ฟรีแลนซ์: ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2015)

CLqKx_4UYAAOYnK

ไม่สามารถเขียนเป็นระบบได้เพราะมีความคิดมากมายสรตะ เลยแยกเป็นข้อๆไปละกัน

– ขณะดูและหลังดูจบ มีความปิติอย่างล้นพ้นที่หนังแบบเต๋อ หนังหน้าตายแบบเต๋อ มันสามารถไปสู่ผู้คนหมู่มากได้ แถมยังไม่โดนความเป็น GTH ทำลายทิ้งเหมือนหนังปกติของค่ายนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องชมเชย GTH ด้วยนั้นแหละที่กล้าปล่อยให้เต๋อทำเต็มที่และปล่อยออกมาฉาย

– ส่วนตัวเอาแค่เรื่องความเป็นหนังที่สร้างความบันเทิงสำหรับเราก็สอบผ่านฉลุยแล้ว มันครบรส หนังมันสามารถบาลานซ์ 3 สิ่งได้อย่างลงตัว นั่นคือ Comedy Romantic และ Drama ทั้ง 3 ส่วนมีช่วงพีคของตัวเอง นอกเหนือจากนั้นคือส่วนผสมของกันและกัน เราจึงได้เห็นความเป็น Rom-Com ในแง่หนึ่ง ความเป็นตลกร้ายในอีกแง่ รวมไปถึงความหม่นเศร้าไปเลย

– แถมมันยังเต็มไปด้วยสเน่ห์ที่ผ่านออกมาจากสไตร์และลายเซ็นของเต๋อเอง ผ่านเทคนิคการตัดต่อและลองเทค ผ่านการใช้เพลง(เหล่าคนยุค 90 นี่กรี๊ดลั่นได้เลย) ผ่านการสร้างตัวละครที่สำหรับเราๆว่ามันประหลาดแต่มันกลับทำให้เรารู้สึกว่ามันคือตัวละครที่มีตัวตนและมีชีวิตของมันจริงๆ

– และอย่างที่ทราบกันดีว่าเต๋อคือนักสังเกตสังกาและตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆตัวยง หนังสือ “ไทยจัง” หรือ “เมดอินไทยแลนด์” เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี แถมหนังช่วงหลังๆของเขาก็มักนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาใส่ไว้ในหนังดั่งการบันทึกช่วงเวลาหนึ่งๆเก็บไว้ จับยุคปลายของฟิล์มลงไปใน 36, เอาทวิสเตอร์มาทำใน Marry is Happy, Marry is Happy (และในหนังสั้นอีกมากมาย) แล้วในหนังเรื่องนี้เต๋อก็จับวิถีการทำงานสุดฮิตของยุคสมัยนี้อย่างฟรีแลนซ์มาเล่น มาตีแผ่ เปิดลอกความอิศระเสรีที่ฉาบหน้าออกมาให้เห็นเนื้อในที่ไม่ต่าง(หรืออาจแย่กว่า)พนักงานประจำ

– ซึ่งพอได้เห็นแบบนั้น แม้เราจะไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงความเป็นฟรีแลนซ์ แต่เราอินมากๆเมื่อมันพูดถึงเรื่องความฝัน ฝันคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกันและเรามีสิทธิ์ที่จะเลือก ไปเห็นที่พี่ชายพูดถึงหนัง ยอดมุนษย์เงินเดือน เราเลยระลึกได้ว่าเราชอบ ยอดมุนษย์เงินเดือน เพราะมันพูดถึงเรื่องนี้แหละ

– และเต๋อก็ไม่ลืมที่จะบันทึกประเด็นทางสังคมเข้าไปด้วย ใน Marry is Happy, Marry is Happy เราได้เห็นภาพการปกครองแบบผู้ใหญ่เป็นใหญ่ ในเรื่องนี้เราได้พบกับภาพการเข้าถึงระบบสารธาณสุขของไทย เปิดให้เห็นความต่างในโอกาสของคนที่ต่างกัน

– การโต้เถึยงในใจของตัวเองของยุ่นเป็นส่วนที่เราก็อินมาก เราว่าการพูดคุยกับตัวเองนี้แหละคือสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุด การโต้แย้งตัวเอง สะกดจิตตัวเอง การต้องเผชิญภาวะเขาควายหรือแม้แต่การลืมสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้นี่มันใช่มากๆ (แน่นอน กูก็คุยกับตัวเองด้วยคำหยาบแบบนี้แหละ สัด!)

– ในหนังทั้งหมดเราจะไม่เห็นหมออิมนั่งอยู่ในห้องตรวจเดียวดายคนเดียวเลย ถ้ายุ่นไม่มานั่งก่อนก็มักเห็นแต่หลังของหมอรอยุ่นเข้ามาในห้อง ยกเว้นซีนสุดท้ายก่อนหนังจบ เราไม่รู้ว่านี่คือความตั้งใจหรือเปล่า เราพบว่ามันเต็มไปด้วยความเศร้า เคว้งคว้าง เพราะการพบกันของทั้งคู่เหมือนเวลาพักผ่อนระหว่างกัน เติมพลังให้แก่กัน แต่สุดท้ายมันก็ต้องวนไปแบบนี้ไปตลอด ต่างคนต่างกลับเข้าสู่หน้าที่ของตัวเองเพื่อให้ได้ พักเบรค ด้วยกันอีกในเดือนถัดไป

– ในมวลหนังทั้งหมดเราพ่ายแพ้หมดรูปกันซีนแด๊ดแอร์ (ซีนพบหมอตอนผื่นหายไปแล้ว) ไม่รู้ซิ เวลาเราคิดถึงเต๋อ เรามักคิดถึงแด๊ดแอร์ แล้วในซีนนี้เต๋อเอามันมาใช้ได้ดีมากจริงๆ ทั้งโรงเงียบกริบ ส่วนเราก็หายใจขัด มันดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

– กราบทีมนักแสดง ซันซี่เหมาะกับหนังเต๋อที่สุดแล้วจริงๆ ชอบสายอิดโรยแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ของไวโอเลต และแน่นอนดาวิกาในหน้าเกือบสดนั้นคือที่สุดของหนังจริงๆ ออ! แล้วเราก็ไม่ลืมไก่ในเซเว่นนั้นด้วย

– เราได้ผู้นำแห่งหนังหน้าตายที่เป็นคนไทยแล้ว ดีใจๆ

ปล1. เปิดเรื่องมานี่คิดถึง Birdman นิดๆ ในใจก็คิด “อีเต๋อ มึงเอาจริงหรือ?” แต่สุดท้ายก็ต้องยอมศิโรราบ

ปล2. เคยเข้าไปคลุกกับวงการโฆษณาอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็พบว่าดีมากที่เราเกลียดและก้าวออกมา

5/5

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s