ตุลา’15 กับหนังที่ได้ดู

01/10/15 – A Real Young Girl (Catherine Breillat/ France/ 1976) – 2/5

– หนังเรื่องแรกของ แคทเธอรีน เบรลญาต์ ที่ทำเรื่องแรกก็แรงและโดนแบนเลยในหลายประเทศรวมถึงประเทศบ้านเกิด กว่าจะได้ฉายจริงๆก็ล่อเข้าไปปี 2000 หนังมันว่าด้วยอารมณ์และความต้องการทางเพศของสาวแรกแย้มวัย 14ปี

– ไม่รู้ว่าเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไปหรือเปล่าที่ทำให้เราเฉยชากับหนังพอควร ประเด็นของหนังมันไม่ได้รุนแรงอะไรเว้นเสียแต่ภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมาที่ก็เต็มตากันจนแทบทะลุ

– และด้วยความที่หนังมันพูดถึงอารมณ์และความต้องการ หนังมันเลยเต็มไปด้วยฉากคนึงคิดกับจินตภาพทั้งแบบตรงไปตรงมาและมาแบบสัญญะต่างๆมากมายยยยยย

– การวางตำแหน่งหน้าที่ตัวแทนของสัตว์ในเรื่องนี่น่าสนใจดี ทั้งไก่ หมูป่า หรือแม้แต่แมลงวันที่แม้จะซื่อตรงไปหน่อยแต่เราชอบ

08/10/15 – The Tribe (Miroslav Slaboshpitsky/ Ukraine, Netherlands/ 2014) – 4.5/5

ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไรกับความช็อคและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเรื่องซักเท่าไหร่ ภาพรวมสำหรับเราอยู่ในเกณฑ์ “เฉยๆ” เสียด้วยซ้ำเนื่องด้วยเพราะหนังที่มันทำร้ายจิตใจคนดูอันเป็นหนังแบบที่เราชอบนั้นมันมีหลายๆเรื่องที่ทำได้ดีและไปได้ไกลกว่ามากๆ มากเสียจนเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดามากๆสำหรับเรา

แต่เพราะองค์ประกอบหนึ่งที่หนังตั้งใจเสนอมันออกมาคือการทำเป็นหนังที่ไม่มีบทพูด ไม่มีซับไตเติ้ล เป็นหนังของกลุ่มคนใบ้โดยที่ไม่มีสิ่งอื่นใดมาช่วยอธิบายบทสนทนาผ่านภาษามือหรืออธิบายความคิดในการกระทำการใดๆของตัวละครเลย กอปรกับการที่หนังมันชื่อ The Tribe มันเลยกลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้มันได้กลายมาเป็นการติดตามดูชีวิตของผู้คนกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มที่เราไม่สามารถเข้าใจใดๆได้นอกเสียจากการนำการกระทำต่างๆของพวกเขาเหล่านั้นมาผ่านวิธีคิด วิเคราะห์และแยกแยะด้วยตัวกรองอย่างประสบการณ์ของผู้ดูอย่างเราเอง

และส่วนที่เราพบว่ามันเจ็บแสบเหลือแสนมากๆคือการที่ได้พบว่า “ความรุนแรง” คือ “ภาษา” อันเป็นสากล ที่ผู้คนทั่วทั้งโลกเข้าใจได้มากกว่ามนุษย์ด้วยกันเสียอีก เราไม่เข้าใจพวกเขา แต่เราเข้าใจดีในความนรุนแรงที่เกิดขึ้นในหนัง

ดังนั้นพอเรามองเห็นแง่นี้แล้ว ความตั้งใจถ่ายแบบลองเทคยาวๆและการปล่อยฉากชวนช็อคให้นานแสนนั้นนั้นจึงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูง ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าเราจะตระหนักเห็นหรือเปล่าว่าเราจะสามารถจัดการกับความรุนแรงเหล่านั้นอย่างไร

ปล. ดีใจที่หนังแบบนี้ได้เข้าฉายโรงในระบบปกติ การได้ดูหนังแบบนี้ด้วยเงื่อนไขแบบนี้เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นบ่อยๆจนเป็นปกติในประเทศนี้จริงๆ

11/10/15 – เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ (ชยนพ บุญประกอบ/ ไทย/ 2015) – 3.5/5

ดูก่อนไปฮ่องกง ถึงตอนนี้เริ่มเลือนๆไปแล้ว

หนังสนุกแบบเพลินไปเรื่อยๆจนจบ ก็ต้องยอมรับความเก่งกาจของ GTH และ ผกก แหละที่ทำหนังที่มีหน้าหนังบ้าๆบอๆยากจะเชื่อให้ออกมาให้สนุกและยอมรับได้

เอาจริงๆเราไม่ได้อินหรือมีการรับรู้ถึงการใช้กิมมิคแบบการ์ตูนหรือในเรื่องของฐานันดรต่างๆในเรื่องเท่าไหร่ แต่ก็โชคดีไปที่หนังได้การแสดงดีๆของ 4 พระนางอันมาในบทที่มันเรียกสเน่ห์ได้แบบสบายๆ เราเลยโอเคกับหนังพอประมาณ

ชอบทุกพาร์ตที่มันเป็นการ์ตูนมากๆ เป็นการบ่งบอกความคิดของตัวละครได้แบบน่ารักน่าชัง

ถึงที่สุด สิ่งที่เราจดจำได้จนมาถึงตอนนี้คือประโยค “โร๊ดตู๊กตู๊กกกกกกก”

16/10/15 – Goodbye Mr. Loser (Yan Fei, Peng Damo/China/ 2015) – 3/5

ตอนอยุ่กว่างโจว บังเอิญเจอโรงหนัง เลยไม่พลาดที่จะลอง เรื่องนี้มีรอบพอดี ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถสื่อสารกับคนขายตั๋วได้เลย รอบแรกเดินเข้าไปจองก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เลยออกมาถ่ายรูปโปสเตอร์หนังแล้วเข้าไปซื้อตั๋วใหม่ สรุปได้ตั๋วโดยไม่ต้องพูดซักคำ

หนังทำเงินในจีนเป็นอันดับ 3 ของปีนี้ มันเป็นหนังรอม-คอมจากจีนที่ว่าถึงคู่ผัว-เมียที่รู้จักกันมาตังแต่สมัยเรียน ซึ่งนานมากจนตอนนี้กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันไป แล้วหนังก็พาเรากลับย้อนยุคไปในสมัยเรียนมัธยมของพวกเขา ในยุค 90 ยุคที่ไมเคิล แจ๊คสันยังไม่ตาย ยุคที่หนังไทเทนิคออกฉาย (ซึ่งมันบอกทำไมก็ไม่รู้) เพื่อสร้างเรื่องให้ตัวละครมันสามารถกลับไปปรับเปลี่ยนอดีตได้ แต่ผลสุดท้ายหนังมันออกมาท่าไหนก็คงเดาๆกันได้แหละ

ตามตรงคือหนังมันคลิเช่แบบสุดๆแหละ แต่อาจเพราะบรรยากาศในโรงใหม่ๆ แอ็คของคนดูแบบใหม่กระมั๊งที่ทำให้เราเพลินกับหนังไปได้ตลอด ขำไปได้เรื่อยๆ

19/10/15 – Our Times (Chen Yu Shan/ Taiwan/ 2015) – 4.5/5

หนังเรื่องนี้ทำให้ไอ้หนังที่ได้ดูก่อนหน้า (Goodbye Mr. Loser) กลายเป็นหนังห่วยไปเลย มันว่าด้วยเรื่องของการเล่าอดีตของตัวละครทั้งคู่แต่เรื่องนี้พลังทำร้ายล้างสูงระดับปรอทข้ามเขตแดง แล้วก็ไม่รู้ทำไปบรรดาหนังรักทั้งหลายที่เราเคยดูมักจะมีอีหนังจากประเทศไต้หวันนี่แหละที่มีพลังพิเศษบางอย่างที่แม้หนังมันจะน้ำเน่าเรียกพ่อขนาดนั้น มันก็ยังสามารถหาทางรอดออกไปและจูงคนดูให้ร่วมแหวกว่ายไปกับบรรดาเรื่องราวเน่าๆนั้นได้แบบไม่รู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวอะไรเลยแถมยังสอยหมัดใส่หน้าเราได้แบบรัวๆโดยที่เรายังยิ้มแก้มปริ่มได้อยู่ทั้งๆที่หน้านี่อาบเลือดไปแล้ว

เล่าเรื่องราวสั้นละกันเพราะมันไม่มีอะไรเท่าไหร่ หนังมันเล่าเรื่องราวของสาวนางหนึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแต่กลับสอบตกในเรื่องอื่นๆ แล้วหนังก็พาเราย้อนกลับไปในยุคที่เธอยังเรียนมัธยมปลาย ไปดูว่าเหตุใดเธอถึงเดินมาถึงจุดนี้ได้ ยุคที่ลุคของเธอโครตเห่ย ไปแอบรักหนุ่มหล่อดาวมหาลัยโดยมีไอ้หนุ่มหน้าหล่อใจนักเลงมาคอยช่วยเหลือ เรื่องราวที่เหลือก็คงพอๆเดาๆกันได้  อย่างที่บอกว่าหนังมันเน่า ดังนั้นมันจะไม่มีอะไรเกินกว่าที่คาดไว้หรอก แต่เดี๋ยวก่อน อีสิ่งที่มันอยู่นอกเหนือเส้นเรื่องตะหากที่มันจี๊ด

แรกสุดคือการนอสทาเจียยุค 90 (อีกแล้ว) ยุคที่กฏระเบียบในโรงเรียนยังไม่มักโดนท้าท้าย ยุคที่ความเฮียบของฝ่ายปกครองคือสิ่งน่าหวาดกลัว ยุคของลานสเก๊ตสี่ล้อ วอร์คแมนกับเทปคาสเซ็ต ยุคที่มีเพลงแบบลิ้นกับฟัน ยุคที่หนังฮ่องกงเฟื่องฟูและอีนางเอกก็คลั่งไคล้หลิวเต๋อหัวแบบสุดฤทธิ์ ซึ่งหนังมันก็เอาบรรยากาศแบบนี้มาใส่และล้อกับตัวเรื่องให้เราได้คนึงครวญ เอาจริงๆเส้นเรื่องของครูเฮียบๆนี่มันออกจะโง่ๆด้วยซ้ำแต่พอเรามองด้วยสายตาแบบยุคนั้นเรากลับเห็นว่ามันใช่มาก หรือกับจดหมายเวียนที่หนังเอามาใส่ในเรื่องได้อย่างลงตัวและดีงามสัดๆๆ (แต่ในอีกแง่เด็กยุคใหม่อาจไม่อินกับสิ่งพวกนี้ก็ได้นะ อันนี้คิดเอง)

สองคือตัวละครและนักแสดง ทำไมพวกมึงชามมิ่งกันขนาดนี้!!!!! อีพระเอก Wang Da Lu ก็หล่อฉิบหาย บทก็ส่งฉิบหาย ส่วนน้องนางเอก Sung Yuhua นี่คือ วิเวียน ชู กลับชาติมาเกิดใช่ไหม? ซีนเปิดตัวลุคใหม่ทำกูละลายคาเก้าอี้เลยสึด! (แล้วชื่อภาษาอังกฤษของน้องเขาก็ Vivian Sung ด้วย กี๊ดดดดด) นี่ถ้าเหล่านักแสดงไม่สามารถจับใจคนดูได้หนังคงได้ตายห่านแน่ๆเพราะด้วยตัวเรื่องที่มันไม่ค่อยอยากจะเอาใจช่วยตั้งแต่แรกอยุ่แล้ว แต่พวกมึงผ่านหมด ดีจริงๆ

และสามเราคิดถึงหนังอย่าง เมย์ไหนฯ กับ You Are the Apple of My Eye มันมีหลายๆอย่างคล้ายคลึงกับมากทีเดียว ทั้งเส้นเรื่องและความเน่าๆที่ดีของมัน ซึ่งดี

เอาล่ะ! หนุ่มสาวยุคอัลเตอร์ฯทั้งหลาย หนุ่มๆที่เคยสะสมรูปโป๊วิเวียน ชู พร้อมด้วยแฟนคลับพี่หลิวทั้งมวล เราเชื่อว่านี่คือหนังของพวกเราล่ะ

ปล. ซีนเปิดตัวตัวละครลับนี่ในโรงที่ดู (Cinema Alegria ที่มาเก๊า) กรี๊ดกันสนั่น สนั่นจนกูตกใจแทน รู้ว่าของเขาดังแหละแต่พอได้พบกับเหตุการณ์นี้กับตัวเองก็เชื่อสนิทใจเลย

ปลล. แนะนำว่าอย่าดูตัวอย่างเลยจะดีที่สุดนะ ดูไปหนังเลย ไม่รู้อะไรเลยจะฟินสุดๆ

20/10/15 – Infernal Affairs I (Andrew Lau, Alan Mak/ HK/ 2002) – 4/5

เอามาดูอีกรอบโดยกะว่าจะดูแบบ 3 ภาครวดเลย (อายมากที่จะบอกว่าภาค 2 และ 3 เรายังไม่เคยดูเลย) ผลก็คือความสนุกสัดๆตามฉบับหนังตำรวจจับผู้ร้ายของฮ่องกงแท้ๆ หักเหลี่ยมเฉียนคมพลิกเกมไปมา ทั้งๆที่เคยดูมาก่อนแล้ว รู้เรื่องมาก่อนแล้วแต่ก็ยังรู้สึกสนุกไปกับหนังอยู่ดี เก่งจริงๆ ไม่แปลกเลยที่หนังมันบูมมากจนคนหันมาสนใจหนังฮ่องกงอีกครั้งในช่วงเวลาที่มันเข้าฉาย

ไว้จะเขียนถึงรวมๆอีกทีหลังจากดูครบไตรภาคแล้ว

อนึ่ง ชอบซีนร้านเครื่องเสียงในช่วงแรกมากๆ มันฉลาดและคมคามดีจริงๆ

28/10/15 – Vanishing Point (จักรวาล นิลธำรงค์/ ไทย/ 2015) – 4/5

ตอนดูรู้สึกตลอดเวลาว่าหนังไทยแท้ๆที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยและความเป็นสากลไปด้วยพร้อมกันได้นั้นน่าจะเป็นแบบหนังเรื่องนี้แหละ เรารู้สึกว่าหนังมันดูเป็นสากลมากๆในขณะเดียวกับที่มันก็ดูเป็นไทยมากๆด้วย มันมีเรื่องศาสนา เรื่องพระ เรื่องสัจธรรมอยู่ในนั้นพร้อมพ่วงไปกับเรื่องราวความต่างของเจนเนเรชั่น แก๊ปของวัยของตัวละครลูกจีนอพยพหรือกับภาพแบบสังคมไทย การทำแผนของตำรวจหรือกับบรรยากาศแบบเอ๊กโซติกที่ปกคลุมทั้งเรื่องซึ่งเราพบว่ามันเข้าขาและลงตัวดีมากๆ (โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอันเป็นความคิดแบบสากลที่พุทธศาสนาแบบไทยๆก็พูดถึง)

เลยไม่แปลกอะไรที่เราจะรู้สึกไปถึงหนังของพี่เจ้ยที่นอกจากความเป็นไทยแบบสากลที่ว่าแล้ว มันยังใช้การโยงแต่ละภาพแต่ละซีนเข้าด้วยกันแบบหลวมๆ จางๆ แบบที่เราไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าเรื่องที่เราผูกอยู่ในหัวนั้นมันคือเรื่องจริงหรือเปล่า? เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือภาพจริงหรือแค่ภาพฝัน รวมไปถึงความสัมพันธ์ของตัวละคร

ส่วนที่เราชอบมากๆของหนังเรื่องนี้ 2 ส่วนหลักๆคือ

1. เรื่องของเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตำรวจตระเวนชายแดนที่พลัดผลูมาเป็นช่างตัดผม, เรื่องเล่าของโรงแรมอารยะ, เรื่องเล่าของครอบครัวชาวจีนของผู้เป็นพ่อหรือกับเรื่องเล่าทางโลกของพระ(เรื่องนี้และซีนนี้น่าตื่นตะลึงมากๆ) นอกเหนือไปจากการนำเรื่องเล่าเหล่านี้มาผูกเป็นเรื่องเพื่อการสนองตอบความเข้าใจของตัวเอง หรือการนำพาไปพบกับเรื่องของเวลาและการเปลี่ยนแปลงแล้ว มันยังสามารถนำพาหนังไปได้ในอีกมิติหนึ่ง มิติที่อยู่นอกเหนือจากภาพที่เห็น กล่าวคือมันได้กลายเป็นเรื่องเล่าแบบโดดๆที่ทำให้เห็นบริบทที่ต่างออกไปจากตัวหนังหรือจากตัวละคร มันสามารถเป็นเรื่องเล่าที่มีชีวิตเป็นของตัวเองก็ได้ มีภาพเป็นของตัวเองโดยที่คนดูสร้างมันขึ้นมา อันไม่จำเป็นต้องเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง มันเพียงแต่สัมผัสกันเพียงแผ่วเบา

2. คือเรื่องความผสมปนเปของยุคสมัยกับสิ่งต่างๆทีเกิดขึ้นในเรื่อง เราไม่รู้ว่ามันคือความตั้งใจของหนังหรือเปล่าที่มันมีสิ่งต่างๆสับสนปนเปกันไปหมด ทั้งเรื่องของสถานที่ๆเรารู้ว่ามันคือต่างจังหวัด แต่มันใกล้กรุงเทพและมีแม่น้ำแถมมีประเพณีที่เปิดเพลงทั้งของทางเหนือและทางอีสาน อันทำให้เราระบุชัดไม่ได้ว่าที่นี่คือที่ไหน หรือกับสิ่งของต่างๆในเรื่อง เราได้พบเห็นเทป VHS รถเก่าๆพังๆ หรือกับซ่องในโรงแรมแบบในหนัง ในเวลาเดียวกันกับการเห็นรถรุ่นใหม่ๆ มือถือรุ่นใหม่ๆที่ทำให้เราไม่สามารถระบุยุคสมัยได้ มันเลยกลายเป็นว่าโลกในหนังมันเป็นโลกที่เหมือนถูกเซ๊ตอับขึ้นมาใหม่ให้อยู่เหนือตัวสถานที่และเวลาอันเป็นความประหลาดที่เราชอบมาก

แล้วพอมาพิจารณากับชื่อหนัง Vanishing Point เราก็ค้นพบว่ามันคือเส้นเรื่องอันเจือจาง เรื่องเล่าที่สัมผัสกันอย่างแผ่วเบาและความปนเปของยุคที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้แหละ

ปล. หนังเรื่องนี้ต้องดูในโรงเท่านั้น World Film ในเดือนหน้ามีฉายด้วย อย่าได้พลาดเด็ดขาด

31/10/15 – Kinatay (Brillante Mendoza/ Philippines/ 2009) – 4.5/5

ไอ้ตอนแรกเราก็คิดว่ามันเป็นหนังปัญหาชีวิตครอบครัวชนชั้นล่างชาวฟิลิปปินส์ทั่วไปเพราะมันเริ่มด้วยการถ่ายสภาพบ้านเรือนคนชั้นล่างในมะนิลา พบกับความแออัด ความวุ่นวายและความรีบเร่งก่อนจะนำคนดูไปหาตัวซับเจกที่เป็นหนุ่มนักเรียนตำรวจผู้มีพร้อมทั้งเมียและลูกแล้วและกำลังจะไปจดทะเบียนแต่ง จากนั้นหนังมันก็พาให้ไปเห็นความต่างของชนชั้นเมื่อญาติคนหนึ่งปรากฏกายที่มากับรถยนต์และความป๊าเลี้ยงข้าวทั้งครอบครัวอันมาพร้อมกับการจกเงินทิปไปให้เพื่อนแบบหน้าตาเฉยแล้วก็ไปเรียนตามปกติ

แต่แล้วเมื่อตะวันดับลง หนังมันก็พลิกด้านไปเลย กลายเป็นว่าไอ้หนุ่มนักเรียนตำรวจแม่งอยู่ในแก็งค์รีดไถค่าคุ้มครอง แล้วหนังมันก็พาคนดูถลำลึงไปกับไอ้หนุ่มนี่ตลอดทั้งคืนยันเช้า ไปพบกับความดำมืดที่ค่อยๆถูกขุดขึ้นมาเรื่อยๆ เพิ่มพูนทวีจนมันกลายเป็นความท้าทายต่อมความคิดและศีลธรรมของทั้งคนดูและตัวละครจนกลายเป็นว่าไอ้เรื่องที่คิดไว้แต่แรกว่ามันคือเรื่องราวชีวิตครอบครัวของชนชั้นล่างนั้นมันกลายเป็นเรื่องขี้ประติ๋วไปเลยเพราะจริงๆแล้วมันมีความเหี้ยห่าครอบไว้อยู่

ความพิเศษสุดๆของหนังคือการที่มันยัดความอึดอัดและกดดันแบบสุดขีดให้กับตัวละครและคนดู หนังพยายามมอบทางเลือกให้กับตัวละครไม่ว่าจะเป็นการหนีหรือการช่วยเหลือ ที่ไม่ว่าจะเลือกทางใดผลลัพธ์ของทั้งสองทางมันนำพาไปสู่ความฉิบหายพอๆกัน ด้วยความที่รู้แบบนี้คนดูอย่างเราเลยรู้สึกอึดอัดและกดดันมากๆ แถมหนังมันยังพาคนดูและตัวละครเข้าไปพบกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงตลอดเวลา จากเพียงแค่เก็บค่าคุ้มครองกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้น กลายเป็นเรื่องที่กระทบกับชีวิตแบบสุดๆ การค่อยๆเพิ่มดีกรีขึ้นไปเรื่อยๆจนฉากที่มันชวนช๊อคก็ทำให้เราแทบลืมหายใจ

และที่สุดยิ่งกว่าคือการจบหนังแบบปลายเปิดอาซ่า มันกว้างมากเสียจนทำให้เราคนดูถึงเป็นห่วงโชคชะตาของตัวละคร เพราะอย่างที่ว่า มันไม่มีทางเลือกไหนที่มันทำให้เชื่อได้เลยว่าตัวละครมันจะมีชีวิตอยู่ดีมีสุขต่อไปได้

สุดขีดมาก สุดขีดจริงๆ!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s