Month: March 2017

Film I’ve seen in February 2017

01/02/17 – Where There is Shade (Nathan Nicholovitch/ Cambodia, France/ 2015) – 4.5/5

เปิดมาก็ช๊อคคนดูไปเลยกับภาพกระเทยเฒ่าโม๊กจู๋คนขแมร์ท้องถิ่นพร้อมกับถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

พล๊อตของหนังสุดตรีนมาก มันว่าด้วยกระเทยเฒ่าชาวฝรั่งเศษที่ทำงานเป็นกระหรี่อยู่ในกรุงพนมเปญ มีแฟนเป็นคนพาเด็กสาวๆไปขายตัวที่เมืองไทย วันหนึ่งเธอได้พบกับหนึ่งในเด็กสาวก่อนได้เดินทางไปด้วยกัน เธอไปพบกับคนรักเก่า ส่วนเด็กน้อยได้กลับบ้าน ก่อนที่จะได้พบความจริงอันชวนช๊อค

เห็นด้วยกับเหล่ามิตรฯที่มอบให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังเซอร์ไพร์สที่สุดของเทศกาลด้วยความที่มันเป็นประเด็นที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เมื่อเจ้าอาณานิคมเดิมกลายมาเป็นผู้ใต้อาณานิคมเสียแทน กลายมาเป็นชนชั้นต่ำสุดในแผ่นดินอดีตอาณานิคม ในเขตที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์ ยาและการค้ามนุษย์

ด้วยความที่มันลดลำดับชั้นลงมาให้เท่ากันแบบนี้ อีภาพแบบคนโมเดิร์นที่เข้ามาช่วยเหลือเหล่าผู้คนแสนพรีมีทีฟทั่วๆไปมันเลยถูกทำลายทิ้งไปหมดเลย (ส่วนนี้ถูกขยายให้ชัดขึ้นด้วยความล้มเหลวของการตามหาผู้ร้ายในช่วงเขมรแดง) มันเลยกลายเป็นหนังที่คาดเดาไม่ได้ เดาใจไม่ถูก แล้วจากหนังที่ดูแรงๆ มันค่อยๆเติบความอบอุ่นเข้าใจเรื่อยๆที่ซึ่งบทสรุปมันก็ออกมาลงตัวและงดงาม

ปล. อีซีน “บุ๊บ บุ๊บ 5 ดอลล์” ที่แม่งสุดขีดเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

01/02/17 – Death of a Fisherman (Gerardo Herrero/ Spain/ 2015) – 2/5

มีความโคนัน มีความคลิเช่ของหนังแนวสืบสวนสอบสอนแล้วก็ไม่วอกแวกอะไรทั้งสิ้น เดินตามหลักฐานที่หาได้ไปเรื่อยๆ จนจบ

จริงๆหนังไม่น่าเบื่อนะ มันก็ไปได้เรื่อยๆของมัน อาจด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้มันดูมีอะไรดี

จะว่าไปประเทศเจริญๆนี่แลดูชิลกันดีจังแม้กระทั้งการสืบสวนหาคนร้าย 555

01/02/17 – Elle (Paul Verhoeven/ France, Germany, Belgium/ 2016) – 4.5/5

สุดขีดมาก สนุกมากและตลกสัดๆ และขอกราบตีนอูแปร์

เรื่องคร่าวๆคือสาวใหญ่ผู้บริหารบริษัทำเกม เธอโดนข่มขืน แต่เธอกลับไม่ไปแจ้งความใดๆทั้งสิ้น เพราะเธอต้องยุ่งกับการจัดการชีวิตของเธอที่แวดล้อมไปด้วยผัวเก่าที่กำลังมีแฟนใหม่ แม่ที่มีเด็กคราวลูกมาติดพัน ลูกชายที่ไม่ค่อยได้เรื่อง กิ๊กที่ทำงาน เพื่อนบ้านคลั่งศาสนารวมไปถึงการต้องเปิดตัวเกมให้ได้ตามกำหนด แถมยังต้องค่อยจัดการเรื่องในอดีตของเธอเองอีกด้วย แต่ถ้าว่างๆก็ค่อยไปตามสืบว่าใครข่มขืนเธอ

ความสุดขีดของหนังขั้นสุดคืออานุภาพการทำลายล้างของ อิซาเบล อูแปร์ การทำลายล้างผู้คนรอบตัวเธอทั้งหมดด้วยความนิ่งเรียบ เธอแสดงภาพของผู้หญิงที่เหมือนจะมีปัญหาทางจิตชอบความรูนแรงผู้พยายามจะปกปิดปัญหานั้นไว้พร้อมๆกับการไถ่ถอนบาปของตัวเอง แต่ปัญหาคือเธอควบคุมมันไม่ค่อยอยู่ มันเลยเปลี่ยนรูปความรุนแรงทางกายภาพมาเป็นรูปแบบอื่นที่ผ่านออกมาจากใบหน้าของเธอ แววตาของเธอ รอยยิ้มของเธอ ซึ่งอูแปร์ละเอียดมากกับการถ่ายถอดโมเม้นต์เล็กๆแบบนี้ ผลคือความฉิบหายของคนรอบตัวเธอทั้งหมด

แถมหนังยังตลกมากๆ ตลกแบบขำก๊ากเลย ตลกแบบช่วยส่งความเป็นหนังทริลเลอร์ให้เฉิดฉายขึ้นมาอีกด้วยซ้ำ ซีนทิชชู่นี่นึกไปถึงอูแบร์ใน The Piano Teacher (2001) เลย 555

03/02/17 – Toni Erdmann (Maren Ade/ Germany, Austria, Romania/ 2016) – 4.5/5

หลังจากดูหนังจบก็เชื่อสนิทใจเลยแหละว่าจัวรีของคานส์ปีที่แล้วนี่ไร้ซึ่งอารมณ์ขันจริงๆ 555

เรื่องสั้นๆคือ คุณพ่อสูงวัยผู้เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและขี้แกล้ง ดันมาพบวิกฤตในชีวิตบางอย่าง เลยบินไปหาลูกสาวคนเดียวเพื่อคลายความเหงาและคิดถึง ปัญหาคืออีตัวลูกสาวดันเป็นคนบ้างาน จริงจังกับงานมาก คุณพ่อตัวดีเลยแกล้งแสดงเป็นนักธุรกิจผู้มีชื่อตามชื่อหนังแล้วก็เนียนตามลูกไปตลอดเรื่อง

ความฉกาจของหนังคือการเดินไต่บนเส้นบางๆที่ขั้นระหว่างความเป็นหนังน่ารำคาญเหี้ยๆกับหนังฟีลกู๊ดไร้สติได้อย่างมีฝืมือ กล่าวคือ หากเรื่องโถมไปที่การแทรกแซงของตัวพ่อในตัวงานของตัวลูกมากไปเราคงจะรำคาญหนังมากๆ แต่หากหนังเอนไปทางความสัมพันธ์ของพ่อ-ลูกคู่นี้แบบไม่ลืมหูลืมตาเราก็คงยี้กับหนังสุดๆ แต่หนังมันทำได้สำเร็จในการบัลลานด์สองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน มันเลยเกิดภาวะอารมณ์แบบ “รำคาญนะแต่ก็รักสุดใจ” หรืออาการแบบ “มึงอยากทำอะไรก็ทำเลย กูส่งใจช่วยเต็มที่” อะไรแบบนั้น ผลที่ได้คือความอบอุ่นที่เต็มเปี่ยมเมื่อหนังจบลง

สองสิ่งที่ติดหัวหลังจากดูจบจนถึงตอนนี้คือคีย์เวิร์ดของหนังที่ว่า Don’t lose your humor และซีน Greatest Love of All ที่น่าจะติดท๊อปซีนประจำปีของเราแน่นอน

จะติดอยู่นิดเดียวตรงความยาวของหนัง (เหยียดสามชั่วโมง) ที่เราว่ามันไม่จำเป็นต้องยาวขนาดนั้นก็ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เล็กมากๆแหละเพราะหนังมันสนุก ตลกและไม่น่าเบื่อเลย

ปล. Sandra Huller นี่มัน เจน ลอร์ ชัดๆ เหมือนมากๆ

04/02/17 – Thithi (Raam Reddy/  India, USA/ 2015) – 4/5

เสียดายที่พลาดดูในโรงที่งานเวิร์ลฟิล์มที่ผ่านมา

แรกสุดคือมันเป็นหนังอินเดียที่เราไม่ค่อยได้พบเห็นเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่ได้ดูก็มักเป็นหนังแบบบอลลี่วู๊ดสเกลใหญ่ๆไปเลย ไม่ก็หนังอินดี้เล็กๆไปเลย แต่เรื่องนี้สเกลมันน่าจะอยู่ระหว่างสองแบบนั้น ถ่ายที่ชนบทซักแห่งในอินเดีย และใช้ภาษาที่ไม่ใช่ทางการ (กันดานา)

หนังพูดถึงคน 4 เจนเนเรชั่นในครอบครัวเดียวกัน เมื่อคนเจนหนึ่งตายไปแล้วตามความเชื่อของคนในหมู่บ้านจำเป็นต้องทำการจัดพิธีส่งศพ มันก็เลยส่งผลต่อคนเจนสองผู้ที่ดันเป็นมนุษย์ที่ไม่แคร์โลก ไม่แคร์ความเชื่ออะไรทั้งสิ้น ดังนั้นปัญหาทั้งหมดก็เลยรวมมาตกกับคนเจนสามที่ต้องรับภาระจัดการงานศพแต่ก็เสือกห่วงมรดกที่ดินของตัวคุณปู่เจนหนึ่ง กลัวว่าคุณอาจะมาแย่งไปเลยพยามยามหาทางฮุบที่ดินไว้ ส่วนอีเจนสี่ก็เป็นวัยรุ่นที่ไม่แคร์อะไรนอกจากความสนุกและความเงี่ยน

เอาจริงๆแค่พล๊อตเรื่องมันก็สุดขีดแล้วล่ะ มันมีความบ้านๆที่เป็นรสใหม่ในหนังอินเดียที่เราเพิ่งเคยดู เต็มไปด้วยความฉิบหายทีทั้งสนุกและตลกแบบสุดๆ แถมมาได้เห็นสภาพสังคมอินเดียในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นผลกระทบของความเชื่อต่อผู้คนจนๆที่ทำเอาอารมณ์ตอนหนังจบพลิกไปอีกด้านเลย กลายเป็นเศร้าไปเลย เศร้าแบบเศร้าจริงๆ

ปล. มีรู้สึกร่วมกับตัวละครหญิงเลี้ยงแกะมากอย่างประหลาด เป็นตัวละครหญิงที่เกือบจะเด่นแต่ก็ไม่เด่น เหมือนโดยตัวละครชายในหนังกดทับตลอดเวลา แววตาหลังโดนเอาช่วงท้ายนี่ดีงามมาก

11/02/17 – Moonlight (Barry Jenkins/ US/ 2016) – 3/5

ไม่ได้รู้สึกว่ามันดีงามอะไรขนาดนั้นแฮะ ส่วนตัวถ้าตัดเรื่องความเป็นหนังเกย์ของคนผิวสีออกไป เราก็จะได้หนังรักดีๆมาเรื่องหนึ่ง (หรือจริงๆที่เค้าชมชอบกันก็เพราะมันคือหนังเกย์ผิวสีที่ไม่ค่อยได้เห็นกัน?)

“ถึงชีวิตจะเหี้ยแค่ไหน ความรักจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง” คือนิยามของหนังที่เราจับได้ แน่นอนมันยี้ย้ามากสำหรับเรา

สองสิ่งที่ชอบมากๆกับหนัง

1. พัฒนาการของตัวไชรอน: ในที่นี้คือพัฒนาการด้านร่างกายจากเด็กเงียบๆขี้ก้าง กลายมาเป็นพี่เบิ้มใส่ฟันทอง อันเป็นพัฒนาการเพื่อการป้องกันตัวเองจากความอ่อนแอที่อยู่ข้างใน อันนี้เรารู้สึกมากๆ

2. งานโปรดักชั่นและส่วนอื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องเล่า: ดูจบมารู้ว่า ผกก ได้อิทธิพลมาจากงานของหว่องฯ ก็ร้องอ๋อและไม่แปลกใจว่าทำไมเราถึงชอบ ชอบซีนในร้านอาหารมากๆ มันหวานและน่ารักมากแบบโดดออกไปจากหนังโดยรวมเลย

11/02/17 – Hacksaw Ridge (Mel Gibson/Australia, USA/ 2016) – 1/5

ดูจบถึงกับมีคนปรบมือ (คาดว่าเป็นฝรั่งเพราะได้ยินเสียงเชียร์หนังตลอดเวลา)

นอกเสียจากคำถามที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ดูหนังแล้วว่า “เรายังต้องการหนังแบบนี้ในยุคสมัยนี้อยู่อีกหรือ???” แล้ว คืออาการเบื่อหน่ายกับหนังตั้งแต่หนังเริ่มฉาย โอโห พี่เล่นอวยพระเจ้าและความเป็นวีรชนกันตั้งแต่วินาทีแรกของหนังแบบไม่ต้องมีชั้นเชิงเหี้ยห่าอะไรเลยหรือ อีช่วงเปิดที่เล่าตอนตัวเอกเป็นเด็กเพื่อรับรู้เรื่องบาปของการฆ่านี่แบบ อี๊มาก แล้วมาถึงตอนจีบหญิงนี่กูรู้สึกว่าอีตัวละครแม่งโรคจิตสัดๆอะ

ไม่รวมถึงความไม่น่าเชื่ออะไรเลยในหนัง โอเคเรื่องมึงไม่จับปืนอันนี้กูยกผลประโยชน์ให้ แต่อีการเอาปืนพันผ้าแล้วลากคนในสมรภูมิเอย การโรยตัวคนลงมาแบบข้ามวันข้ามคืนเอย อันนี้กูไม่เชื่อ เนื้อมึงก็ไม่แดก ตัวมึงก็แค่นั้นมึงเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนกัน!!!  แล้วคำตอบก็คือ “พระเจ้าไงล่ะ” – แจกนิ้วกลางครับ

สุดท้ายสำหรับเรามันเลยกลายเป็นแค่หนังอวยพระเจ้า ยกยอวีรชนและด่าญีปุ่นเหี้ย แถมอีบทสัมภาษณ์คนจริงๆช่วงท้ายนี่ก็เหมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับหนัง ว่านี่คือเรื่องจริงๆนะ ไม่ได้โม้แต่อย่างใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้เราเกลียดหนังเข้าไปอีกมากๆ

ปล. เอาจริงๆเราชอบหนังของพี่เมลนะ Braveheart (1995), The Passion of the Christ (2004), Apocalypto (2006) นี่ชอบหมดเลย แต่เรื่องนี้มันติดปัญหาตรงความผิดยุคไปเสียมาก

11/02/17 – Manchester by the Sea (Kenneth Lonergan/ US/ 2016) – 5/5

เดิมซึมออกมาจากโรง โดยมีความหนักตกค้างอยู่ในหัว

ก่อนดูก็คิดว่าหนังมันจะเป็นหนังจำพวก “มนุษย์ที่มีปัญหาเรื่องความรุนแรงอันส่งผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างในอดีตแล้วตัวเองต้องกลับไปสะสาง” อะไรแบบนั้น ซึ่งโชคดีที่หนังมันไม่ใช่แบบนั้น มันลึกและละเอียดกว่านั้นมากๆเพราะมันคือเรื่องของหนุษย์คนนึงที่ต้องแบกรับความผิดบาปของตัวเองไว้กับตัวจากสิ่งที่ทำพลาดไปในอดีต

ความดีงามแบบสุดๆของหนังคือการไม่เร้าอารมณ์ หนังมันประคับประคองอารมณ์ให้ราบเรียบที่สุดแล้วสวิงขึ้นบ้างในจังหวะที่เหมาะสมก่อนกลับไปราบเรียบเหมือนเดิม ค่อยๆให้คนดูสะสมและรู้สึกถึงน้ำหนักของสิ่งที่ตัวละครมันแบกหามอยู่ และเพื่อไม่ให้มันเครียดจนกลายเป็นเมโล หนังมันก็หยอดความตลกลงไปในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ตลกแบบตลกฉิบหายเลยละ จนเราคนดูรู้สึกว่า เออ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ ใครมันจะมาอมทุกข์กันตลอดเวลา

สุดท้ายมันเลยกลายเป็นว่าจากความหนาวเหน็บในบรรยากาศ จากลมแรงๆจากหิมะโปรยๆ หนังมันจะค่อยๆให้ความอุ่นขึ้น โอเคว่ามันหนักแหละ หนักอึ้งเลย แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีความหวังอยู่บ้าง

ถึงตอนนี้ก็ขอเชียร์ เคซี่ แอฟเฟล็ค ให้ได้ออสการ์ปีนี้ (ยังไม่ได้ดู Viggo Mortensen ใน Captain Fantastic และ Denzel Washington ใน Fences) ชอบการเดินหลังค่อมของผู้แบกรับบาปอยู่บนบ่าเขา การหนีห่างจากปฏิสัมพันธ์กับผู้คนของเขาและกับการแสดงในซีนที่เล่นเอาตายอย่าง

– ซีนสอบสวนหลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ที่ตำรวจสอบปากคำแค่ไม่อีกคำถามแล้วก็ปล่อยลีไป คือเราเข้าใจไอ้ตัวละครเลยว่า เฮ้ย นี่มันเรื่องใหญ่ฉิบหายเลยนะ ทำไมพวกมึงให้ค่ากันแค่นี้ว่ะ จนรู้สึกอยากให้การกระทำของเขาหลังจากนั้นประสบความสำเร็จ

– ซีนเจอเมีย เหมือนกับการปะทะกับความรู้สึกผิดตัวเบอเร่อ และสิ่งที่ลีทำคือการรับทุกสิ่งทุกอย่างจากเมียมาทั้งหมดแล้วเดินแบกจากไป ส่วนตัวเมียเหมือนได้ปลดปล่อยออกไปแล้ว

ถึงตอนนี้ ยกให้เรื่องนี้ได้อันดับหนึ่งของหนังเยี่ยมออสการ์ปีนี้

11/02/17 – Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You (Takahiro Miki/ Japan/ 2016) – 2/5

ถึงตอนนี้กูจำได้อย่างเดียว…..นานะ โคมัทซึ

ชอบคอนเซฟของหนังนะ การเดินทางสวนกันของเวลากับคนสองคน จะมีแค่ช่วงแรกๆเท่านั้นแหละที่ยังติดกับวิธีคิดของหนังเรื่องไทม์ไลน์ของตัวละครมากหน่อย แต่ก็แก้ไขได้ด้วยการจินตนาการการขีดเส้นชีวิตของตัวละครจากซ้ายไปขวาของพระเอกและจากขวาไปซ้ายของนางเอก แค่นี้ก็จบ ส่วนที่เรากำลังดูก็คือเส้นที่มันทับกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพอตอบโจทย์เรื่องไทม์ไลน์จบแล้ว หนังมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความลำไยอะค่ะ มันเพ้อเจ้อ จริงๆมันคงทำงานกับคนอื่นแต่มันไม่ทำงานกับเรา ยิ่งตอนท้ายที่เล่าเรื่องของตัวนางเอกยังทำให้เรารู้สึกถึงหนัง Be With You ไปเสียอย่างนั้น ก็เลยเฉยๆกับหนัง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดคือทำไมแสงแดดมึงต้องจ้าขนาดนั้นอะค่ะ นานะขาวอยู่แล้วยังแทบจะถูกกลืนไปกับแสงอาทิตย์ นี่คงเป็นครั้งแรกที่กูเกลียดแสงอาทิตย์ในหนัง

สุดท้ายก็คงบอกได้อย่างเดียวว่า…..นานะ โคมัทซึ

12/07/17 – O.J: Made in America (Ezra Edelman/ US/ 2016) – 4.5/5

สารคดีมินิซีรี่ย์ความยาว 5 ตอนจบ ศิริรวม 7ชั่วโมงครึ่ง อันว่าด้วยชีวิตของอเมริกันฮีโร่นาม โอ.เจ ซิมสัน ผู้เป็นทั้งนักกีฬามากความสามารถ เป็นนักแสดง เป็นพิธีกร เป็นขวัญใจของคนอเมริกัน ตั้งแต่แรกเริ่มจากนักกีฬาอนาคตไกลจนจบท้ายที่การต้องเข้าไปอยู่ในคุก ในแวดล้อมของเหตุการณ์ทางสังคมเรื่องการเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวสี โดยเฉพาะในแอลเอ

ถือเป็นโชคดีมากของเราที่ไม่รู้อะไรเลยก่อนดู ไม่รู้แม้กระทั้ง โอ.เจ คืออะไร ผลที่ได้เลยคือความตื่นเต้น ช็อค อ้าปากค้างกับสิ่งที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในหนัง ดูไปก็สงสัยไปว่า “เหตุการณ์แบบนี้มันมีเกิดขึ้นบนโลกจริงๆหรือ”

หลังจากนี้คงต้องสปอร์ย ใครยังไม่ดูอย่าเพิ่งอ่าน

ความสุดขีดของมันคือการแสดงภาพให้เห็นว่าสภาพสังคมและการเมืองมันส่งผลรุนแรงได้ขนาดไหนต่อชีวิตและความเชื่อของคน โดยผ่านชีวิตของฮีโร่ผู้นี้ ฮีโร่ผิวสีที่ไม่ได้ยอมรับและไม่ยอมมีส่วนร่วมกับการต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมของเหล่าคนผิวสี แต่กลับกลายให้ต้องมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องไปซะอย่างนั้น กลายมาเป็นเรื่องราวการว่าความในศาลที่กลายเป็นผิดฝาผิดตัวกันยุ่งเหยิง จากการมานั่งพิจารณาหลักฐานแห่งการฆาตกรรม กลับกลายมาเป็นเรื่องราวความยุติธรรมของคนสองผิวสีไปเสียอย่างนั้น กลายเป็นไดเลมม่าของคนทั้งสองฝ่ายที่ไม่อาจสมานแผลแก่กันได้ ส่วนตัวฮีโร่ของเราก็ได้แต่ดีลกับชีวิตแบบคนดังของตัวเองต่อไป ปรับตัวเปลี่ยนสีกันต่อไป จนสุดท้ายก็ล่วงหล่นลงมาในแบบที่เราคนดูก็รู้สึกกึ่งกลางระหว่างเอาใจช่วยกับผลักไส ซึ่งดีมากจริงๆ มันเทามากเสียจนเราปั่นป่วนไปหมด

ใครจะเชื่อว่าเราจะได้เห็นการพลิกเรื่องในศาลจากการฆาตกรรมกลายเป็นเรื่องความยุติธรรมของคนผิวสี การขับรถไล่ตามรถของ โอ.เจ หลายชั่วโมงโดยที่ตำรวจไม่จัดการอะไรเลย หรือการกับว่าศาลที่น่าจะเป็นไฮไลท์ที่สุดของหนังที่ละเอียดแบบสุดๆ ละเอียดถึงขั้นที่ว่ากล้องที่ใช้ถ่ายทำการว่าความส่งผลกระทบต่อรูปคดียังไง!

ไม่แปลกใจใดๆที่หนังได้ 100% เต็มจากเวบมะเขือเน่าและถึงตอนนี้ก็ยกให้เต็งหนึ่งออสการ์ไปก่อน (ยังไม่ได้ดูอีก 3 เรื่อง)

12/07/17 – Hell or High Water (David Mackenzie/ US/ 2016) – 3/5

เสียดายที่ดูในโรงไม่ทัน หนังมันมาเร็วไปเร็วเหลือเกิน พอมันชิงออสการ์เลยต้องรีบมาตามดู ดูแบบซับอังกฤษด้วยที่ซึ่งพูดเยอะและแสลงแยะ เลยมึนๆไปบ้างแต่ก็สนุกดี

หนังจับความสนใจของเราได้อยู่หมัดตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่เป็นการเคลื่อนกล้องช้าๆของการปล้นครั้งแรก จังหวะมันดีจริงๆ ก่อนที่จะค่อยๆเปิดเผยเรื่องเล่าของคู่พี่น้องที่ปล้นแบงค์ยามเช้าเอาแค่เศษเงินเพื่อนำไปไถ่ค่าที่ๆกำลังจะถูกยึด พร้อมด้วยอีกเส้นเรื่องของคู่หูตำรวจต่างเชื้อชาติที่กัดกันตลอดเวลา

ชอบบทหนังที่มันค่อยๆเผยเรื่องชีวิตของตัวละครออกมาเรื่อยๆ มีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้คนดูได้พบกับปัญหาภาพใหญ่ขึ้น นั้นคือ ความล่มสลายของมนุษย์ต่อระบบทุน

แต่สิ่งที่เราจดจำหนังได้มากที่สุดคือสภาพเมืองเท็กซัสทางใต้ในหนัง(แต่ถ่ายที่เม็กซิโก) โอโห สวยมาก บรรยากาศเมืองแบบไอโซเลต รวมถึงการถ่ายภาพต่างๆในหนัง ซีเนมาติกมาก แล้วมันก็เหมาะจริงๆกับหนังที่มันพูดเรื่องการดิ้นรนของคนจนในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ออ! แล้วก็ชอบคู่หูตำรวจมาก กัดกันเนื้อแทบฉีก ซีนที่พูดถึงบรรพบุรุษของทั้งสองฝ่ายนั้นเจ็บมาก

อย่างไรก็ตาม โดยรวมเมื่อดูจบแล้วก็ไม่ได้ติดค้างอะไรในหัวมากเท่าไหร่ แต่ชอบที่มิตรสหายฯว่า หากอยากรู้ว่าทำไมทรัมป์ถึงได้เป็น ปธน. ก็จงดูหนังเรื่องนี้ 555

14/02/17 – 13th (Ava DuVernay/ US/ 2016) – 3.5/5

สารคดีเริ่มต้นด้วยคำถามของ(อดีต) ปธน. โอบาม่า ที่ว่า “อเมริการมีประชากรคิดเป็น 8% ของประชากรโลก แต่เรามีผู้ต้องขังมากถึง 25% ของผู้ต้องขังทั่วโลก ท่านๆลองตรองดูเถิดว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”

ชื่อหนังมาจากรัฐธรรมนูญอเมริกาข้อที่ 13 ที่ว่าด้วยการเลิกความเป็นทาส ในที่นี้คือการบังคับขู่เข็ญหรือกักขัง ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการลงโทษในเหตุอาชญากรรม

สารคดีเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงสงความกลางเมืองในอเมริกาที่หลังสงครามก็ได้มีการเลิกทาส ในที่นี้อย่างที่รู้กันก็คือทาสผิวสีแอฟริกัน-อเมริกัน แต่เนื่องจากก่อนหน้าสงครามนั้นแรงงานที่สำคัญในรัฐทางใต้คือแรงงานทาส ดังนั้นหลังสงครามจึงเกิดการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก แต่ด้วยช่องโหว่ของกฏหมายและการเล่นแร่แปลธาตุ ไอ้ความเป็นทาสเลยถูกเปลี่ยนโฉมไปเป็นอาชญกร จับเข้าคุกเพื่อเอามาใช้เป็นแรงงานฟรีๆไม่ต่างจากทาสนั้นแหละ โดยที่กระบวนการต่างๆนาๆก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจนถึงปัจจุบันที่อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก

อีกด้านหนังมันก็นำพาคนดูไล่เรียงไทม์ไลน์ของเหล่าผู้คนชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ถูกทำให้เป็นอื่นผ่านหนังอย่าง The Birth of the Nation การเกิดขึ้นของกลุ่ม KKK การถูกทำให้เป็นประชากรชั้นสองอย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการตรากฏหมายที่ลดความเท่าเทียมต่างๆนาๆของฝ่ายการเมืองทั้งสองฝั่งผู้ต้องการเรียกคะแนนนิยามจากประชากร สอดแทรกไปกับการเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมของเหล่าแอฟริกัน-อเมริกันในแต่ละช่วงเวลา นี่จึงเป็นสารคดีที่ไม่ใช่แค่การการนำพาคนดูไปรู้เรื่องคุก เรื่องคนคุก แต่คือสารคดีที่พูดถึงความเป็นธรรมและเท่าเทียมของคน

แต่ด้วยความที่หนังมันเป็นสารคดีแบบ Talking head ทอดแทรกภาพข่าวที่เป็นการให้ความรู้แบบลุ่นๆ เราเลยค่อนข้างเฉยๆกับหนังในครึ่งแรกเพราะเพิ่งได้พบได้เจอและรู้มาก่อนแล้วจาก O.J.: Made in America แต่พอมันเดินเข้าสู่ครึ่งหลังเท่านั้นแหละพีคเลย เพราะมันพูดในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ก่อนๆจบด้วยแรงกระทบของสถานการณ์ปัจจุบัน กล่าวคือมันพูดเรื่องธุรกิจของคุกที่มีมูลค่ามหาศาล มีองค์กรเกี่ยวข้องมากมายอันยิ่งส่งผลต่อจำนวนคนติดคุกเพราะมันหมายถึงเม็ดเงินอันมหาศาล และกับกำเนิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่หนังทำให้เห็นว่าเขาคือผู้ที่จะนำประเทศย้อนกลับไปสู่ยุคมืดของเหล่าแอฟริกัน-อเมริกันอีกครั้ง (ช่วงเวลาล่าสุดในหนังคือช่วงการหาเสียง) ความเจ็บแสบก็คือ ตอนนี้ ทรัมป์ เป็น ปธน. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นบทสรุปของหนังจึงเหมือนเป็นการกลับไปเริ่มต้นวนลูปการเรียกร้องของคนผิวสีอีกรอบ

16/02/17 – Lion (Garth Davis/ Australia, US, UK/ 2016) – 2.5/5

รายการวันนี้ที่รอคอย บรอดสท์ทูยูบาย กูเกิ้ล เอิร์ธ

ด้วยความที่มันไม่ใช้การเล่าเรื่องแบบแฟลชแบ็ค เป็นการเล่าไล่เรียงตามช่วงเวลาจริง ผลคือเราไม่ต้องมาคิดคำนึงอะไรกับหนังมาก ปล่อยให้มันไหลไปเรื่อยๆนั้นแหละ หากอินก็คงตาย ไม่อินก็คงเฉยๆ ครึ่งแรกที่เล่าเรื่องตอนเด็กนี่ดีจัง ชอบตัวเด็กและการให้เห็นสภาพชีวิตของเขา แต่ครึ่งหลังนี่ไม่ค่อยชอบมันดูรวบรัดไปหน่อย ผลออกมาเลยกลางๆกับหนัง  อย่างไรก็ตาม เรายังคงชอบการสะท้อนภาพของการเป็นครอบครัว ของการเป็นพี่ชาย และซีนของนิโคลที่ว่าตัวเองมีลูกได้แต่ไม่ต้องการ

อนึ่ง ประหลาดสีผิวของซาลูจัง พอไปอยู่ประเทศโลกที่หนึ่งแล้วผิวสว่างขึ้นมาเลย 555 เออ! แล้วที่มาของชื่อหนังก็ยี้ย้าจังเลย

17/02/17 – Tanna (Martin Butler, Bentley Dean/ Australia, Vanuatu/ 2015) – 3.5/5

ตายแล้วววว ชอบบบบบบ แม้หนังมันจะ exotic ฉิบหายวายป่วงตามสไตร์หนังของคนเมืองเล่าเรื่องคนป่าก็ตาม แต่ชอบ 555

หนังสร้างจากเรื่องจริงของชนเผ่าหนึ่งบนเกาะ ทันนา ทางตอนใต้ของมหาสมุทธแปซิฟิกอันว่าด้วยเรื่องราวความรักต้องห้ามของคนในชนเผ่าที่ขัดแย้งกับประเพณีดั้งเดิม เป็นโศกนาฏกรรมความรักประหนึ่ง Romeo & Juliet หนังใช้นักแสดงที่เป็นชนเผ่าจริงๆ ผ่านการกำกับของ ผกก ชาวออสเตรเลียและได้เข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศปีล่าสุดนี้

อย่างที่เราคุ้ยเคยกัน หนังคนป่าส่วนใหญ่มักจะแนบเคียงเกี่ยวเนื่องกับความศิวิไลซ์ต่างๆของคนเมืองที่พยายามเข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวระบบหรือบุคคลของเหล่าคนป่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่หนังเรื่องนี้มันปฏิเสธความศิวิไลซ์นั้นหมดเลย ประหนึ่งเป็นหนังของคนป่า แสดงโดยคนป่า เพื่อคนป่าอะไรแบบนั้น ไม่ปฏิเสธธรรมดาๆนะ ถึงกับด่าด้วยเพราะในหนังมันมีซีนอย่างกลุ่มคริสจักรที่เต้นรำบ้าบอจนคนป่ากลัว, การตั้งคำถามถึงความรักของเจ้าชายฟิลิปและอลิซาเบธว่าเป็นรักแท้จริงๆหรือ หรือแม้แต่ซีนโมโนลอคการปฏิเสธความศิวิไลซ์แบบโต้งๆไปเลย

แต่เดี๋ยวก่อน แม้ตัวเรื่องมันจะพยายามปฏิเสธความศิวิไลซ์ แต่กับตัวหนังนี่เหมือนเดินกันคนละทางกันเลย เพราะองค์ประกอบของมันแม่งศิวิไลซ์สัดๆ อาทิ ภาพที่สวยสดงดงามจนลืมหายใจ มีภาพสโลโมชั่นสวยๆ มีเพลงคลาสสิคยิ่งใหญ่อลังกาลแถมด้วยลำดับการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงลูกเล่น มันเลยเป็นหนังที่ศิวิไลซ์สัดๆแต่ดันบอกว่าตัวเองไม่ศิวิไลซ์ เออ มันเป็นความขัดแย้งพาราด๊อกซ์ที่แลดูกระแดะมาก แต่เรากลับชอบในจุดนี้ 555 (ยิ้งไปค้นดูรูปแล้วเจอเหล่าคนป่าในงานเบอร์ลินฟิล์มเฟสนี่ยิ่งสุด 555)

ปล. ชอบเพลงของเผ่า ชอบวัฒนธรรมการเต้นรำของเผ่าด้วย งดงามดี

18/02/17 – A Man Called Ove  (Hannes Holm/ Sweden/ 2016) – 4/5

ถือได้ว่าเป็นหนังฟีลกู๊ดที่ดี มันมีครบทุกอย่างตามที่หนังฟีลกู๊ดพึงมี ทุกอย่างเดินไปตามสเตป เดาทางได้หมด อาจมีหักมุมบ้างแต่ก็เป็นการหักมุมเพื่อเสริมประเด็นของหนังมากกว่าจะเป็นการเซอร์ไพร์ส แล้วก็จบสวยๆแบบแฮปปี้เอนดิ้งที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกยี้ย้าอะไร

เรื่องคร่าวๆก็คือชีวิตของตาเฒ่านาม โอวี ผู้เป็นคนตรงไปตรงมา ปากหมา มีระเบียบวินัยและแบบแผนชีวิตชัดเจนและไม่ชอบการช่วยเหลือใดๆจากผู้อื่น แกอยู่ตัวคนเดียวเพราะเมียตายไปแล้วแต่ก็ยังไปเยี่ยมหลุมศพเมียบ่อยๆ ทีนี้แกเสือกโดนให้ออกจากงานแกเลยคิดจะฆ่าตัวตายไปอยู่กับเมีย หลังจากนั้นหนังก็เล่าเรื่องราวเป็นสองพาร์ต พาร์ตปัจจุบันคือการอาศัยกับผู้คนในหมู่บ้านที่มีครอบครัวชาวเปอร์เซียย้ายเข้ามาอยู่ใหม่และกับอดีตของตัวแกเองที่มีต่อทั้งพ่อและตัวภรรยา หนังก็นำพาคนดูไปพบกับสาเหตุของอุปนิสัยแกในปัจจุบันและการปรับเปลี่ยนตัวเอง

หนังมีความ As Good As It Get อยู่ประมาณนึง มีซีนจี๊ดๆตามรายทาง และมีเรื่องราวการเมืองในสวีเดนอยู่บ้าง (อย่างพวกองค์กรดูแลคนชราหรือกับการให้ค่ากับคนพิการ) ที่ซึ่งเราไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่อย่างไรแล้วหนังมันก็อบอุ่นใจหัวใจดี

อนึ่ง สิ่งที่ทำให้เราชอบหนังอีกอย่างคือลุคของนางเอก (หมายถึงตัวเมียแกอะนะ) ชอบผู้หยิงลุคแบบนี้

 19/02/17 – ตัณหาน้ำมันพราย (กามนิต/ ไทย/ 1990) – 4/5

 เจอโดยบังเอิญในยูทูป กะจะดูเล่นๆก่อนนอนถ้าไม่สนุกก็จะได้หลับไปเลย กลายเป็นว่าดูจนจบเลย สนุกจิงสนุกจัง

ที่ชอบเพราะหนังมันให้อารมณ์ละครไทยๆยุคก่อนๆหรือหนังแบบบ้านทรายทองอะไรเทือกนั้น สนุกตรงความปากร้ายและจริตจก้านของตัวละคร ในเรื่องราวง่ายๆอย่างเมียหลวง-เมียน้อยแย่งผู้ชายโดยใช้คุณไสยมาช่วย มีเรื่องหมอผีแม่หมอ กุมารทอง น้ำมันพรายอะไรแบบนั้น ครึ่งเรื่องแรกนี่คือการปะทะกันของเมียหลวง-น้อย ด่ากันมันส์มาก ตบเข่าฉาดๆๆๆ ก่อนที่ครึ่งหลังจะมากไปด้วยเรื่องราวของคุณไสย หาน้ำมันพรายมาป้ายผัวเอย เอากุมารทองไปหลอกล่อเลย สนุกมาก แถบช่วงท้ายนี่ยิ่งพีคที่มันเป็นการต่อสู่ของพ่อหมอแม่หมอของแต่ละฝั่งก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้หนังจบแบบโครตพีคคคคคค ด้วยเพราะมันพูดเรื่องพลังอำนาจของเพศหญิงแบบรุนแรงที่สุด

หนังมีโป๊ๆเปลือยๆบ้างตามคอนเซ็ปของหนังตระกูลน้ำมันพรายที่ฮิตมากในยุคนั้น (ที่บางเรื่องโป๊แบบเรตเอ็กซ์เลยอย่าง อาถรรพ์น้ำมันพราย หนังปี 2527) ดูแล้วเริ่มอยากดูหนังตระกูลนี้เพิ่มเติมอีกหลายๆเรื่อง 555

รับชมได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=Wlni_fL3l7A

21/02/17 – Land of Mine (Martin Zandvliet/ Denmark, Germany/ 2015) – 2.5/5

ณ ประเทศเดนมาร์คหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบลง เหล่านักโทษชายหนุ่มชาวเยอรมันผู้แพ้สงครามถูกบังคับให้ต้องไปกอบกู้กับดักระเบิดมากกว่า 2ล้านลูกตามแนวชายหาดด้านใต้ของเดนมาร์คที่เหล่าทหารเยอรมันวางทิ้งไว้ระหว่างสงคราม และนี่คือหนังอันว่าด้วยเหล่าหนุ่มน้อยชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งกับภารกิจกู้ระเบิดภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารชาวเดนิชสุดโหด แน่นอน หนังสร้างจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์

ส่วนตัวชอบพล๊อตเรื่องการต้องกลายมาเป็นผู้ถูกควบคุมของเยอรมัน กลายมาเป็นผู้ถูกกระทำบ้าง แต่ปัญหาของหนังคือมันน้ำเน่าไปหน่อย กล่าวคือ หนังมันเล่าว่าเหล่าเด็กๆคือผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ใช่ข้อขัดแย้งของสงคราม ที่มาค่อยๆกะเทาะจิตใจอันโหดร้ายของนายทหารให้อ่อนลง ให้เห็นภาพเรื่องมนุษย์ธรรม ส่วนนายทหารก็มีเรื่องปัญหาลำดับชั้นของอำนาจการบังคับบัญชาของเหล่าทหารเอง อำนาจที่ส่งลงมาจากเบื้องบนอันสะท้อนให้เห็นภาพงาสความขัดแย้งมันเกิดขึ้นได้แม้แต่คนประเทศเดียวกันเองพอๆกับความเกลียดชังแบบเหมารวม แล้วก็จบท้ายหนังแบบสวยๆวินๆ

ดูจบแล้วไม่ถึงกับเกลียด แต่เฉยๆอุเบกขามากกว่า

ในบรรดาหนัง ตปท ชิงออสการ์ตอนนี้ก็เหลือแค่ The Salesman ที่ยังไม่ได้ดู ถ้าถึงตอนนี้ยังคงยกให้ Toni Erdmann ได้ไป

30/02/17 – John Wick: Chapter 2 (Chad Stahelski/ US/ 2017) – 4/5

– โมโหตัวเองที่พลาดไม่ได้ดูภาคแรก

– สนุกมาก เท่ห์มาก แปลกใหม่และดูดีมีรสนิยม

– ขอดูภาคแรกก่อน แล้วค่อยว่ากันยาวๆ

(เหตุผลจริงๆคืองานช่วงนี้ยุ่งโครตๆอะ)

Advertisements