Film I’ve seen in May 2016

01/05/16 – Still Walking (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2008) – 5/5

หลังจาก Our Little Sister ที่ได้ดูเมื่อปีก่อนและติดท๊อปอันดับหนึ่งประจำปีไป เลยสัญญากับตัวเองว่าจะหาหนังของโคริเอดะในช่วงหลังมาดูให้ครบเสียที (หลังงจาก Nobody knows โน่นเลย) พร้อมๆกับไปซ้ำหนังในช่วงแรกอีกครั้งถ้าทำได้ โดยขอเริ่มต้นด้วยเรื่องนี้

ตายสนิท ร่างกายและต่อมน้ำตาพ่ายแพ้ราบคาบไม่มีชิ้นดี หนังงดงามละมุนละไมมาก มันเต็มไปด้วยวุฒิภาวะและไร้ซึ่งอาการฟูมฟายอันว่าด้วยเรื่องของการดำรงอยู่ของครอบครัว การดีลกับปัญหาปัจจุบันและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อการก้าวเดินต่อไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

และด้วยสิ่งที่เราได้รับจากหนังคือการที่มันบอกกับเราว่า ชีวิตมันโหดร้าย มันเจ็บปวด มันเต็มไปด้วยความทุกข์เศร้า ไอ้การเล่าเรื่องอย่างนิ่งสงบแบบนี้ กระแทกความรุนแรงด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาที่สุดแบบนี้ มันจึงบรรลุอานุภาพขีดสุดที่กระทบใจเราอย่างรุนแรง

ดูจบแล้วไม่อยากแก่เลย อยากรีบๆตาย ชีวิตมันเศร้าเกินไปเพราะเราคงดีลกับอะไรแบบนั้นไม่ได้นาน

ปล. นอกจากโคริเอดะแล้ว ยังมีโอสุกับลุงโหวที่เราอยากดูหนังของพวกเขาให้ครบทุกเรื่องแบบจริงๆจังๆ รู้สึกว่าทั้งสามคนที่อะไรคล้ายๆกันที่เราถูกจริต

02/05/16 – Wings of Desire (Wim Wenders/ Germany, France/ 1987) – 4/5

เรารู้ละว่าเหตุใดที่การดูในรอบแรกตอนที่ฉายกลางแปลงเมื่อต้นปีแล้วเราไม่ค่อยปลื้ม คำตอบก็คือซับอังกฤษนั้นเอง ปัญหาไม่ใช่ที่ตัวซับ แต่คือที่ตัวกูเองตะหากไม่แตกฉานในภาษาอังกฤษ แล้วหนังมันก็ร่ายกวีเสียเยอะด้วย

ดูอีกรอบในแบบซับไทยก็พบว่าชอบมากทีเดียว ด้วยความที่เราไม่ได้มีความรู้ในบริบทของเยอรมันในยุคนั้นเท่าไหร่ ยุคที่แยกตะวันตกกับตะวันออก เราเลยไม่ค่อยซื้อหรืออินกับสิ่งที่ตัวละครหลักอย่างเทวดาเดเมี่ยนกระทำไปซักเท่าไหร่ การกระทำของการพยายามเรียนรู้และเข้าใจในด้านสว่างของมนุษย์ที่มันอาจคือการมอบด้านสว่างและความหวังให้กับสังคมในยุคนั้น (คิดเอาเองนะ) อันนี้ไม่ค่อยซื้อเท่าไหร่

แต่เราอินมากกับตัวเทวดา คาสเซล เทวดาผู้ผ่านโลกมาตั้งแต่ก่อกำเนิดพร้อมๆกับเดเมี่ยนแต่กลับได้เรียนรู้ด้านที่ดำมืดกว่า พบเจอความรุนแรงและความเจ็บปวดของมนุษย์มากกว่าจนไม่คิดที่จะกลายเป็นมนุษย์ เรียนรู้ความทุกข์จากชายแก่ผู้ตามหาสถานที่ในความทรงจำในอดีตก่อนสงคราม พบเจอความสิ้นหวังของชายหนุ่มผู้ที่กำลังจะฆ่าตัวตาย (ชอบซีนนี้มาก มันรุนแรงจริงๆ)

อย่างที่หลายๆบทกวีในหนังกล่าวขึ้นต้นไว้ว่า “เมื่อเด็กยังเป็นเด็ก….” มันจึงเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของผู้คน ว่าด้วยเรื่องของความหวังและความเจ็บปวดที่มนุษย์ยังคงต้องแบกรับไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

04/06/16 – Captain America: Civil War (Anthony Russo, Joe Russo/ US/ 2016) – 3/5

– ก็เถิดเทิงดีตามมาตรฐาน อย่างที่เคยบอกว่าการดูหนังอีจักรวาลมาร์เวล(ของดิสนีย์)สำหรับเราคือการดูว่ามึงจะแถไปได้ถึงไหน ได้ซักกี่น้ำ ซึ่งเรื่องนี้ก็โอเค มึงผ่าน ไปต่อได้

– มึงเกลี่ยความเด่นของตัวละครตามความสำคัญของตัวเรื่องและจักรวาลของมึงได้ดี อันนี้ขอชม แต่ต่อไปถ้าเห็นว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ถ้ามึงไม่ฆ่าบางตัวละครทิ้งไปบ้างกูกลัวว่ามันจะกลายเป็นรกรุงรัง

– อีเรื่องความคิดเห็นต่างกัน ฮีโร่ในระบบดีหรือนอกระบบดีจนต้องมาตีกัน บลาๆๆๆ นี่ช่างแม่งเถอะค่ะ น่าเบื่อ

– นี่ดีกว่า ไปดูประเด็น เพื่อนกูรักมึงว่ะ ดีกว่า โอโห วายตัวเกร็ง มึงมองตากันนี่มีซับติงแน่นอน

– แบล็ค แพนเตอร์ เท่ห์เหี้ยๆ ชอบมาก ชอบการพูดมากๆ หล่อสัดๆ ส่วนฝ่ายหญิงกูยกให้คนนี้ว่ะ…ป้าเมย์ มาริสา โทเม….หุหุ

12/05/16 – Nobody’s Daughter Haewon (Hong Sang-Soo/ South Korea/ 2013) – 3.5/5

ว๊าย! จำผิดมาตลอดเลยว่าฮองซางซูคือคนทำ Christmas in August (ซึ่งจริงๆไม่ใช่ คนทำ Christmas in August คือเฮอจินโฮ) นี่เลยกลายเป็นว่ากูดูหนังฮองซางซูเรื่องแรกเลย อีเหี้ย น่าอายมาก

ซึ่งตอนดูก็ยังมั่นใจว่าใช่แน่ๆ เจ็บปวดพอๆกันเลย อีสาวที่มันเป็นชู้กับอาจารย์สอนหนัง แถมแม่หนีย้ายไปแคนนาดาและเพื่อนๆก็ไม่มีใครรัก มันใช่แน่ๆ จนการมาถึงของอภิมหาซูมแบบเเอ็กซ์ตรีม เข้าๆออกๆหมุนเลนส์ให้สุดกันไปข้าง จึงเริ่มเอะใจละ จนมาหาข้อมูลและฉลาดขึ้นมาในที่สุด

เป็นหนังชู้รักที่เรียลดี ไม่ฟูมฟาย ชอบเรื่องความลับของตัวละครที่มันเหมือนจะลับก็ไม่ลับ แล้วก็การเบลอเรื่องจริงเรื่องฝันที่บางมากๆ แถมไอ้เรื่องฝันมันยังทำให้ชีวิตตัวละครไม่สามารถหลุดไปไหนได้เลยด้วยนี่เจ็บจุง

pjsgheq9zwhj13/05/16 – Take Off To Pattaya (Tony Carney/ Hong Kong/ 2009) – 0.5/5

บางทีก็ไม่เข้าใจการเลือกหนังมาดูก่อนนอนของตัวเองเท่าไหร่ หรืออาจเพราะความเงี่ยนที่มันก็จบลงอย่างสิ้นสภาพให้กับหนังอะไรก็ไม่รู้เรื่องนี้ อารงอารมณ์เหือดหายไปหมด ดูจบแล้วง่วงมากทีเดียว

มันว่าด้วยกลุ่มสาวเอเชียสามคน แต่งตัวเหมือนแอร์โฮสเตส มาจากประเทศอะไรก็ไม่รู้เพราะพูดแต่ภาษาอังกฤษ เดินทางมาไทยเพื่อจะไปพัทยากัน มาลงที่สุวรรณภูมิแล้วไม่รู้เหมือนกันว่าไปหาเช่ารถจีปในสุวรรณภูมิได้ที่ตรงไหน แถมจะไปพัทยาพวกคุณเธอๆกลับขับรถเข้ากรุงเทพเฉยเลย ผ่านสะพานปิ่นเกล้า ผ่านวัดพระแก้ว ผ่านสนามหลวง ผ่านๆๆๆๆๆๆ(ประกอบเพลง 1 เพลง) จนมาถึงพัทยา พักโรงแรมที่ฝรั่งหนุ่มคนนึงที่อีสาวนางหนึ่งในกลุ่มอยากกิน โดยเขียนบนกระดาษแล้วแกล้งทำตกให้อีสาวมันเก็บและเดินทางไป (!!) พอไปถึงก็เล่นน้ำกัน (ประกอบอีก 1 เพลง) เจอฝรั่งชวนไปเกาะเพื่อไปถ่ายรูปกัน (อีก 1 เพลงบนเกาะ กับอีก 1 เพลงบนเรือ) จนอีสาวนางหนึ่งหนีตามผู้ชายไปเที่ยวส่วนตัว อีกสองสาวเลยต้องออกไปตามหา เจอฝรั่งอีก 2 คนช่วยขับฮาเลย์ตามหา (อีก 1 เพลง) คืนแรกหาไม่เจอ คืนต่อมาเล่นน้ำสระประกอบเพลงอีก 1 เพลง ก่อนที่ทุกนางได้กินผู้ชายครบทั้งหมดก่อนหนังจบ แต่แล้วพวกเธอดันโกรธว่าทำไมอีฝรั่งทั้ง 3 คนถึงได้รู้จักกันวะทั้งๆที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย พวกเธอเลยแก้เผ็ดด้วยการเอาฟิล์มจากกล้องที่ถ่ายรูปนู๊ดพวกเธอบนเกาะส่งไปให้อีเมียของหนึ่งในฝรั่งดู

ว่าแต่งงไหมว่าพวกมึงส่งรูปไปบ้านเมียอีฝรั่งได้ยังไง?? ก็เพราะว่าอีกระดาษที่ฝรั่งหนุ่มมันเขียนที่พักในพัทยาให้อีสาวกลุ่มนี้อะ มันเสือกเขียนที่อยู่บ้านเมียมันลงไปด้วย พ่องงงงงงงง แถมกล้องที่มึงใช้ก็ DSLR นะ มึงไปเอาฟิล์มมาจากหน่ายยยยยย

อารมณ์เหมือนดูพวกแผ่นเบื้องหลังนิตยสารเพ็นเฮาร์ เพลล์ แม็กซิม อะไรประมาณนั้น ในแบบที่เสียสติมากกว่า

กูหลับสนิท ไม่มีฝันใดๆเลย

13179198_856640094447844_96012312052593830_n18/05/16 – Embrace Of The Serpent (Ciro Guerra/ Colombia, Venezuela, Argentina/ 2015) – 5/5

ก่อนดูได้อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวกับหนังอันว่าถึงยุคตื่นยางในอเมริกาใต้มาบ้าง คร่าวๆคือการเข้าไปของเหล่าประเทศอาณานิคมเพื่อส่งยางออกมาตามความต้องการตลาดที่สูงมากในยุคนั้น โดยการกะเกณฑ์คนพื้นถิ่นมาเป็นแรงงานทาสที่ถูกใช้งานอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งพอได้ดูหนังจริงเรากลับพบว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ว่าไปมันเป็นเพียงแค่พื้นหลังที่ปูไว้ให้กับเรื่องราวในหนังเท่านั้น เรื่องราวตรงหน้าที่เราได้เห็นมีเพียงแค่การเดินทางตามหาต้นไม้วิเศษศักดิ์สิทธิ์ของคนขาวและคนป่าในสองห้วงเวลา มันไม่มีเรื่องเจ้าอาณานิคมหรือผู้ตกอยู่ใต้อาณานิคมชัดเจนและไม่มีผู้ร้ายที่ย่ำยีคนดีแบบชัดแจ้ง โดยอ้างอิงมาจากบันทึกของนักสำรวจอเมซอนในยุคนั้นสองนาย

สำหรับเราหนังเรื่องนี้มันว่าด้วยเรื่องของสิ่งธรรมดาสามัญ นั้นคือการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์….ง่ายๆแค่นั้น….แต่ในความ “ง่ายๆแค่นั้น” ที่ว่ามันกลับเต็มไปด้วยความรุนแรงและความลึกลับที่ไม่เพียงแต่การให้เห็นผลของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่คือการไปสัมผัสกับจิตภายในของมนุษย์ในคราเดียวกัน

เราพบว่าหนังมันเต็มไปด้วยเรื่องของการเรียนรู้  คนป่าเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับป่า เรียนรู้ที่จะหลีกหนีหรืออยู่กับการคุกคามของคนขาว เรียนรู้สิ่งเลวร้ายที่เข้ามาหรือแม้แต่เรียนรู้สิ่งใหม่เทคโนยีใหม่ๆ เราเห็นคนขาวเข้ามาเรียนรู้บรรดาสิ่งต่างๆในผืนป่า เรียนรู้ประโยชน์ของยาง เรียนรู้ที่จะปกปิดเพื่อให้ชาวป่ายังเป็นชาวป่าหรือแม้แต่เรียนรู้ที่จะหาสิ่งมาครอบงำพวกเขา ซึ่งหากกล่าวโดยเนื้อแท้แล้วเพราะการใฝ่รู้นั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ความรู้คือสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นสิ่งที่ห้ามหรือหลีกหนีไม่ได้และไม่มีที่สิ้นสุด

แล้วการเรียนรู้เหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่อะไร ในทางคนขาวมันนำไปสู่การคุมคามรุกล่าเพื่อเอายาง สู่การครอบงำความคิดในนามศาสนา ไปสู่ภูมิความรู้ทางพฤกษศาสตร์ของผืนป่า ทางดาราศาสตร์ด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า วิทยาศาสตร์แห่งดอกยากรูน่า แต่น่าเศร้าที่การเปลี่ยนแปลงในทางของชาวป่ามีเพียงแค่การปรับตัว ปรับตัวและปรับตัว ปรับเข้ากับคนขาว เข้ากับสิ่งต่างๆที่มากับคนขาว ปรับเพื่อการอยู่รอด หรืแม้แต่ปรับเพื่อที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจในสิ่งใหม่ จะด้วยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม จนนานวันเข้าก็ลืมเลือนสิ่งแรกเริ่มของตัวเอง ลืมองค์ความรู้เดิมของตนเองไปเสียแล้ว อาจด้วยกาลเวลาหรือการทับถมต่อยอดขององค์ความรู้ก็ตามที กระนั้นก็ตาม การพยายามตามหารากเหง้าของตัวเองก็เป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งอยู่ดี เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่า “ความรู้” คือบ่อเกิดแห่งการเกิดขึ้นของอาณานิคม ต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายโดยมนุษย์บนโลก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังนำมาเสริมเพิ่มเติมจนทำให้หนังมันไปได้ไกลจริงๆสำหรับเราคือการที่มันพูดถึงเรื่องความฝัน ชาวป่าผู้ฝันเห็นนิมิตรกับคนขาวที่ไม่ฝัน ในระหว่างที่การเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงต่างๆดำเนินสลับกันไปในสองช่วงเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่มันยังไม่ไปไหนเลยคือองค์ความรู้ปัจเจคอันลี้ลับที่อยู่ภายในของมนุษย์ มันเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนขาวแต่อาจเป็นเรื่องเดียวที่ชาวป่าเข้าถึงได้มากกว่า การปลีกวิเวกเดียวดายออกจากกลุ่มของการามากาเต้คือตัวแทนของการเรียนรู้ในรูปแบบนี้

จริงอยู่ที่งูเทพเจ้าพื้นถิ่นกลายเป็นอาหารอันโอชะของเสือดาวผู้เข้ามาพิทักษ์ แต่ไม่ว่าอย่างไรงูก็ยังกินงูด้วยกันอยู่ดี แม้ไม่มีเสือดาว งูพื้นถิ่นก็ต้องปรับเปลี่ยนไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

20/05/16 – O.T. ผีโอเวอร์ไทม์ (อิสรา นาดี/ ไทย/ 2014) – 2/5

ตรงๆเลยคือเราเสียดายว่ะ เสียดายตัวดราม่า ตัวเส้นเรื่องและกับตัวเกมที่เกิดขึ้นในเรื่อง คือถ้ามันชัดเจนกว่านี้และไม่ไปบ้าบอกับการที่จะต้องหักมุม ไปหลอกตัวละครหรือหลอกคนดูอยู่ตลอดเวลาแบบนี้หนังมันคงไปได้ดีกว่าที่เป็น ยิ่งช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายนี่หลุดออกนอกวงโคจรไปเลย การพลิกเรื่องไปมาหลายๆรอบนี่นอกจากจะทำให้คนดูเซ็งแล้ว มันยังพาหนังลงไปสู่ความฉิบหายวอดวายด้วย ช่องโหว่กลวงๆผุดขึ้นมามากมาย

เราดูแล้วคิดถึงหนัง The Game ของฟินเชอร์ คือรู้สึกมากๆว่าน่าจะถูกเอามาใช้เป็น ref หลักของหนังเรื่องนี้ แต่ก็อย่างที่บอกแหละ พอมันเล่นเยอะเกินไปมาก มันเลยไม่ได้ถึงเสี้ยวหนึ่งของ The Game เลย

อนึ่ง ตัวเหี้ยไปทำอะไรให้มึงไม่พอใจกันหรือถึงต้องทำกันแบบนี้ เสียใจๆ เหี้ยน้อยเกิดมาก็ผิดแล้ว

21/05/16 – Chappie (Neill Blomkamp/ US, Mexico/ 2015) – 3.5/5

ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องการใส่ความนึกคิดเข้าไปในจักกลของหนังเท่าไหร่ พวกเรื่องการกำเนิดและความรักในรูปแบบของโพสต์ฮิวแมนอะไรแบบนี้ (Ex-Machina ทำได้ดีกว่ามาก) แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกลียดหนังนัก คือมันก็สนุกดี จังหวะดี บิวส์ตรงจุดและแชปบี้ก็ทำให้หลงรักได้ไม่ยาก

และก็เหมือนหนังเรื่องก่อนของบรูมแคมป์ที่มักให้ภาพของคนกลุ่มน้อยที่มักถูกกระทำ ในที่นี้คือเหล่าผู้คนในโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ประเทศที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ผู้คนผู้โหดร้ายที่ต้องใช้วิธีการจัดการและเครื่องมือจากมหาอำนาจอย่างอเมริกา ส่วนคนสร้างแชปบี้ก็เป็นอินเดียน-อเมริกันที่ถูกนายทหารอเมริกันคอยแทงอยู่ตลอดเวลา ไอ้ตัวแชปบี้เลยกลายเป็นภาพแทนของคนกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย(แหง่แหละ) จะว่ากันตามจริงหนังมันก็โลกสวยเหลือเกินกับการให้ความนึกคิดของอีแชปบี้ออกมาเบอร์นี้ มันสวยจนออกไปทางเลี๊ยนเลี่ยน

อย่างไรก็ดี ส่วนที่เราชอบมากๆคือเรื่องการย้ายจิตไปสู่ร่างใหม่ในช่วงท้ายที่มาย้ำประเด็นโพสต์ฮิวแมนที่เล่นมาตลอดทั้งเรื่อง(หุ่นยนต์จะสามารถเทียบคุณค่ากับมนุษย์ได้หรือไม่) แล้วอีการย้ายนี้ก็เหมือนเป็นการปลอบเหล่าคนชั้นล่างแบบกลายๆเหมือนกัน

ปล. ยังไม่ได้ดู  Automata เลย

22/05/16 – Byzantium (Neil Jordan/ UK,US, Ireland/ 2012) – 5/5

ใครก็ได้เแตะอีหนังชุดทไวไลท์ลงถังขี้ไปที หนังแวมไพร์มันต้องแบบนี้ซิโว้ย!!!!

เห็นมิตรสหายแซ่ซ้องสรรเสริญมาเนินนาน แต่ก็อดเซอร์ไพร์สไม่ได้อยุ่ดีว่ามันจะออกมาเบอร์นี้ ดีงามหมดจดมาก มันว่าด้วยเรื่องแม่-ลูกแวมไพร์ผู้ผ่านโลกมาแล้วกกว่าสองร้อยปี เจอเรื่องเหี้ยห่ามามากมายอันทำให้ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา กอปรกับความรำเค็ญของความเป็นอมตะและความลับที่ไม่อาจเปิดเผย

สองสิ่งที่เราชอบมากคือการเล่าเรื่องของมันที่มุ่งเจาะลงไปที่ตัวแวมไพร์โดยวิธีที่เป็นจริงที่สุด เรียลที่สุดบนพื้นคำถามถึงราคาที่จำต้องจ่ายสำหรับการเป็นอมตะ แถมเป็นแวมไพร์แฟมินิสต์ด้วย เลิศเลอมาก

อีกส่วนคือพฤติกรรมของตัวละคร อีเลนอ (โรแนน) กับการเขียนเรื่องราวของเธอเองแล้วก็ฉีกมันทิ้งไปตลอดเวลา อันนี้โดนมาก อาการของการมีเรื่องที่ไม่อยากจดจำแต่ก็ไม่อาจลืมเลือนไปได้ มันเจ็บปวด แล้วพอคิดว่าจะสามารถเปิดใจกับผู้คนได้ก็เสือกโดนหักหลังอีก ส่วนสิ่งที่จะแก้ไขอะไรได้ก็คือ เวลา อันเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าใดๆ(สำหรับเธอ) โอยยย ตายๆๆๆๆๆ

ตอนดูจบใหม่ๆไม่ชอบตอนจบของหนังเลย แต่พอนั่งคิดถึงมันบ่อยๆกลับรู้สึกว่า เออ จบแบบนี้แม่งโหดร้ายกว่าอีกนี่หว่า

อาเธอร์ตันกับโรแนน ดีงามสุดๆๆๆๆๆๆ

25/05/15 – The Angry Birds Movie (Clay Kaytis, Fergal Reilly/ US, Finland/ 2016) – 1/5

หนังไม่เหมาะกับเราเลย ไม่เหมาะเลยจริงๆ จะบอกว่าเป็นอนิเมชั่นที่ทำให้เด็กดูโดยเฉพาะก็ระคายปากเหลือเกินกับการที่ต้องให้เด็กๆมาพบกับอะไรที่โลกสวยแบบประหลาดๆแบบนี้ ยังไม่ต้องนับไปถึงการการเปรียบเทียบกับอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆที่ผู้ใหญ่ดูจะเข้าถึงได้พร้อมๆกับเด็กๆมากกว่ามากๆ

อย่างที่รู้ว่าหนังมันทำมาจากเกมยิงนกฆ่าหมู ด้วยการเติมเรื่องที่เป็นเหตุของเกมเข้าไปอันว่าด้วยหมูเข้ามาขโมยไข่เพื่อให้เกิดผลขึ้นมาตามเกม เส้นเรื่องที่ใส่เข้ามาก็ง่ายซื่อซะเหลือเกิน ความตลกที่เกิดก็มาจากแค่คาแรคเตอร์ตัวละคร (อันนี้เราคิดถึงโนบิตะ ซูเนโอะกับไจแอนด์แฮะ ไม่รู้ทำไม) ยิ่งดูไปก็อยากให้อีเกาะนกแม่งล่มสลายไปเร็วๆ ที่ตลกคือแม่งใช้การแก้ปัญหาด้วยความโกรธเว้ย ห่า กูละงงจริงๆ บทจะสวยก็สวยโง่ๆแล้วพอจะดาร์คก็เล่นหลุดโลกไปเลย

จริงๆตอนดูมีคิดไปถึงเรื่องโคโลเนียลอะไรพวกนั้นด้วยกันตัวเองจะเบื่อไปมากกว่ากว่านี้ แต่ก็ไม่ได้นำพาอะไร

ออ! เกลียดอีนกอินทรีย์สัดๆ เกลียดมาก เกลียดการพูดหล่อๆของแม่งและการได้ดิบได้ดีแบบใช้แรงน้อยๆ เกลียดๆๆๆๆๆๆ

27/05/16 – San Andreas (Brad Peyton/ US/ 2015) – 1/5

แผ่นดินสะเทือนหรือจะสู้นมน้องหนูอเล็กซานดร้า แดดดาริโอ้!!!

แล้วหนังมีอะไรอีกหว่าาาา…..ออ….ไม่มีแล้ว

ออ มีๆ อยากจะบอกว่าจะรอดู Baywatch บนจอใหญ่ๆแน่นอน นี่นับวันรอเลยล่ะ

 

 

29/05/16 – I Lived, But…(Kazuo Inoue/ Japan/ 1983) – 4/5

สารคดีที่ติดมากับแแผ่น Tokyo Story อันว่าด้วยชีวิตของยาซุจิโร่ โอสุ ที่เล่าตั้งแต่เกิดยันเสียชีวิต (โอสุเกิดและตายในวันเดียวกัน คือ 12 ธ.ค. 1903 – 12 ธ.ค. 1963) เล่าถึงชีวิต การทำงาน ตลอดจนวิธีการทำหนังผ่านหนังทั้งหมด 54 เรื่องและเหล่าบุคคลทั้งหลายที่เคยร่วมงานกับเขาซึ่งก็ทำให้เราพบว่าหนังหลายๆเรื่องก็ได้แรงบันดาลใจมาช่วงชีวิตของเขาเองนั้นแหละ เหล่าบรรดาหนังที่เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ผัว เมีย ลูกหลาน การแต่งงาน การตายจากอะไรทั้งหลายเหล่านั้น อันนึงที่โดนมาคือเขาจำลองเหตุการณ์การตายของพ่อเขาลงไปในหนังเลย

อีกส่วนที่เราได้เห็นคือความเฮี๊ยบและเนี๊ยบมากของโอสุผ่านการเล่าเรื่องราวของบรรดาคนที่เคยร่วมงานกับเขา เนี๊ยบทั้งภาพทั้งการแสดง องค์ประกอบภาพที่เนี๊ยบระดับเซ็นติเมตรหรือกับการแสดงที่นักแสดงบางคนต้องแสดงมากกว่าสามสิบเทคเเพียงพื่อจับจังหวะการมองหรือการเคลื่อนไหวเล็กๆของนักแสดงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เราผ่านงานของโอสุมาแค่สามเรื่อง (Good Morning, 1959 / Late Spring, 1949 / Tokyo Story, 1953) น้อยนิดมากเหลือเกิน หวังว่าจะได้ดูงานของเขามากขึ้น (คาดว่าหนังเรื่องต่อไปคือ Early Summer, 1951 เพื่อจบไตรภาคของโนริโกะของเซ็ตซึโกะ ฮาร่า)

ปล. โน๊ตสุสานโอสุไว้ในโอกาสที่ได้ไปญี่ปุ่น อยากไปเยือนจริงๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s