Month: September 2015

ฟรีแลนซ์: ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2015)

CLqKx_4UYAAOYnK

ไม่สามารถเขียนเป็นระบบได้เพราะมีความคิดมากมายสรตะ เลยแยกเป็นข้อๆไปละกัน

– ขณะดูและหลังดูจบ มีความปิติอย่างล้นพ้นที่หนังแบบเต๋อ หนังหน้าตายแบบเต๋อ มันสามารถไปสู่ผู้คนหมู่มากได้ แถมยังไม่โดนความเป็น GTH ทำลายทิ้งเหมือนหนังปกติของค่ายนี้ ซึ่งอันที่จริงต้องชมเชย GTH ด้วยนั้นแหละที่กล้าปล่อยให้เต๋อทำเต็มที่และปล่อยออกมาฉาย

– ส่วนตัวเอาแค่เรื่องความเป็นหนังที่สร้างความบันเทิงสำหรับเราก็สอบผ่านฉลุยแล้ว มันครบรส หนังมันสามารถบาลานซ์ 3 สิ่งได้อย่างลงตัว นั่นคือ Comedy Romantic และ Drama ทั้ง 3 ส่วนมีช่วงพีคของตัวเอง นอกเหนือจากนั้นคือส่วนผสมของกันและกัน เราจึงได้เห็นความเป็น Rom-Com ในแง่หนึ่ง ความเป็นตลกร้ายในอีกแง่ รวมไปถึงความหม่นเศร้าไปเลย

– แถมมันยังเต็มไปด้วยสเน่ห์ที่ผ่านออกมาจากสไตร์และลายเซ็นของเต๋อเอง ผ่านเทคนิคการตัดต่อและลองเทค ผ่านการใช้เพลง(เหล่าคนยุค 90 นี่กรี๊ดลั่นได้เลย) ผ่านการสร้างตัวละครที่สำหรับเราๆว่ามันประหลาดแต่มันกลับทำให้เรารู้สึกว่ามันคือตัวละครที่มีตัวตนและมีชีวิตของมันจริงๆ

– และอย่างที่ทราบกันดีว่าเต๋อคือนักสังเกตสังกาและตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆตัวยง หนังสือ “ไทยจัง” หรือ “เมดอินไทยแลนด์” เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี แถมหนังช่วงหลังๆของเขาก็มักนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาใส่ไว้ในหนังดั่งการบันทึกช่วงเวลาหนึ่งๆเก็บไว้ จับยุคปลายของฟิล์มลงไปใน 36, เอาทวิสเตอร์มาทำใน Marry is Happy, Marry is Happy (และในหนังสั้นอีกมากมาย) แล้วในหนังเรื่องนี้เต๋อก็จับวิถีการทำงานสุดฮิตของยุคสมัยนี้อย่างฟรีแลนซ์มาเล่น มาตีแผ่ เปิดลอกความอิศระเสรีที่ฉาบหน้าออกมาให้เห็นเนื้อในที่ไม่ต่าง(หรืออาจแย่กว่า)พนักงานประจำ

– ซึ่งพอได้เห็นแบบนั้น แม้เราจะไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงความเป็นฟรีแลนซ์ แต่เราอินมากๆเมื่อมันพูดถึงเรื่องความฝัน ฝันคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกันและเรามีสิทธิ์ที่จะเลือก ไปเห็นที่พี่ชายพูดถึงหนัง ยอดมุนษย์เงินเดือน เราเลยระลึกได้ว่าเราชอบ ยอดมุนษย์เงินเดือน เพราะมันพูดถึงเรื่องนี้แหละ

– และเต๋อก็ไม่ลืมที่จะบันทึกประเด็นทางสังคมเข้าไปด้วย ใน Marry is Happy, Marry is Happy เราได้เห็นภาพการปกครองแบบผู้ใหญ่เป็นใหญ่ ในเรื่องนี้เราได้พบกับภาพการเข้าถึงระบบสารธาณสุขของไทย เปิดให้เห็นความต่างในโอกาสของคนที่ต่างกัน

– การโต้เถึยงในใจของตัวเองของยุ่นเป็นส่วนที่เราก็อินมาก เราว่าการพูดคุยกับตัวเองนี้แหละคือสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุด การโต้แย้งตัวเอง สะกดจิตตัวเอง การต้องเผชิญภาวะเขาควายหรือแม้แต่การลืมสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้นี่มันใช่มากๆ (แน่นอน กูก็คุยกับตัวเองด้วยคำหยาบแบบนี้แหละ สัด!)

– ในหนังทั้งหมดเราจะไม่เห็นหมออิมนั่งอยู่ในห้องตรวจเดียวดายคนเดียวเลย ถ้ายุ่นไม่มานั่งก่อนก็มักเห็นแต่หลังของหมอรอยุ่นเข้ามาในห้อง ยกเว้นซีนสุดท้ายก่อนหนังจบ เราไม่รู้ว่านี่คือความตั้งใจหรือเปล่า เราพบว่ามันเต็มไปด้วยความเศร้า เคว้งคว้าง เพราะการพบกันของทั้งคู่เหมือนเวลาพักผ่อนระหว่างกัน เติมพลังให้แก่กัน แต่สุดท้ายมันก็ต้องวนไปแบบนี้ไปตลอด ต่างคนต่างกลับเข้าสู่หน้าที่ของตัวเองเพื่อให้ได้ พักเบรค ด้วยกันอีกในเดือนถัดไป

– ในมวลหนังทั้งหมดเราพ่ายแพ้หมดรูปกันซีนแด๊ดแอร์ (ซีนพบหมอตอนผื่นหายไปแล้ว) ไม่รู้ซิ เวลาเราคิดถึงเต๋อ เรามักคิดถึงแด๊ดแอร์ แล้วในซีนนี้เต๋อเอามันมาใช้ได้ดีมากจริงๆ ทั้งโรงเงียบกริบ ส่วนเราก็หายใจขัด มันดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

– กราบทีมนักแสดง ซันซี่เหมาะกับหนังเต๋อที่สุดแล้วจริงๆ ชอบสายอิดโรยแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ของไวโอเลต และแน่นอนดาวิกาในหน้าเกือบสดนั้นคือที่สุดของหนังจริงๆ ออ! แล้วเราก็ไม่ลืมไก่ในเซเว่นนั้นด้วย

– เราได้ผู้นำแห่งหนังหน้าตายที่เป็นคนไทยแล้ว ดีใจๆ

ปล1. เปิดเรื่องมานี่คิดถึง Birdman นิดๆ ในใจก็คิด “อีเต๋อ มึงเอาจริงหรือ?” แต่สุดท้ายก็ต้องยอมศิโรราบ

ปล2. เคยเข้าไปคลุกกับวงการโฆษณาอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็พบว่าดีมากที่เราเกลียดและก้าวออกมา

5/5

Advertisements

สิงหา’ 15 กับหนังที่ได้ดู

01/08/15 – Mission: Impossible – Rogue Nation (Christopher McQuarrie/ US/ 2015) – 4.5/5

– ดูดีมีสกุลรุนชาติเหลือเกิน การค่อยๆลดดีกรีความเล่นใหญ่ลงไปเรื่อยๆ จากฉากสุดอลังในซีนเปิดเรื่องไปจบที่การร่ำลาสวยๆในตอนท้ายนี่คือดีงามน้ำแตก หรือกับการค่อยๆกลายสภาพการต่อกรกับคู่ขัดแย้งจากพลังร่างกายลงไปเป็นพลังสมองนี่ก็ดีงามน้ำพุ่ง

– ส่วนตัวเราชอบซีนในโรงละครมากๆ มันดูดีมากเลยอะ ทั้งจังหวะ การลำดับภาพรวมไปถึงซาวด์ประกอบที่เรียกได้ว่าเป๊ะมาก จนไอ้การตัดสินใจของตัวละครมันดูหล่อเหลือเกิน

– แล้วก็ชอบที่หนังมันไม่มาเล่นใหญ่เรื่องปกป้องโลกจากผู้ก่อการร้ายอะไรเทือกนั้นเหมือนหนังสายลับยุคหลังๆอีกแล้วที่เรามักเฟล แต่มันไปพูดถึงวงจรกลไกการทำงานของเหล่าองค์กรสายลับแทน มีตื่นลึกหนาบาง มีการเดินหมากเพื่อเอาชนะกันแบบก้าวต่อก้าว ครอบคลุมไปหมดทั้งองค์กรลับ จารชนสองหน้า แผนซ้อนแผน เราคนดูเลยจับไม่ได้ไล่มันทัน ทำให้มันสนุกมากๆ

– และการที่มันนำจุดเด่นของหนังภาคก่อนๆที่เราพอจำได้อย่างหน้ากากยางหรือซีนร้านอาหารก็เอามาเล่นได้ลงตัวชะมัด หน้ากากโง่ๆมาในจังหวะที่พอดิบพอดี ส่วนซีนร้านอาหารตอนท้ายนี่เรียกว่าเทพได้เลย เสียงเงียบในซีนนี้ดีจนน่ากราบ

– แน่นอน กูได้แฟนคนใหม่แล้ว เธอชื่อ รีแบกก้า เฟอร์กูสัน!!!

– ไม่ถึงกับเป็นแฟนหนังชุดนี้ แต่ก็ดูจนครบทุกภาค ไอ้ตัวเรื่องของแต่ละภาคก็เลือนๆไปพอประมาณแต่ยังพอจำได้ว่าเราชอบประมาณไหน เลยขอจัดอับดับเสียหน่อย: Brian De Palma > Christopher McQuarrie > J. J. Abrams > Brad Bird > John Woo

13/08/15 – Magic to Win (Wilson Yip/ Hong Kong, China/ 2011) – 1.5/5

วิลสัน ยิป คงอยากจะไปให้สุดในแนวทางหนังแอ็คชั่น แบบมันส์สัดๆก็ทำมาแล้วใน SPL แบบหนังศิลปะการต่อสู้ที่แฝงประเด็นการเมืองดีๆและสนุกมากๆอย่าง Ip Man ทั้งสองภาคก็ทำแล้ว เที่ยวนี้แกคงอยากทำหนังซูเปอร์ฮิวแมนแบบ X-Men กับเขาบ้าง แต่เสียใจเหลือแสนที่หนังมันออกมาด๊อกด๋อยชวนกุมขมับ จนกุสงสัยว่านี่ฝีมือ วิลสัน ยิป จริงหรือว่ะนี่

ด้านหนึ่งมันอาจจะเป็นหนังตลกที่มันใส่กลุ่มแก็งส์วอลเล่บอลสุดห่วยเข้ามา อีกด้านก็ดูจริงจังขึงขังกับเรื่องของการรวบเหล่าผู้มีพลังพิเศษเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่ส่งผลต่อไฮไลท์ในช่วงท้าย ซึ่งหนังมันก็มอบความสับสนทางอารมณ์สองแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกูคนดูไม่อยากจะโฟกัสกับหนังอีกแล้ว ปล่อยให้แม่งสนุกของมันไปอย่างเดียว (ซีนนึงที่ทำเอากูปลงมากคือไอ้ผู้มีพลังวิเศษนี้มันสามารถดึงรูปอะไรก็ตามที่อยู่ในหนังสือออกมาได้ แม่งดึงไลท์เซเบอร์ออกมาฟันกันเว้ยเมิงงงงงง)

ออ! กู่เทียนเล่อ คือตัวหลอกนะ ออกมานับฉากได้ นับคำพูดได้เลย

51BKJNHWDPL13/08/15 – Nippuruzu (Kon Arima/ Japan/ 2006) – 2/5

 นางเอกเป็นนางแบบชื่อดังที่เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง ทีนี่เธอไปถ่ายแบบนู๊ดมันเลยเกิดปัญหาขึ้นตรงที่ว่าบริษัทเบียร์มากล่าวหาว่าเธอทำลายชื่อเสียงของเบียร์และต้องการฟ้องร้อง ปัญหาที่ว่าก็เพียงแค่การโชว์หัวนมออกสื่อผ่านภาพนู๊ดที่เธอไปถ่าย แค่นั้น ทั้งๆที่โปสเตอร์โฆษณาเบียร์ของเธอก็เป็นรูปในชุดว่ายน้ำที่เว้าแบบสัดๆและปิดแค่หัวนม! เธอไม่แคร์ เธอลาออกจากการเป็นนางแบบแล้วไปแต่งงานกับแฟนคลับของเธอก่อนพบว่าเขาเป็นโรคกลัวหน้าอกผู้หญิง!!!

หนังมันว่าด้วยเรื่องของหน้าอกและหัวนมของผู้หญิงในสังคมแบบญี่ปุ่นที่ประหลาดดี กึ่งๆจะเฟมินิสต์ด้วยเล็กๆ เพศชายในเรื่องทุกคนคือผู้ไร้ความสามารถแต่กลับมีอำนาจเหนือกว่าเพศหญิง แต่เพศหญิงกลับคือเป็นผู้ปลดแอกทั้งมวล

14/08/15 – Inside Out (Pete Docter, Ronaldo Del Carmen/ US/ 2015) – 4/5

แปลกดีที่เราไม่ได้ทึ่งหนังที่ผลของมัน แต่กลับทึ่งในกระบวนการก่อนที่มันจะกลายมาเป็นหนังมากกว่า กล่าวคือเรื่องของไอเดียและวิธีคิดที่ผ่านกระบวนการมาอย่างดีมากๆ มันไม่ใช่แค่การคิดจะเล่นเรื่องของอารมณ์ในมนุษย์แค่นั้น แต่มันผ่านการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าการกระทำแบบไหนควรผ่านอารมณ์ตัวใด หรืออารมณ์ตัวไหนก่อให้เกิดเหตุการณ์ใดๆได้บ้าง รวมไปถึงการวางโครงสร้างและกระบวนการต่างๆที่มันก่อเกิดความเป็นมนุษย์ขึ้นมาผ่านรูปแบบที่เป็นรูปธรรมเข้าใจง่าย โดยที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันวางอยู่บนเงื่อนไขเรื่องช่วงวัยของตัวละครอีกที ซึ่งมันละเอียดอ่อนและสร้างสรรค์มากๆจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการคิดเรื่อง “ความทรงจำที่หล่นหาย” และ “การเติบโตของช่วงวัย” ที่หนังใช้เป็นไฮไลท์หลักอันมีประสิทธิภาพและมีอานุภาพการทำล้ายล้างที่สูงมากกกกกกก จนคนดูตายกันไปเป็นเบื่อ ดีตามมาตราฐานของพิกซ่าร์ที่เรารัก

อย่างไรก็ตาม หากจะมีสารใดในหนังที่สามารถฆ่าเราให้ตายได้ นั่นก็คงเป็นการที่หนังมันบอกกับเราว่า มนุษย์เรามันเติบโตขึ้นจากความเศร้า ไม่ใช่ความสุข

15/08/15 – Parasyte Part 2 (Takashi Yamazaki/ Japan/ 2015) – 3.5/5

 สำหรับเรา มันจบได้สวยแม้จะเยินเย่อไปหน่อยในช่วงท้าย ภาคแรกมันพูดถึงการรุกรานของปรสิตในการยึดครองร่างมนุษย์อันเป็นการทำลายมนุษย์กลายๆ พร้อมๆไปกับการทิ้งประเด็นการเอาตัวรอดด้วยการปรับตัวให้เข้ากับสังคมมนุษย์ ด้วยการทดลองที่ตัดบริบทเรื่องศีลธรรมออกไป ภาคนี้มันเหมือนเป็นด้านที่กลับจากภาคแรก กล่าวคือมันบิดกลับมาวิภาคมนุษย์โดยตรง ชัดแจ้งและรุนแรง ลดทอนความเป็นปรสิตลงเหลือเพียงแค่ชนกลุ่มน้อยที่ต้องโดนกำจัด กลับด้านศีลธรรมจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งเลย มันเลยกลายเป็นหนังแบบภาคต่อที่สะท้อนด้านมืดและสว่างของมนุษย์ได้ดีมากๆ

โดยรวมหนังยังคงดูสนุกมากๆไม่ต่างจากภาคแรก มันซีนคั้นอารมณ์ดีๆหลายซีน แต่เสียดายอยู่อย่างที่ช่วงท้ายๆมันพยายามเน้นย้ำเรื่องความเลวร้ายของมนุษย์หลายรอบเกินไปอันไปซ้อนทับกับหลายๆเหตุการณ์ก่อนหน้าที่มันว่าถึงประเด็นนี้ไปแล้ว(และดีกว่าด้วย) กลายเป็นความซ้ำซ้อนจนน่าเบื่อและทำให้พลังของหนังมันถูกลดทอนลงไปเยอะทีเดียว

ปล. อีสึด! ภาคนี้ทำไมหนูไอไร้บทบาทถึงเพียงนี้ ซีนที่น้องหนุได้แสดงอารมณ์ที่สุดก็มีแค่ซีนเดียว ซีนโดนเอา อีสึดๆๆๆๆๆๆ

16/08/15 – Love In India (Qaushiq Mukherjee/ Germany, India/ 2009) – 4/5

 Q คือผู้กำกับสายเบงกาลีที่เราชอบคนหนึ่งของอินเดีย ด้วยความที่เขาทำหนังไม่เหมือนใคร เน้นการทำหนังทดลองแปลกใหม่ อย่างหนังแรงๆที่เบลอภาพฝัน-จริง เบลอเรื่องเล่าใน Gandu (2010) หรืออย่างหนังเซอร์เรียลโครตๆที่ดัดแปลงจากละครเวทีของศิลปินชาวอินเดียเชื้อสายบังคลาเทศอย่าง Tasher Desh (2012) และนี่คือหนังก่อนหน้านั้นของเขา มันเป็นสารคดีอันว่าด้วยการตามหาคำตอบของความรักและเซ็กซ์ในประเทศอินเดีย พาเราไปพบกับความย้อนแย้งและพาไกลไปถึงรากแก้วแท้ๆของเรื่องรักและเซ็กซ์ในอินเดีย

หนังมันเริ่มต้นด้วยข้อสงสัยในปัจจุบันของหนังว่าเหตุใดสังคมอินเดียจึงปิดกั้นการแสดงออกทางความรักและเพศในสังคม ไม่มีแม้แต่การให้ความรู้ในเรื่องของเพศศึกษาในโรงเรียน แต่กลับสามารถพบเรื่องราวความรักที่ไม่ถูกต้องทางศีลธรรมและเรื่องทางเพศต่างๆได้ในหลายๆแหล่ง ทั้งในสื่อต่างๆ, ศิลปะ รวมไปถึงศาสนาและเรื่องราวความเชื่อต่างๆที่พาย้อยยุคไปถึงยุคก่อนบรรพกาลกันเลยทีเดียว

หนังพาเราไปพบกับหลากหลายสิ่งที่มีความเกี่ยวพัน มีความเชื่อมโยงและมีอิธิพลต่อวิธีคิดของคนอินเดียมากมาย พาไปคุยกับเจ้าของโรงหนังว่าเหตุใดหนังทำเงินของอินเดียจำต้องมีตัวละครหญิงนุ่งน้อยห่มน้อยออกมาเต้นเซ็กซี่ที่สื่อไปในเรื่องเพศ พบกับคนขายหนังสือสอนเรื่องเพศอย่างตำรากามาสุทตรา ไปพบกับนักปั้นกับประติมากรรมการร่วมเพศ 64 ท่าหรือที่เรียกว่า The 64 Arts พบกับผู้นำทางศาสนาที่พูดถึงเรื่องทุกข์-สุขบนแนวคิดของความผิด-บาป การบูชาศิวลึงค์-โยนี ไปพบตำนานความรักอมตะของพระกฤษณะ (ร่างอวตาลของพระนารายณ์) กับ ราธา ที่เป็นความรักแบบชู้สาวแต่กลับมีผู้คนนับถือมากมาย โดยทั้งหมดทั้งมวลหนังใช้การตัดสลับกับการสัมภาษณ์แฟนของผู้กำกับและเพื่อนๆของเขาเอง อันมีทั้งดารานักแสดง อาจารย์ นักดนตรีหรือแม้แต่ลุงๆน้าๆที่แต่งงานแล้วหรือที่เลิกกันแล้ว รวมไปถึงคู่รักที่มาพูดถึงเรื่องความรักและเซ็กซ์ได้อย่างเผ็ดร้อน

ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อหาคำถามและทำให้ผู้ชม(รวมถึงตัว Q เอง) ได้เห็นถึงที่มาที่ไปและผลที่มันก่อให้เกิดและเป็นอินเดียอันย้อนแย้งอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งที่มันดีมากๆคือท้ายที่สุดมันก็ไม่สามารถให้คำตอบใดๆได้

ปล. ยอมรับว่าในหลายๆเรื่องเรามีความรู้ไม่มากพอที่จะสามารถเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะเรื่องบริบทและตำนานต่างๆที่ถูกกล่าวถึงในหนัง

มีหนังให้ดูทั้งเรื่องที่ Vimeo: https://vimeo.com/58557599

29/08/15 – Millennium Mambo (Hou Hsiao hsien/ Taiwan, France/ 2001) – 4/5

หนังเรื่องที่สองของลุงโหวที่เราได้ดูต่อจาก A City of Sadness (1989) อันเป็นหนึ่งในหนังที่อยู่ในระดับชอบมากเรื่องหนึ่งของชีวิตและเพราะเคยดูหนังของลุงแกเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องที่สอง เราจึงไม่อาจไปเชื่อมโยงกับหนังเรื่องอื่นที่ยังไม่ได้ดูได้ โดยเฉพาะเรื่องการยึดครองของญี่ปุ่นในยุคสงครามต่อประเทศไต้หวันที่เราเห็นว่าหนังทั้งสองเรื่องมันมีประเด็นนี้อยู่ กล่าวคือใน A City of Sadness มันพูดถึงผลกระทบของสงครามของการรุกรานนั้น แต่ในเรื่องนี้มันคือการผสมผสานกลมกลืนระหว่างสองประเทศเข้าด้วยกัน ประหนึ่งการเปลี่ยนของยุคสมัยที่มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น โลกหดเล็กแคบลงจนมันผสมกลืนกันไปเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้ว ความขัดแย้งทางกายภาพลดรูปลงกลายเป็นสังคมที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน (ในประเด็นนี้คงต้องดูหนังเรื่องอื่นๆของลุงแกประกอบเพิ่มเติม เป็นการช๊อตโน๊ตไว้ก่อน)

โอเคมาเข้าเรื่องในหนังเรื่องนี้ จริงๆเส้นเรื่องของหนังมันน้อยมาก มันคือเรื่องเล่าชีวิตอันผันผวนของสาวนางหนึ่งในระยะเวลา 10ปีตั้งแต่เริ่มต้นก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ สหัสวรรษที่ 21 เจาะประเด็นไปที่ชีวิตของเธอ ความรักของเธอและผู้คนรอบข้างเธอ

หนังมันเควี้ยงหมัดใส่หน้าเราตั้งแต่เปิดเรื่อง ภาพลองเทคที่อิ่มไปด้วยเม็ดสีสดอิ่มของ วิกกี้ (ซูฉี) เดินบนสะพานลอยคลอคล้องไปกับดนตรีอิเล็คโทรนิคเก๋ๆพร้อมเนเรทีฟของตัวละครตัวนี้เองที่กล่าวถึงแบล็คกราวด์ของเธอ ก่อนที่หนังจะพาย้อนกลับไปพบว่าเหตุใดชีวิตเธอถึงเป็นเช่นนั้นและสุดท้ายเธอไปจบลงที่ตรงใด

เอาเข้าจริงมันก็แค่หนังที่มันพาไปดูชีวิตสาวต่างจังหวัดที่หนีเข้าเมือง หนีมากับผัวห่วยๆ ติดผัวมาก มาเต้นกินรำกินในเมือง ในความรักที่รักๆเลิกๆตลอด 10ปี แต่ความพิเศษมากๆของมันคือการที่มันใช้มนตราของภาพยนต์ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ภาพหม่นมืดอิ่มสีสะท้อนภาวะตัวละคร ดนตรีอิเล็คโทรนิคคือความสับสน ห้องหับคับแคบแต่ประหนึ่งแยกคู่รักให้ออกจากกันดั่งที่ตัวละครมันว่า “เราอยู่กันคนละโลก ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถเข้าใจฉันได้” ภาพโคลสอับเปิดเปลือยความเคว้งคว้างว่างเปล่า และเมื่อชีวิตเธอเข้าที่เข้าทางและเติบโตขึ้น ภาพก็เปิดโล่งกว้างขึ้นนำพาการหลุดพ้นและเริ่มต้นใหม่ในโลกอีกใบ

ทั้งหมดทั้งมวลของหนังมันเลยนำพาคนดูอย่างเราให้ต้องมนต์สะกดในการร่วมเดินทางไปพร้อมๆกับตัววิกกี้ ไปเหน็บหนาว-อบอุ่น สับสน-คลี่คลาย เสร้าหมอง-อิ่มเอม เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งเลอค่าที่สุดของหนังคือ ซูฉี เลอค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ งดงามหมดจดจริงๆ

ปล. ชอบฉากในโปสเตอร์นี้มากๆๆๆๆๆๆ เพราะความที่มันขัดแย้งมากๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง

30/08/15 – Our Little Sister (Hirokazu Koreeda/ Japan/ 2015) – 5/5

– เรากับหนังโคริเอดะห่างเหินกันไปนานมากๆ คือหยุดลงตั้งแต่ Nobody Knows โน่นเลย ซึ่งเราชอบหนังในช่วงแรกๆของเขามาก Maborosi เอย Distance เอย หรือกับ After Life เอย

– หนังมันสวยมาก หมายถึงมันมองโลกสวย ซึ่งหนังแบบนี้เรามักมีปัญหา ยิ่งตัวเรื่องมันสามารถแนบเคียงกับชีวิตตัวเองได้แทบ 100% เราเลยมีกำแพงกั้นตลอดเวลาพบเหตุการณ์ที่มันขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเองเคยเจอ

– แต่สิ่งที่โคริเอดะทำคือการมองปัญหาและแก้มันด้วยสายตาของมนุษย์ที่มันมีวุฒิภาวะมากๆ คือมันมองโลกสวยแต่มันก็แก้ปัญหาที่ไม่ได้คิดแค่ตื้นๆ ไม่มาโช้งเช้ง ไม่มาดราม่าทั้งๆที่ตัวเรื่องมันสามารถไปในทางนั้นหรือสามารถตกกับดักไปในแนวทางนั้นได้อย่างง่ายดาย แต่โคริเอดะประคับประคองแล้วปล่อยให้มันไหลไปตามเหล่าตัวละคร เมื่อถึงจุดที่มันจะเลยขอบก็ตัดให้มันจบไป ประคองอารมณ์ของผู้ชมไว้แล้วค่อยๆเพิ่มระดับเข้าไปเรื่อยๆจนสุดและอิ่มเอม

-ตัวละครทุกตัวในเรื่องมันมีเลือดมีเนื้อมากๆจริงๆ มันคือมนุษย์จริงๆ แล้วยิ่งตัวเรื่องมันมุ่งไปสู่การที่ตัวละครกำลังจะไปสู่ภาวะที่มันเกลียด (เกลียดพ่อ เกลียดแม่ แต่ก็กำลังจะเป็นแบบเขา) แล้วด้วยมันเลยยิ่งน่าสนใจว่ามันจะหาทางออกกันยังไง และอย่างที่บอกว่าทางออกที่หนังเลือกมันเป็นผู้ใหญ่มากๆที่ไม่ว่าตัวละครมันจะเลือกทางไหนมันก็มีเหตุผลของมันที่เรายอมรับได้

– ผลสุดท้วยคือเราพ่ายแพ้จริงๆ รู้สึกเลยว่าการกระทำแต่เก่าก่อนของตัวเองมันคือเรื่องโง่เง่าเอามากๆ

– ตอนนี้พอกลับไปคิดถึงหนังแล้วน้ำตาจะไหลตลอด มันงดงามจิงๆ

– รู้สึกผิดมากที่ห่างเหินกับโคริเอดะไปเสียนาน