าหนังละเอียดดี อีโมโนลอคยาวเหยียดที่พูดถึงคอนเซ็ปของหนังที่แม้จะเป็นการพูดแบบโต้งๆ แต่มันก็ใช้วิธีการพูด การอธิบายได้ฉลาดดี (ที่ยกตัวอย่างเพลงของบีโธเฟน) แล้วก็ยังชอบตอนจบของหนังมากเหมือนเดิม

08/10/17 – I Am Not Your Negro (Raoul Peck/ US, France/ 2016)3/5

(เหตุอันใดทำไมจึงหาหนังเรื่องนี้ใน activity/watching ในเฟสบุ๊คไม่ได้???)

อดไม่ได้ที่จะเปรียบกันสารคดีชิงออสการ์ในปีเดียวกันอีกเรื่องอย่าง O.J. Made In America ที่พูดถึงเรื่องคนผิวสีทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และสังคมเหมือนกัน แต่ด้วยน้ำเสียงที่ต่างกัน ด้วยความที่เรื่องนี่มีฐานมาจากบทความของนักเขียน, กวีผิวสีด้วยกระมั๊งที่ทำให้หนังมันมีความนุ่มนวลกว่า อ่อนไหวมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์คนดูได้มากกว่าด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ชอบ O.J. มากกว่า ไม่ถนัดหนัง Essay film จริงๆ

09/10/17 – First They Killed My Father (Angelina Jolie/ Cambodia, US/ 2017) – 4/5

แรกสุดเลยอยากรู้ว่าโจลี่ไปหาเด็กคนนี้มาได้ยังไง เธอผู้แบกหนังไว้ทั้งเรื่องอันเป็นส่วนที่ดีมากที่สุดของหนังเลย

เป็นหนังที่มีทุกสิ่งที่หนังเมโลดราม่าพึงมี มันเรียกน้ำตาได้สำเร็จลุล่วงแถมจบด้วยความหวังและเป็นหนังที่ออสการ์ชื่นชอบ

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าหนังไม่ดี มันดีเลยแหละ และยิ่งมันพูดเรื่องกัมพูชายุคเขมรแดงด้วยเราเลยอินเป็นพิเศษ

และแน่นอนตามขนบหนังในยุคนี้ที่มักจะไม่ทำให้มันแบ่งขาวดำชัดเจน เราจึงได้หนังที่บอกว่าการเอาความอยุติธรรมต่อสู้กับความอยุติธรรม เอาความรุนแรงปะทะความรุนแรงนั้นมันไม่เวิร์คและเด็กคือเหยื่อเสมอ

กัมพูชามีหนังที่ชำระประวัติศาสตร์อันเลวร้ายหลายเรื่องแล้ว ส่วนไทยก็ยังคงเงียบต่อไป น่าเศร้า

11/10/17 – Blade Runner 2049 (Denis Villeneuve/ US, UK, Canada/ 2017) – 3/5

เพลิดเพลินมาก ภาพสวยอลัการสัด ดีใจสุดๆที่ได้ดูแบบ Imax 3D แต่เอ๊ะ! ทำไมเราเฉยๆกับหนังหว่า?

มานั่งคิดไปคิดมาก็คิดว่าเราอาจดูหนังแบบหุ่นยนต์ไปหน่อยคือตามแต่ตัวเรื่องจนหลงลืมความรู้สึกร่วมต่างๆที่หนังมอบให้ คือเราสนุกมากที่ได้ติดตามเรื่องราวของมันทั้งในเรื่องความแท้/เทียมของความทรงจำ, ความรู้สึกของเหล่าทั้งมนุษย์แท้/เทียมหรือแม้แต่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่เราไม่อาจจับมวลความรู้สึกระหว่างตัวละครได้เท่าไหร่ แต่ก็ชอบเรื่องความรักระหว่างเคกับจอยในช่วงแรกมากๆ แต่พอเวลาผ่านไปกลับเริ่มเฉยๆ ปาฏิหารย์ในเรื่องเหมือนเป็นต่อยอดจากหนังภาคแรกที่มนุษย์เทียมเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ส่วนมนุษย์แท้เริ่มเบลอเลือน

พอไปอ่านรีวิวของมิตรสหายแล้วพบว่าหนังมีศูนย์กลางของเรื่องคือ ความรัก ในใจกูก็เกิดคำถามขึ้นว่า อ๋อเหรอ??? (คือกูอาจคือมนุษย์แท้สุดโต่ง)

สรุปคือการดูหนังด้วยการถอดหัวใจเอาไว้นอกโรงคือความผิดพลาดอย่างสูงของกูเอง หากมีโอกาสขอซ้ำอีกรอบ

ปล. แต่โมเม้นต์ที่ชอบที่สุดคือหลังออกจาโรงแล้วเจอคนบ่นถึงหนังว่า “แม่ง กูหลับไปชั่วโมงนึงละยังไม่มีเหี้ยอะไรเลย คุยกันอยู่ได้”

12/10/17 – Hardcore Henry (Ilya Naishuller/ Russia, US/ 2015) – 1/5

ถ้ามันเป็นหนังสั้น เพราะมันสั้น เราไม่ปวดหัว

ถ้ามันอยู่ในเครื่องเล่นอะไรซักอย่าง เพราะมันสั้นและเราเคลื่อนไหวได้ไปพร้อมกับภาพบนจอ เราไม่ปวดหัว

ถ้ามันอยู่ในเกมแบบ first person เพราะเราควบคุมได้ เราไม่ปวดหัว

แต่หากนอกเหนือจากนั้นแล้ว กูปวดหัวมากกกกกกกกกกก

13/10/17 – Road to Mandalay (Midi Z/ Myanmar, Taiwan/ 2016) – 4.5/5

[ดูบนเครื่อง]

อือหืออออออ

คือก็พอรู้เรื่องราวอยู่บ้างแหละว่ามันเกี่ยวกับคนพม่าหนีมาทำงานที่ไทยเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมาย แต่ไม่คิดว่าจะตีแผ่ระบบขนาดนี้ (ซึ่งไม่แปลกใจใดๆเลยถ้าหนังถูกแบบในไทย)

กลายเป็นการตามดูชะตากรรมของคนชายขอบที่มีตัวเลือกแค่เหี๊ยเหี้ยกับเหี้ยมาก คนนึงเลือกที่จะยอมจำนน อีกคนเลือกที่จะสู่ แต่สรุปก็คือเหี้ยห่าอยู่ดี

หนังก็ให้ภาพแรงงานต่างด้าวในไทยได้รุนแรงสัดๆ

ซีนตัวเหี้ยในห้องสุดขีดมากกกกกกกกกกกกกก

15/10/17 – Life (Daniel Espinosa/ US/ 2017) – 2.5/5

เฮ้ย! นี่มัน Deep Rising นี่หว่า! เหมือนอะไรขนาดนี้ อสูรกายบนพื้นที่ปิด แถมยังจบพลิกปลายเปิดเหมือนกันอีกแหนะ

อาจเชยไปหน่อยแต่ก็สนุกดี ไอ้เรื่องสิ่งมีชีวิต การเอาตัวรอด เอเลี่ยนแอบโง่ มนุษย์ใช้อารมณ์อะไรนั่นช่างแม่งเถอะ

เสียดายอีกอย่างคือการใช้นักแสดงดังๆไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

17/10/17 – Pop Aye (Kirsten Tan/ Singapore, Thailand/ 2017) – 3.5/5

[ดูบนเครื่อง]

ชอบประเด็นเรื่องที่ว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ความรุ่งเรืองมันมีจุดสูงสุดและต่ำสุดของมัน

จริงๆเรื่องที่ว่าคนที่กำลังจะตกยุคตกสมัยเดินทางไปตามภารกิจความฝันอะไรบ้างอย่าง ระหว่างทางก็พบผู้คนที่มีตำแหน่งแห่งที่ของความเป็นผู้แพ้เหมือนกันๆ มาช่วยเยียวยากัน แชร์ความฝันกัน เป็นกำลังให้กันเพื่อให้ถึงจุดหมายอย่างที่คาดหวัง มันอาจไม่ได้ใหม่และมีแนวโน้มจะทำให้มันออกมายี้ได้ง่าย แต่เรื่องนี้ถือว่าเอาตัวรอดได้สวย เพราะสุดท้ายไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะได้ตามใจที่เราต้องการ

ซีนจบตอนดูจบแรกๆไม่ชอบนะ แต่พอมานั่งคิดถึงหนังแล้วรู้สึกชอบขึ้นมากเรื่อยๆ มันอุ่นดี

21/10/17 – The Wave (Roar Uthaug/ Norway/ 2015) – 2/5

ดูในบิ๊กซีเนม่า ซึ่งไม่รู้ว่ามันถูกตัดทอนให้สั้นลงหรือเปล่า แถมมีแต่พากษ์ไทยซึ่งเป็นการพากษ์แบบตัดเสียงแอมเบี้ยนอื่นๆออกไปเหี้ยนหมดเลย อถรรสหายไปหมด

ผลที่ได้คือทำไมมันน่าเบื่อ มันเมิงคลิเช่หนังมหันตภัยได้เพียงนี้ว่ะ ยิ่งช่วงท้ายนี่แบบไม่ไหวจริงๆ นี่หรือหนังส่งชิงออสการ์ของนอเวย์??

หากมีโอกาสใหม่ก็ขอดูอีกรอบละกัน ให้โอกาสหนังอีกที

23/10/17 – Journey to the West : The Demon Strike Back (Tsui Hark/ China/ 2017) – 2/5

อ้าว กลายเป็นหนังขายเอฟเฟกต์ไปเสียอย่างนั้น อัดมาซะสนุกมือเลยนะ ฉีเคอะ!

เราชอบภาคแรกที่กำกับโดย โจวซิงฉือ มากแบบมากกกกกกกกกกก ก็เลยเสียใจนิดหน่อยที่ภาคต่อเขาไม่ได้กำกับเองแต่มาช่วยเขียนบทแทน แน่นอนเรายังชอบความตลกแบบโจวซิงฉือที่มีในหนังตามรายทาง แต่ภาพรวมแล้วกลับรู้สึกผิดหวัง

โอเคละประเด็นเรื่องการไว้ใจกัน ความรักของตัวพระถัง มันก็ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันไม่แรงมากพอที่เราจะชอบ เหมือนมันโดนการขายเอฟเฟกต์กลบไปเสียหมดเลย เข้าใจล่ะว่าขายจีน แต่ก็นะ ฮือๆๆๆ

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังหรือ แน่นอน ซูฉี 555

เอาภาคแรกมาดูอีกรอบล้างตาดีกว่า

23/10/17 – The Canyons (Paul Schrader/ US/ 2013) – 2/5

เป็นหนังที่ตลกดี ไม่รู้ว่าเพราะเป็นหนังทุนต่ำ(ที่มาจากการระดุมทุน)หรือเพราะความตั้งใจจริงๆของ ผกก ที่ให้มันออกมาดูบ๊านบ้าน แอลเอในหนังที่ดูไม่เหมือนแอลเอเอาเสียเลยแม้ว่าเหล่าตัวละครจะเป็นถึงโปรดิวเซอร์ นักแสดงในวงการก็ตาม แถมเรื่องราวมันก็ wtf จริงๆ นักแสดงแข็งเป็นสากทุกคน แม้แต่โลฮานก็ไม่รอดอะนะ ซีนฟูมฟายช่วงท้ายที่กูตลกมาก ส่วนอีเจมส์ ดีน นี่แม่งพยายามจนตลก 555

หนังมันพูดถึงด้านมืดของฮอลลี่วู๊ด ลินเซ่ โลฮานเป็นอดีตนักแสดงที่เลิกเล่นหนังแล้วไปเป็นเมียโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพล แอบมีชู้กับดาราหนุ่มที่กำลังไต่เต้าเล่นหนัง เป้นด้านมืดของวงการหนังฮอลลี่วู๊ดที่กำลังพังทลายลงเพราะความเงี่ยนและความหึงหวง คือที่มันตลกมากๆก็เพราะมันก็เล่นเล่าแบบดุ่มๆดื้อๆซื่อๆ ไร้ซึ่งชั้นเชิงทางศิลปะใดๆ ทุกสิ่งอย่างไม่มีอะไรที่เจริญหูเจริญตา

แต่ก็นั้นแหละ ถ้าคิดว่ามันเป็นความตั้งใจของตัวคนทำ เราก็อาจคิดไปในแนวทางของการกัดจิกวงการได้เหมือนกัน แต่อีกใจก็คิดว่าไม่น่าใช่

อย่างไรก็ตาม หนังเปิด-ปิดด้วยภาพโรงหนังเก่าร้างหลายแห่งในอเมริกา (หรืออาจจะแค่ใน LA ตามโลเคชั่นของหนัง อันนี้ไม่แน่ใจ) ที่ทำเอากระตุ้นความน่าสนใจมาก แต่แล้วก็นะ…

25/10/17 – Reach for the Sky (Wooyoung Choi, Steven Dhoedt/ South Korea, Belgium/ 2015) – 3/5

เพราะบ้านเรามี “Final Score 365วัน ตามติดชีวิตเด็กเอนท์” ที่มาก่อนกาลนานแล้ว เราเลยไม่ได้ตื่นเต้น อู้หู กับหนังมากนัก (และเราก็ชอบสารคดีไทยมากกว่าด้วย)

แต่การดูหนังเรื่องนี้มันเหมือนเป็นการจับความรู้สึกตัวเองที่มีต่อเรื่องราวในหนังเทียบกันระหว่างยุคโน้นกับยุคนี้ไปเสียมากกว่า (สารคดีทั้งสองเรื่องห่างกัน 8ปี) จำได้ว่าในตอนโน่นกับ Final Score ที่เราเพิ่งเรียนจบใหม่ๆจากมหาวิทยาลัยเปิด เราจึงอินมากกับหนังโดยทั้งหมดนั้นคือการแนบเคียงกับตัวซับเจกค์ของหนัง เหล่าเด็กๆที่เหมือนต้องทำสิ่งที่ไม่ใช่ความคาดหวังหรือความฝันของตัวเอง เสียเวลาไปกับความคาดหวังเหล่านั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆเลยคือเพราะเพิ่งผ่านความผิดหวังจากการสอบแบบนั้นมาไม่กี่ปีและเราเข้าใจดีในความรู้สึกนั้น

พอมาปีนี้ กับเรื่องนี้ ด้วยห้วงวัยที่โตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แว่นการมองต่างไปจากอดีต สิ่งที่เราเห็นและรู้สึกกับมันมากๆคือคำถามที่ว่า “อะไรทำให้สังคมเป็นแบบนี้?” รัฐที่ว่าไม่ให้เด็กเครียดแต่กลับให้ความสำคัญและทำทุกอย่างกับการสอบ โดยเฉพาะกับแนวคิดการแบ่งชนชั้นที่จะฝังหัวเด็กไปตลอดไม่ว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้หรือไม่ก็ตาม (อย่างซับเจกค์ผู้ชายในช่วงท้าย) ผลคือเรารู้สึกเศร้ามาก

แน่นอนมันยิ่งเศร้าเมื่อเอามาแนบเคียงกับบริบทไทยที่เอามาแนบทาบกันได้เลย

อนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าเกาหลีนี่สุดขีดกว่าไทยหลายขุมเหมือนกัน ไหนจะโรงเรียนประจำของเด็กรอสอบใหม่ที่ไม่ต่างจากค่ายทหาร หรือกับหนังสือเรียนที่ใช้ได้แค่ปีต่อปี (ชอบซีนเทหนังสือทิ้งมากๆ เหมือนเป็นเหตุการเดียวที่เด็กได้ปลดปล่อยอารมณ์ภายใน)

26/10/17 – Trilogy of Lust 2: Portrait of a Sex Killer (Jiro Ishimura, Julie Lee/ HK/ 1995) – 1/5

แล้วก็เป็นไปตามที่คาดว่าหนังภาคต่อมันคงไปได้ไม่ถึงอย่างหนังภาคแรก กลายเป็นหนังเฉิ่มๆเชยๆแถม wtf มากๆ

ภาคแรกของหนังแม้ว่าจะต่ำตม เป็นหนัง CAT III ในระดับที่จะกลายเป็นหนังโป๊ฮาร์ดคอร์อยู่แล้วแต่มันก็มีประเด็นเรื่องการเมืองทางสังคมของจีนในยุคสมัยนั้น ประเด็นที่มันส่งผลต่อตัวละครได้อย่างน่าคิด แต่มาภาคนี้หนังกับเลือกที่จะใช้เหตุผลง่ายๆ(ครอบครัวมีปัญหา บลาๆๆ) แถมยังให้ตัวละครแสดงออกอย่างสุดขั้ว (การแต่งตัวออกไปหาเหยื่อ) หนังมันเลยไม่มีอะไรเลยนอกเสียจากการดูซีนโจ๊ะทุกๆ 10 นาทีกับเส้นเรื่องบางๆ

ยังไม่รวมไปถึงการกดทับทางเพศ การเล่นสนุกเกินเลยของหนังต่อตัวละครที่เป็นเพศหญิง ยิ่งในช่วงท้ายที่หนังพยายามมอบความสงสารให้กับตัวละคร แต่เราคนดูกลับยิ่งรู้สึกว่าหนังมันยิ่งกดทับเธอลงไปให้จมดิน (น่าสนใจที่หนึ่งใน ผกก นั้นเป็นผู้หญิง แถมเขียนบทและแสดงเองด้วย)

แล้วตอนจบนี่คืออะไร? กระเทยคนนี้มันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องแสดงตัวถึงขนาดน้้นว่ะ! งง

ส่วนภาคสามนั้นยังหาดูไม่ได้ ถ้ามีวาสนาคงได้เจอกัน

26/10/17 – We Married as a Job (Fuminori Kaneko/ Japan/ 2016/ TV Series) – 5/5

ณ เวลานี้หากใครถามว่า ในปีนี้อะไรที่ทำให้เสียใจที่สุด คำตอบของเรา ณ ตอนนี้ก็คือ การไม่ได้เห็นหน้างักกี้ก่อนนอนทุกคืนอีกแล้ว ฮืออออออ เศร้าแบบซีเรียสจริงจัง

ซีรี่ย์ 11 ตอนจบ มีพระเอกเป็นวิศกรคอมพิวเตอร์ที่ชีวิตทุกระเบียบมีแบบแผน ชัดเจน หาคำตอบได้ ใช้เหตุผลเป็นหลักใหญ่ในการดำรงชีวิต ส่วนนางเอกจบปริญญาโทจิตวิทยา เก่ง ตั้งใจทำงาน รักและรับผิดชอบกับงานที่ทำอย่างดีแต่ให้ตายก็ยังหางานทำไม่ได้ซักที แต่แล้วนางเอกก็ได้งานไปเป็นแม่บ้านทำความสะอาดบ้านให้พระเอกด้วยเงินจ้างที่สูง แถมพอผ่านการทำความสะอาดครั้งแรก พระเอกประเมินแล้วว่าผ่านเกณฑ์ เธอจึงได้เป็นคนทำงานสะอาดประจำในห้อง 303 ของพระเอก เรื่องมันก็มาพลิกตรงที่ว่าที่บ้านนางเอกต้องย้ายไปต่างจังหวัด ซึ่งหากนางเอกต้องการอยู่ในเมืองต่อก็ต้องหาเช่าบ้านเอาเอง แผนการแต่งงานหลอกๆจึงเกิดขึ้น การแต่งงานที่ความจริงแล้วคือสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตะหาก

อย่างที่เรารู้กันว่าในสังคมญี่ปุ่นนั้น ฝ่ายสามีจะเป็นคนออกไปทำงานและหารายได้เข้าบ้านแต่เพียงผู้เดียว ส่วนภรรยานั้นมีหน้าที่เพียงดูแลบ้านและไม่มีรายได้ชัดเจน เราจึงเห็นถึงการบ้างานมากๆของผู้ชายและความไร้หนทางของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่น ด้วยประการฉะนี้ ความสนุกและฉลาดของซีรี่ย์เรื่องนี้มันก็คือการตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเรามองว่าการเป็นเมีย(นิยามที่ครอบคลุมความเป็นแม่บ้านอีกที)มันเป็นอาชีพๆหนึ่งที่ต้องมีค่าแรง มีกฏระเบียบและแนวคิดคล้ายๆกับการทำงานบริษัทๆหนึ่ง(ซึ่งบริษัทในที่นี้คือครอบครัว) โดยที่ตัวมันเองก็เล่นกับแนวคิดนี้แบบไม่มีหลุด จริงอยู่ว่ามันคือซีรี่ย์รอม-คอม ที่ตัวพระ-นางมันต้องมารักกันในตอนจบ แต่มันก็ยังคงเหนี่ยวแน่นกับประเด็นแก่นหลักอันนี้แบบไม่มีหวั่นไหว มันเลยกลายเป็นว่าช่วงที่เราชอบมากที่สุดคือช่วงท้ายของซีรี่ย์ที่ตัวพระ-นางรักและเข้าใจกันแล้วแต่ประเด็นเรื่องอาชีพเมียยังคงอยู่ โดยมันสามารถจัดการได้ด้วยการรับฟัง พูดคุยและปรับตัว แถมความฉลาดอีกขั้นของมันยังเป็นกุศโลบายว่าต่อปัญหาเรื่องที่ญี่ปุ่นปัจจุบันมีการแต่งงานมีครอบครัวน้อยลง

ส่วนเรื่องรักมันก็ดี หนังฉลาดที่ให้ความรักเกิดขึ้นกับพระเอกเนิร์ดกับนางเอกหัวหมอบนแนวคิดแบบระนาบแกน Y อย่างนายจ้าง-ลูกจ้าง การรักในความตั้งใจทำงานของพระเอก กับ ความรักในการสั่งงานที่ชัดเจนของนางเอก แล้วก็ค่อยเติมสถานการณ์ที่ท้าทายระบบเข้าไปเรื่อยๆเพื่อหาจุดสมดุล แล้วก็ชอบที่มันเชิดชูพลังของเพศหญิงด้วย อย่างอำนาจต่อรองกับสามีของนางเอก, การหย่าร้างและใช้ชีวิตให้ได้ของเพื่อนนางเอก, การต่อกรกับสังคมต่อหญิงโสดสูงวัยหรือแม้แต่การแตะประเด็นเรื่องเกย์

มีซีนนึงที่ชอบมากๆคือซีนการโต้วาทีในเรื่องว่า “ความยากลำบากของแม่ที่ต้องทำงานและเลี้ยงลูกไปพร้อมๆกัน” โดยนางเอกเสนอว่าให้ผู้หญิงมีลูกตั้งแต่ยังเรียนไปเลยเพราะมีเวลาเลี้ยงมากพอ อันเป็นการสนองนโยบายเพิ่มประชากรของประเทศไปด้วย ล้ำดี

ที่เขียนมาทั้งหมดจริงๆไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก ที่สำคัญคืองักกี้ แค่การดูงักกี้อย่างเดียวกูก็ให้คะแนนเต็มแล้วอะ คนอะไรพลังทำร้ายล้างสูงเยี่ยงนี้ ผมสั้นเหมาะกับหน้าเธอมาก กี๊ดดดดด (ไปเจอรูปผมยาว ไม่เหมาะกับเธอเลยจริงๆ

แล้วเป็นซีรี่ย์เรื่องแรกที่ดูเครดิตจบท้ายจนจบทุกตอนเลย 555

29/10/17 – Tie Me Up! Tie Me Down! (Pedro Almodóvar/ Spain/ 1989) – 4/5

ยอมใจเจ้าป้าเลย ไอ้เราก็นึกอยู่แล้วล่ะว่าหนังรักของเจ้าป้ามันไม่มีทางธรรมดา ซึ่งตอนดูแรกๆมันก็เฉยๆนะ แต่พอหนังค่อยๆเปิดเผยแบล็คกราวด์ของตัวละครทั้งสองในช่วงท้ายนี่มันประหลาดแต่เสือกโรแมนติก กลายเป็นว่าความประหลาดของมันกลับคือการเติมเต็มตัวละครไปซะงั้น ซึ่งดี

ชอบความกวนของป้า อย่างการจำกันได้หรือการหายเป็นบ้าได้เพราะเย็ดกัน หรือเหล่าอาการที่แลดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนใดๆแม้กูจะถูกลักพาตัว

อนึ่ง ชอบโลเคชั่นห้องนางเอกกับห้องของพี่สาวนางมากๆ สวยชะมัด

29/10/17 -Elizabethtown (Cameron Crowe/ US/ 2005) – 2/5

เอาเข้าจริงโครงสร้างมันก็คล้ายๆกับ Jerry Maguire นะที่พูดถึงชายที่โดนหน้าที่การงานบีบให้ล้มก่อนค่อยๆหาทางไต่กลับขึ้นมาโดยได้รับความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัว แต่ปัญหาของเรื่องนี้เราว่ามันบางไปหน่อยและเลือกที่จะหวานเกินพอดี เราเลยรำคาญอีตัวละครหลักทั้งสองนี่มากๆ ยิ่งช่วงท้ายนี่เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆว่าโควร์จะเล่นแบบนี้ เพ้อเจ้อเกินไปจริงๆ

อนึ่ง ยังคงรักการใช้เพลงของโครว์เสมอ

30/10/17 – The Brown Bunny (Vincent Gallo/ US/ 2003) – 1/5

คือถ้าการเดินเรื่องทั้งหมดเพื่อต้องการให้คนดูช็อคกับซีน blow job อันลือลั่นแค่นั้น เราว่าหนังแม่งสอบตก

เกือบทั้งเรื่องของหนังคือการเดินทางไปพร้อมกับตัวละครผู้ผิดหวังเศร้าสร้อยจากสาวคนรัก ภาพถนนตัดกับภาพหน้าตัวเอก แทรกด้วยการกระทำแปลกของเขาอีกนิดหน่อยแล้วก็คลอด้วยเพลงบัลลาดเพราะๆ เป็นแบบนี้วนไปสองสามรอบก่อนเข้าซีนสุดท้ายที่เป็นเนื้อของหนังจริงๆ เนื้อที่คล้ายๆกับ Manchester by the Sea (2016) ผสมกับ Klose (2016) ของน้องแพร ซึ่งเราก็รู้สึกว่าจริงๆหากทำเป็นหนังสั้นน่าจะเหมาะสมกว่าการไปเสียเวลากับสายลมแสงแดดแบบนี้

อีตัวเอกมึงจะแอ็คไปถึงไหน น่ารำคาญ ไม่เลย กูไม่รู้สึกถึงความเศร้าใดๆของมึงเลย มีแต่ความรำคาญมอบให้

We Married as a Job! (Fuminori Kaneko/ Japan/ 2016/ Series)

ณ เวลานี้หากใครถามว่า ในปีนี้อะไรที่ทำให้เสียใจที่สุด คำตอบของเรา ณ ตอนนี้ก็คือ การไม่ได้เห็นหน้างักกี้ก่อนนอนทุกคืนอีกแล้ว ฮืออออออ เศร้าแบบซีเรียสจริงจัง

 

ซีรี่ย์ 11 ตอนจบ มีพระเอกเป็นวิศกรคอมพิวเตอร์ที่ชีวิตทุกระเบียบมีแบบแผน ชัดเจน หาคำตอบได้ ใช้เหตุผลเป็นหลักใหญ่ในการดำรงชีวิต ส่วนนางเอกจบปริญญาโทจิตวิทยา เก่ง ตั้งใจทำงาน รักและรับผิดชอบกับงานที่ทำอย่างดีแต่ให้ตายก็ยังหางานทำไม่ได้ซักที แต่แล้วนางเอกก็ได้งานไปเป็นแม่บ้านทำความสะอาดบ้านให้พระเอกด้วยเงินจ้างที่สูง แถมพอผ่านการทำความสะอาดครั้งแรก พระเอกประเมินแล้วว่าผ่านเกณฑ์ เธอจึงได้เป็นคนทำงานสะอาดประจำในห้อง 303 ของพระเอก เรื่องมันก็มาพลิกตรงที่ว่าที่บ้านนางเอกต้องย้ายไปต่างจังหวัด ซึ่งหากนางเอกต้องการอยู่ในเมืองต่อก็ต้องหาเช่าบ้านเอาเอง แผนการแต่งงานหลอกๆจึงเกิดขึ้น การแต่งงานที่ความจริงแล้วคือสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตะหาก

 

อย่างที่เรารู้กันว่าในสังคมญี่ปุ่นนั้น ฝ่ายสามีจะเป็นคนออกไปทำงานและหารายได้เข้าบ้านแต่เพียงผู้เดียว ส่วนภรรยานั้นมีหน้าที่เพียงดูแลบ้านและไม่มีรายได้ชัดเจน เราจึงเห็นถึงการบ้างานมากๆของผู้ชายและความไร้หนทางของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่น ด้วยประการฉะนี้ ความสนุกและฉลาดของซีรี่ย์เรื่องนี้มันก็คือการตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเรามองว่าการเป็นเมีย(นิยามที่ครอบคลุมความเป็นแม่บ้านอีกที)มันเป็นอาชีพๆหนึ่งที่ต้องมีค่าแรง มีกฏระเบียบและแนวคิดคล้ายๆกับการทำงานบริษัทๆหนึ่ง(ซึ่งบริษัทในที่นี้คือครอบครัว) โดยที่ตัวมันเองก็เล่นกับแนวคิดนี้แบบไม่มีหลุด จริงอยู่ว่ามันคือซีรี่ย์รอม-คอม ที่ตัวพระ-นางมันต้องมารักกันในตอนจบ แต่มันก็ยังคงเหนี่ยวแน่นกับประเด็นแก่นหลักอันนี้แบบไม่มีหวั่นไหว มันเลยกลายเป็นว่าช่วงที่เราชอบมากที่สุดคือช่วงท้ายของซีรี่ย์ที่ตัวพระ-นางรักและเข้าใจกันแล้วแต่ประเด็นเรื่องอาชีพเมียยังคงอยู่ โดยมันสามารถจัดการได้ด้วยการรับฟัง พูดคุยและปรับตัว แถมความฉลาดอีกขั้นของมันยังเป็นกุศโลบายว่าต่อปัญหาเรื่องที่ญี่ปุ่นปัจจุบันมีการแต่งงานมีครอบครัวน้อยลง

 

ส่วนเรื่องรักมันก็ดี หนังฉลาดที่ให้ความรักเกิดขึ้นกับพระเอกเนิร์ดกับนางเอกหัวหมอบนแนวคิดแบบระนาบแกน Y อย่างนายจ้าง-ลูกจ้าง การรักในความตั้งใจทำงานของพระเอก กับ ความรักในการสั่งงานที่ชัดเจนของนางเอก แล้วก็ค่อยเติมสถานการณ์ที่ท้าทายระบบเข้าไปเรื่อยๆเพื่อหาจุดสมดุล แล้วก็ชอบที่มันเชิดชูพลังของเพศหญิงด้วย อย่างอำนาจต่อรองกับสามีของนางเอก, การหย่าร้างและใช้ชีวิตให้ได้ของเพื่อนนางเอก, การต่อกรกับสังคมต่อหญิงโสดสูงวัยหรือแม้แต่การแตะประเด็นเรื่องเกย์

 

มีซีนนึงที่ชอบมากๆคือซีนการโต้วาทีในเรื่องว่า “ความยากลำบากของแม่ที่ต้องทำงานและเลี้ยงลูกไปพร้อมๆกัน” โดยนางเอกเสนอว่าให้ผู้หญิงมีลูกตั้งแต่ยังเรียนไปเลยเพราะมีเวลาเลี้ยงมากพอ อันเป็นการสนองนโยบายเพิ่มประชากรของประเทศไปด้วย ล้ำดี

 

ที่เขียนมาทั้งหมดจริงๆไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก ที่สำคัญคืองักกี้ แค่การดูงักกี้อย่างเดียวกูก็ให้คะแนนเต็มแล้วอะ คนอะไรพลังทำร้ายล้างสูงเยี่ยงนี้ ผมสั้นเหมาะกับหน้าเธอมาก กี๊ดดดดด (ไปเจอรูปผมยาว ไม่เหมาะกับเธอเลยจริงๆ)

 

แล้วเป็นซีรี่ย์เรื่องแรกที่ดูเครดิตจบท้ายจนจบทุกตอนเลย 555

 

5/5

Film I’ve seen in September 2017

02/09/17 – เธอ เขา เรา ผี (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย/ 2014) – 3.5/5

โอเค ตัดเรื่องความไม่น่าสนใจในการเดินเรื่อง การตัดต่อที่บางซีนดูงงๆ หรือประเด็นเรื่องรักเน่าๆออกไปก่อน นอกเหนือจากนั้นเราพบว่าหนังน่าสนใจทีเดียว

ความน่าสนใจของหนังคือความ เควียร์ ทั้งหมดทั้งมวลของมัน ทั้งความควียร์ของเหล่าตัวละครที่จัดมาครบทั้ง เกย์ กระเทย ไบเซ็กซ์ชวล หรือแม้แต่ความเควียร์ของสิ่งอื่นๆอาทิการรักกับผี พุทธศาสนาในเรื่องยังถูกถ่ายทอดออกมาให้ดูเควียร์ (พิธีกรรมถอดจิตอะไรนั้น) หรือแม้แต่คนทีดีเว่อร์เกินมนุษย์มนาที่เราว่าแม่งโครตเควียร์

จะดีมากมายถ้าหนังจบลงอีกแบบ ให้หนังไปอีกทาง เมื่อนั้นหนังคงสุดขีดมากๆของความเควียร์ คนรักกับผี รักกับคนที่ดีฉิบหายผิดมนุษย์มนา (แถมได้กันด้วย)

แต่สิ่งที่ชอบแบบไม่ต้องคิดเยอะคือเพลงประกอบ เพลงป๊อปที่ร้องตามได้ทุกเพลง 555

03/09/17 – Fear(s) of the Dark (Blutch, Charles Burns, Marie Caillou, Pierre di Sciullo, Lorenzo Mattotti, Richard McGuire/ France/ 2007) – 3/5

ในเรื่องของการกระตุ้นความกลัวนี่คืออุเบกขามากๆ

ถ้าถามว่าชอบเรื่องเล่าตอนไหนที่สุด ตอบคือชอบเรื่องแรกที่เป็นเรื่องคนรักแมลงกับความประหลาดของหญิงคนรัก แต่ถ้าถามว่าชอบเรื่องไหนสุดก็คงเป็นเรื่องสุดท้ายที่เล่นกับความขาว-ดำได้เทพมาก

05/09/17 – เทพธิดาโรงแรม (มจ. ฉาตรีเฉลิม ยุคล/ ไทย/ 1974) – 4/5

แค่ซีนซ้อมเด็กใหม่ที่ไม่ยอมเป็นกระหรี่ของเหล่าชายฉกรรจ์ตัดคู่กับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซีนนี้ซีนเดียวก็พาหนังไปสุดทางแล้วจริงๆ ทั้งการย้ำประเด็นของหนังและการวิภากษ์สังคมไทยที่ยังคงทนเสมอแม้แต่บริบทปัจจุบันก็ตามที

จะอะไรบ้างละ เมืองไทยไม่มีกระหรี่ไง ตำรวจไม่เคยรีดไถ่ไง ชายเป็นใหญ่ไง กระหรี่คือชนชั้นต่ำไง ถูกหลอกมาขายตัวไง อิศระภาพเสรีภาพที่ไม่มีอยู่จริงไง เว้นเสียว่าจะอยู่เป็นและปรับตัวได้อย่างอีมาลี

ชอบซีนจบมากจนติดหนึ่งในซีนแห่งปีแน่ๆ ตั้งแต่การสลับภาพตัวละครชายในรถตามความคิดของมาลีและซีนเปลี่ยนชุดเป็นคนสามัญใส่ “กางเกง” ของนางเอกแล้วเดินลัลล้ากลับหลังไป

อ้าว มีตอนจบแบบนี้ด้วย https://www.youtube.com/watch?v=cL0xXUoy6p4 แต่เราไม่ชอบเลย

07/09/17 – คนขับรถ (ฐิติพันธ์ รักษาสัตย์/ ไทย/ 2017) – 4/5

ตัยแย้ววว ชอบบบบบบบบบบ

แต่การจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้มันคงต้องมีสปอยส์ ฉะนั้นแล้วใครยังไม่ดูก็ข้ามไปก่อน หรือไปดูก่อนได้ที่นี่ https://tv.line.me/v/2027625

ขอพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบของหนังก่อน คือเราว่าหนังมันเดินด้วยพล๊อตแบบตรงๆ ขับเคลื่อนทุกอย่างโดยพล๊อต สเตปบายสเตปไปทั้งเรื่อง หนังมันเลยขาดอารมณ์ร่วมกับตัวละครเพราะมันทำให้คนดูอยากรู้แค่ว่าเรื่องจะคลี่คลายยังไง แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกร่วมกับตัวละครเสียเลย

แต่ส่วนที่เราชอบมากๆคือสิ่งที่หนังมันส่งมอบมาให้กับคนดูที่เป็นผู้ชายตามขนบ ในที่นี้ก็คือเหล่าชาย straight ที่เชื่อมั่นก่อนดูว่าเราจะได้ดูเรื่องราวแสนอีโรติกแบบชาย-หญิง, ต่างชนชั้น(คนขับรถและเมียเจ้านาย) และร้อนแรง (พระเอกยังไงไม่สน แต่นางเอกสวยและหุ่นดีตามนิยม) ทั้งจากตัวอย่างก่อนหน้าและจากการเริ่มต้นของหนังที่สนองภาพแบบ male gaze เต็มสูบ (ภาพน้องนางเอกลุกขึ้นนั่งบนเตียงยังฝังใจอยู่เลย) แน่นอนว่าเหล่าชาย straight ที่ก็รวมกูด้วยนั้นมีความหวังขึ้นมาแบบเลือดสูบฉีด

แต่แม่คุณเอ้ยยยย พอหนังทวิสต์เรื่องเท่านั้นแหละ การมองในหนังมันเปลี่ยนขั้วไปเลยทันที male gaze พังทลายกลายเป็น gaze แบบอื่นที่เราก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร queer gaze หรือ female gaze ได้หรือเปล่า? (สองอันหลังนี่มันมีใครนิยามแนวคิดแล้วหรือยังหว่า?) อีเหล่าชาย straight อย่างกูก็เลยเหมือนโดยตบ พอโดนตบแล้วก็เลยต้องพยายามไปหาสิ่งอื่นมายึดมั่นแทนไว้ แต่แล้วก็พบว่าหนังมันโหดมาก เพราะมันไม่มีอะไรอีกแล้วให้พวกกูเหล่าชาย straight ยึดเหนี่ยวต่อได้เลย จะเชียร์นางเอกก็กลายเป็นว่าน้องนางแกขึ้นมาอยู่เหนือคนดู กลายมาเป็นผู้ควบคุมคนดู(พร้อมๆกับตัวละคร)ไปอีก จะเชียร์ตัวละครชายซักคนหนังก็มอบการตายแบบโรแมนติกมากๆที่ไม่ใช่แบบขนบนิยมของเหล่า straight สุดท้ายเหล่ากูชาย straight ก็สะบักสะบอมกระอักเลือดไป

สรุปคือหนังทำให้เราชอบอารมณ์ความรู้สึกของตัวเราเองขณะที่ดู เพราะมันขึ้นสุดลงสุดมากๆ

10/09/17 – Youth (Paolo Sorrentino/ Italy, France, UK, Switzerland/ 2015) – 2.5/5

ดูหนังของ Paolo Sorrentino เป็นเรื่องที่สอง (เรื่องแรกคือ The Great Beauty/ 2013) แล้วก็มั่นใจแบบฟันธงได้แล้วว่าเป็นคนไม่ถูกจริตหนังของเขาจริงๆ มันดูแอ็คๆ

อย่างไรก็ตาม เราชอบเรื่องนี้มากกว่า The Great Beauty นะ ชอบครึ่งแรกของมันที่เป็นเรื่องราวของชายสูงวัยเกษียณมารำลึกความหลังกัน แล้วก็แวดล้อมไปด้วยเหล่าคนหนุ่มสาวกับปัญหาตามช่วงวัยสารพัด แต่พอมันผ่านโมงเหล่ายามนั้นไปแล้ว หนังก็เริ่มกลับมาเยอะตามสไตร์ ผกก จนกลายเป็นเกลียดการคลี่คลายของหนังไปเลย

แต่เอาเถอะ การได้ดูนักแสดงเก่งๆ แสดงกันละเอียดๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่งามมากๆสิ่งหนึ่งของหนัง

11/09/17 – Branded to Kill (Seijun Suzuki/ Japan/ 1976) – 5/5

Classic ชั้นครู ก้มกราบตีน

เขาเป็นนักฆ่ามีชื่อชั้นอันดับ 3 ของประเทศผู้เสพติดกลิ่นข้าวหุงสุกมากกว่าสิ่งใด มีเมียที่เป็นเพียงแค่ที่ระบายควาใคร่เพราะในโลกของนักฆ่า “ความรักและหญิงสาว” คือสิ่งต้องห้าม แต่แล้วเข้าก็พลาดไปตกหลุมรักหญิงสาวปริศนาผู้มอบภารกิจแสนยากให้แก่เขา และแล้วเขาก็ทำพลาดจนต้องถูกตามล่าจากเหล่านักฆ่าคนอื่นๆและศัตรูคนสำคัญที่สุดคือนักฆ่าอันดับ 1 ผู้มีวิถีการฆ่าไม่เหมือนใคร!

หนังไปถึงในทุกองค์ประกอบ ทั้งความเป็นฟิล์มนัวร์ ความคัลท์แสนประหลาด ประเด็นจิตวิทยาหรือแม้แต่กับเทคนิคที่หนังเอามาใช้ การเล่นกับภาพ เล่นกับความขาว-ดำ ดนตรี ทั้งหมดทั้งมวลควรค่าแก่การศึกษามากๆ

ที่สำคัญหนังสนุกมาก แพรวพราวมาก ลูกเล่นเยอะและกวนตีน อดไม่ได้ที่จะคิดถึง อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ยิ่งช่วงท้ายที่หนังประเคนหลายเทคนิคเพื่อนำพาตัวละครให้พบกับความเครียดถึงที่สุดนี่เป็นอะไรที่สุดขีดมาก

เทคนิคที่หนังใช้มีอะไรบ้าง: การตัดต่อแบบจั๊มคัด, การเล่นกับภาพที่เกิดจากฟิล์มหนัง, การซ้อนภาพหรือกับการปรับความชัดลึก

ตัวละครหญิงสาวปริศนา มาซาโกะ ควรค่าแก่การยกเป็นหนึ่งในสาวที่น่าจดจำที่สุดในตระกูลหนังฟิล์มนัวร์ หญิงสาวที่อยู่กับความตายและไม่กลัวตาย

12/09/17 – Bumming in Beijing (Wu Wenguang/ China/ 1990) – 4.5/5

หลังจากดู 1966 My Time in the Red Guards (1993) แล้วชอบมาก ปอกรกับได้ฟังพี่ชายฟิล์มซิกก์บรรยายถึงหนังสารคดีจีนที่มีการเมนชั่นหนังเรื่องนี้จาก ผกก คนเดียวกัน ก็เลยลองค้นหาดู โชคดีที่มันมีให้ดูในยูทูป

สารคดีแบบ Talking head กับศิลปินจีนต่างแขนง 5 คน ผู้มาดิ้นรนหาที่ทางในปักกิ่งเมืองหลวง มาพูดถึงช่วงชีวิตก่อนมาปักกิ่ง ความยากลำบากในการใช้ชีวิตที่ปักกิ่ง รวมไปถึงเรื่องอนาคตและความฝันของพวกเขา ซึ่งบางคนโชคดีได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศแม้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่บางคนกลับต้องคงอยู่ในปักกิ่งต่อไป

และเพราะสารคดีเรื่องนี้มันเริ่มถ่ายตั้งแต่สิงหาคมปี 1988 จนถึงตุลาคม ปี 1990 อันคาบเกี่ยวช่วงเวลาของเหตุการณ์ปราบปรามที่จตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 (คือถ้าเราคนดูไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์มาก่อน ก็คงไม่เก็ตในเรื่องนี้เพราะหนังไม่มีการพูดถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินเลย) ช่วงท้ายของหนังอันเป็นช่วงปีหลังเหตุการณ์เทียนอันเหมินจึงรุนแรงมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับศิลปินคนหนึ่งในเรื่อง

เป็นสารคดีที่มีเพียงแค่คนมาเล่าเรื่องชีวิตให้เราฟัง แต่รุนแรงและทำให้เราเห็นภาพช่วงเวลานั้นของจีนได้ดี

20/09/17 – Joshua: Teenager vs. Superpower (Joe Piscatella/ US/ 2017) – 5/5

เหมาะมากกับใครก็ตามที่อยากรู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ Umbrella Movement ในฮ่องกงเมื่อปี 2014 เพราะหนังมันอธิบาย timeline ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นการประท้วง “การศึกษาแห่งชาติ” ของจีน จนไปจบที่พรรค Demosistō ของหว่องมีที่นั่งในสภาในปี 2016

ส่วนความรู้สึกกับหนังหรือ? น้ำตาไหลซิครับ รู้สึกถึงความไร้น้ำยาของตัวเองฉิบหายเลย

ความงดงามมากๆอีกอย่างนอกจากการเรียนรู้เรื่องการปฏิวัติร่มแล้ว นั่นคือการเห็นเหล่าเด็กใจใหญ่เหล่านี้ค่อยๆเติบโตขึ้น เรียนรู้ในการแลกและดีลกับชีวิตเพื่อประเทศและคนยุคต่อไป ฮืออออ

20/09/17 – Gloria (Sebastián Lelio/ Chilie/ 2013) – 4/5

ดูจบคิดถึง Mountains May Depart ในแง่ของการสร้างแรงสะเทือนภายใน แม้หนังจะเล่าเรื่องเรียบๆง่ายๆ แต่โอโห เอาตายว่ะ (แถมจบด้วยกันเต้นรำเหมือนกัน)

ส่วนที่ชอบมากๆคือความรู้สึกที่ว่าเราอาจแก่ไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว ร่างกายเราแก่ลงแต่ใจเราไม่คิดเช่นนั้น เราจึงชอบทุกพฤติกรรมของตัวป้ากลอเรียมากๆ ชอบวิธีการดีลกับมหกรรมเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของป้ามากๆ คือบางที่ก็เหมือนจะไม่แคร์ แต่อีกใจนึงกลับหวงหาปล่อยวางไม่ได้ อะไรแบบนั้น

แล้วก็ชอบตัวละครพ่อหม่ายที่ยังปล่อยวางครอบครัวเก่าไม่ได้ การพบกันของสองตัวละครมันทำให้เรารู้สึกถึง “การเปรียบเทียบคนอื่นที่มีครอบครัวแล้วกับเราเองที่ยังไม่มีครอบครัว” ที่เรามักได้ยินเสมอ บ่อยๆ เวลาบอกคนอื่นๆว่าเราไม่คิดจะแต่งงานมีครอบครัวมีลูกตามมาตราฐานสังคม เราอยากทำอะไรได้แบบที่กลอเรียทำที่ซึ่งมันไปกันไม่ได้กับสิ่งที่พ่อหม้ายมีและเป็นอยู่

แล้วก็ชอบการถ่ายในหนังและการสร้างสถานการณ์ต่างโดยเฉพาะเหล่าการรบกวนต่างๆที่ไม่ได้มีผลกับตัวเรื่องโดยตรง แต่คือการตอกย้ำความเหี้ยห่าของชีวิตป้า แต่ซีนที่เจ็บสุดคงเป็นซีนเพื่อนบ้านมาเอาแมวกลับไป แม่ง ไม่อยากคบคน คบกับแมว ยังถูกพราก

24/09/17 – Happy Hour (Ryusuke Hamaguchi/ Japan/ 2015) – 4.5/5

เป็น 5 ชั่วโมงที่เพลิดเพลินมาก ทั้งๆที่หนังมันมีอยู่ไม่กี่ซีนเอง (หากคิดจากเวลาของหนัง 5ชั่วโมงอะนะ) แต่ออกตัวก่อนว่าไม่ได้ดูแบบรวดเดียวจบเพราะใช้เวลาดูตอนกลางคืน ไม่งั้นเราคงไม่ได้นอนกันพอดี เลยพยายามหยุดพักในช่วงที่หนังมันคัดซีนแล้ว

เห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกับมิตรสหายที่ว่าหนังมันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ได้ละเอียดและนุ่มละมุ่นดี ในที่คือคือการพูดถึงความสันพันธ์ของกลุ่มหญิงสาวในช่วงสามสิบตอนปลาย ทั้งเรื่องความรัก การแต่งงาน การหย่าร้างที่มันสะท้อนภาพการกดทับของเพศหญิงในสังคมแบบญี่ปุ่นอีกที (ตอนดูก็สงสัยว่าถ้ามันไม่ใช่ญี่ปุ่น มันจะยังน่าสนใจอยู่ไหม)

มันดีมากที่หนังให้ความสำคัญกับตัวละครทุกตัวได้เท่าเทียบกัน ทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง หนังไม่รีบร้อนที่จะให้เวลากับตัวละครอย่างเต็มที่ ผูกความสัมพันธ์ที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างช้าๆพร้อมๆกับทำความเข้าใจตัวละครไปด้วย

อนึ่งเราก็ชอบตัวละครเพศชายทุกตัวในเรื่อง เราอาจเรียกตัวละครหญิงในหนังได้ว่าคือเลือดเนื้อกับหัวใจ แล้วเหล่าตัวละครเพศชายในหนังก็คือร่างกายแห้งๆกับสมอง แต่ไม่ใช่ในแง่ที่ว่ามันต้องสอดคล้องสอดรับกันเพราะในหนังมันคือการทำให้มันแยกออกจากกันในมิติที่มันเป็นมากกว่าความขัดแย้งโง่ๆ เพราะทุกคนก็มีความคิดของตัวเอง

ชอบซีนเวิร์คช๊อปเรื่องสมดุลร่างกายและการถ่ายทอดการรับรู้มากๆๆๆๆ ปอกรกับทุกซีนบนโต๊ะอาหาร

นักแสดงทุกคนแม้เป็นมือใหม่แต่มอบการแสดงที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

25/09/17 – Invation of Alien Bikini (Oh Young-Doo/ South Korea/ 2011) – 1/5

ชอยอย่างเดียวคือไอเดียเรื่องระบบเวลาของเอเลี่ยนกับมนุษย์ที่แตกต่างกัน อันได้ไอเดียมาจากเรื่องเล่าของจีนที่พูดถึงคนที่เข้าไปในป่า เห็นคนเล่นโกะเลยเข้าไปนั่งดู หนึ่งในคนเล่นโกะมอบอะไรมาให้กิน หลังเกมจบ เขากลับมาบ้านเขาไม่เจอพ่อแม่พี่น้องของตัวเอง แต่ได้พบอนุสาวรีย์รูปตัวเอง เขางงเลยถามคนในหมู่บ้านได้ความว่า คนที่ชื่อเดียวกับเขาได้หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน คนในครอบครัวเลยทำอนุสาวรีย์ไว้ให้ ที่ชอบเพราะมันเป็นเรื่องเล่าโบราณแต่พูดในเรื่องเดียวกันกับเรื่องเวลาบนโลกกับนอกโลก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนที่ชอบตามด้านบนนั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆที่เราหาเจอในหนัง ที่เหลือคือเหี้ยห่าอะไรก็ไม่รู้ เรื่องของมนุษย์ชายคนดีรักษาพรหมจรรย์เพราะอดีตอันเลวร้าย กับเอเลี่ยนสาวผู้ตามหาเสปิร์มเพื่อการแพร่พันธุ์ ไม่เลย กูไม่เข้าใจอะไรเลย เป็นหนังแค่ชั่วโมงนิดๆแต่รู้สึกยาวยืดมาก

26/09/17 – Polytechnique (Denis Villeneuve/ Canada/ 2009) – 4.5/5

ดีที่ดูแบบไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อนเลย ก็เลยได้ช๊อคไปเลยตั้งแต่เปิดเรื่อง…..

เดอนีส์ วิลเนิฟ นี่มีของมาแต่ไหนแต่ไรจริงๆ หนังไปถึงในทุกองค์ประกอบทั้งโปรดักชั่นและการสื่อสาร ภาพขาวดำของหนังทรงพลังและเหมาะกับเหตุการณ์ในเรื่องอย่างที่สุด ในขณะที่การถ่ายของมันก็เพอเฟกค์ไร้ที่ติ (ซีนสุดท้ายที่เป็นการถ่ายเพดานแบบกลับหัวนี่ทำเอาไม่แปลกใจเลยที่เขาได้กำกับ Blade Runner) รวมไปถึงการตัดต่อเพื่อการเล่าเรื่องแบบสลับเวลาที่ลงตัว (อันท้ายนี้ทำให้นึกถึง Elephant ของ กัส แวน เซนต์)

หนังเริ่มด้วยการช็อคคนดูก่อนพาย้อนเหตุการณ์กราดยิง(เฉพาะผู้หญิง)ในวิทยาลัยเทคนิคในแคนาดาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1989 พาไปพบสิ่งที่อยู่ในหัวของผู้ก่อเหตุการณ์แล้วไปจบที่ผลกระทบจากเหตุการณ์ของผู้รอดชีวิต ว่ากันตามตรงหนังมันตรงไปตรงมาไปหน่อยแต่ด้วยแวดล้อมหลายๆอย่างของหนังมันช่วยให้หนังมันพุ่งไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างสวยงาม

เป็นหนังสั้นๆเพียงชั่วโมงนิดๆแต่กลับรู้สึกยาวนาน มันทำให้หัวใจเต้นแรงแล้วจบลงด้วยความหดหู่

27/09/17 – Mother! (Darren Aronofsky/ US/ 2017) – 5/5

หนูกลัวแล้วจ๊ะแม่จ้า!!!!  แม่ติดท๊อปลิสต์ของหนูแน่นอนอย่างไม่มีข้อสงสัย

อยากแรกที่ชอบตั้งแต่หนังเริ่มฉายเลยคือภาพของหนัง เกรนแตกๆของมันที่มาจากการถ่ายด้วยฟิล์ม 16mm. มันช่วยเสริมอาการจิตหลุดใกล้จะเป็นบ้าของตัวละครและสั่นประสาทคนดูได้ถึงใจจริงๆ ปอกรกับการที่หนังถ่ายแบบ ECU เกือบทั้งเรื่อง ให้เราเห็นแต่สีหน้าตัวละคร แล้วทดแทน “สิ่งอื่น” ที่ไม่มีอยู่ในเฟรมด้วยเสียงเล็กๆน้อยๆต่างๆอันน่าอึดอัดฉิบหายเลย

แน่นอน การตีความเรื่องศาสนาที่หนังทำมันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่รูปแบบของมันซิที่เราว่ามันดีมากและน่าสนใจ การสร้างภาพเหี้ยห่าของศาสดาที่หาแดกกับเรื่องความรัก, การเสียสละและให้อภัย พ่วงด้วยเรื่องราววัฏจักรและการสร้างโลกใหม่ที่หนังเอาทั้งหมดทั้งมวลถูกบรรจุอยู่บ้านหลังหนึ่ง แล้วให้นางเอกเป็นพระแม่ แต่เป็นพระแม่ที่ไม่ยอมเดินตามอีพระเจ้าเหี้ยๆ แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายมนุษย์เราก็ต้องพ่ายแพ่ต่ออำนาจอันสูงส่งอยู่ร่ำไป

ตอนดูคิดถึงหนังอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือ Cosmopolis ของโครเนนเบิร์ค ในแง่ของการใส่เหตุการณ์ประหลาดมากมายเข้ามาเพื่อผลของการวิภากษ์วิจารณ์ (ทุนนิยมใน Cosmopolis และ ความเลวร้ายของมนุษย์ในเรื่องนี้) กับ Secret Sunshine ของลีชางดอง ในเรื่องของด้านมืดทางศาสนา

สุดท้ายอยากบอกว่า รัก เจน ฬอ เสมอ…

29/09/17 – ABABO (ปภาวี จิณสิทธิ์, พชร พิทักษ์จำนงค์+ธีร์ธวัช ใต้ฟ้ายงวิจิตร, วสิทธิ์ สีหะวงษ์, จิรัศยา วงษ์สุทิน/ ไทย/ 2017) – 3.25/5

1. Pink Cheek (ปภาวี จิณสิทธิ์) – 4.5/5: น่ารักและมีสเน่ห์มาก เอาโจทย์เรื่องการบริจาคเลือดมาเป็นทางออกได้อย่างลงตัวและอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม

2. Dead and More (พชร พิทักษ์จำนงค์+ธีร์ธวัช ใต้ฟ้ายงวิจิตร) – 2.5/5: ชอบที่หนังมันเล่นกับอารมณ์คนดูแหละ แต่มันไม่ได้ตอบโจทย์ใดๆ เลยเฉยๆกับมัน

3. AB Normal (วสิทธิ์ สีหะวงษ์) – 1/5: ไม่ชอบการทำตัวเก๋ไก๋ของทุกอย่างในหนังมากๆ มากจนรู้สึกว่าคนเป็นโรคนี้แล้วเก๋ได้ขนาดนี้ก็ไม่ได้แย่เลยนิ ไม่เห็นต้องทำตัวมีปัญหาอะไร

4. OK, Friend (จิรัศยา วงษ์สุทิน) – 5/5: เป็นตอนที่สมบูรณ์และลงตัวที่สุดจริงๆ ตอบโจทย์ได้ เรื่องได้ อารมณ์ถึง นักแสดงดี ผกก แคลล์นี่เก่งจริงๆ (ยังไมได้ดู กลับบ้าน กับ เด็กสาวสองคนในสนามแบดมินตัน เลย ฮือๆๆ)

Film I’ve seen in August 2017

12/08/17 – Marie Antoinette (Sofia Coppola/ US, France, Japan/ 2006) – 4/5

วันแม่เลือกดูเรื่องนี้ ก็เพลิดเพลินดี โปรดักชั่นดีไซน์งดงามจนตะลึง แถมใช้เพลงโพสต์ร็อคก็ทำให้ดูเปรี๊ยวและเราก็ชอบเรื่องราวผลกระทบจากจารีตประเพณีอันแสนน่าเบื่อต่อเด็กสาวซื่อๆคนหนึ่ง

 

 

14/08/17 – Snake and Earrings (Yukio Ninagawa/ Japan/ 2008) – 3/5

ดูจบแล้วอยากหาหนังสือมาอ่านเทียบดู (แต่ก็นั้นแหละ คงไมได้อ่านหรอก) เหมือนหนังมันแห้งๆแล้งๆยังไงชอบกล บางช่วงตอนเหมือนโดดข้ามเหตุการณ์สำคัญอะไรบางอย่างโดยใช้นาเรทีฟมาช่วยแทน มันไม่สุดทั้งๆที่เราว่ามันไปได้อะ

 

 

17/08/17 – Baahubali 2: The Conclusion (S. S. Rajamouli/ India/ 2017) – 4/5

ยอมแล้ววว อะดรีนาลีนหลั่งไหลหมดร่างแล้วจ้าาาา

ดูจบสองภาคก็สรุปได้ว่าเราชอบความเล่นใหญ่แบบไม่แคร์เวิร์ลของหนังแบบสุดๆ อีพิคสุดลิ่มทิ่มประตูด้วยโครงสร้างแบบละครจักรๆวงศ์ๆ แถมภาคนี้เพิ่มความพีคขึ้นไปอีกด้วยเรื่องราวแม่ผัว-ลูกสะใภ้ มันเลยสุดขีดในทุกทางจริงๆ ขนาดซีนล่องเรือหงส์ที่แม่งหลุดโลกในหนังไปเลยเรายังชอบเลย ยอมๆ

เสียดายอยู่นิดเดียวตอนช่่วงท้ายที่เป็นเรื่องยุคปัจจุบันมันดร๊อปไปหน่อย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มันส์นะ มันมันส์สัดเหมือนเดิมเพียงแต่ก่อนหน้านั้นมันมันส์สัดดดดดดกว่าหลายเท่าตัวนักตะหาก

19/08/17 – Lilya 4-Ever (Lukas Moodysson/ Sweden/ 2002) – 3/5

หนังเล่าเรื่องชีวิตเห้ๆของเด็กสาวอายุ 16 ชาวเอสโตเนียที่ผู้เป็นแม่ย้ายไปอยู่อเมริกากับผัวใหม่แล้วทิ้งเธอไว้ลำพังโดยไม่มีการติดต่อใดๆ เจอคุณน้าที่เหมือนจะมาช่วยเหลือแต่ที่แท้คือมาเอาประโยชน์จากเธอ มีเพื่อนหญิงที่ใส่ร้ายเธอ เพื่อนชายที่กระทำชำเราเธอ สิ่งที่เธอทำได้ก็มีเพียงการใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสาร หากาวมาดมและคุยเปิดอกกับเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอผู้ที่สถานะไม่ต่างกัน เฝ้าฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า จนมาได้พบกับชายหนุ่มชาวสวีเดนผู้ที่เหมือนจะทำให้เธอหลุดพ้นจากความจน จากชีวิตเส็งเคร็ง แต่สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

หนังดีทีเดียว หม่นมืดระคนเศร้า เพียงแต่การได้ดูมันช้าไปทำให้พลังของมันลดลงไปพอสมควร บริบของประเทศหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกับเรื่องการค้ามนุษย์มันเลยไม่แรงเท่าที่มันควรจะเป็น

ชอบความสันพันธ์ระหว่างตัวละครหลักกับเด็กผู้ชายมากๆ และการติดปีกในช่วงท้ายก็ทำให้นึกถึง Wings of Desire ของวิม เวนเดอร์

20/08/17 – Kong: The Skull Island (Jordan Vogt-Roberts/ US/ 2017) – 2/5

ข้อดีเดียวของหนังที่เราชอบคือสไตร์กับโปรดักชันแบบยุค ’70 พวกการใช้เพลงกับองค์ประกอบต่างๆของมัน

แต่ที่เหลือคือความว่างเปล่า มัน blank ไปเสียทุกภาคส่วน การมีอยู่แทบทุกอย่างในหนังไร้ซึ่งความน่าสนใจ ไม่มีอะไรให้อยากตามไปกับหนัง ไม่มีอะไรให้คิดสารตะทั้งสิ้น มันเหมือนมีไว้เพื่อเป็นเพียงแค่หนังเปิดจักรวาลสัตว์ประหลาดครองโลกเสียมากกว่า

 

21/08/17 – #BKKY (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/ ไทย/ 2017) – 3/5

แม้ว่าเราจะไม่อาจนับร่วมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครและเรื่องราวในหนังได้เลย (คือกูอายุเลยมาเยอะแล้ว และแม้ว่าจะโตในกรุงเทพฯแต่ก็เหมือนโตมาคนละโลกกับตัวละครในหนังอยู่ดี) แต่เรากลับเพลิดเพลินกับหนังมากๆ มากเสียจนเกิดความเสียดายแบบสุดๆว่าหนังมันสั้นจังเลย จริงๆมันน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ เยอะกว่านี้อีกอะ ช่วงท้ายที่มันรวบรัดตัดความเราเลยเสียด๊ายเสียดาย

โอเคล่ะว่าวิธีการเล่าเรื่องราวแบบผสมระหว่าง doc กับ fiction มันไม่ได้ใหม่แต่ในหนังเรื่องนี้มันทำออกมาได้สนุกมาก แต่ก็นั้นแหละอย่างที่เรารู้สึกว่ามันไปได้มากกว่านี้โดยเฉพาะเรื่องเล่าของ doc ที่มันน่าสนใจมากๆแถมยังครอบคลุมไปหมดทั้งโลกทรรศน์ไม่ว่าจะการศึกษาหรือสังคมรวมถึงความคิดอ่านของวัยรุ่นของยุคสมัยปัจจุบัน แต่น่าเสียดายที่ทั้งหมดทั้งมวลมันถูกตีกรอบให้แคบลงด้วย fiction ซึ่งก็เข้าใจแหละว่ามันอาจจะเป็นการยากหากจะเอาเรื่องราวส่วนของ doc ทั้งหมดมาเล่า แต่การที่ส่วนหนึ่งไปไกลมากกว่าอีกส่วนมากๆมันเลยเป็นที่น่าเสียดายมากๆเช่นกันสำหรับเรา

ปล. เสียดายจังที่เนเน่ไม่ได้ถูกสานเรื่องต่อ 555

21/08/17 – Twilight Over Burma (Sabine Derflinger/ Austria/ 2015) – 2.5/5

จริงๆก็มีปัญหากับความดำ-ขาวแบบไม่กระมิบกระเมี๊ยบใดๆของหนังแหละ แต่ก็ถือว่ายกประโยชน์ให้เพราะมันทำมาจากหนังสือที่ผู้เขียนก็เป็นตัวเอกของหนังเองนี่แหละ เราเลยได้เห็นความสวยเว่อร์วัง(ทั้งภาพความเอ็กซ์โซติกและแนวคิด) และความเลวทรามแบบสุดขั้วกันไปเลย

อย่างไรก็ตาม การถูกแบนของหนังทั้งในพม่าและไทยก็บ่งบอกได้ดีกว่าเรายังไม่ก้าวผ่านไปไหนเลย

 

22/08/17 – 1966 My Time in the Red Guards (Wu Wenguang/ China/ 1993) – 4/5

สารคดีเแบบ Talking Head สัมภาษณ์คนที่เคยเข้าร่วมในขบวนการยุวชน Red Guard ในยุค ’60 ช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตุง เล่าเรื่องราวของอารมณ์ ความนึกคิด ความเชื่อและแนวทางที่ถือปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้น ระหว่างและหลังของเหตุการณ์

เราอาจเคยรับรู้อยู่ก่อนแล้วถึงความเลวร้ายของ Red Guard และเหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาฯ แต่ในสารคดีเรื่องนี้มันจะนำพาให้เราได้รับรู้มากขึ้น รับรู้ในสิ่งที่เราคิดไม่ถึงมากมาย อาทิ เรดการ์ดคือกลุ่มที่ถือความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมของสังคม แต่การเป็นเรดการ์ดกลับมีชนชั้นของมันเองอันกลายเป็นสิ่งย้อนแย้งอย่างรุนแรง หรือกับการพยายามยึดถือ บิดเบือน ความคิด ความเชื่อเพื่อให้เข้าทางความคิดของตนเองโดยใช้ข้ออ้างของการจงรักภักดีต่ออุดมการณ์มารองรับ อันส่งผลไปสู่การกำจัดครูในโรงเรียนหรือแม้แต่เพื่อนของตัวผู้สัมภาษณ์เอง

และความพีคก็มาถึงขีดสุดเมื่อหนังย้อนกลับมาถามถึงความรู้สึกของเหล่าผู้ถูกสัมภาษณ์ในฐานะผู้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ บ้างรู้สึกผิดบาป บ้างรู้สึกผิดบาปกับสิ่งที่ทำแต่กลับภูมิใจในประสบการณ์ที่ได้รับ บ้างไม่แม้จะรู้สึกผิดใดๆ

เพลงป๊อบสุดท้ายของหนังที่พูดถึงการเดินทางของเข้าปักกิ้งของกลุ่มเรดการ์ด้วยความหวังในปี 1966 นั้นทำเอาอื้ออึง

https://media.ed.ac.uk/media/1966+My+Time+in+the+Red+Guards/1_v9j2gofv

26/08/17 – Murderer (Chow Hin Yeung Roy/ HK/ 2009) – 2/5

หนังมันน่าติดตามตั้งแต่เริ่มเรื่อง การไล่ตามหาตัวฆาตกรต่อเนื่องที่ทุกหลักฐานมักจะวิ่งมาหาตัวเอกอยู่ตลอดเวลา เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องการมาคาดเดาว่าใครคือฆาตกร แต่คือการดูมนุษย์คนนึงค่อยๆกลายเป็นปีศาจ

แต่แล้วการทวิสต์แบบหลังหักเป็นเสี่ยงๆของหนังก็ทำลายหนังไปหมดสิ้น โอ้โห ใช้ทางลงแบบนี้ก็ได้หรือ???

อย่างไรก็ตาม กัวฟู่เฉิน สุดขีดมาก อันนี้ดี

28/08/17 – Siphayo AKA. Dismay (Joel Lamangan/ (Philippines/ 2016) – 3/5

หนังเริ่มด้วยคนในครอบครัวพาผู้เป็นแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งและใกล้ตายกลับไปอยู่บ้าน ระหว่างทางก็แวะที่ผืนนาของตัวเองพร้อมสั่งเสียให้ลูกชายทั้งสองคนช่วยเหลือผู้พ่อผู้เป็นเจ้าของโรงสีข่าวที่ร่วมหุ้นกับน้องชายพ่อ แล้วที่บ้านก็ยังมีอีกหนึ่งสาวผู้เป็นคู่หมั่นของพี่ชายคนโตอาศัยอยู่ด้วย ก่อนแม่ตายจากไปไม่กี่วัน ผู้พ่อได้จ้างนางพยายามสาวสวยมาช่วยดูแลแม่

แต่เรื่องสำคัญมันคือหลังจากแม่ตายไปแล้วตะหาก พยาบาลสาวสวยกลายเป็นเมียของพ่อไปซะงั้น ลูกชายทั้งสองเลยเดือดซิ เลยหาทางแก้แค้น แล้วไหนจะปัญหาเรื่องที่นากำลังจะโดนกว้านซื้อจากนายทุนใหญ่ ไหนจะปัญหาข้าวที่เจอข้าวนำเข้าผิดกฏหมายมาตีตลาด ไหนจะส่วนแบ่งโรงสีที่ผู้น้องพยายามทวงอีก ปัญหาภายนอก ที่กอปรกับปัญหาภายใน ที่ท้ายที่สุดก็ลงเอยอย่างน่าเศร้า……หรือเปล่า……

เล่ามาเสียยืดยาวก็เพียงเพราะจะบอกว่าชอบในความบ้านๆของมัน เป็นหนังดราม่า-ทริลเลอร์แบบปัญหาครอบครัว&ชีวิตรันทดซื่อๆ ไม่เล่นใหญ่แต่ก็ไมได้มาแบบเล็กๆ ทวิสท์ก็เก็บทุกช่องโหว่ของหนังได้หมด ถือว่าไม่เลว

จริงๆอยากรู้บริบทของหนังด้วยเหมือนกัน พวกเรื่องเหล่านายทุนห้างใหญ่ที่มากว่านซื้อที่ เรื่องข้าวนำเข้าผิดกฏหมายหรือกับงานแต่งงานที่ทำไมต้องแห่ปลัดขิก?

ส่วนใครอยากรู้ว่าโป๊ไหม ตอบว่ามี และเห็นว่านางเอกได้รางวัลจากเรื่องนี้ด้วยนะ

สปอร์ย: ทั้งหมดคือแผนการของลูกชายคนเล็กกับนางพยาบาลสาวในการฮุบสมบัติทั้งหมดของครอบครัว

31/08/17 – Okja (Bong Joon-ho/ South Korea, US/ 2017) – 2.5/5

ยอมรับว่ารู้สึกสนุกไปกับหนัง กัดแทะเละเทอะ ทุนนิยม NGO สื่อ การโฆษณา การสร้างภาพลักษณ์ บลาๆๆๆ

แต่แน่นอนว่าเรามีปัญหากับหนังด้วยเหตุผลง่ายๆคือเราไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับตัวเอก เราเชื่อในความโหดร้ายมากกว่าความสวยงามโรแมนติกไซร์แบบนี้

ชอบที่สุดนอกจากความสนุกก็คงเป็นการเอานักแสดงดังๆมาเปลี่ยนภาพลักษณ์กับน้องนางเอก เล่นดีมาก

สุดท้าย อยากลองแดกเนื้อซูเปอร์พิกบ้าง

Film I’ve seen in July 2017

06/07/17 – Empire of Lust (Ahn Sang Hoon/ South Korea/ 2015) – 3.5/5

ความฉิบหายของหนังคือชื่อไทย คาฮี อะไรนั้นแหละที่ทำให้คนมองหนังไปอีกมุม ทั้งๆที่จริงๆแล้วหนังก็ไม่ได้แย่อะไร เอาเข้าจริงเราพบว่าบทมันดีและดูสนุก

หนังมันเบตระหว่างการช่วงชิงบัลลังค์กับปูมหลังของตัวละครได้พอดิบพอดีและสนุกทั้งสองทาง มีเน่าบ้างแต่ถือว่ายังไม่เสียหายอะไร

หากจะมีอะไรให้คิด ก็คงเป็นประเด็นเรื่องการตามหาความเท่าเทียมที่ตัวพระ-นางเป็นตัวแทนในประเด็นนี้ คนนึงคือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องทำอะไรตามคำสั่ง อีกคนคือคนชั้นล่างที่ถูกกระทำย่ำยี

ในหนังเกาหลีจำพวกการช่วงชิงบังลังค์โดยมีอิสตรีเป็นตัวแปรในทางใดทางหนึ่ง เรายังคงชอบ The Concubine (2012) มากที่สุด

09/07/17 – Logan (James Mangold/ US/ 2017) – 4.5/5

ไม่เคยชอบตัวละครวูฟเวอรีนเลยให้ตายซิ เก่งเวอร์แถมตายยาก จนมาได้ดูเรื่องนี้นี่แหละ อือหือ ชอบมาก มันเอาสิ่งที่เราเกลียดออกไปหรือไม่ก็ใส่เหตุผลที่เรารับได้เข้าไปเสริม ยิ่งพอหนังใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปให้มันเราเลยได้เห็นมิติที่น่าสนใจมากมายของตัวละครตัวนี้ ตัวละครแก่หงำเหงือก ไร้ซึ่งพลังชีวิตที่มีความต้องการเพียงแค่ใช้ชีวิตให้รอด อยู่ในกฏของสังคมให้ได้ แถมยังต้องมาดูแลคนป่วยด้วยความรู้สึกผิดบาปในใจอีก

แถมตลอดทั้งเรื่องพี่ก็ซัดคนดูในทุกอณูองค์ประกอบของหนัง นอกเสียจากตัวละครแก่หงำเหงือกไร้ซึ่งแรงขับใดๆแล้วมันยังเต็มไปด้วยภาพความแห้งแล้งของผืนทราย ลมแห้งๆ แสงนีออนชืดๆ หรือแม้ในป่าที่เขียวขจียังดูแห้งแล้งไร้ซึ่งวิญญาณเลย

ที่ชอบที่สุดคงเป็นเรื่องของการเป็นมนุษย์กลายพันธ์ที่ไม่ได้อยากกลายพันธ์แต่ถูกทำให้กลายพันธ์ของตัววูฟเวอรีน การเป็นกึ่งกลางระหว่างมนุษย์กับอมนุษย์ การไม่มีฝักฝ่ายที่ชัดเจนที่มันเสริมให้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลแกนกับลอร่ามีเหตุมีผลและเรารู้สึกร่วมกับมัน (ทั้งๆที่ประเด็นความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรเทือกนั้นมักจะเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบเป็นการส่วนตัว) เอาจริงๆประเด็นนี้มันก็มีในหนังชุดนี้หรือในเอ็กซ์แมนแหละ แต่เรารู้สึกกับมันในเรื่องนี้มากกว่า

เป็นการปิดชีวิตของตัวละครได้งดงามจริงๆ

12/07/17 – Spider-Man: Homecoming (Jon Watts/ US/ 2017)3/5

รู้สึกถูกต้องมากๆที่ดูต่อจาก Logan เมื่อหนึ่งคืออดีตฮีโร่แก่หงำที่ต้องการจะรีไทร์ตัวเอง ส่วนเรื่องนี้คือวัยรุ่นที่อยากจะเป็นฮีโร่ ต่างคนต่างพบปัญหาของชีวิตที่แตกต่างกันในช่วงวัย สะท้อนภาพคนในอยากออกคนนอกอยากเข้าได้พอดิบพอดี คิดภาพปีเตอร์ พาร์คเกอร์แก่ไปเป็นโลแกนก็น่าสนุกดี

เอาเข้าจริงมานับๆดู เราดูหนังมาเวลครบทุกเรื่องเลยวุ๊ย แล้วในช่วงหลังๆ ทุกครั้งที่ดูหนังมาเวล เราก็มักจะดูว่ามึงจะไปได้สุดได้เท่าไหนและเมื่อไหร่ แต่มันก็สามารถหาที่ทางออกของมันได้ในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องนี้ มึงฉลาดจริง อันนี้ยอมๆ

เราเฉยๆกับ Cop Car หนังเรื่องก่อนของ ผกก. ซึ่งเรื่องนี้ในประเด็นเดียวกันเราก็เฉยๆ 555 แต่ดีที่หนังมันสนุก ชอบความกระสันอยากเป็นฮีโร่ของวัยรุ่นพร้อมกับการเรียนรู้ที่ออกมาอบูาในโซนดีมากกว่าจะยี้

ชอบตัวเพื่อนเนิร์ดของปีเตอร์ เป็นตัวรองที่มีเป้าหมายชัดเจนคือการเป็นผู้ช่วยฮีโร่ เป็นซับพอร์ตเตอร์อ้วนๆชาวเอเชีย ชายขอบมันต้องให้สุด

เกลียดฉากท้ายเครดิต, รักป้าเมย์ แล้วก็อยากรู้ว่า MJ จะมีบทบาทอย่างไรต่อไปกับความเป็นขบถของเธอ

17/07/17 – Bahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli/ India/ 2015) – 4/5

โม้สนั่นตั้งแต่เปิดเรื่อง แต่ใครจะแคร์ล่ะถ้าหนังมันสนุกฉิบหายและสูบฉีดอดีนาลีนได้ขนาดเน้!!! หนังอีพิคมันต้องเบอร์นี้โว้ยยยยยย

ขอดูภาคสองก่อนในเร็ววันนี้ ค่อยเขียนทีเดียว

ซีนจำไม่ลืม: การเต้นระบำร้องเพลงเพื่อแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วนางเอกคือสาวสวย ไม่ใช่นักรบ

18/07/17 – Mountains May Depart (Zhangke Jia/ China, France, Japan/ 2015) – 5/5

ตายแล้วววว เพิ่งมารู้ตัวเองว่าไม่เคยดูหนังของเจี่ยเลยซักเรื่อง เคยดูได้ Platform แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ดูไม่จบ กรี๊ดดดดด กูไปอยู๋ไหนมาาาาาา

หนังเล่าเรื่องราวใน 3 ช่วงเวลาคือ 1999, 2014 และในอนาคต 2025 ผ่านชีวิตของตัวละครหลัก เชินเตา สาวผู้มีรอยยิ้มบนหน้าตลอดเวลาที่แม้ยุคสมัย อายุและเส้นทางที่เดินจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

เราชอบที่หนังมันค่อยเพิ่มดีกรีความเศร้าความเครียด ขึ้นไปตลอดทางของหนัง จากเด็กสาวที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่จนแก่กับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะมากมายของสังคมที่อาศัยอยู่ จากพาร์ตแรกในเรื่องรักสามเศ้าแบบเด็กๆ พาร์ตสองที่เริ่มพบการสูญเสีย จบที่พาร์ตสุดท้ายกับการโตเต็มวุฒิภาวะและเข้าใจโลกที่เป็นอยู่

อีกด้านคือภาพผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและเศรษฐกิจของจีน จากความหวังสู่ความผิดหวัง จากความรุ่งโรจน์สู่ภาวะไร้ความหมาย รวมไปถึงภาพความเป็นจีนในโลกที่โกลบอลขึ้นทุกวัน ความเป็นจีนที่ถูกกลืนให้หายไป รากเหง้าเลือนลาง เหลือไว้เพียงสิ่งเล็กสิ่งน้อยเท่านั้นที่ยังระบุได้ว่าเป็นจีน แต่ก็เป็นในความหมายของการหวนรำลึกมากกว่าการจะเข้าใจในแก่นของมัน

ชอบกิมมิกของหนังอย่างเพลง Go West, เพลงกวางตุ้ง, เกี๊ยวหรือเด็กถือทวน ที่มีอยู่ในหนังในทุกช่่วงเวลาแต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วง จากเพลงรักงดงามไปเป็นเพลงให้หวนคิดถึงหม่นเศร้าจนกลายไปเป็นเพลงแห่งความทรงจำ เกี๊ยวกลายเป็นอาหารเชื่อมความสัมพันธ์ จากเพื่อนสู่ลูกและกลับมายังตัวเอง, จากเด็กน้ำตานองแก้มแดง เติบใหญ่เป็นวัยรุ่นไร้ปฏิสัมพันธ์จนถึงคนเล่นกอร์ฟอัศยาศัยดี

แต่ที่รุนแรงที่สุดคือเพลง Go West ที่ใช้เปิดและปิดหนังที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสุดขั้วจนทำให้ทำน้ำตาแตกอาบแก้มในซีนจบ

ปล. สัญญาว่าจะดูหนังของเจี่ยให้ครบโดยเร็ว

19/07/17 – The Brothers Grimsby (Louis Leterrier/ UK, Australia, US/ 2016) – 3.5/5

เราสามารถมอบคำพูดประมาณ อุบาท สถุล เลวทราม ต่ำช้า เหี้ยห่า หรือถ้อยคำอะไรก็ตามประมาณนี้ให้กับหนังเรื่องนี้อย่างไม่ต้องเคอะเขินใดๆแถมยังรู้สึกดีเสียด้วยที่ได้สบถด่าหนังแบบนั้น แต่ให้ตายเถอะหนังแม่งบันเทิงจริงๆว่ะ

pc ไม่ pc นี่ช่างหัวแม่งไปเถอะเนอะถ้าหนังมันสนุกเหี้ยๆ ความบัดซบทั้งมวลแม่งมาถูกช่วงถูกเวลาสัดๆ มุขก็เหี๊ยเหี้ย ขำฉิบหาย แต่ก็รู้ว่าแม่งเหี๊ยเหี้ยอะ ประเทศอังกฤษนี่โดนกัดเสียยุ่ยเลย 555

แต่ที่เรารู้สึกที่สุดก็อีตัวนักแสดงนี่แหละ อีชาช่าก็นี่รู้กันอยู่แล้วไม่แปลกใจอะไร แต่กับพี่ มาร์ค สตรองค์ นี่ดิ โอโห มาดดีๆที่กูจดจำไว้ในหัวนี่หายไปหมดเลย หมดกันพี่ล้านกู

22/07/17 – Dunkirk (Christopher Nolan/ US/ 2017) – 2.5/5

– เพิ่งอ่านไบโอฯเล่มที่สัมภาษณ์หัวลำโพง ลิดึม คนทำดนตรีประกอบหนังมา เขาว่า “ดนตรีประกอบมันไม่ควรเด่นเกินภาพ มิฉะนั้นแล้วแสดงว่าคนดูหลุดออกจากหนังแล้ว” นั่นแหละ เรารู้สึกแบบนั้นเลย (หันไปกราบ ฮาน ซิมเมอร์ สำหรับสกอร์ ทั้งๆที่ไม่ควรแต่เราชอบสกอร์ของหนังจริงๆ)

– ไม่รู้มีใครรู้สึกเหมือนเราหรือเปล่า หนังเหมือนจับเอาซีนเลือกระเบิดเรือสองลำใน TDK มาขยายให้ยาวขึ้น แค่นั้นแหละ อาจบวกรวมกับ Inception นิดหน่อยเรื่องจังหวะ

– การเชิดชูอะไรแบบนี้เราเคยซื้อนะ (ก็อีซีนที่ว่าใน TDK นั่นแหละ) แต่ตอนนี้ไม่ซื้อแล้วอะ

– ถือว่าโชคดีอยู่อย่างที่เวลาที่ไปดูมันมีแต่รอบ IMAX ภาพแม่งอลังกาลจริงๆ อันนี้ยอม

– อีกส่วนที่ชอบคือการตัดต่อ ไอ้เราก็งงว่าอะไรคือ 1สัปดาห์ 1วัน 1ชั่วโมงว่ะ จนค่อยๆมารู้เอาทีหลังแบบเนียนๆ ตะเข็บเนี๊ยบๆ อันนี้ดี ชอบ

– กับซีนเปิดเรื่องที่ซีเนมาติกมาก ดีจนตื่นตะลึง (แต่หลังจากนั้นก็…..)

– สรุปคือ ชอบโปรดักชั่นมากกว่าตัวหนัง

23/07/17 – War for the Planet of the Apes (Matt Reeves/ US/ 2017) – 1/5

– ถ้าจะปลำไยซะขนาดนี้ ไม่เห็นจะต้องยาวเว่อร์แบบนี้เลย เอาสั้นๆก็ได้นะ สองชั่วโมงนี่ยาวจนเลียนแบบการหายใจแรงๆของวานรได้หลายพันธุ์เลย

– สงสาร แอนดี เซอร์กิส จังเลย คนที่เชียร์ให้มีการมอบรางวัลการแสดงให้กับนักแสดงโมชั่นแค็ปเจอร์คงได้แต่เซ็งที่หนังมันออกมาแบบนี้ เซอร์กิสทำดีที่สุดแล้ว แต่บทมันไม่ได้จริงๆ

– ที่เกลียดสุดๆคือ อี จาจาบิง วอนนาบี น่ารำคาญสัดๆๆๆๆ (เผื่อใครคิดไม่ออก มันคืออี bad ape นั่นแล)

– เสียดายที่ไตรภาคมันจบแบบนี้ ทั้งๆที่สองภาคก่อนเราว่ามันโอเคทีเดียว หากให้เรียงลำดับก็ตามแต่ละภาคเลย 1 -2 – 3

24/07/17 – Saudade (Katsuya Tomita/ Japan/ 2011) – 4/5

เหมือนได้เปิดโลกใบใหม่เลยแหะ คือโลกในหนังนี่มันไม่เหมือนกับบรรดาหนังญี่ปุ่นที่เราเคยได้ดูมาเลย มันเต็มไปด้วยความแปลกประหลาดแต่มันกลับเรียลและดิบดี

ที่เราสนใจมากๆมีสองส่วน หนึ่งคือการพูดถึงคนชั้นแรงงานญี่ปุ่นในต่างจังหวัด โอโห ทำไมไม่เห็นเหมือนตัวละครแรงงานในหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆเลยว่ะ ทำไมมันดูชีวิตทุกข์ยากกันจริงๆ ยิ่งหนังมันแวดล้อมด้วยสภาพเศรษฐกิจที่กำลังแย่ด้วยแล้วยิ่งทำให้เรื่องการหาโอกาสของตัวละครมันยิ่งยากเข้าไปกันใหญ่ อย่างที่บอก มันดูเรียลจนเรารู้สึกกับตัวละครไปด้วยว่า เออ ฝันพวกมึงไม่มีวันเป็นจริงได้หรอกกับชีวิตแบบนี้ มีแต่เหี้ยลงๆ

สองคือเรื่องชาติพันธุ์ที่มีในหนัง นอกจากญี่ปุ่นแล้วก็มี บราซิล ไทย ฟิลิปปินส์ ซึ่งมันก็เล่นกับการกลืนกันของชาติพันธุ์ เรื่องชาติกำเนิด ตัวตน การลืมรากเหง้าหรือแม้แต่ความขัดแย้ง มันหลากหลายและน่าสนใจดีที่เราไม่เคยเห็นในหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆ อาทิ คนญี่ปุ่นที่ไม่อยากเป็นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นที่รับวัฒนธรรมคนดำฮิปฮอปแต่เกลียดบราซิล บราซิลผู้เกิดในญี่ปุ่นกับคำถามถึงความเป็นบราซิลของตัวเอง บราซิลที่แต่งงานกับคนฟิลิปปินส์แต่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและกำลังคิดไม่ตกว่าจะย้ายประเทศไปอยู่ที่ไหนดี หรือกับหญิงไทยกับการต้องเลือกสัญชาติตัวเอง

เรารู้แหละว่าในญี่ปุ่นมีชุมชนบราซิลและในบราซิลก็มีชุมชนคนญี่ปุ่นอยู่เยอะ ซึ่งพอมาได้เห็นในหนังแล้วมันรู้สึกเปิดโลกทัศน์ดี

ปล. ชอบการมีอยู่ของน้ำดื่มในเรื่องมากๆๆๆๆๆ มันประหลาดดี

26/07/17 – Valerian and the City of a Thousand Planets (Luc Besson/ France/ 2017) – 1/5

ไม่อยากจะเชื่อว่าทำไมมันถึงคร่ำครึและไร้ชั้นเชิงได้ขนาดนี้ ตั้งหน้าตั้งตาอัดทุกอย่างตามสูตรแสนน่าเบื่อแบบไม่สนใจสมงสมองคนดูเลย รู้สึกเฟลไปหมดทุกภาคส่วน จะโรแมนติกก็หลอก (พ่นเรื่องความรักเหี่ยห่าตอนท้ายอะไรนั้นกูรู้สึกเสนียดมากอะคะ) ตัวร้ายที่โผล่ออกมาก็เห็นคำว่า “Bad Guy” บนหน้าผากเลยตั้งแต่ครั้งแรก แล้วอะไรคืออีเจ้าหญิงออกมาเดินลั้ลลาริมหาดตอนเปิดเรื่อง คือจะบอกว่าดาวมึงมีความสุขมวลรวมสูงกว่าดวงดาวอื่นว่างั้น

บทจะชมเรื่องจินตนาการล้ำเหลือยังไม่ได้เลย เพราะนอกจากจะไม่ว้าวใดๆแล้วยังรู้สึกเหมือนคิดอะไรได้ก็ใส่ยัดๆมันเข้าไป ผลคือเละคะ

แต่มีดีขึ้นมานิดนึงตอนช่วงท้ายที่พูดเรื่องการกวาดความผิดพลาดชั่วร้ายในอดีตไว้ใต้พรมของฝ่ายรัฐ และการพยายามก้าวข้ามความโกรธแค้นด้วยการยอมรับและเรียนรู้อดีตของชาวมิวส์ เพราะเอามาวางลงบนบริบทไทย แต่ก็นะ มันก็แค่ระดับผิวเผิน

ดังนั้นแล้ว คะแนนที่ดีดมาได้นี่มาจาก เดอเลวีญ ล้วนๆ

ปล. ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแปลอักษรภาษาอังกฤษเป็นอักษรไทย ทำไมไม่ทับศัพท์ไปเลย งง

29/07/17- Chang-ok’s Letter (Shunji Iwai/ South Korea, Japan/ 2017) – 5/5

เติมเต็มมากกกกกกก ใครที่คิดถึงหนังชุนจิในโหมดอบอุ่นยุคแรกๆของเขาอย่าง Love Letter หรือ April Story นี่ได้ฟินให้หายคิดถึงกันเลย (แน่นอนเพลงเพราะฉิบหายเหมือนเดิม)

เส้นเรื่องไม่มีอะไรมาก เป็นหนังสั้นๆ 4 ตอนเกี่ยวกับแม่ผัวกับลูกสะใภ้และครอบครัวของเธอ เรื่องเล็กๆ เหตุการณ์เล็กๆ เล่าง่ายๆ ถ่ายทอดออกมาเรียบๆ แต่ทัชมากกกก (ไม่สิ! เว้นตอนแรกไว้เพราะเป็นลองเทคทั้งเรื่อง!)

และเอาเข้าจริงพอถึงตอนสุดท้ายในช่วงที่ทุกอย่างคลี่คลายที่หนังเริ่มสดสว่างขึ้นมาอย่างน่าตกใจ เราเริ่มรู้สึกหวาดกลัวว่าหนังจะจบแบบนี้ แต่พอแบดูน่าเอ๋ยประโยคลอยๆ “มันจะเป็นแบบนี้ได้อีกนานเท่าไหร่คะ” โอโห กราฟดูดิ่งพุ่งขึ้นเลย

แบดูนา ดีแบบดีมากกกกกกกกกกกกกกกก

ปล. ตอนไปเกาหลีก็เห็นร้านเนสกาแฟอยู่ ไม่เคยคิดจะเข้าไปเลย แต่พอดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากเข้าไปลองจริงๆ ยอมเป็นทาสการตลาดถ้ามันออกมาดีแบบนี้

https://nestle.jp/brand/nba/letter/en/

Film I’ve seen in June 2017

03/06/17 – Yesterday Once More (Yoyo Yao/ China/ 2016) – 4/5

เซอร์ไพร์สมาก ทั้งในแง่ของความเป็นหนังรักในวัยเรียนย้อนยุคที่ทำออกมาไม่ขี้ริ้วขี้เหล่ เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบไต้หวัน ซึ่งจะว่าไปก็อาจเรียกได้ว่าเป็นงานก๊อปนั้นแหละ แต่ก๊อปดี มีเกรด

อีกส่วนคือประเด็นหลายๆอันของมันที่ถ้าเราไม่รู้อะไรมาก่อนก็คงไม่มีทางที่จะเชื่อได้ว่านี่มันคือหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งการวิพากษ์การศึกษา วิพากษ์การกดดันของสังคม ความเป็นครอบครัวหรือแม้กระทั้งการเดินตามความฝันของตัวเองที่ไม่ตรงตามขนบเก่าๆ ที่ยิ่งทำให้ดูไปก็ต้องหยิกตัวเองไปว่านี่หนังจีนนะ ไม่ใช่ไต้หวัน

จริงๆหนังมันก็น้ำเน่าตามสูตรแหละ แต่ You Are the Apple of My Eye หรือ Our Times มันก็เน่าไง แต่พอมันทำออกมาได้น่าสนก็เลยชอบ ชอบแบบชอบมาก

แล้วก็ชอบการใช้เพลง เพลงอังกฤษสากลเลยที่ดูตอแหล๊ตอแหล แต่พอมันเป็นจีนแล้วเราให้อภัย 555

07/06/17 – Wonder Woman (Patty Jenkins/ US/ 2017) – 3/5

– มันก็อี๊ๆหน่อยอะ ความเหี้ยจบได้ด้วยรัก อีห่า!

– เปิดเรื่องมาก็ทำเอาขำยาวๆ ลิเกสุดๆ ยิ่งเห็นโรบิน ไรซ์ มาในบทแบบนี้ด้วยยิ่งอดขำไม่ได้

– มาเริ่มชอบหนังก็ตอนเดินทางออกจากเกาะนั้นแหละ ชอบที่หนังเล่นกับอาการบริสุทธิ์ผุดผ่องเรียนรู้โลก (และดีใจมากที่หนังมีซีนเอากัน – อันนี้กูขอจิ้นเอง)

– แต่หนังมาดร๊อปไปแบบเยอะมากๆเลยสำหรับเราคือตอนที่พบว่าเทพแอริสมีตัวตนจริงๆ เหตุเพราะหนังมันเดินเรื่องด้วยความโง่ เดียงสาและอ่อนต่อโลกมาตลอด อีเหล่าตำนานเรื่องเล่าในอดีตของอีนางก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นแค่เรื่องที่ถูกแต่งขึ้น แถมอีแอริสก็มาพ่นโมโนลอคอธิบายเรื่องราวไปเสียหมดเลย จากที่จะให้อีนางเรียนรู้ความเดียงสาต่อโลกของตัวเองไปเรื่อยๆ ทิ้งปริศนาไว้บ้าง มันเลยไปได้ไม่สุด น่าเสียดาย อีซีนแอ็คชั่นไคลแม็กซ์ก็น่าเบื่อฉิบ (คือเราอยากให้หนังมีประเด็นว่า การเลี้ยงลูกโง่ๆ ลูกก็จะโง่และสร้างความฉิบหายได้มากกว่าอะไรแบบนั้น 555)

– แต่เอาเถอะ การเขียนถึงหนังเรื่องนี้สามารถจบได้ในคำไม่กี่คำ

“แกล กาโดต์”

17/06/17 – King of Comedy (Stephen Chow, Lik-Chi Lee/ HK/ 1999) – 4/5

จำไม่ได้ว่าเคยดูมาก่อนหรือเปล่า แต่ช่างมันเถอะ พอได้ดูตอนนี้แล้วรู้สึกนอสทาเจียจังเลย คิดถึงหนังฮ่องกงยุคนั้นมากๆ

จังหวะมันเด็ดขาดจริงๆ มุกก็ดีและตลกมาก ที่สำคัญมันโรแมนติกแบบที่หนังในยุคนี้ทำยังไงก็คงไปได้ไม่ถึงอีกแล้ว

จางป๋อจือดีจังเลย

20/06/17 – Los Nadie (Juan Sebastian Mesa/ Colombia/ 2016) – 2.5/5

[ดูบนเครื่อง]

หนังเรียกร้องความรู้เกี่ยวกับประเทศโคลัมเบียพอควร โดยเฉพาะเมืองที่เหล่าตัวละครอาศัยอยู่ที่กำลังเกิดจราจลอะไรซักอย่าง คือพอเราไม่รู้ สิ่งที่เราเห็นก็เหลือแต่เพียงการตามดูชีวิตของวัยรุ่นชนชั้นล่างกับการใช้ศิลปะต่างๆในมือเป็นเครื่องมือในการต่อต้านพร้อมกับความฝันที่จะได้หนีออกไปจากเมืองเน่าๆแห่งนี้

ดูเพลินๆ แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่

20/06/17 – Bonnie and Clyde (Arthur Penn/ US/ 1967) – 3/5

[ดูบนเครื่อง]

ดูแบบไม่มีซับและสำเนียงของ วอเรน เบ็ตตี้ ก็ฟังยากฉิบหาย

สองซีนที่ตราตรึงมากๆคือซีนเปิดตัวโดยการปล้นธนาคารครั้งแรกเพื่อโชว์สาว กับซีนมองทาจการกระหน่ำยิงในช่วงท้าย

ชอบอาการไบโพล่าของ เฟย์ ดันอเวย์

ไว้มีโอกาสจะหามาดูใหม่

27/06/17 – Her Love Boils Bathwater (Ryota Nakano/ Japan/ 2016) – 3/5

[ดูบนเครื่อง]

ครึ่งแรกดีมาก ลงตัวมาก คือตั้งแต่เริ่มเรื่องไปจนถึงก่อนเดินทางไปค้างแรมที่บ้านเกิด เราว่ามันโอเค มีอี๊ๆบ้างแต่ยังพอรับได้ แต่หลังจากนั้นรู้สึกมันจะแม่พระเสียเหลือเกิน เดินทางโปรดสัตว์ตามลายทาง แต่ก็ยังโชคที่ที่มันตบปิดได้ไม่น่าเกลียดมาก

แล้วก็โชคดีอีกอย่างที่มันได้นักแสดงดีๆทุกตัว รักอีนางลูกสาวชั้นในฟ้าที่สุด