Month: December 2018

FILM I’VE SEEN IN NOVEMBER 2018

07/11/18 – Suspiria (Luca Guadagnino/ US, Italy/ 2018) – 4.5/5

อือหือ สุดขีดคลั่ง ระดับความเฮี้ยนทะลุปรอท

ไม่เคยดูต้นฉบับมาก่อน ดูแบบไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ตื่นตาตื่นใจกับงานโปรดักซ์ชั่นของมันแบบสุดๆๆๆๆๆๆๆ กรี๊ดกร๊าดกับการตัดต่อ การเคลื่อนกล้อง งานภาพ การแสดงรวมไปถึงเสียงและเพลงประกอบ ตรึงตาตรึงจิต ดวงตาเบิกโผลง ตราตรึงจับใจสุดๆ

ชอบหนังมากพอๆกับ Mother (2017) ของ Darren Aronofsky อันเป็นหนังที่เราว่ามันมีความคล้ายคลึงกันอย่างสูง มันมีเรื่องพลังของเพศหญิงเหมือนๆกันและพูดถึงเรื่องทางศาสนาคล้ายๆกัน แต่ก็เป็นการชอบในคนละแบบ ใน Mother เราชอบประเด็นพระเจ้าผู้สร้างของมัน แต่เรื่องนี้เราชอบองค์ประกอบแวดล้อมของหนังมากกว่า ซึ่งอย่างไรก็ตาม ระดับความเฮี้ยนถือว่ากินกันไม่ลงจริงๆ

เสียดายที่เราไม่รู้เรื่องการเมืองเยอรมันยุคหลังสงครามโลกที่แยกเยอรมันออกเป็น ออก-ตก ด้วยกำแพงเบอร์ลินเท่าไหร่ ถ้ารู้อาจจับอะไรได้มากกว่านี้

08/11/18 – โลกโซเชี่ย ล Ep3 – Hamsters (ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต/ ไทย/ 2018/ TV Series) – 4/5

ชอบความเป็นทริลเลอร์ของมันมากๆ แถมเป็นทริลเลอร์ระหว่างแม่กับลูกที่ต่างฝ่ายต่างเกลียดกัน ปัญหาของการเปิดเผยตัวตนในโลกโซเชี่ยลมากกว่าโลกจริงระหว่างกัน

ชอบการวางสถานะของตัวละครทั้งคู่ที่มันเสริมความเป็นทริลเลอร์ได้ดี นั่นคือการไร้ซึ่งอำนาจ ทั้งธุรการที่มีแต่โดนใช้และนักเรียนอยากเต้นโคปแต่ไร้ฝีมือ อำนาจที่โดนกดทับมันเลยถูกปลดปล่อยใส่กันและกันแทน (อำนาจของความเป็นแม่ อำนาจของการขบถ)

ชอบการแสดงของ อาภาศิริ มากๆๆๆๆๆ ซีนเอาหนูไปทิ้งแล้วยิ้มซะใจก่อนจะเริ่มรู้สึกผิดนี่ดีแบบ ดีฉิบหาย

ชอบการจบแบบนี้ มันคลี่คลายลงได้แบบเราเชื่อได้ การเข้าใจกันด้วยสิ่งเล็กๆแบบนี้แหละ

วลีเด็ด “ลับหลังเขาด่ามึงยังกะด่านายก”

https://tv.line.me/v/4449264_โลกโซเชี่ย-ล-ep3-hamsters-1-410/11/18

เลือดข้นคนจาง (ทรงยศ สุขมากอนันต์/ ไทย/ 2018/ TV Series: 18ep) – 2/5

โดยรวมไม่ชอบเลยแฮะ มันยืดยาดน่าเบื่อ เส้นเรื่องถ้าเอามาแผ่ดูมันก็มีนิดเดียวแต่ถูกยืดไปถึง 18ตอน ประเด็นต่างๆก็ไม่ได้รู้สึกน่าสนใจเอาเสียเลย ไม่ว่าจะความเป็นครอบครัวจีน เรื่องมรดก การสืบสวน สาเหตุการฆ่าหรือแม้แต่เรื่องผลของคนรุ่นก่อนที่ต้องให้คนรุ่นใหม่เข้ามาแก้ไขก็ตามที

จำได้ว่าสนุกกับสองอีพีแรกที่เล่าความเป็นครอบครัวแบบจีนชั้นสูงในไทย รวมถึงความเข้มข้นเมื่อเกิดเหตุฆาตกรรม ก่อนจะย้วยยาวไปจน 4อีพีสุดท้ายที่เริ่มจะมาสนุกขึ้นบ้าง แต่ก็ยังดันจบด้วยอีพีสุดท้ายแบบอะไรของเมิงมากๆ

ดังนั้น ทุกตอนที่ดูก็มักคิดเสมอว่า ถ้ากูแต่งตัวเหมือน อี้ ตัดผมเหมือน ฉี มันจะออกมาเป็นแบบไหนนะ

เอ่อ ถ้าถามว่าชอบครอบครัวไหนที่สุด ก็คงตอบได้เต็มปากเลยว่าครอบครัวของออย-ปิ่น นี่สิเรียกว่าอยู่เป็น ไม่เสือกแล้วชีวิตดี

โลกโซเชี่ย ล EP4 – Jump Scare (ไพรัช คุ้มวัน/ ไทย/ 2018) – 4/5

ชอบภาพสะท้อนการแก้ปัญหาแบบไทยๆผ่านกลุ่มนิติคอนโดมากๆ ไท๊ยไทย ทั้งเรื่องการักษาหน้าตาและลำดับชั้นของอำนาจ (แม้จะมีการลงมติโหวตด้วยก็ตาม) และด้วยประเด็นนี้เราเลยรู้สึกว่าถ้าหนังจบตั้งแต่ตอนที่ 3 ไปเลยมันจะพีคสัดๆ

แต่พอหนังมันเข้าตอน 4 และเริ่มพลิกเรื่องไปอีกทางก็พบว่า เออ ไม่เลวเหมือนกันว่ะ ไม่มีอะไรหยุดยั้งการสำเร็จความใคร่ด้วยความดีของคนไทยได้จริงๆ

อนึ่ง ไม่มีความคุ้นเคยเรื่องกลุ๊ปไลน์อะไรแบบนี้เท่าไหร่ ขนาดไลน์ญาติกูเองกูยังทนอยู่ไม่ไหวเลย 555

ปล. เห็นด้วยกับมิตรฯ ว่าคุณ pepp น่ากระทืบมาก

17/11/18 – Veteran (Ryoo Seung-wan/ South Korea/ 2015) – 3/5

บิ๊กซีเนม่าเอามาฉาย สนุกจังเลย มีความผสมชอง แอ็คชั่น ดราม่า ตลก

เซอร์ไพร์ ยูอาอิน ที่ในเรื่องนี้เล่นเป็นคนเหี้ย รับรู้ได้ถึงความเหี้ยทั้งหน้าตาและการกระทำ ผิดไปจากใน Burning ที่หน้าตาแบบเดียวกันแต่แม่งให้ฟิวส์คนละโลกเลย เก่งๆ ตบมือๆ

ติดอย่างเดียวที่มันเป็นแฟนตาซีแห่งความดีไปหน่อย แล้วบทจะไม่ฉลาดก็ไม่ฉลาดขึ้นมาซะอย่างนั้นในช่วงท้าย

18/11/18 – Poetry (Lee Chang-dong/ South Korea/ 2010) – 4/5

คุณป้า มีจา ผู้พยายามเขียนบทกวีให้ได้ซักบทหนึ่งในช่วงเริ่มแรกของการเป็นอัลไซเมอร์ ในช่วงเดียงกับที่ต้องมารับรู้ปัญหาของหลานชายของลูกสาวที่ไม่เคยกลับมาเยี่ยม ปัญหาของคนอื่นที่เธอต้องมารับรู้ รับผิดชอบ แต่กลับไม่มีอำนาจใดๆในการจัดการด้วยตนเอง บทกวีก็เขียนไม่ได้ซักที หนำซ้ำดูเหมือนจะมีแค่เธอเท่านั้นที่เห็นว่าบทกวีคือความสวยงาม บทกวีที่มาจากสิ่งสวยงามเล็กๆน้อยๆรอบชีวิตเหี้ยๆของเธอ

จากที่ได้ดูหนังของ อีชางดอง มาครบแล้ว เราอาจบอกได้ในตอนนี้ว่าเรามีความรู้สึกร่วมกับหนังเรื่องนี้น้อยที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมดของเขา อาจเพราะเราไม่อาจสามารถแนบเคียงกับตัวละครได้เท่าไหร่ (หมายความว่าถ้าได้ดูอีกรอบในอนาคต เราอาจชอบมากกว่านี้ก็ได้) แต่แม้จะไม่ได้รู้สึกรุนแรงเท่าหนังเรื่องอื่นๆของเขา มันก็ไม่ได้หมายความว่าหนังมันจะไม่น่าสนใจ กลับกันเสียอีก เรายังคงเห็นการโดนกัดกร่อนลงของความคิด-ความเชื่อ ของมนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ความไร้อำนาจต่อรองใดๆ เห็นความชั่วช้าของสังคมเกาหลีในแบบของอีชองดอง

หนังจบด้วยบทกวีหนึ่งเดียวที่ถูกเขียนขึ้น พร้อมๆไปกับการเลือนเข้าหากันของเธอกับเด็กสาวผู้เคราะห์ร้าย บทกวีอันสวยงามของผู้หญิงในโลกเหี้ยๆของหมู่ชาย

อับดับหนังอีชางดองของเรา: Peppermint Candy > Secret Sunshine > Oasis > Burning > Poetry

24/11/18 – ไทบ้านเดอะซีรี่ย์ 2.2 (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2018) – 4/5

– ดีจังเลย ชอบ ดูแล้วมีความสุข จะว่าไปเรื่องมันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายแต่พอเรามีความผูกพันกันตัวละครไปแล้ว รักในพวกเขา การได้เติบโตไปกับตัวละคร เรียนรู้ไปกับตัวละครนี่มันดีจริงๆ สุขเศร้าไปด้วยกัน

– เรื่องความล้มเหลวของแนวคิดและอำนาจจากส่วนกลางมันยิ่งชัดขึ้นในภาคนี้ พระเซียงที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับพระในแนวคิดแบบส่วนกลาง ยิ่งการที่มันมีซีนโดนเซ็นเซอร์จากอำนาจส่วนกลางแล้วยิ่งทำให้มันยิ่งชัดขึ้น, ป๋องจบสูงผู้รับแนวคิดจากส่วนกลางมาแบบเต็มๆก็ต้องล้มเหลวลง, จาลอดผู้รู้สึกละอายใจที่ไม่สามารถดูแลน้องและแฟนสาวผู้เป็นครู ครูผู้ซึ่งใช้วิธีการแบบส่วนกลางอย่างการแจกเงินให้มืดไปเรียนหรือให้ผู้ใหญ่สนับสนุนต่างๆ, มืดที่พบว่าการมีมอเตอร์ไซร์ก็ไม่อาจสามารถซื้อใจคนที่รักได้ (ส่วนคนอื่นๆคงต้องรอดูภาคต่อๆไป)

– การได้ยินคำว่า “คนเรานั้นเท่ากัน” ในหนังเป็นหนึ่งในความประทับใจ

– ได้ไปอ่านที่คุณ คนมองหนัง เขียนว่าคนที่ป๋องไปขอทุนในช่วงท้ายนั้นเป็นนักการเมืองจริงๆและเป็นนายทุนของหนังเรื่องนี้ด้วย อันเป็นการมองเรื่องการกระจายอำนาจกลับสู่ชุมชมอีกที อันนี้น่าสนใจมากๆ

– ซีนที่ชอบส่วนตัว: เฮิร์ปจับงูสิงห์, เด็กๆรวมตัวเคลียร์ปัญหาความสัมพันธ์กันเอง, อีสาวถามไอ้แมนว่าได้กับจีโน่หรือยัง? และซีนงานศพในช่วงท้าย

– จริงๆรู้แหละว่าหนังมันมีจักรวาลที่ถูกวางไว้แล้วของมัน แต่ไอ้เราก็นึงว่ามันจะเป็นภาคจบของเหล่าตัวละครของไทบ้านจากภาคก่อน แต่มันกลับไม่ใช่ มันจะมีต่อในหนทางใหม่ที่อาจเป็นหนังสยองขวัญ กรี๊ดมาก เปลี่ยนแนวทางใหม่กับตัวละครเดิม รอดูเลย

ปล. หลังจากไปดูซีนที่ถูกตัดแล้วพบว่าถ้ามันยังคงอยู่ มันจะถีบให้อารมณ์ในซีนนั้นพุ่งสูงมาก สีอีพวกเซ็นเซอร์แม่งให้หมด!

27/11/18 – The Babysitter (McG/ US/ 2017) – 2/5

เราว่ามันก็สนุกดี มีกิมมิคเรื่องหนังให้ซีเนไฟล์ได้กรี๊ดกร๊าด ชอบการสร้างเรื่องเล่าแบบหนังจากตัวละครอะไรก็ได้ในโลกที่เราอยากให้มี (อันนี้คือเรื่องเล่าที่ตัวละครมันเล่าอีกทีนะ ไม่ใช่ของตัวหนังเรื่องนี้)
แต่มันจะดีมากมาย ถ้ามันตัดสามารถเอาความโง่เง่าบรมและไร้เหตุผลที่มีมากมายก่ายกองในหนังออกไปบ้าง โง่ขนาดคิดว่ามึงจะต้องพลิกเรื่องไปอีกรอบแน่ๆเลย แต่ก็เปล่า
แต่ดูนางเอกก็เพลินดี มีความ เดนนิส ริชาร์ด
Advertisements