Month: July 2016

สันติ-วีณา

สันติ-วีณา (ทวี ณ บางช้าง/ ไทย/ 1954)

e0b8aae0b8b1e0b899e0b895e0b8b4e0b8a7e0b8b5e0b893e0b8b2-e0b982e0b89be0b8aae0b980e0b895e0b8ade0b8a3e0b98c

เป็นบุญจริงๆที่ได้ดูในโรงใหญ่ร่วมกับคนเกือบเต็มในสกาล่ากับหนังที่หายสาปสูญไปแล้วก่อนจะมาค้นพบและรีสโตร์จนได้กลับมาฉายในบ้านเกิดอีกครั้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนึ่งในหนังไทยที่สนุกมากๆเรื่องหนึ่งที่แม้จะได้ดูในห้วงเวลาปัจจุบันที่ล่วงเลยมาถึง 60 กว่าปีแล้วก็ตาม มันครบรสและนำพาอารมณ์เราไปได้สุดจริงๆ

หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าคร่าวๆของความเป็นมาในการค้นพบฟิล์มหนังเรื่องนี้ที่มันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการค้นพบฟิล์มหนังคลาสสิคของโลกอย่าง Metropolis (1927) ของ ฟริตซ์ ลัง ทั้งการค้นหาฟิล์มเนกาทีฟ การนำมาทำการรีสโตร์ใหม่หรือแม้แต่การค้นคว้าศึกษาความเป็นไปได้ในการไล่เรียงเรื่องและภาพของหนังใหม่ในกรณีที่พบความไม่ปะติดปะต่อกัน (ใน Metropolis ใช้ intertitle ในการเล่าเรื่องของภาพที่หายไป ส่วนของสัณติ-วีณา คือการเปรียบเทียบกับก๊อปปี้ที่ค้นพบใหม่) สำหรับคนรักหนัง มันน่าปลาบปลื้มจริงๆกับผู้คนผู้ให้ความสำคัญกับสื่อภาพยนตร์โดยความร่วมมือของผู้คนทั่วโลก เราขอคารวะ

หนังมันว่าด้วยโศกนาฏกรรมความรักของสันติคนตาบอดกับวีณาหญิงสาวหัวใหม่ผู้มาก่อนกาล บนแวดล้อมของชนบทและพุทธศาสนาในยุคสมัยก่อนปี พ.ศ. 2500 แน่นอนความที่มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อนในบริบทสังคมที่แต่งต่างอย่างฟ้ากับเหวกับปัจจุบัน เราจึงได้เห็นตัวละครที่ฉาบสีขาว-ดำชัดเจน ได้พบการกระทำตกยุคอย่างการคลุมถุงชน แต่ในความตกยุคเหล่านั้น(ที่เรารับมันได้อย่างไม่เคอะเขินด้วยความเข้าใจในยุคสมัยของมัน)เราได้พบกับความโดดเด่นและหัวก้าวหน้าของตัววีณา ความตลกในหนังที่มันยังทำงานได้ดีมากด้วยบทพิสูจน์ของเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้คนในโรง บทสนทนาคมๆกวนๆ รวมไปถึงจังหวะแม่นๆที่ชักจูงนำพาอารมณ์ผู้คนไปจนสุดของโศฏนาฏกรรมความรักของคนทั้งคู่ในท้ายที่สุด

กอปรกับลูกเล่นต่างๆในหนังที่สนุกและดีงามเหลือเกิน ทั้งการใช้ผู้ใหญ่ดัดเสียงพากษ์เป็นเด็กที่ช่วยเพิ่มคุณลักษณ์ของตัววีณาให้ชัดเจน ซีนลอยกระทงที่ดูเซอร์เรียลมากแต่เป็นหนึ่งในซีนที่ติดตาที่สุดซีนหนึ่งของหนัง สัญญะต่างๆโดยเฉพาะสัญญะทางเพศ(ดึงขลุ่ย)ที่เรากรี๊ดกร๊าดมากรวมไปถึงซีนจบที่องค์ประกอบทุกอย่างมันลงตัวดีเหลือเกินทั้งกับการพบหน้ากันอีกครั้งของสันติ-วีณาในสถานะเป็นอื่นและกับซีนจบที่ทิ้งห้วงการเดินของสันติให้รั้งท้ายเพื่อผลของอารมณ์คนดู

เหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆคือตัวละครวีณา แรกเริ่มเดิมทีที่ได้ดูตัวอย่างเราพบว่าลุคของตัววีณามันไม่เหมาะกับหนังเลยแฮะ แต่พอได้ดูหนังจริงกลับพบว่ามันคือตัวละครที่สมบูรณ์แบบจริงๆสำหรับหนังทั้งด้วยกริยาท่าทางและภาพลักษณ์ ผู้หญิงตัวใหญ่ที่ดูเหมือนลูกครึ่งนิดๆและรำไทยได้ก๋องแก๋งมากๆ มันเข้ากั๊นเข้ากันกับจริตจก้านของตัววีณาจริงๆ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่เราชอบมากและน่าจะติดหนึ่งในท๊อปลิสต์ในปลายปีแน่ๆ นอกจากความสนุกมากๆแล้ว การรีสโตร์ใหม่ของมันก็ให้ภาพสวยมาก สีสดใสฉูดฉาดร่วมกับการถ่ายภาพเทพของรัตน์ เปสตันยีจนได้รางวัลระดับโลก จนเราไม่อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูพลาดกันเมื่อมันมีโอกาสที่จะเข้าโรงให้ได้ดูกันที่  SF เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28-29 ก.ค. 59 รอบ 19.00น. และ วันที่ 30-31 ก.ค. 59 รอบ 14.00น. นี้

ปล. ตอนออกโรงเห็นพี่โต้ง มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ใส่เสื้อ “วีณา-ไกร” แล้วแอบอมยิ้มไม่ได้ 555

5/5

 

Advertisements

Film I’ve seen in June 2016

01/06/16 – X-Men: Apocalypse (Bryan Singer/ US/ 2016) – 1/5

จากเครียดๆจากสองภาคก่อน ภาคนี้กลายเป็นหนังตลกไปเลย ขำหนักจริงๆ อีเหี้ย โคตรของโครตลิเก คือถ้าเมิงจะจับมือกันขึ้นเซิ้งกันไปเลยกูก็คงไม่แปลกใจ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะมันเติมตัวละครลิเกๆเข้ามาด้วยแหละแล้วก็เสือกเป็นลิเกที่รำไม่สวย แล้วกว่าจะหาลิเกครบคณะของทั้งฝ่ายเจ้าและฝ่ายมารกูนี่หนีหลุดออกไปแล้จ้า พระจงพระเจ้าอะไรนั้นช่างแม่งแล้ว เอาเลย เซิ้งตามที่พอใจกันเลยจ้า (การที่เอาลิเกมาอ้างอิงนี่เพื่อการเห็นภาพเฉยๆนะ ไม่ได้มีความคิดด้านลบใดๆ)

เอาจริงๆถึงหนังมันจะเลิกสู้กับมนุษย์ กับสังคม กับระบบการปกครองแล้วหันไปเล่นเรื่องพระผู้เป็นเจ้าแทน แกนหลักมันก็ยังคงเดิมคือการต่อสู้กับระบบโดยผู้มีอำนาจ แต่ในที่นี้มันดูเป็นเผด็จการมากกว่า ก่อนที่จะลงท้ายด้วยบทสรุปเดิมๆกับชัยชนะของด้านตรงข้ามที่หนึ่งในความสำเร็จนอกจากความสามารถส่วนตัวแล้วก็ยังมาจากการร๊อบบี้(อีริค)ด้วยอีกทาง

แต่ก็นั้นแหละ โดยรวมเราไม่ชอบหนังเลย มันทั้งน่าเบื่อ ขบขันอย่างเวทนา เห็นด้วยกับการที่หนังมันกัดตัวเองเลยว่าพวกหนังภาคต่อนั้นหนังภาคที่สามมักจะห่วย อันนี้ไม่รู้ซิงเกอร์ตั้งใจกัด The Last Stand หรือเปล่า แต่มันเวิร์คกับเรื่องนี้ไปล่ะสำหรับเรา

ซีนที่เราว่าตลกมากคือ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอโปคาลิฟด้วยการแตะทีวี! และ การกลับใจอย่างง่ายดายของอีริค(ทั้งๆที่ลูกเมียมึงเพิ่งถูกฆ่า)ผู้มาปกป้องเพื่อนของเขาด้วยการโยนเหล็กแท่งมาขวางเป็นรูปตัว X…… โอ้ มายยยยย

ปล. ซีนจีน เกร พบกับ วูฟเวอร์รีน นี่ในหัวกูมีแต่ภาพมึง(เกือบ)เยกันในไตรภาคแรกอะ เหี้ยจริงๆกู

03/06/16 – If Cats Disappeared From the World (Akira Nagai/ Japan/ 2016) – 3.5/5

ไม่ใช่ทาสแมว ก่อนเข้าโรงก็ปรามาสไว้เยอะ กอปรกับตัวอย่างที่บิ๊วส์ซะจนเลี่ยน แต่พอได้ดูจริงๆก็พบว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

หนังมันว่าด้วยคนที่มันบอกว่ามันอยู่กับอดีตและปัจจุบัน ไม่เคยคิดถึงอนาคต แต่กลับกำลังจะต้องตายแบบกระทันหันและจำต้องยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อการมีชีวิตยืดขึ้นอีกนิด จุดที่หนังเอามาเล่นก็คือเรื่องของความทรงจำของบรรดาสิ่งต่างๆที่กำลังจะถูกทำให้หายไป สิ่งต่างๆที่เชื่อมตัวเราเข้ากับคนอื่นๆ และอาจจะเป็นโชคดีของเราที่สามสิ่งแรกที่ถูกเลือกในหนังมันสะกิดต่อมความรู้สึกเราได้อย่างรุนแรงและถูกจุด นั้นคือการหายไปของโทรศัพท์, ภาพยนตร์และนาฬิกา ในนามของคนรักหนัง การได้พบอีมนุษย์ผู้ที่มันปฏิสัมพันธ์กับผู้คนไม่เก่งแต่กลับได้พบรักกับใครซักคนผ่านภาพยนตร์นั้นมันคือแฟนตาซี แฟนตาซีที่เราถวิลหา  การคุยกันผ่านโทรศัพท์มากกว่าการคุยต่อหน้าทำให้เราคิดถึงรักแรก การได้พบเพื่อนที่คุยภาษาเดียวกัน หรือกับการเห็นความสั้นจู๋ของชีวิต การหายไปของสิ่งเหล่านี้มันเลยผูกติดกับตัวเราเองได้แบบแนบชิดเพราะมันนี้คือการหายไปของสิ่งที่เรารัก ถึงความสัมพันธ์ที่ยังระลึกถึง ถึงสิ่งรักที่เราเชื่อว่ามันไม่มีจุดสิ้นสุด ถึงช่วงที่ชีวิตที่กำลังกร่อนหายไป การบิวส์หนักของหนังในช่วงนี้มันเลยทำงานกับเราได้แบบเต็มอานุภาพ

แต่น่าเสียดายที่ในพาร์ตสุดท้าย (แมว) เรากลับเริ่มถอยห่างจากหนังออกมาที่พอหนังจบเรากลายเป็นไม่ชอบพาร์ตสุดท้ายนี้อย่างรุนแรงเหมือนกัน เหตุผลง่ายๆคือความเชื่อของหนังกับตัวเราเองมันต่างกันแบบหน้ามือหลังมือทั้งในเรื่องความตายและการคงอยู่ของโลกหากเราหายไป คือถ้าเป็นเราๆจะยอมตายไปเลยแต่แรกเพราะเราต้องการจดจำคนอื่นมากกว่าให้ใครมาจดจำเรา เราเลยรู้สึกขัดแย้งกับการกระทำของตัวละครในเรื่องช่วงท้ายที่มันพยายามจะทิ้งตัวตนของมันไว้กับคนอื่นตอนที่มันกำลังจะหายไป

สรุปสุดท้ายเลยกลายเป็นหนังที่เรามีส่วนที่ชอบมากๆและเกลียดมากๆในเรื่องเดียวกัน

ปล. น้ำตาไหลหนักมากในซีนความทรงจำของคนรักที่หายไป ซีนน้ำตกอีกวาซูและโดยเฉพาะซีนการหายไปของโรงหนัง ซีนนี้กลั้นไม่อยู่จริงๆ

ปลล. ในส่วนเรื่องจำพวกภาพยนตร์ที่มีในหนังนั้น เรารักไอเดียที่ว่าภาพยนตร์เป็นสิ่งไม่มีสิ้นสุดตลอดชีวิตของเรา, ชอบการกระหายการดูหนังในโรงของซึทาญ่า, ชอบการพูดุถึงหนัง Limelight (1952) ที่เป็นหนังที่เรารักมากๆเรื่องหนึ่ง ชอบวลีของซึทาญ่ากับหนังเรื่องนี้ที่ว่า “โศกนาฏกรรมถ้ามองในระยะใกล้มันจะเป็นเรื่องเศร้า แต่มันจะกลายเป็นเรื่องตลกหากมองในระยะไกล”

05/06/16 – Edge of Tomorrow (Doug Liman/ US/ 2014) – 3/5

ไม่เคยอ่านมังงะมาก่อนแต่ก็เชื่อว่าน่าจะต่างกับหนังเรื่องนี้พอสมควรเพราะในหนังนี่แบบฮอลลีวู๊ดจ๋ามาก ตามสูตรสำเร็จแป๊ะๆแม้จะมีคอนเซ็ปที่น่าสนใจมาก ส่วนตัวไม่ค่อยสนใจตัวการวนลูปแบบ Groundhog Day เท่าไหร่ แต่ชอบคอนเซ็ปของเอเลี่ยนกับการรีเซ็ตเวลา การแย่งชิงความได้เปรียบกันไปมา ใช้ความได้เปรียบที่มีมาแข่งกันทั้งนิมิตหลอกหรือเครื่อง GPS อะไรนั้น แต่เสียดายที่ช่วงท้ายมันทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปหมดเลยเพื่อคลี่คลายและจบหนังในแบบที่ยี้ย้าเหลือเกิน

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าหนังไม่ดี เป็นหนังตามสูตรที่สนุกทีเดียว ดูได้เพลินๆ

อนึ่ง เอมิลี่ บลันท์ เลอเลิศมาก ให้ดูเธอยิงทอม ครูส ทิ้งเป็นร้อยรอบก็ยังได้ เท่สัดอะ

15/06/16 – Ruined Heart: Another Lovestory Between a Criminal & a Whore (Khavn de la Cruz/ Philippines, Germany/ 2014) – 5/5

สิ่งที่เราเศร้ามากๆคือการที่พลาดดูหนังเรื่องนี้ในโรงเมื่องานเวิร์ลฟิล์มปีที่แล้วทั้งๆที่จัดเวลาไว้แล้วแต่ดันเกิดเหตุมาขวางเสียก่อน เศร้าจริงๆ เศร้ามากๆ

ความที่มันมีเนื้อเรื่องเพียงบางๆ บางเสียจนบางทีมันขาดผึงไปเลยด้วยความจงใจของหนังที่จะไม่ใส่ใจและข้ามเส้นเรื่องบางเรื่องไปเลยโดยที่ก็ไม่ทำให้เราไม่รู้เรื่อง เจ๋งมาก มันเป็นเรื่องรักตามบทสร้อยของชื่อเรื่อง เจือความเศร้าและหวานลงไปจางๆ

แต่สิ่งที่สุดตรีนที่สุดของมันคือวิชวลและเพลงที่อัดมาเต็ม แค่ซีนแนะนำตัวละครกูก็กรี๊ดแล้วกรี๊ดอีกแล้ว งานภาพของคริสโตเฟอร์ ดอยล์ กลับมาทำงานเต็มประสิทธภาพอีกครั้ง งานเพลงก็เต็มไปด้วยความบ้าพลัง มิกซ์เพลงขึ้นใหม่เคล้าบทเพลงเฉพาะ เป็นความอ่อยอิ่งที่ผนวกรวมกับความโกลาหลได้เข้ากันมาก ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลที่เราเศร้ามากที่ไม่ได้ดูมันในโรง ในจอใหญ่ๆเสียงดีๆ

ผกก เป็นใครมาจากไหนเรายังไม่มีข้อมูล แต่จะจำชื่อไว้ ความรู้สึกเหมือนได้ดูงานของ Qaushiq Mukherjee ผกก อินเดียบ้าพลังครั้งแรกใน Gandu (2010) มันสดและมันส์มาก

19/06/16 – Shattered (Xu Tong/ China/ 2011) – 4/5

หลังจากตามไปดูชีวิตกระหรี่รัดทดใน Wheat Harvest ไปเจอหมอดูที่คำทำนายช่วยอะไรไม่ได้เลยใน Fortune Teller มาเรื่องนี้ผู้กำกับ ซู่ตง เดินทางไปกับแม่เล้าซ่องเถื่อนจากใน Fortune Teller กลับบ้านไปยังตอนเหนือของจีนเพื่อพบกับครอบครัวของเธอ ไปพบกับพ่อของเธอ ผู้เฒ่าถัง ชายสูงอายุความจำดีผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายและบรรดาเหล่าๆพี่ๆน้องๆญาติๆของเธอ แน่นอนอย่างที่รู้ว่าหนังสารคดีจีนมักไม่ธรรมดาและยิ่งหนังของซู่ตงด้วยแล้วมันมักห่างจากความธรรมดาอยู่เสมอ

หนังพาไปพบกับเรื่องเล่าของผู้เฒ่าถัง เรื่องราวในอดีตจากการบอกเล่าอันเผ็ดมันส์ของเขาเอง บอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาตั้งแต่การตายของแม่ เรื่องเล่าการพบคนตายที่หากโอบกอดอะไรก็ตามสิ่งนั้นจะตายตามไปด้วยของพ่อ การเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ทำงานในกรมการรถไฟก่อนถูกเด้งเพราะไม่ยอมไปทำงานเนื่องจากลูกที่กำลังป่วย การพบกับภรรยาแสนรักและช่วงชีวิตกับการเลี้ยงดูลูกๆถึง 6 คน โดยสิ่งเหล่านี้ตัดสลับกับช่วงชีวิตในปัจจุบันที่ลูกๆโตหมดแล้ว ลูกคนโตตาย อีกคนก็มีอารมณ์แปรปรวน อีกคนก็พบกับสามีที่ไม่เอาไหน ส่วนแม่เล้าของเราที่แม้จะได้รับการเห็นใจจากผู้เฒ่าถังเป็นพิเศษแต่เธอก็เป็นพวกซวยซ้ำซวยซ้อนที่ทำอะไรก็ล้มเหลวทุกที

องค์รวมทั้งหมดของหนังมันจึงกลายเป็นภาพของการดิ้นรนของคนชั้นล่างในแผ่นดินจีนที่ความเชื่อเรื่องการทำงานหนัก การเชื่อว่าดีของการมีลูกชายหรือการมีลูกเยอะนั้นเป็นสิ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การก้าวช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัยมันเป็นได้แค่เพียงการรำลึกถึงอดีตที่ปัจจุบันและอนาคตของคนรุ่นต่อไปแถบจะมืดหม่น

แม้โดยรวมจะไม่ถึงกับรุนแรงเหมือนกับ Fortune Teller แต่ก็ทำเอาอึ่งนิ่งไปได้เหมือนกัน

เรื่องต่อไปของซู่ตงที่ต้องดูคือ Cut Out the Eyes (2014) แต่ยังหาไม่ได้เลย T-T