มิถุนา’ 15 กับหนังที่ได้ดู

01/06/15 – La famiglia Belier (Eric Lartigau/ France, Belgium/ 2014) – 3/5

 มีความรู้สึกเหมือนตอนดู The Intouchables เลย คือมันเป็นหนังที่ดีแหละแต่แค่ไม่ถูกจริตเรา หนังสวยทั้งประเด็นและองค์ประกอบอื่นๆอันว่าด้วยเรื่องของครอบครัวและการก้าวผ่านของวัยรุ่นที่น่าจะโดนใจคนหมู่มากอยู่แล้ว ส่วนความดีงามอื่นๆที่เราชอบคือการที่มันสร้างตัวละครเพี้ยนๆแต่กลับทำให้เราเชื่อได้หรือกับการที่มันเล่นกับเสียงได้อย่างสนุกสนานเพราะมันสามารถสื่อสารไปถึงความพิเศษของตัวละครอันได้แก่ครอบครัวผู้หูหนวกเป็นใบ้และลูกสาวที่มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง ซีนเงียบแม้จะยี้มากแต่มันก็ออกมาดีนะ แล้วก็มีซีนดีๆมากมายตามรายทางให้ได้จี๊ดกัน อาทิซีนร้องเพลงให้พ่อฟังเหมือนในตัวอย่าง (ชอบซีนนี้ตรงที่มันเรียบง่ายดี) และแน่นอนกับซีนร้องเพลงสุดท้ายที่ทำคนตายได้ตามระเบียบ

น้องหนู Louane Emera นอกจากเสียงดีมากๆแล้วยังแสดงดีอีก ชื่นชมๆ

11390057_10206789346950722_9054189476684556048_n12/06/15 – Fortune Teller (Xu Tong/ China/ 2010) – 5/5

มันคือความทรมานแสนสาหัสสำหรับคนดู ไม่ใช่เพราะหนังมันย่ำแย่น่าเบื่ออะไรแต่คือการที่หนังมันพาไปพบกับวงเวียนชีวิตสุดรัดทดของหมอดูพิการในประเทศจีนด้วยความยาวของหนังกว่าสองชั่วโมง หนักหนาสาหัสสากัน มันคือชีวิตของคนชั้นล่างที่ปากกัดตีนถีบแถมเป็นคนพิการที่ตัวเลือกในชีวิตมีไม่มากนัก ยังไม่พอ อาชีพหมอดูก็เหมือนจะผิดกฏหมายและถูกปราบปรามโดยรัฐบาลจีน หนักพอไหม? ถ้ายังก็แถมด้วยเรื่องของเมียผู้พิการซับซ้อนหูหนวกเป็นใบ้ขาพิการที่เติบโตในครอบครัวที่ทิ้งเธอเหมือนสัตว์เดรัจฉาน กอปรกับสาวใหญ่รักคุดที่ชีวิตดิ่งเหว!!!! โอ้ยยยยยย

นอกจากวิถีชีวิตที่ทำเอาเราคนดูใจหายไปไหนก็ไม่รู้แล้ว ไดเลมม่าของหนังก็เรียกได้ว่ารุนแรงนรกโลกันต์ มืดบอดไปทั้งสองทาง โดยเฉพาะเรื่องการผูกดวงชะตาชีวิตเข้ากับบุคคลต่างๆในเรื่อง ที่ซึ่งจริงๆแล้วมันอาจจะไม่ได้มีผลเกี่ยวเนื่องกันเลย บางทีมันอาจจะยิ่งทำให้แย่กว่าด้วยซ้ำ โอ้ยยยยยยยย

พาร์ตสาวใหญ่นี่ก็สุด มันสุดตรงที่แม้เธอจะเข้าหาเรื่องการแก้ดวงใดๆก็ตาม ชีวิตเธอก็ยังฉิบหายอยู่ดี โอ้ยยยยยยย

ใครที่คิดหวังสวยๆอย่างทำดีได้ดี คนดีผีคุ้ม ดวงชะตากำหนดได้อะไรแบบนั้น หนังเรื่องนี้เหมาะกับพวกคุณมากๆ รับรองว่าได้หน้าชา โอ้ยยยยยย

ปล. หนังเรื่องก่อนหน้าของ ผกก. Xu Tong ที่เราเคยได้ดูคือ Wheat Harvest (2008) ก็ชอบมากๆเหมือนกัน ตอนนี้กำลังหา Shattered (2011) มาดูต่อให้หม่นมืดจนติดดินกันไปข้าง

13/06/15 – Snowpiercer (Bong Joon Ho/ South Korea,Czech Republic, USA, France/ 2013) – 4.5/5

รู้สึกผิดที่เพิ่งจะมาได้ดู ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังมาก เราเลยสนุกมากๆและฟินสุดๆกับความเป็นการเมืองแบบชัดๆของมันนี่แหละ คือพอรู้ว่าแม่งเป็นเรื่องของการต่อสู้ การปฏิวัติทางชนชั้นอะไรแบบนั้นเราก็สนุกและลุ้นว่าแต่ละขบวนแม่งจะพาไปเจอกับอะไรบ้างซึ่งมันก็พีคขึ้นทุกขั้นจริงๆ จากชั้นล่าง ชั้นกลางขึ้นไปสู่ชั้นปกครอง มันกล่าวถึงเกือบทุกองค์ประกอบทางการเมืองเลยมั๊งทั้งเรื่องการพร๊อบปากันด้า การป้อนความบันเทิงเพื่อปิดความคิด มีเรื่องบุญคุณเจ้าชีวิต เรื่องดุลยภาพของสังคม การเมืองที่เบื้องหลังฉากแม่งคุยตกลงวางแผนกันไว้หมดแล้ว การถีบตัวเองเพื่อยกสถานะทางสังคม ความต้องการผู้นำหรือแม้แต่การระบุว่าระบบทุกระบบจะดีให้ตายยังไงมันก็ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ดี

มันคือหนังที่ย่นย่อโครงสร้างและรูปแบบทางสังคมออกมาแบบชัดๆเลย ชัดเจนมากๆและเราก็รู้สึกว่ามันครอบคลุมและใช่ทีเดียว เซอร์ไพร์สมากๆ

อนึ่ง ชอบฉากจบด้วยที่มันก่ำกึ่งมากๆระหว่างมีหวังกับหมดหวัง

ปล. ป้าทิสด้าเฮี้ยนสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

14/06/15 – Jurassic World (Colin Trevorrow/ US/ 2015) – 4/5

ชอบหนังมาก คือเรารู้สึกว่าใครก็ตามที่มันผูกพันกับหนังภาคแรกมากๆน่าจะชอบหนังภาคนี้นะ มันใช้แนวทางเดียวแบบที่หนังภาคแรกมันใช้แบบเป๊ะๆเลย ทั้งความตื่นตาตื่นใจแรกของปาร์ค, มีเหตุให้เกิดความฉิบหาย, มีคู่สัมพันธ์พี่น้องที่เกี่ยวพันกับคนในปาร์ค, มีการไล่ล่าตื่นเต้นๆ, มีการต่อสู้ของไดโนเสาร์และมันก็พูดถึงเรื่องของการท้าทายธรรมชาติเหมือนกัน แถมมันยังมีการโยงใยไปถึงหนังภาคแรกตลอดเวลาทั้งเรื่องของสถานที่หรืออุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ในภาคแรก ในที่นี่รวมไปถึงเพลงสกอร์โดย จอร์น วิลเลี่ยม ที่ขึ้นชั้นคลาสสิคไปแล้วด้วย

มากไปกว่านั้นการที่มันยั่วล้อไปกับหนังภาคแรกอันนี้ก็ทำเอากูฟินน้ำตารืน อย่างการเปิดตัวทีเร็กซ์ที่เป็นตัวเอกในภาคแรกที่ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่ามึงจะเก็บทีเร็กซ์ไว้ทำไมจนเรื่องผ่านไปเราก็ลืมทีเร็กซ์ไปแล้วๆพอมันถูกเปิดตัวขึ้นมาด้วยซีนการวิ่งเหมือนภาคแรก(โอเคซีนนี้มันเหี้ยเพราะส้นสูงนางเอกแหละ)ก็ทำเอาเราน้ำตาปริ่ม หรือซีนสุดท้ายที่จัดการไอเร็กซ์แล้วทีเร็กซ์กับแร๊ปเตอร์มองหน้ากันก่อนเดินจากกันไปที่มันล้อฉากจบในภาคแรกที่ทั้งสองชนิดนี้มันฟัดกันนัวเนียในฉากจบ อันเป็นการตอกย้ำประเด็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความยิ่งใหญ่ของหนังภาคแรกที่เรารักไปด้วยกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่หนังที่ดีแบบมีอะไรให้ต่อยอด มันคือหนังป๊อปคอร์นซัมเมอร์เน้นความบันเทิงทั่วไปนั้นแหละ ตัวบทมีหลุมเป็นบ่อใหญ่เบิ้มโดยเฉพาะอีตัวละครพี่น้องบ้านแตกที่น่ารำคาญมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ก็นั้นแหละ เหล่าความไร้เหตุผลทั้งหลายพอเราดูด้วยสายตาแบบตอนดูภาคแรกเรากลับไม่ติดใจอะไรเลย (อย่างอีแร็ปเตอร์มึงเข้ามาที่แล๊ปได้ยังไง ก็ภาคหนึ่งมันยังเข้าไปห้องครัวได้เลย อะไรแบบนั้น 555)

และขอดีเฟนด์ให้กับ ดัลลาส ฮาวเวิร์ด หน่อย เราชอบเธอนะ เราชอบลุคในหนังของเธอ ถึงจะน่ารำคาญไปหน่อยแต่ลุคแบบนี้ก็ทำให้เราคิดถึง ลอร่า เดิร์นในหนังภาคแรกอยู่เหมือนกัน

สรุป มันคือหนังแบบภาคแรกที่ถูกทำขึ้นใหม่ให้ตื่นตาขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่(ทั้งจากที่ใช้ถ่ายทำและเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในท้องเรื่อง) เพื่อการคาวระต้นฉบับและเป็นการประการก้องถึงความเป็นออริจินอล(ของภาคแรก)ไปในตัว

ปล. หนังโครตพ่อโครตแม่แห่งการ tie-in

ปลล. เรื่องความผูกพันกับหนังภาคแรก จำได้เลยว่าครั้งแรกที่เห็นไดโนเสาร์(จำชื่อไม่ได้ ไอ้ตัวที่เหมือนเต่าที่ในเรื่องโดนไอเร็กซ์แดกอะ)ก็บอกกับพ่อ คะยั้นคะยอให้พาไปดู ซึ่งก็ได้ไปดูสมใจ มันเป็นหนังเรื่องเดียวเลยมั๊งที่ครอบครัวเราทั้งหกคนได้ดูหนังในโรงพร้อมหน้ากัน จำได้เลยว่าไปที่เดอะมอลล์ท่าพระซึ่งตอนนั้นเป็นโรงมัลติเพล็กซ์ 4 โรงเล็กๆ (ยังไม่มี NK THX และ SF ในปัจจุบัน) ไปกันตั้งแต่ห้างยังไม่เปิดแค่คนก็มารอกันเยอะมากๆ โรงที่ดูคนเต็มทั้งโรงด้วยเก้าอี้เสริม(เก้าอี้ที่ถูกวางเพิ่มตรงทางเดิน) จำได้ว่าเราตระการตามากๆตั้งแต่เรื่องดึงดีเอ็นเอจากยุง การได้พบกับไดโนเสาร์ในโรงครั้งแรก ความตื่นเต้นในฉากทีเร็คไล่รถ มันเป็นวันที่มอบทั้งประสบการณ์ในการดูหนังและประสบการณ์ของช่วงเวลากับครอบครัวที่เราไม่เคยลืมเลย เราเลยมีความรู้สึกและคิดถึงหนังภาคแรกมากกว่าปกติ เลยพลอยทำให้เราชอบหนังภาคใหม่นี้มากๆไปด้วย

20/06/15 – The Taste of Money (Im Sang Soo/ South Korea/ 2012) – 2/5

 หนังมันพูดถึงความสกปรกของชนชั้นสูง แต่มันเป็นการพูดถึงแบบทื่อๆตรงๆและไร้ชั้นเชิงขนาดที่ทำให้เราค่อนข้างแปลกในกับหนังเรื่องนี้ของอิมซางซู (The Housemaid ก็ไม่ได้ชอบมากแต่ก็ยังไม่รู้สึกขนาดนี้) จะด้วยเรื่องอำนาจของเงินตรา ความสกปรกของเหล่าชนชั้นสูงหรือกับเรื่องการดูถูกด้วยเงินอะไรก็ตามมันมาและไปแบบตรงๆแถมบางช่วงยังกลายเป็นเรื่องตลกไปเสียด้วยซ้ำ แม้จะขายความแรงทางศีลธรรมเราก็ยังรู้สึกเฉยๆเพราะหนังเกาหลีใต้หลายๆเรื่องมันไปได้สุดกว่าอีก สรุปเลยกลายเป็นหนังที่ไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่ ดูจบแล้วยังลืมไปเลยว่าดูแล้ว จำได้แต่อีป้าในเรื่องที่เด่นที่สุดแล้วของหนัง

ปล. คิดได้ไงกับการที่เอาโลงศพมาไว้หน้ากระโปรงรถ กูขำหนักมาก

22/06/15 – Short Term 12 (Destin Daniel Cretton/ US/ 2013) – 5/5

ไม่ได้ดูหนังที่รู้สึกอิ่มเอมมากๆแบบนี้มานานแล้ว หนังที่ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครในเรื่องได้อย่างสนิทใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ ยอมรับและเข้าใจไปด้วยกัน หนังที่เรารักตัวละครทุกตัวและรู้สึกผูกพัน

หนังมันว่าด้วยเรื่องของพี่เลี้ยงวัยรุ่นกับเหล่าเด็กกำพร้าหรือเด็กที่โดนผู้ปกครองทำร้ายที่อายุยังไม่บรรจุนิติภาวะในสถานพักพิงแห่งหนึ่ง ฟังแค่นี้ก็รู้ว่ามันมีสิทธิ์ที่จะเป็นหนังฟิวกู๊ดดาดๆทั่วไปได้เป็นอย่างดี แต่โชคดีที่หนังมันไม่เป็นเช่นนั้น หนังจับความสนใจของผู้ชมตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่บอกให้เรารู้สโคปของตัวละครก่อนที่มันจะค่อยๆพาไปพบกับหน้าที่ในการรับมือต่อเด็กๆ และที่มันดีมากๆคือการที่มันค่อยๆเปิดเผยความดำมืดของชีวิตตัวละครออกมา ไม่ใช่แต่กับเหล่าเด็กๆแค่คือกับเหล่าพี่เลี้ยงด้วย มันให้ภาพของการเติบโตขึ้นในโลกที่ไม่สมบูรณ์ได้อย่างดีงามมากๆ มันคือการดีล การปรับตัว การยอมรับและทำเข้าใจเพื่อที่จะก้าวเดินต่อไป เดินไปแบบที่เรายังแบกรับความดำมืดเลวร้ายนั้นไว้บนบ่าทั้งสองนั้นแหละ โตไปกับมัน ดีลกับมันไปตลอดทาง ไหวบ้างไม่ไหวบ้างคละเคล้ากันไป ซึ่งสำหรับเราๆรู้สึกว่ามันจริงมันเรียลเอามากๆ ชีวิตมันก็คือแบบนี้แหละ ไอ้ความอิ่มเอมที่เกิดขึ้นมันมักไมได้เกิดจากเรื่องราวโพซิทีฟอันเต็มไปด้วยความหวังอะไรแบบนั้นนักหรอก มันคือการที่เราได้ทำความเข้าใจและอยู่ร่วมกับความมืดๆมนๆเหล่ามากกว่า

หนังมีซีนที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆ เยอะมากกกกกกกกกกกก ซีนมาคัสของเพลงแร็ปเอย ซีนเจเดนเล่านิทานปลาหมึกกับฉลามเอย ซีนวิ่งของแซมมี่เอย(มันซัดเรามากๆเมื่อเทียบกันระหว่างสองซีนก่อน-หลัง) ซีนรักกุ๊กกิ๊กที่ดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกระหว่างเกรชกับเมสันเอย……..นี่คงเป็นหนังเรื่องแรกเลยมั๊งที่เราจำชื่อตัวละครได้เกือบหมดทุกตัว

27/06/15 – Little Forest: Winter/Spring (Junichi Mori/ Japan/ 2015) – 3.5/5

อาจเพราะภาคแรกกระมั๊งที่ทำให้เราดูหนังภาคนี้แบบผ่อนคลายสุดๆ ไม่ต้องมานั่งคิดโน่นนี่ขอแค่ได้ดูหนูไอกับอาหารของเธอก็สุขใจละ แล้วก็อย่างที่คาดคิดไว้ว่าภาคนี้มันคงจะเล่าเรื่องมากขึ้นซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น พาร์ตทำอาหารมันเลยดูรีบๆชักกล ส่วนพาร์ตที่มันเล่าเรื่องก็ดูติดๆขัดๆโดดๆไปพอประมาณทั้งเรื่องของการใช้ชีวิตในเมือง, เหตุที่หนีมาชนบทหรือแม้แต่เรื่องของแม่ที่เราว่ามันเล่ามากไปและเยอะไป อย่างที่เคยบอกไว้ในภาคแรกนั้นแหละว่าถ้าหนังมันทิ้งค้างปริศนาของนางเอกเอาไว้ เล่าแต่บางๆ(เหมือนภาคแรก)ให้คนดูคิดต่อไปเองมันจะเวิร์คกว่ามาก

แต่เอาเถอะ การคลี่คลายของหนังถือได้ว่าดี จบสวยและเราชอบมาก ที่ว่าในที่สุดมันก็ไม่ใช่เรื่องชนบทสวยงามน่าอยู่อะไรเพราะเอาเข้าจริงมันเป็นเรื่องของปัจเจคบุคคลต่างหากที่มันมีเป้าหมายชีวิตแตกต่างกันออกไป มันไม่ได้แปลว่าเราต้องโยนขาวโยนดำให้มันชัดเจน แต่คือการอยู่คู่ๆกันไปโดยไม่ได้รู้สึกว่าอันไหนดีหรือแย่กว่ากันต่างหาก

อนึ้่ง อยากบอกว่าซีนหนูไอเต้นรำนี่รุนแรงพอๆกับหนูยูเต้นฮูล่าใน Hula Girls เลยที่เดียว (แต่อาจตามหลังอยู่นิดหน่อย)

27/06/15 – It Follows (David Robert Mitchell/ US/ 2014) – 2.5/5

มันอาจต้องมีอะไรผิดพลาดกับเราแน่ๆที่รู้สึกเฉยชามากๆกับหนัง แต่เอาเถอะตามประสาคนที่ไม่ค่อยจะระแคะระคายหรือชอบพอกับหนังสยองขวัญในทุกรุปแบบเท่าไหร่นักอย่างเราก็พอเข้าใจได้ ดังนั้นเรื่องน่าสะพรึงหรือน่ากลัวอะไรนั้นตัดทิ้งไปได้เลย

แต่ส่วนที่มันดีและเด่นมากคือบรรยากาศและการเล่าเรื่องของมัน โดยเฉพาะไอ้เงื่อนไขการ follow ของ it ที่มันแหวกดี ไม่ต้องมีที่มาหรือจุดจบด้วยการตามฆ่าแบบการเดินไปเรื่อยๆและมีฆ่าได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันเลยทำให้หนังมันมีทางให้เดินเยอะแยะเลย ซึ่งเราไม่อินกับทางที่หนังมันเลือกเดินเท่าไหร่ ประเด็นเซ็กซ์ก่อนวัยก็ไม่ได้ใหม่และโดนใจเรานัก

ชอบดนตรีและเสียงต่างๆในหนัง แต่ไม่ใช่ช่วงที่ it มันโผล่ที่มันเป็นดนตรีกรีดๆรี๊ดๆนะ คือมันดีแค่ในช่วงแรกๆแหละ จากนั้นมันเริ่มน่ารำคาญขึ้นเมื่อมันถูกใช้เยอะขึ้นๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s