Month: November 2016

Film I’ve seen in September & October 2016

14/09/16 – รุ่นพี่ (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง/ ไทย/ 2016) – 3/5

– ก็สนุกดี แม้ช่วงแรกๆเราจะตามหนังไม่ทันเพราะไม่คิดว่ามันจะออกมาเบอร์นี้ แต่หลังจากนั้นก็เดินร่วมไปกับหนังได้อย่างเพลิดเพลิน

– เราสนใจการทดลองอะไรใหม่ๆของวิศิษฏ์ การมิกซ์ genre เอย การเล่นกับเอฟเฟกต์เอย ซึ่งมันมีทั้งเวิร์คและไม่เวิร์คปะปนกันไป แต่เราชอบจุดนี้

– จะเว้นก็เสียแต่การสรุปปริศนาทุกอย่างจนหมดเปลือกแบบทื่อๆเถรตรงมากก่อนจบหนัง และกับทั้งเรื่องที่รู้สึกว่ามันเหมือนกั๊กๆไว้ ไม่ยอมปล่อยให้สุดทั้งๆที่น่าจะทำได้

– เห็นว่าในนิยายมันมีความเป็นการเมืองมากกว่า เดี๋ยวหามาอ่าน

25/09/16 – The Voice (Marjane Satrapi/ US, Germany, Ukraine/ 2014) – 4/5

– ถึงกลับปรับโหมดไม่ทัน นึกว่าจะได้ดูหนังตลกหน้าตายแต่กลับได้พบกับหนังดาร์คเศร้าและหนักสัดๆ

– อะไรคือการที่พี่เล่าเรื่องแบบนี้ มันโหดมากนะ เอารอยยิ้มแย้มแจ่มใสเริงร่ามาไว้เพื่อกลบความจริงดำมืด มาฝังอดีตร้ายๆ

– สะอึกกับน้ำเสียงของหนังที่พูดถึงคนที่มีปัญหาทางจิตแบบตัวเอกในเรื่องอันเป็นน้ำเสียงที่มันอ่อนโยนกับตัวบุคคลนั้นๆและมีน้ำหนักพอที่จะทำให้เราเข้าใจและเห็นใจพวกเขา

– ชอบซีนที่เจอรี่เห็นภาพจริงหลังไปเทคยาอันเป็นซีนที่นำพาเราไปอีกทางที่คาดไปแบบหน้ามือหลังตีนเลย

– แฮปปี้ซอง ซีนจบ อำมหิตมาก

26/09/16 – The Jungle Book (Jon Favreau/ US, UK/ 2016) – 3.5/5

– สนุกจิงสมคำล่ำลือ ดูในโรงน่าจะฟินเพราะภาพสวยดี

– ก่อนดูเคยได้อ่านการวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ด้วยแนวทางแบบอาณานิคม ซึ่งพอมาดูแล้วลองคิดตามก็พบว่าสนุกไปอีกแบบ

– ชอบจำ Jon Favreau กับ Joss Whedon สลับกันตลอด ไม่รู้ทำไม

03/10/16 – Cold War II (Longman Leung, Sunny Luk/ HK/ 2016) – 4.5/5

มันส์ดี ภาคหนึ่งมันส์ยังไงภาคสองก็มันส์เท่านั้น ไม่ต้องหายใจกันเลย ซีนต่อซีน เล่นเอาเหนื่อย

ภาคแรกมันเป็นหนังยกย่องตำรวจใช่ปะ เฉือดเฉือนโดยตราบทกฏหมายกับทริคโน่นนี่ ภาคนี่แม่งแผ่เลยว่าข้างในกรมตำรวจแม่งเละไง มีอำนาจมืด มีมือที่มองไม่เห็นคอยควบคุมเล่นเกมอยู่ ความเฉือดเฉือนมันเลยแผ่กว้างไปอีก

แอ็คชั่นซีน MRT กับบู๊ในอุโมงค์ดีเหี้ยๆ อะดรีนาลีนพุ่ง!

ภาคหน้า รีเว๊นซ์ออฟเหลียงเจียฮุย

02/10/16 – Tsukiji Wonderland (Shotaro Endo/ Japan/ 2016) 3/5

ยอมใจคนญี่ปุ่น แม้เราจะเป็นคนไม่มีพิธีรีตองกับการกินอะไรทั้งสิ้น พอได้เจอจริยธรรมและความสัมพันธ์แบบสามเหลี่ยมที่เชื่อมกันของพ่อค้าคนกลาง เหล่าเจ้าของร้านอาหารไปถึงผู้บริโภคก็อยากจะโค้งคำนับ ยิ่งช่วงถ่ายทอดวิถีการกินปลาไปให้เด็กรุ่นใหม่นี่แทบอยาก้มลงกราบเลย ยอมแล้วคร้าบบบ

โดยรวมเพลิดเพลินดี ชอบอย่างที่ในหนังบอกไว้ว่าการขายในตลาดนี้คือการขายข้อมูลที่ส่งถอดกันอย่างรวดเร็วผ่านตัวปลา มันดูก้าวหน้ากว่าการขายปลาทั่วๆไปที่เราเคยรับรู้มา

09/10/16 – The Light Shines Only There (Mipo O/ Japan/ 2014) – 3/5

หนังมีทุกองค์ประกอบที่เข้าจริตเรา ทั้งชีวิตอันโสมม การเยียวยากันและกันและการพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เสียดายที่มันน่าเบื่อไปหน่อย ทุกสิ่งทุกอย่างมันเดินตามขนบแบบตรงๆไม่มีเซอร์ไพร์สทั้งในเส้นเรื่องและองค์ประกอบอื่นๆ จบแบบยี้ๆที่เรารู้สึกว่ามีไว้เพื่อให้ตรงกับชื่อหนัง(หรืออาจมีชื่อหนังก่อนเพื่อสร้างซีนนี้ขึ้นมา)

รำคาญอีตัวพระเอกมากๆ แต่กลับชอบตัวนางเอกแบบสุดๆและอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนังทั้งเรื่อง ชอบทั้งตัวนักแสดงและตัวละครที่ต้องเลือกระหว่างอิสระภาพกับครอบครัว ไดเลมม่าหนักหน่วงที่ตบหน้าแบล็คกราวด์อีตัวพระเอกให้กระเด็นไปไกลๆลงช่องผัก

10/10/16 – The Handmaiden (Park Chan-wook/ South Korea/ 2016) – 5/5

ป่วย แต่พอดูหนังจบแล้วหายป่วยเลย เพราะเงี่ยนทันที (ฮา)

ดีงามในทุกองค์คาพยบ เล่าเรื่องดี โปรดักชั่น-ไดเลคชั่น-เทคนิค-นักแสดง ดีไปหมด ชอบมาก

ชอบการเล่าเรื่องของหนังมาก การเล่าเรื่องด้วยเสียง(ของตัวละคร)ที่พ้องไปกับการเล่าเรื่องผ่านภาพ(ของตัวหนังเอง) เรื่องเล่าสองแบบที่สอดผสานกันลงตัว โดยเฉพาะการที่มันเป็นเรื่องเล่าของเพศหญิงจากเพศหญิงที่เพศชายได้แต่จิ้นเอาเองเท่านั้น ไม่มีทางได้แอ้มจริง

ชอบความอีโรติกของมันสุดๆ โห ซีนขัดฟันนี่เซ็กซี่สวยงามจริงๆ รุนแรงมาก

คิดถึงหนัง The Wailing ในแง่ของความอ่อนเปรี๊ยของเพศชายและการพูดถึงญี่ปุ่นในเรื่อง เรื่องนั้นเพศชายทำลายตัวเองแต่เรื่องนี้โดนเพศหญิงตบกบาล เรื่องนั่นญี่ปุ่นอาจคือภัยคุกคาม เรื่องนี้คือความรุ่มรวยในเพศรสผ่านเหล่าหนังสือ

และเหตุผลที่เราชอบหนังมากอันหนึ่งคือการที่หนังมันขับเคลื่อนด้วยเพศหญิงและรสนิยมเราเป็นคนชอบการรุกนำของฝ่ายหญิง เราเลยชอบหนังมากๆแม้ว่ามันจะเป็นหนังด่าตัวเราเองก็ตาม

เคมีของ คิมมินฮี กับ คิมเตรี ดีมาก โอ้ยยย เงี่ยนนนน

https://www.siamzone.com/movie/pic/2016/awasarnloksuay/poster4.jpg14/10/16 – อวสานโลกสวย (วิดิษฐ์ ธัญพันธุ์/ ไทย/ 2016) – 3.5/5

ชอบเวอร์ชั่นหนังสั้นมากกว่าที่เราว่าตัวละครดูมีมิติและมีสติกว่าในเวอร์ชั่นหนังใหญ่ คือพอเรารู้สึกแบบนั้นไอ้ความแรงต่างๆมันเลยไม่ค่อยสัมฤผลกับเราเท่าไหร่

แต่อือหือ สายป่าน ดีจุงๆ

16/10/16 – Lowlife Love (Eiji Uchida/ Japan/ 2015) – 4/5

ตลกมากๆ เรื่องของการดิ้นรนของเหล่าบรรดาผู้คนในวงการหนังที่หาประโยชน์กันไปมาชุลมุนวุ่นวาย ทั้งหมดก็เพื่อความอยู่รอดและชื่อเสียง

แม้จะมีจริตแบบญี่ปุ่นที่เราไม่เข้าใจอยู่บ้างแต่ก็สนุกมาก ขำขี้แตกขี้แตน

ตอนหาโปสเตอร์หนังเพื่อมาโพสต์ พบว่าหนังมันเล่นก๊อปโปสเตอร์หนังดังๆด้วย ดูในคอมเม้นต์

16/10/16 – Psycho Raman (Anurag Kashyap/ India/ 2016) – 3.5/5

เป็นหนังอินเดียที่รสประหลาดดี เหมือนรวมหลายๆ genre ไว้ด้วยกันอันว่าด้วยฆาตกรต่อเนื่องกับตำรวจขี้ยาและความสัมพันธ์แห่งการเสพติด

หนังมีความตลกที่แทรกมาดื้อๆงงๆ ซึ่งดีงามมากและมีความวายอยู่พอประมาณ

สนุกดี

16/10/16 – White Lies, Black Lies (Yi-an Lou/ Taiwan/ 2015) – 2/5

หลอกกันไป หลอกกันมา แล้วก็แก้ปมแบบด๋อยๆ

แม้การพยายามจะเก๋ด้วยการซ้อนตัวละครอดีต-ปัจจุบันเข้าด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ช่วยหนังแต่อย่างใด

ปัญหาของหนังแบบนี้กับเราคือการที่มันขับเคลื่อนด้วยปริศนาเป็นหลัก แล้วถ้าส่วนอื่นๆมันไม่น่าสนใจ มันจะบิดเรื่องยังไงมันก็ไม่ได้ผลเพราะเรามีเวลาไปคิดถึงปริศนาของมันเยอะแยะหลายทาง ซึ่งสุดท้ายมันก็ลงเอยด้วยหนึ่งในทางเหล่านั้น

น่าเบื่อออออ

16/10/16 – Headshot (Kimo Stamboel, Timo Tjahjanto / Indonesia/ 2016) – 3/5

คือมันไม่อาจสดเท่า The Raid ได้อยู่แล้ว ยิ่งหนังมันเน้นบู๊เป็นหลักอย่างเดียวบนโครงเรื่องง่ายๆ มันเลยธรรมดากับเรา

อย่างไรก็ตาม การที่มันเปิดเรื่องมาปุ๊บก็ลุยกันเลย เสียงปืน เสียงกระดูก เสียงมีดผ่านอากาศก็ทำเอาจิกเท้าได้ตลอดเวลา แต่เออ ซีนสู้สุดท้ายนี่ดีมาก มันส์ดี

แต่สิ่งที่สุดของหนังคือนางเอกตอนใส่แว่นค่ะ

16/10/16 – Exil (Rithy Panh/ France/ 2016) – 2/5

จาก S-21 ที่พูดถึงคุกโตนสแลง, The Missing Picture ที่พูดถึงภาพจำที่หายไป Rithy Panh กลับมาพูดถึงช่วงเวลาที่เขมรแดงยึดครองประเทศอีกครั้งอันว่าด้วยเรื่องความรู้สึกขอบปัจเจกบุคคลต่อเหตุการณ์นั้น

หนังมีความเป็นส่วนตัวสูงมากพอๆกับความเป็นกวี ใช้ภาพเก่าผสมกับภาพที่เซ๊ตขึ้นใหม่ ร่ายไปพร่อมเนเรทีฟบทกวีภาษาฝรั่งเศษ

ผลคือหลับไปห้วงนึงและรู้สึกห่างเหินกับหนังเหลือเกิน (มีคนเดินออกด้วย 4-5 คน)

22/10/16 – A Brighter Summer Day (Edward Yang/ Taiwan/ 1991) – 5/5

อีกนิดก็จะเทียบหนึ่งในหนังที่เรารักตลอดกาลอย่าง A City of Sadness ของลุงโฮวได้แล้วละ ด้วยโครงสร้างของหนังที่มีความคล้ายคลึงกันมากๆ ว่าด้วยคนจีนที่อพยพไปไต้หวัน เรื่องครอบครัวและเรื่องรักเหมือนๆกัน แม้ถึงจะไม่ได้รักเท่าแต่ความดีงามมากมายมหาศาลของหนังนั้นก็เต็มเปี่ยมมากล้นจริงๆ เป็นสี่ชั่วโมงที่น่าจดจำ

ด้วยความที่สิ่งที่เราสัมผัสได้กับหนังเรื่องนี้คือเรื่องความรู้สึกต่างๆมากมาย มันจึงเป็นอีกครั้งที่ต้องกล่าวว่าการเขียนถึงหนังเรื่องนี้(หรือหนังในแนวแบบนี้อย่างหนังของลุงโฮว)นั้นเป็นเรื่องยากจริงๆ รู้แค่ว่ามันทำให้ใจเราโป่งพองก่อนปริแตกไปในท้ายที่สุด เรารักยุคสมัยในหนัง ยุคของการหาตัวตนของทั้งเหล่าตัวละครลูกจีนอพยพและกับตัวประเทศไต้หวันเองหลังสงคราม ลูกจีนในบ้านทรงญี่ปุ่นหรือไต้หวันกับเพลงเอลวิส เพรสลีย์ และเจ็บปวดไปกับความสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในรูปของครอบครัว ของคู่รัก รวมถึงต่อประเทศที่ดำรงอยู่ มันอิ่มเอมจริงๆ

หลงรักตัวละคร หมิง มากๆ ชอบทุกฉากที่เธอโผล่มาแล้วก็ชอบทุกฉากที่เธออยู่ในเฟรมเดียวกับเซี่ยวซื่อ ชอบมิติชีวิตของเธอที่ส่งไปถึงการกระทำของเธอต่อคนอื่นๆมาก เป็นตัวละครที่ตราตรึงตัวหนึ่งในโลกภาพยนต์ของเราไปแล้วจริงๆ

ไม่เคยดูหนัง เอ็ดเวิร์ด หยางมาก่อนเลย นี่เรื่องแรก จากนี้ไปคงจะมีเรื่องต่อๆไปแน่ๆ ชอบวิธีเล่าเรื่องของหยางที่ใช้วิธีการเคลื่อนกล้องเพื่อเล่าเรื่องหรือเพื่อการเชื่อมต่อเรื่องมากๆๆๆๆๆๆ หลายซีนในหนังใช้วิธีเล่าแบบนี้และมันส่งผลกับความรู้สึกคนดูได้แบบสุดๆ อย่างซีนหมิงวิ่งมาหาเซี่ยวซื่อที่ล้อกับการซื้อหนังสือโป๊ของเด็กนักเรียน หรือกับการให้ซับเจ็กค์อยู่นอกเฟรมไม่ก็แพนกล้องหนีจากซับเจ็กค์ไปเลย ตัวอย่างของซีนแบบนี้ที่เราชอบมากถึงมากที่สุดคือการที่กล้องแพนเข้าหาประตูที่สะท้อนตัวซับเจ็กค์แบบจางๆ กรี๊ดมากกกกกก

ปล. จริงๆเคยดูเวอร์ชั่นแรกที่ภาพเน่าๆมาก่อนแล้วแต่ดูไม่จบเพราะทนไม่ไหวจริงๆ ดูไม่รู้เรื่อง ซับสั่น กราบขอบคุณกับการรีสโตร์เรชั่น

14650168_1318952304795175_1377755543150289916_n26/10/16 – Oasis: Supersonic (Mat Whitecross/ UK/ 2016) – 4/5

อันตัวกูกับวงโอเอซิสนั้น แม้นว่าช่วงชีวิตกูและความโด่งดังของวงจะอยู่ในช่วงยุคสมัยเดียวกัน แต่มันก็เป็นไปในแบบแค่เพียงการ “รู้จัก” กันเท่านั้น ไม่ถึงกับเรียกได้ว่า “โตมาด้วยกัน” aka. พวกแม่งไม่ใช่ศาสดาของกู

สิ่งที่กูพอรู้เกี่ยวกับอีวงห่านี่ก็คือ มันดังมากในยุคกูรุ่นๆ เพลงมันเพราะติดหูและอีสมาชิกในวงคู่นึงเป็นพี่น้องกันและไม่ถูกกัน กูรู้แค่นั้นแหละก่อนดูหนังเรื่องนี้

พอดูหนังก็เลยได้พบว่า อีสัด! พวกมึงนี้โครตเหี้ย ไม่มีคำนิยามใดดีไปกว่า “อีพวกเหี้ย” อีกแล้ว อีความสงบบนเวทีห่าเหวอะไรนั้นคืออารมณ์ของมึงเองล้วนๆ มึงไม่ต้องมาทำเป็นปรินิพพาน คือกูไม่ค่อยอินกับพฤติกรรมแบบนี้เท่าไหร่ เลยไม่แปลกใจเลยที่พวกมึงดังแค่ช่วงสั้นๆอะนะ

แต่สิ่งหนึ่งที่กูยอมรับพวกมึงคือ พวกมึงเจ๋งจริง พวกมึงแน่วแน่ มีวิญญาณของความขบถอยุ่เต็มเปี่ยม ลุยดะไปข้างหน้าแบบไม่แม้จะชายตามองรอบข้าง แถมยังมีโมเม้นต์ลึกซึ่งที่ทำให้กูจับความเป็มนุษย์ของมึงได้บ้าง เออ ยอม ในเมื่อหนังมันตั้งใจให้เห็นช่วงเวลาความยิ่งใหญ่ของพวกมึง ซึ่งพวกมึงก็ยิ่งใหญ่จริงๆดังว่านั้นแหละ คอนที่  Knebworth นี่มันคือจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วและไม่มีทางกลับมาได้อีกดั่งที่มึงว่าจริงๆ หรือกับการที่มึงบอกว่าพวกมึงไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรหรอก โน่น! คนเรือนแสนโน่นตะหากที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ข้างๆพวกกูตลอด……อีห่า! กูน้ำตาไหล

เออ กูชอบเพลงพวกมึง ชอบที่มันใช้คำง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ มาร้อยเรียงกันให้เกิดความหมายลึกซึ้งยิ่งใหญ่ พอมีเพลงในหนังพร้อมเนื้อกูร้องของกูคนเดียว แต่หงุดงหงิดอย่าง ร้องได้ไม่จบเพลงก็ตัดจบซะละ…

ห่า! ตอนขับรถกลับกูก็ฟังเพลงมึงวนไปซิ สึด!

28/10/16 – The Servant (Kim Dae-woo/ South Korea/ 2010) – 1/5

ดูเพระนางเอก  Cho Yeo-Jeong คนเดียวเลย ชอบนางมากจาก The Concubine (2012) แต่แล้วก็พบว่าหนังน่าเบื่อจุง น่าเบื่อมาก มั่วสะเปะสะปะไปหมด จะตลกก็ไม่ตลก จะดราม่าก็ด๋อยๆ จะอีโรติก็ไม่สุด

แต่ที่แย่ที่สุดคือประเด็นของมัน หนังมันพูดถึงขี้ข้าที่หลงรักสาวชั้นสูง แน่นอนว่าทั้งคู่รักกัน แต่มันถูกเล่าผ่านเรื่องเล่าอีกทีของขี้ข้าที่ซึ่งแม้จะเขยิบชั้นขึ้นมาเป็นพ่อค้าแล้วก็ยังคงพอใจกับความเป็นขี้ข้าอยู่ร่ำไปด้วยการเปลี่่ยนตัวเรื่องให้เป็นเรื่องของคนชั้นสูงแทน อืมมมมม

ถ้าจะมีที่ชอบก็คงมีเพียง Cho Yeo-Jeong นางเอกนั้นแหละ งามทุกองคาพยพ

29/10/16 – Under The Sun (Vitaliy Manskiy/ Czech Republic, Russia, Germany, Latvia, North Korea/ 2015) – 5/5

Super powerful Documentary of the year!

“พ่อบอกกับหนูว่า เกาหลีเป็นประเทศที่งดงามและเป็นประเทศแห่งพระอาทิตย์”

เมื่อคนทำหนังสารคดีชาวรัสเซียผู้อยากศึกษาสังคมของรัสเซียในช่วงยุคสมัยคอมมิวนิสต์ของสตาลิน แน่นอนการศึกษาที่น่าจะถูกจุดที่สุดคือการเข้าไปยังประเทศที่มีการปกครองใกล้เคียงกัน ในที่นี้เรฟเฟอร์เรนซ์ในการศึกษาที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นเกาหลีเหนือ เมื่อรู้ดังนั้นแล้วเขาจึงเทียวจีบรัฐมนตรีเกาหลีเหนืออยู่นานหลายปีจนได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำหนังอันว่าด้วย “สาวน้อยเกาหลีเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิกสหพันธ์ยุวชน ในวันคล้ายวันเกิดของผู้นำคิมจองอิล ที่เรียกกันว่า วันดาวจรัสแสง”

แต่แล้วเขาก็ค้นพบว่า นี่มันคือการทำหนังพรอพพากันด้าเรื่องหนึ่งที่ทุกอย่างถูกควบคุมไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งสคริปเรื่องที่ทางเกาหลีเหนือเป็นผู้เขียน นักแสดงที่เกาหลีเหนือเป็นผู้หามา ทุกสถานที่และการทำงานที่ถูกควบคุมอย่างรัดกุมโดยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือหรือแม้แต่ฟุตเตจทั้งหมดที่ต้องถูกตรวจสอบในทุกเฟรมของทุกๆวัน

แต่มีหรือที่ผู้กำกับจะยอม สิ่งที่เขาทำก็คือการปล่อยให้การบันทึกร่ายยาวไปโดยไม่ตัด สิ่งที่เราได้เห็นจึงคือภาพการกำกับของเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ การแอบถ่ายผู้คนที่เกียวข้องกับการทำหนังพรอพฯเรื่องนี้หรือแม้แต่การถ่ายผู้คนทั่วไปบนท้องถนนที่ความงดงามช่างแสนห่างไกลกับภาพที่ในหนังพรอพฯที่ว่า โดยวิธีที่ทางการไม่รู้ จับไม่ได้

แล้วสิ่งที่ได้รับคือหนังสารคดีที่บันทึกภาพวิธีการ “ล้างสมอง” อย่างเป็นระบบ ฝังความคิดอ่านทั้งหมดมวลด้วยแนวคิด ด้วยสถาปัตยกรรม ด้วยประวัติศาสตร์ ด้วยวัฒนธรรมที่ถูกบรรจุอยู่ในบรรยากาศรอบตัวตลอด 24ชม. กล่อมเกลากับตัวบุคคลต้องแต่ยังเยาว์วัย (ซีนจำ: ซีนในห้องเรียนที่คุณครูสอนเรื่องผู้นำคิมอิลซุงจัดการกับพวกไม่รักชาติยาวกว่าสิบนาที) การถ่ายทำหนังพรอพพากันด้าในเรื่องนั้นจึงกลายเป็นภาพจำลองวิธีการล้างสมองที่ว่าได้เป็นอย่างดี เพราะการกำกับ การแต่งบท ทั้งหมดทั้งมวลนั้นแทบจะเนียบเคียงกันได้อย่างแนบสนิท

ไม่เพียงแค่นั้น พลังมหาศาลอีกส่วนของหนังคือการที่กล้องจับหน้าแบบโคลสอับเหล่าผู้คน ในเฟรมของหนังพรอพฯที่ถ่าย เราได้เห็นมนุษย์เหล่านั้นไม่ต่างไปจาก “หุ่นยนต์” ที่ได้รับการโปรแกรมมาแล้วอย่างดี แต่ในอีกด้านเมื่อไม่ได้อยู่เฟรมของหนังพรอพฯที่ถ่าย เราได้เห็นมนุษย์ผู้มีชีวิตเลือดเนื้อ แววตาเจือไปด้วยความเหน็ดเหนือพ่วงพ้องกับคำถามต่างๆมากมายที่ไม่สามารถเอ่ยปากถามใดๆได้ ทั้งภาพเด็กน้อยง่วงเหงาหาวนอน, ภาพพนักงานโรงงานแสนอิดโรย, ภาพการเต้นรำอันยิ่งใหญ่ด้วยสายตาอันไร้ชีวิตของเหล่าผู้เต้นหรือแม้แต่ภาพของผู้คนเกาหลีเหนือบนท้องถนน ภาพการเดินตามรถเมล์เพื่อจะขึ้นรถเป็นกลุ่มใหญ่นั้นเป็นภาพที่กระทบใจอย่างที่สุด

ท้ายที่สุด หนังยังมีหมัดฮุคอันหนักหน่วงรุนแรงที่ทำเอาเราแน่นิ่งแบกใบ้ เป็นสรุปจบหนังอันสมบูรณ์แบบด้วยการสัมภาษณ์เด็กน้อยตัวเอกของเรื่องถึงชีวิตต่อไปหลังเข้าร่วมสหพันธ์ยุวชน เราไม่อาจตอบได้ว่าน้ำตามของเธอคือน้ำตาของความจงรักภัคดีต่อผู้นำที่เธอถูกปลูกฝังมาหรือน้ำตาของการแสดง รวมไปถึงอาการ blank ของเธอเมื่อถูกถามถึงความดีงามในชีวิต ก่อนที่สุดท้ายมันจะจบด้วยบทกวีที่เธอระลึกถึง……บทกวีต่อท่านผู้นำ!

สุดท้าย แสงจากดวงอาทิตย์ดวงนี้ก็อาบทั่วทั้งร่างของเธอ กลายเป็นดวงอาทิตย์ดวงเดียวที่เธอรู้จัก

ปล. ตามข้อมูลในวิกีฯ หนังเรื่องนี้โปรดิวซ์โดย 5 ประเทศ วมถึงเกาหลีเหนือด้วย แต่ท้ายที่สุด กาหลีเหนือเบี้ยวไม่จ่ายเงิน ซึ่งก็เข้าใจได้ หนึ่งในทีมงานที่เป็นผู้บันทึกเสียงเป็นคนรัสเซียแต่ฟังภาษาเกาหลีได้เพียงแต่ไม่ได้แจ้งให้กับทางเกาหลีเหนือทราบเพื่อทีมงานจะได้รู้ว่าเหล่าเจ้าหน้าที่พูดและมีแผนอะไรกัน ส่วนฟุตต่างๆแบบอันซีนนั้นถูกบันทึกลงในเมโมรี่การ์ดอีกอันแล้วหาทางส่งออกมา

ปลล. อยากทำลิสต์หนังที่ควรแนะนำให้ เอิร์ลกัลยกร ได้ดู

31/10/16 – Insadong Scandal (Park Hee-Kon/ South Korea/ 2009) – 1/5

พื้นหลังของหนังว่าถึงวงการศิลปะที่เต็มไปด้วยด้านมืด ธุรกิจการค้างานศิลป์ที่มีมูลค่ามหาศาล เต็มไปด้วยการแบล็คเมล์, การโจรกรรมรวมไปถึงการปลอมแปลง ในเบื้องหน้าของหนังโจรกรรมแบบสมองเพรชที่พระเอกของเราเป็นนักปลอมแปลงงานศิลป์มือฉมัง ผู้ต้องการธำรงไว้ซึ่งศิลปะของประเทศ รวมไปถึงการทวงคืนงานศิลป์จากญี่ปุ่นผู้หิวกระหายให้กลับคืนสู่ประเทศ

แต่เอวัง ที่หนังน่าเบื่อมาก แย้วๆกันไม่เกรงใจคนดูจะรำคาญกันเลย พระเอกหน้ามลที่ก็ไม่เหมาะกับบทเลยซักนิด แล้วการโจรกรรมท้ายเรื่องอันเป็นจุดขายสุดท้ายของหนังก็แห้งแล้งมาก

 

Advertisements