Film I’ve seen in January 2017

01/01/17 – ผ่าปืน (ฉลอง ภักดีวิจิตร / ไทย/ 1980) – 3/5

เปิดปีด้วยเรื่องนี้ ทำนายว่าปีนี้กูจะหุ่นดีเหมือนอาสมบัติ และมี “ปืน” ใหญ่เหมือนปืนของอาสมบัติ ยิงโป้งเดียวจอด 😛

ในมวลหมู่หนังอาฉลองที่ได้ดู เรายังคงชอบ ตัดเหลี่ยมเพชร (พ.ศ. 2518) มากที่สุดอยู่ดี จริงๆเรื่องนี้คงต้องหาเวอร์ชั่นเต็มๆมาดูใหม่ เพราะเวอร์ชั่นที่ดูในยูทูปเชื่อว่ามันถูกตัดออกไปหลายช่วงหลายตอน แถมยัง mute พวกคำหยามต่างๆไปอีก เสียอรรถรสไปเยอะมาก

อาสมบัติเล่นเป็นตำรวจมือปราบ กระสุนที่ออกจากปากกระบอกปืนของเขาทุกนัดจะเป็นแบบ โป้งเดียวจอด ทุกราย จนได้ฉายาว่าเป็นมือปราบปืนโหด ที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จับตัวประกันนักเรียน

อย่างที่บอกว่าหนังมันโดนตัดไปเยอะ โดยรวมเราเลยรู้สึกเฉยๆเหมือนหนังแอ็คชั่นทั่วๆไป สิ่งที่ชอบที่สุดคือการที่หนังมันมีซีนนึงถ่ายในโรงหนังสยาม อือหือ ภาพเก่าๆพุดออกมาเลย

03/01/17 –  The Virgin Psychics (Sion Sono/ Japan/ 2015) 3/5

ญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริงๆ ในเมื่อฮอลลีวู๊ดมีเอ็กซ์เมน มีอแวนเจอร์ พี่ยุ่นเราเลยเล่นเอามามิกซ์คัลเจอร์กันเสียเลย จึงได้หนังเรื่องนี้ขึ้นมาอันนิยามสั้นๆได้ว่ามันคือ เอ็กซ์เมนสายหื่น!

เรื่องคืออีพระเอกได้รับพลังวิเศษมาที่สามารถอ่านใจคนอื่นได้ แต่ก็ไม่ใช่มันคนเดียวที่ได้รับพลังวิเศษนี้เพราะใครก็ตามที่เวอร์จิ้นและกำลังช่วยตัวเองอยู่ ณ ขณะที่ลำแสงจากต่างดาวพุ่งเข้าสู่โลก เหล่าเขาผู้นั้นจะได้รับพลังวิเศษ พลังที่แตกต่างกันไป ที่นี้มันก็มีตัวร้ายที่เป็นพวกเกลียดมนุษย์ เกลียดความโลภและต้องการสร้างโลกที่ทุกคนสามารถปลดปล่อยความปราถนาของตัวเองได้เต็มที่อันทำให้ท้องถนน โรงเรียนเต็มไปด้วยสาวเงี่ยนนุ่งบิกินี่เต็มไปหมด พวกเขาจึงต้องผนึกกำลังช่วยโลก โดยมีพล๊อตรองเป็นเรื่องการตามหาสาวคนรักในโชคชะตาที่ได้รู้จักพูดคุยกันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่!!!

โดยไม่ต้องคิดอะไร หนังติงต๊องเต็มสูบ อัดทั้งนม, ตูดและขาอ่อนให้เมากันไปข้าง พลังของผู้วิเศษแต่ละนางก็เหลือแดก อาทิสาวที่สามารถอ่านอนาคตของคนได้หากคนๆนั้นมองนมเธอ!, มนุษย์ที่ควบคุมสิ่งของได้ แต่ของเหล่านั้นต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศเท่านั้นอย่างหนังสือโป๊หรือจิ๋มกระป๋อง! ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของพล๊อตการช่วยโลกอะไรนั้นเราว่าสนุกดี บ้าบอพอๆกับทำให้เงี่ยน แต่อีพล๊อตรักอะไรนั้นควรเอาไปเก็บช่องผัก ยิ่งช่วงท้ายๆที่เหมือนโกงกันหน้าตาเฉย

เราไม่เคยรู้จักมังงะเรื่องนี้มาก่อน และก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดโซโนะถึงคิดมาทำ แม่ง! ไม่โซโนะเลย (แต่ให้คะแนนความสนุกแบบหงี่ๆ)

05/01/17 – I’m Not There (Todd Haynes, USA, Germany, Canada/ 2007) – 4/5

เป็นหนังอัตชีวประวัติที่น่าทึ่งมาก แค่การเอานักแสดงหลายๆคนอันประกอบไปด้วย เด็ก-คนแก่ ชาย-หญิง ผิวขาว-ผิวดำ มารับบทเป็นตัวละครเดียวกัน (ในที่นี้คือบ๊อบ ดีแลน) เพื่อเล่าเรื่องของเขาในแต่ละช่วงวัยก็เก๋กู๊ดมากๆแล้ว อีกส่วนที่เราชอบมากๆคือการที่มันมิกซ์อับกันระหว่างการเป็นสารคดีหลอกๆและความเป็นหนังแบบฟีเจอร์ มันลงตัวดีจริงๆ

การใช้เพลงของหนังก็ดีมากอันเป็นเหตุผลเดียวกับที่เราชอบ Amy (Asif Kapadia/ 2015) หรือ What Happened, Miss Simone? (Liz Garbus/ 2015) เพราะมันช่วยทั้งการเล่าเรื่องและบอกตัวตนของตัวละครไปพร้อมๆกัน และส่วนตัวชอบพาร์ตความรักคู่สงครามเวียดนามของตัวละคร ฮีธ เลดเจอร์ และ ชาร์ลอต เกนส์เบิร์ก กับพาร์ตของ เคท แบลนเช็ตต์ ที่แทบจะขโมยหนังไปทั้งเรื่อง

น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือความรู้เกี่ยวกับ บ๊อบ ดีแลน ของตัวเราเองที่มีน้อยมาก เลยไม่อาจเชื่อมโยงอะไรได้เท่าไหร่ อาทิชีวิตของเขาในแต่ละช่วงที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด แต่ก็ทำให้อยากที่จะไปหาประวัติของพี่แกมาอ่านแล้วก็ยิ่งอยากรู้ว่าเหตุใดแกถึงได้โนเบล

เดี๋ยวดู No Direction Home (Martin Scorsese/ 2005) ต่อดีกว่า

07/01/17 – Yi Yi: A One and a Two (Edward Yang/ Taiwan, Japan/ 2000) – 5/5

หนังเรื่องที่สองของเอ็ดเหวิด หยางที่เราได้ดูต่อจาก A Brighter Summer Day ที่ติดอันดับหนึ่งไปเมื่อปีที่แล้ว มาเรื่องนี้ก็ต้องยอมก้มลงกราบงามๆอีกรอบ

ไม่แปลกอะไรที่หนังจะได้รับคำสรรเสริญมากมายแบบเอกฉันท์ หนังเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ความปราณีต มีความสุขุม มีวุฒิภาวะ นุ่มลึกและงดงาม (คือสามารถเติมอะไรก็ตามในการสรรเสริญลงไปได้ทั้งหมดนั้นแหละ) โดยไม่จำเป็นต้องตีค่าตีความหมายอะไรเลยด้วยซ้ำ

หนังมันพูดถึงธรรมชาติของมนุษย์ พูดถึงการใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่ที่คลุมในทุกช่วงวัย เวียนว่ายอยู่ในวงจรชีวิตเกิดแก่เจ็บตาย ในอริยสัจสี่รักโลภโกรธหลง รวมถึงการเรียนรู้โลกเรียนรู้ชีวิต ซึ่งไอ้การทำหนังที่มันพูดในเรื่องซิมเปิ้ลง่ายๆแบบนี้ให้ออกมางดงามได้นั้นมันคงต้องการการตกตะกอนทางความคิดและชีวิตของตัวผู้สร้างมาพอสมควรเลยทีเดียว เพราะอย่างที่เคยบอก เรื่องง่ายๆธรรมดาๆแบบนี้แหละเป็นสิ่งที่ทำเป็นหนังยากที่สุด

ตอนดูจบใหม่ๆไม่ชอบเท่าไหร่แฮะเพราะรู้สึกมันละเอียดเกินกว่าที่เราจะแนบอิงได้ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆกลับพบว่ายิ่งชอบหนังขึ้นเรื่อยๆ อาจเพราะเราไม่สามารถสกัดชีวิตของตัวละครในหนังออกไปได้จริงๆ

แน่นอน ซีนอ่านความรู้สึกของ Yang-Yang ต่อหน้าศพอาม่าในช่วงท้ายนั้นรุนแรงมากจริงๆ เป็นการจบหนังที่สมบูรณ์แบบ

08/01/17 – Sausage Party (Greg Tiernan, Conrad Vernon/ US/ 2016) – 3/5

ส่วนที่ชอบที่สุดคือไอเดียที่ว่า มาเย็ดกันเถอะเพื่อความสงบสุขของโลก อีสัด! 555

จริงๆก็ไม่ได้รู้สึกว้าวตามที่คาดนัก แต่ก็สนุกดี เหี้ยห่าโสมมตามท้องเรื่องที่กัดแม่งทุกอย่างเท่าที่จะคิดได้ ความเชื่อความคิดแบบศาสนาเอย ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์เอย การเข้ายึดประเทศของคนขาวต่ออินเดียวแดงเอย นาซีเอย สตีเฟน ฮอว์กิ้งเอย สตาร์เกตยันไปถึงเทอร์มิเนเตอร์! อีห่า หน้าด้านมาก แต่ก็สนุกดี

ติดอยู่อย่างเดียวคือประเด็นต่างๆมากมายที่มันเอาเล่นมันมีแค่เพื่อโชว์ผิวๆแค่นั้น ไม่ได้ลงลึกอะไรเลย มันเลยการเป็นการ์ตูนที่สนุกด้วยความเหี้ยห่าแต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น (แต่ถ้ามึงทำอีกกูก็ดูอะนะ)

14590436_1363310997014660_6300474584481177416_n09/01/17 – Democracy After Death (เนติ วิเชียรแสน, /ไทย/ 2016) – 4/5

หนังกึ่งสารคดีที่เล่าไทม์ไลน์ของการเมืองไทยสมัยใหม่ 10ปี ตั้งแต่รัฐประหารปี ’49 จนถึงตุลา 59 ที่หนังได้ฉายในงานรำลึก 6 ตุลาเมื่อปีก่อน

หนังเหมาะมากสำหรับใครก็ตามที่ต้องการศึกษาหรือรู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของการเมืองไทยใน 10 ปีมานี้ ด้วยการเล่าเรื่องไปตามไทม์ไลน์อันชัดเจน กอปรกับการที่หนังใช้ภาพ เวบ วีดีโอ ที่สามารถหาได้ในอินเตอร์เนตอันสามารถนำไปต่อยอดได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งการใช้แหล่งข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ก็เป็นหนึ่งในความประสงค์ของหนังด้วยแนวคิดที่ว่า “อินเตอร์เนตปิดกั้นความชั่วร้ายไม่ได้”

หนังมีข้างชัดเจน ตรงไปตรงมาและไม่มาพะเน้อพะนอทำตัวเป็นกลางอินเตอร์เลคช่วลใดๆ ซึ่งนี่แหละคือความแข็งแรงมากๆของหนังทั้งการส่งทอดความรู้สึกของกลุ่มคนที่พบกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับพวกเขาจริงๆ กับความตายที่ได้พบจริงๆและความอยุติธรรมที่พวกเขาได้รับมาโดยตลอด กอปรกับการที่มันพูดในเรื่องที่ไม่เคยถูกพูดถึงในวงกว้างหรือในแบบทางการใดๆ

อีกอย่างที่เรารู้สึกร่วมเป็นพิเศษคือแนวคิดของการเล่าเรื่องราวให้กับ “คนตาย” ฟัง ในที่นี้คือคุณลุง นวมทอง ไพรวัลย์ มันต้องสิ้นหวังขนาดไหนกันจึงจะคิดทำแบบนี้ได้

ชอบเพลงด้วย ชอบมาก

ดูหนังได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=RICxpq-ReL0  (ส่วนไอ้ที่เซ็นเซอร์เชื่อว่าก็คงเดาๆกันได้)

11/01/17 – Hi-So (อาทิตย์ อัสสรัตน์/ ไทย/ 2010) – 5/5

ว่าจะแค่ดูเพื่อกล่อมตัวเองก่อนเข้านอน แต่กลายเป็นว่าดูจนจบแล้วชอบหนังมากๆไปเสียเฉย

ความวิเศษที่ทำให้เราอยู่กับหนังตลอดเวลาคงหนีไม่พ้นเรื่องบรรยากาศทั้งหมดทั้งมวลของหนัง ของสถานที่โรงแรมร้างในเขาหลักและโรงแรมเก่ากลางเมืองกรุง ของผู้คนที่ส่งทอดเหล่ามวลอารมณ์เล็กๆละเอียดๆมากมายให้อบอวลออกมา รู้สึกซึมซับได้เต็มอิ่มมากๆและอมยิ้มบ่อยมาก

โครงสร้างของหนังคือการเล่าเรื่องเดียวกัน 2 ครั้งโดยบิดบางส่วนให้ต่างไปเพียงเล็กน้อย ในที่นี้คือสถานที่และสถานะของตัวละคร จากสถานที่ๆกำลังค่อยๆฟื้นตัวจากอดีตมาสู่สถานที่ที่กำลังสูญหายไปในปัจจุบัน กับผู้คนที่เดินผ่านอดีตมาสู่ปัจจุบันและผู้คนปัจจุบันที่ย้อนนึกไปถึงอดีต

แล้วเราก็ชอบการที่มันแสดงภาพความหลากลายของผู้คนทั้งในเชิงพื้นที่และสถานะทางสังคม เราได้พบทั้ง ฝรั่ง ลูกครึ่ง คนงานพม่า คนใต้-เหนือ-อีสาน (อาจจะนับหมาไปด้วยก็ได้) เหล่าผู้คนที่มองไปยังอนาคตข้างหน้า มองย้อนดูอดีตและมองดูเพียงปัจจุบันขณะ และเอาเข้าจริง เหล่าตัวละครแวดล้อมต่างๆที่แหละที่ทำให้เราชอบหนังมากๆ

ดูจบกลับไปนั่งดูหนั้งสั้น Prelude อีกรอบก็พบว่ามันดีจังเลย ชอบๆ

15/01/17 – As the Gods Will (Takashi Miike/ Japan/ 2014) – 2/5

เริ่มเรื่องมาน่าสนใจดี ชอบที่หนังมันไม่เสียเวลามาอธิบายเหตุผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พอเรื่องเดินไปมากขึ้นด้วยวิธีการเล่นเกมตะลุยเป็นด่านๆ มันเลยเริ่มย้วยๆยืดๆแล้วก็จบแบบเอาทุกอย่างไปทิ้งไว้ที่ภาคต่อ อ้าวเชี่ย! ยังจะมีภาคสองอีกหรา!!!

ประเด็นสาระของมันก็น่าเบื่อและจืดชืด (ชีวิต, การคัดสรรค์ บลาๆๆ) การแก้เกมของตัวละครก็เหมือนใช้สูตรโกงที่แบบนึกจะฉลาดก็ฉลาดเสียอย่างนั้น (ใช้มือถืออัดเสียงนี่อะนะ) หรือจะง่ายก็ง่ายฉิบหอย (มึงหลุดออกจากจุดเกราะได้ยังไง?)  เอาจริงๆความน่าสนใจเดียวของหนังก็คือการเอาของเล่นโบราณของญี่ปุ่น(อาจรวมรัซเซียด้วย)มาทำเป็นเกมแค่นั้นแหละ

ไม่เคยอ่านมังงะแล้วก็ไม่ได้ดูหนังมิอิเกะในช่วงหลังมานานแล้วซึ่งพอมาได้ดูก็ได้แต่ถอนหายใจ

18/01/17 – La La Land (Damien Chazelle/ US/ 2016) – 5/5

ชอบเหลือเกินเพราะมันเป็นหนังที่ดีต่อใจจริงๆ ดูไปน้ำตาปริ่มไป ไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับหนังมานานมากแล้ว หนังที่มันปะทะกับอารมณ์ความรู้สึกเราได้อย่างรุงแรง (และก็จะเขียนแบบน้ำเน่าด้วย เตือนก่อน)

เอาจริงๆก่อนดูก็ปรามาสไว้เยอะเหมือนกัน มึงจะมา The Artist (2011) ไหม หรือจะ Singin’ in the Rain (1952) หรือไม่ก็ Limelight (1952) แต่สุดท้ายหนังก็รอดตัวพ้นไปได้อย่างงดงาม มันหลุดกรอบหนังเหล่านั้นไปหมดด้วยการที่มันยืนบนความเป็นจริงของปัจจุบัน กล่าวคือเอาขนบแบบเก่า วิถีแบบเก่า มาอยู่ในแวดล้อมแบบใหม่แล้วมองมนด้วยด้วยสายตาแบบใหม่ และมันก็ลงตัวมากจริงๆ

เอาจริงๆมันก็ไม่ยากอะไรที่จะรักหนังเพราะมันก็พูดถึงเรื่องพื้นฐานสามัญอันสากลของมนุษย์อย่าง ความฝัน-ความรัก ที่ถูกพูดกันมาจนเฝือ ขึ้นอยู่แค่ว่าจะโดนมาโดนน้อยในแต่ละบุคคล ซึ่งแน่นอนสำหรับเราคือตายสนิท มันทำลายยูโธเปียลงไปอย่างราบคาบแต่มันก็ยังสามารถคลี่คลายปมออกมาให้ไม่ช้ำเกินไปนัก คือยิ้มได้พร้อมกับน้ำตานั้นแหละ แบบนั้นเลย (รอยยิ้มของกอสลิ่งตอนท้ายนี่แม่งพิมพ์ลงใจแบบเอาไม่ออกจริงๆ)

ที่ชอบมากๆอีกอย่างคือการที่มันเป็นหนังคารวะหนังเพลง คารวะวีธีการทำหนังในอดีต หรือกับดนตรีแจ๊สที่เฟื่องฟูในอดีต แต่ยืนอยู่ในแวดล้อมปัจจุบันที่โรงหนังสเตนอโลนกำลังจะตาย เพลงแจ๊สแท้ๆกำลังจะหายไป แน่นอนในนามของคนรักการดูหนัง ซีนที่เห็นโรงหนังปิดตัว ซีนที่มีอาเลือกโรงหนังนั้นเป็นที่แสดงละครเดี่ยวของตัวเองเป็นซีนที่รุนแรงมาก

ไม่มีข้อกังขาใดๆกับกับทั้งกอสลิ่ง, สโตนและชาเซลล์ ยอมใจทุกกรณี

ปล. อันนี้ส่วนตัว ดูแล้วรักแฟนมากขึ้นอะ กร๊ากกกกกกก

22/01/17 – Song of the Exile (Ann Hui/ Hong Kong, Taiwan/ 1990) – 5/5

ไม่ค่อยได้ดูหนังของ แอน ฮุย เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องที่สองที่ได้ดูต่อจาก The Golden Era ซึ่งก็เฉยๆไม่ได้ชอบมาก แต่กลับเรื่องนี้นี่คือตายสนิทคาจอ

หนังเริ่มต้นที่ลอนดอนที่ๆจางม่านอี้เรียนจบและกำลังหางานทำเป็นนักข่าว เธอได้รับจดหมายจากแม่ให้กลับฮ่องกงเพื่อไปร่วมงานแต่งน้องสาว พอถึงฮ่องกงเราเริ่มพบว่าเธอไม่ค่อยถูกฉโลกกับแม่นัก หลังงานแต่งเธอทะเลาะกับแม่หนักจนแม่น้อยใจว่าจะไปอยู่ญี่ปุ่นที่ๆแม่เธอเคยไปอยู่ตอนที่เธอเรียนอยู่ในลอนดอน จบจากงานแต่ง ตัวน้องสาวเธอย้ายไปแคนาดากับสามี ส่วนจางม่านอี้ตามแม่ไปญี่ปุ่นเพื่อไปพบกับอดีตอันมากมายที่ค่อยๆพรุดพรายขึ้นมาของผู้เป็นแม่

โชคดีมากที่ดูแบบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังมาก่อนเลยทั้งสิ้น (และก็อยากให้คนที่อยากดูได้ดูแบบไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นเหมือนกัน) มันเลยทำให้การทวิสต์ต่างๆในหลายๆจุดของหนังมันรุนแรงและช๊อคได้ทุกครั้ง ซึ่งทุกการทวิสต์ก็นำพาหนังมันไปไกลขึ้นเรื่่อยๆด้วย ดีงามจริงๆ

หนังพูดถึงเรื่องครอบครัวและความเป็นอื่นในแง่ของพื้นที่และวัฒนธรรม น่าสนใจตรงที่มันคือหนังฮ่องกง มีถ่ายทำที่ฮ่องกง แต่ฮ่องกงในหนังกลับกลายเป็นส่วนเกิน เป็นเพียงพื้นที่ๆไว้หลบพักชั่วคราวของตัวละคร ตัวละครไม่ได้มีความ relate กับความฮ่องกงเท่าไหร่เลย นางเอกเติบโตในมาเก๊าแล้วแวะฮ่องกงเพื่อที่จะถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษ ตัวแม่เป็นญี่ปุ่นที่ไปอยุ่มาเก๊าแล้วมาอยู่ฮ่องกงช่วงนึงก่อนกลับไปญี่ปุ่น ส่วนน้องนางเอกก็อยู่ฮ่องกงแต่ก็ย้ายถิ่นไปแคนาดากับสามี

จางม่านอี๋และผู้แสดงเป็นแม่ Tan Lang Jachi Tian ดีงามมาก แต่จะเสียดายอยู่หน่อยที่ไฟล์ที่ดูภาพเน่ามากเลยอะ

23/01/17 – Arrival (Denis Villeneuve/ US/ 2016) – 3.5/5

 ตรงๆเลยคือเซอร์ไพร์สมาก ไม่คิดว่าวิลเลเนิร์ฟจะทำออกมาแบบนี้ ไม่คิดว่าการเอาเอเลี่ยนเข้ามาในหนังที่นอกเหนือจากการพูดถึงวิธีและแนวคิดของการสื่อสารผ่านภาษาแล้ว ยังเอามารองรับแค่ความหวานและแง่งามของชีวิตแบบนี้ 555

ส่่วนตัวไม่ได้หืออืออะไรกับเรื่องภาษาเลย จุดนี้ไม่อินส่วนตัว เรื่องการทวิสต์ของนางเอกก็เฉยๆ แต่เราชอบเรื่อง “การสื่อสาร” ของตัวเธอกับคนรอบข้างและกับเอเลี่ยนปลาหมึกด้วยแนวคิดว่าความล้มเหลวทางการสื่อสารอาจไม่ได้เกิดขึ้นผ่านภาษาใดๆ

กล่าวโดยสรุป ส่วนตัวไม่ถึงกับชอบมาก แต่ก็ไม่ได้เกลียดและก็ไม่ถึงกับรักเหมือนหนังเรื่องก่อนๆของวิลเลเนิร์ฟ นี่น่าจะเป็นหนังของวิลเลเนิร์ฟที่เราชอบน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม วิธีการที่เล่าเรื่องและ approach ของมันมีก็ขั้นเชิงและสุนทรียะมากกว่า Interstellar จริงๆแหละ หนังที่เราอดไม่ได้ที่ต้องเอามาเทียบกันตลอดเวลาที่ดู

23/01/17 – The Red Turtle (Michaël Dudok de Wit/ Japan, France, Belgium/ 2016) – 3.5/5

แม้จะได้ผู้กำกับเป็นชาวต่างชาติ แต่หนังจิบลิเรื่องนี้ก็ยังคงมีความเป็นจิบลิอยู่เต็มเปี่ยมด้วยการพูดถึงมนุษย์กับธรรมชาติ ด้วยเรื่องราวของชายหนุ่มเรือแตกติดเกาะที่มักโดนเต่าสีแดงตัวใหญ่ทำลายเรือไม้ไผ่ในทุกครั้งที่เขาต้องการออกเรือหนีออกจากเกาะ ก่อนที่ความประหลาดของเต่าแดงจะเกิดขึ้นจนต่อยอดไปเรื่องความผูกพัน ที่ซึ่งทั้งหมดอาจเป็นเพียงจินตภาพของชายติดเกาะผู้โดดเดี๋ยว

ความโดดเด่นหนึ่งของหนังคือความเรียบง่าย ความมินิมอลอย่างที่สุดของมัน หนังไร้สิ้นซึ่งเสียงการสนทนา มีเพียงเสียงคลื่น เสียงฝน เสียงลมหรือกับเสียงตะโกนสั้นๆ ผ่านการเล่าเรื่องแบบตำนานที่ถูกถ่ายทอดดั่งบทกวี บทกวีอันแสนเรียบง่ายของแง่งามของมนุษย์และความฝัน ของธรรมชาติและวิถีของมัน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็อยู่ในฝั่งที่ไม่ได้ชอบหนังมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลของจริตส่วนตัวนั้นแหละที่มักไม่ค่อยเข้ารอยกับหนังสวยๆแบบนี้ จริงๆหนังมันมองไปในแง่ของความเจ็บป่วยของความโดดเดียวได้แต่เราไม่ได้ถูกหนังมันเดินไปในแง่นั้นเลย สุดท้ายเลยจบลงที่โอเคกับหนังเพียงแต่ไม่ได้ชอบมากเท่าที่ควร

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ยังคงเชียร์อย่างสุดชีวิตให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันในโรง เพราะทุกองค์ประกอบของมันเหมาะสมที่สุดแล้วกับการดูในโรงใหญ่ มันมีภาพที่สวยสดงดงาม มีการใช้สี-แสงอย่างสมบูรณ์แบบจนน่าตะลึง มั่นใจว่าการได้ไหลเอื่อยไปกับเรื่องเล่างามๆบนภาพวาดสวยๆนี้สามารถจัดเป็นประสบการณ์การดูหนังอันน่าจดจำได้อย่างแน่นอน (หนังจะมีฉายอีกรอบในวันนี้ 24 ม.ค. 20.50น. ในงานเวิร์ลฟิล์มที่ CTW และจะเข้าฉายปกติต่อไป)

ปล.   ชอบภาพเกรนแตกๆในฉากกลางคืนมากๆ และซีนอุทกภัยก็เล่นเอาลืมหายใจได้เลย

24/01/17 – Dragon Inn (King Hu/ Taiwan/ 1967) – 4/5

ส่วนตัวแล้วเราไม่ใช่แฟนหนังกำลังภายใน แต่พอรู้ว่าเรื่องนี้รีสโตร์ภาพมาใหม่และฉายแบบจอใหญ่ๆเลยอยากลอง กอปรกับการได้ยินเสียงล่ำลือถึงความสำคัญของมันที่ว่าเป็นต้นทางของหนังกลุ่ม Wuxia ในยุคหลังๆ เลยยิ่งอยากดู

แรกสุดที่ต้องชมคือการรีสโตร์ใหม่ที่ภาพนิ้งมาก สวยและคมจริงๆ แถมหนังมันมีภาพกว้างๆ แลนด์สเคปอลังกาลเต็มไปหมด พอได้ภาพสวยๆมันเลยยิ่งถีบความอลังกาลนั้นสูงขึ้นไปอีก ขนาดถ่ายในโรงเตี๋ยมมังกรยังอลังกาลเลย จุดนี้ชอบมากๆ

และด้วยความที่เราคุ้นเคยกับหนังกำลังภายในในยุคหลังๆมากกว่า พอดูเรื่องนี้เลยพบเห็นความคุ้นเคยเต็มไปหมด คือแม้มันจะดูแข็งกระด้างไปบ้างตามยุคสมัยแต่ความครีเอตของมันกินขาดไปหมด มีทั้งที่ทำให้รู้สึกว้าวและตลก เหล่าซีนแอ็คชั่นดวลดาบก็มาแบบดิบๆแล้วก็ใช้การเคลื่อนกล้องและตัดต่อช่วย

ชอบซีนจอมยุทธพเนจรมาโรงแรมในช่วงแรกมากกกกกกกกกกกกก ทั้งสนุกและลุ้นตาม

อันนี้เป็นเกร็ดของหนังเรื่องนี้โดยอาจารย์แป๊ป ชาญชนะ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1703628426329774&set=a.1660049124021038.1073741859.100000479003495&type=3&theater

25/01/17 – Tickled (David Farrier, Dylan Reeve/ New Zealand/ 2016) – 4.5/5

– มันคือหนังสารคดีอันว่าด้วยนักข่าวที่ชอบทำข่าวแปลกๆ ที่วันนึงได้ไปพบกับข่าวการแข่งขัน “ความอดทนต่อการจักกะจี้” ที่ความน่าสนใจไม่ได้เพียงแต่การแข่งขันแสนตลกบ้าบอ แต่คือการที่ผู้จัดยอมควักตังค์ค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรมรวมถึงพ๊อตเก็จมันนี่ให้ด้วย แถมรับแต่ผู้ชายล้วน อีตานักข่าวเลยรีบเมล์ติดต่อไปขอถ่ายทอดเรื่องราว แต่ผลที่ได้รับกลับคืออีเมล์ด่ากลับแรงๆ รวมไปถึงการข่มขู่ทางกฏหมาย แต่สิ่งที่อีตานักข่าวนี่ทำกลับคือการสืบสวนจนไปเห็นถึงเบื้องหลังของกระบวนทั้งมวล

– สุดขีดมาก ใครจะคิดว่าเรื่องบ้าๆจะกลายเป็นเรื่องซีเรียสจริงจังได้ขนาดเน้!!! จากเรื่องเล็กๆในหน้าคอมฯ กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ

– เป็นครั้งแรกที่เราได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเหล่า fetish การจักกะจี้ รู้สึกเปิดโลกมากเลย

– ชอบการที่หนังมันค่อยเพิ่มสเกลความใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จากภาพการแข่งทนจักกะจี้จนไปสู่เรื่องราวการทำลายล้างบุคคลและการข่มขู่ระดับประเทศ ก่อนพาผู้ชมผ่อนลงมาให้เห็นอีกด้านของตัวเรื่องแล้วปล่อยให้คนดูตัดสินกันเอาเอง

– ยอมใจตัว ผกก จริงๆที่บ้าเลือดดีเดือดมากๆ ประหนึ่งไมเคิล มัวร์แห่งนิวซีแลนด์ ใจเด็ดลุยดะอย่างเดียว มีซีนนึงที่ดีมากคือซีนติดตามตัวเจ้าของเรื่องที่คนในรถหายใจกันแรงและดังมากอันบ่งบอกถึงความกลัวนั้นแหละแต่ก็ยังลุยต่อ กราบใจๆ ซึ่งก็ต้องยกผลดีงามให้กับความเป็นประเทศเสรีและการมีกฏหมายที่แข็งแรงด้วยแหละ ที่ทำให้คนมีแนวคิดแบบนี้ได้

26/01/17 – New Dragon Inn (Raymond Lee/ HK/ 1992) – 5/5

ทำตามคำแนะนำของอาจารย์แป๊ปที่ว่าควรดูเรื่องนี้กับ Flying Swords Of Dragon Gate (2011) ต่อหลังจากที่ได้ดู Dragon Inn (1967) ต้นฉบับไปเมื่อเร็วๆนี้ที่เวิร์ลฟิล์ม

แล้วก็พบว่าชอบหนังแบบสุดๆๆๆๆ มันสุดขีดมากกกกกก เป็นการต่อยอดจากหนังฉบับเดิมได้แบบดีงามจริงๆ ทั้งมันส์ ทั้งสนุกและตราตรึง

เราพบว่านี่แหละหนังกังฟูที่เราชอบ ที่เราคุ้นเคย แม้ไม่ได้ถึงกับเป็นแฟนหนังแนวนี้แต่ก็เรียกได้ว่าโตมากับมันมาบ้าง แอ็คชั่นคิวบู๊ที่รวดเร็ว ตัดภาพกับฉึบฉับ ท่วงท่าสวยสดงดงาม ลอยตัวเหินอากาศกันด้วยสลิงแบบนี้แหละที่ใช่มากๆ

แล้วก็ชอบมากที่หนังมันใช้เส้นเรื่องเดิมจากต้นฉบับ แต่ปรับบท ปรับตัวละครและเหตุการณ์บางอย่างให้ต่างออกไปจากต้นฉบับ เก็บแก่นของต้นฉบับที่พูดถึงเหล่าจอมยุทธผู้ช่วยอารักขาลูกของรัฐมนตรีจากขันทีชั่วเอาไว้ แล้วเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเช่น เจ้าของโรงแรมจากชายก็ให้เปลี่ยนเป็นจอมยุทธหญิง(รับบทโดยจางม่านอวี้) ให้จอมยุทธพเนจรกับจอมยุทธหญิงในต้นฉบับมาเป็นคู่ที่มีความหลังกันจางๆ(รับบทโดยเหลียงเจียฮุยที่หล่อสัดๆและหลินชิงเสียที่สวยสุดๆ) อันเป็นการเพิ่มมิติของเพศหญิงให้น่าสนใจมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งรายละเอียดเล็กๆอันเป็นภาพจำของต้นฉบับไว้อย่างการดันดาบด้วยเหยือกเหล้าที่พ้องกับซีนดันธนูในต้นฉบับ หรือกับวรยุทธกำลังภายในของตัวขันทีเอง

ซีนต่อสู้แบบกลุ่มช่วงท้ายกลางทะเลทรายที่ฝุ่นตลบนี่สนุกตื่นเต้นจนลืมหายใจ แต่หากให้เลือกซีนที่ชอบที่สุด คงหนีไม่พ้นซีนต่อสู้ระหว่างจางม่านอวี้กับหลินชิงเสียในห้องน้ำที่ทั้งเซ็กซี่และงดงามจนขอยกให้ติดหนึ่งในซีนแห่งปีไปเลย

16195614_723017991182614_5779288429943573688_n27/01/17 – Railway Sleepers (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์/ ไทย/ 2016) – 5/5

เมื่อราวสองปีที่แล้ว เรานั่งรถไฟฟรีจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ด้วยเวลา 15ชั่วโมง การดูหนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดไปถึงช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาแสนทรมานอันยาวนาน แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงเราได้จนถึงปลายทางที่นอกจากการนอนหลับแล้วก็คือการดูความเป็นไปต่างๆนาๆ ดูผู้คน ดูวิวนอกหน้าต่าง ดูความแตกต่างของแต่ละสถานีที่รถไฟวิ่งผ่านด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมหัศจรรย์

ความมหัศจรรย์ที่ว่าคือการจับโมเม้นต์ต่างๆในรถไฟเหล่านั้นให้มันส่องแสงออกมาอย่างเต็มไปด้วยมีชีวิตชีวา เราเห็นเด็กฟันหลุด เด็กเล่นกับแสงอาทิตย์ กระเทยเด็กเม๊าส์มอย หนุ่มครวนเพลงเสกโลโซ ปัญหาเรื่องที่นั่ง พ่อค้าแม่ค้าขึ้นมาจำหน่ายของกินหรือแม้แต่ขอทานที่ต้องคอยแอบหลบพนักงานรถไฟ ไม่แปลกใจเลยจริงๆว่าเหตุใดหนังใช้เวลาถ่ายทำถึง 8ปี เพราะการจับโมเม้นต์เหล่านั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันเลยเป็นหนังที่เหมือนนำพาเรานั่งรถไฟไทยไปด้วยกัน (แต่ทรมานน้อยกว่าแน่นอน ฮา)

เราพบว่ากราฟความชอบของหนังเป็นรูปตัว N กล่าวคือเราชอบช่วงรถไฟชั้นสาม(ด้วยเหตุผลตามย่อหน้าด้านบน)กับช่วงท้ายที่เป็นการพูดคุยกันของตัวละครมากๆ ด้วยความที่หนังมันดูเรียล ดูจริงมาตลอดเรื่องก่อนพลิกกลายเป็นความเซอร์เรียลในช่วงนี้ที่มันค่อยๆทำให้ภาพการเมืองเรื่องรถไฟในประเทศไทยมันชัดขึ้น จากที่มัวแต่เพลินกับภาพเราก็ถูกดึงกลับมามองความเป็นจริง ก่อนที่หนังจะจบแบบค้างเติ้งไว้อย่างนั้นแต่สมองเราแล่นภาพ flashback ของเรื่องแบบย้อนกลับหลังไปอีกรอบดั่งการนั่งรถไฟซ้ำรอยเดิม

ติดท๊อปหนังไทยปีนี้แน่นอน รอหนังเข้าฉายจริงจะไปดูอีกรอบ พาแฟนไปดูด้วยเพื่อคนึงถึงช่วงเวลาเมื่อสองปีก่อน

27/01/17 – Flying Swords Of Dragon Gate (Tsui Hark/ HK, China/ 2011) – 2/5

จบแบบตกม้าตายกลางทะเลทรายจริงๆ จากพีคๆใน Dragon Inn (1967) ต้นฉบับ กับ New Dragon Inn (1992) ภาคดัดแปลงที่สนุกสัดๆ มาภาคนี้กลับเฟลไปหมดเลย

คือจะมองถึงการพัฒนาต่อยอดของหนังกำลังภายในในหนังชุดนี้ตามเครื่องมือที่มีในแต่ละยุคมันก็น่าสนใจอยู่แหละ ใช้ซีจีแทนสลิงแล้วกล้องก็ไม่ต้องสวิงสวายอีกแล้ว แต่มันจะไม่โอเคหากตัวเรื่องมันไม่ได้ ภาคนี้เหมือนจะเป็นภาคต่อของปี 1992 ที่ตัวละครของพระ-นางกลับมาพบกันอีกครั้ง(แต่เปลี่ยนนักแสดง) ในเรื่องที่สเกลใหญ่ขึ้น มีตัวละครมากขึ้นและแอ็คชั่นที่เว่อร์วังยิ่งขึ้น แต่กลับแห้งแล้งและขาดสเน่ห์อย่างที่สุด

กุ้ยหลุนเหม่ มาทำอะไรในหนังเรื่องนี้ หนูไม่เข้าใจๆ

mv5boduyowuxngutodi0ns00mgviltk1mwitnge0odzhmjqwnte3l2ltywdll2ltywdlxkeyxkfqcgdeqxvymtcxntyymjm-_v1_28/01/17 – Wastelands (Miriam Heard/ Chile, France, UK/ 2016) – 2/5

พอหนังจบเดินออกจากโรงเจอมิตรสหาย มองหน้ากันซักพักก็หัวเราะกันลั่นเลย 555

หนังลำไย๊ลำไย ยิ่งพอมันพยายามใส่ดราม่าเรื่องการเมืองเข้าไป การเมืองอันว่าด้วยททหารรับจ้างที่ไปช่วยอเมริการบที่อิรัก แทนที่จะเป็นการช่วยพยุงให้หนังมันดีขึ้นแต่ดันกลับทำให้ดูลำไยมากกว่าเดิม

แล้ววิธีการเล่าก็แบบ…อย่างที่มิตรสหายว่า คนดูๆผ่านไป 10 นาทีก็รู้แล้วว่าจะเป็อย่างไรต่อ มีแต่ตัวละครเท่านั้นแหละที่ยังไม่รู้

28/01/17 – Fundamentally Happy (Tan Bee Thiam, Lei Yuan Bin/ Singapore, Malaysia, Thailand, HK/ 2015) – 3/5

จริงๆชอบประเด็นของมันมากๆนะ เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและศาสนา อันเป็นพล๊อตที่เราว่าเหมาะกับสิงคโปร์มากๆ หนังถ่ายทำกันในสถานที่เดียวแถมได้คริสโตเฟอร์ ดอยล์มาถ่ายภาพให้ด้วย

แต่ปัญหาคือการที่มันถูกแยกเป็นองค์ออกจากกันชัดเจนแล้วการเชื่อมองค์มันก็เป็นแบบข้ามกระโดด ทำให้เราต่ออารมณ์และตามตัวละครไม่ติด จากช่วงแรกที่ดันประเด็นไปสูงขึ้น องค์ต่อมาก็กลับดร๊อปมันลงมาแรงๆซะงั้น

จาก q&a ผกก ว่าหนังทำมาจากบทละครเวที ซึ่งพอกลับมาคิดก็ว่ามันเหมือนละครเวทีมากกว่าจริงๆ ไม่ค่อยเหมือนหนัง

29/01/17 – The High Pressures (Ángel Santos/ Spain/ 2014) – 3.5/5

เรื่องราวนกๆของชายหนุ่มที่กลับมาบ้านเกิดเพื่อค้นหาโลเคชั่นสำหรับหนัง กลับไปพบกับโรงงานเซรามิคร้างที่เคยรุ่งเรืองในอดีต พบกับแฟนเก่าที่มีผัวใหม่ น้องของแฟนเก่าที่่โดนเพื่อนโฉบไปแดก ความนกก่อเกิดความเครียดและอาจร้าวรานใจที่สุด

หนังมีโมเม้นต์ดีๆที่เราชอบเยอะแยะมากมายที่เราก็ชอบมาก อย่างซีนละครหุ่นอันว่าด้วยเรื่องนกๆ แต่โดยภาพรวมแล้วรู้สึกรำคาญความช้าของทั้งตัวละครและตัวหนัง คือชีวิตมึงมีเทมโป้บ้างก็ได้นะ

29/01/17 – The Black Hen (Min Bahadur Bham/ Napel/ 2015) – 4/5

ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับหนังประเทศนี้เท่าไหร่ หนังที่เคยดูก็มักเป็นหนังเล็กๆ ถ่ายง่ายๆ ประเด็นไม่ใหญ่ แต่ในเรื่องนี้กลับกลายเป็นตรงกันข้ามเลย ทึ่งมากว่านี่คือหนังเนปาลที่เพียบพร้อมไปหมด ทั้งเรื่องโปรดักซ์ชั่น งานภาพอลังกาล การแสดงดีๆและตัวเรื่องที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจคนดูได้ไม่ยากซึ่งมันก็เหมาะควรแล้วที่ถูกส่งชิงออสการ์

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กในสองวรรณะที่เป็นเพื่อนกันช่วยกันตามหาไก่ การกระทำแบบเด็กๆในโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยการเมืองและสภาพสังคม หนังดูง่าย สนุก น่ารักโดยเฉพาะตัวนักแสดงเด็ก บทจะชวนช๊อคก็ทำได้ถึง

แต่จะติดอยู่หน่อยก็ตรงที่มันตรงไปตรงมาในทางการเมืองมากๆ คือเลือกฝ่ายชัดเจนทั้งๆที่ปัญหาเรื่องการกดขี่ของสภาพสังคมกลับไม่ถูกโบวด์ให้เข้มขึ้นมาเลย

29/01/17 – Mushroom (Oscar Ruiz Navia/ Colombia/ 2014) – 4.5/5

รู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป จากตอนแรกหลังดูจบที่ค่อยไปทางเฉยๆ

เรื่องของวัยรุ่นที่เชื่อว่าการใช้ฝีมือทางกราฟฟิตี้ของตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้หลังจากได้เห็นคลิปอาหรับสปริง ส่วนที่มันดีและมันฝังจำเข้าไปในหัวคือการที่หนังมันไม่ตัดสิน ไม่คลี่คลายใดๆ แม้ชีวิตของตัวละครจะค่อยๆดิ่งลงยังไงแต่พวกมันก็ยังคงไม่รู้ตัว ยังคงเชื่อในการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยกราฟิตี้ต่อไปทั้งๆที่เราคนดูเริ่มโอนเอียงไปเป็นอีกแบบแล้ว

แถมหนังยังมี conflict ในเรื่องของประสบการณ์ของช่วงวัยใน 3 รุ่น กล่าวคือคนรุ่นยายที่ปลงตกกับชีวิตแล้ว คุณรุ่นแม่ที่หมดหวังแล้วเข้าหาศาสนาและคนรุ่นใหม่ที่ยังคงมีไฟอยู่ เป็นภาพสะท้อนสภาพสังคมได้รุนแรงดี

29/01/17 – Staying Vertical (Alain Guiraudie/ France/ 2016) – 4.5/5

ชอบนิยามของหนังเรื่องนี้จากพี่จิตรที่ว่า “ค..ยังคงยืนโด่เด่โดยท้าทาย” ที่ล้อกับวลีหนึ่งจากเพลงของ จิตร ภูมิศักดิ์ มากๆ รู้สึกว่าใช้จริงๆ

นี่น่าจะเป็นหนังที่เหวอที่สุดในเวิร์ลฟิล์มปีนี้แล้วล่ะ หนึ่งคือมันไม่สามารถเล่าเรื่องใดๆได้เลย สองคือไม่สามารถคาดเดาใดๆได้เลยด้วย ดูไปซักพักก็เริ่มปล่อยว่าง เริ่มตามใจหนัง มึงอยากทำอะไรมึงก็ทำไปเลย คือกูยอมแล้ว แต่ผมที่ได้คือความสนุก หลุดโลกพร้อมกับรสชาติอันแสนวิปลาส

จุดหนึ่งที่พอจะจับเอาเป็นแกนได้บ้างก็คือการที่หนังตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนเราดำเนินการตามความรู้สึกและความต้องการของตัวเองในทุกๆอย่าง” ผลที่ได้ก็คงฉิบหายแบบนี้แหละ 555

เรายังไม่เคยดูหนัง ผกก คนนี้มาก่อน Stranger by the Lake (2013) หนังเรื่องที่แล้วก็พลาดไป แต่คงหามาดูเร็วๆนี้

16265517_1322236791147883_357764908917625877_n30/01/17 – 5 To 9 (Tay Bee Pin, Vincent Du, Daisuke Miyazaki, Rasiguet Sookkarn/ China, Singapore, Japan, Thailand/ 2016) – 3/5

เรื่องสั้น 4 เรื่อง ใน 4ประเทศ ในช่วงเวลาหลังเลิกงานคือ 5โมงเย็นจนถึง 9โมงเช้า

ตอนจีนมันสวยหวานไปหน่อย ดูแล้วก็คิดถึงหนังสารคดี Wheat Harvest (2008) ที่เป็นคนละด้านกับในหนังตอนนี้เลย

ตอนสิงคโปร์น่าจะเป็นตอนที่เราชอบที่สุด เรียบง่ายดีอันพูดถึงเรื่องผู้อพยพและการเมืองในประเทศเล็กๆ

ตอนของญี่ปุ่นนี่ชอบเรื่องพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับรัซเซียเพราะว่าไม่ค่อยได้เห็นในหนัง กอปรกับนอสทาเจียกับโรงฉายหนังโป๊ แต่เรื่องโดยรวมไม่ค่อยนำพาเราไปไหนเท่าไหร่

ส่วนตอนของไทย สำหรับเราๆรู้สึกว่ามันเล่นท่ายากไปหน่อย จริงๆก็ชอบนะในการยั่วล้อกันระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง วิทย์ยาศาสตร์กับเรื่องของความรุ้สึก ภาพยนตร์กับเบื้องหลัง แต่มันยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ แต่ชอบศจีจังเลย

ปล. ดูจบอยากขอใส่ Klose ของน้องแพรเข้าไปด้วยจริงๆ 555

30/01/17 – The Cat in the Closet (Ying-Ting Tseng/ Taiwan/ 2016) – 1/5

การให้อาหารแมวจรจัดไม่ควรถูกทำให้มันกลายเป็นเรื่องโรแมนติก การเอาอกเอาใจแบบผิดๆต่อผู้ป่วยทางจิตเภทไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การยอมเลี้ยวแมวทั้งๆที่ตัวเองแพ้ขนแมวไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การสงสารแต่ไม่คิดจะรับแบบนี้ไม่ควรจะถูกทำให้โรแมนติก

ดูแล้วหงุดหงิดตลอดเวลา แมวมันน่ารักแหละ แต่อีตัวแม่นั้นแหละที่ไม่น่ารัก ถุ้าเราเป็นเพื่อนบ้านเราก็คงทำแบบที่ชายแก่หัวล้านคนนั้นทำ

มันผิด มันผิด มันผิด หนังจบมึงยังฉายแสงสว่างความอบอุ่นสดใส ทั้งๆที่มันผิด มันผิด มันผิด

30/01/17 – Diamond Island (Davy Chou/ Cambodia, France, Germany, Qatar, Thailand/ 2016) – 5/5

ขอลัดคิวหนังเรื่องอื่นๆเพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก่อนเลยด้วยความที่ชอบหนังมากกกกกกกกกกกกกกก

Diamond Island เล่าเรื่องราวของหนุ่มต่างจังหวัดผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในกรุงพนมเปญบนเกาะตามชื่อเรื่อง แล้วในคืนหนึ่งเขาได้พบเจอกับพี่ชายแท้ๆที่หนีหายออกจากบ้านไปเมื่อ 5 ปีก่อน พี่ชายที่ตอนนี้กลายเป็นวัยรุ่นมีสตางค์ อยู่ในมวลหมู่เพื่อนๆที่มีสตางค์โดยมีคนอุปภัมภ์ช่วยเหลือปริศนาจากอเมริกา พี่ชายที่พยายามช่วยเหลือน้องชายของตัวเองเท่าที่จะทำได้เพื่อการหล่อเลี้ยงความฝันและสร้างโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

เราสนใจหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวแรกๆของมัน ด้วยความที่เคยไปเยือนเกาะแห่งนี้มาครั้งหนึ่งและเราชอบมากเป็นการส่วนตัว มันเป็นสถานที่ๆให้ความรู้สึกประหลาดและสุดขั้วอย่างที่สุด ด้านหนึ่งของมันคือการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างยิ่งใหญ่หรูหรามากมาย มีคาสิโน มีโรงละคร มีสตูดิโอหรือแม้แต่คอนเวนชั่นฮอลล์ แต่อีกฝากมันก็มีร้านรวงเล็กๆ สนามเด็กเล่นที่มีเครื่องเล่นอย่างงานวัด มีสนามฟุตซอลง่ายๆ รวมไปถึงลานกว้างที่จะเต็มไปด้วยหนุ่มสาวมานั่งพูดคุย พลอดรักด้วยแสงไฟจากเครื่องเล่นต่างๆที่เต็มไปด้วยสีสันในยามค่ำคืน และที่สุดขั้วมากที่สุดคือเพียงแต่เราข้ามออกมาจากเกาะ เราก็จะพบกับความเงียบ กันดานและสวนสนุกร้างที่ถูกปิดไปแล้วเพียงการเดินไม่กี่ก้าว

ดังนั้นแล้วสำหรับเราเกาะนี้มันเลยเป็นทั้งความแปลกแยก แปลกประหลาด พอๆกับที่มันเป็นโอกาสของเหล่าผู้คนที่ไม่ใช่แค่เพียงเหล่าผู้ลงทุนในอภิมหาโปรเจกค์ต่างๆบนเกาะ แต่มันหมายรวมถึงการงานของคนในประเทศเองด้วย ซึ่งในมิติหลังที่แหละที่ Diamond Island มันถูกนำมาพูดถึง ความพิเศษของหนังเรื่องนี้มันก็อยู่ตรงนี้แหละ หนังมันพูดถึงเรื่องอันสามัญอันว่าด้วยการมีชีวิตที่ดีขึ้น การเดินตามความฝัน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรักและมิตรภาพ โดยมีเรื่องของโอกาสและชนชั้นมาเป็นตัวแปรหลักสำคัญ ด้วยเบื้องหน้าที่เป็นภาพฟุ้งฝันของเสื้อสีสันสดใส ของเพลงคาราโอเกะหวานๆ ของเกาะที่เต็มไปด้วยแสงสีเรืองรอง ของความเชื่อว่าหิมะเคยตกที่พนมเปญ

หนังค่อยๆนำพาคนดูเดินทะลุผ่านความฝุ้งฝันเหล่านั้น ตรงลึกไปจบพบกับทั้งความดำมืดและเงียบงัน จนการหันหลังมองกลับไปแทบจะมองไม่เห็นแสงไฟเหล่านั้นอีกแล้ว ประกายในแววตาพร่าเลือน ซีนการกลับมาเกาะอีกครั้งของตัวละครคือบทสรุปอันเจ็บปวดที่สุด เพราะในที่สุดแล้วการมีชีวิตที่ดีกลับกลายเป็นคนละเรื่องกับความฝันและโอกาสก็ไม่ใช่เรื่องของคนทุกคน ฉากคาราโอเกะปิดท้ายหนังทำเอาเราน้ำตาไหล

ปล. นี่น่าจะเป็นหนังกัมพูชาอันสำคัญเรื่องหนึ่งในแง่ของการบุกเบิกหนังกัมพูชายุคใหม่ หนังกัมพูชาที่หลุดกรอบจากเรื่องเขมรแดงไปเสียที ที่เรามักได้เห็นบ่อยๆในหนังของ Rithy Panh

ดูรอบสอง

พอรู้เรื่องหมดแล้วเวลาเจอซีนอะไรที่มันจะนำพาไปสู่ความรู้สึกเศร้าๆในช่วงท้ายแล้วน้ำตาซึมทุกที

รอบนี้รู้สึกถึงการจองจำของตัวเกาะเพชรต่อเหล่าคนงาน ซีนขอให้จอดบนสะพานนี่น้ำตาร่วงเลย รู้สึกว่ามันละเอียดดี

30/01/17 – American Honey (Andrea Arnold/ UK, US/ 2016) – 4/5

หนังยาวเกือบสามชั่วโมง แต่ไม่น่าเบื่อเลย เพลิดเพลินมาก ภาพสวย เพลงเพราะ

มันว่าการดิ้นของสาวน้อยที่พยายามถีบตัวเองออกจากชีวิตเหี้ยๆโดยไปเป็นเซลล์ขายนิตยสารตามบ้านที่ต้องเดินทางข้ามรัฐกันตลอดเวลา คลอเคลียไปกับอาการแอบรักแอบหลงหัวหน้าทีม

สิ่งที่ดีงามมากๆของมันคือการที่หนังมันแสดงตัวเองเป็นหนังหวานๆ สีหวานๆ ใชัอัตราส่วนภาพที่เกือบจะจตุรัสที่อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเหล่าภาพถ่ายสีอิ่มๆในอินสตาแกรม มาเคลือบในแก่นที่มันพูดถึงการดิ้นรน ความฝัน การปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับผู้คนและสิ่งต่างๆรอบข้างที่เปลี่ยนไปในแต่ละที่ เรียนรู้การแสร้งทำหรือการแสดงออกเพื่อความอยู่รอดของชีวิตพร้อมๆไปกับการเติบโตภายในตัวเอง จนกลายเป็นหนัง bitter-sweet ที่ลงตัวดี

ส่วนตัวคิดว่าหากรู้บริบทในแต่ละรัฐของอเมริกามาบ้างน่าจะดูหนังได้สนุกขึ้น อย่างไรก็ตามในหนังของอาร์โนล เรายังชอบ Fish Tank มากกว่าหน่อย

31/01/17 – Kebab & Horoscope (Grzegorza Jaroszuka/ Poland/ 2014) – 3/5

ตลกหน้าตายสไตร์ รอย แอนเดอร์สัน เอาจริงๆหนังมันเปิดเรื่องมาได้น่าสนใจมากๆเลยนะในซีนร้านขายเคบับที่พนักงานมันลาออกแล้วนั่งคุยกับลูกค้าก่อนพบว่าอีลูกค้าคือคนเขียนเรื่องดวงในนิตยสารสัตว์ที่อีตาพนักงานอ่านและเชื่อตามว่าให้ลาออกจากงานซะ 555

จากนั้นทั้งคู่เลยกลายเป็นคู่หูไปเป็นที่ปรึกษาด้านการขายให้กับบริษัทขายพรมอันประกอบไปด้วยเจ้าของร้านที่ยกเหล็กตลอดเวลาและเลี้ยงปลาทอง 5 ตัวตามความเชื่อแปลกๆ พนักงานบัญชีที่รับคนเกาหลีที่ตั้งใจจะมาฆ่าตัวตายในโปแลนด์ พนังงานขายหญิงหน้าตายกับแม่พี่ที่พยายามตามหาแฟนเก่า พนังงานขายชายกับเมียบ้าฟุตบอลและลุงทำความสะอาดที่ชอบกินน้ำตาล

แล้วหนังมันก็เดินแบบหน้าตายๆไปเรื่อยๆ สลับกันไประหว่างชีวิตบ๊องๆของแต่ละตัวละครกับอีวิธีการอบรมแปลกๆในการพัฒนาการขายพรม น่าเสียดายที่มันเป็นแบบนี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ช่วงท้ายๆมันเลยเริ่มเบื่อ

31/01/17 – Apaporis: In Search of One River (José Antonio Dorado/ Colombia, US/ 2010) – 3.5/5

สารคดีที่นำพาคนดูเข้าไปสำรวจชีวิตของชนเผ่าต่างๆในอเมซอน ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อการบันทึกภาษา ความรู้โบราณและวัฒนธรรมที่กำลังค่อยๆสูญหายไป โดยการไปตามรอยนักพฤษศาสตร์ Richard Evan Schultes ผู้เขียนไดอารี่อันเป็นต้นธารของหนัง Embrace of the Serpent (2015)

หนังดำเนินตามจุดประสงค์ของตัวเองได้สมบูรณ์ นั้นคือการการบันทึกสิ่งที่กำลังจะหายไปเหมือนๆกันสิ่งที่ริชาร์ตทำ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์

ฉากเด็ดของหนังคือการฉากสุดท้ายในการแสดงภาพการชุบนกที่ถูกยิงลูกดอกให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

31/01/17 – Dirty Romance (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2015) – 3/5

จากผู้กำกับ Barbies ที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน ปีนี้หนังของเขากลับมาฉายในเทศกาลอีกครั้ง แน่นอนหนังของเขาไม่เคยธรรมดา

เรื่องคือพี่ชายนักเรียนจนๆที่อยู่ลำพังกับน้องสาวที่เป็นง่อย มีเพื่อนชายหน้าตาดีที่มีแม่เป็นบ้า แล้วอีตัวเพื่อนดันติดหนี้ตัวพี่ชายอยู่ พี่ชายเลยให้ขัดดอกด้วยการให้ไปเอากับน้องสาวง่อยเพราะเธอชอบอีเพื่อนพี่ชายคนนี้ ในอีกด้านก็มีชายหนุ่มเอ๋อๆที่แอบชอบอีตัวน้องสาวง่อยอยู่ แล้วเรื่องก็ค่อยๆมาฉิบหายขึ้นเรื่อยๆเมื่อพี่ชายของอีเพื่อนปรากฏตัว

เอาจริงๆคือประหลาดใจนิดหน่อยที่หนังที่ดูจะเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เมื่อดูไปเรื่อยๆกลับค่อยๆหวานขึ้นไปซะงั้น แถมหวานไปถึงขนาดขัดเงาให้มันวาวกันเลย แบบตั้งใจด้วยเพราะตอน Q&A ผกก บอกว่าเขาทำหนังแฮปปี้เอนดิ้ง 555 (แต่มองอีกแง่ก็รู้สึกถึงความตั้งใจกวนตีนของทั้งหนังและ ผกก)

เรื่องนี้ยังสู้ Barbies แต่เรื่องหน้าไม่แน่ หนังชื่อ Walking Street ถ่ายทำที่พัทยา

31/01/17 – Fire at Sea (Gianfranco Rosi/ Italy, France/ 2016) – 3.5/5

หนังแบ่งแยกออกได้เป็นสองเรื่องย่อย คือเรื่องของผู้อพยพมาที่เกาะ กับเรื่องของผู้คนบนเกาะ โดยมีกิมมิคเรื่องสายตาของเด็กเป็นตัวเชื่อม (จำพวกปิดตาข้างนึงในการมองปัญหา หรือการพยายามต่อสู้กับปัญหาด้วยสายตาอีกข้าง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะเชื่อว่าถ้าหนังมันมีแต่ส่วนเรื่องผู้อพยพอย่างเดียว หนังคงแห้งแล้งเอามากๆ

แต่ปัญหาที่เราพบคือ เราไม่มั่นใจว่าเรื่องราวของคนบนเกาะมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่ ตอนดูนี่เชื่อตลอดเลยว่ามันเป็นเรื่องแต่ง (เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือเรื่องจริง มันเป็น Doc) พอเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องแต่ง เราจึงรู้สึกประหลาดกับหนังไปเลย รู้สึกว่าการเอาเรื่องผู้อพยพมันเป็นเพียงแค่การทำให้หนังมันดูน่าสนใจ เอาเรื่องที่อยู่ในกระแสมาใส่เพียงเพื่อให้หนังมันอยู่ในกระแส ปัญหาจึงคือเราไม่สามารถ relate สองส่วนนี้เข้าด้วยกันได้เลยระหว่างดู แถมยังส่งผลให้เราไม่ชอบซีนช๊อคที่ท้องเรือในช่วงท้ายเรื่องเอาเสียเลยด้วยเหตุผลที่ว่าไป แถมทำเอาคิดไปถึงหนังสารคดีดีๆอีกเรื่องอย่าง Waltz with Bashir (2008) ที่ดีกว่าและช็อคกว่า

โอเคล่ะ พอมาได้รู้แล้วว่าหนังมันเป็น doc ทั้งหมด (แม้ส่วนตัวยังจะคงไม่เชื่อ) ก็เริ่มเห็นภาพความแปลกแยกของคนสองฝั่งมากขึ้น แต่ก็นั้นแหละ ข้อดีมากๆของหนังคือการบอกว่าสารคดีมันไปได้ไกลมากกว่าแค่การถ่ายแต่เรื่องจริง ความรู้สึกจริงและไม่จริงของมันนี่แหละน่าจะเป็นประเด็นที่เราชอบที่สุด มากกว่าแค่เรื่องผู้อพยพ

ปล. เหตุผลที่เราเชื่อว่ามันเป็นเรื่องแต่งคือมันดูเหมือนเป็นการเซ็ตในทุกซีน ตัวเด็กนี่ก็ลื่นไหลเหลือเกิน คุยกับนกเล่นกับนกในป่าก็ได้ด้วย แถมมีซีนนึงที่ปู่-ย่าของตัวเอกนั่งดื่มกาแฟกัน แล้วในซีนท้ายๆที่เป็นซีนจัดเตียงเราเห็นว่ารูปที่ย่าเอาขึ้นมาจูบคือรูปของปู่ เราเลยคิดว่านี่คือจินตนาการของย่าถึงปู่ที่ตายไปแล้วอะไรแบบนั้น

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s