Month: December 2015

พฤศจิกา’15 กับหนังที่ได้ดู

04/11/15 – Spy (Paul Feig/ US/ 2015) – 3/5

ก็สนุกเพลิดเพลินดี หนังเถิดเทิงเอาบันเทิงเข้าว่าที่เหมือนจะมีอะไรแต่มันก็ไม่มีอะไร อาทิการที่มันพยายามพูดถึงคนชายขอบแต่ก็เป็นคนชายขอบที่อยู่ระดับบนๆจนความรู้สึกมันขัดๆ จะมองถึงความเท่าเทียมทางเพศของผู้หญิงมันก็ขาดๆเกินๆ

แต่โอเคแหละ เราว่าบทมันดีและจังหวะมันได้ แล้วก็สนุกดีที่เห็นดาราดังฝ่ายชายมาบ้าๆบอๆให้กับหนัง แต่สำหรับ เมริสสา แม็คคาร์ธี่ เราว่าเธอต่ำกว่าสเตนดาร์สว่ะ

ถ้าเทียบกับ Bridesmaids หนังเรื่องก่อนของผู้กำกับที่เราเคยดู เรื่องนี้ถือว่าด้อยกว่ามาก

13/11/15 – Snap (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2015) – 5/5

ในปี 2555 เรามอบให้ แต่เพียงผู้เดียว คือหนังไทยอันดับหนึ่งประจำปี และในปีถัดไป ตั้งวง ก็ได้ตำแหน่งเดียวกัน ผ่านมาอีกสองปีดูท่าว่ามันจะเป็นเช่นนั้นอีกกับหนังเรื่องนี้ Snap

โดยส่วนตัวเราเห็นหนังเรื่องนี้คือส่วนผสมของ แต่เพียงผู้เดียว และ ตั้งวง จะโดยตั้งใจหรือไม่เราไม่รู้ แต่มันคือความลงตัวอย่างที่วิเศษสำหรับเราด้วยการเอาเรื่องของความทรงจำและการเมืองมาสอดแทรกและแวดล้อมเข้ากับหนังรักได้อย่างลงตัว

ความทรงจำในเรื่องรัก:

สิ่งที่ทำให้เราชอบ แต่เพียงผู้เดียว มากๆคือการที่มันพูดถึงเศษเสี้ยวของอดิตอันแตกสลายที่ส่งผลต่อปัจจุบันของปัจเจคบุคคล ความทรงจำที่ผ่านเข้ามาในรูปของห้วงคำนึงหรือบนพื้นของวัตถุเหล่านั้นที่ส่งผลต่อบรรดาผู้คนในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ Snap ใช้ จะว่าไปการพูดถึง “ความทรงจำในเรื่องรัก” มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความพิเศษของ Snap คือการที่มันทำให้เรามองเห็นส่วนที่มันหายไป ความทรงจำที่ขาดหายไปในหนังเรื่องนี้คือหัวใจหลัก ทั้งในรูปของการหายไปตามการเวลาหรือการหายไปเพราะไม่สลักสำคัญให้จดจำ การได้มาพบกันอีกครั้งของตัวละครเพื่อการค่อยๆเดินหาควาททรงจำร่วมกันเหล่านั้นมันจึงสวยงาม แต่ก็เจ็บปวดเหลือเกินเมื่อเรามองเห็นผลท้ายที่สุดของมันแล้ว

การเมืองเรื่องความรัก:

ไม่แปลกอะไรที่เราจะได้เห็นการแนบเคียงการเมืองไทยสมัยใหม่ในหนังของคงเดช หลายๆเหตุการณ์การเมืองไทยคือช่วงเวลาที่ตัวละครของคงเดชในชีวิตอยู่ บ้างส่งผลโดยตรงและบ้างส่งผลทางอ้อม ใน Snap เราพบว่ามันเป็นแบบแรก มันคือการเมืองที่ส่งผลกระทบโดยตรงที่ส่งผลต่อชีวิตและความรักอันให้ภาพที่ชัดเจนที่ว่าเราไม่สามารถหนีเรื่องการเมืองไปได้พ้นหรอก เพราะมันอยู่ในทุกเรื่องนั้นแหละ

แล้วเมื่อมองในมุมนี้ เราจึงอาจเล่าเรื่องของหนังใหม่ไปอีกแบบได้ ดังนี้ (***สปอร์ยนะ***)

เรื่องราวของผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจที่กำลังรักกัน พวกเขาเฝ้าฟูมฝักเลี้ยงปลาประชาธิปไตย หน้าตาประหลาดที่พวกเขาให้ชื่อมันว่าปลาหน้าตุ๊กแก แต่แล้วการรัฐประหารก็ได้แยกพวกเขาออกจากกัน ผู้มีอำนาจกลายไปเป็นสลิ่มในเมืองที่มีแฟนเป็นทหาร ส่วนอีกคนเข้าเมืองทำงานปากกัดตีนถีบที่แทบไม่มีโอกาสกลับบ้านเกิด ห้วงเวลา 8 ปีตังแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งรูปของตัวเองเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ความรักของพวกเขา ไม่ซิ! จริงๆก็มีแต่มันอยู่ในรูปของเส้นประที่เหมือนจะมีตัวตนอยู่แต่ไม่สามารถแน่ใจได้ในรูปลักษณ์หน้าตา ยิ่งความรักของพวกเขา(ที่เคยเกิดขึ้น)ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนเจ้าปลาประชาธิปไตยหน้าตุ๊กแกได้กลายเป็นของหายาก เลยถูกนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของรัฐ 8ปีผ่านไป พวกเขาจำเจ้าปลาปลาประชาธิปไตยที่พวกเขาเคยเลี้ยงไม่ได้แล้ว พวกเขาคิดว่าปลายทะเลสีสวยในอควอเรี่ยมนั้นคือปลาประชาธิปไตยหน้าตุ๊กแกที่พวกเขาเคยฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยกัน ปลาทะเลที่ภายนอกดูสวยงามแต่ไม่อาจทานทนกับสภาพน้ำแย่ๆได้ และการพบกันของเขาและเธอในครั้งใหม่ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว เรายังอาจจะรักกันอยู่ แต่เราจำไม่ค่อยได้เท่าไหร่แล้ว มันเหมือนมีเส้นแบ่งกันระหว่างเราอยู่ รูปคู่ของเราที่ถ่ายคู่กับปลาประชาธิปไตยจอมปลอมไม่เคยมีใครเคยเห็น เหมือนความรักของเราที่ไม่มีใครเคยเห็น เรารู้สึกเจ็บในเรื่องที่เราจำไม่ได้ เรารู้สึกว่า “8 ปีแล้ว ทำไมมันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลยว่ะ!”

แล้วสุดท้ายที่ฉากจบของหนัง ก็ได้นำพาเราคนดูไปสู่การประสานกันระหว่างความทรงจำและการเมือง ไปพบกับจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง อันเป็นฉากที่เศร้าสร้อยและเจ็บปวดยิ่ง

ปล. ด้วยความที่หนังเซ๊ตขึ้นในยุคสมัยใกล้ๆช่วงชีวิตของเรา เราจึงรู้สึกกับสิ่งที่มันบ่งบอกยุคสมัยนั้นมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องของเพลง หนังสือรุ่น ความสัมพันธ์แบบสมัยนั้น กล้องฟิล์มและกับการบันทึกห้วงการเมืองไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ปลล. เห็นว่ารอบในเวิร์ลฟิล์มวันพุธนี้เต็มแล้ว แต่หนังจะเข้าฉายในโรงปกติช่วงปลายปี ไม่อยากให้พลาดกันจริงๆ

14/11/15 – Contempt (Jean Juc Godard/ France/ 1963) – 4/5

ภาพยนต์ลำดับที่ 9 ของโกดาร์ดที่เราได้ดูและก็ขอพูดอีกทีว่าการตามดูหนังของโกดาร์ดสำหรับเรามันไม่มีอะไรมากไปกว่าความบันเทิง การได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ทั้งในสารที่สื่อหรือในเทคนิคทางภาพยนต์ที่เขาใช้ ซึ่งโดยมาเรามักจะไม่ค่อนสนใจในแบล็คกราวด์ของตัวหนังเรื่องนั้นๆมากนัก(จริงๆก็สนใจแหละถ้ามีเวลาค้นข้อมูล) หนังบางเรื่องที่เราดูไม่รู้เรื่อง มันเลยไม่ค่อยเป็นปัญหาซักเท่าไหร่เพราะเรามักได้สิ่งอื่นติดมาทดแทนด้วยเสมอ (อย่างใน La Chinoise 1967 ที่พ่นปรัชญากันทั้งเรื่อง แต่เราก็ได้การกัดจิกสงครามเวียดนามแบบโครตสนุกมาทดแทน)

สำหรับเรื่องนี้เราพบว่าโกดาร์ดกลายเป็นคนหวานไปหน้าตาเฉยเลย จำได้ลางเลือนว่าเคยอ่านมาจากไหนซักที่ว่าหนังเรื่องนี้มันแนบเคียงกับตัวโกดาร์ดเองด้วย อันหมายถึงโกดาร์กับภรรยาที่เลิกลากันไปแล้วอย่าง แอนนา คาริน่า นักแสดงคู่บุญของเขา มันเลยกลายเป็นว่าหนังมันเป็นการเปรียบเปรยกันสามชั้นเลย คือเหล่าตัวละครในเรื่องกับหนังโอดิสซี่ที่กำลังถูกถ่ายอยู่ในหนังและกับตัวของโกดาร์ดเอง (อันนี้ไม่ชัวร์นะ ที่เราอ่านมาอาจเป็นหนังอีกเรื่องก็ได้)

เราชอบอารมณ์สับสนแบบอยากรักอยากเลิกของตัวละครมากๆ เราว่ามันหวานดี ส่วน Brigitte Bardot ก็สวยเลิศเลอมากๆ และอีกสิ่งที่น่าพูดถึงใหหนังของโกดาร์ดหลายๆเรื่องคือการที่มันมักพูดถึงตัวของภาพยนต์เองไม่ทางในก็ทางหนึ่ง ในเรื่องนี้นอกจากฉากเปิดเรื่องที่ใช้ narrative แทนการขึ้นตัวหนังสือตามขนบและการแพนกล้องเข้าหาผู้ชมในโรงแล้วมันยังว่าด้วยเรื่องของการทำภาพยนต์ การขัดกันระหว่างภาพยนต์เชิงพานิชณ์และภาพยนต์เชิงศิลปะ อันเป็นการต่อสู้ที่พ้องไปกับตัวเรื่องของหนังอีกที

14/11/15 – Madeleine (Lorenzo Ceva Valla, Mario Garofalo/ Italy/ 2015) – 2/5

ยอมรับตามตรงว่ามีปัญหากับหนังพอประมาณ จริงๆก็มีปัญหากับตัวละครทุกตัวในเรื่องแหละ แต่ขอยกให้อีน้องนางเอกเป็นคนที่น่ารำคาญที่สุด โอเคแหละว่ามันคือเด็ก เด็กที่มีมันมีตรรกะ มีภาวะอารมณ์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราไม่ชอบและเป็นหตุผลให้เราเป็นพวกเกลียดเด็ก การตัดสินใจต่างๆในเหตุการณ์ในเรื่องมันเลยทำให้เรารำคาญมากๆ

ยังดีที่มันยังมีอีตัวพี่สาวที่ให้เราได้ดูเพลิน แต่ก็แหมมมมม เล่นจบหนังกันแบบนี้มันเหมือนตบกระโหลกคนดูที่เกลียดเด็กอย่างเราซะจริงๆ

14/11/15 – Arabian Night Vol1: The Restless One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 4.5/5

แรกๆก็หวั่นๆว่าเราจะไม่รอด เพราะหนังเรื่องที่แล้วของโกเมซอย่าง Tabu ที่ได้ดูในโรงรอบแรกเราก็ไม่รอด ไม่รู้เรื่องและหลับกระจุยกระจาย มาดูอีกรอบแบบสบายๆที่สามารถ pause ได้ถึงจะได้ถึงบางอ้อแต่ก็อยู่ในแนวทางที่ไม่ได้ชอบมากอยู่ดี

แต่กับเรื่องนี้ ภาคแรกนี้ เราสนุกมาก เราชอบการเล่าเรื่องของหนังมากๆ คือมันเอาเรื่องผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในโปรตุเกสมายำใหญ่ภายใต้โครงสร้างของอาหรับราตรีที่เป็นการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆโดยแต่ละเรื่องก็มโนไปว่าเป็นตอนที่เท่าไหร่ ว่าด้วยเรื่องของอะไรและเชื่อมโยงกับวิกฤตของโปรตุเกสในด้านใด โอเคละว่าเราไม่ได้มีความรู้เรื่องของวิกฤตทางยุโรปพวกนี้มากเท่าไหร่ แต่เพราะการเล่าเรื่องและการยำใหญ่ของหนังมันสนุกมาก ตลกและกวนตีนมากๆ อย่างเรื่องการเจรจาระหว่างยุโรปกับประเทศมหาอำนาจที่ได้พบเจอกับพ่อมดผู้มีสเปร์วิเศษ, เรื่องรักสามเศร้าของเด็กชายหญิง, การพิพากษาไก่ที่ขันยามค่ำคืน ก่อนตัดกลับไปเรื่องซีเรียสอย่างการสัมภาษณ์คนตกงาน

อนึ่ง ด้วยความที่ไม่ได้เก่งกาจภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่ ปัญหาที่เราเจอคือการอ่านซับไม่ทันหรือแปลบางคำไม่ออก อันเป็นปัญหาที่เราเจอใน Tabu มาก่อนแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้เราก็ยังคงประสบอยู่ แต่มันกลับไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่แฮะเพราะหนังมันสนุกและน่าติดตามจริงๆ

รอดูอีกสองภาคแล้วค่อยดูภาพรวมอีกที

15/11/15 – The Overnighters (Jesse Moss/ US/ 2014) – 4/5

Overnighters คือบรรดาผู้คนที่ไม่มีที่อยู่เป็นของตัวเอง ต้องไปอาศัยบ้านคนอื่นหรือสถานที่ของคนอื่นอยู่ ในที่นี่หมายรวมไปถึงคนที่นอนในรถที่จอดตามสถานที่ต่างๆด้วย (จะได้รับอนุญาตหรือไม่ก็ตามแต่)

สารคดีอเมริกันเรื่องนี้มันเล่าถึงผู้คนเหล่านี้ ณ เมืองนอร์ทดาโกต้าในช่วงเวลาที่คนกำลังตื่นน้ำมัน ผู้คนเลยแห่แหนกันไปขุด แน่นอนเหล่าคนที่เคยติดคดีหรือมีคนที่มีโอกาสในการได้งานน้อยในเมืองอื่นๆก็แห่กันไปเพราะด้วยความต้องการกำลังคนที่สูงมาก(พร้อมค่าตอบแทนอันคุ้มค่า) เงื่อนไขการรับคนทำงานจึงต่ำ

ศูนย์กลางของหนังคือบาทหลวงในโบสถ์ของเมืองวิลลิสตัน ผู้มีความเชื่อในฝั่งของการต้อนรับผู้แปลกหน้า ช่วยเหลือพวกเขา ให้ที่พักพิงและอาหารอันเป็นไปตามแนวคิดของศาสนาที่เขาเคารพ แต่ในอีกด้านเมื่อเมืองเริ่มมีคนเดินทางเข้ามามากขึ้น เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าแถมบางคนก็เคยต้องโทษคดี เหล่าผู้คนในเมืองจึงเริ่มต่อต้าน เกิดความระแวงไม่เชื่อใจ ยิ่งมีข่าวร้ายๆเกิดขึ้นยิ่งทำให้การผสานระหว่างโบสถ์กับชุมชนและระหว่างคนในและคนนอกเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะการพบว่าทั้งสองด้านมันยืนอยู่บนพื้นของความดีความหวังดีทั้งคู่

ประเด็นหลักของหนังจึงอยู่ที่การหาทางออกให้กับเมือง ให้กับผุ้คน ทำให้มันลงตัวให้ได้ ซึ่งส่วนที่ดีมากๆของมันคือการได้พบว่ามนุษย์เรามันซับซ้อนและหลากหลาย การดีลกันมันเลยมีทั้งด้านแข็งและอ่อน ด้านสว่างและด้านมืด การเสียจุดหนึ่งเพื่อส่วนที่เหลือเพื่อที่จะคงไว้ซึ่งส่วนรวม

โอเคละ การที่ต้องมาบอกว่าหนังมันแสดงให้เห็นว่า “โลกเรานั้นเป็นสีเทา” คือความน่าเบื่อประมาณนึง แต่การที่หนังนำพาเราไปจุดที่ลึกที่สุดของมนุษย์ การต่อสู้กับความคิดของตัวเองที่ส่งผลแบบที่เกิดขึ้นในตอนจบมันทำเอาสะอึกเหมือนกัน

12239396_10153317107238576_6288266658641263087_o15/11/15 – Under Construction (Rubaiyat Hossain/ Bangladesh/ 2015) – 4.5/5

ตอนแรกนึกว่าจะเป็นหนังแบบวิบากกรรมของผู้หญิงในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่และกั้นพื้นที่ของเพศหญิงให้แคบลงในสังคม ให้คนดูรู้สึกสงสารในความรัดทดและอยุติธรรมอะไรเทือกนั้น แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไปเท่านั้นแหละหนังก็พลิกไปอีกด้านเลย เหมือนเป็นการลูบหัวเบาๆก่อนแล้วค่อยมาตบเอาแรงๆหลายๆทีในภายหลัง กลายเป็นว่าการปฏิเสธขนบทั้งหมดของตัวละครมันไปไกลมากๆเพราะเธอปฏิเสธทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือความต้องการของตัวเธอเอง

ชอบฉากเซ็กซ์ทั้งสองในเรื่องมาก อันแรกยี้มากแต่พอเจออีกอันนี่พีคมาก 555

15/11/15 – Marguerite & Julien (Valérie Donzelli/ France/ 2015) – 5/5

อยากจะกรี๊ดให้สุดเสียง ชอบหนังในระดับคลั่งไคล้แบบถวายตัว

เรื่องที่เกิดขึ้นในหนังทั้งหมดคือเรื่องเล่า เป็นเรื่องเล่าก่อนนอนสำหรับเด็กที่พูดถึงความรักระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือดในครอบครัวคนมีฐานะของฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 17 แล้วพอมันเป็นเรื่องเล่าที่จงใจจะให้คนดูรู้ว่ามันคือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเหมือนดั่งเรื่องเล่าหลายๆเรื่องที่มีหลายเวอร์ชั่นในแกนหลักเดียวกัน (ซีนที่พี่เลี้ยงตัดเรื่องเล่าให้จบลง แต่แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งจากเด็กน้อยเกิดขึ้นต่อคือคำยืนยันในที่นี้) มันเลยเหมือนเป็นการเปิดช่องให้หนังมันสามารถเล่าเรื่องไปอย่างไรก็ได้และเราพร้อมที่จะคล้อยตาม

เอาจริงๆส่วนตัวเราไม่มีปัญหากับเรื่อง incest นะ หรือจริงๆอาจจะมีแหละเพียงแต่เราไม่เคยคิดจริงๆจังๆหรือได้ประสบพบกับตัวเราเองซักที ดังนั้นเราเลยไม่ได้รู้สึกถึงความรุนแรงของไอ้ความ incest ซักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามเรื่องของศีลธรรมและความเหมาะสมก็เป็นสิ่งที่มันยังคงมีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เหตุการณ์มันคือยุคเก่า ยุคที่บ้านคนยังต้องมีบาทหลวง ยุคที่ความรักเช่นนี้คือเรื่องของความผิดบาป แต่สิ่งที่หนังทำคือการท้าทายไอ้ความไม่เหมาะสมนั้นลงอย่างราบคาบโดยการ bold มันให้เป็นหนังรักแบบไปให้สุดขอบทาง ท้าทายความหมิ่นเหม่นั้นด้วยการทำให้มัน ป๊อป! อย่างที่มิตรสหายท่านหนึ่งที่ดูด้วยกันว่ามันปาน โรมีโอ&จูเลียต เวอร์ชั่นของบาซ เลอห์มานน์ ยังไงหยั่งงั้น (ซีนที่เรากรี๊ดสลบและทำให้มันไปไกลสุดหล้ามากๆในแง่ของความเป็นหนังรักคือซีนตัดหัว ตัดหัวคนนึงแต่อีกคนตายไปพร้อมกันเลย กรี๊ดดดด)

และด้วยความที่มันเป็นเรื่องเล่าเช่นกัน การได้พบเห็นการผสมผสานของสิ่งผิดยุคในเรื่องคือสิ่งพิเศษที่เราชอบมาก อย่างที่บอกว่าพอมันกลายเป็นเรื่องเล่าที่สามารถถูกเล่าต่อๆกันไปมา ตัวบริบทบางอย่างมันก็อาจมีการถูกบิดหรือถูกดัดแปลงไปตามยุคสมัยและบริบท ณ เวลาที่เรื่องถูกเล่า ดังนั้นการที่เราได้เห็นสิ่งแปลกผิดยุคในหนังก็มีแนวคิดในแบบเดียวกัน แต่เพื่ออะไรละ ในที่นี้ก็เพื่อล้อกับแนวคิดของผู้คนที่มีต่อความรักแบบ incest นั้นเอง แนวคิดที่ยังคงยืนต้านท้าลมมากอย่างยาวนานแม้ว่าโลกจะหมุนไปกี่รอบแล้วก็ตาม

อย่างที่ตัวละครที่กลายเป็นวิญญาณได้บอกกับคนดูในตอนท้ายนั้นแหละว่าพวกเขายังอยู่ในทุกๆที่ในทุกๆสิ่งรอบตัวผู้คนเสมอ แม้นว่าลูกของพวกเขาจะกลายเป็นส่วนผสมของทั้งคู่ในร่างเดียวกันไปแล้วก็ตาม

15/11/15 – Arabian Night Vol2: The Desolate One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 3/5

แล้วปัญหาที่เราหวั่นไว้ก็บังเกิด เสียใจอ่านซับไม่ทันและไม่รู้คำศัพท์หลายคำเลย ฮือๆๆ เลยขอพูดถึงโดยรวมที่เราจับต้องได้และเข้าใจแล้วกัน

เรารู้สึกว่าภาคนี้มันเล่าเรื่องไปคนละแบบกับภาคแรกเลยแฮะ คือภาคแรกมันมีการยำเรื่องเล่าต่างๆเข้ากับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของโปรตุเกสได้แบบมีสีสันดีโดยกับจับเอามันมาผสมกับแบบหน้าตาเฉยอย่างนักการเมืองพบเจอกับพ่อมดหรือการเลือกตั้งที่มีไก่เป็นตัวละครหลักอะไรแบบนั้น ซึ่งเราก็สนุกในส่วนนั้นมากๆ แต่ในภาคนี้มันคือการตั้งในเล่าเรื่องไปเลย กล่าวคือไอ้ภาวะวิกฤษอะไรนั้นมันจะไม่ชัดแบบเห็นได้ด้วยตาเหมือนในภาคแรก แต่เป็นการเล่าเรื่องเพื่อการสะท้อนภาวะนั้นแทน

แต่ก็นะด้วยปัญหาของตัวเองอย่างที่บอกไปตอนต้น เราเลยเฉยๆแกมงงๆกับพาร์ตของชายแก่ แต่ชอบในพาร์ตหมาที่มันเศร้าจัง ส่วนพาร์ตที่ชอบที่สุดคือพาร์ตน้ำตาผู้พิพากษาที่เรารู้สึกว่ามันเล่าเหมือนภาคแรกที่เราชอบเลย แสบสันต์ กวนตีน เหมือนกัน เจ็บแสบและแสนเศร้ากับการพิพากษาที่เหมือนว่ายวนอยู่ในอ่างแบบไร้ทางออก(ที่อาจสะท้อนภาวะของประเทศโปรตุเกสไว้) เพียงแต่เปลี่ยนรูปจากภาพไปเป็นคำพูดแบบน้ำไหลไฟดับแทน

โอเค รอสรุปอีกทีหลังจบภาค 3

17/11/15 – Arabian Night Vol3: The Enchanted One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 4/5

กลายเป็นว่าพาร์ตนี้เป็นพาร์ตที่นิ่งที่สุด แม้ซีนแรกๆที่เหมือนเป็นตอนเกริ่นนำจะสวิงสวายบ้าง มีทั้งการซ้อนภาพ ทั้งตัวเรื่องที่เล่าเองหรือแม้กับซีนอันน่าจดจำสวยๆอย่างการร้องเพลงที่เราชอบมาก หรือกับซีนที่แทรกเข้ามาที่เป็นเรื่องเล่าแสนรัดทดของสาวชาวจีนกับคนรักที่ล้อไปกับภาพการประท้วงในโปรตุเกส แต่ส่วนทีเหลือของหนังคือการนำเข้าไปสู่สิ่งที่หนังต้องการ นั้นคือความสงบ ด้วยการเล่าเรื่องให้ใกล้เคียงกับการอ่านหนังสือมากที่สุด เรื่องราวของคนดักนก คนเลี้ยงนกและการประกวดเสียงร้องของนก ใช่ เสียงร้องของนกคือความสงบในรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นหนังจึงได้ลดการ narrative ที่มีมากมายในสองพาร์ตแรกลงแล้วเปลี่ยนมาขึ้น text แทน (อันนี้อ้างอิงจาก Q&A) อารมณ์ประมาณอ่านหนังสือท่ามกลางธรรมชาติอะไรแบบนั้นอันเป็นการฉีกตัวออกไปจากสองพาร์ตแรกไปเลย อย่างไรก็ตาม เรื่องรัดทดของสาวชาวจีนที่ขึ้นมาระหว่างเรื่องหรือกับเสียงเครื่องบินคอยเข้ามาบดบังเสียงนกร้องนั้นยังคงเป็นตัวย้ำสติให้คนดูไม่หลงตัวไปกับความสงบเหล่านั้นมากไป คอยดึงเตือนกระตุ้นให้กลับมามองภาพจริงในอีกด้านหนึ่ง ไม่กลายเป็นดั่งชายแก่ที่ติดกับดักนก

และหากพูดภาพโดยรวมของหนังทั้งสามภาคเราบอกได้เลยว่ามันสมบูรณ์แบบ ในที่นี้เราไม่ได้หมายความถึงหนังที่มันสะท้อนภาพบริบทประเทศของโปรตุเกสหรือวิกฤตยุโรปใดๆเพราะเราไม่มีความรู้มากนัก แต่เราหมายถึงความสมบูรณ์แบบในการเล่าเรื่องที่เรียกได้ว่าสุดขีดจริงๆ จะทั้งการยำใหญ่ใส่สารพัดในพาร์ตแรก ความเซอร์ซะแต่เด็ดขาดในพาร์ตสองและกับนิ่งอ้อยเอื่อยทั้งภาพและเสียงในพาร์ตนี้ โดยภาพรวมทั้งสามภาคเรารู้สึกว่าหนังมันค่อยๆลดระดับเรื่องเทคนิค ลดระดับการเล่าเรื่องลงมา อาการเหมือนคนที่มันค่อยๆเรียนรู้วิกฤตที่เข้ามาแล้วค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับวิกฤตนั้นให้ได้อะไรแบบนั้น

ยืนยันด้วยอีกเสียงว่าอยากดูสามตอนแบบรวดเดียวเลย แต่หากจะให้เรียงลำดับความชอบ ผลที่ได้ก็คงเป็น  1-3-2

ปล. ตอน Q&A โกเมซเล่าว่าแกทำหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อลูกสาวของแก โกเมซว่ามีวันนึงลูกสาวแกอยากให้แกซื้อของให้แต่แกไม่ซื้อ ลูกสาวแกก็เลยคิดว่า ออ! เพราะวิกฤตเศรษฐกิจแน่ๆเลยที่ทำให้พ่อต้องประหยัด โกเมซเลยเกิดความคิดที่จะอธิบายเรื่องวิกฤตนี้ให้ลูกฟังแต่ปัญหาคือตัวลูกสาวนั้นเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไรหนักๆพวกนี้ได้ โกเมซก็เลยคิดเรื่องทำหนังขึ้นมาเพื่อพูดถึงวิกฤตนี้ เพื่อให้ลูกสาวได้ดู ได้เรียนรู้และเข้าใจเมื่อโตขึ้นมากพอที่จะเข้าใจอะไรหนักๆได้แล้ว…จี๊ดใจจริงๆ

12240156_10153067815211650_5240340266062766616_n19/11/15 – A Day In The Life Of Anil Bagchi (Morshedul Islam/ Bangladesh/ 2015) – 3/5

นี่สิหนาที่เค้าเรียกว่า “ภาพยนต์ยังให้เกิดปัญญา” เพราะเราไม่รู้อะไรเลยถึงแบล็คกราวด์หรือบริบทใดๆของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตัวหนัง พอดูหนังจบเลยพยายามพูดคุยและรับฟังกับมิตรสหายเพิ่มเติมและกลับมาหาความรู้เพิ่ม

หนังเล่าอยู่บนเหตุการณ์การเข้ายึดบังคลาเทศของกองทัพปากีสถานเมื่อกลางปี 1971 ที่มุสลิมปากีฯดำเนินการจัดการกับชาวฮินดู ตัวเอกตามชื่อเรื่องเป็นคนฮินดูผู้จำเป็นต้องเดินทางกลับบ้านเกิดโดยระหว่างทางก็มีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมตลอดเวลา

เอาเข้าจริงความน่าสนใจก็อยู่ที่บริบทเหตุการณ์ในหนังนั้นแหละที่เราได้กลับมาเรียนรู้เพิ่มเติม มากกว่าเหล่าตัวละครในเรื่องที่เราไม่ค่อยมีอินเนอร์ร่วมนัก ทั้งตัวพ่อที่กล่าวแต่อะไรยี้ๆ ตัวลูกที่ซื่อเหลือเกินหรือกับตัวเพื่อนมุสลิมปากมากใจดี คือมันให้ภาพสวยๆอันแสนน่าเบื่อไปหน่อย ไม่ค่อยเหมาะกับคนสายดาร์คอย่างเราเท่าไหร่

19/11/15 – Videophilia (and Other Viral Syndromes) (Juan Daniel F. Molero/ Peru/ 2015) – 5/5

โอเค ขอยกให้มันคือ หนังเฮี้ยน ไปด้วยอีกเสียง มันบ้าคลั่งแบบไม่คณามือซึ่งที่มันเลอค่าและเราชอบมากคือการที่มันนำเอาสิ่งละอันพันละน้อยจากช่วงยุคแรกๆของการใช้อินเตอร์เนตมายัดใส่เอาไว้ ยุคที่ความเร็วเน็ตสูงสุดอย่างที่ 64K อย่างพวกสกรีนเซฟเวอร์เด็กเต้น ไอคอนแตกๆ หน้าต่างวินโดร์รุ่นเก่า เกมออนไลน์ยุคแรกๆ หรือแม้แต่หนังโป๊คุณภาพต่ำ เอามายำใหญ่ให้เมาให้บ้ากันไปข้าง

รวมไปถึงอาการของพวกสื่อวีดีโอคุณภาพต่ำ ในที่นี้คืออาการของสื่อดิจิตอลในช่วงแรกเริ่มที่มักมีอาการกระตุก ภาพล้มหรือภาพตัดข้ามไปแบบขัดๆ ซึ่งหนังนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ได้อย่างโครตดีโดยเฉพาะอาการภาพล้มที่เป็นการซ้อนกันของหลายๆเลเยอร์ที่นอกจากให้ภาพอันแสนวิปลาสแล้วมันยังทำให้รู้สึกถึงอาการของหนังและของตัวละครไปด้วยในคราเดียวกัน

โดยทั้งหมดดูเผินๆเหมือนหนังมันก็แค่อย่างจะทำเฮี้ยนทำแปลกแบบกลวงๆ แต่เปล่าเลยเพราะเมื่อเราสามารถจับเรื่องที่หนังมันเล่าได้แล้ว เราจึงได้พบกับภาพสะท้อน ภาพสะท้อนของโลกจริงและโลกเสมือนที่มีสื่ออย่างอินเตอร์เนตและวีดีโอเป็นตัวนำพา เพื่อทำการเลือนลางทั้งสองโลกให้จางลง บางลง แล้วนำไปวางไว้ในระนาบเดียวกัน

19/11/15 – Climas (Enrica Pérez/Peru, Colombia/ 2014) – 3/5

เรื่องราวของผู้หญิงสามรุ่น สามสถานะในสามสถานที่อของเปรูอันประกอบไปด้วยสาวน้อยในหมุ่บ้านต่างจังหวัดที่เมนส์เพิ่งมาแต่อยากได้คุณน้าชายสุดหล่อ, สาาวัยกลางคนชนชั้นกลางในเมืองลิมาที่มีอดีตจนไม่อยากมีลูกและกับคุณยายสูงวัยชนกลุ่มน้อยบนหุบเขากับความสัมพันธ์กับลูกชาย

ด้วยความที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อน (ไม่รู้แม้กระทั้งมันเป็นเรื่องแยกเป็น 3 เรื่อง) กระบวนการคิดในตอนดูจึงคือการพยามยามเชื่อมโยงเรื่องเข้าหากัน ซึ่งพอจบเรื่องแรกเข้าเรื่องที่สองเราก็ยังจับจุดได้อยู่ แต่พอมันตัดเข้าเรื่องที่สามเท่านั้นแหละ โครงสร้างที่สร้างขึ้นมาในหัวล่มสลายลงไปต่อหน้าต่อตา 555

แต่หากจะมองหาจุดร่วมที่พอมีอยู่บ้างก็คงเป็นเรื่องของผู้หญิงและการเมือง ผู้หญิงสามวัย สามสถานะ สามสถานที่ สามความต้อองการ ในแบล็คกราวด์ของการเมืองอย่างการเลือกตั้ง, การได้รับเลือกและการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งตามลำดับ (แต่ก็ยังหาจุดร่วมระหว่างสองสิ่งนี้ไม่ได้อยู่ดี ฮา)

เราชอบตอนแรกมากที่สุดเพราะมันลงตัวที่สุดและไปได้สุดทางของมัน ซีนสุดท้ายของตอนนี้เข้าขั้นดีมากๆสำหรับเราด้วยความที่มันเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่เกิดขึ้นในสายตาของเด็กสาว (เก็บเข้าทำเนียบซีนที่สุดแห่งปีนี้ไว้เลย)

22/11/15 – The Time to Live and the Time to Die (Hou Hsiao-Hsien/ Taiwan/ 1985) – 5/5

กล่าวตามสัตย์ การจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้สำหรับเราเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะเราไม่มีความสามารถจริงๆในการที่จะอธิบายความงดงามหมดจด ความละมุนละไมและอานุภาพด้วยพลังอันนิ่งงันที่ส่งผลต่อเราอย่างรุนแรง ยิ่งการได้พบว่าหนังมันเหมือนเป็นภาพสะท้อนกับชีวิตตัวเราเองด้วยมันเลยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ มันเหมือนกับการไปขุดเปิดหน้าดินที่เราฝังอะไรต่อมิอะไรในอดีตไว้ออกมาเล่าใหม่ ให้มาสะอื้นร่ำไห้ไปกับมัน แล้วพอออกจากโรงก็ฝังมันเข้าไว้เหมือนเดิมเพื่อรอให้กลับไปได้คิดถึงอีกเมื่อได้เจอสารกระตุ้นดีๆอย่างหนังเรื่องนี้ ดังนั้นการจะเขียนอะไรให้หนังเรื่องนี้เราว่าวีธีที่ดีที่สุดคือการเล่าเรื่องราวของตัวเองร่วมเข้าไปด้วย

จุดร่วมสองสิ่งที่เรารู้สึกร่วมกับหนังมากๆคือ

1. ความเป็นคนจีนโพ้นทะเล: ครอบครัวในเรื่องคือคนจีนที่ย้ายไปอยู่ในไต้หวันในช่วงเวลาที่คอมมิวนิสต์บุกจีน ในช่วงแรกมันเลยมีการพูดถึงความเป็นคนนอกกับสังคม ความรู้สึกผิดแปลกกับสภาพแวดล้อมพร้อมทั้งความไม่แน่นอนของชีวิตเพื่อการดำรงครอบครัวให้คงอยู่ ในหนังมันคือการเล่าเรื่องของคนจีนยุคเจน1และเจน2ที่เข้าไปในไต้หวัน ซึ่งตัวเรานั้นเป็นคนจีนเจนที่3 ที่เข้ามาในไทย เป็นเจนที่ยังทันเห็นแนวความคิดและชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในยุคแรกๆอยู่ ซึ่งในหนังมันก็เก็บความคิดและชีวิตเหล่านั้นได้ครบจนภาพในอดีตของเราป๊อปอับขึ้นมาตลอดเวลา ทั้งการเป็นเด็กที่เล่นโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นห่วง แนวคิดของความขยันเพื่ออนาคต การให้ความใส่ใจกับการเรียน การที่ผู้หญิงไม่มีโอกาสได้เรียนหรือกับการพบว่าพ่อคอยเก็บหอบรอบริบเงินเพื่อให้ครอบครัวมากกว่าตัวเอง มันคือความคิดบนแนวคิดของความไม่แน่นอน ความเป็นคนนอกที่ต้องต่อสู้เพื่อถีบระดับตัวเองขึ้นให้กลายเป็นคนใน ทั้งนี้โดยไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อครอบครัวและวงศ์ตระกูลมากกว่า อันเป็นสิ่งที่เราไม่เชื่ออีกแล้ว คนรุ่นเราอาจมีบ้างที่ยังคงความคิดแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่เรา การได้พบเห็นเรื่องแบบนี้ในหนังเรื่องนี้มันเลยทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาตอนนั้น

ซีนที่ดีที่สุดของจุดนี้คือซีนที่อาม่าพออาโฮไปกินน้ำแข็งไสแล้วถามเจ้าของร้านถึงสะพาน Mekong ในเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ที่อาม่าอยากกลับไป ซึ่ง(ถ้าฟังไม่ผิด)อาม่าใช้ภาษาจีนกลาง ส่วนเจ้าของร้านใช้ภาษาจีนแต้จิ๋ว มันเลยเกิดการไม่เข้าใจกันขึ้น ซีนนี้จบลงที่รอยยิ้มของอาม่ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย

2. ความตาย: ความตายทั้งมวลคือหมุดหมายของการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ผู้จากไปส่งไม้ต่อให้ผู้ที่ยังอยู่ สืบทอดผ่านการเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น การตายทั้งสามของพ่อ-แม่-อาม่าในหนังก็คือเรื่องเดียวกัน จริงๆไม่อยากจะพูดประโยคน่าเบื่อๆที่ว่า “ความตายมันเจ็บปวดแต่ทำให้เราได้เรียนรู้และโตขึ้น” แต่เพราะมันจริงมากและใครไม่เคยประสบเจอเองกับตัวคงไม่เข้าใจ (อันนี้อ้างอิงจากตัวเองเลยที่ไม่เคยเข้าใจผลของความตายของผู้อื่นมากเท่าความตายของคนที่เรารัก)

ในชีวิตเราก็ผ่านเรื่องความตายมาสามครั้งเหมือนกัน ในตำแหน่งตัวละครที่เหมือนกัน เพียงแต่ต่างที่ลำดับ อาม่า-แม่-พ่อ เราเห็นตัวละครมันเจ็บมากแต่มันก็เติบโตขึ้นมาเหมือนตัวเรา เราเรียนรู้การอยู่กับความตายเหมือนกัน แต่ที่เรารู้สึกกับมันมากที่สุดก็คือการตายของแม่ การร้องไห้แบบหยุดไม่ได้ในงานศพแม่ของอาโฮทำให้เราคิดถึงตอนเราร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้หน้าศพแม่ตัวเอง

ซีนทีดีที่สุดในจุดนี้คือซีนการนับเงินช่วยเหลืองานศพแม่ จดบันทึกว่าใครให้มาเท่าไหร่เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้ให้กลับคืนเค้าไป ซีนนี้มันย้ำกับเราว่าคนตายมันส่งผลกับคนที่ต้องอยู่ต่อแค่ไหน

เราคงไม่มีอะไรจะเขียนมากไปกว่านี้แล้ว นอกเสียจากว่านี่คือหนึ่งในหนังที่สำคัญที่สุดของชีวิตตัวเราเองอีกหนึ่งเรื่อง เขียนๆหยุดๆเพราะมันจะร้องไห้ตลอดเวลา

22/11/15 – Tag (Sion Sono/ Japan/ 2015) – 2/5

 อุเบกขาเหลือขณา เปิดเรื่องมาก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่พอเรื่องมันไม่ไปไหน มัวแต่ยัดความโกลหลเข้าไปแล้วก็ยืดเวลาไปเรื่อยๆเพื่อปิดบังปริศนาหนึ่งเดียวเอาไว้ตอนท้าย กะว่าจะให้โจ๊ะกับฉากเฉลยให้คนดูหงายหลังไปเลย แต่ขอโทษ เปล่าเลย มันสามารถเดาได้ตั้งนานแล้วแถมเป็นประเด็นที่เก๊าเก่า โอเคล่ะ ประเด็นนี้มันอาจเวิร์คเมื่อมองในแว่นของประเทศญี่ปุ่น แต่มันก็ไม่คมคายอยู่ดี คือเล่นแบบซื่อๆน่าเบื่อ

แม้ความบ้าระห่ำของโซโนะยังมาครบ แต่พอมันไม่มีแก่นที่น่าสนใจมากพอ มันก็กลายเป็นหนัง “งั้นๆ” ไปอีกเรื่องหนึ่ง

คิดถึงหนังสมัยแรกๆของแกจัง

22/11/15 – Suffragette (Sarah Gavron/ UK/ 2015) – 2/5

 จะว่าไปมันก็คือ Salma ของปีที่แล้วแหละ หนังที่มันพูดถึงการเรียกร้องสิทธิ์มนุษย์ ในที่นี้คือสิทธิ์ของสตรีในอังกฤษช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆทางกฏหมาย Suffragette คือกลุ่มที่ลุกขึ้นมาต่อต้านและต่อสู้กับกฏหมายเหล่านนั้นเพื่อสิทธิ์ของสตรี

หากถามว่ามันทำสำเร็จในประเด็นที่ต้องการสื่อหรือไม่ คำตอบคือสำเร็จลุล่วง แต่หากว่าในแง่ของการเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง เราว่ามันยังไม่ใช่ หนังมันยังขาดเรื่องความซับซ้อนของตัวบุคคลและต่อเหตุการณ์ มันลดทอนความซับซ้อนตรงนั้นลงไปจนกลายเป็นหนังที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่มันต้องการจะประกาศบอก โยนเหตุให้ตัวละครแบบโต่งๆเพื่อให้ทำการใดๆที่ส่งผลต่อตัวเรื่อง ซึ่งพอเราไม่แนบเคียงกับตัวละคร กับเหตุการณ์ ไคลแม็กซ์ของหนังเลยไม่มีพลังเลยสำหรับเรา

มัลลิแกน ดีงามได้สุดที่เธอทำได้แล้ว ซีนบอกให้ลูกจำชื่อตัวเองนี่ดีมาก ส่วนป้าเมอรีลนี่แกคงกะจะหวังเปรี้ยงแบบป้าจูดี้ เดนท์ใน Shakespeare in Love เลยมั๊ง แต่เสียใจด้วยที่มันเทียบกันไม่ได้เลย

ถ้ายังไม่เคยดู Salma ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู Salma อาจดีกว่า เพราะเราให้ภาษี Salma มากกว่าหนังเรื่องนี้เกือบเท่าตัว

28/11/15 – Dust In The Wind (Hou Hsiao-Hsien/ Taiwan/ 1986) – 5/5

งดงามอีกแล้ว เสียดายที่ช่วงเวิร์ลเฟิล์มที่ผ่านมาแผนผิดไปหมด ทำให้พลาดหนังเรื่องนี้ในโรง เสียดาย เสียดายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ตราบาปๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เหมือนเดิม เราไม่รู้ว่าจะพรรณาความงดงามของหนังอย่างไรให้สมเกียรติ์ เหมือนกับ A City of Sadness และ The Time to Live, The Time to Die ของคุณลุงโหวที่เรารู้สึกแบบเดียวกัน มันยากมากที่จะอธิบายหนังที่มันเล่าเรื่องนิ่งๆเรียบๆเรื่องนี้ที่มันพูดถึง “รักครั้งแรกในอดีตที่เราจดจำได้อยู่เสมอ” มันละเมียดละไมแต่ร้าวลึก และเราคิดว่าเราเห็นสิ่งที่น่าจะเป็นลายเซ็นของลูงโหวชัดขึ้น นั่นคือการให้ความใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในหนัง อาทิ การพยายามกางจอหนังกลางแปลงต้านสายลม กระดาษที่วัดรอยเท้าของครอบครัวหรือกับซีนจบที่เหมือนไม่มีอะไรแต่ทำเราคนดูน้ำตาซึมไปแล้ว

นอกจากการที่มันพูดถึงรักแรกแล้ว อีกส่วนที่เรารักมากของหนังคือการที่มันพูดถึงความทรงจำในอดีต หนังเรื่องนี้คือเรื่องราวของหนึ่งในคนเขียนบท รักแรกที่เขาไม่เคยลืม รวมไปถึงความทรงจำของเมืองและชนบทของไต้หวัน ซึ่งในแง่นี้เราได้สเปเชียล ฟีเจอร์ในแผ่นหนังที่ดูมาช่วยขยายความได้อย่างวิเศษมากๆ

29/11/15 – Naked Ambition 3D (Kung-Lok Lee/ HK/ 2014) – 2/5

เคละ อย่างน้อยหนังมันก็รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่แล้วก็มุ่งไปสู่จุดนั้นเลย เอาเรื่องรอม-คอมมาเป็นหลักยึดไว้หน่อย ที่เหลือก็ลงประเด็นไปที่วงการหนัง AV ญี่ปุ่นไป ซึ่งมันก็เสิร์ฟสิ่งที่คนดูต้องการจะดูได้ครบเท่าที่เรตหนังจะให้ได้ การจะคาดหวังอะไรมากกว่านั้นคงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก เพราะแค่คิดว่าการเป็นพระเอกหนัง AV ญี่ปุ่นชื่อดังก็นึกไม่ค่อยออกแล้วล่ะ

อนึ่ง การที่มันพยายามพูดถึงหนัง AV หลายๆแนวในหนังเรื่องนี้ ทำให้เราคิดถึงหนังรหัส GGG ของค่าย PRESTIGE ซึ่งสนุกกว่าเห็นๆ อุ๊บ!

Advertisements