FILM I’VE SEEN IN MARCH 2018

06/02/18 – Mixed Doubles (Junichi Ishikawa, Japan, 2017) – 4/5

[ดูบนเครื่องแบบไม่ลังเลเลย]

คลิเช่โครตพ่อโคตรตแม่มแบบวัวตายควายล้ม แถมบิวส์หนักหน่วงเอาตายตามสูตรหนังกีฬาจากแดนอุทิศอุทัย

แต่!

สำหรับเรา อะไรมันจะดีไปกว่าการได้เห็นคนรักจากสองยุคมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันล่ะ กล่าวคือ Ryoko Hirosue ของยุคก่อนกับ Yui Aragaki ของยุคนี้ แถมยังแสดงเป็นเพื่อนกันด้วยนะเออ (ไม่ใช่แม่-ลูก) ยังๆไม่พอ มันยังมีคนรักตลอดกาลอย่าง Yu Aoi มาร่วมแจมในบทกวนๆอันน่าจดจำอีกตะหาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

มันเลยกลายเป็นหนัง Guilty Pleasure ที่แบบรักมาก รักมากกกกกกกกกก

08/02/18 – Black Panther (Ryan Coogler/ US/ 2018) – 1.5/5

555 ขอโทษคนที่ชอบหนังไว้ก่อนเลย

คือขำ ขำมาก ขำแบบไม่ไหวแล้ว นี่มึงทำหนังตลกกันอยู่ใช้ไหม ช่วงเวลาก่อนที่ไมเคิล บี จอร์แดนจะโผล่มานั้นคือส่วนของหนังตลกที่แบบ ตลกสัดๆ

ส่วนที่ดีที่สุดหนีไม่พ้นการมาถึงของ ไมเคิล บี จอร์แดน ที่ทำให้กูสนใจหนังขึ้นมาบ้าง กูรักตัวละครตัวนี้ เราไม่ควรมีไอ้ระบบโมนาคี่ก็เพราะแบบนี้แหละเพราะแม่งแพ้แล้วไม่รู้จักแพ้ กูเลยเกลียดมากที่หนังให้ผลสรุปออกมาแบบนี้ สาปแช่งให้วากันด้าล่มจม

ส่วนประเด็นการเมืองในหนังนี่ คัมออนนนน! (ออกสำเนียงน้องหนูมูนี่จาก The Florida Project) มันตลกแบบรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องมีอะ ทรัมป์มันเหี้ยจริงๆ

แต่ก็เข้าใจนะว่าทำไมคนชื่นชมกันและคนผิวสีชอบกันมาก หนังเซอร์วิสซะขนาดนั้น

ปล. ตลกดีที่ด่าคนใช้ปืนว่าพรีมีทีฟ แต่เฮ้ย พวกมึงยังสืบทอดอำนาจด้วยสายเลือดกับความนรุนแรงกันเองอยู่เลย

10/02/18 – Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (Martin McDonagh/ US/ 2017) – 3.5/5

ตอนดูจบแรกๆแบบเดินออกจากโรงนี่ชอบหนังมากเลยนะ ถึงขนาดหงุดหงิดที่อีออสการ์ให้รางวัลกับ The Shape of Water เพราะเรารู้สึกว่าหนังมันสมบูรณ์ดีจังเลย บทก็ดีมาก นักแสดงก็ดีมาก แถมประเด็นมันก็เข้าทางเรามากๆด้วยที่ว่ามนุษย์แม่งไม่มีใครเหี้ยสุด-ดีสุด

ชอบความแข็งแรงของบทหนังที่สามารถปิดทุกช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้หมดเลย อะไรที่ทิ้งๆไว้กลางทางก็มาตามเคลียร์ได้หมดและทำให้มนุษย์ในเรื่องมันเป็นมนุษย์จริงๆ มีชั่วมีดีปะปนกัน ในความคิด-การกระทำมีทั้งคนรักและชัง แถมยังสะท้อนภาพอเมริกาได้แบบทันยุคสมัย

แต่พอเวลาผ่านไป ค่อยๆตกผลึกหนังไปก็พบว่าหนังมันก็มีส่วนที่ไม่ค่อยน่าเชื่ออยู่เหมือนกัน นั่นคือเหล่าจดหมายของคนตายที่ถูกส่งต่อให้กับตัวละคร ความไม่น่าเชื่อสำหรับเราไม่ใช่ตัวจดหมาย แต่คือการเปลี่ยนเอกลักษณ์ตัวละครไปแบบหน้ามือ-หลังมือหลังได้อ่านจดหมายแล้ว มันดูง่ายไปหน่อย ซึ่งทำให้เราไม่ค่อยชอบตัวละครของแซม ร็อคเวล เท่าใดนัก (ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายถึงการแสดงของเขา)

อย่างไรก็ตาม การจบของหนังทำให้เรายอมกับหนังอยู่ดี จบแบบปลายเปิดที่เราก็เดาทางต่อไปเองไมได้

กราบตีนฟรานเชซ และถูกต้องแล้วที่เธอได้ออสการ์ไป (อย่างไรก็ตาม นักแสดงอื่นๆก็ถือว่าดีงามหมดทุกตัว)

11/02/18 – ไทบ้านเดอะซีรีส์ (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2017) – 4/5

เสียใจมากที่ไม่ได้ดูในโรงกับคนเยอะๆ เชื่อว่าคงจะสนุกว่านี้หลายเท่าตัว

ในพล๊อตหนังที่ไม่มีอะไรซับซ้อน เรื่องรักๆของไทบ้าน แต่ความเด็ดขาดนั้นจัดว่าสุด จัดหวะของหนังเด็ดขาดมาก มุกมาถูกเวลา เดินเรื่องแบบค่อยๆเว่า บทซึ้งก็เอาอยู่หมัด และแน่นอนกับตัวละครและนักแสดงที่เข้าไปนั่งในใจคนดูได้แบบสบายๆ

เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ทำมาเพื่อให้คนรักจริงๆ มันน่ารักมากพอๆกับที่มันจริงใจกับทั้งคนดูและคนทำเองที่รู้ว่าอยากจะเล่าอะไรให้คนได้ดู แล้วก็พอกันเสียทีกับภาพชาวบ้านต่างจังหวัดซื่อๆโง่ๆล้าหลัง ภาพการมิกซ์อับระหว่างการทำนา จับจิ้งหรีด กับการดูหนังมัลติเพล็กซ์ การสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดียนี่จัดว่าสุดและดีมาก

สัปดาห์นี้จัดภาค 2.1 ในโรงแน่นอน

อนึ่ง ชอบลองเทคหมอปลาวาฬสุดๆ

14/03/18 ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2 Part 1 (สุรศักดิ์ ป้องศร/ ไทย/ 2018) – 4/5

ด้วยความที่หนังมันเล่าเรื่องแบบนี้และตัดจบไปแบบนี้อันเป็นเหตุผลที่มันเป็นพาร์ตแรกของภาค 2 เราจึงจะยังไม่ว่าถึงประเด็นใดๆของหนังมากนัก (ขอดูพาร์ตจบก่อนดีกว่า)

แต่ที่อยากชมก่อนเลยคือความกล้าหาญกับเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่อง เปลี่ยนประเด็นจากภาคแรกไปเลยแถมทำตัวจริงจังมากขึ้น จากภาคแรกที่หนังเน้นไปที่เรื่องราวความรักสลับกับความตลกอันเป็นเอกลักษณ์ ภาคนี้มันใช้การเล่าด้วยหลายเส้นเรื่อง ในหลายตัวละครไปพร้อมๆกัน ซึ่งเราคนดูก็ยังสนุกกับมันอยู่ได้ดี

อีกอย่างที่อยากบอกคือ เราตื่นเต้นกับจักรวาลไทบ้านนี้มากๆ เพราะทุกอย่างมันถูกวางแผนและคิดไว้ก่อนแล้วจริงๆ ทุกตัวละครสำคัญและมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง แม้กระทั้งตัวสถานที่ในหนังยังน่าจดจำเลย

มี 2 เส้นเรื่องที่เราตื่นเต้นที่จะติดตามต่อคือ เรื่องของเฮิร์ปผัวฝรั่ง กับ ป๋อง สโตร์ผัก

14/02/18 – Red Sparrow (Francis Lawrence/ US/ 2018) – 2/5

โถวววว เจน ฬอ ที่รัก ก็รู้นะว่าสนิทกับผู้กำกับ แต่ถ้ามันจะ miscast ขนาดนี้ก็ปฏิเสธไปก็ได้นะ

ชาตินิยมรัชเซียแต่พูดอังกฤษกันทั้งเรื่อง จนบางทีกูก็งงว่าตกลงใครรัชเชี่ยน ใครอเมริกันว่ะ แล้วพอบทจะพูดรัชเซียก็พูดได้ขึ้นมาเฉยๆ (คือตอนที่มีคนอเมริกันอยู่ร่วมด้วย) แต่ตอนมึงอยู่กันเองมึงดันพูดอังกฤษ ห๊วยยยย

แต่ที่ตลกที่สุด ***สปอร์ย*** คือการเอา เจเรมี่ ไอออน (คนอังกฤษ) มาเล่นเป็นคนรัชเซีย แล้วเป็นสายให้อเมริกันอีกที สัด งงในงง

ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทำเป็นเรื่องสายลับอเมริกันไปเลย จะรัชเซียทำไม??? คือจะว่าอเมริกาไม่ชาตินิยมขนาดนั้น? อเมริกันไม่เหี้ยไร้มนุษย์ธรรมแบบขายญาติเพื่อชาติ? หรือว่าทนไม่ได้ที่คนของชาติมันจะกลับมาแว้งกัดประเทศตัวเอง?

แถมเรื่องก็เช๊ยเชย แถมยังนืดเนือย ยืดยาด ยาวอีก เฮ้อออ

เสียใจ ที่รักเปลืองตัวแบบไม่คุ้มค่าเลย

17/03/18 – Baywatch (Seth Gordon/ US/ 2017) – 2/5

ดูด้วยโหมดถอดสมองออกมาวางไว้ข้างตัว พบว่าก็เพลิดเพลินดี

หนังเคารพสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้แบบทุกระเบียบนิ้ว ไม่ต้องห่วง เดาได้หมด ที่ดูก็ดูความห่าม ความโสมม พร้อมด้วยนมและท้องลีนๆ

เห็นเครดิตตอนเริ่มหนังว่าคนออกทุกเป็นบริษัททำหนังจากจีนเกือบทั้งนั้น เราก็เลยได้เห็นตัวละครจีนคนดี ไม่ระโมบแถมโดนกลั่นแกล้งน่าเห็นใจ ให้ตัวร้ายเป็นลูกครึ่งอินเดีย ส่วนฮีโร่ก็อเมริกันไง เฮ้!

น้องดาแดริโอ ไม่ค่อยปล่อยของเลย แอบเซ็ง ส่วนอีแซ็ค! อีสัด มึงจะหุ่นดีไปไหม!

18/03/18 – Sing (Garth Jennings, Christophe Lourdelet/ US/ 2016) – 1.5/5

ปัญหาแรกคือรู้สึกว่าหนังมันแอบโกง มันเล่าเรื่องด้วยหลักสามองค์แต่การเชื่อมต่อระหว่างแต่ละองค์มันไม่เนียนเอาเสียเลย ดูแล้วมันขัดอารมณ์และเชื่อไม่ลง ทำให้ทุกอย่างดูง่ายง่อยไปเสียหมด

ปัญหาถัดมาคือรู้สึกเกลียดอีมูนเจ้าของโรงมหสพมาก เกลียดวิธีการจัดการของมัน แล้วการที่มันให้เรื่องออกมาแบบแฮปปี้แอนดิ้ง เลยทำให้เรายิ่งเกลียด

ชอบอีหนูที่ก๊อปคาแรคเตอร์และชีวิตของ แฟรงก์ ซินาตรา มา

21/03/18 – ฉันเยาว์? ฉันเขลา? ฉันทึ่ง! (ธัญสก พันสิทธิวรกุล/ ไทย/ 2017) – 4/5

เป็นทอล์คกิ้งเฮดแบบเพียวๆที่เรารู้สึกสนุกและอยากติดตามไปจนจบ อาจเพราะประเด็นมันน่าสนใจมาก นักเรียนหนังกับการศึกษาไทยที่มันสะท้อนภาพไปถึงเรื่องอำนาจของรัฐและการปกครอง

แล้วตัวแบล็คกราวด์ของตัวซับเจกค์ก็น่าสนใจที่ทั้งสองคนมีพื้นเพต่างกัน ต่างถิ่น แต่กลับมีแง่มุมความคิดคล้ายๆกัน ทั้งแง่มุมทางศิลปะและข้อกังขาของการเรียนหนังในไทย

พีคกับคำถามสุดท้ายที่ว่า “หากเรามีอำนาจ เราจะแก้ไขอะไร” ที่ซึ่งในนั้นกลับตระหนักแกมสงสัยว่า ฤ จริงๆแล้วปัญหาคือตัวเขาเอง? มันน่าเศร้ามาก

แต่ที่พีคกว่าคือการที่มีตัวเหี้ยเดินผ่านลงน้ำในแบล็คกราวด์ในช่วงหนึ่ง จนอดตีความไม่ได้ 555

25/03/18 – The Cloverfield Paradox (Julius Onah/ US/ 2018) – 1/5

อืมมมม ทำไมมันธรรมดาค่อนไปทางน่าเบื่อได้ขนาดนี้หนอ เหมือนหนังมันมีประโยชน์เพียงแค่ขยายความต่างๆในภาคแรกเพื่อที่จะไปเล่าเรื่องต่อในภาคใหม่ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลยจริงๆ

ส่วนเส้นเรื่องของตัวละครหลักที่ใส่เข้ามานี่ก็ยี้ย้ามาก เลี่ยนสุดๆ ส่วนอีเรื่องโลกคู่ขนานนั้นก็ดูเป็นอะไรที่เล่นเอาง่ายๆเข้าว่า แบบบอกให้คนดูฟังเลยไม่ต้องคิดเยอะ

แล้วทำไม จางซื่อยี่ ต้องพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเพียงคนเดียว? ทั้งๆที่มันมากันตั้งหลายชาติ????

ดูแล้วคิดถึงหนังปีที่แล้วอย่าง Life (2017) ที่สนุกว่าเยอะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s