Film I’ve seen in July 2016

03/07/16 – ลูกทุ่งซิกเนเจอร์ (ปรัชญา ปิ่นแก้ว/ ไทย/ 2016) – 2/5

ตรงๆเลยคือผิดหวัง เราว่าศักยภาพของมันไปได้ไกลกว่านี้แน่ๆหากตัดเรื่องราวบางเรื่องออกไปบ้าง แล้วไปให้เวลากับเรื่องที่เหลือแบบใส่ใจมากกว่านี้ บางเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ อาทิ คนโดดสะพานนี่ตัดออกไปได้เลย หรือกับเรื่องแอบรักดารานี่ก็ใส่มาเพื่อรองรับเพลงที่จะใช้แค่นั้นเอง ผลเลยกลายเป็นว่าการคลี่คลายแต่ละเรื่องมันเล่นง่ายไปและไม่สุดเลยซักเรื่อง น่าเสียดายมากๆ

แล้วเพลงลูกทุ่งในเรื่องเราชอบมากๆนะที่มีการปรับทำนองใหม่ แต่ก็นั่นแหละ พอหนังมันเป็นแบบนี้ พลังของเพลงมันเลยดร๊อปลงไปเยอะเลยอะ เสียดายๆๆๆๆ

แล้วก็โกรธมากที่ใช้น้องพลอยหรือไข่มุกไม่คุ้มเลย เสียใจๆๆๆ

06/07/16 – Sing Street (John Carney/ Ireland, UK, US/ 2016) – 5/5

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าคาร์นีย์ทำหนังสามเรื่องไม่เหมือนกันเลยแฮะ จากหนังอินดี้ปวดๆใน Once มาเป็นหนังแมสจ๋าๆสวยๆใน Begin Again มาเรื่องนี้เหมือนเอาส่วนผสมของสองเรื่องก่อนมารวมกันจนได้หนังที่เมื่อดูจบแล้วเราจะมีพลังพลุ่งพล่านจนอยากออกไปทำโน่นทำนี่ตามฝันด้วยแรงอันเต็มเปี่ยม แต่อีกด้านมันก็กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไอ้ความฝันเหล่านั่นมันไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะคว้าไว้ได้ เราอาจจะห่วยเอง อาจไม่มีโอกาสเดินเข้ามาหรือด้วยเงื่อนไขชีวิตอะไรก็ตามแต่ ซึ่งตัวเราจัดอยู่ในหมวดของพวกคนกลุ่มหลัง ดูจบมีพลังจริงแต่ก็เศร้าจนน้ำตาไหล ฮือๆ

โดยเนื้อแท้แล้วเอาเข้าจริงโครงสร้างชองหนังสำหรับเรานี่อยู่ในระดับยี้ย้ามากเลยนะ หนุ่มน้อยฟอร์มวงจากคนขี้แพ้เพื่อจีบหญิงที่มีกิมมิกเรื่องปัญหาครอบครัวเติมเข้าไปนิดหน่อยแบบนี้ แต่เหมือนหนังมันรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่านี่คือจุดบอดเล็กๆ(กับอีคนที่มันเกลียดอะไรสว่างๆแบบกู)มันเลยเติมตัวละครอย่างพี่ชายเข้ามา ทำเพลงดีๆโดนๆ ให้รีคอลถึงยุค ’80 (แม้กูจะเป็นเด็กยุค ’90 แต่อย่างน้อยยุคในหนังกูก็ทันอยู่เพราะเกิดต้นๆยุค) แล้วก็พูดถึงพลังของมิตรภาพระหว่างเพื่อน ระหว่างพี่น้อง พูดถึงเรื่องรักแรกและพลังอันรุนแรงของมัน เพลงจากชีวิตจริงจากเหล่าคนขี้แพ้ ซึ่งตรงนี้เรายอมใจ พ่ายแพ้ราบคาบ ยอมๆๆ

รักตัวละครพี่ชายมากๆ ไม่ใช่เพราะเรื่องการกรุยทางให้น้องอะไรเทือกนั้นเพราะเราไม่มีน้องเลยไม่อินกับจุดนี้ แต่มันคือการที่ตัวละครตัวนี้มันเอาความฝันของมันเป็นแรงผยุงพลักดันและถมความฝันของน้องมันให้เต็มมากกว่าการบังคับขืนใจให้ทำ คิดถึงตัวละครนี้ทีไรน้ำตาซึมทุกที

ปล. ชอบดวงตานางเอกจัง บทจะเป็นปริศนาก็น่าค้นหา บทจะโศกก็แสนเศร้า แล้วกับซีนถ่ายเอ็มวีในโรงยิมที่มโนถึงยูโธเปียชีวิตของตัวเองนี่อี๊มากแต่เอากูตายไปเลย

08/07/16 – อาปัติ (ขนิษฐา ขวัญอยู่/ ไทย/ 2015) – 3.5/5

ส่วนเสียเดียวสำหรับเราของหนังเรื่องนี้คือวิธีการจัดการกับตัวเรื่องของมันที่เต็มไปด้วยอาการ “เล่นง่าย” โดยเฉพาะการคลี่คลายต่างๆเพื่อผลของเส้นเรื่อง อย่างการใช้การฝันเพื่อเห็นเหตุต่างๆอย่างบ่อยครั้งของตัวพระซันหรือกับการบอกเล่าออกจากปากตัวละครเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้วเราพบว่าหนังมันโอเคทีเดียวโดยเฉพาะเรื่องบทที่มันเปิดมุมมองใหม่ๆให้กับพุทธศาสนาด้วยการตั้งคำถามถึงตัวพุทธศาสนาเองและตัวของมนุษย์ผู้ห่มเหลือง เกลี่ยระดับให้พระกับฆราวาสอยู่ในระนาบเดียวกันของความเป็นมนุษย์ เราได้เห็นพระที่เป็นพระแค่ผ้าเหลือง เห็นความรักทีหมิ่นเหม่จากความเชื่อคำสอน หรือกับการได้เห็นพฤติกรรมของพระในแบบฆราวาสามัญชนทั่วไปมากกว่าพระในนิยามที่เรามักจดจำ มันจึงพูดถึงเรื่องของมนุษย์มากกว่า มนุษย์ที่ถูกพุทธศาสนาครอบไว้อีกที

แล้วเอาเข้าจริงเราก็เห็นว่าหนังมันดีมากในการเป็นหนังที่เชิญชูตัวพุทธศาสนาเองด้วยซ้ำ คือมันไม่ใช่การมานั่งเทศน์สั่งสอนอะไรบลาๆๆๆอย่างที่หนังแบบนี้ชอบทำ แต่คือการเปิดให้เห็น โยนคำถามใส่เข้าไปเพื่อจุดหมายที่มุ่งไปสู่หลักของพุทธศาสนาเอง แม้ว่าในบางเรื่องเราอาจไม่พอใจบ้างอย่างการโยนความผิดบาปให้เพศหญิงไปผู้รับกรรมแทนแต่อย่างน้อยหนังมันก็ดันผลเหล่านั้นกลับไปสู่ตัวละครหลักและผู้ชมได้ในท้ายที่สุด

ชื่นชมตัวละครพระทินและฝ้ายมากๆ พระรูปงามและเคร่งครัดตามแบบฉบับพระทางการที่ค่อยๆเปิดให้เห็นด้านตรงข้าม และกับสาวน้อยผู้ไร้ซึ้งความเชื่อกับสิ่งที่มองไม่เห็นและทำตามใจตัวเอง

แน่นอนอีตัวหนังสือสรุปเรื่องในตอนท้ายนี่คือความกากระดับสุด อยากดูหนังในเวอร์ชั่นก่อนที่จะถูกเซ็นเซอร์จัง มันน่าจะไปกว่านี้แน่ๆ

10/07/16 – Mind Game (Masaaki Yuasa, Kôji Morimoto/ Japan/ 2004) – 3/5

อนิเมชั่นประหลาดๆ ลายเส้นประหลาดๆที่ไมได้เน้นสวยหรือสมจริง บ้างก็มิกซ์กับใบหน้าคนจริงๆเข้าไป ในเรื่องราวประหลาดๆอันว่าไอ้คนขี้แพ้ที่ได้รับโอกาสแก้ตัวใหม่ในการใช้ชีวิต ผจญภัยไปร่วมกับผู้หญิงนมใหญ่ที่แอบชอบมาตั้งแต่เด็กและพี่สาวของเธอ เป็นอนิเมชั่นเซอร์เรียลเรียกพ่อ โดดเด่นในความเป็นอนิเมชั่นที่ไม่เหมือนใคร

ครึ่งชั่วโมงของมันตราตรึงและสะกดเราได้อยู่หมัดจริงๆ หมายถึงครึ่งชั่วโมงที่มันตัวละครมันยังไม่ได้รับโอกาสใดๆ มันเดาทางไม่ถูกดี แต่พอมันได้รับโอกาสเท่านั้นแหละหนังมันเลยใช้ความเซอร์เรียลต่างๆมากมายมารองรับเรื่องจนกลายเป็นการทำลายความน่าสนใจที่มีอยู่ทิ้งไปหมดเลย จากเรื่องคนขี้แพ้ในโลกเซอร์เรียลที่ยังสามารถเอาความจริงไปเทียบได้บ้าง ไปสู่ความเซอร์เรียลแบบไม่สนใจคนดูอีกแล้ว เพียงแค่เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของหนัง นั้นคือเรื่องของความสวยงามของการใช้ชีวิต อืมมมมม

อนึ่ง ชอบการตัดต่อห้วงอดีตแบบเร็วๆในช่วงต้นและท้ายของหนังมากๆ

10/07/16 – The Lobster (Yorgos Lanthimos/ Greece,Ireland, Netherlands, UK, France/ 2015) – 3/5

ไม่ได้ชอบมากอย่างที่คิดไว้แต่แรกแฮะ แม้มันจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เราชอบมากมายทั้งการเซ็ตอับโลกประหลาดๆ กฏประหลาดๆและคนประหลาดๆขึ้นมาตามสไตล์ผู้กำกับกรีกคนนี้ จะว่าไปมันก็เหมือนการเอา Dogtooth มาขยายเรื่องให้ใหญ่ขึ้น จากสเกลครอบครัวไปสู่สเกลระดับสังคมและเปลี่ยนกฏใหม่จากการกักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ซึ่งเรากลับชอบเรื่องหลังมากกว่า มันแรงกว่าและส่งประเด็นการควบคุมได้รุนแรงกว่ามาก (ยังไม่เคยดู Alps)

อย่างไรก็ตาม ยังไงก็คงต้องชมเชยกับการสร้างโลกของความันพันธ์ขึ้นมาใหม่แบบในหนังที่แปลกใหม่และง่ายในการตั้งคำถามในเรื่องความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องความรัก ความเหงา การเอาตัวรอด การควบคุมและความตายได้ด้วยรสชาติประหลาดๆแสนอภิรมณ์

นอกเหนือจากนั้นเราเฉยๆ เป็นหนังดีที่ไม่ถูกจริตเราเท่าไหร่โดยเฉพาะประเด็นกลัวโสดอะไรนั่น

แต่ เลอา เซย์ดูซ์ ดีเลิศเลอมาก รักนาง

14/07/16 – The Chaser (Hong-jin Na/ South Korea/ 2008) – 5/5

ดูซ้ำ

ตามกระแส The Wailing เลยไล่ดูใหม่เลย จบเรื่องนี้ก็ต่อด้วย The Yellow Sea ที่ยังไม่เคยดู

ส่วนคุณงามความดีของหนังเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วมั๊ง

 

14/7/16 – Gun Woman (Kurando Mitsutake/ Japan/ 2014) – 3/5

ห่างหายจากหนัง gore ญี่ปุ่นไปนานเพราะไม่ค่อยได้เจอหนังที่โดนใจเลย มาได้เจอเรื่องนี้แหละที่พบว่า เออ สนุกดี

หนังมีทุกอย่างครบสำหรับหนังแนวนี้ โหด เลือดสาด โป๊ มนุษย์จิตๆและความเว่อร์วัง หญิงสาวที่ถูกจับมาเทรนด์เพื่อการแก้แค้นแบบ Leon มีความโม้เกี่ยวกับร่างกายและปืนเหมือนหนังการ์ตูนญีปุ่น แถมจบแบบตลบพล๊อตสองสามตลบให้พอรู้สึกว่ามีอะไร

ซีนขายของหนังก็คงเป็นซีนไคลแม็กซ์ที่นางเอกแอ็คชั่นต่อสู้แบบ full frontal ที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด(ตามในโปสเตอร์) คือมาครบทุกองค์ประกอบในซีนเดียว

15/07/16 – สันติ-วีณา (ทวี ณ บางช้าง/ ไทย/ 1954) – 5/5

 เป็นบุญจริงๆที่ได้ดูในโรงใหญ่ร่วมกับคนเกือบเต็มในสกาล่ากับหนังที่หายสาปสูญไปแล้วก่อนจะมาค้นพบและรีสโตร์จนได้กลับมาฉายในบ้านเกิดอีกครั้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนึ่งในหนังไทยที่สนุกมากๆเรื่องหนึ่งที่แม้จะได้ดูในห้วงเวลาปัจจุบันที่ล่วงเลยมาถึง 60 กว่าปีแล้วก็ตาม มันครบรสและนำพาอารมณ์เราไปได้สุดจริงๆ

หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าคร่าวๆของความเป็นมาในการค้นพบฟิล์มหนังเรื่องนี้ที่มันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการค้นพบฟิล์มหนังคลาสสิคของโลกอย่าง Metropolis (1927) ของ ฟริตซ์ ลัง ทั้งการค้นหาฟิล์มเนกาทีฟ การนำมาทำการรีสโตร์ใหม่หรือแม้แต่การค้นคว้าศึกษาความเป็นไปได้ในการไล่เรียงเรื่องและภาพของหนังใหม่ในกรณีที่พบความไม่ปะติดปะต่อกัน (ใน Metropolis ใช้ intertitle ในการเล่าเรื่องของภาพที่หายไป ส่วนของสัณติ-วีณา คือการเปรียบเทียบกับก๊อปปี้ที่ค้นพบใหม่) สำหรับคนรักหนัง มันน่าปลาบปลื้มจริงๆกับผู้คนผู้ให้ความสำคัญกับสื่อภาพยนตร์โดยความร่วมมือของผู้คนทั่วโลก เราขอคารวะ

หนังมันว่าด้วยโศกนาฏกรรมความรักของสันติคนตาบอดกับวีณาหญิงสาวหัวใหม่ผู้มาก่อนกาล บนแวดล้อมของชนบทและพุทธศาสนาในยุคสมัยก่อนปี พ.ศ. 2500 แน่นอนความที่มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อนในบริบทสังคมที่แต่งต่างอย่างฟ้ากับเหวกับปัจจุบัน เราจึงได้เห็นตัวละครที่ฉาบสีขาว-ดำชัดเจน ได้พบการกระทำตกยุคอย่างการคลุมถุงชน แต่ในความตกยุคเหล่านั้น(ที่เรารับมันได้อย่างไม่เคอะเขินด้วยความเข้าใจในยุคสมัยของมัน)เราได้พบกับความโดดเด่นและหัวก้าวหน้าของตัววีณา ความตลกในหนังที่มันยังทำงานได้ดีมากด้วยบทพิสูจน์ของเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้คนในโรง บทสนทนาคมๆกวนๆ รวมไปถึงจังหวะแม่นๆที่ชักจูงนำพาอารมณ์ผู้คนไปจนสุดของโศฏนาฏกรรมความรักของคนทั้งคู่ในท้ายที่สุด

กอปรกับลูกเล่นต่างๆในหนังที่สนุกและดีงามเหลือเกิน ทั้งการใช้ผู้ใหญ่ดัดเสียงพากษ์เป็นเด็กที่ช่วยเพิ่มคุณลักษณ์ของตัววีณาให้ชัดเจน ซีนลอยกระทงที่ดูเซอร์เรียลมากแต่เป็นหนึ่งในซีนที่ติดตาที่สุดซีนหนึ่งของหนัง สัญญะต่างๆโดยเฉพาะสัญญะทางเพศ(ดึงขลุ่ย)ที่เรากรี๊ดกร๊าดมากรวมไปถึงซีนจบที่องค์ประกอบทุกอย่างมันลงตัวดีเหลือเกินทั้งกับการพบหน้ากันอีกครั้งของสันติ-วีณาในสถานะเป็นอื่นและกับซีนจบที่ทิ้งห้วงการเดินของสันติให้รั้งท้ายเพื่อผลของอารมณ์คนดู

เหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆคือตัวละครวีณา แรกเริ่มเดิมทีที่ได้ดูตัวอย่างเราพบว่าลุคของตัววีณามันไม่เหมาะกับหนังเลยแฮะ แต่พอได้ดูหนังจริงกลับพบว่ามันคือตัวละครที่สมบูรณ์แบบจริงๆสำหรับหนังทั้งด้วยกริยาท่าทางและภาพลักษณ์ ผู้หญิงตัวใหญ่ที่ดูเหมือนลูกครึ่งนิดๆและรำไทยได้ก๋องแก๋งมากๆ มันเข้ากั๊นเข้ากันกับจริตจก้านของตัววีณาจริงๆ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่เราชอบมากและน่าจะติดหนึ่งในท๊อปลิสต์ในปลายปีแน่ๆ นอกจากความสนุกมากๆแล้ว การรีสโตร์ใหม่ของมันก็ให้ภาพสวยมาก สีสดใสฉูดฉาดร่วมกับการถ่ายภาพเทพของรัตน์ เปสตันยีจนได้รางวัลระดับโลก จนเราไม่อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูพลาดกันเมื่อมันมีโอกาสที่จะเข้าโรงให้ได้ดูกันที่  SF เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28-29 ก.ค. 59 รอบ 19.00น. และ วันที่ 30-31 ก.ค. 59 รอบ 14.00น. นี้

ปล. ตอนออกโรงเห็นพี่โต้ง มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ใส่เสื้อ “วีณา-ไกร” แล้วแอบอมยิ้มไม่ได้ 555

17/07/16 – Chakravyuh (Prakash Jha/ India/ 2012) – 5/5

ก้มกราบตรีน ประกาช ฌา อีกรอบหลังจาก Satyagraha (2013) ที่ได้ดูไปก่อนหน้า คนอะไรทำหนังการเมืองได้หนักหน่วงเหลือเกิน แต่กลับสนุกฉิบหาย

ใน Satyagraha มันพูดถึงการต่อสู้แบบอหิงสา ส่วนใน Chakravyuh มันพูดถึงการต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันต่อรัฐบาลที่อยุ่ภายใต้กลุ่มทุน กล่าวให้ง่ายกว่านั้นก็คือการต่อสู้ระหว่างคอมมิวนิสต์กับทางการผ่านตัวละครเพื่อนรักที่คนหนึ่งเป็นตำรวจผู้รองรับนโยบายของทางการและอีกคนเป็นสายเข้าไปเจาะหาข้อมูลในฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในป่าและกำลังรวมมวลชน

ความสุดขีดของประกาช ฌา ที่เราพบทั้งในเรื่องนี้และใน Satyagraha คือการไม่นำพาคนดูไปสู่ฝั่งฝันของด้านใดด้านหนึ่งชัดเจนซึ่งมันดีมากในการก่อสร้างไดเลมม่าหนักๆให้แก่คนดู อย่างในเรื่องนี้มีการแยกส่วนของหนังอย่างชัดเจน ส่วนแรกคือเรื่องของรัฐในการจัดการกับกลุ่มกบฏด้วยระบบระดับชั้นจากนายทุนสู่รัฐบาลลงไปสู่ตำรวจ ก่อนจะมีพีคสุดในครึ่งหลังที่เหมือนการกลับหน้าตีนเป็นหนังมือโดยการย้ายไปเล่าเรื่องของกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ในการต่อสู้กับรัฐด้วยเหตุผลของการโดนกดขี่ไร้ซึ่งความใส่ใจ พ่วงแถมด้วยการต่อสู้กับระบบของฝ่ายที่ตัวเองยึดถืออีกระนาบหนึ่ง ตัวละครเพื่อนรักมันจึงกลายไปเป็นตัวแทน เป็นพระเอกของแต่ละฝ่าย มันคือการต่อสู่กันด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกันโดยไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้นที่สามารถบอกได้ว่าใครผิดหรือถูกกว่าใคร ระบบใดดีหรือเลวกว่าใคร มันสุดขีดมากๆ

หนังเรื่องต่อไปของ ประกาช ฌา ที่เราจะดูคือ Aarakshan (2011)

17/07/16 – The VVitch: A New-England Folktale (Robert Eggers/ US, UK, Canada, Brazil/ 2015) – 4/5

หนังมันควรจะดูในโรงอย่างเดียวเลยจริงๆ การดูในจอเล็กๆมันลดทอนความทรงพลังของภาพและเสียงของหนังไปเยอะมาก เสียใจที่พลาดการดูในโรง

หนังมันเล่นกับเรื่อง “ความไม่รู้” ได้อย่างชาญฉลาด ทั้งในระนาบของเหล่าตัวละครเองและในระนาบของคนดูที่แม้จะเห็นทุกอย่างแต่ก็ไม่สามารถฟันธงใดๆได้อยู่ดี แล้วพอเราไม่รู้เราจึงเริ่มเกิดความกลัวขึ้น ผ่านเลยไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่หดหายไป แล้วมันก็เหมาะมากที่หนังจับเอาเรื่องศาสนามาเป็นตัวแปรของเรื่อง พอเราไม่รู้เราก็ลงคำตอบด้วยการแทนค่าทางศาสนาแบบมั่วๆเข้าไป แถมอีตัวศาสนาเองก็เต็มไปด้วยลำดับชั้นของคนอีก ท้ายที่สุดมันเลยฉิบหายวายป่วงกันไป วายป่วงด้วยการไม่รู้นี่คืออาการมืดบอดที่น่ากลัวจริงๆเพราะมันชี้นิ้วใส่คืนอื่นมั่วไปหมด

ความน่าสนใจอีกอย่างคือการที่ตัวศาสนามันให้สิทธิ์พิเศษกับเพศชายมากกว่าเพศอื่นๆ การที่หนังมันจัดการให้เพศชายผู้เป็นใหญ่ที่สุดในเรื่องคือผู้ล้มเหลวอย่างที่สุด แม้มีอำนาจอยู่เต็มก็จัดการแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี มันเลยเป็นตัวช่วยผลักประเด็นเรื่องการสร้างแม่มดและการครอบงำทางศาสนาไปได้จนสุดทาง

ตอนจบแอบคิดถึงหนังอย่าง Kill List (2011) และกับชื่อตัวละครพ่อ-แม่อย่างเคตและวิลเลี่ยมก็อดคิดเทียบๆกับปรินซ์อังกฤษในโลกจริงไม่ได้

19/07/16 – Office (Hong Won-Chan/ South Korea/ 2015) – 4/5

네 ออกเสียงว่า “เน” แปลว่า “ได้” หรือคำจำพวกรับการยินยอมต่างๆ จำพวก ค่ะ, ได้ค่ะ, รับทราบค่ะ, ยินดีค่ะ เป็นต้น

ตลอดการดูหนังเรื่องนี้เรารู้สึกร่วมกับอีคำๆนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ ด้วยที่มันเป็นคำที่บ่งบอกสถานะของตัวละคร สถานะของมนุษย์กินเงินเดือนได้ดีจริงๆ เราจึงอินมากๆกับอีนางเอกที่มันแทบจะพูดคำนี้ตลอดเวลาในออฟฟิตก่อนจะจิตหลุดไปในช่วงท้าย

แม้วิธีการทริลเลอร์ของมันจะค่อนข้างน่าเบื่อ แต่การจับเอาเรื่องชีวิตของมนุษย์เงินเดือนสู้ชีวิตมารองรับทริลเลอร์แม่งดีมากและทำให้กูกลัวฉิบหายเลย กลัวจริงกลัวจังแบบที่หนังผีก็ให้กูไม่ได้ ภาวะการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดโดยไม่สนใจใครของมนุษย์แม่งน่ากลัวจริงๆ

เราชอบเรื่องภาพหลอนแฮะ คือพอมองในมุมของคนที่เราต้องแข่งขันด้วย คนที่เราไปกดดันเขาเยอะๆ แล้วพอรู้ว่าเขาไปทำเรื่องบ้าๆอะไรขึ้นมาแล้วหายตัวไป เป็นกูๆก็หลอน หลอนที่ว่ามันจะมาทำอะไรกูหรือเปล่าว่ะ

ดูแล้วคิดถึงหนัง คิโยชิ คุโรซาว่า เพียงแต่เรื่องนี้มันคลายปมชัดเจน

เครดิต ผกก ใน imbd มีแค่กำกับหนังเรื่องนี้และเขียนบท The Chaser แค่นั้น ดูแล้วมีแววว่าคงเป็น ผกก ในทางของเราแน่นอน

เออ ชอบลุคนางเอกด้วย จะน่ารักก็ได้ จะน่ากลัวก็ถึง จะดูจิตๆก็สุด

23/07/16 – Zhou Yu’s Train (Sun Zhou/ China/ 2002) – 2/5

หนังมีจริตแบบหนังหว่องอันหมายถึงบรรดาองค์ประกอบของภาพ การสโลโมชั่น และกับการเล่าเรื่องด้วยว๊อยซ์โอเวอร์ ทั้งนี้มันก็ไม่ได้เป็นข้อดีอะไรเพราะหนังมันไม่ได้นำพาเราไปไหนเท่าไหร่ในเรื่องราวของสาวน้อยนักเพ้นต์กระเบื้องผู้ตกหลุมรักกับกวีหนุ่มจนต้องนั่งรถไฟข้ามจังหวัดหลายร้อยกิโลเพื่อไปหาสัปดาห์ละหลายๆครั้ง โดยมีสัตว์แพทย์หนุ่มอีกคนคอยตามจีบ

โควตของหนังคือ “ถ้ามันอยู่ในใจเรา มันก็จะมีอยู่จริง แต่ถ้าหากเราไม่เชื่อแล้วไซร้ มันก็ไม่มีทางมีอยู่” ในที่นี่หมายถึง อืมมม ความรัก (เชิญอ๊วกค่ะ) คืออีนางเอกมันยังคงเดินทางไปหากวีหนุ่มทั้งๆที่รู้ว่ากวีหนุ่มไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้วและก็หักอกอีสัตวแพทย์ที่พบเจอกันประจำและรักอีนางเอกฉิบหาย กล่าวโดยสรุปคืออีนางเอกมันแรดเงียบแต่เสือกโง่ค่ะ หากได้ดูตอนใสๆก็คงอินแหละ แต่พอมาได้ดูตอนนี้เลยมีเพียงแต่ความโง่มอบให้เท่านั้น

ความดีงามอย่างเดียวของมันคือ กง ลี่ สวยยยยยยยย

23/07/16 – Cold War (Longman Leung, Sunny Luk/ HK/ 2012) – 4/5

 ดูซ้ำ ก่อนไปดูภาคสอง

รู้สึกว่าความจำของตัวเองนี่เริ่มแย่ๆลงๆเรื่อยๆ ความทรงจำถึงหนังบางเรื่อง ถึงข้อมูลหนังบางเรื่องนี่เราจำไม่ได้แล้วเหมือนอย่างเรื่องนี้ที่จำได้แค่ว่าใครเป็นคนสร้างปมทั้งหมดของเรื่องกับจำความเท่ห์ของเหลียงเจียฮุยได้แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ เศร้าว่ะ T-T

การดูรอบสองก็พบว่ามันยังคงสนุกจริงๆ เดินเรื่องลุยดะไปข้างหน้าแบบไม่ให้มีพักเหนื่อยกันเลย อวยฮ่องกงแบบให้ลอยกันไปข้าง ซึ่งรอบนี้ก็แอบพบว่า เออ บางปริศนามันก็แก้ง่ายเล่นง่ายไปหน่อยแฮะ ตอนดูรอบแรกไม่มีโอกาสได้คิดตามเพราะมันเดินเรื่องเร็ว

รอดูความเท่ห์ของพี่เหลียงเจียฮุยในภาคสองรัวๆ

24/07/16 – The Yellow Sea (Na Hong-jin/ South Korea/ 2010) – 3/5

ชอบ The Chaser (2008) หนังเรื่องก่อนของนาฮองจินมากกว่ามากๆที่มันอิ่มในทุกอณู ทั้งโหด ทั้งเศร้า ทั้งสนุก แต่เรื่องนี้มันกลับไปถึงจุดนั้นไม่ได้ แอบเสียดายทั้งๆที่อะไรหลายๆอย่างมันเอื้อมากเลย

เราชอบครึ่งแรกของหนังในช่วงที่ตัวเอกมันเข้ามาทำภารกิจในเกาหลีใต้ทั้งในเรื่องของคนนอกที่เข้าเมืองมาอย่างผิดกฏหมาย การตามหาเมียที่เข้าเมืองมาทำงานอย่างผิดกฏหมายเช่นกันและกับการวางแผนทำภารกิจให้สำเร็จไปพร้อมๆกับภารกิจส่วนตัว ภาวะคนนอกกับภารกิจผิดกฏหมายมันตอกย้ำสถานะทางชนชั้นของตัวละครได้น่าอึดอัดมาก แต่หลังจากที่ทุกอย่างกลับตาลปัตรหนังมันก็เข้าสู่เรื่องการไล่ล่าอย่างเต็มรูปแบบพร้อมๆกับการโยนปริศนามากมายเข้าใส่ไป เราจึงได้เห็นความวินาสสันตะโรอย่างจัดเต็ม รถชนกันโครมครามเละเทะ โหดเลือดสาดทั้งขวานทั้งมีด กอปรกับปริศนาของเรื่องที่เพิ่มมากขึ้น จนเราเริ่มงงเองว่าใครจ้างใครบ้างและทำเพื่อะไรกันว่ะ?

ผลคือการเฟตออกจากหนังไปเรื่อยๆ แม้หนังมันจะสร้างความเข้าใจในภาวะของตัวละครคงไว้ตลอด แต่พอมันทิ้งประเด็นเรื่องคนนอกหรือสถานะแห่งตนทิ้งไป พอหนังจบพลังมันเลยหายไปหมดเลยทั้งๆที่มันน่าสะเทือนใจมาก

โอเค ถึงเวลา The Wailing ละ เร็วๆนี้

26/07/16 – หย่าเพราะมีชู้ (มานพ อุดมเดช/ ไทย/ 1985) – 4/5

เพิ่งจะได้ดู หนังสนุกจริงอะไรจริง ดีใจที่เรามีหนังไทยอันว่าด้วยเรื่องราวการว่าความขึ้นโรงขึ้นศาลแบบนี้ด้วย เรื่องราวคร่าวๆคือการฟ้องร้องเรื่องผัวๆเมียๆระหว่างโจทย์ที่เป็นทหารระดับบริหาร (อภิชาติ หาลำเจียก) กับคุณครูสาวเลือดร้อน (สินจัย หงษ์ไทย) และการต่อสู้เฉือนคมระหว่างทนายทั้งสองฝ่าย (ชลประคัล จันทร์เรือง และ นาถยา แดงบุหงา)

ความน่าสนใจของมันนอกจากความสนุกในการว่าความหรือการเฉือดเฉือนคารมอันดุเดือนให้ได้ฟินกันแล้ว มันยังมีเรื่องบริบทของยุคสมัยที่น่าสนใจดี ยุคสมัยที่ชายเป็นใหญ่ สถานะความเป็นเมียที่ต่ำต้อยกว่าความเป็นผัวในสังคม การต่อสู้ในเรื่องมันเลยเป็นภาพตัวแทนการต่อสู้ของเพศหญิงเพื่อเรียกร้องสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมไปโดยปริยาย อยากรู้จังว่าคนสมัยนั้นดูหนังแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรหรือหนังสามารถสร้างปฏิกิริยาอย่างไรต่อสังคมในยุคนั้นบ้าง เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มาก่อนการ

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือบรรดาประโยคเด็ดๆที่ผุดพรายขึ้นให้ตบเข่าได้ตลอดเรื่อง อาทิ “ไอ้คนเอวหมาตัญหาไก่!” “คุณค่าของวรรณกรรม ถ้ามานั่งอธิบายให้กับคนไม่มีพื้นก็เหมือนกับปัสสาวะรดหัวเป็ด!!” รวมไปถึงการนิยามการทำ oral sex ที่สุดขีดมาก

ออ! ดูหนังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าทหารนี่ยังคงมองตัวเองเป็นใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ

27/07/16 – มหาสมุทรและสุสาน  (พิมพกา โตวีระ/ ไทย/ 2016) – 4/5

ดูจบยังแอบมึนๆงงๆ ด้วยความโง่ในบริบทของหนัง โง่ในเรื่องราวสามจังหวัดชายแดนใต้ เราจึงพบว่าเราไม่ฟิตอินกับหนังเลยแหะ เหมือนตัวละครต้อมในเรื่องที่ถูกจับพลัดจับพลูลงใต้ไปแบบไม่รู้อะไรจริงๆเลย รู้แต่พียงแค่เรื่องเล่าหรือภาพจากคลิปวีดีโอ จำพวกลูกคนจีนชนชั้นกลางในเมืองที่รู้แค่สิ่งที่สื่อกระแสหลักป้อนให้เห็นแค่นั้น

แต่ก็เพราะความไม่ฟิตอินนี่แหละคือประเด็นหลักของหนังที่เราจับได้ มันเลยกลายเป็นข้อดีไปในการมองหนังแบบผู้ไม่รู้ไปพร้อมๆกับตัวละครที่เหมือนจะรู้แต่จริงๆแล้วอาจไม่รู้ เหมือนจะมั่นใจแต่จริงๆอาจไม่เลยและแม้รูปกายภายนอกที่ดูจะใช่แต่ภายในใจกลับอาจไม่ใช่ ที่มันผุดพรายขึ้นมาตลอดเวลาจากความทรงจำ ภาพหลอนและแม้แต่การหลงทางของไลลา โดยมีซูกู๊ดเป็นด้านตรงกันข้ามที่ขัดแย้งเพื่อเบลอเลือนความจริงที่อาจเคยมีหรือไม่เคยมีอยู่จริง เป็นสะท้อนภาพการรับรู้ประวัติศาสตร์แบบปัจเจคของแต่ละบุคคลในรุปแบบหนึ่ง

และก็ไม่ต่างจากพี่สุรินทร์ ทหารชาวอีสานในผืนดินทางใต้ของไทย ความเป็นคนนอก การถูกมองว่าเป็นความคุกคามหรือแม้แต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อในของคนนอกด้วยกันเองของตัวละครจากเมืองกรุง (ซีนที่ดีมากซีนหนึ่งในหนังคือซีนการขับรถตามมอเตอร์ไซร์ด้วยความหวาดระแวดด้วยกันทั้งคู่ก่อนที่ต่างคนต่างหยุดรถ) เรารู้สึกกับความไม่มีเสียงใดๆของพี่สุรินทร์มากๆ มนุษย์ตัวเล็กๆที่ถูกโยนเข้าไปในพื้นที่ เป็นคนนอกแบบไม่เต็มใจ เป็นการไม่ฟิตอินในอีกรูปแบบหนึ่ง แถมยังถูกทอดทิ้งแบบไร้สิ้นเยื้อใยใดๆจากคนสถานะเดียวกัน(คนนอก)ด้วย ซีนเรือออกแล้วกล้องแพนให้เห็นพี่สุรินทร์เป็นซีนที่เราชอบที่สุดของหนัง

แล้วเมื่อทั้งสามมาถึงเกาะแห่งหมูบ้านอาคาฟก็ได้พบว่านี่คือสถานที่ๆไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แผ่นดินที่ไม่สามารถระบุว่าอยู่ในประเทศไหน ผู้คนที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากที่ใดบ้าง กอปรกับความเชื่ออันเฉพาะถึงความอิศระที่จะคิด ที่จะเชื่อ ที่จะเลือกหรือไม่เลือกสิ่งใดๆ เป็นยูโธเปียแสนสวยงามทั้งกับพื้นที่ สังคม วัฒนธรรม แต่มันคือยูโธเปียที่กำลังจะล่มสลายด้วยการล้มหายตายจากของเหล่าคนหนุ่มสาว การถูกคุกคามของความเชื่อ การบังคับและโยนฝากฝั่งให้แก่กันและกัน การมาถึงของคนทั้งสามก็เป็นหนึ่งในสาเหตุนั้น การนำความคิดความเชื่ออีกแบบเข้าไปโยนใส่ไว้นั้นแหละ ยิ่งการที่เหตุการณ์ในหนังมันอยู่ในแวดล้อมของช่วงเวลาการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯเมื่อปี 53 ช่วงเวลาที่ความเป็นกลางถูกทำให้ไม่มีอยู่จริง ช่วงเวลาที่กำลังถูกทำให้หายไปจากการรับรู้ไม่ต่างไปจากหมู่บ้านนี้และผู้คนเหล่านี้

ซึ่งถึงที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถฟิตอินกับที่แห่งนี้ได้อีกอยู่ดีนั้นแหละ กลายเป็นเพียงการหนีจากดีสโธเปียหนึ่ง เดินผ่านความไม่รู้ต่างๆนาๆเพื่อไปสู่ตามยูโธเปียหนึ่งก่อนมี่จะพบว่ามันไม่มีอยู่จริง

แล้วทุกอย่างก็วนซ้ำรอบอีกครั้งจากเด็กหนุ่มบนเกาะที่กำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวง…

ปล1. ชอบภาพของหนังมากๆ ภาพจากฟิล์มที่ให้ความรู้สึกแบบที่ดิจิตอลก็ทำไม่ได้ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เราชอบเกรนเม็ดๆของมันมากๆ

ปล2. น่าเสียดายอยู่ช่วงเดียวคือซีนโต๊ะอาหารที่หนังใช้ตัวละครเล่าทุกอย่างออกมาจนหมดจนสเน่ห์ในปริศนาของความไม่รู้มันหายไป

ปล3. หนังยังฉายอยู่อีกสัปดาห์ที่ CTW รอบ 19.20น. ไปดูกันเถอะ หนังถ่ายฟิล์มเรื่องสุดท้ายของไทย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s