ธันวา’ 15 กับหนังที่ได้ดู

02/12/15 – Infernal Affairs II (Andrew Lau, Alan Mak/ HK/ 2003) – 5/5

ภาคแรกว่าสุดแล้ว ภาคนี้แม่งสุดกว่าจริงๆ

ภาคแรกมันเหมือนได้ความสดใหม่ เป็นหนังสายลับ ตำรวจจับผู้ร้ายที่จุดเด่นคือการเฉือนคมกันไปมา สู้กันด้วยทักษะไหวพริบแบบก้าวต่อก้าว เน้นความตื่นเต้นเร้าใจ ส่วนภาคนี้ไอ้สิ่งที่ว่าเหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่แต่ลดดีกรีลง ในที่นี้คือการลดจำนวนลงแต่คุณภาพยังคงมาเต็มเปี่ยม ทุกซีนที่มันกำลังพูดถึงการเดินหมากเพื่อแก้เกมแก้ปมแบบนาทีต่อนาที แม้จะมาไม่เยอะ แต่ถือได้ว่าเลอเลิศสัดๆทุกซีนจริงๆ เริ่มตั้งแต่การแก้เกมของแก็งค์มาเฟียต่อการเปลี่ยนมือเจ้าพ่อจรดไปถึงซีนจับสี่สหายในช่วงท้าย

แต่ส่วนที่เราชอบภาคนี้มากคือความเป็นดราม่าของมัน บทมันดีสัดๆในการสร้างตัวละครแต่ละตัวขึ้นมาด้วยความซับซ้อน เต็มไปด้วยปมเยอะเยอะ ตัวละครของของภาคหนึ่งที่คนดูรู้ถึงผลอยู่แล้วก็ไม่ต้อเน้นย้ำนัก (ภาคนี้เป็น  prequel ขอภาคแรก) ไปเน้นตัวละครใหม่ๆแวดล้อมที่มันส่งผลกับตัวละครเก่า แต่ละตัวก็ผูกเงื่อนกันไปมายุ่งเหยิงโดยที่การแก้ปมแต่ละอันก็พาไปได้สุดทางตลอด พีคจริงๆ

อีกอย่างที่ชอบมากคือการที่หนังมันเล่าเรื่องตังแต่ปี 1991-1997 อันเป็นช่วงที่ฮ่องกงยังอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษไปจรดถึงการคืนเกาะฮ่องกงให้จีน มันเป็นทั้งการบันทึกประวัติศาสตร์และการนำพาเข้าสู้หนังภาคแรกที่ประหนึ่งเป็นหนังแบบฮ่องกงแท้ๆได้อย่างสวยงามมากๆ มันเหมือนกับการสร้างความหวังเล็กๆขึ้นมา แม้สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นจะกลายเป็นหน้ามือหลังตีน เพราะหนังฮ่องกงโดนจีนกลืนไปแล้วในปัจจุบัน

เดี๋ยวดูภาค 3 แล้วค่อยมาว่าภาพรวมของหนังชุดนี้อีกที

04/12-/15 – แม่เบี้ย (มล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล/ ไทย / 2015) – 0/5

ดอกทอง….ดอกทองเต็มไปหมด!!!

พังในทุกองคาพยพ แม้นจะหาแว่นตาอันใดมามองก็พังไปหมด ดูหนังหม่อมช่วงหลังมาทุกเรื่องแม้จะอยู่ในเกณฑ์ไม่ชอบทุกเรื่องแต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่พังมากเท่าเรื่องนี้

ตลกดีที่หม่อมแกพยายามพูดเรื่องการเมืองแบบอ้อมๆในหนังแกหลายเรื่องแล้วเหมือนกับว่าสารที่ต้องการสื่อมันไปถึงผู้รับได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เรื่องนี้แกเลยจัดแบบโต้งๆซื่อๆไปเลย (พรรคชูไทยปะละ!) ผลที่ได้คือความต่ำตมแบบสุดลิ่มทิ่มประตู พังๆๆๆๆๆๆๆ

ขอเสียเวลากับหนังเพียงเท่านี้ แต่ถึงจะเกลียดมาก ถ้าหม่อมทำหนังอีกเราก็จะดูอยู่ดีนะ

07/12/15 – LOVE (Gaspar Noé/ France, Belgium/ 2015) – 3/5

 ถ้าถามว่าหนัง 3D เรื่องไหนในปีนี้ที่อยากดูที่สุด ก็ต้องขอตอบว่าคือหนังเรื่องนี้ของท่านพ่อ กัสปาร์ โนเอ อยากเห็นซีเนมาติกแบบ 3D ในฉากเซ็กซ์ซีนของหนังมากๆ แต่ก็นะ มันคงเป็นไปได้ยากที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง

เอาจริงเราพบว่าหนังเรื่องนี้มันแปลกแยกจากหนังเรื่องก่อนๆของท่านพ่อที่เราเคยดูและชอบ เหมือนท่านพ่ออยากทำหนังรัก ในที่นี้คือหนังรักจริงๆแบบหนังรักหวานๆอะไรแบบนั้นเลย แต่แน่นอน ความรักและความหวานของท่านพ่อมันต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วล่ะ ข้อนี้ใครๆก็รู้

หนังมันพูดถึงความผิดพลาดของชีวิตและความฉิบหายของความรักที่แวดล้อมไปด้วยเหล้า ยาและเซ็กซ์แบบที่เราเห็นได้บ่อยๆในหนังของท่านพ่อ และเราก็ชอบประมาณนึงเลยที่เดียว ซึ่งเรื่องแบบนี้มันเวิร์คเสมอเมื่อมันถูกเล่าแบบย้อนหลัง เหมือนกับหนังของท่านพ่อเองอย่าง  Irréversible (2002) กับการค่อยๆพาผู้ชมเดินทางจากจุดจบไปยังจุดเริ่มต้นของความรัก มันหวานแกมเจ็บปวดดีเหมือนอารมณ์การอาลัยกับความรักที่ไม่สมหวังอะไรแบบนี้ และเราก็ชอบภาพของเหล่าเซ็กซ์ซีนแบบ bird eye view ที่คลอไปด้วยเพลงเบาๆนุ่มละมุน สำหรับเรามันงดงามดี

แต่ปัญหาคือหนังมันยาวเกินไปจริงๆ คือประเด็นมันก็ไม่ได้เยอะอะไรแต่หนังมันถูกยืดให้ยาวจนยาด แถมการพร่ำรำพันเพ้อพกของตัวเอกก็เยอะเกินและน่ารำคาญเหลือเกิน ไอ้ที่มันเป็นจุดแข็งของหนังเลยโดนดึงให้ยวบยาบไปด้วยอย่างน่าเสียดาย

13/12/15 – Infernal Affairs III (Andrew Lau, Alan Mak/ HK/ 2003) – 2/5

อ้า! พอฮ่องกงกลับสู่อ้อมกอดของจีนแล้ว พี่ก็เล่นทำหนังเอาใจจีนกันเลย (ก็สายลับจีนนั้นไง)

ที่ตลกคือไอ้ความซับซ้อนของตัวละครที่ทำมาดีๆในสองภาคก่อนมันหายไปหมดเลย กลายเป็นตัวละครดาษๆแบบขาวจัด ดำจัดไปซะงั้น ส่วนไอ้ความเฉือนคมๆต่างๆมันก็ฉิบหายไปด้วยเมื่อมันเริ่มมีอุปกรณ์ไฮเทคขึ้นมารอบรับ แถมการทำให้มันมีความเป็นหนังรักหรือจิ้นวายก็ไม่เวิร์คเลย น่ารำคาญจุง

ก็เข้าใจแหละว่าภาคนี้น่าจะกำเนิดมาจากความสำเร็จของหนังภาคแรกและต้องการให้มันเป็นบทสรุปส่งท้ายของหนังชุดนี้ แต่ทำไปทำมามันก็เป็นได้แค่การลากเส้นเหตุการณ์ต่างๆให้มันครบและบรรจบกันได้แค่นั้น แค่นั้นจริง

เรียงลำดับความชอบของหนังชุดนี้ 2 – 1 – 3

15/12/15 – White God (Kornél Mundruczó/ Hungary, Germany, Sweden/ 2014) – 3/5

โครงสร้างมันประหลาดดี ด้านหนึ่งก็ว่าด้วยเรื่องชีวิตอันผันแปรของหมาอันนำไปสู่การปฏิวัติ อีกด้านก็ว่าด้วยเรื่องของวัยรุ่นกับปัญหาเรื่องครอบครัวและความรัก ซึ่งทั้งสองส่วนสำหรับเรามันผสมกันไม่ลงตัวเอาเสียเลย เหมือนเล่าแยกๆกันแล้วก็มาบรรจบกันแบบงงๆ

แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี เพราะหากมองทั้งสองพาร์ตออกจากกันมันก็สนุกดี ความเด่นของหนังจริงๆคือความสนุกนั้นแหละ พาร์ตหมานี่สนุกมาก หมาแสดงดีจนสงสัยว่าเค้าสอนเค้ากำกับมันยังไง ส่วนอีพาร์ตเด็กสาวผู้ค่อยๆเรียนรู้ชีวิตโดยการลืมหมาแล้วก้าวเดินต่อไปก็ดี อีน้องที่แสดงก็น่ารักดี

แล้วก็รู้สึกตลกดีที่ตลอดการดูเราไม่คิดแนบเคียงเรื่องภาพแทนใดๆให้กับตัวละครในหนังลย จริงๆก็มีแอบๆคิดบ้างแหละแต่มันเหมือนไม่สามารถนำไปพาพบกับบทสรุปที่ใช่ได้เลยลืมๆมันไป ซึ่งก็ดีกว่าที่จะไปนั่งคิดอะไรน่าเบื่อแบบนั้น

18/12/15 – Predestination (The Spierig Brothers/ Australia/ 2014) – 4.5/5

กรี๊ดดังมาก เซอร์ไพร์สแบบสุดๆ ไม่คิดว่าหนังมันจะออกมาแนวนี้ เห็นจากตัวอย่างก็ส่ายหน้าแล้ว แต่ตัวหนังจริงๆนี่ดีงามแบบควรกราบตีน

ดูเหมือนหนังมันรู้ตัวว่าเหล่าบรรดาหนังที่มันเล่นกับเรื่องการเดินทางข้ามเวลาทั้งหลายมักจะต้องพบกันจุดบอดหรือจุดที่มันไม่อาจสามารถทำให้ลงตัวได้ตามตรรกะที่ควรจะเป็นตามกระบวนการคิดปกติ ซึ่งพอเข้าใจได้แบบนั้นแล้วหนังมันเลยไปโฟกัสที่จุดอื่นแทนแล้วเอาเรื่องการเดินทางของเวลาเป็นเพียงแค่ตัวเสริมให้ประเด็นที่ต้องการมันชัดขึ้น ในที่นี้คือเรื่องของความสัมพันธ์ของห้วงเวลาที่มีผลต่อชีวิตคนๆหนึ่ง บิดทวิสตัวเรื่องดั่งการเปลี่ยนแปลงอดีตเพื่อผลของปัจจุบันกับอนาคต หรือการเปลี่ยนอนาคตเพื่อไปตอบคำถามในอดีตหรือกับการค้นหาตัวเองด้วยการเข้าไปเปลี่ยนแปลงอดีตหรือแก้ไขปัจจุบันอีกที

และส่วนที่มันพีคมากคือ (อันนี้มีสปอร์ย) การที่มันยืนอยู่บนเส้นด้ายทางศีลธรรม ศีลธรรมอันปัจเจคแบบสุดๆเพราะมันว่าถึงศีลธรรมในตัวเอง การกลับไปหลงรักตัวเองในอดีต การกำเนิดเกิดขึ้นของตัวเองจากตัวเองหรือกับการเติบโตขึ้นเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเองและทำลายตัวเองลงในที่สุด ซึ่งส่วนนี้ทำให้หนังมันไปได้ไกลโครตๆเลยสำหรับเรา

Sarah Snook ดีงามมากกกกกกกกกกกก

21/12/15 – Vacance (Park Sun-Uk/ South Korea/ 2013) – 2/5

ขอสารภาพว่าสมน้ำหน้าตัวเองที่เสือกหน้ามืดตามัวเพ้อพกถึงนมเกาหลีบนโปสเตอร์และรูปสกรีนช๊อตจนพล่าเลือน เลยได้รับบทลงโทษด้วยการเสียเวลาไปชั่วโมงครึ่ง หนูผิดไปแล้วค่ะ

เล่าเรื่องหน่อยนึง มันคือเรื่องของการล้างแค้นของบรรดาสาวๆต่อผู้ชายที่เคยทำร้ายพวกเธอในอดีต แน่นอนว่าวิธีการทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องผ่านเรื่องเซ็กซ์ตามแนวหนังของมัน ซึ่งแม่งก็จัดเต็มมาเลยเท่าที่เรตหนังจะให้ได้ แถมยังซัดกันได้ทั้งบนบก บนฟ้าและในน้ำ! มึงพยายามดีมาก อันนี้ขอชม

เสียดายที่หนังมันเสือกเลือกที่จะทวิสซ์เรื่องไปแบบที่เราไม่อาจจะเชื่อได้จริงๆ แถมทวิสซ์ถึงสองขยักที่ทำเอาดูจบแล้วได้แต่ถอนหายใจ เหออออออออ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยอมใจนักแสดงจริงๆ น้องๆจัดกันเต็มที่มาก จนอยากให้หนังอาร์ไทยไปไกลได้แบบนี้บ้างจุง

 26/12/15 – Sicario (Denis Villeneuve/ US/ 2015) – 5/5

หัวใจจะวายเอา อะไรมันจะเดือนระทึกขนาดนี้ ไปสุดทั้งการกำกับและประเด็นอันว่าด้วยการท้าทายและสั่นคลอนกฏหมายที่ยึดถือไว้ในโลกหลัง 9/11 ไม่คิดฝันว่าวิลเลอเนิฟจะทำให้หนังออกไปหน้านี้ได้ เซอร์ไพร์สและพีคมากๆ

คือจริงๆเอาแค่การกำกับ การใช้อานุภาพทางภาพยนต์ของหนังก็เรียกได้ว่าสุดขีดแล้ว การใช้สกอร์เอย การตัดต่อเอยหรือแม้แต่การแสดงที่ไปได้สุดขอบในทุกทาง ซีนรถติดบนทางด่วนนี่ดีฉิบหาย บีบคั้นหัวใจให้เต้นรัวๆ ลุ้นขี้แทบเล็ด

ยิ่งการที่หนังมันพูดเรื่องของหลักการที่เรายึดเหนี่ยวหรือกฏหมายที่เรายึดถือนั้นถูกท้าทายและถูกทำลายลงไปต่อหน้าต่อตาแม่งยิ่งสุด ไดเลมม่าสุดตรีน ทางหนึ่งก็ค้านสุดลิ่ม แต่อีกทางก็ต้องเห็นด้วย มันเลยทำให้ไอ้ซีนตอนจบแม่งมีพลังพุ่งปรี๊ดมากๆๆๆๆๆๆ

ยัง แค่นี้มันยังไม่พอ การที่หนังแม่งพยายามทำตัวอยู่บนหลังหลักการตลอดเวลา อ้างอิงกฏหมายตลอดเวลา (ชอบเรื่องกฏการใช้ปืนและการที่มันบอกว่าคำสั่งก็มาจากคนที่ถูกเลือกตั้งเข้ามานั้นแหละ) แม่งยิ่งทำให้คนดูเหมือนโดนหักหลังยังไงยังงั้น ยิ่งเข้าใจความรู้สึกอีนางเอกเข้าไปอีก กระอักคาจอเลยกู

เอมิลี่ บลันท์ กับ เดล โทโร่ ดีงามฉิบหาย เอาซะกูอื้ออึงและกลัวได้จริงๆ

ปล. ดูหนังของวิลเลอเนิฟมาสามเรื่องหลัง พีคทุกเรื่องจริงๆ แถมสามเรื่องก็มอบความรู้สึกต่างกันไปทั้งสามเรื่อง เก่งจริงๆ เดี๋ยวเก็บงานเก่าๆของพี่แกต่อดีกว่า

27/12/15 – Mistress America (Noah Baumbach/ US, Brazil/ 2015) – 5/5

รู้สึกผิดมากที่เพิ่งจะมาดูหนังของ บอมบาค แค่สองเรื่อง (Frances Ha กับเรื่องนี้) คนอะไรทำหนังที่ตลกมากๆ เศร้าและเจ็บปวดมากๆและจี๊ดใจเอามากๆได้ในหนังเรื่องเดียวกัน

หนังมันเล่าเรื่องของน้องนักศึกษาอักษรศาสตร์อายุ 18 ผู้แปลกแยก กับการได้รู้จักและเรียนรู้กับว่าที่พี่สาวอายุ 30 ที่พ่อและแม่ของแต่ละคนกำลังจะมาแต่งงานกัน คนนึงมองเห็นโลกในแบบที่เหี่ยวเฉาและเงียบงัน แต่อีกคนกลับเป็นด้านตรงกันข้ามที่เห็นโลกคือความบันเทิงและเต็มไปด้วยความท้าทาย ฝ่ายแรกมีฝ่ายหลังเป็นครูและแรงขับของชีวิต ส่วนฝ่ายหลังก็เหมือนได้ฝ่ายแรกมาเติมเต็ม แต่เพราะทุกความสัมพันธ์มันมักซับซ้อนและไม่ราบเรียบ ความขัดแย้งมันเลยเกิดขึ้นมาแบบไม่อาจหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะกับการที่เรายังคงต้องอยู่ในสังคมที่มีคนอื่นๆมาเกี่ยวพัน

อยากที่บอกว่าหนังมันตลกมาก โดยเฉพาะอีบรรดาตัวละครแวดล้อมอื่นๆที่มาแบบหน้าตายๆ ยิงมุกกับแบบนิ่งๆแต่แสบสันต์ ในเวลาเดียวกับการแสดงความเป็นมนุษย์ของตัวละครหลักที่ทำให้เราอินแบบโงหัวไม่ขึ้น

เอาตรงๆเรารู้สึกว่ามันเหมือนเป็นภาคต่อของ Frances Ha เหมือนกันตรงที่เรารู้สึกว่าถ้าอีฟราสเชสโตมามันก็คงเหมือนกับตัวละครในเรื่องนี้แหละที่ภายนอกดูร่าเริงแต่ภายในแม่งมืดหม่นมากและมันก็แสดงโดย เกรต้า เกอร์วิก เหมือนกันด้วย ส่วนอีน้องสาวก็คือตัวแทนของฟรานเชสอีกที (แถมยังแสดงได้ดีมากๆเหมือนเกอร์วิกอีกตะหาก จำชื่อน้องเค้าไว้เลย โลล่า เคอร์กี้)

ดูจบกระผมนี่รีบไปหาโหลดหนังเรื่องก่อนๆของแกมาเก็บไว้ก่อนเลย ไถ่บาปตัวเอง

ปล. ชอบอีแฟนของผู้ชายที่นางเอกมันแอบชอบมากๆๆๆๆ แสบและกวนตีนเหี้ยๆ

28/12/15 – The Place Promised in Our Early Days (Makoto Shinkai/ Japan/ 2004) – 2/5

โอเคล่ะว่างานของ มาโคโตะ ชินไค นั้นโดดเด่นมากทั้งงานด้านภาพ การตัดต่อและดนตรี และมักจะมีประเด็นร่วมเสมอที่มันว่าด้วยรักแรกอันบริสุทธิ์, อดีตอันห้วนไห้ที่ผ่านไปแล้วและความเหงาที่เกาะกินชีวิต ทั้งหมดทั้งมวลเป็นลายเซ็นของชินไคที่คนจดจำ

แต่ปัญหาสำหรับเรากับหนังเรื่องนี้คือความเวิ้นเว้ออันหนักหนาสาหัสของมัน เหมือนชินไคเอา Voices of a Distant Star มาต่อยอดในเรื่องราวอวกาศไซไฟ แต่เล่นเยอะเล่นใหญ่จนมัดบดบังความโดดเด่นอื่นๆไปหมดเลย ทำไปทำมาประเด็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและคนรักถูกกลบหายไปด้วยเรื่องของสงครามและโลกเสมือนอะไรก็ไม่รู้ แถมเราว่าหนังมันยาวเกินความจำเป็นไปมากๆ

จากที่ดูหนังของ มาโคโตะ ชินไค มา 3 เรื่องคือ 5 Centimeters Per Second, Voices of a Distant Star แล้วก็เรื่องนี้ เราชอบ 5 Cen มากที่สุดแบบมากๆๆๆๆๆๆ อันเป็นหนังเรื่องหลังสุดในหมู่ 3 เรื่องที่ว่า ซึ่งก็อาจคาดการณ์ได้ว่าหนังเรื่องหลังๆเราน่าจะชอบ เดี๋ยวจะหามาลองดู

29/12/15 – Wild Tales (Damián Szifrón/ Argentina, Spain/ 2014) – 4/5

– สนุกมากสมคำร่ำลือกับเรื่องเล่า 6 เรื่องในหนังขนาดยาว 2 ชั่วโมง ที่ทั้ง 6 เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวเนื่องกันเลยแถมไม่มีจุดร่วมใดๆเลยทั้งสิ้น แต่ๆละเรื่องกลับมีความโดดเด่นของตัวเองชัดเจนและสนุกมากๆทุกเรื่อง

– การเริ่มต้นหนังด้วยเรื่องของความบังเอิญในเครื่องบินอาจจะทำเอาเหวอไปนิดแต่พอดูจบก็พบว่ามันเป็นการดีแล้วเพราะมันคือการอารัมภบทชั้นดีให้คนดูได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนที่จะพาไปพบกับเรื่องที่เหลือที่ค่อยๆเพิ่มระดับความพีคขึ้นเรื่อยๆ เรื่องในร้านอาหารเอย บนท้องถนนเอย ในเมืองเอย ในบ้านเอย ก่อนจบท้ายแบบพีคสัดๆในโรงแรมกับงานแต่งสุดป่วน

– จุดร่วมหนึ่งที่ชัดและเด่นที่สุดคือความเป็นหนังตลกร้ายแบบเหยียบมิดสุดตรีน ที่ซัดเต็มๆในทุกระดับตั้งแต่เล็กๆอย่างเรื่องความสัมพันธ์ไปจนถึงระดับใหญ่อย่างรัฐและสังคม

– ชอบเรื่องงานแต่งมากในระดับกรี๊ดกร๊าด

30/12/15 – Focus ( Glenn Ficarra, John Requa/ US, Argentina/ 2014) – 1/5

มาก๊อต ร๊อบบี้……………….จบการเขียนถึงหนึงเรื่องนี้เพียงเท่านี้
.
.
.
.
.
.
.
อะๆ นิดนึงก็ได้ ก็ดูเพลินๆดี แต่พอมันทวิสเยอะแยะไปหมด ทางเลือกอันหลากหลายที่เราคิดไว้ในหัวมันก็เลยต้องมีโดนเข้าซักอัน ซึ่งพอมันเป็นจริงดังนั้นก็เลยโซโซ แถมจบแบบคนดีอีกแม่งเลยกลายเป็นฟัคอั๊บไปเลย

31/12/15 – The Look Of Silence (Joshua Oppenheimer/ Denmark, Indonesia, Finland, Norway, UK, Israel, France, US, Germany, Netherlands/ 2014) – 5/5

ใน The Act of Killing ผกก โจชัว พาเหล่านักฆ่าในยุคปราบคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซียมาเล่นหนังที่เกี่ยวกับการฆ่า จำลองฉากการฆ่าที่เต็มไปด้วยความหดหู่จนกระอักแทบตายในท้ายที่สุด มาครั้งนี้โจชัวนำพาญาติของเหยื่อในเหตุการณ์เดียวกันไปเผชิญหน้ากับเหล่านักฆ่าแบบตัวเป็นๆที่เล่นเอาช็อคและหดหู่ยิ่งกว่า

ความรุนแรงของหนังสารคดีเรื่องนี้นอกเสียจากการนำผู้เป็นเหยื่อกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารหมู่ผู้คนมาเผชิญหน้ากันอย่างจังแล้ว มันยังคือการได้พบว่านี่ไม่ใช่การมาเพื่อการล้างแค้นใดๆแต่กลับเพียงการต้องการความจริงและคำขอโทษ แต่แล้วสิ่งต่างๆที่พร่ำพรูออกมาจากอีกฝ่ายกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน กลายเป็นภาพสะท้อนภาพของผลกระทบทางการเมืองที่ส่งผลต่อผู้คนทั้งสองฝ่ายอย่างรุนแรงและเต็มไปด้วยความปวดร้าว

หนังทำเอาจุกขึ้นคอ สมองตื้ออื้ออึง หนักหนาสาหัสสากัลและหดหู่หนักมากจริงๆ

31/12/15 – Star Wars: The Force Awakens (J.J. Abrams/ US/ 2015) – 3/5

– ปัญหาครอบครัวกระทบทั้งกาแล็คซี่!

– เหล้าเก่าในขวดใหม่ชัดๆ เจเจทำไมทำแบบนี้!

– ตัวละครเก่าๆโผล่มาคือดี นางเอกคืองาม แล้วก็อดัม ไดร์เวอร์ที่พยายามต่อสู้กับด้านมืดและสว่างในตัวเองที่ดี แต่ก็ทำให้ขำไปพร้อมๆกัน (เอะ! ยังไง)

– ชอบสุดคือเซ้นต์คนดำ ชอบมากๆ อันเป็นเหตุผลเดียวที่ภาคนี้มีอะไรต่างจากเหล้าเก่าๆที่ว่านั้นหน่อย

– ภาคหน้าแม่งก็พ่อ-ลูกกัน กูขอเดา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s