14th World Film Festival Of Bangkok 2017

23/01/17 – The Red Turtle (Michaël Dudok de Wit/ Japan, France, Belgium/ 2016) – 3.5/5

แม้จะได้ผู้กำกับเป็นชาวต่างชาติ แต่หนังจิบลิเรื่องนี้ก็ยังคงมีความเป็นจิบลิอยู่เต็มเปี่ยมด้วยการพูดถึงมนุษย์กับธรรมชาติ ด้วยเรื่องราวของชายหนุ่มเรือแตกติดเกาะที่มักโดนเต่าสีแดงตัวใหญ่ทำลายเรือไม้ไผ่ในทุกครั้งที่เขาต้องการออกเรือหนีออกจากเกาะ ก่อนที่ความประหลาดของเต่าแดงจะเกิดขึ้นจนต่อยอดไปเรื่องความผูกพัน ที่ซึ่งทั้งหมดอาจเป็นเพียงจินตภาพของชายติดเกาะผู้โดดเดี๋ยว

ความโดดเด่นหนึ่งของหนังคือความเรียบง่าย ความมินิมอลอย่างที่สุดของมัน หนังไร้สิ้นซึ่งเสียงการสนทนา มีเพียงเสียงคลื่น เสียงฝน เสียงลมหรือกับเสียงตะโกนสั้นๆ ผ่านการเล่าเรื่องแบบตำนานที่ถูกถ่ายทอดดั่งบทกวี บทกวีอันแสนเรียบง่ายของแง่งามของมนุษย์และความฝัน ของธรรมชาติและวิถีของมัน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็อยู่ในฝั่งที่ไม่ได้ชอบหนังมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลของจริตส่วนตัวนั้นแหละที่มักไม่ค่อยเข้ารอยกับหนังสวยๆแบบนี้ จริงๆหนังมันมองไปในแง่ของความเจ็บป่วยของความโดดเดียวได้แต่เราไม่ได้ถูกหนังมันเดินไปในแง่นั้นเลย สุดท้ายเลยจบลงที่โอเคกับหนังเพียงแต่ไม่ได้ชอบมากเท่าที่ควร

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ยังคงเชียร์อย่างสุดชีวิตให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันในโรง เพราะทุกองค์ประกอบของมันเหมาะสมที่สุดแล้วกับการดูในโรงใหญ่ มันมีภาพที่สวยสดงดงาม มีการใช้สี-แสงอย่างสมบูรณ์แบบจนน่าตะลึง มั่นใจว่าการได้ไหลเอื่อยไปกับเรื่องเล่างามๆบนภาพวาดสวยๆนี้สามารถจัดเป็นประสบการณ์การดูหนังอันน่าจดจำได้อย่างแน่นอน (หนังจะมีฉายอีกรอบในวันนี้ 24 ม.ค. 20.50น. ในงานเวิร์ลฟิล์มที่ CTW และจะเข้าฉายปกติต่อไป)

ปล.   ชอบภาพเกรนแตกๆในฉากกลางคืนมากๆ และซีนอุทกภัยก็เล่นเอาลืมหายใจได้เลย

24/01/17 – Dragon Inn (King Hu/ Taiwan/ 1967) – 4/5

ส่วนตัวแล้วเราไม่ใช่แฟนหนังกำลังภายใน แต่พอรู้ว่าเรื่องนี้รีสโตร์ภาพมาใหม่และฉายแบบจอใหญ่ๆเลยอยากลอง กอปรกับการได้ยินเสียงล่ำลือถึงความสำคัญของมันที่ว่าเป็นต้นทางของหนังกลุ่ม Wuxia ในยุคหลังๆ เลยยิ่งอยากดู

แรกสุดที่ต้องชมคือการรีสโตร์ใหม่ที่ภาพนิ้งมาก สวยและคมจริงๆ แถมหนังมันมีภาพกว้างๆ แลนด์สเคปอลังกาลเต็มไปหมด พอได้ภาพสวยๆมันเลยยิ่งถีบความอลังกาลนั้นสูงขึ้นไปอีก ขนาดถ่ายในโรงเตี๋ยมมังกรยังอลังกาลเลย จุดนี้ชอบมากๆ

และด้วยความที่เราคุ้นเคยกับหนังกำลังภายในในยุคหลังๆมากกว่า พอดูเรื่องนี้เลยพบเห็นความคุ้นเคยเต็มไปหมด คือแม้มันจะดูแข็งกระด้างไปบ้างตามยุคสมัยแต่ความครีเอตของมันกินขาดไปหมด มีทั้งที่ทำให้รู้สึกว้าวและตลก เหล่าซีนแอ็คชั่นดวลดาบก็มาแบบดิบๆแล้วก็ใช้การเคลื่อนกล้องและตัดต่อช่วย

ชอบซีนจอมยุทธพเนจรมาโรงแรมในช่วงแรกมากกกกกกกกกกกกก ทั้งสนุกและลุ้นตาม

อันนี้เป็นเกร็ดของหนังเรื่องนี้โดยอาจารย์แป๊ป ชาญชนะ: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1703628426329774&set=a.1660049124021038.1073741859.100000479003495&type=3&theater

16195614_723017991182614_5779288429943573688_n27/01/17 – Railway Sleepers (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์/ ไทย/ 2016) – 5/5

เมื่อราวสองปีที่แล้ว เรานั่งรถไฟฟรีจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ด้วยเวลา 15ชั่วโมง การดูหนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดไปถึงช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาแสนทรมานอันยาวนาน แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงเราได้จนถึงปลายทางที่นอกจากการนอนหลับแล้วก็คือการดูความเป็นไปต่างๆนาๆ ดูผู้คน ดูวิวนอกหน้าต่าง ดูความแตกต่างของแต่ละสถานีที่รถไฟวิ่งผ่านด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมหัศจรรย์

ความมหัศจรรย์ที่ว่าคือการจับโมเม้นต์ต่างๆในรถไฟเหล่านั้นให้มันส่องแสงออกมาอย่างเต็มไปด้วยมีชีวิตชีวา เราเห็นเด็กฟันหลุด เด็กเล่นกับแสงอาทิตย์ กระเทยเด็กเม๊าส์มอย หนุ่มครวนเพลงเสกโลโซ ปัญหาเรื่องที่นั่ง พ่อค้าแม่ค้าขึ้นมาจำหน่ายของกินหรือแม้แต่ขอทานที่ต้องคอยแอบหลบพนักงานรถไฟ ไม่แปลกใจเลยจริงๆว่าเหตุใดหนังใช้เวลาถ่ายทำถึง 8ปี เพราะการจับโมเม้นต์เหล่านั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันเลยเป็นหนังที่เหมือนนำพาเรานั่งรถไฟไทยไปด้วยกัน (แต่ทรมานน้อยกว่าแน่นอน ฮา)

เราพบว่ากราฟความชอบของหนังเป็นรูปตัว N กล่าวคือเราชอบช่วงรถไฟชั้นสาม(ด้วยเหตุผลตามย่อหน้าด้านบน)กับช่วงท้ายที่เป็นการพูดคุยกันของตัวละครมากๆ ด้วยความที่หนังมันดูเรียล ดูจริงมาตลอดเรื่องก่อนพลิกกลายเป็นความเซอร์เรียลในช่วงนี้ที่มันค่อยๆทำให้ภาพการเมืองเรื่องรถไฟในประเทศไทยมันชัดขึ้น จากที่มัวแต่เพลินกับภาพเราก็ถูกดึงกลับมามองความเป็นจริง ก่อนที่หนังจะจบแบบค้างเติ้งไว้อย่างนั้นแต่สมองเราแล่นภาพ flashback ของเรื่องแบบย้อนกลับหลังไปอีกรอบดั่งการนั่งรถไฟซ้ำรอยเดิม

ติดท๊อปหนังไทยปีนี้แน่นอน รอหนังเข้าฉายจริงจะไปดูอีกรอบ พาแฟนไปดูด้วยเพื่อคนึงถึงช่วงเวลาเมื่อสองปีก่อน

mv5boduyowuxngutodi0ns00mgviltk1mwitnge0odzhmjqwnte3l2ltywdll2ltywdlxkeyxkfqcgdeqxvymtcxntyymjm-_v1_28/01/17 – Wastelands (Miriam Heard/ Chile, France, UK/ 2016) – 2/5

พอหนังจบเดินออกจากโรงเจอมิตรสหาย มองหน้ากันซักพักก็หัวเราะกันลั่นเลย 555

หนังลำไย๊ลำไย ยิ่งพอมันพยายามใส่ดราม่าเรื่องการเมืองเข้าไป การเมืองอันว่าด้วยททหารรับจ้างที่ไปช่วยอเมริการบที่อิรัก แทนที่จะเป็นการช่วยพยุงให้หนังมันดีขึ้นแต่ดันกลับทำให้ดูลำไยมากกว่าเดิม

แล้ววิธีการเล่าก็แบบ…อย่างที่มิตรสหายว่า คนดูๆผ่านไป 10 นาทีก็รู้แล้วว่าจะเป็อย่างไรต่อ มีแต่ตัวละครเท่านั้นแหละที่ยังไม่รู้

28/01/17 – Fundamentally Happy (Tan Bee Thiam, Lei Yuan Bin/ Singapore, Malaysia, Thailand, HK/ 2015) – 3/5

จริงๆชอบประเด็นของมันมากๆนะ เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและศาสนา อันเป็นพล๊อตที่เราว่าเหมาะกับสิงคโปร์มากๆ หนังถ่ายทำกันในสถานที่เดียวแถมได้คริสโตเฟอร์ ดอยล์มาถ่ายภาพให้ด้วย

แต่ปัญหาคือการที่มันถูกแยกเป็นองค์ออกจากกันชัดเจนแล้วการเชื่อมองค์มันก็เป็นแบบข้ามกระโดด ทำให้เราต่ออารมณ์และตามตัวละครไม่ติด จากช่วงแรกที่ดันประเด็นไปสูงขึ้น องค์ต่อมาก็กลับดร๊อปมันลงมาแรงๆซะงั้น

จาก q&a ผกก ว่าหนังทำมาจากบทละครเวที ซึ่งพอกลับมาคิดก็ว่ามันเหมือนละครเวทีมากกว่าจริงๆ ไม่ค่อยเหมือนหนัง

29/01/17 – The High Pressures (Ángel Santos/ Spain/ 2014) – 3.5/5

เรื่องราวนกๆของชายหนุ่มที่กลับมาบ้านเกิดเพื่อค้นหาโลเคชั่นสำหรับหนัง กลับไปพบกับโรงงานเซรามิคร้างที่เคยรุ่งเรืองในอดีต พบกับแฟนเก่าที่มีผัวใหม่ น้องของแฟนเก่าที่่โดนเพื่อนโฉบไปแดก ความนกก่อเกิดความเครียดและอาจร้าวรานใจที่สุด

หนังมีโมเม้นต์ดีๆที่เราชอบเยอะแยะมากมายที่เราก็ชอบมาก อย่างซีนละครหุ่นอันว่าด้วยเรื่องนกๆ แต่โดยภาพรวมแล้วรู้สึกรำคาญความช้าของทั้งตัวละครและตัวหนัง คือชีวิตมึงมีเทมโป้บ้างก็ได้นะ

29/01/17 – The Black Hen (Min Bahadur Bham/ Napel/ 2015) – 4/5

ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับหนังประเทศนี้เท่าไหร่ หนังที่เคยดูก็มักเป็นหนังเล็กๆ ถ่ายง่ายๆ ประเด็นไม่ใหญ่ แต่ในเรื่องนี้กลับกลายเป็นตรงกันข้ามเลย ทึ่งมากว่านี่คือหนังเนปาลที่เพียบพร้อมไปหมด ทั้งเรื่องโปรดักซ์ชั่น งานภาพอลังกาล การแสดงดีๆและตัวเรื่องที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจคนดูได้ไม่ยากซึ่งมันก็เหมาะควรแล้วที่ถูกส่งชิงออสการ์

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กในสองวรรณะที่เป็นเพื่อนกันช่วยกันตามหาไก่ การกระทำแบบเด็กๆในโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยการเมืองและสภาพสังคม หนังดูง่าย สนุก น่ารักโดยเฉพาะตัวนักแสดงเด็ก บทจะชวนช๊อคก็ทำได้ถึง

แต่จะติดอยู่หน่อยก็ตรงที่มันตรงไปตรงมาในทางการเมืองมากๆ คือเลือกฝ่ายชัดเจนทั้งๆที่ปัญหาเรื่องการกดขี่ของสภาพสังคมกลับไม่ถูกโบวด์ให้เข้มขึ้นมาเลย

29/01/17 – Mushroom (Oscar Ruiz Navia/ Colombia/ 2014) – 4.5/5

รู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป จากตอนแรกหลังดูจบที่ค่อยไปทางเฉยๆ

เรื่องของวัยรุ่นที่เชื่อว่าการใช้ฝีมือทางกราฟฟิตี้ของตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้หลังจากได้เห็นคลิปอาหรับสปริง ส่วนที่มันดีและมันฝังจำเข้าไปในหัวคือการที่หนังมันไม่ตัดสิน ไม่คลี่คลายใดๆ แม้ชีวิตของตัวละครจะค่อยๆดิ่งลงยังไงแต่พวกมันก็ยังคงไม่รู้ตัว ยังคงเชื่อในการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยกราฟิตี้ต่อไปทั้งๆที่เราคนดูเริ่มโอนเอียงไปเป็นอีกแบบแล้ว

แถมหนังยังมี conflict ในเรื่องของประสบการณ์ของช่วงวัยใน 3 รุ่น กล่าวคือคนรุ่นยายที่ปลงตกกับชีวิตแล้ว คุณรุ่นแม่ที่หมดหวังแล้วเข้าหาศาสนาและคนรุ่นใหม่ที่ยังคงมีไฟอยู่ เป็นภาพสะท้อนสภาพสังคมได้รุนแรงดี

29/01/17 – Staying Vertical (Alain Guiraudie/ France/ 2016) – 4.5/5

ชอบนิยามของหนังเรื่องนี้จากพี่จิตรที่ว่า “ค..ยังคงยืนโด่เด่โดยท้าทาย” ที่ล้อกับวลีหนึ่งจากเพลงของ จิตร ภูมิศักดิ์ มากๆ รู้สึกว่าใช้จริงๆ

นี่น่าจะเป็นหนังที่เหวอที่สุดในเวิร์ลฟิล์มปีนี้แล้วล่ะ หนึ่งคือมันไม่สามารถเล่าเรื่องใดๆได้เลย สองคือไม่สามารถคาดเดาใดๆได้เลยด้วย ดูไปซักพักก็เริ่มปล่อยว่าง เริ่มตามใจหนัง มึงอยากทำอะไรมึงก็ทำไปเลย คือกูยอมแล้ว แต่ผมที่ได้คือความสนุก หลุดโลกพร้อมกับรสชาติอันแสนวิปลาส

จุดหนึ่งที่พอจะจับเอาเป็นแกนได้บ้างก็คือการที่หนังตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนเราดำเนินการตามความรู้สึกและความต้องการของตัวเองในทุกๆอย่าง” ผลที่ได้ก็คงฉิบหายแบบนี้แหละ 555

เรายังไม่เคยดูหนัง ผกก คนนี้มาก่อน Stranger by the Lake (2013) หนังเรื่องที่แล้วก็พลาดไป แต่คงหามาดูเร็วๆนี้

16265517_1322236791147883_357764908917625877_n30/01/17 – 5 To 9 (Tay Bee Pin, Vincent Du, Daisuke Miyazaki, Rasiguet Sookkarn/ China, Singapore, Japan, Thailand/ 2016) – 3/5

เรื่องสั้น 4 เรื่อง ใน 4ประเทศ ในช่วงเวลาหลังเลิกงานคือ 5โมงเย็นจนถึง 9โมงเช้า

ตอนจีนมันสวยหวานไปหน่อย ดูแล้วก็คิดถึงหนังสารคดี Wheat Harvest (2008) ที่เป็นคนละด้านกับในหนังตอนนี้เลย

ตอนสิงคโปร์น่าจะเป็นตอนที่เราชอบที่สุด เรียบง่ายดีอันพูดถึงเรื่องผู้อพยพและการเมืองในประเทศเล็กๆ

ตอนของญี่ปุ่นนี่ชอบเรื่องพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับรัซเซียเพราะว่าไม่ค่อยได้เห็นในหนัง กอปรกับนอสทาเจียกับโรงฉายหนังโป๊ แต่เรื่องโดยรวมไม่ค่อยนำพาเราไปไหนเท่าไหร่

ส่วนตอนของไทย สำหรับเราๆรู้สึกว่ามันเล่นท่ายากไปหน่อย จริงๆก็ชอบนะในการยั่วล้อกันระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง วิทย์ยาศาสตร์กับเรื่องของความรุ้สึก ภาพยนตร์กับเบื้องหลัง แต่มันยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ แต่ชอบศจีจังเลย

ปล. ดูจบอยากขอใส่ Klose ของน้องแพรเข้าไปด้วยจริงๆ 555

30/01/17 – The Cat in the Closet (Ying-Ting Tseng/ Taiwan/ 2016) – 1/5

การให้อาหารแมวจรจัดไม่ควรถูกทำให้มันกลายเป็นเรื่องโรแมนติก การเอาอกเอาใจแบบผิดๆต่อผู้ป่วยทางจิตเภทไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การยอมเลี้ยวแมวทั้งๆที่ตัวเองแพ้ขนแมวไม่ควรถูกทำให้โรแมนติก การสงสารแต่ไม่คิดจะรับแบบนี้ไม่ควรจะถูกทำให้โรแมนติก

ดูแล้วหงุดหงิดตลอดเวลา แมวมันน่ารักแหละ แต่อีตัวแม่นั้นแหละที่ไม่น่ารัก ถุ้าเราเป็นเพื่อนบ้านเราก็คงทำแบบที่ชายแก่หัวล้านคนนั้นทำ

มันผิด มันผิด มันผิด หนังจบมึงยังฉายแสงสว่างความอบอุ่นสดใส ทั้งๆที่มันผิด มันผิด มันผิด

30/01/17 – Diamond Island (Davy Chou/ Cambodia, France, Germany, Qatar, Thailand/ 2016) – 5/5

ขอลัดคิวหนังเรื่องอื่นๆเพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก่อนเลยด้วยความที่ชอบหนังมากกกกกกกกกกกกกกก

Diamond Island เล่าเรื่องราวของหนุ่มต่างจังหวัดผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในกรุงพนมเปญบนเกาะตามชื่อเรื่อง แล้วในคืนหนึ่งเขาได้พบเจอกับพี่ชายแท้ๆที่หนีหายออกจากบ้านไปเมื่อ 5 ปีก่อน พี่ชายที่ตอนนี้กลายเป็นวัยรุ่นมีสตางค์ อยู่ในมวลหมู่เพื่อนๆที่มีสตางค์โดยมีคนอุปภัมภ์ช่วยเหลือปริศนาจากอเมริกา พี่ชายที่พยายามช่วยเหลือน้องชายของตัวเองเท่าที่จะทำได้เพื่อการหล่อเลี้ยงความฝันและสร้างโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

เราสนใจหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข่าวแรกๆของมัน ด้วยความที่เคยไปเยือนเกาะแห่งนี้มาครั้งหนึ่งและเราชอบมากเป็นการส่วนตัว มันเป็นสถานที่ๆให้ความรู้สึกประหลาดและสุดขั้วอย่างที่สุด ด้านหนึ่งของมันคือการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างยิ่งใหญ่หรูหรามากมาย มีคาสิโน มีโรงละคร มีสตูดิโอหรือแม้แต่คอนเวนชั่นฮอลล์ แต่อีกฝากมันก็มีร้านรวงเล็กๆ สนามเด็กเล่นที่มีเครื่องเล่นอย่างงานวัด มีสนามฟุตซอลง่ายๆ รวมไปถึงลานกว้างที่จะเต็มไปด้วยหนุ่มสาวมานั่งพูดคุย พลอดรักด้วยแสงไฟจากเครื่องเล่นต่างๆที่เต็มไปด้วยสีสันในยามค่ำคืน และที่สุดขั้วมากที่สุดคือเพียงแต่เราข้ามออกมาจากเกาะ เราก็จะพบกับความเงียบ กันดานและสวนสนุกร้างที่ถูกปิดไปแล้วเพียงการเดินไม่กี่ก้าว

ดังนั้นแล้วสำหรับเราเกาะนี้มันเลยเป็นทั้งความแปลกแยก แปลกประหลาด พอๆกับที่มันเป็นโอกาสของเหล่าผู้คนที่ไม่ใช่แค่เพียงเหล่าผู้ลงทุนในอภิมหาโปรเจกค์ต่างๆบนเกาะ แต่มันหมายรวมถึงการงานของคนในประเทศเองด้วย ซึ่งในมิติหลังที่แหละที่ Diamond Island มันถูกนำมาพูดถึง ความพิเศษของหนังเรื่องนี้มันก็อยู่ตรงนี้แหละ หนังมันพูดถึงเรื่องอันสามัญอันว่าด้วยการมีชีวิตที่ดีขึ้น การเดินตามความฝัน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรักและมิตรภาพ โดยมีเรื่องของโอกาสและชนชั้นมาเป็นตัวแปรหลักสำคัญ ด้วยเบื้องหน้าที่เป็นภาพฟุ้งฝันของเสื้อสีสันสดใส ของเพลงคาราโอเกะหวานๆ ของเกาะที่เต็มไปด้วยแสงสีเรืองรอง ของความเชื่อว่าหิมะเคยตกที่พนมเปญ

หนังค่อยๆนำพาคนดูเดินทะลุผ่านความฝุ้งฝันเหล่านั้น ตรงลึกไปจบพบกับทั้งความดำมืดและเงียบงัน จนการหันหลังมองกลับไปแทบจะมองไม่เห็นแสงไฟเหล่านั้นอีกแล้ว ประกายในแววตาพร่าเลือน ซีนการกลับมาเกาะอีกครั้งของตัวละครคือบทสรุปอันเจ็บปวดที่สุด เพราะในที่สุดแล้วการมีชีวิตที่ดีกลับกลายเป็นคนละเรื่องกับความฝันและโอกาสก็ไม่ใช่เรื่องของคนทุกคน ฉากคาราโอเกะปิดท้ายหนังทำเอาเราน้ำตาไหล

ปล. นี่น่าจะเป็นหนังกัมพูชาอันสำคัญเรื่องหนึ่งในแง่ของการบุกเบิกหนังกัมพูชายุคใหม่ หนังกัมพูชาที่หลุดกรอบจากเรื่องเขมรแดงไปเสียที ที่เรามักได้เห็นบ่อยๆในหนังของ Rithy Panh

30/01/17 – American Honey (Andrea Arnold/ UK, US/ 2016) – 4/5

หนังยาวเกือบสามชั่วโมง แต่ไม่น่าเบื่อเลย เพลิดเพลินมาก ภาพสวย เพลงเพราะ

มันว่าการดิ้นของสาวน้อยที่พยายามถีบตัวเองออกจากชีวิตเหี้ยๆโดยไปเป็นเซลล์ขายนิตยสารตามบ้านที่ต้องเดินทางข้ามรัฐกันตลอดเวลา คลอเคลียไปกับอาการแอบรักแอบหลงหัวหน้าทีม

สิ่งที่ดีงามมากๆของมันคือการที่หนังมันแสดงตัวเองเป็นหนังหวานๆ สีหวานๆ ใชัอัตราส่วนภาพที่เกือบจะจตุรัสที่อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเหล่าภาพถ่ายสีอิ่มๆในอินสตาแกรม มาเคลือบในแก่นที่มันพูดถึงการดิ้นรน ความฝัน การปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับผู้คนและสิ่งต่างๆรอบข้างที่เปลี่ยนไปในแต่ละที่ เรียนรู้การแสร้งทำหรือการแสดงออกเพื่อความอยู่รอดของชีวิตพร้อมๆไปกับการเติบโตภายในตัวเอง จนกลายเป็นหนัง bitter-sweet ที่ลงตัวดี

ส่วนตัวคิดว่าหากรู้บริบทในแต่ละรัฐของอเมริกามาบ้างน่าจะดูหนังได้สนุกขึ้น อย่างไรก็ตามในหนังของอาร์โนล เรายังชอบ Fish Tank มากกว่าหน่อย

31/01/17 – Kebab & Horoscope (Grzegorza Jaroszuka/ Poland/ 2014) – 3/5

ตลกหน้าตายสไตร์ รอย แอนเดอร์สัน เอาจริงๆหนังมันเปิดเรื่องมาได้น่าสนใจมากๆเลยนะในซีนร้านขายเคบับที่พนักงานมันลาออกแล้วนั่งคุยกับลูกค้าก่อนพบว่าอีลูกค้าคือคนเขียนเรื่องดวงในนิตยสารสัตว์ที่อีตาพนักงานอ่านและเชื่อตามว่าให้ลาออกจากงานซะ 555

จากนั้นทั้งคู่เลยกลายเป็นคู่หูไปเป็นที่ปรึกษาด้านการขายให้กับบริษัทขายพรมอันประกอบไปด้วยเจ้าของร้านที่ยกเหล็กตลอดเวลาและเลี้ยงปลาทอง 5 ตัวตามความเชื่อแปลกๆ พนักงานบัญชีที่รับคนเกาหลีที่ตั้งใจจะมาฆ่าตัวตายในโปแลนด์ พนังงานขายหญิงหน้าตายกับแม่พี่ที่พยายามตามหาแฟนเก่า พนังงานขายชายกับเมียบ้าฟุตบอลและลุงทำความสะอาดที่ชอบกินน้ำตาล

แล้วหนังมันก็เดินแบบหน้าตายๆไปเรื่อยๆ สลับกันไประหว่างชีวิตบ๊องๆของแต่ละตัวละครกับอีวิธีการอบรมแปลกๆในการพัฒนาการขายพรม น่าเสียดายที่มันเป็นแบบนี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ช่วงท้ายๆมันเลยเริ่มเบื่อ

31/01/17 – Apaporis: In Search of One River (José Antonio Dorado/ Colombia, US/ 2010) – 3.5/5

สารคดีที่นำพาคนดูเข้าไปสำรวจชีวิตของชนเผ่าต่างๆในอเมซอน ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อการบันทึกภาษา ความรู้โบราณและวัฒนธรรมที่กำลังค่อยๆสูญหายไป โดยการไปตามรอยนักพฤษศาสตร์ Richard Evan Schultes ผู้เขียนไดอารี่อันเป็นต้นธารของหนัง Embrace of the Serpent (2015)

หนังดำเนินตามจุดประสงค์ของตัวเองได้สมบูรณ์ นั้นคือการการบันทึกสิ่งที่กำลังจะหายไปเหมือนๆกันสิ่งที่ริชาร์ตทำ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์

ฉากเด็ดของหนังคือการฉากสุดท้ายในการแสดงภาพการชุบนกที่ถูกยิงลูกดอกให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

31/01/17 – Dirty Romance (Lee Sang Woo/ South Korea/ 2015) – 3/5

จากผู้กำกับ Barbies ที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน ปีนี้หนังของเขากลับมาฉายในเทศกาลอีกครั้ง แน่นอนหนังของเขาไม่เคยธรรมดา

เรื่องคือพี่ชายนักเรียนจนๆที่อยู่ลำพังกับน้องสาวที่เป็นง่อย มีเพื่อนชายหน้าตาดีที่มีแม่เป็นบ้า แล้วอีตัวเพื่อนดันติดหนี้ตัวพี่ชายอยู่ พี่ชายเลยให้ขัดดอกด้วยการให้ไปเอากับน้องสาวง่อยเพราะเธอชอบอีเพื่อนพี่ชายคนนี้ ในอีกด้านก็มีชายหนุ่มเอ๋อๆที่แอบชอบอีตัวน้องสาวง่อยอยู่ แล้วเรื่องก็ค่อยๆมาฉิบหายขึ้นเรื่อยๆเมื่อพี่ชายของอีเพื่อนปรากฏตัว

เอาจริงๆคือประหลาดใจนิดหน่อยที่หนังที่ดูจะเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เมื่อดูไปเรื่อยๆกลับค่อยๆหวานขึ้นไปซะงั้น แถมหวานไปถึงขนาดขัดเงาให้มันวาวกันเลย แบบตั้งใจด้วยเพราะตอน Q&A ผกก บอกว่าเขาทำหนังแฮปปี้เอนดิ้ง 555 (แต่มองอีกแง่ก็รู้สึกถึงความตั้งใจกวนตีนของทั้งหนังและ ผกก)

เรื่องนี้ยังสู้ Barbies แต่เรื่องหน้าไม่แน่ หนังชื่อ Walking Street ถ่ายทำที่พัทยา

31/01/17 – Fire at Sea (Gianfranco Rosi/ Italy, France/ 2016) – 3.5/5

หนังแบ่งแยกออกได้เป็นสองเรื่องย่อย คือเรื่องของผู้อพยพมาที่เกาะ กับเรื่องของผู้คนบนเกาะ โดยมีกิมมิคเรื่องสายตาของเด็กเป็นตัวเชื่อม (จำพวกปิดตาข้างนึงในการมองปัญหา หรือการพยายามต่อสู้กับปัญหาด้วยสายตาอีกข้าง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะเชื่อว่าถ้าหนังมันมีแต่ส่วนเรื่องผู้อพยพอย่างเดียว หนังคงแห้งแล้งเอามากๆ

แต่ปัญหาที่เราพบคือ เราไม่มั่นใจว่าเรื่องราวของคนบนเกาะมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่ ตอนดูนี่เชื่อตลอดเลยว่ามันเป็นเรื่องแต่ง (เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือเรื่องจริง มันเป็น Doc) พอเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องแต่ง เราจึงรู้สึกประหลาดกับหนังไปเลย รู้สึกว่าการเอาเรื่องผู้อพยพมันเป็นเพียงแค่การทำให้หนังมันดูน่าสนใจ เอาเรื่องที่อยู่ในกระแสมาใส่เพียงเพื่อให้หนังมันอยู่ในกระแส ปัญหาจึงคือเราไม่สามารถ relate สองส่วนนี้เข้าด้วยกันได้เลยระหว่างดู แถมยังส่งผลให้เราไม่ชอบซีนช๊อคที่ท้องเรือในช่วงท้ายเรื่องเอาเสียเลยด้วยเหตุผลที่ว่าไป แถมทำเอาคิดไปถึงหนังสารคดีดีๆอีกเรื่องอย่าง Waltz with Bashir (2008) ที่ดีกว่าและช็อคกว่า

โอเคล่ะ พอมาได้รู้แล้วว่าหนังมันเป็น doc ทั้งหมด (แม้ส่วนตัวยังจะคงไม่เชื่อ) ก็เริ่มเห็นภาพความแปลกแยกของคนสองฝั่งมากขึ้น แต่ก็นั้นแหละ ข้อดีมากๆของหนังคือการบอกว่าสารคดีมันไปได้ไกลมากกว่าแค่การถ่ายแต่เรื่องจริง ความรู้สึกจริงและไม่จริงของมันนี่แหละน่าจะเป็นประเด็นที่เราชอบที่สุด มากกว่าแค่เรื่องผู้อพยพ

ปล. เหตุผลที่เราเชื่อว่ามันเป็นเรื่องแต่งคือมันดูเหมือนเป็นการเซ็ตในทุกซีน ตัวเด็กนี่ก็ลื่นไหลเหลือเกิน คุยกับนกเล่นกับนกในป่าก็ได้ด้วย แถมมีซีนนึงที่ปู่-ย่าของตัวเอกนั่งดื่มกาแฟกัน แล้วในซีนท้ายๆที่เป็นซีนจัดเตียงเราเห็นว่ารูปที่ย่าเอาขึ้นมาจูบคือรูปของปู่ เราเลยคิดว่านี่คือจินตนาการของย่าถึงปู่ที่ตายไปแล้วอะไรแบบนั้น

01/02/17 – Where There is Shade (Nathan Nicholovitch/ Cambodia, France/ 2015) – 4.5/5

เปิดมาก็ช๊อคคนดูไปเลยกับภาพกระเทยเฒ่าโม๊กจู๋คนขแมร์ท้องถิ่นพร้อมกับถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

พล๊อตของหนังสุดตรีนมาก มันว่าด้วยกระเทยเฒ่าชาวฝรั่งเศษที่ทำงานเป็นกระหรี่อยู่ในกรุงพนมเปญ มีแฟนเป็นคนพาเด็กสาวๆไปขายตัวที่เมืองไทย วันหนึ่งเธอได้พบกับหนึ่งในเด็กสาวก่อนได้เดินทางไปด้วยกัน เธอไปพบกับคนรักเก่า ส่วนเด็กน้อยได้กลับบ้าน ก่อนที่จะได้พบความจริงอันชวนช๊อค

เห็นด้วยกับเหล่ามิตรฯที่มอบให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังเซอร์ไพร์สที่สุดของเทศกาลด้วยความที่มันเป็นประเด็นที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เมื่อเจ้าอาณานิคมเดิมกลายมาเป็นผู้ใต้อาณานิคมเสียแทน กลายมาเป็นชนชั้นต่ำสุดในแผ่นดินอดีตอาณานิคม ในเขตที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์ ยาและการค้ามนุษย์

ด้วยความที่มันลดลำดับชั้นลงมาให้เท่ากันแบบนี้ อีภาพแบบคนโมเดิร์นที่เข้ามาช่วยเหลือเหล่าผู้คนแสนพรีมีทีฟทั่วๆไปมันเลยถูกทำลายทิ้งไปหมดเลย (ส่วนนี้ถูกขยายให้ชัดขึ้นด้วยความล้มเหลวของการตามหาผู้ร้ายในช่วงเขมรแดง) มันเลยกลายเป็นหนังที่คาดเดาไม่ได้ เดาใจไม่ถูก แล้วจากหนังที่ดูแรงๆ มันค่อยๆเติบความอบอุ่นเข้าใจเรื่อยๆที่ซึ่งบทสรุปมันก็ออกมาลงตัวและงดงาม

ปล. อีซีน “บุ๊บ บุ๊บ 5 ดอลล์” ที่แม่งสุดขีดเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

01/02/17 – Death of a Fisherman (Gerardo Herrero/ Spain/ 2015) – 2/5

มีความโคนัน มีความคลิเช่ของหนังแนวสืบสวนสอบสอนแล้วก็ไม่วอกแวกอะไรทั้งสิ้น เดินตามหลักฐานที่หาได้ไปเรื่อยๆ จนจบ

จริงๆหนังไม่น่าเบื่อนะ มันก็ไปได้เรื่อยๆของมัน อาจด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้มันดูมีอะไรดี

จะว่าไปประเทศเจริญๆนี่แลดูชิลกันดีจังแม้กระทั้งการสืบสวนหาคนร้าย 555

01/02/17 – Elle (Paul Verhoeven/ France, Germany, Belgium/ 2016) – 4.5/5

สุดขีดมาก สนุกมากและตลกสัดๆ และขอกราบตีนอูแปร์

เรื่องคร่าวๆคือสาวใหญ่ผู้บริหารบริษัทำเกม เธอโดนข่มขืน แต่เธอกลับไม่ไปแจ้งความใดๆทั้งสิ้น เพราะเธอต้องยุ่งกับการจัดการชีวิตของเธอที่แวดล้อมไปด้วยผัวเก่าที่กำลังมีแฟนใหม่ แม่ที่มีเด็กคราวลูกมาติดพัน ลูกชายที่ไม่ค่อยได้เรื่อง กิ๊กที่ทำงาน เพื่อนบ้านคลั่งศาสนารวมไปถึงการต้องเปิดตัวเกมให้ได้ตามกำหนด แถมยังต้องค่อยจัดการเรื่องในอดีตของเธอเองอีกด้วย แต่ถ้าว่างๆก็ค่อยไปตามสืบว่าใครข่มขืนเธอ

ความสุดขีดของหนังขั้นสุดคืออานุภาพการทำลายล้างของ อิซาเบล อูแปร์ การทำลายล้างผู้คนรอบตัวเธอทั้งหมดด้วยความนิ่งเรียบ เธอแสดงภาพของผู้หญิงที่เหมือนจะมีปัญหาทางจิตชอบความรูนแรงผู้พยายามจะปกปิดปัญหานั้นไว้พร้อมๆกับการไถ่ถอนบาปของตัวเอง แต่ปัญหาคือเธอควบคุมมันไม่ค่อยอยู่ มันเลยเปลี่ยนรูปความรุนแรงทางกายภาพมาเป็นรูปแบบอื่นที่ผ่านออกมาจากใบหน้าของเธอ แววตาของเธอ รอยยิ้มของเธอ ซึ่งอูแปร์ละเอียดมากกับการถ่ายถอดโมเม้นต์เล็กๆแบบนี้ ผลคือความฉิบหายของคนรอบตัวเธอทั้งหมด

แถมหนังยังตลกมากๆ ตลกแบบขำก๊ากเลย ตลกแบบช่วยส่งความเป็นหนังทริลเลอร์ให้เฉิดฉายขึ้นมาอีกด้วยซ้ำ ซีนทิชชู่นี่นึกไปถึงอูแบร์ใน The Piano Teacher (2001) เลย 555

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s