Month: November 2015

13th World Film Festival Of Bangkok 2015

13/11/15 – Snap (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2015) – 5/5

ใน ปี 2555 เรามอบให้ แต่เพียงผู้เดียว คือหนังไทยอันดับหนึ่งประจำปี และในปีถัดไป ตั้งวง ก็ได้ตำแหน่งเดียวกัน ผ่านมาอีกสองปีดูท่าว่ามันจะเป็นเช่นนั้นอีกกับหนังเรื่องนี้ Snap

โดย ส่วนตัวเราเห็นหนังเรื่องนี้คือส่วนผสมของ แต่เพียงผู้เดียว และ ตั้งวง จะโดยตั้งใจหรือไม่เราไม่รู้ แต่มันคือความลงตัวอย่างที่วิเศษสำหรับเราด้วยการเอาเรื่องของความทรงจำและ การเมืองมาสอดแทรกและแวดล้อมเข้ากับหนังรักได้อย่างลงตัว

ความทรงจำในเรื่องรัก:

สิ่ง ที่ทำให้เราชอบ แต่เพียงผู้เดียว มากๆคือการที่มันพูดถึงเศษเสี้ยวของอดิตอันแตกสลายที่ส่งผลต่อปัจจุบันของ ปัจเจคบุคคล ความทรงจำที่ผ่านเข้ามาในรูปของห้วงคำนึงหรือบนพื้นของวัตถุเหล่านั้นที่ส่ง ผลต่อบรรดาผู้คนในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ Snap ใช้ จะว่าไปการพูดถึง “ความทรงจำในเรื่องรัก” มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความพิเศษของ Snap คือการที่มันทำให้เรามองเห็นส่วนที่มันหายไป ความทรงจำที่ขาดหายไปในหนังเรื่องนี้คือหัวใจหลัก ทั้งในรูปของการหายไปตามการเวลาหรือการหายไปเพราะไม่สลักสำคัญให้จดจำ การได้มาพบกันอีกครั้งของตัวละครเพื่อการค่อยๆเดินหาควาททรงจำร่วมกันเหล่า นั้นมันจึงสวยงาม แต่ก็เจ็บปวดเหลือเกินเมื่อเรามองเห็นผลท้ายที่สุดของมันแล้ว

การเมืองเรื่องความรัก:

ไม่ แปลกอะไรที่เราจะได้เห็นการแนบเคียงการเมืองไทยสมัยใหม่ในหนังของคงเดช หลายๆเหตุการณ์การเมืองไทยคือช่วงเวลาที่ตัวละครของคงเดชในชีวิตอยู่ บ้างส่งผลโดยตรงและบ้างส่งผลทางอ้อม ใน Snap เราพบว่ามันเป็นแบบแรก มันคือการเมืองที่ส่งผลกระทบโดยตรงที่ส่งผลต่อชีวิตและความรักอันให้ภาพที่ ชัดเจนที่ว่าเราไม่สามารถหนีเรื่องการเมืองไปได้พ้นหรอก เพราะมันอยู่ในทุกเรื่องนั้นแหละ

แล้วเมื่อมองในมุมนี้ เราจึงอาจเล่าเรื่องของหนังใหม่ไปอีกแบบได้ ดังนี้ (***สปอร์ยนะ***)

เรื่อง ราวของผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจที่กำลังรักกัน พวกเขาเฝ้าฟูมฝักเลี้ยงปลาประชาธิปไตย หน้าตาประหลาดที่พวกเขาให้ชื่อมันว่าปลาหน้าตุ๊กแก แต่แล้วการรัฐประหารก็ได้แยกพวกเขาออกจากกัน ผู้มีอำนาจกลายไปเป็นสลิ่มในเมืองที่มีแฟนเป็นทหาร ส่วนอีกคนเข้าเมืองทำงานปากกัดตีนถีบที่แทบไม่มีโอกาสกลับบ้านเกิด ห้วงเวลา 8 ปีตังแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งรูปของตัวเองเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ความรักของพวก เขา ไม่ซิ! จริงๆก็มีแต่มันอยู่ในรูปของเส้นประที่เหมือนจะมีตัวตนอยู่แต่ไม่สามารถแน่ ใจได้ในรูปลักษณ์หน้าตา ยิ่งความรักของพวกเขา(ที่เคยเกิดขึ้น)ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนเจ้าปลาประชาธิปไตยหน้าตุ๊กแกได้กลายเป็นของหายาก เลยถูกนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของรัฐ 8ปีผ่านไป พวกเขาจำเจ้าปลาปลาประชาธิปไตยที่พวกเขาเคยเลี้ยงไม่ได้แล้ว พวกเขาคิดว่าปลายทะเลสีสวยในอควอเรี่ยมนั้นคือปลาประชาธิปไตยหน้าตุ๊กแกที่ พวกเขาเคยฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยกัน ปลาทะเลที่ภายนอกดูสวยงามแต่ไม่อาจทานทนกับสภาพน้ำแย่ๆได้ และการพบกันของเขาและเธอในครั้งใหม่ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว เรายังอาจจะรักกันอยู่ แต่เราจำไม่ค่อยได้เท่าไหร่แล้ว มันเหมือนมีเส้นแบ่งกันระหว่างเราอยู่ รูปคู่ของเราที่ถ่ายคู่กับปลาประชาธิปไตยจอมปลอมไม่เคยมีใครเคยเห็น เหมือนความรักของเราที่ไม่มีใครเคยเห็น เรารู้สึกเจ็บในเรื่องที่เราจำไม่ได้ เรารู้สึกว่า “8 ปีแล้ว ทำไมมันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลยว่ะ!”

แล้ว สุดท้ายที่ฉากจบของหนัง ก็ได้นำพาเราคนดูไปสู่การประสานกันระหว่างความทรงจำและการเมือง ไปพบกับจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง อันเป็นฉากที่เศร้าสร้อยและเจ็บปวดยิ่ง

ปล. ด้วยความที่หนังเซ๊ตขึ้นในยุคสมัยใกล้ๆช่วงชีวิตของเรา เราจึงรู้สึกกับสิ่งที่มันบ่งบอกยุคสมัยนั้นมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องของเพลง หนังสือรุ่น ความสัมพันธ์แบบสมัยนั้น กล้องฟิล์มและกับการบันทึกห้วงการเมืองไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ปลล. เห็นว่ารอบในเวิร์ลฟิล์มวันพุธนี้เต็มแล้ว แต่หนังจะเข้าฉายในโรงปกติช่วงปลายปี ไม่อยากให้พลาดกันจริงๆ

14/11/15 – Contempt (Jean Juc Godard/ France/ 1963) – 4/5

ภาพยนต์ ลำดับที่ 9 ของโกดาร์ดที่เราได้ดูและก็ขอพูดอีกทีว่าการตามดูหนังของโกดาร์ดสำหรับเรา มันไม่มีอะไรมากไปกว่าความบันเทิง การได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ทั้งในสารที่สื่อหรือในเทคนิคทางภาพยนต์ที่เขาใช้ ซึ่งโดยมาเรามักจะไม่ค่อนสนใจในแบล็คกราวด์ของตัวหนังเรื่องนั้นๆมาก นัก(จริงๆก็สนใจแหละถ้ามีเวลาค้นข้อมูล) หนังบางเรื่องที่เราดูไม่รู้เรื่อง มันเลยไม่ค่อยเป็นปัญหาซักเท่าไหร่เพราะเรามักได้สิ่งอื่นติดมาทดแทนด้วย เสมอ (อย่างใน La Chinoise 1967 ที่พ่นปรัชญากันทั้งเรื่อง แต่เราก็ได้การกัดจิกสงครามเวียดนามแบบโครตสนุกมาทดแทน)

สำหรับเรื่อง นี้เราพบว่าโกดาร์ดกลายเป็นคนหวานไปหน้าตาเฉยเลย จำได้ลางเลือนว่าเคยอ่านมาจากไหนซักที่ว่าหนังเรื่องนี้มันแนบเคียงกับตัว โกดาร์ดเองด้วย อันหมายถึงโกดาร์กับภรรยาที่เลิกลากันไปแล้วอย่าง แอนนา คาริน่า นักแสดงคู่บุญของเขา มันเลยกลายเป็นว่าหนังมันเป็นการเปรียบเปรยกันสามชั้นเลย คือเหล่าตัวละครในเรื่องกับหนังโอดิสซี่ที่กำลังถูกถ่ายอยู่ในหนังและกับตัว ของโกดาร์ดเอง (อันนี้ไม่ชัวร์นะ ที่เราอ่านมาอาจเป็นหนังอีกเรื่องก็ได้)

เรา ชอบอารมณ์สับสนแบบอยากรักอยากเลิกของตัวละครมากๆ เราว่ามันหวานดี ส่วน Brigitte Bardot ก็สวยเลิศเลอมากๆ และอีกสิ่งที่น่าพูดถึงใหหนังของโกดาร์ดหลายๆเรื่องคือการที่มันมักพูดถึง ตัวของภาพยนต์เองไม่ทางในก็ทางหนึ่ง ในเรื่องนี้นอกจากฉากเปิดเรื่องที่ใช้ narrative แทนการขึ้นตัวหนังสือตามขนบและการแพนกล้องเข้าหาผู้ชมในโรงแล้วมันยังว่า ด้วยเรื่องของการทำภาพยนต์ การขัดกันระหว่างภาพยนต์เชิงพานิชณ์และภาพยนต์เชิงศิลปะ อันเป็นการต่อสู้ที่พ้องไปกับตัวเรื่องของหนังอีกที

14/11/15 – Madeleine (Lorenzo Ceva Valla, Mario Garofalo/ Italy/ 2015) – 2/5

ยอม รับตามตรงว่ามีปัญหากับหนังพอประมาณ จริงๆก็มีปัญหากับตัวละครทุกตัวในเรื่องแหละ แต่ขอยกให้อีน้องนางเอกเป็นคนที่น่ารำคาญที่สุด โอเคแหละว่ามันคือเด็ก เด็กที่มีมันมีตรรกะ มีภาวะอารมณ์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราไม่ชอบและเป็นหตุผลให้เราเป็นพวกเกลียดเด็ก การตัดสินใจต่างๆในเหตุการณ์ในเรื่องมันเลยทำให้เรารำคาญมากๆ

ยัง ดีที่มันยังมีอีตัวพี่สาวที่ให้เราได้ดูเพลิน แต่ก็แหมมมมม เล่นจบหนังกันแบบนี้มันเหมือนตบกระโหลกคนดูที่เกลียดเด็กอย่างเราซะจริงๆ

14/11/15 – Arabian Night Vol1: The Restless One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 4.5/5

แรกๆ ก็หวั่นๆว่าเราจะไม่รอด เพราะหนังเรื่องที่แล้วของโกเมซอย่าง Tabu ที่ได้ดูในโรงรอบแรกเราก็ไม่รอด ไม่รู้เรื่องและหลับกระจุยกระจาย มาดูอีกรอบแบบสบายๆที่สามารถ pause ได้ถึงจะได้ถึงบางอ้อแต่ก็อยู่ในแนวทางที่ไม่ได้ชอบมากอยู่ดี

แต่กับ เรื่องนี้ ภาคแรกนี้ เราสนุกมาก เราชอบการเล่าเรื่องของหนังมากๆ คือมันเอาเรื่องผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในโปรตุเกสมายำใหญ่ภายใต้โครงสร้าง ของอาหรับราตรีที่เป็นการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆโดยแต่ละเรื่องก็มโนไปว่าเป็น ตอนที่เท่าไหร่ ว่าด้วยเรื่องของอะไรและเชื่อมโยงกับวิกฤตของโปรตุเกสในด้านใด โอเคละว่าเราไม่ได้มีความรู้เรื่องของวิกฤตทางยุโรปพวกนี้มากเท่าไหร่ แต่เพราะการเล่าเรื่องและการยำใหญ่ของหนังมันสนุกมาก ตลกและกวนตีนมากๆ อย่างเรื่องการเจรจาระหว่างยุโรปกับประเทศมหาอำนาจที่ได้พบเจอกับพ่อมดผู้มี สเปร์วิเศษ, เรื่องรักสามเศร้าของเด็กชายหญิง, การพิพากษาไก่ที่ขันยามค่ำคืน ก่อนตัดกลับไปเรื่องซีเรียสอย่างการสัมภาษณ์คนตกงาน

อนึ่ง ด้วยความที่ไม่ได้เก่งกาจภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่ ปัญหาที่เราเจอคือการอ่านซับไม่ทันหรือแปลบางคำไม่ออก อันเป็นปัญหาที่เราเจอใน Tabu มาก่อนแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้เราก็ยังคงประสบอยู่ แต่มันกลับไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่แฮะเพราะหนังมันสนุกและน่าติดตามจริงๆ

รอดูอีกสองภาคแล้วค่อยดูภาพรวมอีกที

15/11/15 – The Overnighters (Jesse Moss/ US/ 2014) – 4/5

Overnighters คือบรรดาผู้คนที่ไม่มีที่อยู่เป็นของตัวเอง ต้องไปอาศัยบ้านคนอื่นหรือสถานที่ของคนอื่นอยู่ ในที่นี่หมายรวมไปถึงคนที่นอนในรถที่จอดตามสถานที่ต่างๆด้วย (จะได้รับอนุญาตหรือไม่ก็ตามแต่)

สารคดีอเมริกันเรื่องนี้มันเล่าถึง ผู้คนเหล่านี้ ณ เมืองนอร์ทดาโกต้าในช่วงเวลาที่คนกำลังตื่นน้ำมัน ผู้คนเลยแห่แหนกันไปขุด แน่นอนเหล่าคนที่เคยติดคดีหรือมีคนที่มีโอกาสในการได้งานน้อยในเมืองอื่นๆก็ แห่กันไปเพราะด้วยความต้องการกำลังคนที่สูงมาก(พร้อมค่าตอบแทนอันคุ้มค่า) เงื่อนไขการรับคนทำงานจึงต่ำ

ศูนย์กลางของหนังคือบาทหลวงในโบสถ์ของ เมืองวิลลิสตัน ผู้มีความเชื่อในฝั่งของการต้อนรับผู้แปลกหน้า ช่วยเหลือพวกเขา ให้ที่พักพิงและอาหารอันเป็นไปตามแนวคิดของศาสนาที่เขาเคารพ แต่ในอีกด้านเมื่อเมืองเริ่มมีคนเดินทางเข้ามามากขึ้น เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าแถมบางคนก็เคยต้องโทษคดี เหล่าผู้คนในเมืองจึงเริ่มต่อต้าน เกิดความระแวงไม่เชื่อใจ ยิ่งมีข่าวร้ายๆเกิดขึ้นยิ่งทำให้การผสานระหว่างโบสถ์กับชุมชนและระหว่างคน ในและคนนอกเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะการพบว่าทั้งสองด้านมันยืนอยู่บนพื้นของ ความดีความหวังดีทั้งคู่

ประเด็นหลักของหนังจึงอยู่ที่การหาทางออกให้ กับเมือง ให้กับผุ้คน ทำให้มันลงตัวให้ได้ ซึ่งส่วนที่ดีมากๆของมันคือการได้พบว่ามนุษย์เรามันซับซ้อนและหลากหลาย การดีลกันมันเลยมีทั้งด้านแข็งและอ่อน ด้านสว่างและด้านมืด การเสียจุดหนึ่งเพื่อส่วนที่เหลือเพื่อที่จะคงไว้ซึ่งส่วนรวม

โอเคละ การที่ต้องมาบอกว่าหนังมันแสดงให้เห็นว่า “โลกเรานั้นเป็นสีเทา” คือความน่าเบื่อประมาณนึง แต่การที่หนังนำพาเราไปจุดที่ลึกที่สุดของมนุษย์ การต่อสู้กับความคิดของตัวเองที่ส่งผลแบบที่เกิดขึ้นในตอนจบมันทำเอาสะอึก เหมือนกัน

12239396_10153317107238576_6288266658641263087_o15/11/15 – Under Construction (Rubaiyat Hossain/ Bangladesh/ 2015) – 4.5/5

ตอน แรกนึกว่าจะเป็นหนังแบบวิบากกรรมของผู้หญิงในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่และกั้น พื้นที่ของเพศหญิงให้แคบลงในสังคม ให้คนดูรู้สึกสงสารในความรัดทดและอยุติธรรมอะไรเทือกนั้น แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไปเท่านั้นแหละหนังก็พลิกไปอีกด้านเลย เหมือนเป็นการลูบหัวเบาๆก่อนแล้วค่อยมาตบเอาแรงๆหลายๆทีในภายหลัง กลายเป็นว่าการปฏิเสธขนบทั้งหมดของตัวละครมันไปไกลมากๆเพราะเธอปฏิเสธ ทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือความต้องการของตัวเธอเอง

ชอบฉากเซ็กซ์ทั้งสองในเรื่องมาก อันแรกยี้มากแต่พอเจออีกอันนี่พีคมาก 555

15/11/15 – Marguerite & Julien (Valérie Donzelli/ France/ 2015) – 5/5

อยากจะกรี๊ดให้สุดเสียง ชอบหนังในระดับคลั่งไคล้แบบถวายตัว

เรื่อง ที่เกิดขึ้นในหนังทั้งหมดคือเรื่องเล่า เป็นเรื่องเล่าก่อนนอนสำหรับเด็กที่พูดถึงความรักระหว่างพี่น้องร่วมสาย เลือดในครอบครัวคนมีฐานะของฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 17 แล้วพอมันเป็นเรื่องเล่าที่จงใจจะให้คนดูรู้ว่ามันคือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เหมือนดั่งเรื่องเล่าหลายๆเรื่องที่มีหลายเวอร์ชั่นในแกนหลักเดียวกัน (ซีนที่พี่เลี้ยงตัดเรื่องเล่าให้จบลง แต่แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งจากเด็กน้อยเกิดขึ้นต่อคือคำยืนยันในที่นี้) มันเลยเหมือนเป็นการเปิดช่องให้หนังมันสามารถเล่าเรื่องไปอย่างไรก็ได้และ เราพร้อมที่จะคล้อยตาม

เอาจริงๆส่วนตัวเราไม่มีปัญหากับเรื่อง incest นะ หรือจริงๆอาจจะมีแหละเพียงแต่เราไม่เคยคิดจริงๆจังๆหรือได้ประสบพบกับตัวเรา เองซักที ดังนั้นเราเลยไม่ได้รู้สึกถึงความรุนแรงของไอ้ความ incest ซักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามเรื่องของศีลธรรมและความเหมาะสมก็เป็นสิ่งที่มันยังคงมีอยู่โดย เฉพาะอย่างยิ่งที่เหตุการณ์มันคือยุคเก่า ยุคที่บ้านคนยังต้องมีบาทหลวง ยุคที่ความรักเช่นนี้คือเรื่องของความผิดบาป แต่สิ่งที่หนังทำคือการท้าทายไอ้ความไม่เหมาะสมนั้นลงอย่างราบคาบโดยการ bold มันให้เป็นหนังรักแบบไปให้สุดขอบทาง ท้าทายความหมิ่นเหม่นั้นด้วยการทำให้มัน ป๊อป! อย่างที่มิตรสหายท่านหนึ่งที่ดูด้วยกันว่ามันปาน โรมีโอ&จูเลียต เวอร์ชั่นของบาซ เลอห์มานน์ ยังไงหยั่งงั้น (ซีนที่เรากรี๊ดสลบและทำให้มันไปไกลสุดหล้ามากๆในแง่ของความเป็นหนังรักคือ ซีนตัดหัว ตัดหัวคนนึงแต่อีกคนตายไปพร้อมกันเลย กรี๊ดดดด)

และด้วย ความที่มันเป็นเรื่องเล่าเช่นกัน การได้พบเห็นการผสมผสานของสิ่งผิดยุคในเรื่องคือสิ่งพิเศษที่เราชอบมาก อย่างที่บอกว่าพอมันกลายเป็นเรื่องเล่าที่สามารถถูกเล่าต่อๆกันไปมา ตัวบริบทบางอย่างมันก็อาจมีการถูกบิดหรือถูกดัดแปลงไปตามยุคสมัยและบริบท ณ เวลาที่เรื่องถูกเล่า ดังนั้นการที่เราได้เห็นสิ่งแปลกผิดยุคในหนังก็มีแนวคิดในแบบเดียวกัน แต่เพื่ออะไรละ ในที่นี้ก็เพื่อล้อกับแนวคิดของผู้คนที่มีต่อความรักแบบ incest นั้นเอง แนวคิดที่ยังคงยืนต้านท้าลมมากอย่างยาวนานแม้ว่าโลกจะหมุนไปกี่รอบแล้วก็ตาม

อย่าง ที่ตัวละครที่กลายเป็นวิญญาณได้บอกกับคนดูในตอนท้ายนั้นแหละว่าพวกเขายัง อยู่ในทุกๆที่ในทุกๆสิ่งรอบตัวผู้คนเสมอ แม้นว่าลูกของพวกเขาจะกลายเป็นส่วนผสมของทั้งคู่ในร่างเดียวกันไปแล้วก็ตาม

15/11/15 – Arabian Night Vol2: The Desolate One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 3/5

แล้ว ปัญหาที่เราหวั่นไว้ก็บังเกิด เสียใจอ่านซับไม่ทันและไม่รู้คำศัพท์หลายคำเลย ฮือๆๆ เลยขอพูดถึงโดยรวมที่เราจับต้องได้และเข้าใจแล้วกัน

เรารู้สึกว่าภาค นี้มันเล่าเรื่องไปคนละแบบกับภาคแรกเลยแฮะ คือภาคแรกมันมีการยำเรื่องเล่าต่างๆเข้ากับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของโปรตุเกสได้ แบบมีสีสันดีโดยกับจับเอามันมาผสมกับแบบหน้าตาเฉยอย่างนักการเมืองพบเจอกับ พ่อมดหรือการเลือกตั้งที่มีไก่เป็นตัวละครหลักอะไรแบบนั้น ซึ่งเราก็สนุกในส่วนนั้นมากๆ แต่ในภาคนี้มันคือการตั้งในเล่าเรื่องไปเลย กล่าวคือไอ้ภาวะวิกฤษอะไรนั้นมันจะไม่ชัดแบบเห็นได้ด้วยตาเหมือนในภาคแรก แต่เป็นการเล่าเรื่องเพื่อการสะท้อนภาวะนั้นแทน

แต่ก็นะด้วยปัญหาของ ตัวเองอย่างที่บอกไปตอนต้น เราเลยเฉยๆแกมงงๆกับพาร์ตของชายแก่ แต่ชอบในพาร์ตหมาที่มันเศร้าจัง ส่วนพาร์ตที่ชอบที่สุดคือพาร์ตน้ำตาผู้พิพากษาที่เรารู้สึกว่ามันเล่าเหมือน ภาคแรกที่เราชอบเลย แสบสันต์ กวนตีน เหมือนกัน เจ็บแสบและแสนเศร้ากับการพิพากษาที่เหมือนว่ายวนอยู่ในอ่างแบบไร้ทางออก(ที่ อาจสะท้อนภาวะของประเทศโปรตุเกสไว้) เพียงแต่เปลี่ยนรูปจากภาพไปเป็นคำพูดแบบน้ำไหลไฟดับแทน

โอเค รอสรุปอีกทีหลังจบภาค 3

17/11/15 – Arabian Night Vol3: The Enchanted One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 4/5

กลาย เป็นว่าพาร์ตนี้เป็นพาร์ตที่นิ่งที่สุด แม้ซีนแรกๆที่เหมือนเป็นตอนเกริ่นนำจะสวิงสวายบ้าง มีทั้งการซ้อนภาพ ทั้งตัวเรื่องที่เล่าเองหรือแม้กับซีนอันน่าจดจำสวยๆอย่างการร้องเพลงที่เรา ชอบมาก หรือกับซีนที่แทรกเข้ามาที่เป็นเรื่องเล่าแสนรัดทดของสาวชาวจีนกับคนรักที่ ล้อไปกับภาพการประท้วงในโปรตุเกส แต่ส่วนทีเหลือของหนังคือการนำเข้าไปสู่สิ่งที่หนังต้องการ นั้นคือความสงบ ด้วยการเล่าเรื่องให้ใกล้เคียงกับการอ่านหนังสือมากที่สุด เรื่องราวของคนดักนก คนเลี้ยงนกและการประกวดเสียงร้องของนก ใช่ เสียงร้องของนกคือความสงบในรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นหนังจึงได้ลดการ narrative ที่มีมากมายในสองพาร์ตแรกลงแล้วเปลี่ยนมาขึ้น text แทน (อันนี้อ้างอิงจาก Q&A) อารมณ์ประมาณอ่านหนังสือท่ามกลางธรรมชาติอะไรแบบนั้นอันเป็นการฉีกตัวออกไป จากสองพาร์ตแรกไปเลย อย่างไรก็ตาม เรื่องรัดทดของสาวชาวจีนที่ขึ้นมาระหว่างเรื่องหรือกับเสียงเครื่องบินคอย เข้ามาบดบังเสียงนกร้องนั้นยังคงเป็นตัวย้ำสติให้คนดูไม่หลงตัวไปกับความสงบ เหล่านั้นมากไป คอยดึงเตือนกระตุ้นให้กลับมามองภาพจริงในอีกด้านหนึ่ง ไม่กลายเป็นดั่งชายแก่ที่ติดกับดักนก

และหากพูดภาพโดยรวมของหนังทั้ง สามภาคเราบอกได้เลยว่ามันสมบูรณ์แบบ ในที่นี้เราไม่ได้หมายความถึงหนังที่มันสะท้อนภาพบริบทประเทศของโปรตุเกส หรือวิกฤตยุโรปใดๆเพราะเราไม่มีความรู้มากนัก แต่เราหมายถึงความสมบูรณ์แบบในการเล่าเรื่องที่เรียกได้ว่าสุดขีดจริงๆ จะทั้งการยำใหญ่ใส่สารพัดในพาร์ตแรก ความเซอร์ซะแต่เด็ดขาดในพาร์ตสองและกับนิ่งอ้อยเอื่อยทั้งภาพและเสียงในพา ร์ตนี้ โดยภาพรวมทั้งสามภาคเรารู้สึกว่าหนังมันค่อยๆลดระดับเรื่องเทคนิค ลดระดับการเล่าเรื่องลงมา อาการเหมือนคนที่มันค่อยๆเรียนรู้วิกฤตที่เข้ามาแล้วค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับ วิกฤตนั้นให้ได้อะไรแบบนั้น

ยืนยันด้วยอีกเสียงว่าอยากดูสามตอนแบบรวดเดียวเลย แต่หากจะให้เรียงลำดับความชอบ ผลที่ได้ก็คงเป็น  1-3-2

ปล. ตอน Q&A โกเมซเล่าว่าแกทำหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อลูกสาวของแก โกเมซว่ามีวันนึงลูกสาวแกอยากให้แกซื้อของให้แต่แกไม่ซื้อ ลูกสาวแกก็เลยคิดว่า ออ! เพราะวิกฤตเศรษฐกิจแน่ๆเลยที่ทำให้พ่อต้องประหยัด โกเมซเลยเกิดความคิดที่จะอธิบายเรื่องวิกฤตนี้ให้ลูกฟังแต่ปัญหาคือตัวลูก สาวนั้นเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไรหนักๆพวกนี้ได้ โกเมซก็เลยคิดเรื่องทำหนังขึ้นมาเพื่อพูดถึงวิกฤตนี้ เพื่อให้ลูกสาวได้ดู ได้เรียนรู้และเข้าใจเมื่อโตขึ้นมากพอที่จะเข้าใจอะไรหนักๆได้แล้ว…จี๊ดใจ จริงๆ

12240156_10153067815211650_5240340266062766616_n19/11/15 – A Day In The Life Of Anil Bagchi (Morshedul Islam/ Bangladesh/ 2015) – 3/5

นี่ สิหนาที่เค้าเรียกว่า “ภาพยนต์ยังให้เกิดปัญญา” เพราะเราไม่รู้อะไรเลยถึงแบล็คกราวด์หรือบริบทใดๆของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ตัวหนัง พอดูหนังจบเลยพยายามพูดคุยและรับฟังกับมิตรสหายเพิ่มเติมและกลับมาหาความรู้ เพิ่ม

หนังเล่าอยู่บนเหตุการณ์การเข้ายึดบังคลาเทศของกองทัพปากีสถาน เมื่อกลางปี 1971 ที่มุสลิมปากีฯดำเนินการจัดการกับชาวฮินดู ตัวเอกตามชื่อเรื่องเป็นคนฮินดูผู้จำเป็นต้องเดินทางกลับบ้านเกิดโดยระหว่าง ทางก็มีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมตลอดเวลา

เอาเข้าจริงความน่าสนใจก็ อยู่ที่บริบทเหตุการณ์ในหนังนั้นแหละที่เราได้กลับมาเรียนรู้เพิ่มเติม มากกว่าเหล่าตัวละครในเรื่องที่เราไม่ค่อยมีอินเนอร์ร่วมนัก ทั้งตัวพ่อที่กล่าวแต่อะไรยี้ๆ ตัวลูกที่ซื่อเหลือเกินหรือกับตัวเพื่อนมุสลิมปากมากใจดี คือมันให้ภาพสวยๆอันแสนน่าเบื่อไปหน่อย ไม่ค่อยเหมาะกับคนสายดาร์คอย่างเราเท่าไหร่

19/11/15 – Videophilia (and Other Viral Syndromes) (Juan Daniel F. Molero/ Peru/ 2015) – 5/5

โอ เค ขอยกให้มันคือ หนังเฮี้ยน ไปด้วยอีกเสียง มันบ้าคลั่งแบบไม่คณามือซึ่งที่มันเลอค่าและเราชอบมากคือการที่มันนำเอาสิ่ง ละอันพันละน้อยจากช่วงยุคแรกๆของการใช้อินเตอร์เนตมายัดใส่เอาไว้ ยุคที่ความเร็วเน็ตสูงสุดอย่างที่ 64K อย่างพวกสกรีนเซฟเวอร์เด็กเต้น ไอคอนแตกๆ หน้าต่างวินโดร์รุ่นเก่า เกมออนไลน์ยุคแรกๆ หรือแม้แต่หนังโป๊คุณภาพต่ำ เอามายำใหญ่ให้เมาให้บ้ากันไปข้าง

รวมไป ถึงอาการของพวกสื่อวีดีโอคุณภาพต่ำ ในที่นี้คืออาการของสื่อดิจิตอลในช่วงแรกเริ่มที่มักมีอาการกระตุก ภาพล้มหรือภาพตัดข้ามไปแบบขัดๆ ซึ่งหนังนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ได้อย่างโครตดีโดยเฉพาะอาการภาพล้มที่เป็นการ ซ้อนกันของหลายๆเลเยอร์ที่นอกจากให้ภาพอันแสนวิปลาสแล้วมันยังทำให้รู้สึก ถึงอาการของหนังและของตัวละครไปด้วยในคราเดียวกัน

โดยทั้งหมดดูเผินๆ เหมือนหนังมันก็แค่อย่างจะทำเฮี้ยนทำแปลกแบบกลวงๆ แต่เปล่าเลยเพราะเมื่อเราสามารถจับเรื่องที่หนังมันเล่าได้แล้ว เราจึงได้พบกับภาพสะท้อน ภาพสะท้อนของโลกจริงและโลกเสมือนที่มีสื่ออย่างอินเตอร์เนตและวีดีโอเป็นตัว นำพา เพื่อทำการเลือนลางทั้งสองโลกให้จางลง บางลง แล้วนำไปวางไว้ในระนาบเดียวกัน

19/11/15 – Climas (Enrica Pérez/Peru, Colombia/ 2014) – 3/5

เรื่อง ราวของผู้หญิงสามรุ่น สามสถานะในสามสถานที่อของเปรูอันประกอบไปด้วยสาวน้อยในหมุ่บ้านต่างจังหวัด ที่เมนส์เพิ่งมาแต่อยากได้คุณน้าชายสุดหล่อ, สาาวัยกลางคนชนชั้นกลางในเมืองลิมาที่มีอดีตจนไม่อยากมีลูกและกับคุณยายสูง วัยชนกลุ่มน้อยบนหุบเขากับความสัมพันธ์กับลูกชาย

ด้วยความที่ไม่รู้ เรื่องอะไรมาก่อน (ไม่รู้แม้กระทั้งมันเป็นเรื่องแยกเป็น 3 เรื่อง) กระบวนการคิดในตอนดูจึงคือการพยามยามเชื่อมโยงเรื่องเข้าหากัน ซึ่งพอจบเรื่องแรกเข้าเรื่องที่สองเราก็ยังจับจุดได้อยู่ แต่พอมันตัดเข้าเรื่องที่สามเท่านั้นแหละ โครงสร้างที่สร้างขึ้นมาในหัวล่มสลายลงไปต่อหน้าต่อตา 555

แต่หากจะ มองหาจุดร่วมที่พอมีอยู่บ้างก็คงเป็นเรื่องของผู้หญิงและการเมือง ผู้หญิงสามวัย สามสถานะ สามสถานที่ สามความต้อองการ ในแบล็คกราวด์ของการเมืองอย่างการเลือกตั้ง, การได้รับเลือกและการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งตามลำดับ (แต่ก็ยังหาจุดร่วมระหว่างสองสิ่งนี้ไม่ได้อยู่ดี ฮา)

เราชอบตอนแรก มากที่สุดเพราะมันลงตัวที่สุดและไปได้สุดทางของมัน ซีนสุดท้ายของตอนนี้เข้าขั้นดีมากๆสำหรับเราด้วยความที่มันเต็มไปด้วยคำ ถามมากมายที่เกิดขึ้นในสายตาของเด็กสาว (เก็บเข้าทำเนียบซีนที่สุดแห่งปีนี้ไว้เลย)

22/11/15 – The Time to Live and the Time to Die (Hou Hsiao-Hsien/ Taiwan/ 1985) – 5/5

กล่าว ตามสัตย์ การจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้สำหรับเราเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะเราไม่มีความ สามารถจริงๆในการที่จะอธิบายความงดงามหมดจด ความละมุนละไมและอานุภาพด้วยพลังอันนิ่งงันที่ส่งผลต่อเราอย่างรุนแรง ยิ่งการได้พบว่าหนังมันเหมือนเป็นภาพสะท้อนกับชีวิตตัวเราเองด้วยมันเลยยิ่ง ยากเข้าไปใหญ่ มันเหมือนกับการไปขุดเปิดหน้าดินที่เราฝังอะไรต่อมิอะไรในอดีตไว้ออกมาเล่า ใหม่ ให้มาสะอื้นร่ำไห้ไปกับมัน แล้วพอออกจากโรงก็ฝังมันเข้าไว้เหมือนเดิมเพื่อรอให้กลับไปได้คิดถึงอีก เมื่อได้เจอสารกระตุ้นดีๆอย่างหนังเรื่องนี้ ดังนั้นการจะเขียนอะไรให้หนังเรื่องนี้เราว่าวีธีที่ดีที่สุดคือการเล่า เรื่องราวของตัวเองร่วมเข้าไปด้วย

จุดร่วมสองสิ่งที่เรารู้สึกร่วมกับหนังมากๆคือ

1. ความเป็นคนจีนโพ้นทะเล: ครอบครัวในเรื่องคือคนจีนที่ย้ายไปอยู่ในไต้หวันในช่วงเวลาที่คอมมิวนิสต์ บุกจีน ในช่วงแรกมันเลยมีการพูดถึงความเป็นคนนอกกับสังคม ความรู้สึกผิดแปลกกับสภาพแวดล้อมพร้อมทั้งความไม่แน่นอนของชีวิตเพื่อการ ดำรงครอบครัวให้คงอยู่ ในหนังมันคือการเล่าเรื่องของคนจีนยุคเจน1และเจน2ที่เข้าไปในไต้หวัน ซึ่งตัวเรานั้นเป็นคนจีนเจนที่3 ที่เข้ามาในไทย เป็นเจนที่ยังทันเห็นแนวความคิดและชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในยุคแรกๆอยู่ ซึ่งในหนังมันก็เก็บความคิดและชีวิตเหล่านั้นได้ครบจนภาพในอดีตของเราป๊อป อับขึ้นมาตลอดเวลา ทั้งการเป็นเด็กที่เล่นโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นห่วง แนวคิดของความขยันเพื่ออนาคต การให้ความใส่ใจกับการเรียน การที่ผู้หญิงไม่มีโอกาสได้เรียนหรือกับการพบว่าพ่อคอยเก็บหอบรอบริบเงิน เพื่อให้ครอบครัวมากกว่าตัวเอง มันคือความคิดบนแนวคิดของความไม่แน่นอน ความเป็นคนนอกที่ต้องต่อสู้เพื่อถีบระดับตัวเองขึ้นให้กลายเป็นคนใน ทั้งนี้โดยไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อครอบครัวและวงศ์ตระกูลมากกว่า อันเป็นสิ่งที่เราไม่เชื่ออีกแล้ว คนรุ่นเราอาจมีบ้างที่ยังคงความคิดแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่เรา การได้พบเห็นเรื่องแบบนี้ในหนังเรื่องนี้มันเลยทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาตอน นั้น

ซีนที่ดีที่สุดของจุดนี้คือซีนที่อาม่าพออาโฮไปกินน้ำแข็งไสแล้ว ถามเจ้าของร้านถึงสะพาน Mekong ในเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ที่อาม่าอยากกลับไป ซึ่ง(ถ้าฟังไม่ผิด)อาม่าใช้ภาษาจีนกลาง ส่วนเจ้าของร้านใช้ภาษาจีนแต้จิ๋ว มันเลยเกิดการไม่เข้าใจกันขึ้น ซีนนี้จบลงที่รอยยิ้มของอาม่ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย

2. ความตาย: ความตายทั้งมวลคือหมุดหมายของการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ผู้จากไปส่งไม้ต่อให้ผู้ที่ยังอยู่ สืบทอดผ่านการเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น การตายทั้งสามของพ่อ-แม่-อาม่าในหนังก็คือเรื่องเดียวกัน จริงๆไม่อยากจะพูดประโยคน่าเบื่อๆที่ว่า “ความตายมันเจ็บปวดแต่ทำให้เราได้เรียนรู้และโตขึ้น” แต่เพราะมันจริงมากและใครไม่เคยประสบเจอเองกับตัวคงไม่เข้าใจ (อันนี้อ้างอิงจากตัวเองเลยที่ไม่เคยเข้าใจผลของความตายของผู้อื่นมากเท่า ความตายของคนที่เรารัก)

ในชีวิตเราก็ผ่านเรื่องความตายมาสามครั้ง เหมือนกัน ในตำแหน่งตัวละครที่เหมือนกัน เพียงแต่ต่างที่ลำดับ อาม่า-แม่-พ่อ เราเห็นตัวละครมันเจ็บมากแต่มันก็เติบโตขึ้นมาเหมือนตัวเรา เราเรียนรู้การอยู่กับความตายเหมือนกัน แต่ที่เรารู้สึกกับมันมากที่สุดก็คือการตายของแม่ การร้องไห้แบบหยุดไม่ได้ในงานศพแม่ของอาโฮทำให้เราคิดถึงตอนเราร้องไห้เป็น บ้าเป็นหลังโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้หน้าศพแม่ตัวเอง

ซีนทีดีที่ สุดในจุดนี้คือซีนการนับเงินช่วยเหลืองานศพแม่ จดบันทึกว่าใครให้มาเท่าไหร่เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้ให้กลับคืนเค้าไป ซีนนี้มันย้ำกับเราว่าคนตายมันส่งผลกับคนที่ต้องอยู่ต่อแค่ไหน

เราคง ไม่มีอะไรจะเขียนมากไปกว่านี้แล้ว นอกเสียจากว่านี่คือหนึ่งในหนังที่สำคัญที่สุดของชีวิตตัวเราเองอีกหนึ่ง เรื่อง เขียนๆหยุดๆเพราะมันจะร้องไห้ตลอดเวลา

22/11/15 – Suffragette (Sarah Gavron/ UK/ 2015) – 2/5

 จะ ว่าไปมันก็คือ Salma ของปีที่แล้วแหละ หนังที่มันพูดถึงการเรียกร้องสิทธิ์มนุษย์ ในที่นี้คือสิทธิ์ของสตรีในอังกฤษช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆทางกฏหมาย Suffragette คือกลุ่มที่ลุกขึ้นมาต่อต้านและต่อสู้กับกฏหมายเหล่านนั้นเพื่อสิทธิ์ของ สตรี

หากถามว่ามันทำสำเร็จในประเด็นที่ต้องการสื่อหรือไม่ คำตอบคือสำเร็จลุล่วง แต่หากว่าในแง่ของการเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง เราว่ามันยังไม่ใช่ หนังมันยังขาดเรื่องความซับซ้อนของตัวบุคคลและต่อเหตุการณ์ มันลดทอนความซับซ้อนตรงนั้นลงไปจนกลายเป็นหนังที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่มัน ต้องการจะประกาศบอก โยนเหตุให้ตัวละครแบบโต่งๆเพื่อให้ทำการใดๆที่ส่งผลต่อตัวเรื่อง ซึ่งพอเราไม่แนบเคียงกับตัวละคร กับเหตุการณ์ ไคลแม็กซ์ของหนังเลยไม่มีพลังเลยสำหรับเรา

มัลลิแกน ดีงามได้สุดที่เธอทำได้แล้ว ซีนบอกให้ลูกจำชื่อตัวเองนี่ดีมาก ส่วนป้าเมอรีลนี่แกคงกะจะหวังเปรี้ยงแบบป้าจูดี้ เดนท์ใน Shakespeare in Love เลยมั๊ง แต่เสียใจด้วยที่มันเทียบกันไม่ได้เลย

ถ้ายังไม่เคยดู Salma ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู Salma อาจดีกว่า เพราะเราให้ภาษี Salma มากกว่าหนังเรื่องนี้เกือบเท่าตัว

Advertisements

The Time to Live and the Time to Die: จีนโพ้นทะเลและความตาย

The Time to Live and the Time to Die (Hou Hsiao-Hsien/ Taiwan/ 1985)

j4tTtnu6Ex4b3Ls420l5yGCI8B5

กล่าวตามสัตย์ การจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้สำหรับเราเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะเราไม่มีความสามารถจริงๆในการที่จะอธิบายความงดงามหมดจด ความละมุนละไมและอานุภาพด้วยพลังอันนิ่งงันที่ส่งผลต่อเราอย่างรุนแรง ยิ่งการได้พบว่าหนังมันเหมือนเป็นภาพสะท้อนกับชีวิตตัวเราเองด้วยมันเลยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ มันเหมือนกับการไปขุดเปิดหน้าดินที่เราฝังอะไรต่อมิอะไรในอดีตไว้ออกมาเล่าใหม่ ให้มาสะอื้นร่ำไห้ไปกับมัน แล้วพอออกจากโรงก็ฝังมันเข้าไว้เหมือนเดิมเพื่อรอให้กลับไปได้คิดถึงอีกเมื่อได้เจอสารกระตุ้นดีๆอย่างหนังเรื่องนี้ ดังนั้นการจะเขียนอะไรให้หนังเรื่องนี้เราว่าวีธีที่ดีที่สุดคือการเล่าเรื่องราวของตัวเองร่วมเข้าไปด้วย

จุดร่วมสองสิ่งที่เรารู้สึกร่วมกับหนังมากๆคือ

1. ความเป็นคนจีนโพ้นทะเล: ครอบครัวในเรื่องคือคนจีนที่ย้ายไปอยู่ในไต้หวันในช่วงเวลาที่คอมมิวนิสต์บุกจีน ในช่วงแรกมันเลยมีการพูดถึงความเป็นคนนอกกับสังคม ความรู้สึกผิดแปลกกับสภาพแวดล้อมพร้อมทั้งความไม่แน่นอนของชีวิตเพื่อการดำรงครอบครัวให้คงอยู่ ในหนังมันคือการเล่าเรื่องของคนจีนยุคเจน1และเจน2ที่เข้าไปในไต้หวัน ซึ่งตัวเรานั้นเป็นคนจีนเจนที่3 ที่เข้ามาในไทย เป็นเจนที่ยังทันเห็นแนวความคิดและชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในยุคแรกๆอยู่ ซึ่งในหนังมันก็เก็บความคิดและชีวิตเหล่านั้นได้ครบจนภาพในอดีตของเราป๊อปอับขึ้นมาตลอดเวลา ทั้งการเป็นเด็กที่เล่นโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นห่วง แนวคิดของความขยันเพื่ออนาคต การให้ความใส่ใจกับการเรียน การที่ผู้หญิงไม่มีโอกาสได้เรียนหรือกับการพบว่าพ่อคอยเก็บหอบรอบริบเงินเพื่อให้ครอบครัวมากกว่าตัวเอง มันคือความคิดบนแนวคิดของความไม่แน่นอน ความเป็นคนนอกที่ต้องต่อสู้เพื่อถีบระดับตัวเองขึ้นให้กลายเป็นคนใน ทั้งนี้โดยไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อครอบครัวและวงศ์ตระกูลมากกว่า อันเป็นสิ่งที่เราไม่เชื่ออีกแล้ว คนรุ่นเราอาจมีบ้างที่ยังคงความคิดแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่เรา การได้พบเห็นเรื่องแบบนี้ในหนังเรื่องนี้มันเลยทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาตอนนั้น

ซีนที่ดีที่สุดของจุดนี้คือซีนที่อาม่าพออาโฮไปกินน้ำแข็งไสแล้วถามเจ้าของร้านถึงสะพาน Mekong ในเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ที่อาม่าอยากกลับไป ซึ่ง(ถ้าฟังไม่ผิด)อาม่าใช้ภาษาจีนกลาง ส่วนเจ้าของร้านใช้ภาษาจีนแต้จิ๋ว มันเลยเกิดการไม่เข้าใจกันขึ้น ซีนนี้จบลงที่รอยยิ้มของอาม่ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย

2. ความตาย: ความตายทั้งมวลคือหมุดหมายของการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ผู้จากไปส่งไม้ต่อให้ผู้ที่ยังอยู่ สืบทอดผ่านการเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น การตายทั้งสามของพ่อ-แม่-อาม่าในหนังก็คือเรื่องเดียวกัน จริงๆไม่อยากจะพูดประโยคน่าเบื่อๆที่ว่า “ความตายมันเจ็บปวดแต่ทำให้เราได้เรียนรู้และโตขึ้น” แต่เพราะมันจริงมากและใครไม่เคยประสบเจอเองกับตัวคงไม่เข้าใจ (อันนี้อ้างอิงจากตัวเองเลยที่ไม่เคยเข้าใจผลของความตายของผู้อื่นมากเท่าความตายของคนที่เรารัก)

ในชีวิตเราก็ผ่านเรื่องความตายมาสามครั้งเหมือนกัน ในตำแหน่งตัวละครที่เหมือนกัน เพียงแต่ต่างที่ลำดับ อาม่า-แม่-พ่อ เราเห็นตัวละครมันเจ็บมากแต่มันก็เติบโตขึ้นมาเหมือนตัวเรา เราเรียนรู้การอยู่กับความตายเหมือนกัน แต่ที่เรารู้สึกกับมันมากที่สุดก็คือการตายของแม่ การร้องไห้แบบหยุดไม่ได้ในงานศพแม่ของอาโฮทำให้เราคิดถึงตอนเราร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้หน้าศพแม่ตัวเอง

ซีนทีดีที่สุดในจุดนี้คือซีนการนับเงินช่วยเหลืองานศพแม่ จดบันทึกว่าใครให้มาเท่าไหร่เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้ให้กลับคืนเค้าไป ซีนนี้มันย้ำกับเราว่าคนตายมันส่งผลกับคนที่ต้องอยู่ต่อแค่ไหน

เราคงไม่มีอะไรจะเขียนมากไปกว่านี้แล้ว นอกเสียจากว่านี่คือหนึ่งในหนังที่สำคัญที่สุดของชีวิตตัวเราเองอีกหนึ่งเรื่อง เขียนๆหยุดๆเพราะมันจะร้องไห้ตลอดเวลา

 

5/5

Arabian Night: เรื่องเล่าสะท้อนวิกฤต

Arabian Night (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015)

arabian-nights-poster

Arabian Night Vol1: The Restless One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 4.5/5

แรกๆก็หวั่นๆว่าเราจะไม่รอด เพราะหนังเรื่องที่แล้วของโกเมซอย่าง Tabu ที่ได้ดูในโรงรอบแรกเราก็ไม่รอด ไม่รู้เรื่องและหลับกระจุยกระจาย มาดูอีกรอบแบบสบายๆที่สามารถ pause ได้ถึงจะได้ถึงบางอ้อแต่ก็อยู่ในแนวทางที่ไม่ได้ชอบมากอยู่ดี

แต่กับเรื่องนี้ ภาคแรกนี้ เราสนุกมาก เราชอบการเล่าเรื่องของหนังมากๆ คือมันเอาเรื่องผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในโปรตุเกสมายำใหญ่ภายใต้โครงสร้างของอาหรับราตรีที่เป็นการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆโดยแต่ละเรื่องก็มโนไปว่าเป็นตอนที่เท่าไหร่ ว่าด้วยเรื่องของอะไรและเชื่อมโยงกับวิกฤตของโปรตุเกสในด้านใด โอเคละว่าเราไม่ได้มีความรู้เรื่องของวิกฤตทางยุโรปพวกนี้มากเท่าไหร่ แต่เพราะการเล่าเรื่องและการยำใหญ่ของหนังมันสนุกมาก ตลกและกวนตีนมากๆ อย่างเรื่องการเจรจาระหว่างยุโรปกับประเทศมหาอำนาจที่ได้พบเจอกับพ่อมดผู้มีสเปร์วิเศษ, เรื่องรักสามเศร้าของเด็กชายหญิง, การพิพากษาไก่ที่ขันยามค่ำคืน ก่อนตัดกลับไปเรื่องซีเรียสอย่างการสัมภาษณ์คนตกงาน

อนึ่ง ด้วยความที่ไม่ได้เก่งกาจภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่ ปัญหาที่เราเจอคือการอ่านซับไม่ทันหรือแปลบางคำไม่ออก อันเป็นปัญหาที่เราเจอใน Tabu มาก่อนแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้เราก็ยังคงประสบอยู่ แต่มันกลับไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่แฮะเพราะหนังมันสนุกและน่าติดตามจริงๆ

Arabian Night Vol2: The Desolate One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 3/5

แล้วปัญหาที่เราหวั่นไว้ก็บังเกิด เสียใจอ่านซับไม่ทันและไม่รู้คำศัพท์หลายคำเลย ฮือๆๆ เลยขอพูดถึงโดยรวมที่เราจับต้องได้และเข้าใจแล้วกัน

เรารู้สึกว่าภาคนี้มันเล่าเรื่องไปคนละแบบกับภาคแรกเลยแฮะ คือภาคแรกมันมีการยำเรื่องเล่าต่างๆเข้ากับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของโปรตุเกสได้แบบมีสีสันดีโดยกับจับเอามันมาผสมกับแบบหน้าตาเฉยอย่างนักการเมืองพบเจอกับพ่อมดหรือการเลือกตั้งที่มีไก่เป็นตัวละครหลักอะไรแบบนั้น ซึ่งเราก็สนุกในส่วนนั้นมากๆ แต่ในภาคนี้มันคือการตั้งในเล่าเรื่องไปเลย กล่าวคือไอ้ภาวะวิกฤษอะไรนั้นมันจะไม่ชัดแบบเห็นได้ด้วยตาเหมือนในภาคแรก แต่เป็นการเล่าเรื่องเพื่อการสะท้อนภาวะนั้นแทน

แต่ก็นะด้วยปัญหาของตัวเองอย่างที่บอกไปตอนต้น เราเลยเฉยๆแกมงงๆกับพาร์ตของชายแก่ แต่ชอบในพาร์ตหมาที่มันเศร้าจัง ส่วนพาร์ตที่ชอบที่สุดคือพาร์ตน้ำตาผู้พิพากษาที่เรารู้สึกว่ามันเล่าเหมือนภาคแรกที่เราชอบเลย แสบสันต์ กวนตีน เหมือนกัน เจ็บแสบและแสนเศร้ากับการพิพากษาที่เหมือนว่ายวนอยู่ในอ่างแบบไร้ทางออก(ที่อาจสะท้อนภาวะของประเทศโปรตุเกสไว้) เพียงแต่เปลี่ยนรูปจากภาพไปเป็นคำพูดแบบน้ำไหลไฟดับแทน

 

Arabian Night Vol3: The Enchanted One (Miguel Gomes/ Portugal/ 2015) – 4/5

กลายเป็นว่าพาร์ตนี้เป็นพาร์ตที่นิ่งที่สุด แม้ซีนแรกๆที่เหมือนเป็นตอนเกริ่นนำจะสวิงสวายบ้าง มีทั้งการซ้อนภาพ ทั้งตัวเรื่องที่เล่าเองหรือแม้กับซีนอันน่าจดจำสวยๆอย่างการร้องเพลงที่เราชอบมาก หรือกับซีนที่แทรกเข้ามาที่เป็นเรื่องเล่าแสนรัดทดของสาวชาวจีนกับคนรักที่ล้อไปกับภาพการประท้วงในโปรตุเกส แต่ส่วนทีเหลือของหนังคือการนำเข้าไปสู่สิ่งที่หนังต้องการ นั้นคือความสงบ ด้วยการเล่าเรื่องให้ใกล้เคียงกับการอ่านหนังสือมากที่สุด เรื่องราวของคนดักนก คนเลี้ยงนกและการประกวดเสียงร้องของนก ใช่ เสียงร้องของนกคือความสงบในรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นหนังจึงได้ลดการ narrative ที่มีมากมายในสองพาร์ตแรกลงแล้วเปลี่ยนมาขึ้น text แทน (อันนี้อ้างอิงจาก Q&A) อารมณ์ประมาณอ่านหนังสือท่ามกลางธรรมชาติอะไรแบบนั้นอันเป็นการฉีกตัวออกไปจากสองพาร์ตแรกไปเลย อย่างไรก็ตาม เรื่องรัดทดของสาวชาวจีนที่ขึ้นมาระหว่างเรื่องหรือกับเสียงเครื่องบินคอยเข้ามาบดบังเสียงนกร้องนั้นยังคงเป็นตัวย้ำสติให้คนดูไม่หลงตัวไปกับความสงบเหล่านั้นมากไป คอยดึงเตือนกระตุ้นให้กลับมามองภาพจริงในอีกด้านหนึ่ง ไม่กลายเป็นดั่งชายแก่ที่ติดกับดักนก

 

สรุป:

หากพูดภาพโดยรวมของหนังทั้งสามภาคเราบอกได้เลยว่ามันสมบูรณ์แบบ ในที่นี้เราไม่ได้หมายความถึงหนังที่มันสะท้อนภาพบริบทประเทศของโปรตุเกสหรือวิกฤตยุโรปใดๆเพราะเราไม่มีความรู้มากนัก แต่เราหมายถึงความสมบูรณ์แบบในการเล่าเรื่องที่เรียกได้ว่าสุดขีดจริงๆ จะทั้งการยำใหญ่ใส่สารพัดในพาร์ตแรก ความเซอร์ซะแต่เด็ดขาดในพาร์ตสองและกับนิ่งอ้อยเอื่อยทั้งภาพและเสียงในพาร์ตนี้ โดยภาพรวมทั้งสามภาคเรารู้สึกว่าหนังมันค่อยๆลดระดับเรื่องเทคนิค ลดระดับการเล่าเรื่องลงมา อาการเหมือนคนที่มันค่อยๆเรียนรู้วิกฤตที่เข้ามาแล้วค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับวิกฤตนั้นให้ได้อะไรแบบนั้น

ยืนยันด้วยอีกเสียงว่าอยากดูสามตอนแบบรวดเดียวเลย แต่หากจะให้เรียงลำดับความชอบ ผลที่ได้ก็คงเป็น  1-3-2

ปล. ตอน Q&A โกเมซเล่าว่าแกทำหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อลูกสาวของแก โกเมซว่ามีวันนึงลูกสาวแกอยากให้แกซื้อของให้แต่แกไม่ซื้อ ลูกสาวแกก็เลยคิดว่า ออ! เพราะวิกฤตเศรษฐกิจแน่ๆเลยที่ทำให้พ่อต้องประหยัด โกเมซเลยเกิดความคิดที่จะอธิบายเรื่องวิกฤตนี้ให้ลูกฟังแต่ปัญหาคือตัวลูกสาวนั้นเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไรหนักๆพวกนี้ได้ โกเมซก็เลยคิดเรื่องทำหนังขึ้นมาเพื่อพูดถึงวิกฤตนี้ เพื่อให้ลูกสาวได้ดู ได้เรียนรู้และเข้าใจเมื่อโตขึ้นมากพอที่จะเข้าใจอะไรหนักๆได้แล้ว…จี๊ดใจจริงๆ

Marguerite & Julien: ท้าทายความหมิ่นเหม่ด้วยความป๊อป!

Marguerite & Julien (Valérie Donzelli/ France/ 2015)

Marguerite_et_Julien_poster

อยากจะกรี๊ดให้สุดเสียง ชอบหนังในระดับคลั่งไคล้แบบถวายตัว

เรื่องที่เกิดขึ้นในหนังทั้งหมดคือเรื่องเล่า เป็นเรื่องเล่าก่อนนอนสำหรับเด็กที่พูดถึงความรักระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือดในครอบครัวคนมีฐานะของฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 17 แล้วพอมันเป็นเรื่องเล่าที่จงใจจะให้คนดูรู้ว่ามันคือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเหมือนดั่งเรื่องเล่าหลายๆเรื่องที่มีหลายเวอร์ชั่นในแกนหลักเดียวกัน (ซีนที่พี่เลี้ยงตัดเรื่องเล่าให้จบลง แต่แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งจากเด็กน้อยเกิดขึ้นต่อคือคำยืนยันในที่นี้) มันเลยเหมือนเป็นการเปิดช่องให้หนังมันสามารถเล่าเรื่องไปอย่างไรก็ได้และเราพร้อมที่จะคล้อยตาม

เอาจริงๆส่วนตัวเราไม่มีปัญหากับเรื่อง incest นะ หรือจริงๆอาจจะมีแหละเพียงแต่เราไม่เคยคิดจริงๆจังๆหรือได้ประสบพบกับตัวเราเองซักที ดังนั้นเราเลยไม่ได้รู้สึกถึงความรุนแรงของไอ้ความ incest ซักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามเรื่องของศีลธรรมและความเหมาะสมก็เป็นสิ่งที่มันยังคงมีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เหตุการณ์มันคือยุคเก่า ยุคที่บ้านคนยังต้องมีบาทหลวง ยุคที่ความรักเช่นนี้คือเรื่องของความผิดบาป แต่สิ่งที่หนังทำคือการท้าทายไอ้ความไม่เหมาะสมนั้นลงอย่างราบคาบโดยการ bold มันให้เป็นหนังรักแบบไปให้สุดขอบทาง ท้าทายความหมิ่นเหม่นั้นด้วยการทำให้มัน ป๊อป! อย่างที่มิตรสหายท่านหนึ่งที่ดูด้วยกันว่ามันปาน โรมีโอ&จูเลียต เวอร์ชั่นของบาซ เลอห์มานน์ ยังไงหยั่งงั้น (ซีนที่เรากรี๊ดสลบและทำให้มันไปไกลสุดหล้ามากๆในแง่ของความเป็นหนังรักคือซีนตัดหัว ตัดหัวคนนึงแต่อีกคนตายไปพร้อมกันเลย กรี๊ดดดด)

และด้วยความที่มันเป็นเรื่องเล่าเช่นกัน การได้พบเห็นการผสมผสานของสิ่งผิดยุคในเรื่องคือสิ่งพิเศษที่เราชอบมาก อย่างที่บอกว่าพอมันกลายเป็นเรื่องเล่าที่สามารถถูกเล่าต่อๆกันไปมา ตัวบริบทบางอย่างมันก็อาจมีการถูกบิดหรือถูกดัดแปลงไปตามยุคสมัยและบริบท ณ เวลาที่เรื่องถูกเล่า ดังนั้นการที่เราได้เห็นสิ่งแปลกผิดยุคในหนังก็มีแนวคิดในแบบเดียวกัน แต่เพื่ออะไรละ ในที่นี้ก็เพื่อล้อกับแนวคิดของผู้คนที่มีต่อความรักแบบ incest นั้นเอง แนวคิดที่ยังคงยืนต้านท้าลมมากอย่างยาวนานแม้ว่าโลกจะหมุนไปกี่รอบแล้วก็ตาม

อย่างที่ตัวละครที่กลายเป็นวิญญาณได้บอกกับคนดูในตอนท้ายนั้นแหละว่าพวกเขายังอยู่ในทุกๆที่ในทุกๆสิ่งรอบตัวผู้คนเสมอ แม้นว่าลูกของพวกเขาจะกลายเป็นส่วนผสมของทั้งคู่ในร่างเดียวกันไปแล้วก็ตาม

 

5/5

Snap: การเมืองเคล้าความทรงจำในเรื่องรัก

Snap (คงเดช จาตุรันต์รัศมี/ ไทย/ 2015)

CQEg567UwAACtbk

ในปี 2555 เรามอบให้ แต่เพียงผู้เดียว คือหนังไทยอันดับหนึ่งประจำปี และในปีถัดไป ตั้งวง ก็ได้ตำแหน่งเดียวกัน ผ่านมาอีกสองปีดูท่าว่ามันจะเป็นเช่นนั้นอีกกับหนังเรื่องนี้ Snap

โดยส่วนตัวเราเห็นหนังเรื่องนี้คือส่วนผสมของ แต่เพียงผู้เดียว และ ตั้งวง จะโดยตั้งใจหรือไม่เราไม่รู้ แต่มันคือความลงตัวอย่างที่วิเศษสำหรับเราด้วยการเอาเรื่องของความทรงจำและการเมืองมาสอดแทรกและแวดล้อมเข้ากับหนังรักได้อย่างลงตัว

ความทรงจำในเรื่องรัก:

สิ่งที่ทำให้เราชอบ แต่เพียงผู้เดียว มากๆคือการที่มันพูดถึงเศษเสี้ยวของอดิตอันแตกสลายที่ส่งผลต่อปัจจุบันของปัจเจคบุคคล ความทรงจำที่ผ่านเข้ามาในรูปของห้วงคำนึงหรือบนพื้นของวัตถุเหล่านั้นที่ส่งผลต่อบรรดาผู้คนในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ Snap ใช้ จะว่าไปการพูดถึง “ความทรงจำในเรื่องรัก” มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความพิเศษของ Snap คือการที่มันทำให้เรามองเห็นส่วนที่มันหายไป ความทรงจำที่ขาดหายไปในหนังเรื่องนี้คือหัวใจหลัก ทั้งในรูปของการหายไปตามการเวลาหรือการหายไปเพราะไม่สลักสำคัญให้จดจำ การได้มาพบกันอีกครั้งของตัวละครเพื่อการค่อยๆเดินหาควาททรงจำร่วมกันเหล่านั้นมันจึงสวยงาม แต่ก็เจ็บปวดเหลือเกินเมื่อเรามองเห็นผลท้ายที่สุดของมันแล้ว

การเมืองเรื่องความรัก:

ไม่แปลกอะไรที่เราจะได้เห็นการแนบเคียงการเมืองไทยสมัยใหม่ในหนังของคงเดช หลายๆเหตุการณ์การเมืองไทยคือช่วงเวลาที่ตัวละครของคงเดชในชีวิตอยู่ บ้างส่งผลโดยตรงและบ้างส่งผลทางอ้อม ใน Snap เราพบว่ามันเป็นแบบแรก มันคือการเมืองที่ส่งผลกระทบโดยตรงที่ส่งผลต่อชีวิตและความรักอันให้ภาพที่ชัดเจนที่ว่าเราไม่สามารถหนีเรื่องการเมืองไปได้พ้นหรอก เพราะมันอยู่ในทุกเรื่องนั้นแหละ

แล้วเมื่อมองในมุมนี้ เราจึงอาจเล่าเรื่องของหนังใหม่ไปอีกแบบได้ ดังนี้ (***สปอร์ยนะ***)

เรื่องราวของผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจที่กำลังรักกัน พวกเขาเฝ้าฟูมฝักเลี้ยงปลาประชาธิปไตย หน้าตาประหลาดที่พวกเขาให้ชื่อมันว่าปลาหน้าตุ๊กแก แต่แล้วการรัฐประหารก็ได้แยกพวกเขาออกจากกัน ผู้มีอำนาจกลายไปเป็นสลิ่มในเมืองที่มีแฟนเป็นทหาร ส่วนอีกคนเข้าเมืองทำงานปากกัดตีนถีบที่แทบไม่มีโอกาสกลับบ้านเกิด ห้วงเวลา 8 ปีตังแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งรูปของตัวเองเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ความรักของพวกเขา ไม่ซิ! จริงๆก็มีแต่มันอยู่ในรูปของเส้นประที่เหมือนจะมีตัวตนอยู่แต่ไม่สามารถแน่ใจได้ในรูปลักษณ์หน้าตา ยิ่งความรักของพวกเขา(ที่เคยเกิดขึ้น)ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนเจ้าปลาประชาธิปไตยหน้าตุ๊กแกได้กลายเป็นของหายาก เลยถูกนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของรัฐ 8ปีผ่านไป พวกเขาจำเจ้าปลาปลาประชาธิปไตยที่พวกเขาเคยเลี้ยงไม่ได้แล้ว พวกเขาคิดว่าปลายทะเลสีสวยในอควอเรี่ยมนั้นคือปลาประชาธิปไตยหน้าตุ๊กแกที่พวกเขาเคยฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยกัน ปลาทะเลที่ภายนอกดูสวยงามแต่ไม่อาจทานทนกับสภาพน้ำแย่ๆได้ และการพบกันของเขาและเธอในครั้งใหม่ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว เรายังอาจจะรักกันอยู่ แต่เราจำไม่ค่อยได้เท่าไหร่แล้ว มันเหมือนมีเส้นแบ่งกันระหว่างเราอยู่ รูปคู่ของเราที่ถ่ายคู่กับปลาประชาธิปไตยจอมปลอมไม่เคยมีใครเคยเห็น เหมือนความรักของเราที่ไม่มีใครเคยเห็น เรารู้สึกเจ็บในเรื่องที่เราจำไม่ได้ เรารู้สึกว่า “8 ปีแล้ว ทำไมมันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลยว่ะ!”

แล้วสุดท้ายที่ฉากจบของหนัง ก็ได้นำพาเราคนดูไปสู่การประสานกันระหว่างความทรงจำและการเมือง ไปพบกับจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง อันเป็นฉากที่เศร้าสร้อยและเจ็บปวดยิ่ง

5/5

ปล. ด้วยความที่หนังเซ๊ตขึ้นในยุคสมัยใกล้ๆช่วงชีวิตของเรา เราจึงรู้สึกกับสิ่งที่มันบ่งบอกยุคสมัยนั้นมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องของเพลง หนังสือรุ่น ความสัมพันธ์แบบสมัยนั้น กล้องฟิล์มและกับการบันทึกห้วงการเมืองไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ปลล. เห็นว่ารอบในเวิร์ลฟิล์มวันพุธนี้เต็มแล้ว แต่หนังจะเข้าฉายในโรงปกติช่วงปลายปี ไม่อยากให้พลาดกันจริงๆ

ตุลา’15 กับหนังที่ได้ดู

01/10/15 – A Real Young Girl (Catherine Breillat/ France/ 1976) – 2/5

– หนังเรื่องแรกของ แคทเธอรีน เบรลญาต์ ที่ทำเรื่องแรกก็แรงและโดนแบนเลยในหลายประเทศรวมถึงประเทศบ้านเกิด กว่าจะได้ฉายจริงๆก็ล่อเข้าไปปี 2000 หนังมันว่าด้วยอารมณ์และความต้องการทางเพศของสาวแรกแย้มวัย 14ปี

– ไม่รู้ว่าเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไปหรือเปล่าที่ทำให้เราเฉยชากับหนังพอควร ประเด็นของหนังมันไม่ได้รุนแรงอะไรเว้นเสียแต่ภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมาที่ก็เต็มตากันจนแทบทะลุ

– และด้วยความที่หนังมันพูดถึงอารมณ์และความต้องการ หนังมันเลยเต็มไปด้วยฉากคนึงคิดกับจินตภาพทั้งแบบตรงไปตรงมาและมาแบบสัญญะต่างๆมากมายยยยยย

– การวางตำแหน่งหน้าที่ตัวแทนของสัตว์ในเรื่องนี่น่าสนใจดี ทั้งไก่ หมูป่า หรือแม้แต่แมลงวันที่แม้จะซื่อตรงไปหน่อยแต่เราชอบ

08/10/15 – The Tribe (Miroslav Slaboshpitsky/ Ukraine, Netherlands/ 2014) – 4.5/5

ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไรกับความช็อคและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเรื่องซักเท่าไหร่ ภาพรวมสำหรับเราอยู่ในเกณฑ์ “เฉยๆ” เสียด้วยซ้ำเนื่องด้วยเพราะหนังที่มันทำร้ายจิตใจคนดูอันเป็นหนังแบบที่เราชอบนั้นมันมีหลายๆเรื่องที่ทำได้ดีและไปได้ไกลกว่ามากๆ มากเสียจนเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดามากๆสำหรับเรา

แต่เพราะองค์ประกอบหนึ่งที่หนังตั้งใจเสนอมันออกมาคือการทำเป็นหนังที่ไม่มีบทพูด ไม่มีซับไตเติ้ล เป็นหนังของกลุ่มคนใบ้โดยที่ไม่มีสิ่งอื่นใดมาช่วยอธิบายบทสนทนาผ่านภาษามือหรืออธิบายความคิดในการกระทำการใดๆของตัวละครเลย กอปรกับการที่หนังมันชื่อ The Tribe มันเลยกลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้มันได้กลายมาเป็นการติดตามดูชีวิตของผู้คนกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มที่เราไม่สามารถเข้าใจใดๆได้นอกเสียจากการนำการกระทำต่างๆของพวกเขาเหล่านั้นมาผ่านวิธีคิด วิเคราะห์และแยกแยะด้วยตัวกรองอย่างประสบการณ์ของผู้ดูอย่างเราเอง

และส่วนที่เราพบว่ามันเจ็บแสบเหลือแสนมากๆคือการที่ได้พบว่า “ความรุนแรง” คือ “ภาษา” อันเป็นสากล ที่ผู้คนทั่วทั้งโลกเข้าใจได้มากกว่ามนุษย์ด้วยกันเสียอีก เราไม่เข้าใจพวกเขา แต่เราเข้าใจดีในความนรุนแรงที่เกิดขึ้นในหนัง

ดังนั้นพอเรามองเห็นแง่นี้แล้ว ความตั้งใจถ่ายแบบลองเทคยาวๆและการปล่อยฉากชวนช็อคให้นานแสนนั้นนั้นจึงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูง ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าเราจะตระหนักเห็นหรือเปล่าว่าเราจะสามารถจัดการกับความรุนแรงเหล่านั้นอย่างไร

ปล. ดีใจที่หนังแบบนี้ได้เข้าฉายโรงในระบบปกติ การได้ดูหนังแบบนี้ด้วยเงื่อนไขแบบนี้เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นบ่อยๆจนเป็นปกติในประเทศนี้จริงๆ

11/10/15 – เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ (ชยนพ บุญประกอบ/ ไทย/ 2015) – 3.5/5

ดูก่อนไปฮ่องกง ถึงตอนนี้เริ่มเลือนๆไปแล้ว

หนังสนุกแบบเพลินไปเรื่อยๆจนจบ ก็ต้องยอมรับความเก่งกาจของ GTH และ ผกก แหละที่ทำหนังที่มีหน้าหนังบ้าๆบอๆยากจะเชื่อให้ออกมาให้สนุกและยอมรับได้

เอาจริงๆเราไม่ได้อินหรือมีการรับรู้ถึงการใช้กิมมิคแบบการ์ตูนหรือในเรื่องของฐานันดรต่างๆในเรื่องเท่าไหร่ แต่ก็โชคดีไปที่หนังได้การแสดงดีๆของ 4 พระนางอันมาในบทที่มันเรียกสเน่ห์ได้แบบสบายๆ เราเลยโอเคกับหนังพอประมาณ

ชอบทุกพาร์ตที่มันเป็นการ์ตูนมากๆ เป็นการบ่งบอกความคิดของตัวละครได้แบบน่ารักน่าชัง

ถึงที่สุด สิ่งที่เราจดจำได้จนมาถึงตอนนี้คือประโยค “โร๊ดตู๊กตู๊กกกกกกก”

16/10/15 – Goodbye Mr. Loser (Yan Fei, Peng Damo/China/ 2015) – 3/5

ตอนอยุ่กว่างโจว บังเอิญเจอโรงหนัง เลยไม่พลาดที่จะลอง เรื่องนี้มีรอบพอดี ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถสื่อสารกับคนขายตั๋วได้เลย รอบแรกเดินเข้าไปจองก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เลยออกมาถ่ายรูปโปสเตอร์หนังแล้วเข้าไปซื้อตั๋วใหม่ สรุปได้ตั๋วโดยไม่ต้องพูดซักคำ

หนังทำเงินในจีนเป็นอันดับ 3 ของปีนี้ มันเป็นหนังรอม-คอมจากจีนที่ว่าถึงคู่ผัว-เมียที่รู้จักกันมาตังแต่สมัยเรียน ซึ่งนานมากจนตอนนี้กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันไป แล้วหนังก็พาเรากลับย้อนยุคไปในสมัยเรียนมัธยมของพวกเขา ในยุค 90 ยุคที่ไมเคิล แจ๊คสันยังไม่ตาย ยุคที่หนังไทเทนิคออกฉาย (ซึ่งมันบอกทำไมก็ไม่รู้) เพื่อสร้างเรื่องให้ตัวละครมันสามารถกลับไปปรับเปลี่ยนอดีตได้ แต่ผลสุดท้ายหนังมันออกมาท่าไหนก็คงเดาๆกันได้แหละ

ตามตรงคือหนังมันคลิเช่แบบสุดๆแหละ แต่อาจเพราะบรรยากาศในโรงใหม่ๆ แอ็คของคนดูแบบใหม่กระมั๊งที่ทำให้เราเพลินกับหนังไปได้ตลอด ขำไปได้เรื่อยๆ

19/10/15 – Our Times (Chen Yu Shan/ Taiwan/ 2015) – 4.5/5

หนังเรื่องนี้ทำให้ไอ้หนังที่ได้ดูก่อนหน้า (Goodbye Mr. Loser) กลายเป็นหนังห่วยไปเลย มันว่าด้วยเรื่องของการเล่าอดีตของตัวละครทั้งคู่แต่เรื่องนี้พลังทำร้ายล้างสูงระดับปรอทข้ามเขตแดง แล้วก็ไม่รู้ทำไปบรรดาหนังรักทั้งหลายที่เราเคยดูมักจะมีอีหนังจากประเทศไต้หวันนี่แหละที่มีพลังพิเศษบางอย่างที่แม้หนังมันจะน้ำเน่าเรียกพ่อขนาดนั้น มันก็ยังสามารถหาทางรอดออกไปและจูงคนดูให้ร่วมแหวกว่ายไปกับบรรดาเรื่องราวเน่าๆนั้นได้แบบไม่รู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวอะไรเลยแถมยังสอยหมัดใส่หน้าเราได้แบบรัวๆโดยที่เรายังยิ้มแก้มปริ่มได้อยู่ทั้งๆที่หน้านี่อาบเลือดไปแล้ว

เล่าเรื่องราวสั้นละกันเพราะมันไม่มีอะไรเท่าไหร่ หนังมันเล่าเรื่องราวของสาวนางหนึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแต่กลับสอบตกในเรื่องอื่นๆ แล้วหนังก็พาเราย้อนกลับไปในยุคที่เธอยังเรียนมัธยมปลาย ไปดูว่าเหตุใดเธอถึงเดินมาถึงจุดนี้ได้ ยุคที่ลุคของเธอโครตเห่ย ไปแอบรักหนุ่มหล่อดาวมหาลัยโดยมีไอ้หนุ่มหน้าหล่อใจนักเลงมาคอยช่วยเหลือ เรื่องราวที่เหลือก็คงพอๆเดาๆกันได้  อย่างที่บอกว่าหนังมันเน่า ดังนั้นมันจะไม่มีอะไรเกินกว่าที่คาดไว้หรอก แต่เดี๋ยวก่อน อีสิ่งที่มันอยู่นอกเหนือเส้นเรื่องตะหากที่มันจี๊ด

แรกสุดคือการนอสทาเจียยุค 90 (อีกแล้ว) ยุคที่กฏระเบียบในโรงเรียนยังไม่มักโดนท้าท้าย ยุคที่ความเฮียบของฝ่ายปกครองคือสิ่งน่าหวาดกลัว ยุคของลานสเก๊ตสี่ล้อ วอร์คแมนกับเทปคาสเซ็ต ยุคที่มีเพลงแบบลิ้นกับฟัน ยุคที่หนังฮ่องกงเฟื่องฟูและอีนางเอกก็คลั่งไคล้หลิวเต๋อหัวแบบสุดฤทธิ์ ซึ่งหนังมันก็เอาบรรยากาศแบบนี้มาใส่และล้อกับตัวเรื่องให้เราได้คนึงครวญ เอาจริงๆเส้นเรื่องของครูเฮียบๆนี่มันออกจะโง่ๆด้วยซ้ำแต่พอเรามองด้วยสายตาแบบยุคนั้นเรากลับเห็นว่ามันใช่มาก หรือกับจดหมายเวียนที่หนังเอามาใส่ในเรื่องได้อย่างลงตัวและดีงามสัดๆๆ (แต่ในอีกแง่เด็กยุคใหม่อาจไม่อินกับสิ่งพวกนี้ก็ได้นะ อันนี้คิดเอง)

สองคือตัวละครและนักแสดง ทำไมพวกมึงชามมิ่งกันขนาดนี้!!!!! อีพระเอก Wang Da Lu ก็หล่อฉิบหาย บทก็ส่งฉิบหาย ส่วนน้องนางเอก Sung Yuhua นี่คือ วิเวียน ชู กลับชาติมาเกิดใช่ไหม? ซีนเปิดตัวลุคใหม่ทำกูละลายคาเก้าอี้เลยสึด! (แล้วชื่อภาษาอังกฤษของน้องเขาก็ Vivian Sung ด้วย กี๊ดดดดด) นี่ถ้าเหล่านักแสดงไม่สามารถจับใจคนดูได้หนังคงได้ตายห่านแน่ๆเพราะด้วยตัวเรื่องที่มันไม่ค่อยอยากจะเอาใจช่วยตั้งแต่แรกอยุ่แล้ว แต่พวกมึงผ่านหมด ดีจริงๆ

และสามเราคิดถึงหนังอย่าง เมย์ไหนฯ กับ You Are the Apple of My Eye มันมีหลายๆอย่างคล้ายคลึงกับมากทีเดียว ทั้งเส้นเรื่องและความเน่าๆที่ดีของมัน ซึ่งดี

เอาล่ะ! หนุ่มสาวยุคอัลเตอร์ฯทั้งหลาย หนุ่มๆที่เคยสะสมรูปโป๊วิเวียน ชู พร้อมด้วยแฟนคลับพี่หลิวทั้งมวล เราเชื่อว่านี่คือหนังของพวกเราล่ะ

ปล. ซีนเปิดตัวตัวละครลับนี่ในโรงที่ดู (Cinema Alegria ที่มาเก๊า) กรี๊ดกันสนั่น สนั่นจนกูตกใจแทน รู้ว่าของเขาดังแหละแต่พอได้พบกับเหตุการณ์นี้กับตัวเองก็เชื่อสนิทใจเลย

ปลล. แนะนำว่าอย่าดูตัวอย่างเลยจะดีที่สุดนะ ดูไปหนังเลย ไม่รู้อะไรเลยจะฟินสุดๆ

20/10/15 – Infernal Affairs I (Andrew Lau, Alan Mak/ HK/ 2002) – 4/5

เอามาดูอีกรอบโดยกะว่าจะดูแบบ 3 ภาครวดเลย (อายมากที่จะบอกว่าภาค 2 และ 3 เรายังไม่เคยดูเลย) ผลก็คือความสนุกสัดๆตามฉบับหนังตำรวจจับผู้ร้ายของฮ่องกงแท้ๆ หักเหลี่ยมเฉียนคมพลิกเกมไปมา ทั้งๆที่เคยดูมาก่อนแล้ว รู้เรื่องมาก่อนแล้วแต่ก็ยังรู้สึกสนุกไปกับหนังอยู่ดี เก่งจริงๆ ไม่แปลกเลยที่หนังมันบูมมากจนคนหันมาสนใจหนังฮ่องกงอีกครั้งในช่วงเวลาที่มันเข้าฉาย

ไว้จะเขียนถึงรวมๆอีกทีหลังจากดูครบไตรภาคแล้ว

อนึ่ง ชอบซีนร้านเครื่องเสียงในช่วงแรกมากๆ มันฉลาดและคมคามดีจริงๆ

28/10/15 – Vanishing Point (จักรวาล นิลธำรงค์/ ไทย/ 2015) – 4/5

ตอนดูรู้สึกตลอดเวลาว่าหนังไทยแท้ๆที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยและความเป็นสากลไปด้วยพร้อมกันได้นั้นน่าจะเป็นแบบหนังเรื่องนี้แหละ เรารู้สึกว่าหนังมันดูเป็นสากลมากๆในขณะเดียวกับที่มันก็ดูเป็นไทยมากๆด้วย มันมีเรื่องศาสนา เรื่องพระ เรื่องสัจธรรมอยู่ในนั้นพร้อมพ่วงไปกับเรื่องราวความต่างของเจนเนเรชั่น แก๊ปของวัยของตัวละครลูกจีนอพยพหรือกับภาพแบบสังคมไทย การทำแผนของตำรวจหรือกับบรรยากาศแบบเอ๊กโซติกที่ปกคลุมทั้งเรื่องซึ่งเราพบว่ามันเข้าขาและลงตัวดีมากๆ (โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอันเป็นความคิดแบบสากลที่พุทธศาสนาแบบไทยๆก็พูดถึง)

เลยไม่แปลกอะไรที่เราจะรู้สึกไปถึงหนังของพี่เจ้ยที่นอกจากความเป็นไทยแบบสากลที่ว่าแล้ว มันยังใช้การโยงแต่ละภาพแต่ละซีนเข้าด้วยกันแบบหลวมๆ จางๆ แบบที่เราไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าเรื่องที่เราผูกอยู่ในหัวนั้นมันคือเรื่องจริงหรือเปล่า? เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือภาพจริงหรือแค่ภาพฝัน รวมไปถึงความสัมพันธ์ของตัวละคร

ส่วนที่เราชอบมากๆของหนังเรื่องนี้ 2 ส่วนหลักๆคือ

1. เรื่องของเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตำรวจตระเวนชายแดนที่พลัดผลูมาเป็นช่างตัดผม, เรื่องเล่าของโรงแรมอารยะ, เรื่องเล่าของครอบครัวชาวจีนของผู้เป็นพ่อหรือกับเรื่องเล่าทางโลกของพระ(เรื่องนี้และซีนนี้น่าตื่นตะลึงมากๆ) นอกเหนือไปจากการนำเรื่องเล่าเหล่านี้มาผูกเป็นเรื่องเพื่อการสนองตอบความเข้าใจของตัวเอง หรือการนำพาไปพบกับเรื่องของเวลาและการเปลี่ยนแปลงแล้ว มันยังสามารถนำพาหนังไปได้ในอีกมิติหนึ่ง มิติที่อยู่นอกเหนือจากภาพที่เห็น กล่าวคือมันได้กลายเป็นเรื่องเล่าแบบโดดๆที่ทำให้เห็นบริบทที่ต่างออกไปจากตัวหนังหรือจากตัวละคร มันสามารถเป็นเรื่องเล่าที่มีชีวิตเป็นของตัวเองก็ได้ มีภาพเป็นของตัวเองโดยที่คนดูสร้างมันขึ้นมา อันไม่จำเป็นต้องเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง มันเพียงแต่สัมผัสกันเพียงแผ่วเบา

2. คือเรื่องความผสมปนเปของยุคสมัยกับสิ่งต่างๆทีเกิดขึ้นในเรื่อง เราไม่รู้ว่ามันคือความตั้งใจของหนังหรือเปล่าที่มันมีสิ่งต่างๆสับสนปนเปกันไปหมด ทั้งเรื่องของสถานที่ๆเรารู้ว่ามันคือต่างจังหวัด แต่มันใกล้กรุงเทพและมีแม่น้ำแถมมีประเพณีที่เปิดเพลงทั้งของทางเหนือและทางอีสาน อันทำให้เราระบุชัดไม่ได้ว่าที่นี่คือที่ไหน หรือกับสิ่งของต่างๆในเรื่อง เราได้พบเห็นเทป VHS รถเก่าๆพังๆ หรือกับซ่องในโรงแรมแบบในหนัง ในเวลาเดียวกันกับการเห็นรถรุ่นใหม่ๆ มือถือรุ่นใหม่ๆที่ทำให้เราไม่สามารถระบุยุคสมัยได้ มันเลยกลายเป็นว่าโลกในหนังมันเป็นโลกที่เหมือนถูกเซ๊ตอับขึ้นมาใหม่ให้อยู่เหนือตัวสถานที่และเวลาอันเป็นความประหลาดที่เราชอบมาก

แล้วพอมาพิจารณากับชื่อหนัง Vanishing Point เราก็ค้นพบว่ามันคือเส้นเรื่องอันเจือจาง เรื่องเล่าที่สัมผัสกันอย่างแผ่วเบาและความปนเปของยุคที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้แหละ

ปล. หนังเรื่องนี้ต้องดูในโรงเท่านั้น World Film ในเดือนหน้ามีฉายด้วย อย่าได้พลาดเด็ดขาด

31/10/15 – Kinatay (Brillante Mendoza/ Philippines/ 2009) – 4.5/5

ไอ้ตอนแรกเราก็คิดว่ามันเป็นหนังปัญหาชีวิตครอบครัวชนชั้นล่างชาวฟิลิปปินส์ทั่วไปเพราะมันเริ่มด้วยการถ่ายสภาพบ้านเรือนคนชั้นล่างในมะนิลา พบกับความแออัด ความวุ่นวายและความรีบเร่งก่อนจะนำคนดูไปหาตัวซับเจกที่เป็นหนุ่มนักเรียนตำรวจผู้มีพร้อมทั้งเมียและลูกแล้วและกำลังจะไปจดทะเบียนแต่ง จากนั้นหนังมันก็พาให้ไปเห็นความต่างของชนชั้นเมื่อญาติคนหนึ่งปรากฏกายที่มากับรถยนต์และความป๊าเลี้ยงข้าวทั้งครอบครัวอันมาพร้อมกับการจกเงินทิปไปให้เพื่อนแบบหน้าตาเฉยแล้วก็ไปเรียนตามปกติ

แต่แล้วเมื่อตะวันดับลง หนังมันก็พลิกด้านไปเลย กลายเป็นว่าไอ้หนุ่มนักเรียนตำรวจแม่งอยู่ในแก็งค์รีดไถค่าคุ้มครอง แล้วหนังมันก็พาคนดูถลำลึงไปกับไอ้หนุ่มนี่ตลอดทั้งคืนยันเช้า ไปพบกับความดำมืดที่ค่อยๆถูกขุดขึ้นมาเรื่อยๆ เพิ่มพูนทวีจนมันกลายเป็นความท้าทายต่อมความคิดและศีลธรรมของทั้งคนดูและตัวละครจนกลายเป็นว่าไอ้เรื่องที่คิดไว้แต่แรกว่ามันคือเรื่องราวชีวิตครอบครัวของชนชั้นล่างนั้นมันกลายเป็นเรื่องขี้ประติ๋วไปเลยเพราะจริงๆแล้วมันมีความเหี้ยห่าครอบไว้อยู่

ความพิเศษสุดๆของหนังคือการที่มันยัดความอึดอัดและกดดันแบบสุดขีดให้กับตัวละครและคนดู หนังพยายามมอบทางเลือกให้กับตัวละครไม่ว่าจะเป็นการหนีหรือการช่วยเหลือ ที่ไม่ว่าจะเลือกทางใดผลลัพธ์ของทั้งสองทางมันนำพาไปสู่ความฉิบหายพอๆกัน ด้วยความที่รู้แบบนี้คนดูอย่างเราเลยรู้สึกอึดอัดและกดดันมากๆ แถมหนังมันยังพาคนดูและตัวละครเข้าไปพบกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงตลอดเวลา จากเพียงแค่เก็บค่าคุ้มครองกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้น กลายเป็นเรื่องที่กระทบกับชีวิตแบบสุดๆ การค่อยๆเพิ่มดีกรีขึ้นไปเรื่อยๆจนฉากที่มันชวนช๊อคก็ทำให้เราแทบลืมหายใจ

และที่สุดยิ่งกว่าคือการจบหนังแบบปลายเปิดอาซ่า มันกว้างมากเสียจนทำให้เราคนดูถึงเป็นห่วงโชคชะตาของตัวละคร เพราะอย่างที่ว่า มันไม่มีทางเลือกไหนที่มันทำให้เชื่อได้เลยว่าตัวละครมันจะมีชีวิตอยู่ดีมีสุขต่อไปได้

สุดขีดมาก สุดขีดจริงๆ!