FILM I’VE SEEN IN DECEMBER 2018

14/12/18 – The Age of Shadows (Kim Jee Woon/ South Korea/ 2016) – 3/5

สิ่งที่ชอบมากๆๆๆๆ ของมันคือการดีไซร์ซีนต่างๆ ตั้งแต่การไล่ล่าในช่วงต้น ซีนบนรถไฟ ไล่ไปถึงซีนในสถานี ระทึกและสุดขีดมาก ชอบสุดๆ

แต่โดยรวมเรากลับรู้สึกเฉยๆกับมันโดยเฉพาะเส้นเรื่องที่อุเบกขาจริงๆ แต่ก็เป็นหนังชาตินิยมเกาหลีอีกเรื่องที่ออกมาดีแบบไม่ต้องเบ้ปากใส่

ในบรรดาหนังของจีวุน ก็ยังชอบ The Good, the Bad, the Weird (2008) ที่สุด

 

16/12/18 – Roma (Alfonso Cuarón/ Mexico,USA/ 2018) – 5/5

ยืนยันอีกเสียงว่าถ้าเป็นไปได้ไปดูในโรงเถอะ ภาพมันสวยมาก อลังการมาก ทำให้เราดื่มดำกับมหากาพย์ชีวิตได้เต็มที่ แบบที่สามารถเรียกได้เลยว่ามันคือประสบการณ์การดูหนังที่ดีมากอีกอันหนึ่งของปี

แค่ซีนเปิดเรื่องซีนแรกเราก็รักหมดใจแล้วจริงๆ เพราะมันสามารถนิยามหนังได้ทั้งเรื่องเลย ไม่นับเหล่าลองเทคและแทรคกิ้งช๊อตอันตราตรึงในหลายๆซีน เราชอบวิธีที่คัวรองแพนกล้องเป็นวงกลมเพื่อเล่าเรื่องมากๆ อย่างการแพนกล้องในตัวบ้าน ที่ทำให้เรานึกถึงซีนที่รักมากๆเช่นกันใน Jules and Jim (1962) ของ François Truffaut ที่ใช้วิธีนี้ในการเล่าบุคลิคตัวละครเพียงแต่แพนกล้องรอบร้านกาแฟ หรืออย่างซีนในโรงหนัง, คลอดลูก, ไปซื้อเปลเด็กและกับซีนทะเลก่อนจบหนังที่ยังไงคนดูก็ต้องถูกสะกดให้แน่นิ่ง หัวใจเต้นแรงผิดปกติ

โดยรวมเรามีความรู้สึกเดียวกับตอนดูหนัง Norte, the End of History (2013) ของ Lav Diaz ในโรงเมื่อหลายปีก่อน คือหนังจะยาวแค่ไหนเราก็สามารถอยู่กับมันได้อย่างไม่เหน็ดไม่เหนื่อย มันเพลิดเพลินพอๆกับการมีความรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร ในที่นี่คือ เคลโอ หญิงต่างเมืองที่เข้ามาเป็นแม่บ้านประจำให้กับครอบครัวคุณหมอชนชั้นกลางในยุคสมัยที่เผด็จการยังครองเมืองเม็กซิโก

และนอกเสียจากการเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์อันงดงามแล้ว เรายังเห็นถึงการเฉลิมฉลองของเพศหญิง ชอบกิมมิคเรื่องรถด้วย หากเรามองว่ารถคือหนึ่งในการแสดงอำนาจของเพศชาย ขนาดของรถและการฟิตอินกับสถานที่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซีนไม่แคร์รอยใดๆรอบตัวรถกับซีนซื้อรถใหม่ทำเอาเรายิ้มแป้น

ตอนนี้ก็คงต้องไปศึกษาประวัติศาสตร์เม็กซิโกในยุคสมัยนั้นเพิ่มเติมเพราะตอนดูนี่เกิดคำถามมากมาย และถ้าเป็นไปได้ก็อยากดูอีกรอบมากๆก่อนมันจะออกจากโรง

16/12/18 – Ten Years Thailand (อาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล, อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล/ ไทย/ 2018) – 4/5

เอาเข้าจริงเราไม่อาจเรียกมันได้ว่านี่คือหนังที่เล่าเหตุการณ์ 10 ปีหลังจากนี้เหมือนในชุดของฮ่องกง แต่มันคือการแสดงถึงภาวะในปัจจุบันของประเทศไทย ทั้งทางสังคมและการเมือง โดยที่ทั้ง 4 เรื่อง 4 ผู้กำกับใช้แนวทางที่แตกต่างกันทั้งหมด โรแมนติก, ทริลเลอร์, ไซไฟ, essay ซึ่งมันคือจุดแรกที่ดีมากๆ

Sunset: สมบูรณ์แบบทั้งในแง่การสร้างอารมณ์และประเด็นอันแข็งแรง เพราะมันคือการเล่าเรื่องคนตัวเล็กๆ คนที่ต้องทำตามหน้าที่จากเบื้องบน ไม่ว่าจะทหาร ตำรวจ แม่บ้าน เจ้าของแกลลอรี่หรือแม้แต่ตัวศิลปิน ในภาพใหญ่มันจึงพูดถึงกลุ่มคนที่ต้องมาจัดการกับระบบสังคมอันพิกรพิการ โดยมีเรื่องรองคือเรื่องของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุงและความรักเล็กๆที่เกิดขึ้นพอที่จะให้เราได้เห็นความหวังเล็กๆอยู่บ้างดั่งคนรักท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน

แคปเปอร์คือดีมาก ละเอียดมาก น้องแม่บ้านก็มอบเสน่ห์ให้กับหนังพอๆกับความหวังเล็กๆที่เกิดขึ้นเมื่อหนังจบ

Catopia: ชัดเจนและตรงไปตรงมาจนน่าขนลุกที่ทำให้เรานึกไปถึงช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาที่คนแบ่งทุกอย่างออกเป็นขาวกับดำเท่านั้น หลอนกับเสียงแมวร้องพอๆกับเสียงนกหวีด หากจะติดใจอยู่บ้างก็ตรงชั้นเชิงของมันที่เล่าผ่านบทสนทนาเพียวๆ

Planetarium: ชอบมากทีเดียว ส่วนตัวคิดว่าใครที่เคยดูงานของเข้มาก่อนจะทำให้ยิ่งชอบตอนนี้มากขึ้น เพราะเราสามารถจับสิ่งต่างๆที่เคยอยู่ในงานก่อนๆของเข้มาตีความร่วมเข้าไปได้อย่างสนุกสนาน เข้ยังคงกวนตีนเสมอต้นเสมอปลาย ใครมันจะสามารถคิดซีนสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรมได้แบบนี้ว่ะ! เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ (แล้วก็ชอบที่เราสามารถตีความไปถึงในเรื่องที่เราไม่สามารถพูดได้ด้วย)

Song of the City: บทสรุปสุดท้ายที่ลงตัวอย่างที่สุด มันสงบ ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด เพราะมันคือความคุ้นชินจนหลงลืมบางสิ่งบางอย่างไปของเหล่าผู้คนในสังคมไทยผู้ไม่สามารถทำอะไรได้เลยในภาวะใต้ตีนเผด็จการ (ในที่นี้คืออนุสรณ์สถาน สฤษดิ์ ธนะรัชต์) เป็น 10ปีในภาวะแห่งการหลับไหลชั่วกาลนาน ใช้ชีวิตกันต่อไปบนพื้นที่ส่วนตัวอันเล็กจ้อย

แม้การกลับมาพบเจอกันของตัวละครในสัตว์ประหลาดจะทำให้เราอมยิ้มอยู่บ้าง แต่ก็นะ เขาทั้งคู่ยังคงไม่ได้เลื่อนชั้นไปไหนอยู่ดี

โดยรวมอาจไม่อิมแพ็คเท่ากับของฮ่องกง แต่ก็ถือว่ามันเป็นบทบันทึกหนึ่งทางการเมืองของไทยได้ดี ซึ่งก็น่าคิดอยู่เหมือนกันว่าหรือที่จริงแล้วมันก็คือ 10ปีหลังจากนี้แหละ 10ปีที่แม่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย!

27/12/18 – Commando Ninja (Benjamin Combes/ France/ 2018) – 3.5/5

เป็นการยำใหญ่เหล่าหนังฮอลลี่วู๊ดบล็อกบัสเตอร์ของยุค ’80 ได้มันสะเด่าดี ทุกอย่างที่เคยเห็นเคยดูมาและยังจำได้มากันหมด ทั้ง Terminator, Predator, Rambo, Star Wars, Platoon, Back to the Future รวมไปถึงเหล่าหนังนินจาตั่งต่าง

หนังเกิดมาจากการระดมทุนผ่าน Kickstarter แถมยังได้เงินเยอะกว่าที่ตั้งไว้ถึง 2 เท่า (ประมาณ EUR30,000) ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ได้มากมายอะไรเท่าไหร่ แต่โปรดักชั่นในหนังนี่อย่างกับหนังทุนหนาเงินเยอะเลย

ดูได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=a0Gec5JbQAg

และเหมือนมันจะมีภาคต่อ

28/12/18 – Solanin (Takahiro Miki/ Japan/ 2010) – 5/5

หน้าเบี้ยวเลย พล๊อตไม่มีอะไรใหม่ วัยรุ่นที่ต้องก้าวสู่วัยผู้ใหญ่พร้อมกับเรื่องการเดินตามฝัน, มีความรัก, พานพบกับความตายและการต้องก้าวเดินต่อไป

คือพล๊อตแบบนี้มันง่ายมากที่จะกลายเป็นหนังน้ำเน่า แต่คนทำเอาอยู่ จังหวะของมันแต่ละห้วงนี่เรียกได้ว่าพอดิบพอดี ไม่ล้นไม่น้อย เพิ่มความพีคขึ้นอย่างช้าๆจนไปประทุในซีนจบ น้ำตานองกันไป

นี่ถ้าได้ดูในช่วงเวลาเดียวกับตัวละครคงตายไปเลยจริงๆ

อาโออิ มิยาซาดิ คือที่สุดของที่สุดๆๆๆๆ

หาซื้อซาวด์แทรคมาฟังวนไป

29/12/18 – Memories of Murder (Bong Joon-ho/ South Korea/ 2003) – 4.5/5

โอเค ขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งในบรรดาของหนังบองจุนโฮที่เราได้ดูไปเลย

โครตเก่งอะ ชอบที่มันผสมความตลกมากๆเข้ากับความเป็นทริลเลอร์หนักๆได้อย่างลงตัวสุดๆ แรกๆตลกแบบขำดัง แต่พอหนังจบกลับดาวน์ฉิบหาย

มันเลยกลายเป็นการเปิดเปลือนมนุษย์ในหลายมิติอันแสนช่างยากแท้หยั่งถึง

 

30/12/18 – Sans Soleil (Chris Marker/ France/ 1983) – 5/5

เสียดาย เจอซับห่วย เลยอาจเก็บสิ่งที่หนังมันมอบให้ได้ไม่หมด แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี

นี่คือหนึ่งในหนัง essay เรื่องสำคัญของโลก หนังที่ใช้การร้อยต่อของภาพร่วมกับนาเรทีฟของคนทำเพื่อการสื่อสารทุกสิ่งมวลของตัวคนทำเอง (เราอาจจะนิยามได้อาจไม่ถูกต้องนัก แต่มันน่าจะประมาณนี้ จากที่เคยฟัง อ.อุ้ย รัชภูมิ มา)

กล่าวคือมันร้อยต่อภาพจากฟุตเทจของคนทำผสมกับภาพข่าวต่างๆ แล้วก็ใส่นาเรทีฟเข้าไปที่เป็นทั้งการให้เกร็ดความรู้ตามภาพที่ปรากฏ เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของภาพเหล่านั้นแต่ที่สำคัญคือมันใส่ความนึกคิด ใส่ความเห็นของคนทำลงไปร่วมด้วย ความนึกคิดต่อประเพณี อาณานิคม สงครามและต่อโลก

โดยทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ในกรอบเรื่องการจดจำ การจดจำในประวัติศาสตร์ การจดจำความคิดเห็นของคนทำ รวมถึงการใช้หนังเพื่อการจดจำอีกทอดหนึ่ง

ดูแล้วเหมือนได้ชิมอาหารรสชาติใหม่ จะไปหาหนังพร้อมซับที่ถูกต้องมาดูอีกรอบแน่นอน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s