กันยา’ 15 กับหนังที่ได้ดู

02/09/15 – Amy (Asif Kapadia/ UK, US/ 2015) – 4/5

ส่วนตัวเราไม่ใช่แฟนเพลงเอมี การดูหนังเรื่องนี้ของเราเลยเป็นการดูแบบกลางๆ ดังนั้นปัญหาที่เราพบคือการเกิดขึ้นของคำถามมากมายเกี่ยวกับตัวเอมี่ที่มีต่อวงการเพลงกระแสหลักเพราะหนังมันเลือกที่จะเลือกอยู่ข้างเอมี่ อยู่กับชีวิตอันน่าสงสารของเอมี่ชัดเจน พุ่งเป้าต่อต้านสิ่งที่เธอไม่พอใจ สิ่งที่ทำให้เธอแย่ลงเพื่อนำพาเรื่องดราม่าให้มันถึงขีดสุด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็คนละเรื่องกับเรื่องที่ว่ามันเป็นหนังดีหรือไม่ดี สิ่งหนึ่งที่หนังมันทำได้ดีมากๆคือการนำพาผู้ชมไปพบกับมนุษย์ที่มันมีความซับซ้อนมากคนหนึ่ง ค่อยๆพาไปพบกับเหตุการณ์ในชีวิตของเธอที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากสาวน้อยผู้สดสัยร่าเริงให้กลายไปเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงจากจุดเริ่มต้น ไหลเอื่อยไปพร้อมๆกับบทเพลงของเธอที่มาจากชีวิตของเธอเอง ซึ่งในส่วนของเพลงนี่แหละที่ทำให้เราอินมากๆ คือนอกจากตัวของเพลงเองแล้ว การที่เราได้มารู้ถึงที่มาของเพลงมันยิ่งทำให้เพลงมันมีพลังและช่วยยกเสริมตัวของหนังให้มันพีคมากขึ้นไปด้วย

“ชีวิตชั้นถูกฉีกออกด้วยสองสิ่ง ความรักและยา”  “พอไม่มียา ชีวิตชั้นไม่มีความสุขเลย” คือสองประโยคที่เราน้ำตารืน เพราะยาสำหรับเอมี่มันมีความหมายแบบที่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อน

02/09/15 – อนธการ: The Blue Hour (อนุชา บุญยวรรธนะ/ ไทย/ 2015) – 4/5

 ยอมรับว่าเหวอกับหนังมากๆ ออกจากโรงมาแบบมึนๆ ไม่คิดว่ามันจะออกมาแบบนี้ รอพักใหญ่ทีเดียวกว่าจะตกตะกอน อยากจะดูอีกรอบเพื่อเก็บรายละเอียดหลังจากที่จับสโคปของหนังได้แล้ว ยังไงสิ่งที่จะเขียนนี้ก็คงเป็นแค่เพียงการบันทึกความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น ไม่อาจเจาะลึกถึงตัวหนังมากนัก

เรายังไม่เคยดูหนังของ อนุชา มาก่อนเลย เพีบงแต่ได้ดู ตามสายน้ำ ในยูทูปซึ่งก็มีไม่เต็มเรื่อง เป็นเพียงการตัดมาบางส่วนเท่านั้น แต่สิ่งที่เราพบเห็นและชอบใน ตามสายน้ำ นั้นคือการใช้เพลง การใช้เสียงและการสร้างบรรยากาศอันแปลกตาที่จะว่าสวยก็ใช่ จะว่าแปลกประหลาดก็ได้เหมือนกัน

และสิ่งที่เราชอบใน ตามสายน้ำ ก็ถูกจัดเต็มในหนังเรื่องนี้อันเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยกให้หนังมันโดดเด่นขึ้นมาพร้อมๆกับการช่วยเสริมตัวเรื่องและประเด็นของหนังให้แข็งแรงขึ้นอันว่าถึงชีวิตเกย์ ความรุนแรงและเรื่องเล่าผีสางในสังคมไทยที่มันก่อรูปก่อร่างขึ้นมาในรูปของปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้อย่างตะไคร่น้ำในสระ-ห้องน้ำ เสียงแอบเบี้ยนที่เหมือนมีการซ้อนทับเสียงพูดบางประโยคจากซีนหนึ่งในหนังเข้าไปในอีกซีน หรือแม้แต่ลมที่พัดอยู่ในเรื่องที่มันทั้งอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวและสยดสยองไปในที (ซีนที่ดีมากๆคือภาพลมที่มันพัดผ้าม่านหน้าตาที่เหมือนผ้าม่านโดนดูดอย่างรุนแรง)

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ทัชอะไรมากกับตัวเรื่องหรือกับสารที่มันสื่อส่งมาที่ว่าถึงความอัดอั้นและการระบายออกของชีวิตเกย์หนุ่มในสังคมไทย แต่การที่หนังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความฝันกับความจริงอันลางเลือนนั้นกลับเป็นสิ่งที่เราชอบ เราไม่สามารถบอกได้เลยจริงๆว่าอันไหนคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นหรืออันไหนคือสิ่งฝันเพราะเราจะสามารถหาเหตุผลให้มันมาขัดแย้งกันเองได้อยู่เสมอ ซึ่งนี่คือส่วนที่ดีมากเพราะมันได้สร้างความอึดอัดกระอักกระอ่วมแก่เราที่ไม่สามารถชี้ถูก-ผิดใดๆได้ ซึ่งสังคมจริงๆมันก็เป็นเช่นนั้น

และแน่นอนที่สุด อีกด้านหนึ่งเรารมองเห็นมันเป็นหนังการเมืองอันว่าด้วยเรื่องของผู้มีอำนาจที่มีและกระทำต่อพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น พื้นที่ส่วนตัวที่มันมีได้เพียงเวลาสั้นๆเพอๆกับการดำน้ำ ภาพการตายยกบ้าน มันจึงประสบความสำเร็จมากสำหรับเรา

03/09/15 – ฟรีแลนซ์: ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2015) – 5/5

ไม่สามารถเขียนเป็นระบบได้เพราะมีความคิดมากมายสรตะ เลยแยกเป็นข้อๆไปละกัน

– ขณะดูและหลังดูจบ มีความปิติอย่างล้นพ้นที่หนังแบบเต๋อ หนังหน้าตายแบบเต๋อ มันสามารถไปสู่ผู้คนหมู่มากได้ แถมยังไม่โดนความเป็น GTH ทำลายทิ้งเหมือนหนังปกติของค่ายนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องชมเชย GTH ด้วยนั้นแหละที่กล้าปล่อยให้เต๋อทำเต็มที่และปล่อยออกมาฉาย

– ส่วนตัวเอาแค่เรื่องความเป็นหนังที่สร้างความบันเทิงสำหรับเราก็สอบผ่านฉลุยแล้ว มันครบรส หนังมันสามารถบาลานซ์ 3 สิ่งได้อย่างลงตัว นั่นคือ Comedy Romantic และ Drama ทั้ง 3 ส่วนมีช่วงพีคของตัวเอง นอกเหนือจากนั้นคือส่วนผสมของกันและกัน เราจึงได้เห็นความเป็น Rom-Com ในแง่หนึ่ง ความเป็นตลกร้ายในอีกแง่ รวมไปถึงความหม่นเศร้าไปเลย

– แถมมันยังเต็มไปด้วยสเน่ห์ที่ผ่านออกมาจากสไตร์และลายเซ็นของเต๋อเอง ผ่านเทคนิคการตัดต่อและลองเทค ผ่านการใช้เพลง(เหล่าคนยุค 90 นี่กรี๊ดลั่นได้เลย) ผ่านการสร้างตัวละครที่สำหรับเราๆว่ามันประหลาดแต่มันกลับทำให้เรารู้สึกว่ามันคือตัวละครที่มีตัวตนและมีชีวิตของมันจริงๆ

– และอย่างที่ทราบกันดีว่าเต๋อคือนักสังเกตสังกาและตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆตัวยง หนังสือ “ไทยจัง” หรือ “เมดอินไทยแลนด์” เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี แถมหนังช่วงหลังๆของเขาก็มักนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาใส่ไว้ในหนังดั่งการบันทึกช่วงเวลาหนึ่งๆเก็บไว้ จับยุคปลายของฟิล์มลงไปใน 36, เอาทวิสเตอร์มาทำใน Marry is Happy, Marry is Happy (และในหนังสั้นอีกมากมาย) แล้วในหนังเรื่องนี้เต๋อก็จับวิถีการทำงานสุดฮิตของยุคสมัยนี้อย่างฟรีแลนซ์มาเล่น มาตีแผ่ เปิดลอกความอิศระเสรีที่ฉาบหน้าออกมาให้เห็นเนื้อในที่ไม่ต่าง(หรืออาจแย่กว่า)พนักงานประจำ

– ซึ่งพอได้เห็นแบบนั้น แม้เราจะไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงความเป็นฟรีแลนซ์ แต่เราอินมากๆเมื่อมันพูดถึงเรื่องความฝัน ฝันคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกันและเรามีสิทธิ์ที่จะเลือก ไปเห็นที่พี่ชายพูดถึงหนัง ยอดมุนษย์เงินเดือน เราเลยระลึกได้ว่าเราชอบ ยอดมุนษย์เงินเดือน เพราะมันพูดถึงเรื่องนี้แหละ

– และเต๋อก็ไม่ลืมที่จะบันทึกประเด็นทางสังคมเข้าไปด้วย ใน Marry is Happy, Marry is Happy เราได้เห็นภาพการปกครองแบบผู้ใหญ่เป็นใหญ่ ในเรื่องนี้เราได้พบกับภาพการเข้าถึงระบบสารธาณสุขของไทย เปิดให้เห็นความต่างในโอกาสของคนที่ต่างกัน

– การโต้เถึยงในใจของตัวเองของยุ่นเป็นส่วนที่เราก็อินมาก เราว่าการพูดคุยกับตัวเองนี้แหละคือสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุด การโต้แย้งตัวเอง สะกดจิตตัวเอง การต้องเผชิญภาวะเขาควายหรือแม้แต่การลืมสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้นี่มันใช่มากๆ (แน่นอน กูก็คุยกับตัวเองด้วยคำหยาบแบบนี้แหละ สัด!)

– ในหนังทั้งหมดเราจะไม่เห็นหมออิมนั่งอยู่ในห้องตรวจเดียวดายคนเดียวเลย ถ้ายุ่นไม่มานั่งก่อนก็มักเห็นแต่หลังของหมอรอยุ่นเข้ามาในห้อง ยกเว้นซีนสุดท้ายก่อนหนังจบ เราไม่รู้ว่านี่คือความตั้งใจหรือเปล่า เราพบว่ามันเต็มไปด้วยความเศร้า เคว้งคว้าง เพราะการพบกันของทั้งคู่เหมือนเวลาพักผ่อนระหว่างกัน เติมพลังให้แก่กัน แต่สุดท้ายมันก็ต้องวนไปแบบนี้ไปตลอด ต่างคนต่างกลับเข้าสู่หน้าที่ของตัวเองเพื่อให้ได้ พักเบรค ด้วยกันอีกในเดือนถัดไป

– ในมวลหนังทั้งหมดเราพ่ายแพ้หมดรูปกันซีนแด๊ดแอร์ (ซีนพบหมอตอนผื่นหายไปแล้ว) ไม่รู้ซิ เวลาเราคิดถึงเต๋อ เรามักคิดถึงแด๊ดแอร์ แล้วในซีนนี้เต๋อเอามันมาใช้ได้ดีมากจริงๆ ทั้งโรงเงียบกริบ ส่วนเราก็หายใจขัด มันดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

– กราบทีมนักแสดง ซันซี่เหมาะกับหนังเต๋อที่สุดแล้วจริงๆ ชอบสายอิดโรยแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ของไวโอเลต และแน่นอนดาวิกาในหน้าเกือบสดนั้นคือที่สุดของหนังจริงๆ ออ! แล้วเราก็ไม่ลืมไก่ในเซเว่นนั้นด้วย

– เราได้ผู้นำแห่งหนังหน้าตายที่เป็นคนไทยแล้ว ดีใจๆ

ปล1. เปิดเรื่องมานี่คิดถึง Birdman นิดๆ ในใจก็คิด “อีเต๋อ มึงเอาจริงหรือ?” แต่สุดท้ายก็ต้องยอมศิโรราบ

ปล2. เคยเข้าไปคลุกกับวงการโฆษณาอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็พบว่าดีมากที่เราเกลียดและก้าวออกมา

05/09/15 – Shen Nu AKA. The Goddess (Wu Yonggang/ China/ 1934) – 4/5

– จำไม่ได้แล้วว่าเพื่อนซีเนไฟล์ท่านใดได้ดูแล้วเขียนถึงจนเราเซฟลิงก์ไว้ดู มันน่าตื่นเต้นชะมัดที่ได้พบกับหนังเงียบจากจีนยุค 30 แถมยังเป็นหนังเมโลดราม่าแบบเต็มคราบและมืดหม่นแบบเต็มสูบเสียด้วย เรื่องมันว่าด้วยวิบากชีวิตแสนเศร้าของโสเภณีเซี้ยงไฮ้ที่ต้องต่อสู้กับสังคม แถมยังเป็นซิงเกิ้ลมัมที่ต้องเลี้ยงลูกตัวคนเดียวอีกตะหาก

– และด้วยความที่มันเป็นหนังเก่า เราเลยดูด้วยสายตาที่ผ่อนคลายมากกว่าปกติ ซึ่งก็พบว่าหนังมันวิเศษมากในการสร้างและส่งต่ออารมณ์มายมายให้กับผู้ชมโดยเฉพาะความหม่นเศร้าและสิ้นหวังแม้นว่ามันจะเป็นหนังเงียบก็ตามที (ในที่นี่ต้องนับถือการตัดต่อและการแสดง) แถมมันยังมีเทคนิคที่เราก็ไม่ว่ามันเป็นของใหม่ในยุคนั้นหรือเปล่าแต่เราชอบมากอย่างการ CU หน้าตัวละครแล้วซ้อนอีกภาพหนึ่งเข้าไปเพื่อเปิดเปลือยอารมณ์ตัวละคร หรือกับซีนการขายตัวที่หนังเสนอให้เห็นเพียงแค่ขาบ้างหรือถ่ายด้วยมุมมองแบบ BEW แล้วก็ตัดจบไปเลย

– หนังมีฉากซ้อนภาพบนฟ้าอยู่ 2 ฉากที่สะท้อนอารมณ์ต่อกันและทำให้ฉากจบมันพีคมากๆๆๆๆๆ

– เสียดายที่ตัวเองไม่มีความรู้ถึงบริบทของเซี้ยงไฮ้และวงการหนังในยุคนั้นว่ามันเป็นอย่างไร

13/09/15 – Interstellar (Christopher Nolan/ US/ 2014) – 3/5

แหมมม กำลังจะพีคอยู่แล้วเชียว พอมาเจอ มิติเวลากายภาพ เท่านั้นแหละอารมณ์กูดร๊อปเลย คือกูไม่รู้ว่าเพราะมึงพูดเรื่องวิทยาศาสตร์จ๋ามากๆจนกูตามไม่ได้ไล่ไม่ทันหรือเพราะว่ามึงต้องการให้มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก แบบนี้คือแบบใช้วิทยาศาสตร์มาตอบปริศนาในทุกเรื่อง (ในที่นี่คือมาตอบเรื่องไสยศาสตร์) ซึ่งจริงๆมันไม่ผิดหรอกและเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะมีทางออกในแนวทางแบบนี้ที่เวิร์คกว่านี้หรือเปล่า? แต่การที่หนังมันออกมาแบบนี้มันเหมือนตบหัวคนดูง่ายไปหน่อยน่ะ เอาเข้าจริงไอ้ปริศนาแบบไสยศาสตร์และพวกความรู้สึกของมนุษย์ที่อยู่ในหนังถ้าให้มันมาชาแลนซ์กับตัววิทยาศาสตร์ในเรื่องมากกว่านี้มันอาจจะดีกว่า แต่ก็นั้นแหละ เราก็ตอบไม่ได้ว่ามันจะดีกว่าจริงหรือเปล่าหรือมันอาจกลายเป็นหนังยี้ๆไปเลยก็ได้ (แต่ออกมาแบบนี้มันโครตยี้เลยอะ)

อย่างไรก็ตามเราก็ยังว่าหนังมันดูได้สนุกดีและไอเดียตั้งต้นมันก็เลิศมาก เราสนุกกับทฤษฏฺีอะไรมากมายในหนังนะ และเราชอบมากที่มันเล่นเรื่องผลกระทบต่อเวลาที่แปรผันกับแรงโน้มถ่วงในต่างกาแลคซี่ แต่ไอ้เรื่องการรักษาอายธรรมมนุษย์อะไรนั้นมันน่าเบื่อมาก

อนึ่ง ใครเห็นเหมือนกูบ้างว่า แอน ฮาร์ทอะเวย์ ไม่เหมาะกับบทแบบนี้???

19/09/15 – The Assassin (Hou Hsiao-Hsien/ Taiwan, China, HK, France/ 2015) – 2/5

เห็นเพื่อนๆเหล่าซีเนไฟล์ชอบกันระดับกรี๊ดกร๊าด แต่เรากลับอุเบกขากับหนังมากๆ ซึ่งพอลองมาพิจารณาแล้วก็พบว่าเราไม่สามารถฟิตอินกับสิ่งที่หนังมันบอกไว้เลยอันว่าด้วยเรื่องวิถีอันปัจเจกในมวลขนบของหนังกำลังภายในที่ถูกถอดองค์ประกอบหลายๆอย่างออกไปให้คงเหลือเพียงแก่นเท้ๆของขนบไว้ เราไม่ใช่แฟนหนังกำลังภายในเลยไม่รู้ว่าขนบของหนังหรือนิยายแนวนี้มันเป็นอย่างไร แล้วก็อย่างที่บอก การที่เราไม่อินกับปมของตัวละครเลยมันก็ส่งผลให้ไอ้เรื่องการรวมศูนย์ปกครอง การแข็งขืนของเมืองหน้าด่าน ระดับชั้นครอบครัวอะไรเทือกนั้นมันเไม่ถูกนำมาพิจารณาเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้นเรากลับไม่ได้รู้สึกว่าซูฉีแสดงได้น่าจดจำไปด้วย (มันส่งผลต่อทุกอย่างในหนังจริงๆ) ออกจากโรงด้วยจิตสมาธิหัวโล่งๆมากๆ

อีกเหตุผลหนึ่งอาจเพราะเราชอบหนังสองเรื่องก่อนของลุงโหว่ที่เราได้ดูคือ A City Of Sadness และ Millennium Mambo ในระดับสูงมากๆ การเห็นว่าหนังเรื่องนี้มันแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงแบบนี้เลยรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย ก็คงจะไปตามเก็บหนังเก่าๆของลุงโหว่มาดูล้างตาแทนดีกว่า

อย่างไรก็ตามแม้การไม่รู้ขนบและไม่สามารถฟิดอินกับหนังจะเป็นยาขมสำหรับเรา แต่การได้ดูหนังที่ภาพงดงามมากๆเช่นนี้ เล่นสเกลของภาพได้น่าสนใจแบบนี้อันเป็นหนังของ ผกก ที่เราอาจจะไม่มีโอกาสดูในโรงภาพยนต์บ่อยครั้งนักก็คือส่วนที่ดีมากๆอันหนึ่งของประสบการณ์การดูหนังของเรา

ปล. งงเรื่องซับของหนังมากๆ เหมือนตัวละครเดียวกันแต่เรึยกกันต่างออกไป 2-3 ชื่อ

20/09/15 – Blind Massage (Lou Ye/ China, France/ 2014) – 4.5/5

หากคำกล่าวที่ว่า ความรักทำให้คนตาบอด เป็นจริง แล้วสำหรับคนตาบอดล่ะ เขาจะเป็นอย่างไรหากมีความรัก?

ดีใจที่กลับมาคืนดีกับโหลวเย่ ผกก ในดวงใจอีกครั้งหลังจากผิดหวังกับ Mystery หนังเรื่องก่อนของเขาไปพอประมาณ แถมยังรู้สึกดีมากขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างจากหนังเรื่องก่อนๆของเขาในแง่ที่ว่ามันอ่อนโยน ละมุนละไมและโรแมนติกเอามากๆ

หนังเล่าเรื่องราวของเหล่าหมอนวดตาบอดในโรงนวดแห่งหนึ่งในจีนกับสายสัมพันธ์ระหว่างกัน สายสัมพันธ์ที่ว่ามันก็คือเรื่องมนุษย์ทั่วไปนี่แหละ รัก โกรธ หลง ริษยาหรือเจ็บช้ำที่ไม่ต่างจากการแสดงออกของคนตาดีทั่วไป อันเป็นเป้าประสงค์หลักหนึ่งของหนังที่ไม่ได้ต้องการให้เราคนดู(คนตาดี)รุ้สึกถึงความแตกต่างอันตื้นเขินแบบนั้น มันไม่มีความคิดจำพวกที่มาเปรียบเปรยความโชคดีกับคนตาดีหรือมาทำตัวน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมตัวเองถึงตาบอดอะไรเทือกนั้นเลยซึ่งเป็นสิ่งดีงามมากๆ แถมกลับกันคนตาดีกลับคือตัวปัญหาของหนังด้วยซ้ำไป กอปรกับการที่เย่ไม่ได้ต้องการดึงดราม่าใดๆออกมาให้เฉิดฉายเกินพอดี เขาเพียงแต่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ผู้ซับซ้อนที่เขาถนัดนั้นแหละ เล่าเรื่องความยุ่งเหยิงของชีวิตด้วยสายตาแบบมนุษย์ในสังคมทั่วไปแล้วให้มันคลี่คลายไปเองในสิ่งที่มันเป็น

อีกส่วนที่เราชอบมากๆคือเรื่องการการสัมผัสระหว่างกันและกันของตัวละครอันเป็นภาพแทนของอารมณ์ต่างๆนาๆของตัวละครที่แสดงออกมาแทนแววตาที่พวกเขาไม่มี มันมักเป็นภาพ CU ของการสัมผัสที่ขับเน้นอารมณ์ตัวละครได้มากมายมหาศาลจริงๆ

ดูหนังของเย่ครบทุกเรื่องแล้ว (ยกเว้นหนังสั้น In Shanghai ในปี 2001 ที่ยังไม่ได้ดู จริงๆมีในยูทูปแต่เป็นเวอร์ชั่นพูดจีนซับฝรั่งเศส) เลยขอจัดอันดับเสียหน่อย

Purple Butterfly (2003) > Suzhou River (2000) > Summer Palace (2006) > Blind Massage (2014) > Weekend Lover (1995) >  Spring Fever (2009) > Love and Bruises (2011) > Mystery (2012)

20/09/15 – 40 Years of Silence: An Indonesian Tragedy (Robert Lemelson/ US/ 2009) – 4/5

อาจจะไม่รุนแรงเท่า The Act Of Killing (Joshua Oppenheimer, 2012) อันเป็นหนังสารคดีที่เล่าเรื่องราวและผลที่เกิดขึ้นของการปราบปรามภัยคอมมิวนิสต์ของซูฮาร์โต้เมื่อช่วงกลางยุค 60 ในอินโดนีเซียที่ทำให้มีประชากรตายมากกว่าห้าแสนคน (หรืออาจเป็นล้านคน) เหมือนกันๆเพียงแต่ใช้ object ที่แตกต่างกัน กล่าวคือใน The Act Of Killing เป็นการเล่าด้วยมุมมองของเหล่าผู้เป็นเครื่องมือในการสังหารผู้คน เป็นมุมมองและผลกระทบของผู้ลงมือกระทำ แต่ในเรื่องนี้มันคือมุมมองของเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้น โดยทั้งสองเรื่องนี้มอบความหดหู่แก่ผู้ชมในระดับรุนแรงไม่ต่างกัน

ดูไปก็มักนึกเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์การเมืองคล้ายกันของบ้านเราอย่างอดเสียไม่ได้ในเรื่องความทรงจำของเหยื่อที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติ ความทรงจำที่ถูกทำให้ไม่มีตัวตน แถมยังโดนบิดบริบทของประวัติศาสตร์เหล่านั้นให้เปลี่ยนไปด้วย และแม้ปัจจุบันจะสามารถเปิดปากพูดคุยและกล่าวถึงได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่มันก็ยังไม่สามารถถูกเก็บเข้าไว้ในส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางการของชาติอยู่ดี

น่าสนใจว่าเหตุใดหนังทั้งสองเรื่องกำกับโดยผู้กำกับต่างชาติ (อเมริกาทั้งคู่) หรือมันอาจสะท้อนให้เห็นว่าจริงๆแล้วคนอินโดฯก็ยังเกรงกลัวที่จะกล่าวและพูดถึงเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นอยู่

ปล. สารคดีอีกเรื่องที่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้คือ The Look Of Silence (2014) ที่เรายังไม่ได้ดู

20/09/15 – Hour Of The Wolf (Ingmar Bergman/ Sweden/ 1968) – 4/5

ตอนดูรอบแรกเมื่อหลายเดือนก่อนนี่งงตาแตกมากๆ คิดโทษโบ้ยไปว่าเหตุใดหนังของบรมครูทางภาพยนต์ของโลกมันต้องเสพยากด้วยว่ะ แต่พอมาได้ดูอีกรอบเลยเข้าใจมากขึ้นซึ่งก็พบว่าหนังแม่งหลอนประสาทและน่ากลัวจริงๆ

มันเริ่มด้วย title บอกว่าหนังเรื่องนี้คือการสร้างจากบันทึกส่วนตัวของศิลปินผู้หายสาปสูญไปนายหนึ่งแล้วจบด้วยเสียงของขั้นตอนการเริ่มถ่ายทำหนัง ก่อนเข้าสู่เรื่องของศิลปินผู้ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับสังคม เลยย้ายไปอยู่อาศัย ณ เกาะแห่งหนึ่งพร้อมกับภรรยา เกาะที่ครอบครองโดยบารอนเจ้าของประสาทบนเกาะ อยู่ๆไปก็เริ่มเกิดเหตุการณ์ประหลาดมากมายทั้งการพบผู้คนอันแปลกประหลาด เกิดความฝันอันแปลกประหลาดเลยเถิดไปถึงการนอนไม่หลับและสับสนระหว่างชีวิตจริงและสิ่งทีเกิดขึ้นในฝันและจิตใต้สำนึกแล้วสุดท้ายก็หายสาปสูญไปในที่สุด

กล่าวตามสัตย์ เราบอกไม่ได้จริงๆว่าสัญญะมากมายในหนังมันสามารถโยงไปถึงสิ่งใดได้บ้าง แต่สิ่งที่เราพบและเห็นว่ามันเยี่ยมมากคือการเห็นว่าเบิร์กแมนน่าจะะสนุกกับการเล่าเรื่องข้ามไปข้ามมาระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องฝัน สนุกกับการปั่นหัวคนดูเล่นโดยไม่แสดงความชัดเจนใดๆเลยที่จะสามารถแยกทั้งสองเรื่องออกจากกันได้ เราไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องไหนคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง(ทั้งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันและที่เกิดขึ้นในอดีตโดยผ่านการเล่าของตัวละครอีกที) หรือเรื่องไหนคือเรื่องฝันหรือจินตนาการของตัวละคร หรือจริงๆแล้วมันคือภาพในจิตใต้สำนึกของตัวละครที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงแต่ ผกก ต้องการเผยออกมาให้ผู้ชมได้เห็นแล้วก็ให้ผู้ชมเข้าใจกันไปต่างๆนาๆกันเอาเอง

อีกส่วนคือการเพิ่มสเกลความหลอนและน่ากลัวของหนังขึ้นไปตามระดับ โดยหนังถูกแบ่งออกเป็น 2 พาร์ตชัดเจนโดยพาร์ตแรกเป็นดั่งกับการค่อยๆดำดิ่งสู่ใจกลางจิตใต้สำนึกของตัวละครผ่านการพบปะผู้คนหลายบุคลิกผู้ซึ้งเข้ากระตุ้นให้เกิดภาพฝันและอาการประหลาด ส่วนพาร์ตหลังคือการดำลึกลงไปในส่วนที่ลึกและดำมืดที่สุดผ่านเรื่องเล่าจากสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในหัวบวกกับความหลอนประสาทอันสุดประหลาดผ่านเหล่าภูติผีก่อนที่จะถลำลึกลงไปจนหายสาปสูญไปในที่สุด โดยมีตัวละครอัลม่าศรีภรรยาเป็นดั่งเหยื่อของวังวนนี้อีกทอดหนึ่งผ่านการโบ้ยตีด้วยความรักและความเป็นห่วง

ชอบครึ่งหลังของหนังมากๆ มันน่ากลัวและหลอนประสาทมากทีเดียวโดยเฉพาะซีนตกปลาที่ทั้งลุ้นและช๊อค รวมถึงช่วงท้ายของหนังที่เป็นการเข้าไปในปราสาทอีกครั้งแล้วได้พบกับเหล่าผู้คนที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือหลังมือ

21/09/15 – เร็วทะลุเร็ว (พันนา ฤทธิไกร/ ไทย/ 2014) – 2/5

– ก็รู้แหละว่าหนังเน้นขายแอ็คชั่นมากกว่า แต่ก็อดไม่ได้อยู่ดีที่จะติดกับดักของความไม่สมเหตุสมผลของเรื่องที่มันเล่า

– เราไม่ได้เป็นแฟนหนังแอ็คชั้นภูธรไทย เคยผ่านตามาน้อยมาก เราเลยไม่ได้เห็นว่าไอ้ความไม่สมเหตุสมผลหรือความเว่อร์อลังของมันเป็นการล้อกับขนบหนังประเภทนี้หรือเปล่า

– ตัวละครหลักน่ารำคาญและน่าฆ่าทิ้งทุกตัว โดยเฉพาะคนที่แสดงเป็นน้องของเดี่ยวชูพงษ์ (จำชื่อไม่ได้) แม่งเล่นใหญ่เท่าคฤหาสน์

– ฉากโขว์แอ็คชั้นพวกบู๊สะบั่นหั่นแหลกต่างๆสำหรับเรามันไม่ได้มีอะไรใหม่อีกแล้วละ เว้นเสียการดีไซร์ฉากแอ็คชั้นบางช่วงบางตอนที่เราว่ามันใหม่ดีโดยเฉพาะซีนบุกตะลุยแบบลองเทคที่ทำออกมาเหมือนกันเกมตะลุยด่านทั้งสองซีนในหนัง ถ้าว่ากันตามจริงก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้ดีมากในแง่ของความแอ็คชั้น แต่มันสนุกมากกับการมาคิดว่าเขาถ่ายทำกันอย่างไร? กล้องต้องเดินอย่างไร ตัวละครเดินอย่างไรอะไรแบบนั้นน่ะ

– การเรียนการต่อสู้กับวีดีโอ การกระโดดให้คนถีบตกรถไฟ การยืนยิงปืนหลังถังน้ำมัน ต่อสู้ในที่กั้นกระจกที่แตกแล้วแตกอีกทั้งๆที่มันไม่น่าจะมีกระจกเหลืออยู่ในฉากแล้ว ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งที่ wtf ติดตามากกว่าตัวหนังทั้งเรื่องอีกง่ะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s