Month: August 2018

FILM I’VE SEEN IN JULY 2018

02/07/18 – Lost in Blue (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์, จิรัศยา วงษ์สุทิน, ปภาวี จิณสิทธิ์/ ไทย/ 2016):

ฝน (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์) – 5/5 : เล่นเอาใจสั่นหวั่นไหว หนังนิ่ง เรียบง่าย แต่สั่นทะเทือนรุนแรง ประสบการณ์ความรักของเด็กมอต้น ชอบมากกกกกก นักแสดงดีงามมากด้วย รักมากๆ ขอตัดเอาไปติดท๊อปหนังสั้นของปีนี้เลย

วันนั้นของเดือน (จิรัศยา วงษ์สุทิน) – 5/5: เคยดูแล้ว ความดีงามทุกประการยังคงอยู่ ชอบเหมือนเดิม

Glowstick (ปภาวี จิณสิทธิ์) – 4/5: ถือว่าเป็นหนังปิดท้ายที่ดี ช่วงเวลาสั้นๆแต่น่าจดจำ หากแต่เพียงมันไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงมากเท่ากับสองเรื่องก่อน แม้เราจะได้ความอบอุ่นมาเต็มก็ตาม

11/07/18 – Unbreakable (M. Night Shyamalan/ US/ 2000) – 3/5

ใช่ เพิ่งจะได้ดู แล้วก็กะว่าจะดู Split ต่อ เหตุเพราะเตรียมตัวรอดู Glass

ชอบไอเดียตั้งต้นของมันที่ว่าถึงจุดแรกเริ่มของการเป็นฮีโร่ การค้นหาฮีโร่ ความเป็นด้านตรงข้ามระหว่างกัน โดยอิงแนบกับหนังสือการ์ตูน รู้สึกว่ามันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบใหม่ที่ให้รสชาติต่างออกไป (และแน่นอน มันมาก่อนกาลมากจริงๆ)

จะเสียดายอยู่หน่อยก็ตรงวิธีการเล่าที่มันน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้คนดูคิดเล่นๆระหว่างทางเลย เป็นเพียงแค่การตามเรื่องค่อยๆคลี่คลายไปอย่างเดียว แถมบางเรื่องก็ลำไยจิงๆ

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือเทคนิคกลุ่มโปรดักซ์ชั่น ทั้งการถ่ายและการใช้สีในการสื่อสาร มันชัดแหละแต่มันก็สื่อสารได้ง่ายและตรงจุด

11/07/18 – Sicario: Day of the Soldado (Stefano Sollima/ US/ Italy/ 2018) – 4.5/5

ชอบมาก ถึงกับกลับไปดูภาคแรกอีกรอบ ซึ่งผลก็คือยิ่งชอบภาคนี้เข้าไปอีก สำหรับเรา การเปรียบเทียบระหว่างภาคนี้กับภาคแรกนั้นเป็นอะไรที่ไม่ค่อยแฟร์เท่าใดนัก เราเห็นว่ามันพูดกันคนละเรื่อง ผู้กำกับก็คนละคน การจะให้มันเหมือนหรือคล้ายๆกันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ และถ้าได้ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเอาการ

ภาคแรกมันพูดถึงความดี กฏหมาย ศีลธรรม ที่มันไม่ฟังก์ชั่นอีกแล้วผ่านตัวละครนางเอกผู้ที่สุดท้ายก็โดนด้านตรงข้ามทำลายลงราบคาบ ภาคนี้มันพูดในด้านที่ย้อยกลับกัน กล่าวคือมันอยู่ในโลกอันไร้ศีลธรรม ไร้กฏหมาย ไร้ซึ่งความดี แล้วเราจะยังมีแสงสว่างทางศีลธรรมหลงเหลืออยู่ได้บ้างไหม?

หมายรวมถึงการกลับด้านของเรื่องปัญหาชายแดน จากภาคแรกที่นางเอกเป็นตำรวจที่ดูแลเรื่องคนเข้าเรื่องผิดกฏหมายแต่กลับต้องไปมีส่วนร่วมกับการค้ายา แต่ภาคนี้กลับบอกกับเราว่าการค้ายามันจะเวิร์กมากกว่าถ้าเราช่วยให้ผู้ก่อการร้ายข้ามแดนเข้าสหรัฐได้ (เพราะราคายาจะพุ่งกระฉูดเมื่อการข้ามชายแดนเข้มข้นมากขึ้น) เส้นเรื่องรองก็พูดกันคนละด้าน (ตำรวจเดินยาในภาคแรก กับเด็กพาคนข้ามแดนในภาคนี้)

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจับต้องและรู้สึกที่สุดในภาคนี้คือการตอบคำถามของตัวเองว่า การที่เรามักพร่ำบอกว่าตัวเราชอบหนังที่มันไร้ศีลธรรมมากๆนั้น มันจริงแค่ไหนกัน? แล้วก็พบคำตอบจากในหนังว่า ไม่ ไม่ใช่เลย เราไม่อาจสามารถรับหนังที่มันไร้ศีลธรรมแบบสุดโต่งได้หรอก ตลอดทั้งเรื่องเราอึดอัดกับการไม่รู้สึกรู้สา หมายรวมไปถึงการไม่มีความรู้สึกใดๆต่อการกระทำอันไร้ศีลธรรมของตัวละคร ความสกปรกของตัวละครที่มันกระเด็นมาติดในสมองเรานั้น เราก็อยากจะชะล้างมันออกไป ดังนั้นการได้พบเจอศีลธรรมเล็กๆที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายคือสิ่งที่ช่วยเราไว้ได้มาก

ไม่รู้ว่าหนังจะมีภาคสามไหม แต่เชื่อว่าถ้ามีมันจะน่าดูแบบสัดๆ เพราะมันน่าจะเล่าเรื่องในมุมของอเลฮานโดร ตัวละครของเดลโทโร่ ที่เก็บงำอะไรมากมายมาตลอดทั้งสองภาค

13/07/18 – Split (M. Night Shyamalan/ US/ 2016) – 3.5/5

“คนที่แตกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า”

รู้สึกโชคดีที่ได้ดูต่อจาก Unbreakable เลย ปอกรกับมารู้ภาคหลังด้วยว่ามันเหมือนเป็นภาคต่อของกันและกัน (ก่อนจะไปจบที่ Glass ในปีนี้)

ส่วนที่ชอบในทั้งสองเรื่องก็คือการพยายามหาทางในการเล่าเรื่องของฮีโร่/ตัวร้ายในแนวทางใหม่ๆ (Unbreakable นี่ต้องบอกว่าใหม่มากในยุคที่หนังฮีโร่ยังไม่บูมขนาดนี้) แม้จะมีอะไรน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่ไอเดียโดยรวมเราว่ามันน่าสนใจมาก เรื่องหนึ่งคือการกำเนิดฮีโร่ อีกเรื่องคือการก่อเกิดตัวร้าย แล้วก็คงเอามาต่อกรกันในอีกเรื่องหนึ่งในอนาคต (ที่หวังว่ามันจะยังคงเป็นแนวทางใหม่ๆอยู่)

เอาจริงๆก็รู้สึกเหมือนดู Unbreakable แหละที่ว่ามันคือการตามดูเรื่องค่อยๆคลี่คลายโดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แต่เรายกให้เรื่องนี้สูงขึ้นหน่อยตรงประเด็นที่จั่วหัวไว้ว่า “คนที่แตกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า”

รัก Anya Taylor-Joy จังเลย หน้าเก๋ เหมาะกับหนังสยองขวัญจริงๆ (หนึ่งในสิ่งที่ลุ้นที่สุดคือเมื่อไหร่ตัวละครของแม็คอะวอยจะขอเสื้อชิ้นสุดท้ายของนางซักที 555)

13/07/18 – Wreck-It Ralph (Rich Moore/ US/ 2012) – 3.5/5

รักได้ไม่ยาก เข้าทางเสียขนาดนั้น เกมอาเขตเอย ยุคสมัยเอย ตัวละครต่างๆในเกมที่คุ้นเคยเอย

น่ารักดี และก็จะรอดูภาคต่อ

 

 

14/07/18 – Net I Die สวยตายล่ะมึง (ปรีดี วีระธรรม, ณัฐชัย จิระอานนท์/ ไทย/ 2017) – 1/5

เสียดายเวลาฉิบหายเลยมึง

นอกจากจะรำคาญการคัดเอาซีนผีหลอกประกอบเสียงหนวกหูๆมาต่อๆกันแล้ว ตรรกะของเรื่องก็โง่อย่างเหลือเชื่อ จริงๆเราชอบไอเดียเรื่องสยองขวัญในวงการไอดอลรีวิวสินค้านะ ใหม่ดี แต่นี่มันนอกจากไม่ใหม่แล้วยังเละเทะมาก

เออ สนใจตัวละครอยู่ตัว คือน้องที่ตาบอด เธอเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ ตาบอดเพราะอะไรก็ไม่รู้ ใช้สมาร์ตโฟนได้ แถมนมใหญ่เหมือนทำมา ที่สนใจไม่ใช่อะไร คือไม่เข้าใจว่าจะใส่ไอดอลคนตาเข้ามาทำไม หรือมันมีมูลจากเรื่องจริง???

16/07/18 – ภาคสอง: Part Two (เฉลิมชนม์ เนติพัฒน์/ ไทย/ 2015) – 4/5

มีหนังมากมายที่พูดถึงช่วงชีวิตสุดท้ายในช่วงมัธยมปลายก่อนที่จะต้องก้าวเท้าเข้ามหาลัย ช่วงชีวิตแห่งความสับสนในการหาทางเดินของตัวเอง ความฝันและมิตรภาพ

แล้วก็มีหนังมากมายที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้แบบน่าเบื่อซ้ำซาก หากมองในประเด็น เราว่าหนังเรื่องนี้ก็หนีไม่พ้นวงวันเหล่านั้น มันไม่ได้มีอะไรใหม่ มันพูดเรื่องเดิมๆ ประเด็นเดิมๆนั้นแหละ

แต่ในอีกทางเราก็พบว่า หนังมันไม่ได้มีดีที่ประเด็นเหล่านั้นเลย

ความยาวกว่า 70 นาทีของหนังคือสิ่งแรกที่เราค้นพบว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดของหนัง เพราะความดีงามของมันนั้นคืออาการเอ้อระเหยลองชายไปเรื่อยๆของกลุ่มเพื่อน เวลาที่มากขึ้นทำให้เราได้เข้าไปร่วมวงสนทนาและตามติดชีวิตตัวละครได้อย่างสมยอม ซึ่งการแสดงธรรมชาติเหลือเกินของ 4 นักแสดงนี่่ช่วยให้เราเข้าไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

และส่วนนั้นแหละ ที่ทำให้เราคิดถึงช่วงชีวิตและการตัดสินใจเดินทางของตัวเอง ในช่วงเวลเดียวกับตัวละคร ซึ่งทำให้ตอบจบของหนังมันน่าจดจำ เพราะเราสามารถนำห้วงเวลาของเราเองไปเติมต่อจากนั้นได้ ที่ซึ่งมันเศร้าก็ตรงนี้แหละ

16/07/18 – Casa Amor: Exclusive for Ladies (Jung Bum-Shik/ South Korea/ 2015) – 3.5/5

เลือกดูเพราะชอบนางเอก Cho Yeo-jeong จากเรื่อง The Concubine ผู้รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญการตลาดในบริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ แต่ดันจับพลับจับพลูต้องกลายมาเป็นคนขายเซ็กซ์ทอยที่มีคลาร่าเป็นเจ้าของที่กำลังจะเจ๊ง

เป็น Sex Comedy ที่ไม่แย่ ตลก แถมมีสาระให้ (ในที่นี้พูดถึงเซ็กซ์ทอยกับสังคม) ดูได้เพลินๆ คลิเช่ตามสูตร

ซีนเชียร์บอลที่สนามกีฬาเหี้ยมาก (คำชม) ตลกมาก

ส่วนใครอยากรู้ว่ามีฉากเซอร์วิสบ้างไหม ก็ตอบได้ว่า มีบ้าง ไม่เยอะและไม่ได้เห็นอะไรมาก

18/07/18 – Ant-Man and the Wasp (Peyton Reed/ US/ 2018) – 3.5/5

หนังมัน Popcorn จริงๆ แต่เป็นป๊อปคอร์นที่เราโอเค เพราะมันสนุก ตลกและบันเทิงเริงรมณ์ในทุกช่วงเวลาของมัน เหมือนได้ใช้เวลาไปผ่อนคลายจริงๆ ก่อนที่จะค่อยลืมๆมันไปเมื่อหนังจบ

สิ่งหนึ่งที่น่าชมเชยคือการทำหนังที่แทบจะไม่มีเส้นเรื่องอะไรเลยให้ออกมาสนุก อีตัวร้ายนี่ก็โมโนล็อคอธิบายทุกอย่างเสียให้เสร็จสรรพแบบคนดูมึงมีหน้าที่ดูอย่างเดียว ไม่ต้องคิด แต่เรายังสนุกกับมันได้

แน่นอน ส่วนที่ชอบที่สุดก็ยังเหมือนกับภาคแรกคือบรรดาตัวรองเพื่อนต่างด้าวของพระเอก

ประทับใจการทำให้ดักลาสและไฟเฟอร์หน้าอ่อนวัย จนรู้สึกว่า ไฟเฟอร์คือคนที่สวยที่สุดในหนัง ฮา

และเอาเข้าจริง ความสำคัญของหนังเรื่องนี้อาจคือแค่ซีนท้ายเครดิตซีนเดียว

22/07/18 – Burning (Lee Chang-dong/ South Korea/ 2018) – 4.5/5

กล่าวตามสัตย์ ตอนดูจบใหม่ๆไม่ชอบหนังเลย แต่มาถึงตอนที่เขียนนี้แล้วกลับชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพอมีเวลากลับไปคิดถึงมัน จึงเริ่มเห็นอะไรมากขึ้น

สาเหตุหลักก็คือ เราเพิ่งอ่านเรื่องสั้นไปก่อนดูหนัง แน่นอนตอนดูหนังมันจึงเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ แล้วเมื่อเห็นว่าหนังมันปรับแต่งเรื่องสั้นไปเยอะประมาณนึง เราเลยรู้สึกหลงทาง เป็นผลให้ตอนดูจบใหม่ๆเราชอบเรื่องสั้นมากกว่าตัวหนังในแง่ของปริศนาและการเผาไหม้ของตัวละครหลังจากเรื่องสั้นจบลง แน่นอนด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้เราไม่ชอบตอนจบของหนังเอาเสียเลย

แต่พอมาถึงตอนนี้ที่ได้กลับไปคิดถึงหนังอย่างตั้งใจอีกรอบ เราพบว่าหนังมันเหนือชั้นกว่าตรงที่ไม่เพียงแต่เก็บรายละเอียดและประเด็นจากในเรื่องสั้นได้อย่างครบถ้วน แต่มันยังสามารถเอามาสะท้อนภาพทางสังคมเกาหลีได้อย่างน่าสนใจ เพียงแค่ปรับพื้นเพตัวละครนิดหน่อยเท่านั้น จึงกลายเป็นว่านอกเสียจากการโดนเผ่าไหม้ด้วยความ “ไม่รู้” แล้ว มันยังมีประเด็นเรื่องของชนชั้น โอกาสที่ไม่อาจเข้าถึงและการโดนกดขี่ของเพศหญิง

จงซู คือตัวละครผู้สื่อสารผ่านประเด็นเดียวกับในเรื่องสั้นอันว่าด้วยการโดนเผาไหม้ภายในด้วยความไม่รู้ เพราะเชื่อในสิ่งที่ “ตาเห็นหูได้ยิน” อย่างแสงอาทิตย์แห่งความโชคดีที่ส่องสะท้อนผ่านโซลทาวเวอร์ ส่วน แฮมี คือตัวละครออีกด้านที่ถูกปรับแต่งขึ้นใหม่ในหนังผู้ใช้ชีวิตด้วยการ “ลืม” ลืมว่ามันมีอยู่แล้วเราจเอร็ดอร่อยกับส้มหวานฉ่ำ ส่วน เบน คือสิ่งที่พวกเขาอยากจะเป็น ทั้งหนุ่มแน่นและร่ำรวย

ครึ่งแรกของหนังเป็นหนังของแฮมี เธอต้องการลืมใบหน้าไม่สวยด้วยศัลยกรรม ลืมชีวิตยากจนด้วยเข้าหาเบน ลืมปัญหาสารพัดสารเพไว้ใต้ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนเยาว์ ความปราถนาสูงสุดของเธอคือการหายตัวไปในช่วงอาทิตย์อัสดง

ซึ่งเธอก็หายตัวไปจริงๆ ก่อนเข้าสู่ครึ่งหลังที่เป็นหนังของจงซู

การไม่ต้องการ “ลืม” ของ แฮมี ตลอดทั้งเรื่องอาจมีอยู่แค่ซีนเดียว นั้นคือการร่วมรักกับจงซู การจ้องหน้าจงซูตลอดเวลาของการร่วมรักบอกเราไว้แบบนั้น จดจำคนแบบเดียวกับเธอ เพื่อนคนเดียวของเธอที่น่าจะเข้าใจเธอที่สุด

ก่อนที่การพยามยาม “ลืม” ทุกอย่างของเธอ จะทำให้เธอต้องหายตัวไปตลอดกาล

สรุปแล้ว ในเวอร์ชั่นหนังนี้เราจึงรักตัวละคร แฮมี มากที่สุด อาจจะมากกว่าตัวละคร จงซู ในเรื่องสั้นเลยด้วยซ้ำ ตัวละครผู้ไม่สามารถเข้าถึงหรือกลายเป็นอะไรได้เลยแล้วก็พ่ายแพ้ไปในทีสุด

ปล1. ซีนการเต้น Great Hunger กลางแดดอ่อนของอาทิตย์อัสดงคือความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์ทั้งในทางภาพยนต์และจิตวิญญาณที่เรารู้สึกและสัมผัสมันได้

ปล2. ไม่ค่อยได้พูดถึงตัวละคร เบน เพราะเราไม่ค่อยแนบเคียงเท่าไหร่ และ ยังไงก็ยังไม่ชอบตอนจบของหนัง

ปล3. นี่อาจไม่ใช่หนังของ ลีอางดอง ที่เราชอบที่สุด ยังคงยกให้ Peppermint Candy และ Secret Sunshine เป็นอับดับต้นๆเท่ากัน (ส่วนอีก 3 เรื่องยังไม่ได้ดู สัญญาว่าจะรีบดูโดยไว)

23/07/18 – Berberian Sound Studio (Peter Strickland/ UK/ 2012) – 3.5/5

เก๋ชะมัด เป็นหนังสยองขวัญที่ลดเรื่องความสยองของภาพออกไป แล้วให้เสียงกลายเป็นพระเอก

หนังพูดถึงกลุ่มคนที่มันทำเสียงให้กับหนัง เรารู้ว่าหนังที่พวกเขาทำเสียงนั้นเป็นหนังสยองขวัญแน่ๆ แต่เรากลับไม่ได้เห็นภาพจากหนังที่พวกเขาทำเสียงเลย เราได้ยินแต่เสียง ทั้งเสียงของการทำ “เสียง”ให้กับหนังและเสียงของเหล่าผู้คนที่มาร่วมกันทำ

แต่เรากลับได้เห็นผู้คนเบื้องหลังการทำเสียง ที่หนังจงใจถ่ายให้ได้ภาพแบบหนังสยองขวัญไปแทน

แถมความสนุกยังไปสุดด้วยชั้นแห่งความสยองขวัญ หนึ่งคือการเดาเรื่องของหนังสยองขวัญที่พวกเขากำลังทำ สองคือความสยองขวัญของตัวหนังเรื่องนี้เองที่มีแต่คนเฮี้ยนๆ และสามคือความสยองที่หลงคิดไปถึงผู้สร้างหนังและคนทำเสียงของเรื่องนี้อีกทีหนึ่ง

เห็นเค้าว่ากันว่าเป็นหนังเคารพ ดาริโอ อาร์เจนโต Dario Argento แต่เรายังไม่เคยดูหนังของเขาเลย ฮือๆ

23/07/18 – Chasing Amy (Kevin Smith/ US/ 1997) – 3/5

รู้สึกเสียใจประมาณนึงที่ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงทศวรรศที่ 2000 เพราะรู้สึกว่าหนังมันใหม่และเหมาะกับช่วงเวลานั้นมากกว่าการมาดูเอาในช่วงนี้ที่โลกหมุนเปลี่ยนแปลงสังคมและความคิดอะไรมากมายหลายอย่างไปไกลมากแล้ว

พอมาได้ดูเอาป่านนี้ก็เลยรู้สึกว่าประเด็นมันตกยุคไปแล้ว ความซับซ้อนในเรื่องเพศสภาพและเซ็กซ์มันไปไกลกว่าในเรื่องหลายกาแล็กซี่แล้วจริงๆ

ดูแล้วไม่รู้ทำไมคิดถึงหนังอย่าง Empire Records (1995) ที่ชอบมาก ซึ่งเชื่อว่าถ้าเอามาดูตอนนี้คงไม่ได้อาจชอบได้แบบเดิมอีกแล้ว

อนึ่ง ชอบที่สุดคงเป็นตัวละครเพื่อนผิวนักเขียนการ์ตูนผิวสี น่าจะเป็นตัวละครเดียวในหนังที่ยังเป็นสากลได้อยู่ แล้วก็ชอบเพลงประกอบของหนัง นอสทาเจียกลับไปยุค 90

ว่าแต่ Joey Lauren Adams หายไปไหนแล้วอะ

24/07/18 – The Lure (Agnieszka Smoczynska/ Poland/ 2015) – 1.5/5

แรกๆก็เพลิดเพลินดีอยู่หรอก สนุกกับความพิลาสพิไลของมัน การเป็นหนังนางเงือกขึ้นบกมาเต้นเปลื้องผ้า แถมยังเป็นหนังเพลงอีกตะหาก เก๋อะไรเบอร์นั้น

แต่พอดูผ่านไปซักพักก็รู้สึกเริ่มไม่มีอะไรน่าสนใจ กลายเป็นเริ่มถอยห่างออกจากหนังไปเรื่อยๆ อาจเพราะด้วยความไม่สนหีสนแตดใดๆของมันด้วยมั๊ง เลยเบื่อแล้วก็เลยกลายเป็นดูให้มันจบๆและลืมมันไป

25/07/18 – When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead (Toshio Lee/ Japan/ 2018) – 1.5/5

อ้าว เหตุไฉลมันถึงสว่างสดใสจังเลย ตอนแรกนึกว่ามันจะมีอะไรเหวอๆ ดาร์กๆ แต่เอาเข้าจริงมันกลับไปคนละทางเลย แม้จะพูดเรื่องชีวิต ความตาย แต่มันก็เล่าในมุมที่บ๊วกบวก

เรารู้สึกไปแนวที่ว่าหนังมันโรแมนติกไซร์เรื่องชีวิต&ความตายอะ อาจหมายรวมถึงความรักด้วยก็ได้ ยิ่งเพิ่งไปได้อ่านหนังสือ “เงาของเมฆ” ที่มันพูดถึงความต่างระหว่าง ความรัก กับ คนรัก ด้วยแล้ว เรายิ่งไม่ซื้อในสิ่งที่หนังมันมอบให้ใหญ่เลย

โอเคแหละว่ามันมีมิติของสังคมญี่ปุ่นที่ผู้ชายบ้าทำงาน ภาระความเป็นแม่ เป็นคู่ชีวิตของเพศหญิง แต่มันก็ไมได้ชัดและนำพาเท่าไหร่

หนังไม่ผิดอะไรเลย ผิดที่กูเองทั้งนั้น

29/07/18 – Spanish Apartment (Cédric Klapisch/ France, Spain/ 2002) – 4/5

จำได้ว่าชอบ Chinese Pazzle มาก จนโหลดหนังสองเรื่องก่อนของไตรภาคมาแล้วแต่ก็ลืมดูมาจนป่านนี้ ดูตอนที่ก็ลืม Chinese Pazzle ไปหมดแล้วเช่นกัน

พระเอกคนฝรั่งเศส แชร์หอพักกับผู้คนหลากหลายชาติในสเปนอันประกอบไปด้วย อังกฤษ เบลเยี่ยม เยอรมัน เดนมาร์ค อิตาลี กล่าวให้ง่ายคือประเทศกลุ่มยูโรย่อมๆที่ร่วมตัวกันในหอพัก

หนักสนุกและตลกมาก จับประเด็นหลากหลาย การใช้ชีวิตต่างแดน ภาษา เกย์ โดยมันพูดถึงมิตรภาพ ความรักและการเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งก็เหมาะดีกับช่วงเวลาฉายของหนังที่สหภาพยุโรปยังคงรักใคร่กลมเกลียว

29/07/18 – Nocturama (Bertrand Bonello/ France, Germany, Belgium/2016) – 4.5/5

ตอนแรกนึกว่าหนังจะแค่พาไปดูแผนการวางระเบิดกรุงปารีสของเหล่าวัยรุ่นอันน่าจะเป็นประเด็นหลักของหนัง แต่เปล่าเลย อันนี้เป็นแค่ชั่วโมงแรกเท่านั้น เพราะอีกชั่วโมงต่อมาที่เหล่าตัวละครหลบหนีอยู่ในห้างต่างหากคือประเด็นหลักและทำให้หนังไปไกลและสมบูรณ์

ความดีงามของมันคือการไม่ให้คนดูทราบเหตุผลของการกระทำของเหล่าตัวละครทั้งสิ้น เพียงแต่เราอาจจะพอคาดเดาได้บ้างกับช่วงเวลาแฟลชแบล็คสั้นๆ ซึ่งก็แค่นั้น ที่เหลือคือการตามดูความเป็นมนุษย์ มนุษย์ในโลกทุนนิยมกับสังคมฝรั่งเศสยุคสมัยหลังเหตุก่อการร้าย

ในช่วงแรกคิดถึงหนังอย่าง Elephant ของแวนแซนท์ มันไม่พูดเยอะ มันลุ้นและสนุกกับการเล่นกับเส้นเวลา ส่วนครึ่งหลังมันตัดไปอีกทางด้วยการเปิดเปลือยความเป็นมนุษย์ มนุษย์ผู้อ่อนแอ หวาดกลัวและสิ้นหวัง พ่วงพ้องไปกับการพูดถึงโลกยุคทุนนิยม การบริโภคเพื่อการดำรงอยู่ของตัวตน การไขว่ขว้าหาสิ่งห่อหุ้มเพื่อสร้างตัวตนต่อระดับชนชั้นทางสังคม ซีนเห็นหุ่นใส่ชุดเหมือนกับตัวเองนี่เจ็บแสบมาก

ช่วงท้ายที่ลุ้นเยี่ยวเล็ดพอๆกับหดหู่แบบสุดๆ

ปล. ดูหนังของ Bonello มาแล้ว 3 เรื่อง The Pornographer(2001), House of Tolerance(2011) และ Saint Laurent (2014) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ชอบทั้งหมดเลย อาจจะยกเว้นเรื่องท้ายเรื่องเดียวที่รู้สึกลางๆ

31/07/18 – Sepet (Yasmin Ahmad/ Malaysia/ 2004) – 4.5/5

รักเลย รักเลยจริงๆ ทำไมหนังมันน่ารักได้ขนาดนี้ แม้จะน้ำเน่า แต่มันแลดูจริงใจและลงตัวเอามากๆจนอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยและหลงรัก

เรื่องรักของหนุ่มจีนและสาวมาเล แน่นอนมันมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละฝ่ายให้ได้เป็นความรู้เปิดสมองและใช้เป็นตัวแปรเล็กๆของเรื่อง ชอบความเป็นพหุภาษาของมันที่มาหมดทั้ง จีนกลาง กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน อังกฤษ มาเล ที่เราสนุกมากในการฟังและเดาว่าเป็นภาษาอะไร, ชอบกิมมิกเรื่องภาพยนต์ที่หนังเอามาเล่น (ทาเคชิ คาเนชิโร่, Chunging Express, จอร์น วูหรือแม้แต่กับหนัง โหด เลว ดี) รวมไปถึงกลุ่มนักแสดงที่น่าจดจำ พระ-นางเอย ครอบครัวนางเอกเอย เพื่อนพระเอกเอย

หนังเรียบง่ายมาก ประหนึ่งคำพูดของอาหลงที่ว่า “ช่วงหัวไอ้ความโมเดิร์นไปซิ!” แต่มันกลับดีงามแบบสุดๆ

ชอบซีนร้องเพลงเจ้าพ่อเซี้ยงไฮ้ แบบสุดๆๆๆๆๆ

โอเค จะตามหาหนังของ ยัสมิน มาดูเพิ่ม

Advertisements