Month: November 2018

FILM I’VE SEEN IN SEPTEMBER & OCTOBER 2018

12/09/18 – 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว (ณฐพล บุญประกอบ/ ไทย/ 2018) – 3/5

“Don’t ask if your dreams are crazy. Ask if they’re crazy enough.”

ดูจบก็อยากให้พี่ตูนไปอยู่ในโฆษณาตัวล่าสุดของ Nike ประโยคด้านบนนี่ลอยมาเลย มันตอบโจทย์หนังได้ตรงและชัดเจนหากเรามองมันในแง่ของตัวพี่ตูนอย่างเดียว

ส่วนในแง่ของความเป็นสารคดีมันก็ทำได้สำเร็จสวยงาม ทั้งการนำพาคนดูร่วมไปกับมวลอารมณ์อันหลากหลาย พยายามเข้าให้ได้กับกลุ่มคนทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการด้วยการพูดถึงความไม่ใช่ฮีโร่ของตูน การอธิบายว่าเหตุใดถึงทำโครงการนี้ที่ก็เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างแต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

แต่ก็นั้นแหละ ในแง่ของตัวโครงการ ถึงมันจะพูดหรือไม่พูดถึงความเป็นฮีโร่ของตูน เรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างของปัญหาโรงพยาบาล ตัวหนังเองมันก็ยังคงให้ภาพแบบพาราด๊อกซ์ด้วยการทำให้เห็นว่าตูนนั้นเป็นยิ่งกว่าฮีโร่ ไม่ว่าหนังจะพร่ำบอกว่าไม่ใช่่ และการที่มันไม่ไปแตะเรื่องการเมืองเลยซักนิด(ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบก็อยู่ในหมวดนี้)ก็ทำให้หนังมันหวิ่นแหว่งไปในแง่ของความลึก ยิ่งหากมองในแง่การบันทึกประวัติศาสตร์แล้วยิ่งน่าเสียดาย เพราะมันไม่ได้ให้ภาพเลยว่าเหตุใดคนในสังคมถึงต้องการฮีโร่ในการกอบกู้ภาวะจิตใจ ในการทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า ในการทำให้ตัวเองรู้สึกฟินที่ได้เสพสุขความดี โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นอยู่ภายใต้สังคมในยุคที่ไม่มีทางเลือกในการแสดงออกได้มากนัก

อย่างไรก็ตาม เรายังคงชอบหนังหากคิดว่ามันคือการบันทึกภาพความแปลกประหลาดของสังคมไทยในห้วงโมงยามของยุคเผด็จการนี้

26/09/18 – ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก (พฤกษ์ เอมะรุจิ/ ไทย/ 2018) – 2/5

เราอาจแยกหนังได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการผ่อนคลาย เล่าเรื่องแบบเดินช้าๆแล้วอัดด้วยมุกตลกที่เรียกได้ว่าใส่กันแบบเรี่ยราด ก่อนที่หนังจะมาตระหนักได้ว่าหนังต้องจบและเรื่องต้องเดิน ส่วนหลังจึงเป็นการใส่ดราม่าเข้าไป พลิกเรื่องไปอีกทางแบบหน้ามือหนังตีน จากมนุษย์ที่พอใจในสิ่งที่ทำ กลายเป็นมนุษย์ที่ต้องมีความฝัน มีความพยายาม ซึ่งเราก็รู้สึกแบบ เออ ขี้โกงอะ

แน่นอนเราเบื่อช่วงแรกมาก ส่วนช่วงหลังที่นอกจากรู้สึกว่ามันโกงแล้ว เรายังค่อนข้างกังขากับการคลี่คลายหลายๆอย่างของตัวละคร เราไม่เชื่อกับสิ่งที่ตัวละครได้รับเท่าไหร่หากเปรียบภาพความเป็นจริง

ส่วนแรกนี่เรียกได้ว่าคือน้าค่อมโชว์ แต่ส่วนดีที่สุดคือน้องฝน

SOS skate ซึม ซ่าส์ (พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์/ ไทย/ 2017/ TV Series: 8ep) – 5/5

ตอนนั่งดูเลือดข้นฯ แล้วอยู่ดีๆนึกขึ้นได้ว่าอยากดูเรื่องนี้มานานแล้ว โชคดีที่เลือดข้นฯหลังจากผ่าน 2ตอนแรกไปแล้วก็เริ่มน่าเบื่อ น่าเบื่อแบบน่าเบื่อชิพหาย เลยหันมาดูเรื่องนี้แทน ผลคือดูรวดเลย 8 ตอนภายในสองวัน และกูก็ร้องไห้กับทุกตอนเลย

ซีรี่ย์ที่ครบสูตรความสำเร็จ ถึงพร้อมในทุกทางจริงๆ โปรดักซ์ชั่นดีงามโดดเด้ง การใช้เพลงประกอบเลิศๆ บทที่ดีและนักแสดงที่ดีมากๆ

เมื่อตอนมันฉาย เห็นเค้าว่ามันพูดถึงคนเป็นโรคซึมเศร้าได้ดี มันเลยเหมือนได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้ที่ไม่ใช่ใส่ความรู้มาแบบทื่อๆ แต่คือการศึกษามาอย่างดีแล้วก่อนนำไปใส่ไว้ในบท

แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดของมันคือเหล่านักแสดงทั้ง 5 ด้วยบทที่ส่ง ปอกรกับนักแสดงที่เข้าถึง ผลที่ได้คือระดับอารมณ์ที่พีคสุดในทุกๆตอน ดีจนบางทีก็รู้สึกว่าหลังกล้องพวกเขาน่าจะยังคงอินตามบทตัวละครอยู่จริงๆ

เจมส์ ธีรดนย์ ไม่มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้นแล้วกับการเป็นนักแสดงมืออาชีพ แต่บทและนักแสดงที่เราชอบที่สุดในเรื่องนี้คือโทนี่ รากแก่น ที่แนบตัวเขาเข้ากับบทหม่อนได้อย่างแนบสนิท

อาจเสียดายอยู่นิดเดียวคือความรีบเร่งในตอนท้ายๆ และความไม่สมเหตุสมผลบางประการเพื่อผลของตัวบท (อาทิการหนีออกมาจากโรงพยาบาล)

ถึงไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า ไม่ได้ชอบเล่นสเก็ต เราก็ยังสัมผัสได้ว่าอย่างน้อยๆชีวิตมันก็มีคุณค่าบางประการที่น่าจะรักษามันเอาไว้

20/10/18 – One Cut of the Dead (Shinijiro Ueda/ Japan/ 2017) – 5/5

เต็มไปด้วยขั้นสุดในทุกทาง ขั้นสุดและพลังล้นเหลือกับ long take ครึ่งชั่วโมงกว่า, ความตลกและฉลาดแบบสุดๆของพล๊อตแถมยังแอบทำให้อบอุ่นใจได้อีก เก่งจริงๆ

ดูที่ฮ่องกง ผู้คนเต็มโรงหัวเราะกับดังสนั่น แถมจบหนังแล้วยังมีคนฝึกท่าปลดล๊อค Pow!

กราบตีนๆๆ

21/10/18 – Shuttle Life (Tan Seng Kiat/ Malaysia/ 2017) – 3/5

จริงๆเส้นเรื่องมันเข้าทางเรามาก เรื่องพวกชนชั้นล่างของสังคมที่ไร้ซึ่งโอกาสและเต็มไปด้วยความรัดทด ซึ่งหนังมันเดินด้วยแก่นแบบนี้ไปตั้งแต่ต้นจนจบ ใส่ความหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ามันเยอะเกินไปจนล้นและยากที่จะเชื่อ

อย่างไรก็ตาม หนังให้ภาพของสังคมไร้โอกาสของของชนชั้นล่างได้อย่างหน่วงหนัก ภาพการดิ้นรนหาทางออกโดยการไปพึ่งชนชั้นสูงนั้นน่าเจ็บปวด ระบบสังคมทั้งหลายที่มันไม่ฟังก์ชั่นกับคนชนล่างเอาเสียเลย

ชิลเวีย จาง ดีมาก อันเป็นส่วนที่ดีสุดของหนัง

23/10/18 – Paterson (Jim Jarmusch/ US, France, Germany/ 2016) – 4.5/5

เรียกได้ว่ามหัสจรรย์ มันคือความมหัสจรรย์ของเรื่องเล่าอันเล็กจิ๊บจ้อย ไหลเรื่อยเอื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยความโหดร้ายแกมความหวังของมนุษย์ปุถุชนบนโลกเบี้ยวๆใบนี้

เรื่องเล่าใน 1 สัปดาห์ของ Paterson คนขับรถบัสประจำเมืองชื่อเดียวกับชื่อของเขา เขาไม่ใช้มือถือ มีแฟนเป็นศิลปะทะเยอทะยาน มีหมาบูลด๊อกหน้ากวนๆอยู่อีกตัว ใช้ชีวิตวนลูปทำซ้ำไม่ต่างจากชื่อเขาและชื่อเมือง ตื่นเช้ากินอาหารเช้า ไปขับรถบัสพร้อมกับการแอบฟังการสนทนาของผู้โดยสาร มีเวลาพักเที่ยงนิดหน่อย เลิกงานก็กลับบ้านทานข้าวเย็นกับแฟน จบที่พาหมาไปเดินเล่น ดื่มเบียร์ซักแก้วพร้อมพูดคุยกับมิตรสหายในบาร์เป็นอันจบวัน โดยทุกห้วงเวลาของเขามีการเขียนบทกวีอันประหนึ่งเป็นเหมือนโอเอซิสแห่งความน่าเบื่อทั้งมวล บทกวีอันมาจากสิ่งรอบตัว กล่องไม้ขีด บทสนทนา ผู้คน ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นตัวหนังสือที่ถูกเขียนเก็บไว้ มีแต่เพียงเขาเท่านั้นที่ได้อ่าน แม้แฟนเขาอยากให้เขาเผยแพร่ แต่เขาไม่สนใจ โลกของเขามีเพียงเท่านี้

เราสะเทือนกับอารมณที่ว่า เราไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าแค่พื้นที่ส่วนตัวเล็กๆในโลกใบนี้ เราพยายามดีลกับชีวิตรอบตัวอย่างดีที่สุดแล้ว แต่แล้วทำไมโลกยังใจร้ายกับเรานัก

ชอบตอนจบจังเลย ปกติเราจะไม่ชอบการจบแบบนี้ แต่อันนี้คือชอบมาก รู้สึกถึงความหวังเล็กๆกับการเริ่มต้นใหม่ในมวลความเจ็บปวดทั้งปวง

อดัม ไดร์เวอร์ ดีจิงๆ

25/10/18 – Oasis (Lee Chang-dong/ South Korea/ 2002) – 4.5/5

กลับมาสานต่อหนังของอีชางดองให้หมดตามแผน แล้วเรื่องนี้ก็ขึ้นมาเป็นอันดับสามในบรรดาหนังของเขาที่เราได้ดู (ตอนนี้ยังไมได้ดูแค่เรื่องเดียวคือ Poetry)

ความดีงามของหนังมิใช่เพียงแค่การวิภากษ์สังคมอย่างเจ็บแสบในเรื่อง เปลือกนอก&เนื้อใน ของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังคือการไปพูดถึงมนุษย์ชายขอบของสังคมที่ไม่ถูกมองเห็น ด้วยสายตาสามัญอย่างที่สุดแบบที่มนุษย์พึงมี

ทุกซีนจินตภาพของนางเอกเป็นทั้งความสวยงามมากพอๆกับความเศร้า เป็นความเสรีที่อยู่ภายใต้ขอบเขตอันจำกัด

“ใครกันแน่ที่พิการ” คือคำถามที่ค้างคาหลังจากหนังจบลง

Moon So-ri นี่ไม่ใช่แค่กราบตีน ต้องก้มลงจูบด้วย

ก่อนซีนมหัสจรรย์ของการร่ายรำกลางแสงอัศดงใน Burning (2018) อีชองดอง เคยมีซีนแบบนี้มาแล้วกับการเต้นรำท่ามกลางโอเอซิสเล็กๆในหนังเรื่องนี้ (ซีนในโปสเตอร์) อันเป็นซีนที่ติดในท๊อปปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

31/10/18 – Homestay (ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ/ ไทย/ 2018) – 1.5/5

กล่าวถึงความเชื่อส่วนตัวก็คงบอกได้ว่าไม่ชอบหนังเลย ความตายของเราคือการหลุดพ้น ดังนั้นการได้มีชีวิตใหม่สำหรับเราเลยไม่ได้เห็นว่ามันเป็นรางวี่รางวัลอะไร แล้วหนังก็เลือกที่จะมองว่ารางวัลนี้เป็นรางวัลมีมีคุณค่าเหลือเกิน อันตรงกันข้ามกับความเชื่อเราอย่างที่สุด

อาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่เรากลับเอาหนังเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับซีรี่ย์ “SOS skate ซึม ซ่าส์” ที่เพิ่งได้ดูเมื่อไม่นานมานี้ เรารู้สึกว่ามันมีอะไรหลายๆอย่างคล้ายกันมากเลย เพียงแค่ตัดความแฟนตาซีเรื่องการตายแล้วกลับมามีชีวิตใหม่ออกไปเราก็จะได้เด็กหนุ่มที่เข้ากับผู้คนรอบข้างไม่ได้ มักคิดฆ่าตัวตาย มีรักที่ไม่ตรงกับแนวคิดความเชื่อของตัวเอง มีครอบครัวที่คิดไปเองว่าไม่เคยเข้าใจ แต่ในซีรี่ย์บอกว่าตัวละครเอกเป็นโรคซึมเศร้า แต่ในหนังกลับไม่ได้พูดถึงเลยทั้งๆที่มันมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นแบบนั้น โอเคแหละว่าประเด็นมันไม่ใช่การต้องเป็นหรือไม่เป็นโรค แต่เรารู้สึกหงุดหงิดกับการให้โลกหมุนตามตัวละครตลอดเวลาโดยที่ทุกอย่างมันก็ถูกคลี่คลายไปในแนวทางนั้นจนจบเรื่อง ตัวเอกได้เรียนรู้จากการปรับตัวของคนอื่น ไม่ใช่จากตัวเองที่แม้จะพบความจริงภายหลังว่าความฉิบหายจริงๆคือตัวมึงเองนั้นแหละ คือถึงมึงไม่ตายไป ทุกอย่างก็คงคลี่คลายแบบนี้อยู่ดี

แต่ส่วนที่รับไมได้มากที่สุดคืออาการ “โกงบนพื้นฐานของความดี” อย่างการให้โอกาสใช้ชีวิตอีกครั้งของผุ้คุมวิญญาณทั้งๆที่มึงตอบผิดไปแล้ว มึงต้องตายดิ แต่มึงกลับได้อยู่ต่อแค่เพราะมึงได้เข้าใจแล้ว อย่างงี้ก็ได้หรา??? เป็นกูจะใช้เวลา 3 วันทำเหี้ยให้ถึงที่สุด

ว่าถึงนักแสดง นักแสดงทุกตัวเราว่าทำได้ดีเลยอะ สู่ขวัญนี่คือดีที่สุด เจมส์ไม่ต้องพูดถึงแล้วมั๊ง ส่วนเฌอปรางเราว่าไม่เลวเลยกับการแสดงครั้งแรก ชอบการร้องไห้ตัวเกร็งของนาง แต่เรากลับรู้สึกว่าเคมีของแต่ละคนมันไม่เข้ากันเลย เวลาเข้าซีนกันเรากลับรู้สึกว่าต่างคนต่างแสดง

สิ่งเดียวที่เรารู้สึกว่ามันดีคือวิชวลต่างๆในหนัง เออ อันนี้ดีแบบควรชม

Advertisements