The Time to Live and the Time to Die: จีนโพ้นทะเลและความตาย

The Time to Live and the Time to Die (Hou Hsiao-Hsien/ Taiwan/ 1985)

j4tTtnu6Ex4b3Ls420l5yGCI8B5

กล่าวตามสัตย์ การจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้สำหรับเราเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะเราไม่มีความสามารถจริงๆในการที่จะอธิบายความงดงามหมดจด ความละมุนละไมและอานุภาพด้วยพลังอันนิ่งงันที่ส่งผลต่อเราอย่างรุนแรง ยิ่งการได้พบว่าหนังมันเหมือนเป็นภาพสะท้อนกับชีวิตตัวเราเองด้วยมันเลยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ มันเหมือนกับการไปขุดเปิดหน้าดินที่เราฝังอะไรต่อมิอะไรในอดีตไว้ออกมาเล่าใหม่ ให้มาสะอื้นร่ำไห้ไปกับมัน แล้วพอออกจากโรงก็ฝังมันเข้าไว้เหมือนเดิมเพื่อรอให้กลับไปได้คิดถึงอีกเมื่อได้เจอสารกระตุ้นดีๆอย่างหนังเรื่องนี้ ดังนั้นการจะเขียนอะไรให้หนังเรื่องนี้เราว่าวีธีที่ดีที่สุดคือการเล่าเรื่องราวของตัวเองร่วมเข้าไปด้วย

จุดร่วมสองสิ่งที่เรารู้สึกร่วมกับหนังมากๆคือ

1. ความเป็นคนจีนโพ้นทะเล: ครอบครัวในเรื่องคือคนจีนที่ย้ายไปอยู่ในไต้หวันในช่วงเวลาที่คอมมิวนิสต์บุกจีน ในช่วงแรกมันเลยมีการพูดถึงความเป็นคนนอกกับสังคม ความรู้สึกผิดแปลกกับสภาพแวดล้อมพร้อมทั้งความไม่แน่นอนของชีวิตเพื่อการดำรงครอบครัวให้คงอยู่ ในหนังมันคือการเล่าเรื่องของคนจีนยุคเจน1และเจน2ที่เข้าไปในไต้หวัน ซึ่งตัวเรานั้นเป็นคนจีนเจนที่3 ที่เข้ามาในไทย เป็นเจนที่ยังทันเห็นแนวความคิดและชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในยุคแรกๆอยู่ ซึ่งในหนังมันก็เก็บความคิดและชีวิตเหล่านั้นได้ครบจนภาพในอดีตของเราป๊อปอับขึ้นมาตลอดเวลา ทั้งการเป็นเด็กที่เล่นโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นห่วง แนวคิดของความขยันเพื่ออนาคต การให้ความใส่ใจกับการเรียน การที่ผู้หญิงไม่มีโอกาสได้เรียนหรือกับการพบว่าพ่อคอยเก็บหอบรอบริบเงินเพื่อให้ครอบครัวมากกว่าตัวเอง มันคือความคิดบนแนวคิดของความไม่แน่นอน ความเป็นคนนอกที่ต้องต่อสู้เพื่อถีบระดับตัวเองขึ้นให้กลายเป็นคนใน ทั้งนี้โดยไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อครอบครัวและวงศ์ตระกูลมากกว่า อันเป็นสิ่งที่เราไม่เชื่ออีกแล้ว คนรุ่นเราอาจมีบ้างที่ยังคงความคิดแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่เรา การได้พบเห็นเรื่องแบบนี้ในหนังเรื่องนี้มันเลยทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาตอนนั้น

ซีนที่ดีที่สุดของจุดนี้คือซีนที่อาม่าพออาโฮไปกินน้ำแข็งไสแล้วถามเจ้าของร้านถึงสะพาน Mekong ในเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ที่อาม่าอยากกลับไป ซึ่ง(ถ้าฟังไม่ผิด)อาม่าใช้ภาษาจีนกลาง ส่วนเจ้าของร้านใช้ภาษาจีนแต้จิ๋ว มันเลยเกิดการไม่เข้าใจกันขึ้น ซีนนี้จบลงที่รอยยิ้มของอาม่ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย

2. ความตาย: ความตายทั้งมวลคือหมุดหมายของการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ผู้จากไปส่งไม้ต่อให้ผู้ที่ยังอยู่ สืบทอดผ่านการเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น การตายทั้งสามของพ่อ-แม่-อาม่าในหนังก็คือเรื่องเดียวกัน จริงๆไม่อยากจะพูดประโยคน่าเบื่อๆที่ว่า “ความตายมันเจ็บปวดแต่ทำให้เราได้เรียนรู้และโตขึ้น” แต่เพราะมันจริงมากและใครไม่เคยประสบเจอเองกับตัวคงไม่เข้าใจ (อันนี้อ้างอิงจากตัวเองเลยที่ไม่เคยเข้าใจผลของความตายของผู้อื่นมากเท่าความตายของคนที่เรารัก)

ในชีวิตเราก็ผ่านเรื่องความตายมาสามครั้งเหมือนกัน ในตำแหน่งตัวละครที่เหมือนกัน เพียงแต่ต่างที่ลำดับ อาม่า-แม่-พ่อ เราเห็นตัวละครมันเจ็บมากแต่มันก็เติบโตขึ้นมาเหมือนตัวเรา เราเรียนรู้การอยู่กับความตายเหมือนกัน แต่ที่เรารู้สึกกับมันมากที่สุดก็คือการตายของแม่ การร้องไห้แบบหยุดไม่ได้ในงานศพแม่ของอาโฮทำให้เราคิดถึงตอนเราร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้หน้าศพแม่ตัวเอง

ซีนทีดีที่สุดในจุดนี้คือซีนการนับเงินช่วยเหลืองานศพแม่ จดบันทึกว่าใครให้มาเท่าไหร่เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้ให้กลับคืนเค้าไป ซีนนี้มันย้ำกับเราว่าคนตายมันส่งผลกับคนที่ต้องอยู่ต่อแค่ไหน

เราคงไม่มีอะไรจะเขียนมากไปกว่านี้แล้ว นอกเสียจากว่านี่คือหนึ่งในหนังที่สำคัญที่สุดของชีวิตตัวเราเองอีกหนึ่งเรื่อง เขียนๆหยุดๆเพราะมันจะร้องไห้ตลอดเวลา

 

5/5

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s