Film I’ve seen in September 2017

02/09/17 – เธอ เขา เรา ผี (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย/ 2014) – 3.5/5

โอเค ตัดเรื่องความไม่น่าสนใจในการเดินเรื่อง การตัดต่อที่บางซีนดูงงๆ หรือประเด็นเรื่องรักเน่าๆออกไปก่อน นอกเหนือจากนั้นเราพบว่าหนังน่าสนใจทีเดียว

ความน่าสนใจของหนังคือความ เควียร์ ทั้งหมดทั้งมวลของมัน ทั้งความควียร์ของเหล่าตัวละครที่จัดมาครบทั้ง เกย์ กระเทย ไบเซ็กซ์ชวล หรือแม้แต่ความเควียร์ของสิ่งอื่นๆอาทิการรักกับผี พุทธศาสนาในเรื่องยังถูกถ่ายทอดออกมาให้ดูเควียร์ (พิธีกรรมถอดจิตอะไรนั้น) หรือแม้แต่คนทีดีเว่อร์เกินมนุษย์มนาที่เราว่าแม่งโครตเควียร์

จะดีมากมายถ้าหนังจบลงอีกแบบ ให้หนังไปอีกทาง เมื่อนั้นหนังคงสุดขีดมากๆของความเควียร์ คนรักกับผี รักกับคนที่ดีฉิบหายผิดมนุษย์มนา (แถมได้กันด้วย)

แต่สิ่งที่ชอบแบบไม่ต้องคิดเยอะคือเพลงประกอบ เพลงป๊อปที่ร้องตามได้ทุกเพลง 555

03/09/17 – Fear(s) of the Dark (Blutch, Charles Burns, Marie Caillou, Pierre di Sciullo, Lorenzo Mattotti, Richard McGuire/ France/ 2007) – 3/5

ในเรื่องของการกระตุ้นความกลัวนี่คืออุเบกขามากๆ

ถ้าถามว่าชอบเรื่องเล่าตอนไหนที่สุด ตอบคือชอบเรื่องแรกที่เป็นเรื่องคนรักแมลงกับความประหลาดของหญิงคนรัก แต่ถ้าถามว่าชอบเรื่องไหนสุดก็คงเป็นเรื่องสุดท้ายที่เล่นกับความขาว-ดำได้เทพมาก

05/09/17 – เทพธิดาโรงแรม (มจ. ฉาตรีเฉลิม ยุคล/ ไทย/ 1974) – 4/5

แค่ซีนซ้อมเด็กใหม่ที่ไม่ยอมเป็นกระหรี่ของเหล่าชายฉกรรจ์ตัดคู่กับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซีนนี้ซีนเดียวก็พาหนังไปสุดทางแล้วจริงๆ ทั้งการย้ำประเด็นของหนังและการวิภากษ์สังคมไทยที่ยังคงทนเสมอแม้แต่บริบทปัจจุบันก็ตามที

จะอะไรบ้างละ เมืองไทยไม่มีกระหรี่ไง ตำรวจไม่เคยรีดไถ่ไง ชายเป็นใหญ่ไง กระหรี่คือชนชั้นต่ำไง ถูกหลอกมาขายตัวไง อิศระภาพเสรีภาพที่ไม่มีอยู่จริงไง เว้นเสียว่าจะอยู่เป็นและปรับตัวได้อย่างอีมาลี

ชอบซีนจบมากจนติดหนึ่งในซีนแห่งปีแน่ๆ ตั้งแต่การสลับภาพตัวละครชายในรถตามความคิดของมาลีและซีนเปลี่ยนชุดเป็นคนสามัญใส่ “กางเกง” ของนางเอกแล้วเดินลัลล้ากลับหลังไป

อ้าว มีตอนจบแบบนี้ด้วย https://www.youtube.com/watch?v=cL0xXUoy6p4 แต่เราไม่ชอบเลย

07/09/17 – คนขับรถ (ฐิติพันธ์ รักษาสัตย์/ ไทย/ 2017) – 4/5

ตัยแย้ววว ชอบบบบบบบบบบ

แต่การจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้มันคงต้องมีสปอยส์ ฉะนั้นแล้วใครยังไม่ดูก็ข้ามไปก่อน หรือไปดูก่อนได้ที่นี่ https://tv.line.me/v/2027625

ขอพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบของหนังก่อน คือเราว่าหนังมันเดินด้วยพล๊อตแบบตรงๆ ขับเคลื่อนทุกอย่างโดยพล๊อต สเตปบายสเตปไปทั้งเรื่อง หนังมันเลยขาดอารมณ์ร่วมกับตัวละครเพราะมันทำให้คนดูอยากรู้แค่ว่าเรื่องจะคลี่คลายยังไง แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกร่วมกับตัวละครเสียเลย

แต่ส่วนที่เราชอบมากๆคือสิ่งที่หนังมันส่งมอบมาให้กับคนดูที่เป็นผู้ชายตามขนบ ในที่นี้ก็คือเหล่าชาย straight ที่เชื่อมั่นก่อนดูว่าเราจะได้ดูเรื่องราวแสนอีโรติกแบบชาย-หญิง, ต่างชนชั้น(คนขับรถและเมียเจ้านาย) และร้อนแรง (พระเอกยังไงไม่สน แต่นางเอกสวยและหุ่นดีตามนิยม) ทั้งจากตัวอย่างก่อนหน้าและจากการเริ่มต้นของหนังที่สนองภาพแบบ male gaze เต็มสูบ (ภาพน้องนางเอกลุกขึ้นนั่งบนเตียงยังฝังใจอยู่เลย) แน่นอนว่าเหล่าชาย straight ที่ก็รวมกูด้วยนั้นมีความหวังขึ้นมาแบบเลือดสูบฉีด

แต่แม่คุณเอ้ยยยย พอหนังทวิสต์เรื่องเท่านั้นแหละ การมองในหนังมันเปลี่ยนขั้วไปเลยทันที male gaze พังทลายกลายเป็น gaze แบบอื่นที่เราก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร queer gaze หรือ female gaze ได้หรือเปล่า? (สองอันหลังนี่มันมีใครนิยามแนวคิดแล้วหรือยังหว่า?) อีเหล่าชาย straight อย่างกูก็เลยเหมือนโดยตบ พอโดนตบแล้วก็เลยต้องพยายามไปหาสิ่งอื่นมายึดมั่นแทนไว้ แต่แล้วก็พบว่าหนังมันโหดมาก เพราะมันไม่มีอะไรอีกแล้วให้พวกกูเหล่าชาย straight ยึดเหนี่ยวต่อได้เลย จะเชียร์นางเอกก็กลายเป็นว่าน้องนางแกขึ้นมาอยู่เหนือคนดู กลายมาเป็นผู้ควบคุมคนดู(พร้อมๆกับตัวละคร)ไปอีก จะเชียร์ตัวละครชายซักคนหนังก็มอบการตายแบบโรแมนติกมากๆที่ไม่ใช่แบบขนบนิยมของเหล่า straight สุดท้ายเหล่ากูชาย straight ก็สะบักสะบอมกระอักเลือดไป

สรุปคือหนังทำให้เราชอบอารมณ์ความรู้สึกของตัวเราเองขณะที่ดู เพราะมันขึ้นสุดลงสุดมากๆ

10/09/17 – Youth (Paolo Sorrentino/ Italy, France, UK, Switzerland/ 2015) – 2.5/5

ดูหนังของ Paolo Sorrentino เป็นเรื่องที่สอง (เรื่องแรกคือ The Great Beauty/ 2013) แล้วก็มั่นใจแบบฟันธงได้แล้วว่าเป็นคนไม่ถูกจริตหนังของเขาจริงๆ มันดูแอ็คๆ

อย่างไรก็ตาม เราชอบเรื่องนี้มากกว่า The Great Beauty นะ ชอบครึ่งแรกของมันที่เป็นเรื่องราวของชายสูงวัยเกษียณมารำลึกความหลังกัน แล้วก็แวดล้อมไปด้วยเหล่าคนหนุ่มสาวกับปัญหาตามช่วงวัยสารพัด แต่พอมันผ่านโมงเหล่ายามนั้นไปแล้ว หนังก็เริ่มกลับมาเยอะตามสไตร์ ผกก จนกลายเป็นเกลียดการคลี่คลายของหนังไปเลย

แต่เอาเถอะ การได้ดูนักแสดงเก่งๆ แสดงกันละเอียดๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่งามมากๆสิ่งหนึ่งของหนัง

11/09/17 – Branded to Kill (Seijun Suzuki/ Japan/ 1976) – 5/5

Classic ชั้นครู ก้มกราบตีน

เขาเป็นนักฆ่ามีชื่อชั้นอันดับ 3 ของประเทศผู้เสพติดกลิ่นข้าวหุงสุกมากกว่าสิ่งใด มีเมียที่เป็นเพียงแค่ที่ระบายควาใคร่เพราะในโลกของนักฆ่า “ความรักและหญิงสาว” คือสิ่งต้องห้าม แต่แล้วเข้าก็พลาดไปตกหลุมรักหญิงสาวปริศนาผู้มอบภารกิจแสนยากให้แก่เขา และแล้วเขาก็ทำพลาดจนต้องถูกตามล่าจากเหล่านักฆ่าคนอื่นๆและศัตรูคนสำคัญที่สุดคือนักฆ่าอันดับ 1 ผู้มีวิถีการฆ่าไม่เหมือนใคร!

หนังไปถึงในทุกองค์ประกอบ ทั้งความเป็นฟิล์มนัวร์ ความคัลท์แสนประหลาด ประเด็นจิตวิทยาหรือแม้แต่กับเทคนิคที่หนังเอามาใช้ การเล่นกับภาพ เล่นกับความขาว-ดำ ดนตรี ทั้งหมดทั้งมวลควรค่าแก่การศึกษามากๆ

ที่สำคัญหนังสนุกมาก แพรวพราวมาก ลูกเล่นเยอะและกวนตีน อดไม่ได้ที่จะคิดถึง อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ยิ่งช่วงท้ายที่หนังประเคนหลายเทคนิคเพื่อนำพาตัวละครให้พบกับความเครียดถึงที่สุดนี่เป็นอะไรที่สุดขีดมาก

เทคนิคที่หนังใช้มีอะไรบ้าง: การตัดต่อแบบจั๊มคัด, การเล่นกับภาพที่เกิดจากฟิล์มหนัง, การซ้อนภาพหรือกับการปรับความชัดลึก

ตัวละครหญิงสาวปริศนา มาซาโกะ ควรค่าแก่การยกเป็นหนึ่งในสาวที่น่าจดจำที่สุดในตระกูลหนังฟิล์มนัวร์ หญิงสาวที่อยู่กับความตายและไม่กลัวตาย

12/09/17 – Bumming in Beijing (Wu Wenguang/ China/ 1990) – 4.5/5

หลังจากดู 1966 My Time in the Red Guards (1993) แล้วชอบมาก ปอกรกับได้ฟังพี่ชายฟิล์มซิกก์บรรยายถึงหนังสารคดีจีนที่มีการเมนชั่นหนังเรื่องนี้จาก ผกก คนเดียวกัน ก็เลยลองค้นหาดู โชคดีที่มันมีให้ดูในยูทูป

สารคดีแบบ Talking head กับศิลปินจีนต่างแขนง 5 คน ผู้มาดิ้นรนหาที่ทางในปักกิ่งเมืองหลวง มาพูดถึงช่วงชีวิตก่อนมาปักกิ่ง ความยากลำบากในการใช้ชีวิตที่ปักกิ่ง รวมไปถึงเรื่องอนาคตและความฝันของพวกเขา ซึ่งบางคนโชคดีได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศแม้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่บางคนกลับต้องคงอยู่ในปักกิ่งต่อไป

และเพราะสารคดีเรื่องนี้มันเริ่มถ่ายตั้งแต่สิงหาคมปี 1988 จนถึงตุลาคม ปี 1990 อันคาบเกี่ยวช่วงเวลาของเหตุการณ์ปราบปรามที่จตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 (คือถ้าเราคนดูไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์มาก่อน ก็คงไม่เก็ตในเรื่องนี้เพราะหนังไม่มีการพูดถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินเลย) ช่วงท้ายของหนังอันเป็นช่วงปีหลังเหตุการณ์เทียนอันเหมินจึงรุนแรงมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับศิลปินคนหนึ่งในเรื่อง

เป็นสารคดีที่มีเพียงแค่คนมาเล่าเรื่องชีวิตให้เราฟัง แต่รุนแรงและทำให้เราเห็นภาพช่วงเวลานั้นของจีนได้ดี

20/09/17 – Joshua: Teenager vs. Superpower (Joe Piscatella/ US/ 2017) – 5/5

เหมาะมากกับใครก็ตามที่อยากรู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ Umbrella Movement ในฮ่องกงเมื่อปี 2014 เพราะหนังมันอธิบาย timeline ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นการประท้วง “การศึกษาแห่งชาติ” ของจีน จนไปจบที่พรรค Demosistō ของหว่องมีที่นั่งในสภาในปี 2016

ส่วนความรู้สึกกับหนังหรือ? น้ำตาไหลซิครับ รู้สึกถึงความไร้น้ำยาของตัวเองฉิบหายเลย

ความงดงามมากๆอีกอย่างนอกจากการเรียนรู้เรื่องการปฏิวัติร่มแล้ว นั่นคือการเห็นเหล่าเด็กใจใหญ่เหล่านี้ค่อยๆเติบโตขึ้น เรียนรู้ในการแลกและดีลกับชีวิตเพื่อประเทศและคนยุคต่อไป ฮืออออ

20/09/17 – Gloria (Sebastián Lelio/ Chilie/ 2013) – 4/5

ดูจบคิดถึง Mountains May Depart ในแง่ของการสร้างแรงสะเทือนภายใน แม้หนังจะเล่าเรื่องเรียบๆง่ายๆ แต่โอโห เอาตายว่ะ (แถมจบด้วยกันเต้นรำเหมือนกัน)

ส่วนที่ชอบมากๆคือความรู้สึกที่ว่าเราอาจแก่ไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว ร่างกายเราแก่ลงแต่ใจเราไม่คิดเช่นนั้น เราจึงชอบทุกพฤติกรรมของตัวป้ากลอเรียมากๆ ชอบวิธีการดีลกับมหกรรมเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของป้ามากๆ คือบางที่ก็เหมือนจะไม่แคร์ แต่อีกใจนึงกลับหวงหาปล่อยวางไม่ได้ อะไรแบบนั้น

แล้วก็ชอบตัวละครพ่อหม่ายที่ยังปล่อยวางครอบครัวเก่าไม่ได้ การพบกันของสองตัวละครมันทำให้เรารู้สึกถึง “การเปรียบเทียบคนอื่นที่มีครอบครัวแล้วกับเราเองที่ยังไม่มีครอบครัว” ที่เรามักได้ยินเสมอ บ่อยๆ เวลาบอกคนอื่นๆว่าเราไม่คิดจะแต่งงานมีครอบครัวมีลูกตามมาตราฐานสังคม เราอยากทำอะไรได้แบบที่กลอเรียทำที่ซึ่งมันไปกันไม่ได้กับสิ่งที่พ่อหม้ายมีและเป็นอยู่

แล้วก็ชอบการถ่ายในหนังและการสร้างสถานการณ์ต่างโดยเฉพาะเหล่าการรบกวนต่างๆที่ไม่ได้มีผลกับตัวเรื่องโดยตรง แต่คือการตอกย้ำความเหี้ยห่าของชีวิตป้า แต่ซีนที่เจ็บสุดคงเป็นซีนเพื่อนบ้านมาเอาแมวกลับไป แม่ง ไม่อยากคบคน คบกับแมว ยังถูกพราก

24/09/17 – Happy Hour (Ryusuke Hamaguchi/ Japan/ 2015) – 4.5/5

เป็น 5 ชั่วโมงที่เพลิดเพลินมาก ทั้งๆที่หนังมันมีอยู่ไม่กี่ซีนเอง (หากคิดจากเวลาของหนัง 5ชั่วโมงอะนะ) แต่ออกตัวก่อนว่าไม่ได้ดูแบบรวดเดียวจบเพราะใช้เวลาดูตอนกลางคืน ไม่งั้นเราคงไม่ได้นอนกันพอดี เลยพยายามหยุดพักในช่วงที่หนังมันคัดซีนแล้ว

เห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกับมิตรสหายที่ว่าหนังมันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ได้ละเอียดและนุ่มละมุ่นดี ในที่คือคือการพูดถึงความสันพันธ์ของกลุ่มหญิงสาวในช่วงสามสิบตอนปลาย ทั้งเรื่องความรัก การแต่งงาน การหย่าร้างที่มันสะท้อนภาพการกดทับของเพศหญิงในสังคมแบบญี่ปุ่นอีกที (ตอนดูก็สงสัยว่าถ้ามันไม่ใช่ญี่ปุ่น มันจะยังน่าสนใจอยู่ไหม)

มันดีมากที่หนังให้ความสำคัญกับตัวละครทุกตัวได้เท่าเทียบกัน ทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง หนังไม่รีบร้อนที่จะให้เวลากับตัวละครอย่างเต็มที่ ผูกความสัมพันธ์ที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างช้าๆพร้อมๆกับทำความเข้าใจตัวละครไปด้วย

อนึ่งเราก็ชอบตัวละครเพศชายทุกตัวในเรื่อง เราอาจเรียกตัวละครหญิงในหนังได้ว่าคือเลือดเนื้อกับหัวใจ แล้วเหล่าตัวละครเพศชายในหนังก็คือร่างกายแห้งๆกับสมอง แต่ไม่ใช่ในแง่ที่ว่ามันต้องสอดคล้องสอดรับกันเพราะในหนังมันคือการทำให้มันแยกออกจากกันในมิติที่มันเป็นมากกว่าความขัดแย้งโง่ๆ เพราะทุกคนก็มีความคิดของตัวเอง

ชอบซีนเวิร์คช๊อปเรื่องสมดุลร่างกายและการถ่ายทอดการรับรู้มากๆๆๆๆ ปอกรกับทุกซีนบนโต๊ะอาหาร

นักแสดงทุกคนแม้เป็นมือใหม่แต่มอบการแสดงที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

25/09/17 – Invation of Alien Bikini (Oh Young-Doo/ South Korea/ 2011) – 1/5

ชอยอย่างเดียวคือไอเดียเรื่องระบบเวลาของเอเลี่ยนกับมนุษย์ที่แตกต่างกัน อันได้ไอเดียมาจากเรื่องเล่าของจีนที่พูดถึงคนที่เข้าไปในป่า เห็นคนเล่นโกะเลยเข้าไปนั่งดู หนึ่งในคนเล่นโกะมอบอะไรมาให้กิน หลังเกมจบ เขากลับมาบ้านเขาไม่เจอพ่อแม่พี่น้องของตัวเอง แต่ได้พบอนุสาวรีย์รูปตัวเอง เขางงเลยถามคนในหมู่บ้านได้ความว่า คนที่ชื่อเดียวกับเขาได้หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน คนในครอบครัวเลยทำอนุสาวรีย์ไว้ให้ ที่ชอบเพราะมันเป็นเรื่องเล่าโบราณแต่พูดในเรื่องเดียวกันกับเรื่องเวลาบนโลกกับนอกโลก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนที่ชอบตามด้านบนนั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆที่เราหาเจอในหนัง ที่เหลือคือเหี้ยห่าอะไรก็ไม่รู้ เรื่องของมนุษย์ชายคนดีรักษาพรหมจรรย์เพราะอดีตอันเลวร้าย กับเอเลี่ยนสาวผู้ตามหาเสปิร์มเพื่อการแพร่พันธุ์ ไม่เลย กูไม่เข้าใจอะไรเลย เป็นหนังแค่ชั่วโมงนิดๆแต่รู้สึกยาวยืดมาก

26/09/17 – Polytechnique (Denis Villeneuve/ Canada/ 2009) – 4.5/5

ดีที่ดูแบบไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อนเลย ก็เลยได้ช๊อคไปเลยตั้งแต่เปิดเรื่อง…..

เดอนีส์ วิลเนิฟ นี่มีของมาแต่ไหนแต่ไรจริงๆ หนังไปถึงในทุกองค์ประกอบทั้งโปรดักชั่นและการสื่อสาร ภาพขาวดำของหนังทรงพลังและเหมาะกับเหตุการณ์ในเรื่องอย่างที่สุด ในขณะที่การถ่ายของมันก็เพอเฟกค์ไร้ที่ติ (ซีนสุดท้ายที่เป็นการถ่ายเพดานแบบกลับหัวนี่ทำเอาไม่แปลกใจเลยที่เขาได้กำกับ Blade Runner) รวมไปถึงการตัดต่อเพื่อการเล่าเรื่องแบบสลับเวลาที่ลงตัว (อันท้ายนี้ทำให้นึกถึง Elephant ของ กัส แวน เซนต์)

หนังเริ่มด้วยการช็อคคนดูก่อนพาย้อนเหตุการณ์กราดยิง(เฉพาะผู้หญิง)ในวิทยาลัยเทคนิคในแคนาดาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1989 พาไปพบสิ่งที่อยู่ในหัวของผู้ก่อเหตุการณ์แล้วไปจบที่ผลกระทบจากเหตุการณ์ของผู้รอดชีวิต ว่ากันตามตรงหนังมันตรงไปตรงมาไปหน่อยแต่ด้วยแวดล้อมหลายๆอย่างของหนังมันช่วยให้หนังมันพุ่งไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างสวยงาม

เป็นหนังสั้นๆเพียงชั่วโมงนิดๆแต่กลับรู้สึกยาวนาน มันทำให้หัวใจเต้นแรงแล้วจบลงด้วยความหดหู่

27/09/17 – Mother! (Darren Aronofsky/ US/ 2017) – 5/5

หนูกลัวแล้วจ๊ะแม่จ้า!!!!  แม่ติดท๊อปลิสต์ของหนูแน่นอนอย่างไม่มีข้อสงสัย

อยากแรกที่ชอบตั้งแต่หนังเริ่มฉายเลยคือภาพของหนัง เกรนแตกๆของมันที่มาจากการถ่ายด้วยฟิล์ม 16mm. มันช่วยเสริมอาการจิตหลุดใกล้จะเป็นบ้าของตัวละครและสั่นประสาทคนดูได้ถึงใจจริงๆ ปอกรกับการที่หนังถ่ายแบบ ECU เกือบทั้งเรื่อง ให้เราเห็นแต่สีหน้าตัวละคร แล้วทดแทน “สิ่งอื่น” ที่ไม่มีอยู่ในเฟรมด้วยเสียงเล็กๆน้อยๆต่างๆอันน่าอึดอัดฉิบหายเลย

แน่นอน การตีความเรื่องศาสนาที่หนังทำมันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่รูปแบบของมันซิที่เราว่ามันดีมากและน่าสนใจ การสร้างภาพเหี้ยห่าของศาสดาที่หาแดกกับเรื่องความรัก, การเสียสละและให้อภัย พ่วงด้วยเรื่องราววัฏจักรและการสร้างโลกใหม่ที่หนังเอาทั้งหมดทั้งมวลถูกบรรจุอยู่บ้านหลังหนึ่ง แล้วให้นางเอกเป็นพระแม่ แต่เป็นพระแม่ที่ไม่ยอมเดินตามอีพระเจ้าเหี้ยๆ แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายมนุษย์เราก็ต้องพ่ายแพ่ต่ออำนาจอันสูงส่งอยู่ร่ำไป

ตอนดูคิดถึงหนังอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือ Cosmopolis ของโครเนนเบิร์ค ในแง่ของการใส่เหตุการณ์ประหลาดมากมายเข้ามาเพื่อผลของการวิภากษ์วิจารณ์ (ทุนนิยมใน Cosmopolis และ ความเลวร้ายของมนุษย์ในเรื่องนี้) กับ Secret Sunshine ของลีชางดอง ในเรื่องของด้านมืดทางศาสนา

สุดท้ายอยากบอกว่า รัก เจน ฬอ เสมอ…

29/09/17 – ABABO (ปภาวี จิณสิทธิ์, พชร พิทักษ์จำนงค์+ธีร์ธวัช ใต้ฟ้ายงวิจิตร, วสิทธิ์ สีหะวงษ์, จิรัศยา วงษ์สุทิน/ ไทย/ 2017) – 3.25/5

1. Pink Cheek (ปภาวี จิณสิทธิ์) – 4.5/5: น่ารักและมีสเน่ห์มาก เอาโจทย์เรื่องการบริจาคเลือดมาเป็นทางออกได้อย่างลงตัวและอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม

2. Dead and More (พชร พิทักษ์จำนงค์+ธีร์ธวัช ใต้ฟ้ายงวิจิตร) – 2.5/5: ชอบที่หนังมันเล่นกับอารมณ์คนดูแหละ แต่มันไม่ได้ตอบโจทย์ใดๆ เลยเฉยๆกับมัน

3. AB Normal (วสิทธิ์ สีหะวงษ์) – 1/5: ไม่ชอบการทำตัวเก๋ไก๋ของทุกอย่างในหนังมากๆ มากจนรู้สึกว่าคนเป็นโรคนี้แล้วเก๋ได้ขนาดนี้ก็ไม่ได้แย่เลยนิ ไม่เห็นต้องทำตัวมีปัญหาอะไร

4. OK, Friend (จิรัศยา วงษ์สุทิน) – 5/5: เป็นตอนที่สมบูรณ์และลงตัวที่สุดจริงๆ ตอบโจทย์ได้ เรื่องได้ อารมณ์ถึง นักแสดงดี ผกก แคลล์นี่เก่งจริงๆ (ยังไมได้ดู กลับบ้าน กับ เด็กสาวสองคนในสนามแบดมินตัน เลย ฮือๆๆ)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s