Film I’ve seen in February 2016

02/01/16 – Bridge Of Spies (Steven Spielberg/ US/ 2015) – 2.5/5

ดีตามมาตราฐานของพ่อมดสปีลเบิร์ก แต่หากเทียบชั้นกับหนังที่เอาประวัติศาสตร์เหตุการณ์จริงมาเล่าของเขาทั้งหมดเราว่าเรื่องนี้น่าจะอยู่ในอันดับล่างๆเลย

เราสนใจในความโบราณของมัน เราค้นพบว่าเทคนิคของหนังมันโบราณจัง โบราณในแบบตั้งใจให้มันโบราณ แต่เราไม่รู้ว่าที่ทำแบบนี้เพราะต้องการตอบโจทย์ของยุคสมัยหรือเปล่า(ในที่นี้คือยุคสงครามเย็น) โดยเฉพาะการซ้ำเหตุการณ์ในซีนสองรอบเพื่อคลี่คลายประเด็นอย่างตอนอ่านหนังสือพิมพ์บนรถไฟหรือกับเด็กกระโดดปีนกำแพง ซึ่งปัญหาสำหรับเราคือเราว่ามันไม่เวิร์ก ด้วยที่ประเด็นของมันก็สากลทั่วไปที่ถูกพูดกันมานบนามอย่างการทำถูกต้องตามหลักการปะทะกับความถูกใจในผลประโยชน์อะไรแบบนั้น แถมไม่ได้มีอะไรโดดเด่นออกมาเป็นพิเศษ กอปรกับเรื่องเทคนิคที่ว่า เราเลยรู้สึกว่าหนังมันมาผิดยุคผิดสมัยไปหน่อย หากฉายในศตวรรษที่แล้วน่าจะโอเคกว่า

คงไม่ต้องพูดถึงความอนุรักษ์นิยมของออสการ์กันอีกแล้วมั๊ง ขอแตะหนังเรื่องนี้ให้ไปอยู่กับ The Martian

05/02/16 – Brooklyn (John Crowley/ Ireland, UK, Canada/ 2015) – 2.5/5

อุเบกขาเหลือขณา จากที่ดูรอบแรกไป 20 นาทีแล้วพบว่าไม่ใช่ทางเลยหยุดไปเตรียมใจแล้วกลับมาดูอีกรอบ สุดท้ายก็พบว่า เออ! ไม่ใช่แนวเราจริงๆว่ะ

สิ่งที่เราติดกับมันตลอดเวลาคือเทคนิคการเล่าเรื่องที่เน้นความเมโลดราม่าแบบหนักมือสุดๆ ไอ้ความรู้สึกกับ 20 นาทีแรกที่ดูรอบแรกนั้นมันมีอยู่ตลอดทั้งเรื่องเลย แล้วพอมันจะผ่อนความเมโลฯลงไปบ้างมันกลับแทรกด้วยความหวานเลี่ยนแบบเข็ดลิ้นในตอนที่นางเอกมันได้พบกับผู้ชาย กล่าวคือหนังเล่าชีวิตน้องนางด้วยเมโลดราม่าสลับกับชีวิตรักที่เจอผู้ชายแบบหวานเลี่ยนๆ ดราม่าสลับหวานเลี่ยนแทรกตัวร้าย(เจ้าของร้านขายของ)เข้าไปนิด เติมสถานการณ์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเข้าไปหน่อย อีกนิดก็ละครไทยแล้วล่ะ 555

อย่างไรก็ตามสิ่งเดียวสิ่งหนึ่งที่หนังมีให้เราคือ เซอเชอร์ โรแนน เราชอบลุคของเธอในเรื่องนี้มากๆ มีน้ำมีนวลมากกว่าผอมๆในหนังเรื่องอื่นๆที่มาพร้อมกับการแสดงเดี๋ยว แบกรับหนังทั้งเรื่องไว้ได้อย่างอยู่มือ

06/02/16 – What Happened, Miss Simone? (Liz Garbus/ US/ 2015) – 4.5/5

หนังที่เข้าชิงออสการ์สารคดี 5 เรื่องสุดท้าย มี 2 เรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตนักร้อง นั่นคือ Amy กับเรื่องนี้ เราพบว่าสารคดีทั้งสองเรื่องนี้มีอะไรที่เหมือนๆกันเยอะมากๆ อาทิ เอมี่ไม่ได้เริ่มต้นอาชีพด้วยการร้องเพลงโซลแต่เริ่มจากการเป็นนักร้องเพลงแจ๊ส ส่วนนีน่าก็ไม่ได้เริ่มจากการร้องเพลงบลู ไม่ได้เริ่มด้วยการร้องเพลงด้วยซ้ำแต่เริ่มจากการเป็นนักเปียโน, ทั้งสองมีผัวไม่ดีทั้งคู่, แล้วก็มีจุดเปลี่ยนในชีวิตด้วยกันทั้งคู่ เอมี่คือเรื่องยา แต่นีน่าไปไกลกว่านั่นคือการเป็นกระบอกเสียงต่อสู้ให้กับคนผิวสีในอเมริกายุค 60 ที่บิดชีวิตของคนทั้งคู่ไปแบบผลิกตลบ (แถมช่วงที่เบรคตัวเองเพื่อพักฟื้นก็หนีไปทะเลเหมือนกันทั้งคู่ ฮา)

และที่เหมือนกันอีกอย่างอันทำให้เราชอบหนังพอๆกันคือการเป็นนักแต่งเพลงด้วยกันทั้งคู่ หนังจึงใช้เพลงเล่าเรื่องได้อย่างมีพลัง ซึ่งนี่น่าอาจไปได้ไกลกว่าหน่อยเพราะเพลงของเธอมันเริ่มด้วยการเล่าเรื่องของตัวเธอเองแล้วไปจบกับการปะทะกับสังคม แต่เอมี่นั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของตัวเองเสียมากกว่า

ความต่างของทั้งคู่มีอยู่อย่างเดียวคือห้วงชีวิตสุดท้าย คนนึงแพ้พ่ายแต่อีกคนกลับมายืนหยัดได้

และก็ขอบอกเหมือนเดิมอย่างตอนดู Amy เราคงต้องเอาเพลงของนีน่า ซาโมน มาฟังบ้างแล้ว มันทรงพลังมากจริงๆ

ปล. ขอเอาสิ่งที่พี่เต๋ไกรวุฒิให้ไว้ใน FB มาบันทึกไว้ที่นี่ พี่เต้บอกว่าพี่เขาได้ดูบทสัมภาษณ์ของโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่องนี้ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบหนัง Amy เลยเพราะรู้สึกว่ามันรุกร้ำชีวิตและหาประโยชน์กับตัวของ Amy เยอะเกินไป (เฉกเช่นเดียวกับ Adele ที่ก็ไม่ชอบด้วยเหตุผลเดียวกัน) ทั้งนี้ทั้งนั้นหนังทั้งสองเรื่องมันมาจากแหล่งวัตถุดิบที่ต่างกัน เรื่องนี้มาจากบทสัมภาษณ์และไดอารี่ของซีโมนเองเพื่อจะนำไปเขียนเป็นหนังสือ แต่กับของ Amy นั้นคือการลงไปขุดคุ้ยเองของผู้สร้างเอง

สำหรับเราก็พบว่าเห็นด้วย แต่ก็ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างว่าตัวบทสัมภาษณ์และไดอารี่ของตัวซีโมนนั้นเรียกได้ว่ามีสีสันและเปิดเปลือยความคิดและชีวิตของเธอออกมามากมาย (มากขนาดเธอยอมรับเลยว่าถือคือพวกหัวรุนแรงด้วยซ้ำ) หนังมันเลยไม่มีความจำเป็นที่ต้องลงไปขุดคุ้ยเหมือนกับ Amy ที่ตัวเอมี่เองไม่ใช่คนเปิดอะไรแบบนั้น

06/02/16 – No Regret for Our Youth (Akira Kurosawa/ Japan/ 1946) – 4/5

** ดูในงาน Sayonara Setsuko: A tribute to Setsuko Hara จัดโดย Filmvirus, The Reading Room และ The Japan Foundation ที่ฉายด้วยฟิล์ม 16มม. เป็นประสบการณ์ที่เลิศเลอและทรงคุณค่ามาก กราบขอบพระคุณผู้จัด ***

เรารู้จักหนังคุโรซาว่าน้อยมากจริงๆ ให้นึกแบบเร็วๆยังนึกไม่ออกเลยว่าเคยดูหนังเรื่องอะไรของเขาบ้างแล้ว T_T

หนังมันว่าด้วยเรื่องของชีวิตของสาวนางหนึ่งผู้ตามหาความอิสระในชีวิตตัวเองพ่วงพ้องไปกับอิสระของประเทศญี่ปุ่นในห้วงระยะเวลา 10 ปี  จากสาวน้อยสดใสสู่สาวใหญ่กรำงาน จากคุณหนูกลายไปเป็นชาวนา อิสระภาพที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อที่ภาพภูมิใจ เอาจริงๆมันดูตอแหลแหละ แต่ด้วยยุคสมัยและเทคนิคอื่นๆของหนังที่ทำให้ไอ้ตัวเรื่องมันไปไกลสุดขีดมาก เซ็ตซึโกะไม่ปานเป็นไบโพล่าสู้ชีวิต

เทคนิคของหนังก็สุด ด้วยเพราะไม่ค่อยได้ดูหนังของคุโรซาว่า เราเลยตื่นตาตื่นใจความความสวิงสวายของแกมาก การเคลื่อนกล้องที่ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวธรรมดาแต่มักหยอดเรื่องราวเข้าไปด้วย อย่างซีนที่ตัวละครแต่ละตัวบอกว่าชอบอะไร(ดิน น้ำ ลม บลาๆๆ)เมื่อกล้องเคลื่อนไปจับ หรืออย่างการตัดแบบจั๊มคัตอย่างซีนตกบันไดหรือตอนเซ็ตซึโกะสับสนอยู่หน้าประตู รวมถึงการทรานซิชั่นเปลี่ยนความหมายของซีนอย่างมือบนเปียโนเป็นมือที่อยู่ในน้ำ รู้สึกได้ถึงความเทพ

คงต้องทยอยดูหนังคุโรซาว่าเพิ่มแล้วล่ะเรา

06/02/16 – Late Spring (Yasujiro Ozu/ Japan/ 1949) – 5/5

 ** ดูในงาน Sayonara Setsuko: A tribute to Setsuko Hara จัดโดย Filmvirus, The Reading Room และ The Japan Foundation ที่ฉายด้วยฟิล์ม 16มม. เป็นประสบการณ์ที่เลิศเลอและทรงคุณค่ามาก กราบขอบพระคุณผู้จัด ***

โอโห งดงามจังเลย ระเมียดระไมหมดจดและละเอียดอ่อนจังเลย หนังทำเราตายอย่างสงบแน่นิ่ง ดูไปคิดถึงหนังของลูงโหวเสี่ยวเชี่ยนไป มันมีความละมุนละไมคล้ายๆกัน นิ่งเรียบแต่กัดเซาะรุนแรง ในประเด็นเรื่องความครัวและความรักเหมือนๆกัน ดูจบรู้สึกอิ่มเอมและจุกไปในคราเดียวกัน

เรื่องสั้นๆของมันว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพ่อวัยชรากับลูกสาววัยที่พร้อมออกเรือน มันคือเรื่องความสัมพันธ์ทีต้องเข้าแลกกับอนาคตของแต่ละฝ่ายที่ความหวังดีกลายเป็นกำแพงอุปสรรคขวางกั้นแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนท้ายที่สุดสิ่งที่ตัวเองคิดว่าทำให้อีกคนพอใจแท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย

อีกอย่างที่ดีมากๆคือการสอดแทรกอารมณ์ขันเบาๆเล็กๆในหนังที่ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ถึงความแข็งแรงของความสัมพันธ์ของทั้งคู่เพื่อผลของการสั่นสะเทือนในตอนจบด้วยภาพคลื่นของฤดูใบไม้ผลิ ทำเอาเราน้ำตาซึม

ติดท๊อปประจำปีแน่นอน

06/02/16 – Repast (Mikio Naruse/ Japan/ 1951) – 3/5

 ** ดูในงาน Sayonara Setsuko: A tribute to Setsuko Hara จัดโดย Filmvirus, The Reading Room และ The Japan Foundation ที่ฉายด้วยฟิล์ม 16มม. เป็นประสบการณ์ที่เลิศเลอและทรงคุณค่ามาก กราบขอบพระคุณผู้จัด ***

ไม่เคยรู้จักและดูหนังของ มิกิโอะ นารูเสะ มาก่อนเลย คือเริ่มต้นจากเรื่องนี้เลย ซึ่งรู้สึกว่าไม่น่าจะเหมาะเท่าไหร่ แหะๆ

อาจเป็นเพราะยุคสมัยและแนวคิด(ของเรากับตัวหนัง)ที่ต่างกันกระมั๊งที่ทำให้เราไม่อินกับหนังเท่าไหร่ มันว่าด้วยเรื่องของเมียผู้หน่ายเบื่อชีวิตแม่บ้านและงอนผัว ผ่านเหตุการณ์บังเอิญต่างๆมากมาย แล้วเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องมันก็ตลกมาก ตลกแบบจริงจังมากด้วย แถมตอนจบก็ตอแหลเหลือเกิน (กูชนะผัวแล้ว กลับมามีความสุขดีกว่า เย้ๆๆๆๆๆๆ)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เราไม่ถึงกับเกลียดหนังก็เพราะเรารู้สึกเหมือนดูหนังแบบบ้านทรายทองอะไรประมาณนั้น ที่มันมีตัวละครเกินๆผู้เข้ามาเพิ่มสีสัน มีเหตุการณ์บังเอิญเน่าๆมาผลักเรื่องให้เดินไปแล้วก็จบหนังแบบแฮปปี้เอนดิ้งเพื่อให้คนดูอย่างเราก็บันเทิงเริงรมณ์

07/02/16 – The Revenant (Alejandro González Iñárritu/ US/ 2015) – 2/5

– ความยาวของหนังคือการทำทุกข์กิริยาไปพร้อมๆกับอีตัวลีโอในเรื่อง คือถ้าผมเป็นลีโอ ผมจะให้หัวหน้ายิงที่กบาลให้ตายไปตั้งแต่ต้นเรื่องเลยคับ ดังนั้นแล้วผมจึงไม่หือไม่อือใดๆกับประเด็นหลักของหนังเลยซักนิด อันเป็นปัญหาหลักของผมกับหนังของพี่คับ

– แต่ให้คะแนนความทะเยอทะยานแก่พี่อินาริตูอีกครั้งนะ พี่บ้าพลังมากคับ สถานที่จริง แสงจริง (แต่หมีไม่จริงนะเธอว์)

– แต่ถ้าพี่จะโชว์พลังทางภาพของลูบินสกี้แบบนี้ หรือแค่อยากจะบอกว่าสันดานของมนุษย์มันเชี่ยแบบนี้ หรือจะสะกิดบอกคนดูว่าศาสนาแม่งก็คือเรื่องของความเห็นแก่ตัวแบบนี้ ถ้าแค่นี้ผมว่าพี่ไม่ต้องทำหนังยาวขนาดนี้ก็ได้คับ

– บางช่วงตอนผมอยากให้พี่ลีโอโดนธนูเจาะคอเลยคับ คือพอพี่ไม่ตายแล้วหนังก็ให้เวลากับพี่โดยที่เรื่องมันไม่เดินไปไหนผมก็เซ็ง จนกลายเป็นว่าผมไม่มีใจกับการแสดงของพี่แล้วแต่ผมอยากรู้บทสรุปของพี่เสียที ยิ่งพี่ยืดนานผมยิ่งคาดหวังเยอะ จนสุดท้ายก็เฟลไป

– แล้วถ้าพี่ลีโอได้ออสการ์กับหนังเรื่องนี้ ผมคงโกรธมากคับ

07/02/16 – Winter on Fire: Ukraine’s Fight for Freedom (Evgeny Afineevsky/ UK, Ukraine, US/ 2015) – 3/5

สารคดีบันทึกเหตุการณ์เรียกร้องความต้องการให้ประเทศยูเครนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปที่ชุมนุมในกรุงเคียฟเพื่อต่อต้านรัฐบาลที่เป็นคนของฝ่ายรัสเซียและต้องการไปซบอกรัสเซีย

ในแง่ภาพยนตร์ หนังมันไม่ได้มีอะไรพิเศษ มันเป็นเพียงภาพการบันทึกเหตุการณ์จากฝ่ายผู้ต่อต้านอย่างตรงไปตรงมา บิวส์อารมณ์ขยี้อย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้เพื่อมุ่งไปสู่ประเด็นที่ตั้งไว้แต่ต้น ปัญหาก็คือพอมันมีประเด็นเดียวคือการต่อสู้เรียกร้องจากฝ่ายๆเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังมันเลยมีแค่เหตุการณ์ซ้ำๆ คล้ายๆกันที่ฉายซ้ำวนไปวนมาก่อนไปขยี้ในช่วงท้ายที่ก็เพิ่มแค่ความรุนแรงเข้าไป แต่ประเด็นยังย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรแต่มันทำให้หนังไม่โดดเด่นน่าจดจำเท่าใดนักหากเทียบกับหนังสารคดีเรียกร้องสิทธิฯเรื่องอื่นๆ อาทิ The Square (2013) หรือกับ Burma VJ (2008)

อย่างไรเสีย ไอ้สิ่งที่เราว่าไปข้างต้นมันก็สร้างคำถามให้กับตัวเราเองเหมือนกันว่าการมองมันด้วยสายตาแบบนั้นมันสมควรหรือไม่? ด้วยเพราะมันคือสารคดีที่บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คนตายจริงๆ แล้วเราจะสามารถมองมันในแง่ภาพยนตร์ได้ไหม? มันควรหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ทุกเหตุการณ์การเรียกร้องความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในโลกมันมีพลังของมันอยู่แล้ว นี่ก็เช่นกัน เอาเข้าจริงเราดูแล้วเราคิดถึงการสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อปี 53 มากๆ มันมีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่ทำให้เรา recall โดยเฉพาะภาพสไนเปอร์ซุ่มยิง ภาพคนถูกยิงล้มไปต่อหน้าต่อตา หรือกับภาพการทลายสถานที่ของ red cross

ปล1. นี่อาจไม่ pc คืออยากบอกว่าสาวยูเครนหน้าตาดีจังเลยง่ะ ในหนังนี่เรียกได้ว่าดีทุกคนเลย แต่อีโปสเตอร์นี่กลับตอแหลมาก

ปล2. ดูหนังสารคดีชิงออสการ์ปีนี้ครบแล้ว ขอเรียงลำดับ:

The Look of Silence > Cartel Land > What Happened, Miss Simone > Amy > Winter on Fire

12/02/16 – Tangerine (Sean Baker/ US/ 2015) – 4/5

 ปลุกความตุ๊ดในตัวคุณ!

หนังดอกทองมากค่ะ (คำชมที่มาจากเบื้องลึกของหัวใจ) มันดอกทองด้วยภาพสีอิ่มเกรนแตกๆจากกล้องและการปรับภาพในไอโฟน ดอกทองด้วยการสวิงสวายเคลื่อนกล้องอย่างกับให้คนดูรู้ว่ากูถ่ายด้วยไอโฟนนะ มันง่าย มันเบา กูจะสวิงสวายแค่ไหนก็ได้ กอปรกับดอกทองด้วยเพลงประกอบแรดๆปังๆ ที่มาใช้เล่าเรื่องของกระเทยขายจู๋ผู้ออกตามหาแมงดาหนุ่มคนรักกับชู้ของเขา

แต่ให้ตายเถอะ ในความดอกทองทั้งปวงนั้นมันกลับเต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย เต็มไปด้วยชีวิตที่แม่งคือองค์ประกอบหลักของมุนษย์ทุกคน มันเริ่มด้วยอุณหภูมิที่ร้อนแรงด้วยความเกรี๊ยวกราด ก่อนค่อยๆลดระดับลงมาเพื่อไปพบกับความฝัน ความรักและจบที่ความเป็นเพื่อน

แล้วทั้งเรื่องมันก็เกิดขึ้นในวันคริสมาสต์อีฟ ไอ้ห่า พวกหล่อนจบปีด้วยความฉิบหายแถมมองไม่เห็นอนาคตใดๆแม้จะสำนึกได้ถึงความเหี้ยห่าของชีวิต แต่ยังดีที่นางมีเพื่อนอยู่ข้างๆกาย กูซึ้งมากๆ

ซีนปังๆ: แท็กซี่อัลมาเนี่ยนเผยรสนิยม, ดูดปุ๊นในห้องน้ำ, สงครามทั้งระหว่างเพศและเชื่อชาติในร้านโดนัทและซีนจบ

ปล. อินกับตัวละคร อเล็กซานดร้า มากๆให้ตายเถอะ

12/02/16 – Room (Lenny Abrahamson/  Ireland, Canada/ 2015) – 4.5/5

ยอมแพ้โดยดุษฏี พ่ายแพ้ต่อการบิวส์ของหนังอย่างศิโรราบ ร้องไห้โฮเลย ทั้งหมดทั้งมวลขอยกความดีความชอบให้กับน้องหนู เจคอบ เทรมเบลย์ ที่มอบการแสดงที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและรายละเอียดมากมาย มอบความทรงจำดีๆมากมายในหลากหลายซีน อาทิการเห็นโลกกว้างครั้งแรกบนหลังรถกระบะ การพบกันครั้งแรกของแม่ลูก ความหวาดกลัวโลกภายนอก หรือกับซีนบอกรักคุณย่า ฯลฯ มันดีมาก ดีจริงๆจนเรารู้สึกน้องเขากลบ บรี ลาร์สัน หายวับไปกับฉากหลังเลยเมื่อตอนที่ต้องเข้าซีนด้วยกัน รักมาก

สำหรับหนัง เราพบว่ามันมีปัญหาอยู่หน่อยตรงการที่มันคือการร้อยเรียงซีนซึ้งๆโดนๆกระแทกกระทั้นที่เรียงดาหน้ากันเข้าไปเรื่อยๆ ข้ามเส้นเรื่องบางเส้นที่ไม่ก่อให้เกิดผลทางอารมณ์ไปเพื่อที่จะมุ่งเป้าสู่ความพีคของอารมณ์ให้ถึงขีดสุด บางช่วงตอนที่เป็นการต่อซีนกันมันจึงทำให้เรารู้สึกถึงการก้าวกระโดดของตัวละคร แต่โชคดีที่ปัญหานี้มันถูกทดแทนด้วยการแสดงดีๆของบรีและเจคอบที่เอาหนังอยู่มือมาก เราเลยพ่ายแพ้ไปอย่างที่บอก

มันมีประเด็นหนึ่งที่เรารู้สึกกับหนังมากๆคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อเข้ากับอะไรบางสิ่งบางอย่าง เทียบกันระหว่างเด็กกับผุ้ใหญ่อันมีปัจจัยหลักคือประสบการณ์ที่เคยผ่าน เราจึงอินมากกับเรื่องการยอมแพ้ต่อชีวิตของผู้ใหญ่อย่างตัวจอยผู้เป็นแม่เพราะส่วนตัวเราคิดอยู่เสมอว่าถ้าเราไม่ไหวเราก็คงยอมแพ้และไปแบบนั้นเหมือนกัน

ตอนดูจบใหม่ๆนี่ยังไม่ถึงกับชอบหนังมากนัก แต่พอเวลาผ่านไปแล้วคิดถึงหนังกลับยิ่งชอบแฮะ ขอกลับคำจากที่เขียนไปเมื่อวาน

ปล. ดูหนังชิงออสการ์หนังเยี่ยมครบแล้ว ขอจัดอันดับไว้หน่อย

Mad Max: Fury Road -> Room -> The Big Shot -> Spotlight -> Brooklyn -> Bridge of Spies -> The Revenant -> The Martian

13/02/16 – พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง (อัศจรรย์ สัตโกวิท/ ไทย/ 2015) – 3.5/5

กลายเป็นหนัง Guilty Pleasure ประจำปีไปโดยปริยาย ยอมรักไม่ได้แต่ก็เกลียดมันไม่ลงเหมือนกัน 555

จริงๆตามที่รู้ๆกันว่าหนังมันกะขายความเงี่ยนนั้นแหละ ความเงี่ยนของชายต่อการมองสตรีเพศ ซึ่งหนังมันก็มีให้แบบพอหอมปากหอมคอไม่ขี้ริ้วขี้เหล่ แต่ประเด็นที่เรารู้สึกคือการใส่ตัวละครเพศชายลงไปในหนัง เนื่องด้วยในช่วงท้ายๆหนังมันพยายามจะเป็นเฟมินิสต์ (พยายามนะ ไม่ได้แปลว่ามันดี) การใส่ตัวละครชายที่มีรูปร่างในอุดมคติ กล้ามเป็นมัดๆ หน้าท้องลีนๆ มันเลยกลายเป็นว่ามันช่วยเสริมช่วยขับเรื่องเฟมินิสต์ของหนังได้ กล่าวคือเหล่าผู้ชมชายที่เป็นผู้ชมหลักของหนังคงต้องมีความรู้สึกอะไรกันบ้างกับเหล่าชายรูปร่างอุดมคติในเรื่องเหล่านั้น (อิจฉา ริษยา ละอาย หมั่นไส้ อยากกิน อยากได้อยากโดน อะไรก็ว่ากันไป) อันเป็นการตบหน้าคนดูรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจดี (สำหรับกูคือกูอิจฉา กูอยากมีเป็นของตัวเอง)

แล้วจริงๆหนังมันก็มีความโง่เง่าเต็มไปหมด ในแง่นี้เราเลยพยายามคิดเปรียบเทียบกับหนัง “แม่เบี้ย” ของหม่อมน้อยว่าทำไม่เราไม่ชอบเรื่องหลังเอาเสียเลยทั้งๆที่เรารู้สึกว่ามันโง่เง่าพอๆกัน ซึ่งก็พบว่ามันคือเรื่องของสติ ส่วนตัวเราเห็นว่าคนทำหนังเรื่องนี้มีสติมากกว่าหม่อมน้อย โอเคล่ะมันมีความยี้ย้าเหวอๆอยู่มากแต่มันไม่ได้ออกทะเลเหมือนอย่างแม่เบี้ย เทคนิคที่หนังมันใช้ก็ใส่มาแบบเต็มสูบแต่กลับไม่รู้สึกตอแหลเหมือนในแม่เบี้ย ดูจบแม้จะยี้เหมือนกัน แต่เรื่องนี้กลับติดอยู่ในหัวมากกว่า

ขอพูดเรื่องเทคนิคเต็มสูบที่ว่าไว้หน่อยอันเป็นส่วนหนึ่งที่เราชอบมาก ทั้งการใช้โดรนถ่ายที่เหมือนได้รับอิทธิพลจากหนังโป๊โดรนเรื่องแรกของโลกเมื่อสองสามปีก่อน โดยเฉพาะอีซีนถ่ายไล่ลำธารลงมาให้เห็นผู้หญิงเล่นน้ำแล้วผู้ชายแอบมองตามลำดับ อันนนี้ชอบมาก หรือกับการใส่เพลงประกอบที่มึงเอากันทีอย่างกับนเรศวรไปออกรบ และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือการซูเปอร์สโลว์ที่หนังแม่งใส่มากเต็มมากโดยเฉพาะซีนเอากันในน้ำ กระสาดกระเซ็นตามอารมณ์บนใบหน้าของนักแสดง โอโห คิดได้ไง ชอบมาก

อยากให้คนทำหนังทำออกมาอีก อยากดู เรื่องนี้ตอนเข้าโรงพยายามหาทางไปดูในโรงแล้วแต่ไม่ทันจริงๆ เสียใจมาก

อนึ่ง ซีจีในหนังเราว่าดีเลยนะ ส่วนชามก็สวยดีเพียงแต่เสียดายที่เธอไม่ค่อยกล้าโชว์เท่าไหร่ ส่วนซีนที่ชอบที่สุดคือซีนลุยกันในผับ ไม่รู้ใส่มาทำไม แต่อีห่า สนุกสัดๆ

14/02/16 – Deadpool (Tim Miller/ US, Canada/ 2016) – 3.5/5

แรกสุดก็ต้องขอชื่นชมกับความกล้าที่จะแหวกแนวของหนังซูเปอร์ฮีโร่ แหวกขนบ แหวกวิธีการเล่าและกล้าที่จะคงไว้ที่เรต 18+ ทำให้หนังมันแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์และน่าจดจำในที่สุด แถม PR หนังก็ฉลาดเลิศเลอ

หนังเสิร์ฟความบันเทิงเถิดเทิงได้อย่างเต็มเปี่ยม สนุกและเพลิดเพลินกับความเกรียนสุดลิ่มทิ่มประตูของมัน ยิ่งถ้ารู้แบล็คกราวด์ของหนัง ของความเกี่ยวเนื่องกับหนังชุดเอ็กซ์แมนหรือจักวาลมาเวลมาบ้างจะยิ่งสนุก อีห่า กัดทั้งจักรวาลของมึง หนังของมึง หนังในเครือมึง ครบเลย

แต่ก็เหมือนกับหนังบันเทิงทั่วไปที่พอออกจากโรงแล้วเราก็จะค่อยๆลืมมันไปที่ละเล็กละน้อย

ฉากหนัง end credit กวนตีนโครตพ่อ

ปล. ในโรงที่ดูมีกลุ่มเด็กเนิร์ดกลุ่มหนึ่งด้วย หัวเราะกันเอาเป็นเอาตายมากแล้วพอหนังจบออกจากโรงก็เม๊าส์มอยถึงหนังในสิ่งที่กูไม่เข้าใจ รู้สึกดีอย่างประหลาด

15/02/16 – Roomless (Kingman Choi/ HK/ 2011) – 1/5

อะไรคือการที่หนังได้เรต 8.2 เต็ม 10 ใน IMDB!!!

ไอ้หนุ่มจบใหม่ไฟแรง ฝันอยากเป็นคนเขียนบทแต่ก็หางานไม่ได้เสียที จนฮ่องกงคืนสู่อ้อมกอดของจีนในปี 1997 นั้นแหละที่เขามีงานเขียนบทหนังให้เลสลี่ จางผู้เป็นไอดอลแสดง แต่แล้วเลสลี่กลับมาฆ่าตัวตายในปี 2003 เสียก่อน เขาเลยหมดแล้วซึ่งทุกอย่าง แฟนก็ทิ้ง กล่าวโทษรัฐบาลฮ่องกงว่าเป็นเหตุของทั้งหมด เค้าประท้วงไรกันก็ออกไปแจม เลยตัดสินใจกลายเป็นเห็บเหลือบสังคมโดยอาศัยเงินช่วยเหลือคนว่างงานในการเลี้ยงชีพไปวันๆในห้องเล็กๆที่ยังค้างค่าเช่าทุกเดือน อดๆอยากๆแต่ก็ดันเอาเงินส่วนหนึ่งไปตีกระหรี่ หลายปีผ่านก็ได้ไปเจอกระหรี่จากจีนแผ่นดินใหญ่คนหนึ่งที่จับพลัดจับพลูมาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน อีหนุ่มนี่ก็เสือกแสดงควาวมเลว อีกระหรี่นี่ก็โง่ดักดาน จนสุดท้ายมีหักพล๊อตนิดหน่อยในเรื่องของการไปเป็นคนเดินยาข้ามประเทศไปจีนที่พลิกเรื่องไปอีกแบบนึง (แต่เชื่อเถอะ คนดูเดาได้อยู่แล้ว)

เห็นว่าเป็นหนังอินดี้ฮ่องกง แต่ทุกอย่างในหนังมันหน่อมแน้มมาก (หนังนักศึกษาหลายเรื่องยังทำดีกว่าอีก) พยายามจะฮิป พยายามจะแนว พยายามจะเป็นหว่อง แต่ได้ไม่ถึงเสี้ยงติ่ง การย้อมสีภาพให้เหมือนฟิล์มเก่าหมดอายุไม่สามารถช่วยอะไรตัวหนังได้เลยจริงๆในเมื่อเรื่องแม่งห่าอะไรก็ไม่รู้

หนังมันเล่าเรื่องราวผ่านประวัติศาสตร์ต่างๆของฮ่องกงที่ดูน่าสนใจดีแต่ก็เท่านั้นเพราะมันไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรเพียงแค่การบอกว่ากูเจ๋งปะละที่สามารถผูกเรื่องราวกับประวัติศาสตร์เหล่านั้นได้ หรือกับประเด็นฮ่องกง-จีนที่เหมือนจะมีอะไรแต่ก็ไม่มีอะไรเลย

27/02/16 – Himala (Ishmael Bernal/ Philippines/ 1982) – 4.5/5

นานๆจะได้ดูหนังฟิลิปปินส์ซักที แต่ๆละทีที่ได้ดูก็สุดติ่งซะเหลือเกิน

แอลซ่า เป็นสาวที่ถุกเก็บมาเลี้ยง ณ ชนบทอันเร้นแค้นที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าที่ฝนไม่ตกเพราะคำสาปที่พวกเขาเคยไปไล่คนที่เป็นโรคเรื้อนออกไปจากหมู่บ้าน, ณ วันที่เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา ช่วงเวลาที่ชาวบ้านหวาดกลัวว่าจะเกิดอาเพศ แต่แอลซ่ากลับได้รับเสียงกระซิบจากพระแม่มารี เธอจึงเฝ้าสวดมนต์ภาวนาจนมีคนมาเห็นเธอพร้อมกับสัญลักษณ์บาปแผลของการไถ่บาปของพระเยซูเจ้า เรื่องของเธอขจรขจายไปทั่วหมู่บ้าน จนชาวบ้านพากันมาขอให้เธอใช้ปาฏิหารช่วยเหลือ จากคนในหมุ่บ้าน ขยายไปสู่คนต่างเมือง ลามไปถึงคนต่างประเทศที่เข้ามาทำข่าว จนกลายเป็นว่าหมู่บ้านกลับมาคึกคักขึ้น คนในหมู่บ้านมีที่ทางทำมาหากิน (ขายอะไรต่างๆนาๆเกี่ยวกับแอลซ่า) แม้แต่คนรอบข้างเธอก็ดำเนินการคริสต์พาณิชย์กันเป็นเรื่องเป็นราว แต่แล้วการมาถึงของเพื่อนรักเก่าของเธอและคนทำหนังสารคดีก็ทำให้ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป เพื่อนเก่าที่ถูกเลิกคบและไล่ออกจากหมู่บ้านเพราะดันท้องกับคนต่างชาติเธอกลับมาเปิดบาร์ค้าประเวณี ส่วนอีหนุ่มคนทำสารคดีก็เป็นคนที่เชื่อแค่สิ่งที่กล้องบันทึกได้เท่านั้น ที่สุดท้ายเหตุการณ์ต่างๆเหมือนลามทุ่งบานปลาย ความจริงความศรัทธาและแม้แต่ความเชื่อกลายเป็นเรื่องเดียวกันอันแสนโง่งม

ถ้าเป็นหนังทั่วไปเราจะได้พบกับการตามหาประเด็นที่ว่าแอลซ่าได้รับปาฏิหารจากพระแม้มาจริงหรือเปล่า? แต่เรื่องมันไม่ได้สนใจในประเด็นอันเบาหวิวนั้นเลย สิ่งที่หนังมันตั้งหน้าตั้งตาทำคือการโยนคำถามนามธรรมใส่คนดู พาไปพบกับการก่อเกิดศาสดาที่จริงๆแล้วอาจไม่ใช่เรื่องปาฏิหารอะไรทั้งสิ้น ไปตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณของสื่อ ตั้งคำถามถืงความเหมือน-ต่างของผู้ให้ (ซีนหนึ่งที่เราชอบมากคือตอนที่เพื่อนของแอลซ่าผู้กลับมาขายตัวที่บ้านเกิดบอกกับแอลซ่าว่า “เราต่างก็เป็นกระหรี่เหมือนกันนั่้นแหละ”) หรือกับคำถามที่ว่าความเชื่อและปาฏิหารมันช่วยให้ชีวิตดีได้จริงหรือ (อันนี้จากตัวละครเพื่อนสนิทของแอลซ่าอีกคน ผู้ฉิบหายจากความเชื่อเหล่านั้น อันเป็นตัวละครที่เราชอบที่สุดในหนัง)

หนังตรีงคนดูได้อยู่หมัดจริงๆ ค่อยๆเพิ่มดีกรีความเข้มขึ้นเรื่อยๆจนพีคทะลุปรอท โดยเฉพาะซีนการชุมนุมสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก ภาพความโกลาหล การเดินเข่าสวดมนต์ยังคงตราตรึง!

หากจะให้สรุปตัวหนัง เราน่าจะยกประโยคหนึ่งที่แอลซ่ากล่าวไว้มาใช้ ที่ว่า “พอเจอเหตุเลวร้ายเราก็โบยไปให้เหล่าคำสาปจากสิ่งที่เคยกระทำมาต่างๆนาๆ แต่พอได้พบเรื่องดีๆเรากลับมอบประโยชน์ให้กับปาฏิหาร ทั้งๆที่ทั้งสองอย่างไม่อาจไม่มีอยู่จริงเลย”

ปล. ควรนำมาดูคู่กับ Silip: Daughters of Eve (1985) หนังฟิลิปิปินส์อีกเรื่องที่มีสารคล้ายๆกัน ว่าด้วยเรื่องของศาสนาอะไรแบบนี้เหมือนๆกัน แต่เรื่องหลังนี่สุดยิ่งกว่าหลายเท่า

29/02/16 – Son of Saul (László Nemes, Hungary, 2015) – 3/5

เปิดเรื่องได้สั่นสะเทือนเลือนลั่นมากๆ คือพอจับทางได้แล้วว่าตัวละครมันมีหน้าที่อะไรและต้องทำอะไรในช่วงต้นนี่เล่นเอาขนลุกซู่เลย ยิ่งเทคนิคที่หนังมันใช้ประหนึ่งเราได้สวมบทเป็นตัวละครเสียเองมันยิ่งเพิ่มระดับความน่ากลัวและขนลุกขึ้นไปอีก การให้ภาพเหตุการณ์แวดล้อมตัวละครเป็นภาพเบลอๆนั้นรุนแรงยิ่งนัก แถมหนังมันยังพาให้เป็นเห็นการ genocide ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แบบเต็มระบบตั้งแต่เดินเข้ามายังห้องรมแก๊สไปถึงการเป็นขี้เถ้าถมแม่น้ำ ทำเอาหดหู่มาก

แต่ปัญหาที่เราติดและไม่สามารถก้าวข้ามได้คือตัวละครเอกอย่างซอล แม้นว่าเราจะเห็นว่าซอลคือคนที่ได้ผลกระทบจากเหตุการณ์ และสิ่งที่เขาทำคือการพยายามไถ่บาปในสิ่งที่เคยกระทำหรือเป็นผู้โดนกระทำไว้ในอดีตเกี่ยวกับลูกชายของเขา ประหนึ่งเป็นผู้มีปัญหาทางจิตใจระดับหนึ่ง คือถ้าหนังมันไปสุดทางในเรื่องว่าเขาเป็นคนมีปัญหากับอดีตที่มันส่งผลกระทบต่อปัจจุบัน มีปัญหาที่ทำให้คนเป็นเดือนร้อนแบบตั้งใจไปเลยเราคงชอบกว่านี้ (หนังมันก็จะมีประเด็นเรื่องสภาวะจิตของตัวละครในภาวะเฉพาะเพิ่มเข้าไป) แต่เหมือนหนังมันจะพยายามทำให้เห็นว่าซอลคือคนที่พยายามรักษาคนเป็นมนุษย์ไว้เพื่อให้ผู้ชมยังเห็นแสงสว่างในตัวมนุษย์อะไรแบบนั้นซึ่งเราไม่ซื้อเมื่อมองในการกระทำในเรื่องของเขาเอง

แล้วกับตอนจบนี้ก็…….นะ

ปล. อันนี้กูเหี้ยเอง ชอบนึกว่าพระเอกคือเบน สติลเลอร์ ตลอดเวลา

29/02/16 – Anomalisa (Duke Johnson, Charlie Kaufman/ US/ 2015) – 2.5/5

จริงๆเราชอบมากนะตรงที่หนังมันบอกว่าคนเราพอได้รู้จักกันแล้วมันก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มคาดหวังแล้วก็เบื่อไปตามกาลเวลา ซึ่งพอได้พบเจอสิ่งใหม่ไอ้ลูปนี้มันก็จะหมุนเวียนไปตามวัฏจักรอีกรอบ

ซึ่งก็ชอบแค่นั้นจริงๆเพราะที่เหลือเราเฉยกับหนังมากๆ กลายเป็นหนังที่นำเสนอวิกฤตมนุษย์ของช่วยวัยอีกเรื่องหนึ่งผ่านเหตุการณ์สั้นๆที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก แม้จะเป็นอนิเมชั่น แม้จะมีฉากเซ็กซ์(ซึ่งอันนี้ดีนะ) แม้จะใช้เทคนิคเรื่องเสียงตัวละคร  แต่สำหรับเรามันไม่ได้มีอะไรพิเศษมากไปกว่าจากที่ได้กล่าวไว้

29/02/16 – Carol (Todd Haynes/ UK, US/ 2015) – 4.5/5

แรกดูจบยังไม่อินเท่าไหร่ แต่พอเวลาผ่านไปกลับเริ่มรู้สึกชอบหนังขึ้นเรื่อยๆแหะ

ที่ต้องขอชมก่อนเลยคือเคตกับรูนี่ ทั้งสองคนนี่คือดีงามและเลอเลิศจริงๆ สายตาของเคตที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อนจากความอ่อนล้าที่ต้องตัดสินใจก้าวผ่านเส้นแบ่งหนักๆของชีวิต ส่วนรูนี่ก็เต็มไปด้วยความเดียงสาอ่อนเยาว์ของวัยสาวผู้เริ่มตั้งต้นเรียนรู้ประสบการณ์ เคมีระหว่างกันลงตัวอย่างที่สุด ชอบทุกซีนที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมากๆ มันเหมือนกับการต่อสู้กับอะไรบางอย่างของแต่คน คนหนึ่งพร้อมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่อีกคนเหมือนต้องระแวดระวังตลอดเวลา เลิฟซีนแรกของพวกเขาจึงสำคัญและดีงามมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันคือการเปิดเปลือยระหว่างกันที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ล้นทะลักสวยงาม

แล้วพอมันจำเป็นต้องมีเหตุให้ต้องจากลากันด้วยเงื่อนไขชีวิตบางอย่างมันเลยเหมือนกับถูกการดึงขึ้นไปบนฟ้าแล้วตกลงมากระแทกพื้น สร้างบาดแผลลึกๆระหว่างกัน ต่างคนต่างกลับไปยังโลกของตนโดยเก็บบาดแผลนั้นไว้ลึกๆจนมันอดทนไม่ไหวอีกแล้ว

ซีนกลับมาพบกันอีกครั้งในร้านอาหารนี้ดีมาก น่าจะเป็นหนึ่งซีนแห่งปีของเราเลย สายตา การเคลื่อนไหวของทั้งคู่ดีงามมาก โดยเฉพาะมือที่สัมผัสแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่เล่นเอาเราสั่นสะเทือน

และดีใจมากที่หนังมันจบลงแบบนี จริงๆการจบหนังแบบนี้เรามักไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ยอมจริงๆ

ปล. ชอบภาพในหนังมากถึงมากทีสุด อาจเพราะเราชอบสีเขียวและหนังมันก็ใช้สีเขียวได้ดีมากจริงๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s