Month: September 2018

FILM I’VE SEEN IN AUGUST 2018

01/08/18 – Mission Impossible: Fallout (Christopher McQuarrie/ US/ 2018) – 2.5

– ตายล่ะ ทำไมกูไม่มีอารมณ์ร่วมกับหนังเลยว่ะ

– รู้สึกเหมือนดูคนบ้า บ้าทั้งทางกายภาพและจินตภาพ ซับซ้อนซ่อนเงี่ยนพอๆกับโม้ให้สุด

– เป็นคนชอบภาคที่แล้วมาก ชอบเส้นเรื่องของนักฆ่าที่ต้องการปลดละวางของเฟอร์กูสัน ภาคนี้ก็ยังมีอยู่แต่จางจังเลย เอาแต่เล่นใหญ่ ทอม ครูส โชว์อย่างเดียวเลย น่าเบื่อออออ

– แต่ยอมซีนแอ็คชั่น สนุกและมันส์จริง

– เฟอกูสัน ผอมไปอะ เสียใจ

– เออ ชอบคนที่เล่นเป็นแม่ม่ายขาวด้วย โอโห เสน่ห์!

– สรุปกลายเป็นว่าชอบผู้หญิงในหนังว่ะ แม้กับตัวเมียของนางเอก ดูเป็นผู้เป็นคนมากกว่าเหล่าผู้ชายกล้ามโต

– เรียงลำดับความชอบของหนังชุดนี้: 1 > 3 > 5 > 4 > 6 > 2

05/08/18 – Kubo and the Two Strings (Travis Knight/ US/ 2016) – 3/5

ชอบครึ่งแรก รู้สึกถึงความสดใหม่ ทั้งความเป็นอนิเมชั่นในใช้สต๊อปโมชั่นผสมซีจี และเรื่องที่มันเอามาเล่นที่ไปทางเอเซียที่เราคุ้นเคย พ่วงด้วยประเด็นการมองผู้คนที่ภายใน ไมใช่ภาพลักษณ์ภายนอก ที่สำคัญมันสนุกดีจริงๆ

แต่เสียดายที่ไม่ค่อยชอบครึ่งหลัง มันแอบยี้ไปหน่อยทั้งเรื่องครอบครัวและการมองอะไรที่ว่านั้น(เพราะมันช๊าดชัด) ซีนโยนความดีให้อีคุณตาที่แอบสยองอะ

แต่ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นช่วงเครดิตหนัง เพลง While My Guitar Gently Weeps สุดมากพร้อมกับการเห็นความบ้าพลังของทีมงานที่ทำเรื่องนี้

06/08/18 – In The Room (Eric Khoo/ Singapore, Hong Kong/ 2015 ) – 1/5

ตายแล้ว นี่ฝีมือ อิริค คู ผู้ทำหนังที่เรารักมากอย่าง Be With Me หรือคะนี่! My Magic (2008) ที่ว่าแย่แล้วยังดีกว่าเลยอะค่ะ

รู้สึกว่าไม่มีอะไรลงตัวเลยอะ ไม่นำพา น่าเบื่อ สวิงอารมณ์แบบไม่รู้จะเดินกับหนังไปยังไง เฮ้อออ

แม้จะพยายามพูดถึงประเทศสิงคโปร์อยู่บ้าง แต่ก็แบบ wtf มากๆ

07/08/18 – Ali G Indahouse (Mark Mylod/ France, UK, Germany/ 2002) – 1/5

มีครมทุกองค์ประกอบความเหี้ย ความไม่ pc ความสถุน

เป็นหนังของ Sacha Baron Cohen เรื่องแรกๆยังไม่ค่อยลงตัวนัก ความต่ำมันเกินประเด็นไปหน่อย

 

07/08/18 – Green Fish (Lee Chang-dong/ South Korea/ 1997) – 4/5

หลังจากดู Burning ก็คิดว่าควรจะดูหนังของอีชองดองให้ครบเสียที ซึ่งเขาทำหนังมาแล้วแค่ 6 เรื่องและเราดูไปแล้ว 3 กะว่าดูครบแล้วก็จะไปซ้ำอีกสองเรื่องที่เคยดูไปอีกรอบ แล้วจะมาจัดอันดับของตัวเองดู

นี่คือหนังเรื่องแรกของเขา ว่าถึงชายหนุ่มปลดประจำการทหารกลับบ้านเกิดเพื่อไปหางานทำและใช้ชีวิตกับครอบครัว ระหว่างทางเขาได้พบกับสาวสวยปริศนาที่่นำพาให้ชีวิตพลิกผันกลายไปเป็นลูกน้องมาเฟีย แต่แล้วความรักและความซื่อสัตย์ของเขาก็พลิกชีวิตเขาไปอีกทาง

หนังอาจจะยังไม่ลงตัวนักในแง่ของการเล่า แต่ประเด็นสังคมเกาหลีที่อีชองดองถนัดนั้นยังมาครบ การดิ้นรนเอาตัวให้รอดที่ทิ้งคนอีกพวกไว้ข้างหลัง ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง

และแน่นอนกับความเลือดเย็นอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงในช่วงท้ายที่ทุกอย่างประกอบเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่เรากลับไม่มีโอกาสได้อยู่ตรงนั้น

Han Suk-kyu มอบการแสดงที่ทรงพลัง และนี่คือหนังเรื่องแรกๆของเขา

08/08/18 – App War แอปชนแอป (ยรรยง คุรุอังกูร/ ไทย/ 2018) – 3.5/5

เหมือนได้เข้าไปอีกโลกใบนึง โลกอีกด้านที่เราไม่คุ้นเคย โลกที่มีแต่หนุ่ม-สาวหน้าตาเก๋ๆ แต่งตัวเก๋ๆ ทำงานที่เป็นนายตัวเองเก๋ๆ มีออฟฟิตเก๋ๆ โดยไม่มีปัญหาเรื่องปากท้องใดๆให้ปวดหัวทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงแค่มาแข่งขันแล้วก็ถ้า “หากไม่ดูเป็นการรบกวน ก็จะชวนเธอมารักกัน”

แน่นอนว่าหนังแบบนี้เรามักจะเกลียดเพราะเราแนบเคียงอะไรกับมันไม่ได้ แต่เรื่องนี้แปลกที่มันไม่ได้ให้ความรุ้สึกแบบนั้น

ด้วยความที่เราชอบหนังเรื่องก่อน “2538 อัลเตอร์มาจีบ” ของผู้กับกับเสือมาก (แบบมากๆ) หนังที่แม่งอ่อนด้อยเรื่องบท ช่องโหว่เพียบ แต่เรากลับสนุกและอินไปกับแวดล้อมของยุคสมัยในหนัง จนมาในเรื่องนี้เราก็พบว่าเรารู้สึกประมาณกัน ในโลกที่เราไม่คุ้นเคยแต่เราสนุกกับแวดล้อมอื่นๆ

แรกสุดที่ทำให้เรายังอยู่กับหนังได้ตลอดและเพลิดเพลินคือเหล่านักแสดง เออ แต่ละตัวมันมีสเน่ห์และเคมีที่เข้ากันดีจริงๆ แล้วกล้องก็รักตัวละครทุกตัว เลยกลายเป็นว่าเราสนุกกับการติดตามดูเด็กกลุ่มนี้ไปเรื่อยๆโดยไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปแนบเคียงใดๆเลย อารมณ์คนนอกที่มองเข้าไป ไม่ได้เข้าใจพวกมันหรอก แต่มันเพลินดีที่ได้ดูได้เห็นมากกว่า

สองคือมันสนุก ง่ายๆเลย ซึ่งแง่นี้เราก็คิดถึงหนังอย่าง ฉลาดเกมโกง เหมือนกันนะ คือเราก็ไม่ได้รู้สึกแนบเคียงอะไรกับ ฉลาดเกมโกง นัก แต่ยอมรับว่ามันสนุกมาก เรื่องความรักในสนามรบมันก็ไม่ได้ออกมายี้มากขนาดรับไม่ได้ มุกในเรื่องก็เข้าเป้า (โดยเฉพาะมุก BNK ที่เราก็ไม่ใช่โอตะแต่ชอบมาก)

ส่วนประเด็นอื่นๆจำพวก แก้บักความรัก สตาร์ตอับ ยูนิคอร์น บลาๆๆ นี่ ไม่ได้อยู่ในหัวตอนดูเลยอะ ช่างแม่งอย่างเดียว ขอเพลิดเพลินสนุกกับหนังก่อน 555

จะเว้นก็ซีนขโมยคอมอะนะที่มันดูเกินเลยไปหน่อย

ส่วนอันนี้ไม่พูดไม่ได้จริงๆ อรอุ๋งนี่มาเพื่อดักตกใช่ไหม? เห็นได้เลยว่าคนทำนี่น่าจะโอตะประมาณนึงถึงได้ส่งให้อรอุ๋งดูดีน่ารักได้ขนาดนี้ แสงเอย มุมกล้องเอย คือใครไม่โดนตกนี่ถือว่าในหินประมาณนึงเลยนะ (ใช่! กูไม่รอด!!!)

12/08/18 – เพชฌฆาต (Tom Waller/ ไทย/ 2014) – 2/5

ดูนานแล้ว ลืมเขียน

น่าสนใจดีที่คนต่างชาติเค้ามาทำเรื่องนี้ แถมยังใส่บริบทความเชื่อแบบไทยๆเข้าไปอีก มีผีมียมบาลอะไรนั้นเลย แต่ก็นั่นแหละ พอมันไปเน้นเรื่องบาปบุญมากกว่าจะให้เราดูชีวิตของเพชฌฆาตคนสุดท้ายจริงๆก็แอบเบื่อๆไปเหมือนกัน

แต่เอ่ออออ ยมทูต เดวิด อัศวนนท์ คือเอี้ยอัลลายยยยย

18/08/18 – Russian Dolls (Cédric Klapisch/ France/ 2005) – 2/5

ทำไมภาคนี้มันไม่่สนุกเลย น่าเบื่อมาก พอมันไปมุ่งประเด็นเรื่องความรักอย่างเดียวแล้วมันก็ไม่มีอะไรที่น่าจดจำเอาเสียเลย

อีกเรื่องคือรู้สึกว่ายุคสมัยมันผ่านไปเร็วจริงๆ หนังสิบปีนิดๆเองแต่รู้สึกว่าประเด็นมันเก่าไปเยอะแล้ว

สรุปหนังไตรภาคชุดนี้ ชอบ Chinese Puzzle (2013) > Spanish Apartment (2002) > Russian Dolls (2005)

21/08/18 – Dawn of the Felines (Kazuya Shiraishi/ Japan/ 2017) – 2.5/5

อีกหนึ่งในห้าหนังในโปรเจกต์ Nikkatsu Roman Porno Reboot เรื่องที่สี่ที่เราได้ดู

หนังว่าด้วยหญิงสาว 3 คนต่างอายุ ขายตัวผ่านเอเจนซี่เถื่อน โดยที่แต่ละคนก็มีเบื้องหลังการทำงาน การใช้ชีวิตต่างกันไปตามสูตร คนแรกเป็น homeless ผู้ไขว้ขว้าอะไรบางอย่าง อีกคนมีลูกติดที่เหมือนจะไม่ค่อยสนใจลูกนัก ส่วนอีกคนเชื่อว่างานที่ทำคือการช่วยเหลือผู้คน

ข้อดีคือหนังมันพยายามมอบเลือดเนื้อให้กับคนในโลกมืด ผู้มีฝันมีความต้องการของตัวเอง และมีกิมมิคเล็กๆอย่างการเอาคนไร้บ้านมาพบกับฮิคิโคโมริ / เอาคนชีวิตเหี้ยมาเจอกับนักแสดงตลก / เอาคนแม่ม่ายผัวทิ้งมาพบกันชายแก่เมียตาย

แต่หนังแอบน่าเบื่อไปหน่อย หลุดกับหนังไปหลายช่วงเหมือนกัน ยังดีที่ช่วงคลี่คลายท้ายๆมันหาทางออกได้ดี

22/08/18 – BNK48: Girl Don’t Cry (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2018) – 3/5

ตอนออกจากโรงใหม่ๆนี่อยู่ในเกณฑ์ที่ชอบหนังประมาณนึง เหมือนได้ความรู้ใหม่เรื่องวงไอดอลตระกูล 48 ที่เราไม่เคยรู้เรื่องระบบมันมาก่อนเลย ได้เห็นบรรดาเด็กสาวที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดโดยแบกทั้งมิตรภาพและคู่แข่งไว้บนบ่า ได้เห็นความฉลาด ความใส่ซื่อและปัญหาสารพัดผ่านการสัมภาษณ์ของน้องๆ

แต่พอมานั่่งคิดถึงหนังหลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกดร๊อปๆจากหนังไปนิดหน่อย คือเรามาคิดถึงไอ้ตัวระบบการคัดของเลือกคนในวงเพื่อเป็นเซมฯกับตัวหนังเรื่องนี้ ก็พบว่าแม่งคือเรื่องเดียวกัน ยิ่งเราเห็นว่าระบบมันประหลาดและไม่แฟร์เท่าไหร่ เราก็รู้สึกว่าหนังมันประหลาดและไม่แฟร์เท่านั้น กล่าวคือหนังมันเหมือนเป็นตัวช่วยขายให้กับเหล่าอันเดอร์ให้มีแอร์ทามในการไปต่อกรกับเหล่าเซมฯเพื่อผลทางความนิยมที่มากขึ้น ที่ซึ่งมันก็จะมีผลต่อการตลาดของตัววงอีกที การแข่งขันที่สูงขึ้นคือผลดีของตัว “คนข้างบน” ที่วัดความนิยมทางกายภาพมากกว่าความสามารถ

ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเราแอนตี้เหล่าอันเดอร์นะ กลับชอบมากด้วยซ้ำที่หนังเลือกที่จะให้เวลากับพวกเขา กลุ่มคนที่สำคัญมากๆในการขับเน้นดร่าม่าของเรื่อง แน่นอนใครจะไม่อยากเชียร์ จิ๊บ ให้ติดเซมฯ ล่ะ (ซึ่งหลังจากหนังเรื่องนี้ เราเชื่อแบบมากๆว่าน้องแกต้องติดแน่ๆ หนังส่งซะขนาดนั้น)

สรุปคือสำหรับเรามันก็คือหนังส่งเสริมการตลาดของวง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรทั้งนั้น เพียงแต่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยจริงๆใจเท่าไหร่ น้องๆอาจพูดออกมาจากใจแต่มันก็ถูกครอบไว้ด้วยระบบที่วางไว้อย่างดีแล้วอยู่ดี

อนึ่ง ชอบมุมมองแบบมองขาดและเล่นเกมเป็นของแคปเฌอ และอยากเอาใจช่วยเปี่ยมกับจิ๊บแบบสุดๆ

ปล .ภาคตอ่นี่นอนมาอยู่แล๊นซ์นิเนอะ

28/08/18 – Summer Wars (Mamoru Hosoda/ Japan/ 2009) – 4/5

รู้สึกผิดที่ดูหนังของ Hosoda ไปแค่สองเรื่องเอง คือเรื่องนี้และ The Girl Who Leapt Through Time (2006) ที่อยู่ในเกณฑ์ชอบด้วยกันทั้งคู่

นอกจากความครบรสที่มากันหมดทั้งสนุก ซึ้ง อบอุ่น กินใจ ของมันแล้ว เรายังทึ่งกับการเอาเรื่องราวของโลกเสมือนมาเล่าคู่กับความเป็นครอบครัวใหญ่ที่เหมือนจะเป็นคนละเรื่อง แต่กลับผสมกันได้แบบลงตัวสุดๆ

แต่จะติดอยู่หน่อยก็คงเป็นอาการชาตินิยมของมัน ทั้งศัตรูที่เป็นอเมริกาและอาชีพการงานของคนในครอบครัวที่ดูเป็นญี่ปุ่นชนชั้นกลางค่อนสูงมีอันจะกินและมีหน้าที่กู้โลก

แต่ก็แค่นั้นแหละ เพราะโดยรวมันสนุก เพลิดเพลินมาก เป็น Ready Player One ที่มาก่อนตั้งนาน 555

29/08/18 – Mirai of the Future (Mamoru Hosoda/ Japan/ 2018) – 2/5

โห คนเกลียดเด็กแบบกูนี่ไปไม่ถูกเลย 555

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่ดีไหมที่ดูต่อจาก Summer Wars หนังจาก ผกก เดียวกันและเราชอบมาก เรื่องนี้มันไปคนละเรื่องเลยวุ้ย เหมือนเป็นคนละคนทำเลย

อันนี้เขียนแบบไม่รู้เบื้องหลังใดๆของหนังนะ มันเหมือนหนังมันถูกสร้างมาเพื่อคนที่เชื่อเรื่องการมีครอบครัวสมบูรณ์ ด้วยการเรียนรู้และเติบโตในแบบที่โพซิทีฟเจิดจ้า ซึ่งแน่นอน เราไม่เชื่ออะไรแบบนั้น เราไม่เชื่อและไม่เห็นคุณค่าเรื่องการสืบทอดวงศ์ตระกูล ไม่ได้หลงรักอดีตตัวเองขนาดนั้น เราจึงแสบตาและรำคาญ แน่นอน! เราก็เคยเป็นเด็ก เด็กซนๆน่ารำคาญคล้ายๆกันด้วย แต่ก็เพราะเราก็เกลียดชีวิตเด็กของตัวเองเหมือนกันนั้นแหละ

แล้วยิ่งคิดว่าถ้าเกิดมันเป็นหนังไทย มันเป็นคนไทยล่ะ โห! ยิ่งสยอง

Advertisements