Film I’ve seen in January 2016

01/01/16 – Goodnight Mommy ( Severin Fiala, Veronika Franz /Austria/ 2014) – 4/5

เปิดปีได้อย่างสวยงาม

ออสเตรียนี่สุดจริงๆ มีทั้งเจ้าพ่อหนังตบหน้าคนดูอย่าง มิคาเอล ฮาเนเก้ ตามติดมาด้วย อุลริช ซีเดิล ผู้ทำหนังต่ำตมที่เรารักมาก แล้วตอนนี้ออสเตรียก็มีเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วจากเรื่องนี้ (โดยที่ อุลริช ซีเดิล โปรดิวซ์ให้อีกที รับประกันความสุด)

แม้ปริศนาหลักในเรื่องคนดูจะเดาได้ตั้งแต่แรกๆแล้ว แต่การที่หนังไม่มีการปูพื้นใดๆ เรื่องความสงสัยของลูกชายก็ปล่อยให้มันค้างคาไว้อย่างนั้น ไม่มาใจดีเฉลยให้หนังเสียรส แถมการที่ครึ่งหลังของหนังมันนำพาไปไปจนสุดทางนี่คือสุดตรีนมาก บางช่วงตอนนี่ทำเอาอึ้งไปเลย

ชอบบทสรุปสุุดท้ายของหนังมากที่มันเหมือนเป็นการตบหน้าคนดูแรงๆ

02/01/16 – Lost River (Ryan Gosling/ US/ 2014) – 3/5

ไม่ได้ชอบตัวเรื่องของมันเท่าไหร่ที่ว่าด้วยเมืองที่กำลังล่มสลายกับความหวังที่จะรักษามันไว้ผ่านความเชื่อในคำสาปโบราณ แต่ที่เหลือเรียกได้ว่าอยู่ในระดับกรี๊ดกร๊าด อาร์ตดี มูส&โทนเลอ ดนตรีเลิศ

โอเคล่ะว่ามันมีกลิ่นอายแบบ เวนดิง ไรเฟิน อยู่เต็มเปี่ยม แต่หนังเรื่องแรกของกอสลิ่งเรื่องนี้พิสูจน์ว่าเขามีของดีอยู่ในตัว ถ้าเหลาฝีมืออีกหน่อยเราว่าน่าสนใจมาก (ถ้าได้ทำหนังอีกอะนะเพราะเห็นว่าโดนด่ากระจุย)

โรแนนดีงามมากกกกกกก และเสียดายจริงๆที่ไม่ได้ดูในโรงจอใหญ่ๆ

02/01/16 – India’s Daughter (Leslee Udwin/ UK, India/ 2015) – 4/5

สารคดี BBC อันว่าถึงเหตุการณ์ข่มขืนหมู่หญิงสาวบนรถบัสอันก่อให้เกิดการประท้วงใหญ่ในเดลีเมื่อปี 2012 และการตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมและสิทธิสตรีในอินเดีย

ความหนักของมันคือการพบเจอกับความคิดที่โยนความผิดให้กับผู้หญิงที่โดนข่มขืนและกับการได้เห็นระบอบประชาธิปไตยที่พ่ายแพ้ต่อวัฒนธรรมความคิดอันหลงยุคที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมรวมไปถึงไดเลมม่าในการจัดการกับปัญหาตามระบบที่มี

เพิ่งดู The Look Of Silence ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน มาเจอเรื่องนี้ ประเคนความหดหู่มาให้พอๆกันเลย

04/01/16 – Inside Llewyn Davis ( Ethan Coen, Joel Coen/ US, UK, France/ 2013) – 4.5/5

คิดไม่ถึงว่าหนังจะออกมาเบอร์นี้ (ตามประสาคนดูหนังพี่น้องโคเฮนน้อย) ดูไปก็ได้หวังเป็นบ้าเป็นหลังว่าอีลูวินมึงแต่งเพลงเก่งขนาดนี้มึงควรจะมีชื่อ มีแฟนเพลงบ้าง แต่เปล่าเลย หนังไม่มีอะไรแบบนั้นให้เห็น ซึ่งโอเคล่ะว่าการที่หนังมันเดินไปแบบนี้มันดีกว่าจริงๆ ดีกว่าที่คิดมากๆๆๆๆ

แต่อีกใจก็อยากจะด่าอยากจะย่ำให้จมดินกับความอีโก้สูงของมึง ความปากหมาของมึง ความเหี้ยของมึงที่มาขัดขามึงให้ล้มตลอดเวลา แต่พอได้พบกับเหตุผลของแม่งกูก็ยอมศิโรราบโดยดี การต้องแบกรับความตายของคู่หู การทำตามฝันในภาวะที่ไม่เอื้อนี่แม่งกดดันฉิบหายเลย

แถมเหล่าภาพนวลๆหรือกับเพลงเพราะนี่มันคือคนละเรื่องกับตัวหนังเลย กลับยิ่งทำให้สิ้นหวังแบบดิ่งเหวกันไปอีก ขนาดแมวที่เหมือนว่าจะแนบเคียงตัวลูวินตลอดทั้งเรื่องมันยังโชคดีกว่าอีกเพราะอย่างน้อยมันยังหาทางกลับบ้านตัวเองได้ มันยังมีบ้านให้กลับ

เพลงเพราะมาก แถมยังช่วยเล่าเรื่องได้โครตดี ชอบมาก

Hang me O hang me…

07/01/16 – Snap (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2015) – 5/5

ดูรอบสอง ตายคาจอเหมือนเดิม ชอบมากกว่าเดิม น้ำตารืนกับฉากร้องไห้งานแต่งเพราะเราเกลียดวิถีแบบผึ้งมาก แต่ก็เข้าใจในภาวะของมันมากๆเหมือนกันที่มันขัดแย้งกันเอง อึดอัดจนต้องระเบิดออกมา

เรื่องอดีต ความทรงจำ หรือยุคสมัย เราก็ยังอินกับมันแต่ไม่ได้มีประเด็นอะไรเพิ่มเติมจากรอบแรกที่ดูเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เราได้เพิ่มเติมมาคือภาพแทนทางการเมืองไทยหลัง รปห ที่ชัดขึ้นจากรอบแรก

จากนี้เราเลยจะไม่พูดถึงเรื่องความทรงจำอะไรเลย จะลองตีค่าการเมืองของหนังดู แน่นอนมันเป็นแค่การตีความในความคิดของเราเองคนเดียว ใช้อ้างอิงอะไรไม่ได้

“ความทุกข์ของสลิ่ม ในภาวะหลัง รปห”

ผึ้ง เกิดมาพร้อมอภิสิทธิ์ที่เหนือกว่าคนอื่น เป็นคนจำพวกห่วงหน้าตามากกว่าความจริง ดูได้จากรูปที่เธอโพสต์ลง ig, การทำเป็นไม่รู้จักบอยในช่วงแรก, การเล่าเรื่องการพบเจอกันกับพี่แมนที่ดูโรแมนติกสวยงาม(แต่จริงหรือเปล่านี่อีกเรื่อง) หรือกับ 8 ปีที่กับตัวเองรู้สึกว่า “แค่ 8 ปีเองหรือว่ะ!” แต่บอกกับคนอื่นว่า “ตั้ง 8 ปี 1/3 ของชีวิตหนูแล้วนะค่ะ” เธอสมยอมกับอำนาจ(พี่แมน)แบบไม่แน่ใจนักและมักยกตนอยู่เหนือคนอื่นแบบไมรู้ตัว (ซีนร้านทำผม “ขโมยบ้านเราแล้วยังขโมยชื่อเราอีก”) สำหรับเราเธอคือตัวแทนของคนที่ถูกเรียกว่าสลิ่ม คนที่ความคิดแบบนึงแต่การกระทำไปอีกแบบนึง ซึ่งในที่สุดเธอก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบกับการโดนอำนาจ(พี่แมน)กดทับกับอดีตที่ไม่หวนกลับและแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว เป็นสลิ่มแบบที่เพื่อนของเธอโดนตราหน้านั่นแหละแต่เธอน่าเศร้ายิ่งกว่าตรงที่เธอไม่รู้ว่าตัวเองว่าเป็น และไม่รู้ตัวด้วยว่า รปห คือสาเหตุเหตุหลักของชีวิตเธอ

บอย คือคนธรรมดาที่ไม่ได้มีสิทธิ์พิเศษใดๆ เข้ามาทำงานในเมืองหาเงิน รปห กระทบต่อชีวิตบอยสองเรื่องคือการทำให้ต้องแยกจากผึ้งและการทำให้พ่อป่วยออดๆแอดๆ เป็นคนธรรมดาที่โดนไปเต็มๆสองเด้ง แต่เหมือนบอยจะปรับตัวได้ในที่สุด เมื่อพ่อเสียเค้าก็กลับมาอยู่จันทร์กับปุ๊กพร้อมกับการเคลียร์ปิดอดีตลงอย่างสมบูรณ์แล้วใช้ชีวิตต่อไป (และเหมือนจะมีความสุขดีด้วย) โดยมีปุ๊กเป็นตัวแทนของผึ้งแต่อยู่ในแนวระนาบเดียวกันกับเขา

ความรักระหว่างผึ้งและบอยจึงคือ “ความเท่าเทียม” รูปแบบหนึ่ง ชนชั้นมักกั้นความรักไว้ไม่ได้ ความเท่าเทียมที่ไม่สามารถเป็นได้ในสังคมเพราะการ รปห แยกพวกเขาออกจากกัน “รูปคู่” กันของพวกเขาไม่มีใครได้เห็น แม้จะลงไอจีก็ต้องคิดก่อนว่า “มันลงได้หรือ?” รูปในอดีตที่มีก็เป็นได้เพียงเส้นประที่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่าเป็นใครและมีความหมายอย่างไร แล้วพอบทจะมีรูปก็มีแค่รูปของผึ้งแบบไม่เห็นหน้าเต็มๆ ไม่มีรูปของบอย มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในภาวะหลัง รปห

ในอีกด้าน ความรักของพวกเขามีปลาตุ๊กแกเป็นสิ่งร่วม ปลาที่เชื่อมพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน คลับคล้ายดั่ง “รธน. ของความเท่าเทียม” แต่แล้ว รปห ก็พรากพวกเขาออกจากกัน พร้อมๆกับปลาของพวกเขาที่โดน “ทางการ” จับไปเพราะมันเป็น “ปลาหายาก” แล้วพอ 8 ปีผ่านไปพวกเขาพบว่ามันกลายเป็นปลาทะเลสีสวยไปซะงั้น ปลาที่อยู่ในการดูแลของรัฐหลัง รปห ปลาทะเลที่มีสีสัน “ภายนอก” สวยงามแต่ไม่มีทาง”ทน” อยู่ในบ่อน้ำบนดินเน่าๆได้แน่นอน แถมเอาเข้าจริงก็มีอายุสั้นไม่ถึง 8 ปีด้วยซ้ำ แน่นอนว่าในเรื่องนี้บอยรู้ แต่ผึ้งไม่รู้ (หรือาจรู้แต่ไม่บอกความจริง)

หลังจาก 8 ปี คำสัญญาระหว่างกันของพวกเขาจึงได้กลายร่างไปเป็นการทวงบุญคุณระหว่างชนชั้นแบบไม่ตั้งใจ นี่ไงเราเปิดเพลงให้แกแล้ว (เราบริจาคตุ๊กตาให้แมวนะ เราทำ รปห ที่เอาคนชั่วออกไปให้แล้ว) ทำไมแกไม่ตอบแทนเราบ้าง ที่สุดท้ายบอยก็ตอบแทนแบบเจ็บๆด้วยการส่งรูปผึ้งที่ไม่เห็นหน้าเต็มๆเลยซักใบ ผึ้งจึงอยู่ในสภาพกึ่งไร้ตัวตนในภาวะหลัง รปห

ห้วงเวลา 8 ปีมันจึงไร้ความหมาย มันยังไม่ไปไหนเลย เพราะ รปห ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลยในสังคม ไม่มีความเท่าเทียมอีกแล้ว ปลาของเรากลายร่างเป็นอื่นไปแล้ว บอยได้หายไปเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ (แต่มีชีวิตปกติสุข) ส่วนผึ้งก็ได้แต่ก้มหน้ารับสภาพกับผลของ รปห รูปถ่ายหน้าเต็มของเธอจึงมีแต่ใเธอเองที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นเห็น เจ็บปวดต่อการปกปิดรูปที่บอยถ่ายไว้ เป็นอดีตที่ไม่เคยได้รับการชำระ ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัวและไม่แม้แต่รู้ว่าเธอทำอะไรผิด

และมันก็คือหนังที่บันทึกภาพ “ความทุกข์ของสลิ่มในห้วงเวลาหลังรัฐประหาร” นั่นเอง

ปล. เขียนถึงในรอบแรก: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10207903945254983&set=a.10205434731446181.1073741846.1186959115&type=3&theater

09/01/16 – The Hateful Eight (Quentin Tarantino/ US/ 2015) – 3.5/5

ก็สนุกเพลิดเพลินและยียวนดีตามประสาหนังเควนติน เพียงแต่สำหรับเรามันยังไม่สาแกใจนักเหตเพราะไม่สามารถแนบเคียงบริบทอื่นๆได้เท่าที่ควร ไม่เหมือนกับหนังสองเรื่องก่อนของเขาที่เรื่องนาซีกับทาสนั้นเรายังจับต้องและมีพื้นความรู้อยู่บ้าง ดังนั้นด้วยเพราะความโง่ในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา เราจึงได้แต่เพลินๆกับขนบหนังแบบเควนตินไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่ได้แย่นักเพียงแต่มันไม่สุดอย่างที่หวังไว้ อีกทั้งการที่หนังเฉลย (ในบทที่4) เรารู้สึกว่ามันโกงคนดูอะ อยู่ดีๆก็มีตัวละครอื่นมาเป็นตัวละครสำคัญที่พลิกเรื่องไปอีกทางซึ่งเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ (ซึ่งจริงๆเห็นในชื่อเครดิตตอนต้นเรื่องแล้วแหละ แต่ไม่คิดว่าจะออกมาสำคัญขนาดนี้)

แต่เอาเถอะ สิ่งที่ยังพอจับทางได้บ้างคือเรื่องราวมันเกิดขึ้นในยุคหลังที่ลินคอร์นประกาศเลิกทาสไปแล้ว ตัวละครทั้ง 8 คือเหล่ามนุษย์หลายหลายอาชีพ(ที่ส่วนใหญ่เน้นไปในด้านมืดๆ)ผู้ต้องมาอยู่รวมกันในบ้านหนังหนึ่งกลางหิมะอันกลายเป็นภาพจำลองย่อมๆของประเทศอมเริกาในยุคการต่อสู้เพื่อการไปสู่อิสระภาพที่ต้องแลกมาด้วยเลือดและเนื้อมากมาย(และเควนตินก็จัดเต็มเหมือนเดิม) ด้วยการท้าทายและเคารพกฏ การอดทนต่อการหยามเหยียดแล้วลงท้ายที่ความเข้าใจ (ที่เป็นคนละเรื่องกับความรักอะไรแบบนั้น)

มันมีส่วนหนึ่งที่เราชอบมากคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนขาวกับคนดำในเรื่องที่มันให้ภาพชัดดีในเรื่องของการอยู่ร่วมกันในความต่างภายใต้กฏหมาย คนดำจับคนขาวโม๊กกลางหิมะ แล้วก็โดนคนขาวยิงจู๊ แต่สุดท้ายก็ต้องมาจับมือกันเพื่อความอยู่รอด

และอีกส่วนที่ดีมากคือเพลงประกอบ ชอบมาก อลังการสัดๆ

ปล. ตลกดี เพราะการที่หนังมันถ่ายด้วยฟิล์ม 70มม. จอที่มันฉายเลยเปิดกว้างมากกว่าปกติมันเลยทำให้เกิดแถบดำที่ด้านบน-ล่างของจอ คือคงสุดความสามารถที่จะทำได้แล้วนั้นแหละ ซึ่งเอาเข้าจริงเราก็ยอมเควนตินมันแหละเพราะมันให้ภาพอลังกาลเหลือเกินและแม้บางซีนมันจะถ่ายในบ้านที่ดูคับแคบ แต่มันก็ยังคงเล่นกับความกว้างของภาพด้วยการที่ในหลายๆซีนมันจะเห็นบุคคลอื่นๆที่ไม่ใช่ตัวหลักของภาพปรากฏตัวเบลอๆอยู่ข้างหลัง เราว่าเจ๋งมากที่นอกจากเราจะเห็นตัวละครหลักในซีนนั้นๆทำอะไรแล้ว เรายังสามารถเห็นการกระทำของตัวละครอื่นๆไปด้วยในเฟรมเดียวกัน

10/01/16 – Force Majeure (Ruben Östlund/ Sweden, France, Norway, Denmark/ 2014) – 4/5

ความฉิบหายของมนุษย์ท่ามกลางพื้นที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะที่มีสิทธิ์จะถล่มฉิบหายลงมาได้ตลอดเวลาหรือกับกระเช้าขึ้นเขาที่ดังออดๆเอี๊ยดๆฉิบหายตลอดเวลา แล้วเมื่อความฉิบหายบวกทับกับความน่าจะเป็นของความฉิบหายอื่นๆ หนังมันเลยนำความฉิบหายให้ยิ่งฉิบหายมากยิ่งขึ้น ก่อเกิดเป็น “ความฉิบหายบนความเย็นยะเยือก!” ที่กระทบสู่วงกว้าง

ความพีคของมันคือการที่ความฉิบหายเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเลย หิมะถล่มก็เพราะคนต้องการให้มันถล่มเพื่อให้ทางสกีมันราบเรียบคนจะได้เล่นสกีได้อย่างสะดวกใจ ส่วนกระเช้าก็ดังของมันเป็นปกติเมื่อต้องเสียดสีหรือโดนลมจนโอนเอียงไปมา หรือแม้กับครอบครัวแสนสุขที่มาพักผ่อนหย่อนใจที่ต้องมาพบกับบทวัดใจในการดำรงอยู่และตั้งคำถามถึงความเป็นครอบครัว อันต่อยอดไปถึงการล่มสลายในตัวเองจรดถึงเรื่องความเป็นผู้นำที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ แถมเลยเถิดไปกระทบกับผู้คนอื่นๆอีกแบบไม่ตั้งใจด้วย เรียกได้ว่าฉิบหายกันทั่วหน้า

หนังตั้งคำถาม(แกมตบหน้าให้ได้สติ)ถึงไอ้ความเป็นครอบครัวได้สาแกใจดีชะมัด เราพยายามรักษามันไว้แม้จะพบว่าแม่งไม่ใช่ความรักเหี้ยห่าอะไรอีกแล้ว ลูกๆที่เกิดมาแม่งก็เป็นยิ่งกว่าโซ่ตรวน เป็นโซ่ตรวนที่ไม่ได้รัดที่มือแต่รัดที่คอ แล้วพอต้องประคองรักษามันไว้เราเลยสะกดจิตตัวเองไว้ด้วยเหตุการณ์ประโลมโลกง่อยๆเพื่อให้ลูปแห่งความฉิบหายวนซ้ำกลับมาอีกเรื่อยๆ

ชอบการขยายวงกว้างของความฉิบหายในหนังมาก จากซีนหิมะถล่มที่กระทบต่อครอบครัวแล้วก็ส่งผลต่อคู่รักต่างวัยที่เป็นเพื่อนของตัวละครหลักก่อนไปจบท้ายในเหตุณ์การรถบัสลงเขา

เราเคยดูหนังของ ออสต์ลุนด์ มาเรื่องเดียวคือ Involuntary (2008) ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์ชอบมาก เดี๋ยวไปตามหาเรื่องอื่นๆมาดูเพิ่มเติม

12/01/16 – Lokee Rider: นักบิดราคะ กลางวันนอน กลางคืนซอย (นิกกี้ พิ้ม/ ไทย/ 2015) – 0.5/5

เป็นกระแสมากตอนที่เริ่มโปรเจกค์ค่าย 9 นิ้ว AV อะไรนี่กับหนังที่โปรโมตเสียเว่อร์วังว่าโป๊สะบัด ตามพร้อมมาด้วยข่าวฉาวๆของนักแสดงที่ยิ่งช่วยให้หนังมันกระแสดังขึ้นไปอีก แล้วพอมาซักพัก หลังระดมทุนก็ปล่อยคลิปวีดีโอสั้นๆออกมายั่ว แต่แล้วโปรเจกค์ก็เงียบหายไปจนมาปล่อยให้ดูฟรีในปีนี้

จริงๆนิกกี้เคยกำกับหนังอาร์มาบ้างและจากที่เคยได้ดูมาบ้างเราพบว่าบางเรื่องเราก็ว่ามันโอเคไม่ได้แย่ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันดี) ยังพอมีเส้นเรื่องให้ได้ตามอยู่บ้าง (เรื่องอะไรบ้างนี่จำไม่ได้แล้ว ต้องไปค้นๆดู) แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ที่กลายเป็นหนังเผามันแย่ๆไปเลย กลายเป็นว่ามันก็เอาคลิปที่ใช้โปรโมตนั้นแหละ มีแค่นั้นเอามาต่อๆกันให้ได้ชั่วโมงนึง ประหนึ่งดึงคลิปโป๊ในไลน์กลุ่มลับแล้วมาวางต่อกันใน timeline แล้วก็ export ออกมาเลย ง่ายๆชีพๆโซๆ

แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าดูแล้วจะเงี่ยน กล้องสั่นๆกับการ colse up หนักๆจะทำให้อ๊วกมากกว่าจะเงี่ยน แถมเป็นหนังบดไข่ที่ไม่ให้ความสำคัญแม้แต่กับการรูปซิปกางเกงเวลาเอากัน หรือแม้แต่กางเกงในที่ยังคงทรงได้รูปแนบสนิทสวยงามทั้งๆที่กำลังเอากัน ง่ายๆชีพๆโซๆ

ดูแล้วก็รู้สึกยินดีกับน้องที่มีปัญหากับนิกกี้เมื่อตอนเริ่มโปรเจกค์คนนั้น ยีนดีกับน้องเค้าจริงๆ

15/01/16 – The War of the Worlds: Next Century (Piotr Szulkin/ Poland/ 1981) – 3.5/5

ดูจบรู้สึกประหลาดดี เป็นหนังไซ-ไฟที่เซอร์เรียลแบบไม่ค่อยได้พบได้เจอบ่อยนัก กล่าวคือหนังโปแลนด์เรื่องนี้มันนำเอานิยาย War of the Worlds ของ H.G. Wells ที่ว่าถึงการรุนรานโลกของมนุษย์ดาวอังคารมาดัดแปลง แต่เรื่องนี้มันบิดประเด็นไปโดยใช้การรุนรานนั้นมาเป็นเครื่องมือในการวิภากษ์อะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องสังคม การเมืองและโดยเฉพาะเรื่องอำนาจของสื่อ

ความโดดเด่นมากๆของหนังเรื่องนี้คือการสร้างโลกดีสโธเปียขึ้นมาหลังจากการบุกรุกของมนุษย์ดาวอังคาร โลกที่ถูกควบคุม โลกที่ถูกบังคับ ก่อนที่หนังมันจะค่อยพลิกตัวเรื่องไปทีละนิดทีละหน่อย ค่อยๆนำผู้ชมไปพบกับต้นเหตุที่แท้จริงที่ว่าถึงการปกครองผู้คนด้วยความหวาดกลัวและพร๊อบพากันด้าผ่านอำนาจสื่ออย่างทีวี โดยทั้งหมดทั้งมวลคือการควบคุมโดยมนุษย์เราๆนี่เองแหละ ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวอย่างที่เค้าอ้างกัน

เอาเข้าจริงแนวคิดหลักมันคล้ายๆกับเรื่อง 1984 เลยแต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือไอ้ next century ในชื่อหนังมันก็คือการพูดถึงอำนาจการควบคุมของสื่ออย่างทีวีในทศวรรษใหม่ของยุคที่หนังมันออกฉาย

ปล. ไปอ่านข้อมูลจากแหล่งอื่นๆก็เห็นว่าหนังมันพูดถึงประเทศโปแลนด์ในยุคคอมมิวนิสต์ช่วงปี 80 ด้วย (แต่อันอันนี้เราไม่มีความรู้เลย)

16/06/15 – The Martian (Ridley Scott/ US, UK/ 2015) – 2/5

ดูจบปากแทบเบี้ยว เบ้ปากหนักมาก แต่เอาๆ หนังมันก็ดูได้เพลินๆและเพลงเพราะแลกวนดี

แต่ยังไงก็คงต้องพูดเหมือนเดิมกับหนังออสการ์ในหลายๆปี(ซึ่งมึงควรจะเบื่อได้แล้ว)คือมันเป็นหนังตามมาตราฐานนั้นแหละ ดีตามขนบ เชิดชูอเมริกาบ้างเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ เชิดชูความยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ ดำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ชาติ ซึ่งส่วนตัวกูไม่ค่อยเชื่อะไรพวกนี้อีกแล้วอะ กูเบื่อและกูแขยงเหลือเกินแล้ว

และด้วยความที่ไม่เชื่ออะไรแบบนี้ กูไม่คิดจะทนแน่นอนถ้ากูเป็นอีมาร์ค กูจะยอมตายโดยดุษฏี แล้วถ้าโลกหลังความตายมีจริง มึงจะได้เป็นผีตัวแรกบนดาวอังคารเลยนะ กูว่าเท่กว่าเป็นไหนๆ

อนึ่ง ขำก๊ากหนักมากแบบเสียสติเลยล่ะเมื่อมีพี่จีนโผล่เข้ามาร่วมแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว คือกูแบบ อืมมมม นะ ตลกสัดๆ กลายเป็นดูรักใครกลมเกลียวกันดีเหลือเกิน (แต่ประเด็นคือกูอยากได้เงินมึงนั่นแหละ) ก็นะ เอาเถอะถือว่าเป็นการเล่นตามเกมที่ฉลาดและได้ทั้งขึ้นทั้งร่อง (แม้หนังจะกะเผลกไปนิด)

20/01/16 – Spotlight (Tom McCarthy/ US/ 2015) – 4.5/5

ดูจบออกมาจากโรง มานั่งคิดว่าเราสนุกอะไรกับหนังทั้งๆที่มันแทบไม่มีดราม่าอะไรเลย แทบไม่มีดราม่าทางอารมณ์ใดๆจากตัวละคร ซีนไหนที่เกือบเลยเถิดหนังก็มักตัดจบไปเลย ซึ่งก็ค้นพบว่าเราสนุกที่วิธีการทำงานของเหล่ามืออาชีพในหนังที่ทำงานภายใต้ระบบทุกอย่างเท่าที่มี มีเท่าไหร่ใส่เท่านั้นพร้อมด้วยการปะทะกันแบบไดเลมม่าซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องดราม่าอีกเหมือนกัน เป็นเรื่องงานหนังสือพิมพ์ล้วนๆ

แล้วยิ่งการต่อสู้กันด้วยการเอาระบบหนึ่งที่ถูกขีดเส้นไว้ชัดเจนด้วยตราบทกฏหมาย เข้าไปชนกับอีกระบบที่ได้รับการสนับสนุนด้วยเรื่องของความเชื่อความศรัทธาด้วยแล้วมันเลยยิ่งสนุกเพราะมันมักเป็นขั้วด้านที่มักจะขัดขากันเสมอแต่มักไม่ได้รับการจัดการโดยเฉพาะในประเทศที่ระบอบการปกครองมันยังล้าหลัง (แถวๆนี่นี่แหละ)

หรือกับระบบเดียวกันที่เข้าชนกับอีกระบบที่อยู่ด้วยการเดินตามรอยตะเข็บช่องโหว่ของกฏหมายอย่างเหล่าทนายความ ผลักไดเลมม่าไปให้สุดทาง ผลักอำนาจหน้าที่ไปชนกับจริยธรรมที่ทำให้หนังมันยิ่งเข้มและไปได้สุดทุกทางของมัน

แล้วมันก็ยังมีองค์ประกอบอีกหลายๆอย่างที่ทำให้หนังมันสมบูรณ์จริงๆ ทำให้หนังมันละเอียดมาก อย่างเรื่องปัญหาที่ถูกมองเห็นและใส่ใจโดยคนนอก, เหตุการณ์ 9/11 ที่มาแบบนิ่งๆแต่ส่งผลกระทบขนาดมหึมา หรือกับเรื่องทามมิ่งของเวลาที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและสังคม(อันนี้โครตดี) หรือแม้แต่กับองค์ประกอบของภาพที่เรามักจะพบเห็นโบสถ์เป็นแบล็คกราวด์ในหลายๆซีน

นักแสดดีเลิศทุกตัว เอ็กซ์ตร้ายังดีเลย ใครจะลืมเกย์อ้วนคนนั้นได้ลงล่ะ

20/01/16 – The Big Short (Adam McKay/ US/ 2015) – 4.5/5

เข้าโรงแบบมีการ์ดป้องกันไว้แล้วว่าหนังมันจะเดินไวมากและเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางเศรษฐกิจต่างๆมากมาย ซึ่งโชคดีที่เราพร้อมมากและแม้ไม่มีความรู้เหี้ยห่าใดๆเลยเกี่ยวกับการล้มสลายทางเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพท์ของอเมริกาที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เราก็ยังสนุกกับหนังอยู่ดี สนุกมากแบบสนุกเหี้ยๆเลยล่ะ

แรกสุดที่อยากป่าวประกาศคือหนังแม่ง ร็อคมาก ร็อคสัดๆ เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องหนักๆอย่างเศรษฐกิจเอย หุ้นเอย การทำงานหรือการพลิกแพลงอันซับซ้อนของมัน แต่กลับเล่าด้วยสไตร์ร็อค&โรล ตัดฉึบฉับ สอดโน่น อินเสิร์ตนี่ยุบยับ อันไหนยากกูก็หาทางเปรียบเทียบหรือหาคนมาเล่าให้ง่ายในการเข้าใจ ซึ่งพอเราสนุกกับหนัง เราเลยอยู่กับหนังตลอด ไม่หลุดไปไหน มันเลยช่วยให้เราเข้าใจเรื่องได้ง่ายขึ้น คือไม่ถึงกับรู้ว่าอะไรคืออะไร แต่รู้ว่าพวกมึงกำลังทำอะไรกัน ทำกับใคร แล้วผลมันจะเกิดออกมาแบบไหน แถมหนังมันก็ไม่ได้ปล่อยอะไรให้มันง่ายเกินไปเพราะกว่าที่ตัวละครมันจะได้ในสิ่งที่มันลงทุน แม่งแทบกระอักเลือดกันทุกตัวแถมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กๆในใจของพวกมันที่เราคนดูรู้สึกได้

แต่ส่วนที่ทำให้เรารู้สึกกับหนังมากๆคือในขณะที่ตัวละครมันพยายามวิ่งๆเดินๆเพื่อไปสู่จุดประสงค์ของมัน ผ่านเครื่องมือต่างๆที่มีในมือเพื่อเข้าไปจับส่วนบอดของระบบ แต่กลับกลายเป็นว่าระบบแม่งใหญ่กว่าที่คิดไว้ สายป่านยาวกว่าที่คาด แถมยังมีองค์ประกอบอื่นๆคอยซัพพอร์ตตลอดเวลาและเต็มไปด้วยเทคนิคการตุกติกมากมายในทุกรูปแบบ ที่พอถึงหยดสุดท้ายคนรับเคราะห์แรกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือประชาชนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดนั้นแหละ (ตอนมันพูดถึงเรื่องคนจนและคนต่างด้าวนี่รุนแรงและช๊อคมาก)

การดู Spotlight ต่อด้วย The Big Short ในวันเดียวกันเป็นอะไรที่โครตพีค!

20/01/16 – Ip Man 3 (Wilson Yip/ HK/ 2015) – 4/5

หนังชุดยิปมันสำหรับเรา (เฉพาะเวอร์ชั่นของวิลสัน ยิปกับเจินจื่อตัน) นอกเหนือจากความสนุกในฉากแอ็คชั่นทั้งหลายและการสร้างบุคลิกตัวละครอันน่าจดจำของเจินเจื่อตันแล้วก็คือการแนบเคียงเรื่องราวประวัตศาสตร์ชาติจีนเข้าไปด้วย ภาคแรกคือยุคสงครามโลกที่ญี่ปุ่นบุกจีนและภาคสองคือเรื่องของอังกฤษที่เข้าปกครองฮ่องกงผ่านเรื่องราวแบบชาตินิยมอารมณ์ฮีโร่กู้ชาติอะไรประมาณนั้น ซึ่งสองภาคที่แล้วทำออกมาได้ดีและเราก็ชอบมาก ในครึ่งแรกของหนังภาคนี้สำหรับเรามันเลยไม่ค่อยเวิร์ค มันเหมือนกันทำซ้ำอีกรอบ ยิ่งพบว่าวิลสัน ยิปเหมือนต้องกลับมาตายรังทำภาคต่อเพราะทำหนังเรื่องอื่นไม่เวิร์คด้วยแล้วเราเลยยิ่งปรามาสหนังใหญ่เลย ครึ่งแรกของหนังสำหรับเรามันเลยน่าเบื่อมากๆ

แต่พอหนังเข้าครึ่งหลังเท่านั้นแหละระดับความชอบพุ่งปรี๊ดเลย ยิ่งความที่มันตั้งใจจะไม่ยุ่งอะไรกับครึ่งเรื่องแรกเลย ไม่ไปยุ่งเรื่องชาตินิยมอะไรนั่นเลย ปล่อยเส้นเรื่องอันใหญ่โตอะไรแบบนั้นไปแล้วมุ่งเข้าหาเรื่องเล็กๆอย่างเรื่องความรักนี่ทำเอาเราพีคมากๆๆๆๆๆๆๆๆ จนรู้สึกว่ามันเป็นการปิดสรุปของทั้งตัวหนังและไตรภาคได้แบบสมบูรณ์จริงๆ คือจากเรื่องยิ่งใหญ่ระดับชาติ ลดดีกรีให้เล็กลงมาเหลือแค่เรื่องความรักความสัมพันธ์ที่ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่กว่า จะพูดยังไงดีหว่า จะว่ามันน้ำเน่าก็น้ำเน่าแหละ แต่พอมองภาพรวมของหนังยิปมันชุดนี้ที่การพาตัวละครที่ยิ่งใหญ่ให้กลับมาอยู่ในจุดที่สำคัญที่สุดแบบนี้เราว่ามันดีงามจริงๆ

แล้วครึ่งหลังนี่ก็เต็มไปด้วยซีนน่าจดจำดีๆมากมาย ซีนการต่อสู้กับสุชาติมวยไทยที่ดีเหี้ยๆ เท่เหี้ยๆ ชอบเหี้ยๆ หรือกับซีนต่อสู้ขายๆอันสุดท้ายที่เป็นมวยหย่งชุนปะทะกับหย่งชุน มันเป็นซีนแอ็คชั่นดุๆเดือดๆแต่เคลีอบไปด้วยความโรแมนติก ชอบมาก (จริงๆกับไมค์ ไทสัน ก็ดีนะ แต่ไม่ได้ชอบมากเท่า)

แต่ที่ชอบแบบสุด ชอบมากๆๆๆๆๆๆ คือซีนมอนทาจการเต้นชาช่าแดนซ์ของยิปมันกับเมียตัดสลับกับการรอคอยการประลองฝืมือเพื่อหาเจ้ายุทธจักรมวยหย่งชุน โอโห! พี่ยิปกูหลุดพ้นอย่างกับนิพพาน ชอบมาก

ปล. บรู๊ซ ลี มาทำไม แถมแดนซ์ไม่ได้ครึ่งของตัวจริงอีก ชริ!

22/01/16 – Ghosts of Cité Soleil (Asger Leth, Milos Loncarevic/ Denmark, US/ 2006) – 5/5

ข้อมูลหนังในช่วงต้นและข้อมูลที่เราไปหาเพิ่ม เค้าว่าประเทศไฮติ(เฮติ)เป็นประเทศแรกของโลกที่มีการปกครองด้วยคนผิวดำด้วยกันเองหลังจากเป็นเอกราชจากฝรั่งเศษ แต่น่าเศร้าที่การปกครองส่วนใหญ่เป็นแบบเผด็จการ ตัดมาที่ปี 2004 ช่วงเวลาที่ ฌ็อง-แบร์ทร็อง อาริสตีด เป็นผู้ปกครองประเทศ ยุคที่มีการจับกุมฝ่ายตรงข้ามเป็นว่าเล่นและเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น อันเป็นปีสุดท้ายของเขาก่อนโดนปฏิวัติขับไล่จากฝ่ายกบฏที่ได้รับการหนุนหลังโดยอเมริกา

เรื่องราวในหนังคือเรื่องของกลุ่มแก็งคนจนผู้ได้รับขนานนามว่า ชิเมอร์ส ที่แปลว่า ผี ในภาษาไฮติ ในสลัมอันแออัดที่ชื่อว่า ซิตี้ โซเลล์, สถานที่ๆ UN บอกว่าเป็นสถานที่ๆอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก, กลุ่มเก็งผู้ได้รับการติดอาวุธพร้อมทั้งการดูแลอย่างลับๆจากอาริสติดเพื่อการสร้างสถานการณ์และช่วยต่อต้านฝ่ายกบฏ เข้าไปติดตาม 2 ใน 5 หัวหน้าแก็งใหญ่ที่เป็นพี่น้องกัน หนังเรื่องนี้คือเรื่องราวชีวิตของพวกเขา

ในระดับพื้นผิว ภาพยนตร์สารคดีเรื่องได้นำพาผู้ชมให้เข้าไปพบกับเหตุและผลกระทบอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากเรื่องของการเมือง โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหล่าคนจนด้อยโอกาส เหล่าคนที่ไม่มีสิทธิ์เลือกมากนักกับโอกาสที่เข้ามาเพียงน้อยนิดอย่างการช่วยเหลือลับๆจากรัฐบาลเพื่อแลกกับการต่อกรกับเหล่ากบฏ จนในที่สุดการเมืองเหล่านี้มันได้ส่งผลต่อทัศนคติและความคิดของผุ้คนเหล่านี้ไป ถูกทำให้เชื่อว่าการมีปืนคืออำนาจ การปกครองคือความรุนแรงและชีวิตนั้นสั้นนัก จนเมื่อทุกอย่างล่มสลายพวกเขาก็ปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ไม่ได้อีกแล้ว

แต่ความดีเลิศอย่างที่สุดของหนังสารคดีเรื่องนี้คือความีเลือดมีเนื้อมากๆของเหล่าผู้คนในเรื่อง เพราะเอาเข้าจริงเรื่องราวผลกระทบทางการเมืองในหนังเป็นเพียงแค่พล๊อตรองที่ส่งผลกับพล๊อตหลักนี้อันว่าด้วยชีวิตของพวกเขาที่เต็มไปด้วยความรักและความฝัน พวกเขารักกัน มีความรักแม้จะกับคนผิวขาว มีภาวะรักสามเศ้า อยากที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นผู้นำชุมชนที่ดีและมีความฝันที่ชัดเจนอย่างการเป็นนักร้องเพลงแร๊ปของหนึ่งในหัวหน้าแก็งนาม 2Pac (ที่ได้ชื่อนี้มาจากนักร้องแร๊ปผิวสีคนดัง)

และอาการจุกอกของผู้ชมคือการมั่นใจแต่แรกแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาคิดและทำมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงๆแน่ๆ แต่หนังกลับดึงความเป็นชีวิตเหล่านี้ให้โดดเด่นขึ้นเพื่อมาค้านกับความคิดของเรา เหมือนโดนกระแทกจนจุก แทบกระอักเมื่อในช่วงท้ายที่พวกเข้าถูกทิ้งขว้างแบบไม่ใยดีหลังจากอาริสติดโดนโค่นลงแล้วหนีไปแอฟริกาใต้ ทิ้งให้พวกเขาไร้ชะตากรรมพร้อมๆกับชีวิต ความฝันต่างๆที่พักทลายลงไปต่อหน้าต่อตา

แล้วหนังมันก็จบลงพร้อมๆไปกับความล้มสลายเหล่านั้นที่เล่นทำเอาเราน้ำตาซึม

ปล. ความดีงามอีกอย่างคือเพลงฮิปฮอปที่หนังใช้ โดยเฉพาะเพลงที่หนึ่งในตัวละครแต่งเองกับเพลงตอนจบ ดีงามมาก https://www.youtube.com/watch?v=5JIBUuQYUps

ปลล. เห็นในยูทูปมีหนังทั้งเรื่องเลย ดูได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=wW5FdyL7Lbo

23/01/16 – Ex Machina (Alex Garland/ US/ 2015) – 4/5

หากมนุษย์จะล่มสลายเพราะปัญญาประดิษฐ์ มันควรมีจุดกำเนิดแบบหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ Terminator อะไรนั่น

ดูไปคิดถึงหนังอย่าง Max Max: Fury Road ไป ด้วยความที่หนังมันยืนอยู่บนแนวคิดแบบเพศชายเป็นใหญ่แต่ตัวละครสำคัญอันเป็นคีย์หลักกลับคือเพศหญิง ในที่นี้คือการทดสอบ AI เพศหญิงโดยบุรุษเพศชาย การทำให้เพศหญิงกลายเป็นเพียงวัตถุ กลายเป็นเพียงข้ารับใช้ที่ไม่มีปากเสียง อันเป็นรูปแบบชั้นของอำนาจทางเพศแบบหนึ่ง แต่แล้วเมื่อเพศชายกล้าไปท้าทายสิ่งที่เพศตัวเองอ่อนแอที่สุดนั้นคือเรื่องอารมณ์ความรู้สึก สุดท้ายพวกเขาก็แพ้พ่ายไป

และกับเรื่องการท้าทายอำนาจของพระเจ้าในการสร้าง AI ที่มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ การคุยกัน 7 ครั้งขอตัวละครทำเอาอดคิดถึงการสร้างโลกของพระเจ้าไม่ได้ ซึ่งผลที่ออกมากลับกลายเป็นการโดนโค่นลงไปของพระเจ้าต่อสิ่งที่ถูกสร้างเองกับมือ

ทั้งสองเรื่องมันจึงเป็นการสะท้อนภาพกันไปมา กอปรกับการทวิสต์บิดผลสรุปให้เบี่ยงไปแบบหน้ามือ-หลังตีน มันเลยกลายเป็นหนังที่ทั้งท้าทายและตบหน้าคนดูไปในคราเดียวกัน

ดูเครดิตผู้กำกับ อเล็ก การ์แลนด์ แล้วก็ร้องออ แกคือมือเขียนบทระดับพระกาฬเลยนี่หว่า [28 Days Later (2002), Sunshine (2007), 28 Weeks Later (2007), Never Let Me Go (2010), Dredd (2012)]

ปล .ชอบเคียวโกะมากแบบไม่มีเหตุผล

24/01/16 – Cop Car (Jon Watts/ US/ 2515) – 2.5/5

อุเบกขามาก จริงๆหนังมันดีนะโดยเฉพาะไอ้เรื่องของการที่มันเป็นหนัง coming of age ที่จบลงในวันเดียวโดยหักไอ้ความไร้เดียงสาให้ขาดสะบั้นลงด้วยความโหดร้ายของผู้ใหญ่ลงภายในวันเดียว ซึ่งเป็นไอเดียที่เจ๋งดี แต่เราเองที่เสือกไม่ค่อยเชื่ออะไรแบบนี้อะ เราไม่ซื้อ เรารู้สึกกับผลกระทบที่มันใช้เวลาในกัดเซาะมากกว่า เราเลยไม่เชื่อว่าเด็กมันจะได้อะไรกลับไปมากนัก และอาจกอปรกับอาการเกลียดเด็กที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราเองที่รู้สึกว่าสิ่งที่พวกหนูๆโดนแม่งสมควรแล้วล่ะจ๊ะ เลยกลายเป็นว่าดูด้วยความซะใจไปซะงั้น ซึ่งจบแล้วก็จบกันไป(เพราะหนังมันแอบใจดีด้วย)

แต่จะว่าไปดูๆไปมันก็เป็นหนังที่เหมาะกับทั้งคนรักเด็กและเกลียดเด็กนะ เพียงแต่จะได้อารมณ์ที่ต่างกันสุดขั้ว 555

อนึ่ง เพลงประกอบเจ๋งดี อีเด็กสองคนนี่เปรตดี และเควิน เบคอนก็ตลกดี

25/01/16 – Cartel Land (Matthew Heineman/ Mexico, US/ 2015) – 5/5

ทั้งเหนื่อยและหดหู่ คือนอกจากลุ้นจนเหนื่อยว่าอีตาผู้กำกับมันจะรอดออกมาแบบครบ 38 หรือไม่ มันยังเหนื่อยมากๆกับการที่มันท้าทายความคิดของเราตลอดเวลา ปั่นป่วนสมองของเราตลอดเวลา และนั้นแหละที่ทำให้มันหดหู่เมื่อหนังมันตอกหน้าเราในท้ายที่สุด

หนังมันเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึงการเป็น “ศาลเตี้ย” ว่าถึงฟังก์ชั่น ความจำเป็น ความเข้าใจของทั้งคนในและคนนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเป็นด้านตรงข้ามของกฏหมาย ในอเมริกาอย่างที่รุ้กันว่าฟังก์ชั่นของกฏหมายมันแรงมาก ดังนั้นศาลเตี้ยจึงเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่ก็อย่างที่ ทิม ทหารตะแวนชายแดนอเมริกา/แม็กซิโกเค้าบอกว่า “ถ้าพวกมึงไม่เคยมาอยู่ตรงนี้ พวกมึงไม่มีทางรู้หรอกว่ามันอันตรายแค่ไหน” สำหรับนายทหารทิมแล้ว ศาลเตี้ยมันคือการป้องกันตัวรูปแบบหนึ่ง แต่พอเราข้ามฝากไปที่แม็กซิโกในประเทศที่กฏหมายมันไม่สามารถฟังก์ชั่นกับประชาชนได้ ความคิดแบบนายทหารทิมจึงทำงานได้อย่างเต็มที่ผ่านตัวแทนคนดีอย่างคุณหมอมอเรเรสในการต่อกรกับแก็งส์มาเฟียค้ายานาม คาเทล ผู้ก่อวีรกรรมทั้งฆ่า ข่มขืนหรืแม้แต่อาจมีเอี่ยวกับทางรัฐบาลแม็กซิโก

ความแยบยลอย่างที่สุดของสารคดีเรื่องนี้คือลำดับการเล่าเรื่อง อย่างที่บอกว่าหนังมันท้าท้ายความคิดของเราตลอดเวลา มันเริ่มจากการตั้งคำถามถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเรื่องก่อนไปพูดถึงความโหดร้ายของเหล่าคาเทลที่ให้เราเห็นใจเหล่าผู้คน จากนั้นก็ไปให้เราเห็นชอบในความชอบธรรมของการตั้งศาลเตี้ยในนามของความดีพิทักษ์สันติราษฐ์ แต่แล้วหนังก็โยนคำถามในเรื่องกฏหมายและความดีอันเป็นปัจเจคบุคคลลงมาใส่หัวเราแรงๆ ก่อนพาไปให้เห็นความดีแตกแบบกระจุยกระจายเละเทะ เห็นความยิ่งใหญ่ของวงจรอุบาทที่หมุนวนไม่เคยหยุด แล้วเมื่อนั้นแหละความหดหู่จึงกระโจนใส่หน้าเราแบบเต็มๆ

พูดถึงในพาร์ตอเมริกาที่ว่าด้วยเรื่องของทหารตะแวนชายแดน น่าเสียดายที่เรื่องของมันเองไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจได้ในแง่ของการเปรียบให้เห็นถึงความศักสิทธิ์ของตัวกฏหมายที่ต่างกัน ที่พอมันแหกไม่ได้มันเลยไม่สามารถไปลึกได้มากนัก กอปรกับการนำเอาตัวซับเจกค์ตัวนี้มาเปรียบเทียบกับตัวหมอมอเรเรสที่ให้ภาพน่าสนใจดี ด้วยจุดเริ่มต้นและแนวคิดตั้งต้นที่คล้ายๆกัน แต่บั้นปลายกลับแตกต่างกันสุดขั้วก็โดยมีไอ้กฏหมายที่ต่างกันที่แหละเป็นตัวแปร

ส่วนตัวหมอมอเรเรสนั้นทำให้เราคิดถึงหนังสารคดีอีกเรื่องที่ได้ดูเมื่อปีที่แล้วอย่าง The Overnighters (2014) ตรงที่มันว่าด้วยเรื่องคนที่คิดดีทำดีเหมือนๆกันแต่กลับพ่ายแพ้ไปในที่สุด โดยเฉพาะการแพ้ภัยของตัวเองอันเป็นการตั้งคำถามถึงเรื่องความดีได้อย่างน่าคิด

การเปิดหนังและจบหนังด้วยภาพเดียวงกันแต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างสุดขั้วนั้นทรงพลังมาก จากความเห็นใจกลายเป็นความสิ้นหวังไปในที่สุด

สุดท้ายที่ต้องเขียนเลยคือ ชาบูคนทำหนังที่สามารถเข้าไปเจาะลึกได้ถึงขนาดนี้ กราบบบบบ

27/01/16 – Steve Jobs (Danny Boyle/ US, UK/ 2015) – 4/5

รับรู้ได้ถึงความเก่งฉกาจของทั้งผู้กำกับและคนเขียนบท (แอรอน เซอร์กิ้น) เซอร์กิ้นโชว์พาวการเขียนบทเยี่ยงเทพ ส่วนบอยล์ก็กำกับอย่างเหนือชั้น ผลที่ได้คือความสนุกสัดๆในตัวเรื่องที่แม่งมันส์สัดๆ

คือเปิดเรื่องมันก็ตรึงคนดูได้ละ กับอีแค่การให้คอมมันพูด hello แค่นั้นมันก็สามารถเล่าแบล็คกราวด์ของตัวจ๊อบได้แบบครอบคลุมแล้ว พร้อมๆไปกับการใส่เหตุการณ์เยอะแยะมากมายเข้าไปผสมอีกโดยที่หนังแม่งยังไม่เป๊ไปไหนเลย

หนังมันเล่าในช่วงการเปิดตัวสินค้าของจ๊อบ 3 ตัว ใน 3 เหตุการณ์ โดยยัดหลายๆเรื่องอัดลงไป กล่าวคือในเหตุการณ์เดียวกันแม่งมีเรื่องผูกกันอยู่สามสี่เรื่องผสมกัน-สลับกันไปมา นี่ถ้าเขียนไม่ดีหรือกำกับไม่แม่น แม่งมีเละแน่ๆ แต่ทั้งคู่แม่งเอาอยู่ มันเลยเหมือนอย่างที่จ๊อบมันบอกเลยว่า “มันคือผู้ควบคุมวงออร์เคสตรา”

เสียดายไปนิดที่หนังมันดันมาเพิ่มความมีชีวิตชีวาลงไปในช่วงท้ายๆ คือส่วนตัวเราโอเคมากที่หนังทั้งเรื่องมันเดินหน้าไปแบบไร้ความมีชีวิตชีวา กล่าวคือหนังมันเดินไปด้วยไดร์ฟในตัวงานของจ๊อบเป็นหลักสำคัญ กอปรกับการได้รู้เรื่องของตัวจ๊อบมาบ้าง เราเลยพบว่ามันใช่มากที่หนังมันเดินดุ่มๆแบบไร้ชีวิตแบบนี้ แต่ช่วงท้ายหนังกลับมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นชีวิตมากขึ้น (ซีนจ๊อบโดนทำลายสมาธิด้วยภาพลูกสาวนี่เราไม่ชอบเลย) เราเลยพบว่าหนังมันกระโดดออกไปจากเราแว่บนึงอันเป็นสิ่งขัดใจเล็กๆ

ส่วนนักแสดงคงไม่ต้องพูดมาก แม่งดีงามทุกตัว และดนตรีประกอบก็เลิศเลอ ชอบมาก

อนึ่ง แต่เราชอบต้นกำเนิดของไอพอตนะ น่ารักดี

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s