Film I’ve seen in August 2016

01/08/16 – Victoria (Sebastian Schipper/ Germany/ 2015) – 4.5/5

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดจนยากที่จะปฏิเสธได้คือความ real ของมันนั้นแหละด้วยการถ่ายแบบเทคเดียวยาวร่วมสองชั่วโมงครึ่ง พอเราตามชีวิตอีนางวิคตอเรียแบบเรียลไทม์ในเหตุการณ์ที่แม่งสวิงแบบขึ้นสุดลงสุดแบบนี้ ความ real ที่เกิดขึ้นมาเลยสุดขีดมาก แถมบทจะวางปมตัวละครก็ฉลาดและรู้สึกถึงความพอดิบพอดีและลงตัวสุดๆในซีนร้านกาแฟที่เราชอบมากๆๆๆๆๆๆๆในเรื่องของแรงขับดันของคนแพ้ที่หวังว่าการทำอะไรซักอย่างจะช่วยให้ชีวิตมีอะไรมากขึ้น

แล้วซีนจบก็สั่นสะเทือนมาก ด้วยความที่เราติดตามชีวิตเธอมาตลอดเวลาร่วมสองชั่วโมงครึ่งแบบเรียลไทม์ การที่กล้องหยุดติดตามเธอแล้วปล่อยให้เธอเดินลับไปในเฟรมแบบนี้มันเลยทรงพลังมาก เหมือนเราปล่อยให้อีตัวละครมันไปรับผลกรรมของมันเองที่ตัดสินใจเลือกเดินไปแบบนั้น แบบที่คนแพ้ก็ยังคงพ่ายแพ้อยู่ร่ำไป ตายๆๆๆๆ

น้องนางเอก Laia Costa ดีจริงๆ ดีสุดๆ เก่งมากๆ น้องส่งมอบอารมณ์แบบทะลุปรอทในทุกขั้วอารมณ์ได้ภายในสองชั่วโมงครึ่งแบบเรียลไทม์ กราบตีนๆ

ไม่แปลกใจใดๆที่หนังให้เครดิตตากล้องกับคนทำริกมาเป็นอันดับแรก ไม่เทพทำไม่ได้จริงๆ

04/08/16 – Comrades: Almost a Love Story (Peter Chan/ HK/ 1996) – 5/5

ดูซ้ำ

อยู่ดีๆก็คิดถึงแม่ ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ก็มักจะคิดถึงเติ้งลี่จิงเพราะแม่ชอบร้องบ่อยๆ เลยนั่งฟังเพลงของเติ้งลี่จิงวนไปเรื่อยๆแล้วก็คิดถึงหนังเรื่องนี้ที่ดูนานมากๆแล้วสมัยเป็นวีดีโอพากย์ไทยก็เลยนั่งดูไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่านั่งสะอื้นตาบวมไปตลอดเรื่องเลย

คือนอกจากมันจะทำให้คิดถึงแม่แล้ว มันยังทำให้คิดถึงสมัยเด็กๆที่เห็นพ่อกับแม่ต้องพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวในแผ่นดินที่ไม่ใช่แผ่นดินแม่ เป็นคนจีนโพ้นทะเลรุ่นสองที่มาตั้งรกรากในไทย หาที่ทางเพื่อความอยู่รอด

อีกสิ่งที่ชอบมากคือเรื่องโชคชะตา หนังมันเล่นเรื่องโชคชะตาที่ไม่เคยลงล็อคได้แบบดีมากจริงๆ ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้แต่เรื่องนี้ยอมจริงๆซึ่งมันก็พ่วงพ้องกับความเชื่อของคนจีนด้วยอีกที

ชอบยุคสมัยในหนัง คิดถึงยุคนั้น พอๆกับรักตัวละครทุกตัวในหนัง รักมากจริงๆ

และอาจเพราะเราเชื่อมโยงกับหนังมากๆเลยชอบหนังมากๆ ไม่รู้ว่าเด็กยุคหลังๆนี้ถ้าได้ดูจะชอบหรือเปล่านะ

เดี๋ยวดูอีกรอบดีกว่า อยากร้องไห้ดังๆ

04/08/16 – Lazy Hazy Crazy (Luk Yee-sum/ HK/ 2015) – 1.5/5

เรื่องราวของเพื่อนสาว ม. ปลาย สามคนสามสไตร์ คนนึงเด็กเรียนติ๋มๆใส่แว่นใหญ่ๆ อีกคนเป็นคนห้าวๆลุยๆ ส่วนอีกคนก็แรดๆเลย คนสุดท้ายขายตัวด้วย ส่วนคนที่สองอยากลองขายบ้างเลยสนิทกันจนอาจจะรักกันเอง ทิ้งให้คนแรกเดียวดายหน่อยๆก่อนไปจะหาประสบการณ์ทางเพศด้วยตัวเองเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

แต่ทั้งหมดทั้งมวลมาพังทลายลงเพราะบทสรุปที่ว่าทุกคนดันชอบผู้ชายคนเดียวกัน ก่อนจะก่อเกิดบทสรุปในการเข้าใจความสัมพันธ์ของชีวิตชนิดที่โง่เง่าที่สุดในโลกภาพยนตร์ด้วยการใช้หมาตัวเดียว เพลียใจๆ

ปัญหาหลักของหนังก็คือความโลกสวยของมันนี่แหละ โห ส๊วยสวย ดราม่าที่ใส่มาก็เช๊ยเชย (ก็เรื่องปัญหาครอบครัวยังไงล่ะเธอว์) แล้วก็การแก้ปมเรื่องอย่างขัดใจตามที่บอก

อย่างไรก็ตาม การที่มันใช้ตัวละครที่มันไม่ได้สวยและไม่ได้หุ่นดีแบบโฉ๊ะๆตามมาตราฐานของหนังแนวนี้ก็เป็นส่วนดีอันหนึ่งที่เราโอเค

หนังมีน้องอ้อยมารับเชิญด้วยนิดหน่อย

05/08/16 – Bodyguards and Assassins (Teddy Chan/ HK, China/ 2009) – 4.5/5

ดูซ้ำแล้วก็บ่นใบ้อันไม่เกี่ยวกับหนัง

ขำขื่นกับความรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้ระหว่างตอนที่ดูในช่วงก่อนการทำประชามติ กับตอนที่กำลังเขียนถึงหนังหลังจากทราบผลประชามติแล้ว มันคนละเรื่องเลยจริงๆ

ตอนดูนี่อินมากนะแม้ว่าจะเคยดูมาก่อนแล้ว นั่งสะอื้นเป็นห้วงๆ จะอุดมการณ์ประชาธิปไตยหรืออุดมการณ์ส่วนตนมันก็ต้องเข้าไปแลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เศร้าแต่หึกเหิม มีพลังและกำลังใจ

แต่พอตอนมานั่งเขียนอยู่ตอนนี้ความรู้สึกแม่งคนละเรื่องเลย การเข้าแลกที่ไม่ได้อะไรกลับมาซักอย่าง คนตัวเล็กตัวน้อยตายฟรีเพื่อรองรับอุดมการณ์ที่ตนเองไม่มีโอกาสได้เห็น

เขียนบ่นเสร็จแล้วดูคลิปของ สศจ เมื่อวาน…น้ำตาร่วง

06/08/16 – The Wailing (Hong-jin Na/ South Korea/ 2016) – 5/5

*** จริงๆอยากให้คนที่จะดูหนังเรื่องนี้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลยก่อนดูมากกว่า ฉะนั้นจงไปดูหนังกันก่อนแล้วค่อยหาอ่านรีวิวกัน การไม่รู้อะไรของหนังเลยนี่แหละจะพาให้เราฟินน้ำแตกเหมือนเรา ***

นาฮงจินทำหนังยาวมาแล้ว 3 เรื่อง The Chaser (2008) หนังทริลเลอร์ฆาตกรโรคจิตทำร้ายจิตใจ, The Yellow Sea (2010) หนังไล่ล่าบนพื้นของเรื่องผู้อพยบลี้ภัยเพื่อชีวิตที่ดีกว่า และกับเรื่องนี้ที่เป็นหนังผีหนังปีศาจไปเลย เป็นการพลิกแนวหนังจากสองเรื่องก่อนไปเลย ประเด็นคือหนังทั้งสามเรื่องเรียกได้ว่าไปสุดทางในทุกเรื่องและสนุกมากทุกเรื่องจริงๆ

ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญขึ้นบ่อยครั้ง ทุกครั้งจะพบมนุษย์ที่มีแผลผุพองเต็มตัว ตัวเอกของเราเป็นตำรวจห่วยๆคนหนึ่งที่รับหน้าที่สืบคดี แรกๆก็คิดว่าอาจเป็นเพราะพิษของเห็ดอะไรซักอย่าง ไม่นานนักก็มีเรื่องเล่าร่ำลือถึงชายแก่ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในป่า ชายแก่ผู้ชอบตกปลากับเรื่องเล่าการกินศพสดๆของเขา ก่อนที่ความเป็นไปได้ของเหตุฆาตกรรมกับคนแก่ชาวญี่ปุ่นคนนั้นจะมีความเชื่อมโยงกันที่อาจไม่ใช่ในทางวิทยาศาสตร์และค่อยคืบคลานเข้าหาตัวตำรวจห่วยผ่านตัวลูกสาวของเขา การจึงกลับตาลปัตรเมื่อผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อเสียเอง การเอาตัวรอดจึงถือกำเนิดด้วยความแน่ในความเป็นชายและความเป็นพ่อพ้องด้วยปริศนาของหญิงสาวในชุดขาว

เอาจริงๆแบบไม่ต้องตีความอะไรมากมายก็พบได้เลยว่าหนังมันสนุกมากๆ ในเวลาสองชั่วโมงครึ่งของหนังไม่มีส่วนไหนเรียกว่าน่าเบื่อยืดยาดเลย ในชั่วโมงแรกของหนังคือการประติดประต่อปริศนาต่างๆที่เกิดขึ้นในเรื่องไปเรื่อยๆ ผ่านการสืบสวน ผ่านเหตุการณ์ประหลาดที่กระตุ้นสมองคนดูให้ทำงานตลอดเวลาพร้อมไปกับการแสดงภาพความอ่อนเปลี้ยและไร้ความสามารถของความเป็นชาย ของอำนาจรัฐ ก่อนที่ในชั่วโมงหลังหนังจะพลิกแนวหนังไปอีกด้านนึง กลายเป็นหนังปราบผีไปแบบเต็มตัว ปีศาจได้ก่อกำเนิดขึ้นมาท้าทายถีบส่งความอ่อนเปลี้ยเหล่านั้นให้ไปพบยังจุดจบ จุดจบแห่งความเงียบงันของความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของความเป็นชายและอำนาจอันไร้ค่า

น่าสนใจที่ปีศาจในหนังนาฮงจินเปลี่ยนบทบาทไป อย่างที่รู้ว่าในหนังของนาฮงจินมีปีศาจเสมอ ในสองเรื่องก่อนปีศาจมาในรูปนามธรรมผ่านตัวมนุษย์เพศชาย แต่เรื่องนี้เขาสร้างปีศาจจริงๆขึ้นมา ปีศาจตัวเป็นๆในอีกบทบาทหนึ่งที่ไม่ใช่เพื่อการทำลาย แต่คือการท้าทายทดสอบ ทดสอบมนุษย์ ทดสอบความเป็นชาย ทดสอบอำนาจรัฐ ทดสอบความเป็นพ่อรวมไปถึงทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ในที่นี้คือเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น) เป็นปีศาจที่แนบเคียงแนวคิดแบบศาสนา โดยมีทางเลือกผ่านหญิงสาวปริศนาที่เป็นผู้ชี้ทางสว่าง เป็นผู้เปิดทางเลือกในการต่อสู้ที่ซึ่งท้ายที่สุดตัวละครเพศชายของเขาก็ยังพ่ายแพ้ไปอยู่ดี

และอีกสองสิ่งที่ตราตรึงเรามากๆก็คือ อีตัวลูกสาวสุดเฮี้ยน และพิธีปราบผีสุดระทึก!!!

08/08/16 – The Hunger Games: Mockingjay – Part 2 (Francis Lawrence/ US/ 2015) – 2/5

– ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแยกเป็นสองพาร์ตและไม่จำเป็นที่หนังต้องยาวร่วมสองชั่วโมงเลยเพราะเนื้อจริงๆของภาคนี้ก็แค่ช่วง 50 นาทีสุดท้ายแค่นั้นแหละ

– แล้วพอแยกสองพาร์ต สารทางการเมืองของมันก็โดนหางเลขให้ไม่น่าตื่นเต้นไปด้วย เอาความพีคของพาร์ตแรกมาควบรวมกับ 50 นาทีของพาร์ตนี้ สารทางการเมืองน่าจะพีคมากกว่านี้

– นี่ก็เลยกลายเป็นว่า ออเหรอ จบแค่นี้เหรอ โอเค บัย!

– อนึ่ง อาจเพราะดูในช่วงเวลานี้ด้วยกระมั๊งที่การดูหนังการเมืองในช่วงนี้มักไม่อิมแพ็คใดๆแก่เราเลย

– ออ อีกอย่าง หักคะแนนความโง่ของแคนนิสที่เลือกพีต้า

11/08/16 – โลกปะราชญ์ (นนทวัฒน์ นำเบญจพล, อาทิตย์ พันนิกุล, Preduce Skateboards/ ไทย/ 2006) – 3/5

นี่น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับนักสเก็ตบอร์ดเรื่องแรกๆของไทยเลยมั๊ง จำได้ว่ามันฮือฮามากในยุคที่มันฉาย (ยุคไทยอินดี้โน่นเลย) โอเคแหละว่าเราคงไม่ได้อินเอินอะไรเพราะมันเป็นเรื่องที่ไกลตัวพอควร บางช่วงบางตอนก็รู้สึกว่ามันไกลเกินเอื้อมกับชีวิตเราจังเลย (คือเรารู้สึกว่ามันต้องมีเงินประมาณนึงถึงจะทำอะไรแบบนั้นได้ในยุคนั้น) อย่างก็ตามเราไม่ได้ดูหนังด้วยมุมมองตรงนั้นเท่าไหร่เพราะนอกจากภาพการสเก็ตสวยๆแล้วเรายังได้เห็นดราม่าต่างๆที่นักเสก็ตมักพบเจอ ทั้งอุบัติเหตุหรือกับการโดนไล่

สิ่งที่เราชอบมากๆคือการใช้เพลง หนังมันใช้เพลงอินดิ้(ในยุคนั้นเรียกแบบนั้นจริงๆ แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นป๊อปไปแล้ว)เยอะแยะเต็มไปหมดเพื่อประกอบภาพการสเก็ต คือหนึ่งมันทำให้เราคิดถึงยุคสมัยนั้น คิดถึงเพลงพวกนั้นในช่วงที่มันกำลังเบ่งบานและสองคือเราคงไม่อาจได้เห็นหนังที่มันใช้เพลงอินดี้หนักๆแบบนี้อีกแล้วแน่ๆ เพราะมันคงถูกโดนตราหน้าว่าไม่มีความสร้างสรรค์และเล่นง่าย แต่เราชอบและอยากเห็นอีก

แน่นอนภาพที่ถูกถ่ายด้วยกล้อง DV มันมีสเน่ห์เสมอ แล้วยิ่งมาใส่เลนส์ตาปลาเข้าไปภาพที่ออกมามันเลยยิ่งแปลกตา อันนี้เป็นความชอบส่วนตัว

ไม่แน่ใจว่าหนังมันมีอิทธิพลต่อนักเสก็ตยุคหลังๆหรือเปล่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ดูหนังสเก็ตไทยอีกเรื่องก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงโลกปะราชญ์ในนามของหนังเสก็ตเรื่องแรกๆของไทย (หนังเรื่องนั้นคือ Living The Dream ดูได้ที่นี่: https://www.youtube.com/watch?v=vZg4BcMvcUI )

https://vimeo.com/159680271

12/08/16 – บองสรันโอน (ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ/ ไทย/ 2015) – 1/5

ล้มเหลวในทุกมิติ กลายเป็นหนังผีไร้มิติไปในทุกๆด้าน หนังผิดพลาดมากที่เลือกจะเดินอยู่บนเส้นทางในการคลายปริศนาแบบลุ่นๆโดยไม่ได้ใส่ใจในมิติอื่นๆ กล่าวคือความสำคัญที่สุดของหนังคือการเปิดเผยความลับในช่วงท้ายแค่นั้น ซึ่งพอตัวละครมันไร้มิติ ถึงจะเฉลยมาหักมุมรุนแรงแค่ไหนเราก็ไม่มีทางรู้สึกร่วมกับตัวละครแน่ๆ

ยังไม่รวมความไร้เหตุไร้ผลในการกระทำของตัวละครอีก เข้าไปนอนในตู้เพื่อจะหลอกเพื่อนงี้ ลงไปนอนในกระเป๋างี้ ไม่เอ๊ะใจว่ามีศพงี้ มันยากที่จะยอมรับได้จริงๆ

และก็เหมือนหลายๆซีนใช้การด้นสดด้วย เรย์ แมคโดนัล คงพยายามแล้วแต่ไม่สามารถช่วยอะไรหนังได้เลย

14/08/16 – Paradise Kiss (Takehiko Shinjo/ Japan/ 2011) – 1/5

คงไม่มีคำไหนจะเหมาะกับหนังเรื่องนี้ได้เท่ากับคำว่า….เพ้อเจ้อ

ตอนดูก็พอเดาได้ว่ามันน่าจะมาจากการ์ตูน ซึ่งก็จริงดังนั้นแต่เราไม่เคยอ่าน นางเอกเป็นเด็กเรียนในโรงเรียนระดับท๊อปที่โดนแม่บังคับทุกอย่างแต่เผอิญดันสวยและหุ่นดี จับพลัดจับพลูมาเจอกับเหล่านักเรียนศิลปะ ดีไซร์เนอร์เสื้อผ้า มีพระเอกเป็น “ผู้มีพรสวรรค์ทางการออกแบบ” ผู้ตัดเสื้อเป็นตั้งแต่ 5 ขวบกับเหล่ามิตรสหายอีก 3 คนที่อยากได้นางเอกมาเป็นนางแบบเดินในงานประกวดแฟชั่นโชว์ก่อนจบ แรกๆก็ตึงๆแต่สุดท้ายนางเอกก็เริ่มเข้าใจในความปราถนาของตนเองที่จะเป็นนางแบบถึงขนาดทะเลาะกับแม่แบบหนีไปอยู่บ้านพระเอกไรงี้ ซึ่งสุดท้ายก็จบแบบตามสูตรนั้นแหละ

มันไม่ใช่แค่เพ้อเจ้อธรรมดา แม่งเพ้อเจ้อระดับยาว 2 ชั่วโมง หงุดหงิดตั้งแต่แม่งบังคับคนอื่นมาให้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วให้เหตุผลไปต่างๆนาๆ สร้างภาพความสำเร็จแบบสวยงามเกินปกติ แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกเมียน้อยแต่โครตรวยจะต้องพยายามสร้างปมปัญหาให้ตัวเองว่ะ แถบจะจบก็ยากต้องเล่นใหญ่อีก….เพลียใจ

13/08/16 – The Gigolo 1 (Au Cheuk-man/ HK/ 2015) – 2/5
15/08/16 – The Gigolo 2 (Venus Keung/ HK/ 2016) – 2/5

– เขียนรวบสองภาคเลยละกัน โดยรวมก็ดูได้เพลินๆ การกระทำโง่ๆทุกอย่างนั้นคือเรื่องตลก

– ภาคแรกว่าถึงการขึ้นมาเป็นจิโกโร่ ด้วยปัญหาทางบ้าน(อืมม)แล้วก็ได้สาวๆเอ็กซ์มาจ่ายมาติดพัน ได้ดีกันไป ดูแล้วอยากเป็นจิโกโร่บ้างเลย

– ภาคสองจากจิโกโร่มาเป็นเทรนนอร์สอนกระหรี่ เน้นเรื่องรักจนเลี่ยนและก็จบแบบเล่นใหญ่เกิ๊น

– อยากดูโป๊ไปดูแค่ภาคแรกก็พอ

17/08/16 – The Secret Life of Pets (Yarrow Cheney, Chris Renaud/ US, Japan/ 2016) – 0.5/5

เริ่มแรกขอด่าหนังสั้นเปิดเรื่องก่อน กูคนนึงละที่เห็นว่ามิเนี่ยนควรตายห่าไปจากโลกภาพยนตร์อนิเมชั่นเสียที ไม่ตลกแถมน่ารำคาญมาก ขนาดหนังสั้นยังรู้สึกเสียเวลา

โอเคเข้าสู่ตัวหนัง ทุกครั้งที่ดูหนังพวกนี้เรามักมีปัญหาเสมอๆกับความเป็นมนุษย์ การฮิวแมนไนร์ลงไปในตัวสัตว์ คือจริงๆถ้าคิดจะดูหนังพวกนี้มันก็ต้องปล่อยวางแหละอันนี้รู้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดใจ โอเคแหละว่าหนังมันเอาอุปนิสัยของสัตว์แต่ละชนิดมาใช้เป็นแก๊กต่างๆ แต่โดยรวมแม่งก็ใช้การคิดแบบมนุษย์อยู่ดี ซึ่งในที่นี้อาจเป็นเพราะเราเป็นคนไม่ได้รักสัตว์ เห็นสัตว์คือสัตว์ เห็นมันซื่อสัตย์ก็เพราะมันได้รับการเลี้ยงดู ได้รับอาหารจากเจ้าของที่ซึ่งมันก็ไม่ได้มีตัวเลือกหรือสามารถคิดอะไรได้มากกว่านั้น เราเชื่อแค่นั้น ไม่มีอะไรมากกว่าการไปรู้ถึงจิตใจพวกมัน (ใช่ กูมันคนหยาบ)

และด้วยความที่เราไม่ได้รักสัตว์ ทีมที่เราสังกัดในเรื่องครึ่งทีมกระต่ายคลั่งกับเหล่าสัตว์ที่โดนทอดทิ้ง เราเลยหงุดหงิดมากกับการกระทำของอีแม็กซ์กับอีดั๊กผู้เป็นเจ้าของเรื่องและสร้างปัญหาให้คนอื่นเดือนร้อน แถมยังต้องมาเห็นแง่เห็นงามกับแม่งด้วยซีนเด็กอุ้มกระต่ายตอนจบที่กูเกลียดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

อย่าว่าอย่างงี้อย่างงั้นเลย ด้วยตัวเรื่องมันก็ไม่สนุกอยู่แล้วด้วยล่ะ พล๊อตจางๆที่เดินด้วยแก๊กด้วยมุกเยอะที่เราขำน้อยมากๆ น่าเบื่ออออออ

17/08/16 – Train to Busan (Sang-ho Yeon/ South Korea/ 2016) – 3.5/5

 สนุกจริง ตื่นเต้นจริง ดูไปตัวเกร็งไป ที่ตลกคือชอบการจับอาการของตัวเองตอนดูหนังเรื่องนี้ ประมาณว่า เฮ้ยมึง ตัวมึงบิดแล้วนะ เท้ามึงเหยียดสุดไปแล้วนะอะไรแบบนั้นตอนที่ตื่นเต้นมากๆ 555

ส่วนตัวบรรดาเหล่าหนังผีหรือหนังซอมบี้มักเป็นหนังที่ไม่ค่อยเข้าทางเรา ไม่ค่อยถูกจริตและมักจะเจาะเข้ามาในความรู้สึกนึกคิดของเราไม่ค่อยได้(ในที่นี้พูดถึงเหล่าประเด็นแวดล้อมในหนังกลุ่มนี้) ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมือนกัน มันสนุกตื่นเต้นแหละด้วยเทคนิคต่างๆนาๆ แต่ประเด็นอื่นๆมันกลับธรรมดาไปสำหรับเรา อำนาจรัฐที่พึ่งไม่ได้ ความเลวทรามของนักธุรกิจ ความมาโชของเพศบุรุษหรือการใส่ใจในเพื่อนมนุษย์ในความเป็นชนชั้นอีกทีเหล่านี้มันตรงไปตรงมาไป ซึ่งจริงๆมันอาจจะสะท้อนภาพสังคมเกาหลีแต่เพียงเราไม่รู้บริบทก็เป็นได้

นอกจากโซฮีแล้ว(อันนี้ชอบส่วนตัวไม่เกี่ยวกับการแสดงในหนังใดๆ) ก็ชอบสาวท้อง คือเรารู้สึกว่าถ้าเธอไม่ท้องเธอคงออกมาลุยได้มากมาย จนอดคิดไม่ได้ว่าอนาคตของชาติบางทีก็เป็นตัวถ่วงได้เหมือนกันในหนังที่มันพยายามทำให้เห็นความสำคัญของอนาคตของชาติมากเรื่องนี้

อนึ่ง เราชอบ The King of Pigs มากๆเลยหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้พอประมาณ ลุ้นอีซีนท้ายที่ทหารเล็งปืนเข้าไปในอุโมงค์ คือถ้าเรื่องมันพลิกไปอีกทาง กูจะเอาบริบทของไทยไปจับทันที “ล้มแล้ว ล้มแล้ว” คงสะเทือนมากกว่ามาก

13923665_850142075116454_8995796873552490065_o20/08/16 – River of Exploding Durians (Edmund Yeo/ Malaysia/ 2014) – 5/5

ชอบหนังมาก มันงดงามมากพอๆกับที่มันเจ็บปวดแบบสุดๆ ทำเอาเราน้ำตาปริ่มเป็นห่วงๆ น่าจะติดท๊อปของปีแน่ๆ

*** เปิดเผยเนื้อหาของหนัง ***

1. อกหักคือประวัติศาสตร์รูปแบบหนึ่ง

River of Exploding Durians มีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่สามารถแยกได้เป็น 2 พาร์ตหลักๆ หนึ่งคือความรักระหว่างหมิงและเหมยอัน คู่รักมัธยมกับอนาคตที่ไม่แน่นอน และสองคือฮุ่ยหลิงและคุณครูหลิมผู้สอนประวัติศาสตร์กับการต่อต้านโรงงานไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบกับผู้คนรอบข้าง

ความรักของหมิงและเหมยอันคือความรักของคนต่างชนชั้น คนหนึ่งมีอนาคตรอไว้อยู่แล้วส่วนอีกคนมืดมนเพราะผลกระทบจากสารพิษที่เกิดจากการสร้างโรงไฟฟ้า ความหวังความฝันที่ก่อร่างไว้ล่มสลายลงสู่พื้นดินด้วยการกระแทกของโลกความเป็นจริง หมิงอกหักและเหมยอันก็หายสาปสูญไปกาลนาน

ฮุ่ยหลิน แอ็คทิวิสต์สาวผู้ต่อต้านการสร้างโรงฟฟ้าในชุมชน รับรู้อุดมการณ์การต่อต้านในโลกจริงจากอาจารย์หลิมผู้สอนประวัติศาสตร์ด้วยการกระตุ้นเตือนให้เห็นคุณค่าความสำคัญของการต่อสู้ของเหล่าคนตัวเล็กที่เกิดขึ้นในโลก แต่เพราะการต่อสู้มีหลายรูปแบบ แม้จะมีเป้าหมายเดียวกันแต่อุดมการณ์มันสามารถเปลี่ยนไปได้ สุดท้ายมันจึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจยอมรับได้

ทั้งสองคนอกหัก คนนึงอกหักในเรื่องรักและอีกคนอกหักในอุดมการณ์ ท้ายที่สุดแล้วอาการอกหักของทั้งสองก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ระดับปัจเจคที่เล็กจ้อยที่สุดที่จะถูกจดได้ได้เฉพาะตัวของพวกเขาเอง

2. ประวัติศาสตร์ของคนที่ไม่เคยถูกจดจำ

คุณครูหลิมพยายามนำพาให้เหล่าลูกศิษย์ได้มองเห็นการต่อสู้ของคนตัวเล็กที่ถูกลบลืมในประวัติศาสตร์ อาทิเหตุการณ์ล้อมปราบในธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย, เรื่องราวของสาวน้อยผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสในฟิลิปปินส์และเรื่องของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ถูกขายมาเป็นโสเภณีในมาเลเซียในยุคสงครามและถูกทอดทิ้งจากประเทศของตัวเองเมื่อสงครามจบลง มันคือประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืม

หมิงและเหมยอันหนีกันไปยังเมืองหลวงด้วยความฝันของคนหนุ่มสาวถึงชีวิตที่ดีกว่า พวกเขาอาจหนีมาไทย มาเรียนภาษาไทยที่เพราะดั่งสายฝน ณ ห้องพักในวัยฝนปรอย เหมยอันเล่าถึงความคาดหวังอันสวยงามในอนาคตถึงการที่น้องชายจะโตไปเป็นหมอ มีฐานะมั่นคงและอาจรับเธอเข้าไปอยู่ร่วมด้วย ส่วนหมิงเล่าเรื่องของน้องที่ตายในอดีตกับแม่ของเขา คำพูดที่ทำให้แม่เขาเสียใจที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้รับรู้มาก่อนแล้ว

อาการจำอดีตไม่ได้ของหมิงและการมองอนาคตด้วยความหวังของเหมยอันคือการรับรู้ประวัติศาสตร์ของปัจเจกรูปแบบหนึ่ง มันสามารถเลือนหายไปได้พอๆกับที่มันจะสามารถเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็ได้ หากมันไม่ถูกบันทึกไว้ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาก็คงถูกกลืนหายไปไม่ต่างจากนักต่อสู้ในเรื่องเล่าของลูกศิษท์คุณครูหลิม

3. ประวัติศาสตร์หนึ่งจบลงในมวลหมู่ประวัติศาสตร์อื่น

พ่อของเหมยอันเล่าให้เธอฟังว่า เธอเกิดมาในช่วงมรสุมที่ท้องฟ้าดำมืด หมอดูได้ทำนายว่าเธอจะมีอนาคตที่สดใสด้วยความที่เธอกำเนิดมาในความมืดมิด เธอจึงมักมองหาแสงสว่างเสมอ ส่วนคุณครูหลิมหลังจากดำเนินการภารกิจเสร็จสิ้น เธอฆ่าตัวตาย ณ ช่วงเวลาที่ท้องฟ้าสองแสงประกายงดงาม

ในช่วงท้าย หมิงและฮุ่ยหลินเดินทางไปเมืองบ้านเกิดของคุณครูหลิมเพื่อร่วมเทศกาลปีใหม่ เพื่อการเฉลิมฉลองการก้าวผ่านปีเก่า ผ่านเรื่องราวเก่าๆแล้วเดินสู่ปีใหม่ อนาคตใหม่ต่อไป

ประวัติศาสตร์หนึ่งก่อกำเนิดขึ้น อีกหนึ่งประวัติศาสตร์จบลงไป ในท่ามกลางประวัติศาสตร์อื่นๆที่กำลังถูกเขียนต่อไปไม่สิ้นสุด

และด้วยตัวของหนังเอง มันก็คือการบันทึกประวัติศาสตร์ของมันเองในรุปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

ปล1. จริงๆมีตัวละครอีกตัวที่เรารู้สึกกับมันมากๆคือตัวสาวบาร์เกิร์ลแสนเหงา เธอออกมาเพียงฉากเดียวแต่ควรค่าแก่การจดจำมาก เธอน่าจะเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์ที่สั้นที่สุดของเรื่อง

ปล2. มันน่าตื่นเต้นแกมเศร้าใจที่ได้เห็นการพูดถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค 19 ในหนังมาเลเซียเรื่องนี้ ตื่นเต้นที่ได้เห็นมันถูกพูดถึง เศร้าใจที่มันไม่ได้ถูกพูดถึงในหนังไทย และก็ไม่แปลกใจอะไรที่หนังจะโดนแบนในมาเลเซียด้วยประเด็นการต่อต้านในเรื่อง ใน q&a ผู้กำกับบอกว่าในบทครูยังต้องใช้นักแสดงไต้หวันด้วยเพราะคนมาเลเซียเองไม่กล้าเล่น หรือกับการถ่ายทำในโรงเรียนที่โดนแคลเซิลในท้ายที่สุดจนต้องไปถ่ายในโรงเรียนร้าง และกับเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ในเรื่องที่ ผกก ก็ต้องไปรีเสิร์ซหาเองเพราะมันไม่มีบันทึกไว้เป็นทางการ สรุปคือประเทศอาเซียนเราๆนี่แทบไม่ต่างกันเลย

ปล3. น้อง Joey Leong รุนแรงระดับทำลายล้างมาก อยากสอนภาษาไทยให้เลยจริงๆ

ปล4. ส่วนน้อง Daphne Low นี่คุ้นหน้าอยู่ เคยผ่านตาหนังสั้นที่น้องแสดงไว้ในหนังของ James Lee เรื่อง All for Love ดูหนังได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?list=PL_I_xW06YeiRcUWD

21/08/16 – ความเศร้าของภูตผี (วชร กัณหา, จุฬญาณนนท์ ศิริผล, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง/ ไทย/ 2016) – 3.5/5

 หนักหน่วงรุนแรง ไร้ซึ่งการประณีประนอมใดๆ คือรู้อยู่แล้วแหละว่าหนังมันต้องไปสุดไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่ๆ ดูจากชื่อผู้กำกับทั้ง 4คน 4สไตร์ เราคงไม่อาจคาดหวังโครงสร้างที่มันเป็นรูปแบบชัดเจนได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะสุดขีดขนาดนี้เหมือนกัน 555

ดังนั้นปัญหาของเราคือเราตามหนังไม่ทัน ปรับอารมณ์ไม่ถูก คือไม่รู้ว่ามันคือความตั้งใจของคนทำหรือเปล่า จากความวิปลาส ไปสู่ความงงงวยแล้วก็ไปโรแมนติก จากความพิศวงตีกลับไปตลกแล้วก็จบที่ความวิปลาสอะไรแบบนั้น

คือถ้าว่าถึงการรื้อโครงสร้างของเล่าเรื่อง หนังมันทะลุพิกัดไปได้อยู่แล้ว เรื่องเล่าไม่สำคัญเท่าวิธีการเล่าที่อัดใส่มาเต็ม มันเล่นกับ genre ของหนังแบบไม่แคร์คนดู (อันนี้คาดได้อยู่แล้วจากแนวทางของผู้กำกับแต่ละคน) มีบทสัมภาษณ์นักแสดงที่พูดถึงตัวละครที่รับบท มีภาพ insert แปลกประหลาด มีเรื่องเล่าที่ไม่เกี่ยวกับเส้นเรื่อง ยุบยับเต็มไปหมด โดยเรื่องเล่าที่เราสามารถจับได้แน่ๆคือเรื่องของคนทำหนังที่ถูกแบนแล้วหายตัวไปกับเรื่องคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ เส้นเรื่องแรกเปี่ยมไปด้วยเทคนิคทางภาพและเสียง ส่วนเส้นเรื่องหลังเปี่ยมไปด้วยเรื่องเล่าอันสุดขีด

เห็นด้วยกับมิตรสหายหลายท่านและกับคนทำที่ว่าหนังมันคงจะสื่อสารได้รุนแรงกว่าหากมันได้ฉายเมื่อตอนหนังเสร็จ สาระต่างๆในหนังบางชิ้นมันอ่อนกำลังลงไปแล้ว (ทางการเมืองค่อนข้างชัด) แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันหายไป มันยังคงอยู่และรอวันเกิดขึ้นซ้ำเท่านั้นเอง

ดูจบก็พอระลึกได้ว่าเหล่าภูตผีที่หนังกล่าวถึงมันก็คือคนอย่างเราๆนี่แหละ เราอยู่กับผีในตอนเปิดเรื่องที่ส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมาตลอดสิบกว่าปีจนกลายเป็นบ้า อยู่กับองค์กรไร้คุณภาพที่มองเห็นแค่สิ่งที่ตัวเองอยากเห็น ภูตผีอย่างเราๆไม่อยู่ในสายตา

อย่างไรก็ตามถ้ามีโอกาสได้ดูหนังอีกรอบจะดีมาก อาจเห็นอะไรมากกว่านี้

22/08/16 – [REC] 4: Apocalypse (Jaume Balagueró/ Spain/ 2014) – 2/5

ในแฟรนไชร์หนังซอมบี้จากสเปนชุดนี้ เราชอบภาคแรกกับภาคสองมากสุด ภาคแรกมันสดใหม่ในการถ่ายแบบแฮนด์เฮลด์ในหนังซอบบี้ที่เต็มไปด้วยประเด็น ภาคสองมันเพิ่มเติมด้วยการเอาเรื่องศาสนา-ปีศาจเข้ามาจับร่วม (ส่วนภาคสามไม่ค่อยชอบเพราะมันกลายเป็นหนัง gore ธรรมดาไปอันว่าด้วยซอบบี้ในงานแต่งงานและมีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับ)

ภาคล่าสุดนี้ผู้กำกับจากสองภาคแรกกลับมาทำ โดยพาตัวละครหลักจากภาคแรกและตัวละครรองในภาคสามกลับมาร่วมลงเรือที่มีเป้าหมายในการผลิตเซลั่มในการยับยั้งซอบบี้ แน่นอนมันต้องฉิบหายไปตามเรื่องตามราวซึ่งโอเคแหละว่ามันทำออกมาสนุกและตื่นเต้นใช้ได้เลย เพียงแต่มันให้ได้เท่านั้นจริงๆ

น่าเสียดายที่หนังมันไม่นำเอาวัตถุดิบจากภาคสองใส่เข้ามาเลย (มีพูดถึงนิดๆแต่ไม่ได้ส่งผลใดๆกับตัวเรื่องเลย) มันเลยกลายเป็นหนังซอบบี้ไล่ล่าตื่นเต้นสนุกๆได้แค่นั้น ไม่มีรสชาติอื่นร่วม

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s