พฤษภา’15 กับหนังที่ได้ดู

01/05/15 – The Theory of Everything (James Marsh/ UK/ 2014) – 4/5

ว่าจะดูก่อนประกาศผลออสการ์แต่ดูไม่ทัน ซึ่งก็ปรามาสมันตั้งแต่แรกอยู่แล้วทั้งตัวเรื่องและการแสดงที่มันกะเอารางวัลเห็นๆ แต่พอได้ดูแล้วก็ต้องขอถอนคำพูดเพราะมันเป็นหนังที่เสือกเดินเข้าทางความรู้สึกส่วนตัวเอามากๆ ดีงามจนน้ำตาซึม

เราไม่ได้ชอบในแง่ของหนังอัตชีวประวัติ เราไม่ได้สนใจในแง่นั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ในแง่งามของเรื่องความรักความสัมพันธ์ที่มันจับมาพ่วงพ้องกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั้นแหละที่เอาเราอยู่ จะว่าไปมันเป็นเรื่องน้ำเน่าพอดูที่หนังมันให้ภาพเปรียบเทียบระหว่างสองสิ่งที่ว่า คือระหว่างทฤษฎีที่ท้าทายต่อธรรมชาติกับธรรมชาติอารมณ์ของมนุษย์ ตั้งคำถามถึงความเป็นปริศนาแต่กลับเต็มไปด้วยความลุ่มหลงที่สุดท้ายก็ไม่อาจให้คำตอบใดๆได้ แต่ส่วนที่หนังมันทำได้ดีและเราชอบมากๆคือการมอบภาพของความสัมพันธ์ในเรื่องและการคลี่คลายของมัน มันงดงามหมดจดดีจริงๆ (ซีนบอกเลิกด้วยความเข้าใจกันและกันนี่เอาตายจริงๆ)

และเช่นกัน ขอกลับคำครหาอีกครั้งกับ เอ๊ดดี้ เร้ดแมน มึงเอาออสการ์ไปเหอะ เหมาะสมแล้ว ส่วนเฟลิซิตี้ โจนส์นี่ให้ส่วนตัวเลย ชอบแววตาเธอจริงๆให้ตายเถอะ

ปล. จริงๆก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ เจมส์ มาร์ช ผู้กำกับจะทำหนังได้ละมุนขนาดนี้ เราเคยผ่านตาหนังของมาร์ชแค่สองเรื่องคือ Man On Wire และ Project Nim ซึ่งเป็นหนังสารคดีทั้งคู่แต่กลับเต็มไปด้วยเลือดเนื้อและความเป็นมนุษย์สูง (แม้แต่เรื่องหลังที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับลิง!)

02/05/15 – Avengers: Age of Ultron (Joss Whedon/ US/ 2015) – 2/5

ดูจบก็พยายามคิดย้อนกลับไปว่าอะไรนะที่ทำให้เราชอบหนังภาคแรก พบว่ามันคือความสดใหม่และชาญฉลาดที่มันสร้างเหล่าฮีโร่ลิเกเหล่านี้จนแข็งแล้วสามารถเอามารวมกันได้ในหนังเรื่องเดียวแถมเฉลี่ยบทให้เท่าๆกันได้อีก กอปรกับการเซอร์ไพร์สคนดูที่เราชอบมาก (ในที่นี้คือ Hulk ที่ไม่มีหนังแข็งๆเป็นของตัวเองแต่ได้มาเกิดกับหนังภาคแรก)

แล้วมาภาคนี้ที่มันผ่านจุดที่ภาคแรกมันมีไปแล้วซึ่งเราก็เข้าใจนะ ก่อนดูก็ทำใจไว้ประมาณหนึ่ง ตลกดีที่พอหนังมันเปิดเรื่องมาเราก็เบื่อเลย 555 เฮ้ย! ทำไมมันน่าเบื่อแบบนี้ว่ะ ประเด็นก็เก๊าเก่า ช่วงที่เหลือเลยกลายเป็นแค่การดูว่ามันจะต่อยอดให้กับแฟรนไชด์ของตัวละครยังไง จะเติมจักรวาลของมันในแง่ไหนโดยในแง่นี้ก็ยังต้องยอมมันแหละที่มันยังสามารถกรุยทางเดินของมันได้ต่อไปยาวๆ กินนานๆ

พวกฉากแอ็คชั้นทั้งหลายนี่จบเลย น่าเบื่อมาก แต่ก็มีสองส่วนที่เราชอบมาก หนึ่่งคือการออกแบบตัวละครอัลตรอนที่มันกวนตีนดี คือรู้แหละว่ามันคือสตาร์คในคราบปัญญาประดิษฐ์ แต่มันคือความฉลาดที่มีขีดจำกัด ไอ้อัลตรอนมันเลยฉลาดแบบเป๋อๆดูมีอะไรดีแล้วน้ำเสียงของเจมส์ สเปเดอร์ ก็มาช่วยได้เยอะเลย อีกส่วนทีชอบมากและมันยังทำได้ดีคืออารมณ์ขันที่มันโปรยไว้ตามรายทาง เวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้างโดยเฉพาะการเอาเอกลักษณ์ของฮีโร่แต่ละตัวมาตบตีกัน ที่มันก็บอกตัวเราเองตอนดูนะว่าเฮ้ย! นี่มันคือแฟนตาซีนะมึง ฮีโร่ลิเกแบบนี้มันเหมาะกับแฟนตาซีมากกว่าจะมานั่งปวดหัวตีความอะไรมากมายนะมึง เลยทำให้เราไม่ถึงกับเฟลกับหนังมาก แต่ก็นั้นแหละเพราะเห็นภาคต่อๆไปจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งกันเองของกลุ่มอเวนเจอร์ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอารมณ์ขันได้ประมาณไหน

ส่วนไอ้เรื่องรักๆใคร่ๆและเรื่องครอบครัวนี่ไม่ขอพูดถึงละกัน ถ้ามองแค่เรื่องนี้เราว่ามันไม่เวิร์คเท่าไหร่ เหมือนไม่มีอะไรจะเล่นก็เลยใส่เข้ามาไว้หน่อย แต่ก็แหละ Hulk ยังไม่มีภาคแยกของตัวเองและมันอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับฮาร์คอาร์ยในหนังภาคต่อๆไป

อนึ่ง การที่แม่งไปประเทศไหนก็พูดแต่ภาษาอังกฤษนี่มันควรเป็นปัญหาหรือเปล่าว่ะ? อันนี้กูติดใจส่วนตัวพอๆกับซับไทยที่แปลอะไรของแม่งก็ไม่รู้

ปล. สกาเล็ต วิทซ์ ทำไมต้องทำหน้าตาเหม็นขี้ตลอดเวลา ตลกดี แต่เธอมีดีที่นม

04/05/15 – Once Upon A Time In Vietnam (Dustin Nguyen/ Vietnam/ 2013) – 3/5

ดูจบแล้วอยากไปหาหนังแมสๆเมดอินเวียดนามมาลองดูหลายๆเรื่อง สนุกดีและดูดีไม่ได้ได้ขี้ริ้วขี้แหล่เลยด้วย น่าสนใจตรงที่มันคือหนังเวียดนามที่ไม่ได้ดูเป็นเวียดนามเลยยกเว้นภาษาที่พูด โลกของหนังมันถูกผสมด้วยโลกเวสเทิร์นคาวบอยแบบตะวันตกแต่กลับปกครองด้วยระบบจักรพรรดิ์และกับตัวละครในเรื่องที่เป็นนักรบแต่งตัวเท่ห์ๆอย่างกับฮีโร่ในหนังฮอลลีวู๊ดแต่ต่อสู้ด้วยกำลังภายใน ประหลาดดี

อีกส่วนที่ชอบคือการที่หนังมันพลิกบทบาทให้ตัวละครหญิงโดดเด่นขึ้นในช่วงท้าย ทั้งในแง่การถูกนำเสนอบนจอและในแง่ของตัวเรื่องเองที่เธอคือศูนย์กลางของทุกอย่างทั้งหมดในหนัง น่าคิดดีเหมือนกันที่ในหนังตะวันตกอันว่าด้วยเวียดนามที่เราเคยผ่านตา สาวเวียดนามมักจะเป็นได้แค่เหยื่อ หนังเรื่องนี้มันเลยเหมือนเป็นการโต้กลับแบบเริดๆ

ดัสติน เหงียนเขียนบทเอง กำกับเองแล้วก็เล่นเองด้วย เก่งว่ะ

อนึ่ง ชอบนางเอกในเรื่องจัง หน้าตาแปลกดีแถมนมใหญ่

09/05/15 – Parasyte: Part 1 (Takashi Yamazaki/ Japan/ 2014) – 4/5

ในนามของคนที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนมาก่อนพบว่าในบรรดาหนังที่ทำมาจากหนังสือการ์ตูนที่เคยได้ดู เรื่องนี้เป็นหนังที่มาจากการ์ตูนที่เวิร์กดี สนุกและเร้าใจมาก ชอบที่มันเล่าเรื่องได้กระชับ จับเฉพาะจุดสำคัญแล้วก็วิ่งเข้าใส่รัวๆเลย ไม่มีการมาเวิ้นเว้อเยิ้นเย้อ บทจะฆ่าก็ฆ่า บทจะช็อคก็ช็อคไปเลย สุดตรีนดี ตอนดูนี่แทบไม่มีเวลามานั่งครุ่นคิดอะไรจากหนังเลย เต็มใจที่จะลุยกับหนังไปก่อน แถมยังทิ้งท้ายซะอยากรีบดูภาคสองไวๆ

ออกจากโรงมาก็ยังสนุกในการนั่งครุ่นคิดถึงเรื่องการเอาตัวรอดในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ทฤษฎีของดาร์วิน เรื่องการฆ่าเพื่อเอาตัวรอดเพื่อการดำรงอยู่เป็นสำคัญ แล้วไอ้ความเป็นปรสิตก็ให้ภาพและพัฒนาการของสังคมได้ดีชะมัดโดยอยู่ภายใต้เงื่อนการดำรงอยู่ที่ว่าอีกที

อีกอย่างที่ชอบคือแนวทางการดำรงเผ่าพันธ์ให้คงอยู่ของเหล่าปรสิตที่มันมองในแง่ของการทดลอง มันลดทอนและตัดเรื่องราวแนวคิดทางความรู้สึกออกไปเลย ซึ่งมันขัดแย้งกับแนวคิดของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง มันเป็นรูปแบบความขัดแย้งที่เรารู้สึกกับมันเป็นพิเศษ ซึ่งซีนที่มันกระชากประเด็นนี้ได้ดีและเราชอบมากคือซีนต่อสู้กับปรสิตในร่างแม่

ไอจังน่ารักในทุกอิริยาบถ

09/05/15 – When Marnie Was There (Hiromasa Yonebayashi/ Japan/ 2014) – 4/5

งดงามมาก ชอบช่วงแรกกับช่วงท้ายมากๆ ช่วงแรกที่มันค่อยๆเปิดภาวะของตัวละครร่ายจนไปเจอมาร์นี่นี่ดีมากเลยอะ มันเป็นภาวะที่ตัวละครมันโดดเดี๋ยวแล้วยินยอมยินดีอยู่ในโลกพาฝันของตัวเอง แล้วพอแอนนามันยิ้มได้ครั้งแรกมันกลับให้ความรู้สึกที่แสนเศร้ามากกว่าจะสุข มันเรียลและเจ็บปวดทีเดียว แต่พอช่วงกลางๆที่หนังมันพาเดินไปในโลกของแอนนามันอีดๆอึนๆไปหน่อยเหมือนเพียงแต่ส่งเรื่องไปยังตอนจบแค่นั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษ

เห็นคนไม่ชอบช่วงท้ายกันเยอะแต่เรากลับชอบมากๆอย่างน่าประหลาด โอเคล่ะว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่เราหวัง(ในเรื่องจินตนาการของแอนนา) แต่เรากลับโดนและรู้สึกกับการจบแบบนี้มากกว่า เรามักจะรู้สึกมากๆกับเรื่องของการก้าวพ้นวัยด้วยการเรียนรู้ความตายของคนใกล้ตัวที่เรารัก เพราะเรามักจะมองเห็นความงามมากมายที่มันซ่อนอยู่ในความเศร้าไว้อีกที (แน่นอน! กูน้ำตาซึมเพราะประสบการณ์ส่วนตัว) อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าการเปิดเปลือยหมดจดแบบนี้มันอาจทำลายความดีงามของหนังทั้งเรื่องได้เลย

อนึ่ง การได้กลิ่นเลสเบี้ยนในหนังการ์ตูนสำหรับเด็กนั้นเป็นสิ่งวิเศษอย่างหนึ่ง

10/05/15 – SDU: Sex Duties Unit (Gary Wing-Lun Mak/ HK/ 2013) – 2/5

SDU ย่อมาจาก Special Duties Unit เป็นหน่วยงานตำรวจพิเศษในฮ่องกง มีหน้าที่หลักคือต่อต้านการก่อการร้าย, ช่วยเหลือตัวประกันหรือการจัดการต่างๆกับอาชญากร ทำหน้าที่พิเศษที่ตำรวจปกติไม่สามารถทำได้ ได้รับการฝึกโดยองค์กร Special Air Service ของอังกฤษ

ที่เขียนไปด้านบนเป็นความรู้ใหม่ที่ได้จากหนังเรื่องนี้ นอกเหนือจากนั้นคือไม่มี หนังมันว่าด้วยเรื่องของหน่วย SDU หน่อยรองตามตัวละครในโปสเตอร์ที่เงี่ยนอยากไปไปตีหม้อในมาเก๊าแต่ติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวได้เลยต้องตั้งภารกิจที่ชื่อว่า Sex War Operation ขึ้นมา แน่นอนว่าเรื่องมันไม่ง่ายดายขนาดนั้น ดังนั้นแล้วความเงี่ยนเลยกลายเป็นมหากาพย์ความฉิบหายไปแทน

หนังเดินไปในแนวทางแบบหนังชุด The Hangover ด้วยตัวละคร 4 คนที่ส่งต่อประเด็น 4 แบบ ความรักเอย ครอบครัวเอย ความเป็นผู้นำเอยและคนที่มันมีรสนิยมต่างจากสังคมหลัก (ในที่นี้คือเกย์) ซึ่งมันก็ทำได้ดีในแต่ละประเด็นแต่ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่อย่างน้อยการที่หนังมันบอกว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็คือคนเหมือนกัน มีความคิด ความเงี่ยน ความบ้า ความห่ามไร้สาระและความหลากหลายทางรสนิยมนี่คือสิ่งดีอย่างหนึ่งของหนัง

อนึ่ง ไทยแลนด์มีบทบาทในเรื่องด้วย หากเหล่าชาตินิยมได้ดูคงกรี๊ดกันจนเป็นลม

ปล. ดูแล้วอยากไปอยากไปมาเก๊าอีกซักรอบแก้ตัว

17/05/15 – Mad Max: Fury Road (George Miller/ Australia, US/ 2015) – 5/5

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกก รู้สึกดีงามหมดจดจนน้ำตาจะไหล ติดท๊อปเท็นประจำปีนี้แน่ๆกูมั่นใจ!

ตอนดูคิดอยู่ตลอดเวลานี่มันหนังของผู้กำกับอายุ 70 ปีหรือว่ะนี่! ทำไมอะดรีนาลีนมันพุ่งพล่านเดือดระอุขนาดนี้! ลุงแกเซ๊ตโลกแบบนี้ขึ้นมาได้ไงว่ะ! ลุงแกคิดโปรดักชั่นล้ำฉิบหายแบบนี้ขึ้นมาได้ไง! ไหนจะการถ่ายอีกหลายๆซีนลุงแกดีไซร์ยังไงว่ะ! แถมประเด็นย่อยอันพูดถึงเรื่อเฟมินิสต์แม่ก็เจ๋งโครต ออกจากโรงมากูแทบจะยกมือไหว้ชื่อลุงแกหน้าโรงสกาล่า!

เรื่องที่ว่าหนังมันมันส์ฉิบหาย สนุกฉิบหาย เหนื่อยฉิบหายนี่คงไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วเพราะหลายๆคนพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่ามันบ้ามากและบันเทิงสุดขีดคลั่ง เหยียบกันมิดคันเร่งเกือบตลอดเรื่อง ช่วงผ่อนให้คนดูได้พักก็ใส่ดราม่าแบบน้อยๆกำลังดีเข้าไปก่อนจะไปเหยียบทะลุไมล์ตอนท้ายให้ฟินแดกกันไปอย่างที่เห็น

ส่วนที่เราชอบที่สุดของมันคือการที่มันสร้างหน้าหนังแบบอิ่มเทสโทสเตอโรนอย่างรุนแรง แต่ตัวหนังจริงทั้งเรื่องกลับอบอวลไปด้วยเอสโตรเจนที่รุนแรงกว่า กลายเป็นหนังพลังหญิงอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ มวลหมู่ผู้ชายคือผู้ทำลายโดยสมบูรณ์ ทำลายโลก ทำลายโครงสร้างสังคม ทำลายศีลธรรมคุณธรรมทั้งหลายให้ราบคาบหมดสิ้น ผู้หญิงคือผู้ให้กำเนิด ผู้ผดุงไว้ซึ่งชีวิตและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เลยกลายเป็นว่าหนังมันตั้งใจจะตบหน้าแรงๆหลายๆทีต่อเหล่าคนดูเพศชาย โอเคละว่าหนังมันเสิร์ฟความรุนแรงแบบดิบๆมาให้ แต่การสลับบทบาทสลับหน้าที่แบบนี้มันก็มักจะทำให้เหล่าเพศชายหงุดหงิดอยู่บ้าง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่เราชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆ

ส่วนไอ้แม็คมันก็คือผู้ทำลายที่เสือกตาสว่างเพราะความสูญเสีย มันเลยกลายเป็นชายที่ใช้ชีวิตตามสัญชาติญาณการเอาตัวรอดไปวันๆ, อีฟูริโอซ่าที่มันมาจากกรีนแลนด์แดนผู้ให้กำเนิดมันเลยต้องการไถ่บาปของตัวเอง ซึ่งพอไอ้สองตัวนี้มันมาเจอกันมันเลยสามารถคลิ๊กกันได้ในแง่ของการมีเป้าประสงค์ร่วมกันคือการหนีจากเหล่าผู้ทำลายก่อนการคิดกลับไปทำลายเหล่าผู้ทำลายแทนในช่วงท้าย ฟูริโอซ่าก็ได้ไถ่ถอนบาปในใจ ส่วนแม็คก็ไม่ต้องหนีและสู้ด้วยสัญญาณอีกต่อไปแล้ว แล้วโลกก็ได้ถูกรีเซ็ตขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์

ซึ่งพอหนังมันจบด้วยการรีเซ็ตโลกแบบนี้ เราเลยรู้สึกว่าคุณลุงมิลเลอร์แกคงอยากต้องการประกาศดังๆว่า “ไอ้พวกเห่อหมอยทั้งหลาย กูรีเซ็ตมาตรฐานหนังแอ็คชั่นใหม่ให้แล้วนะโว้ยย เพราะของพวกมึงมันน่าเบื่อฉิบหายเลย!”

ใครก็ได้จับแกไปกำกับซีรี่ย์ Fast ที

ปล. การให้เหล่านักแสดงหุ่นนางแบบวิคตอเรียซีเคร็ดที่ทำอะไรได้มากกว่าแค่การให้คนดูจ้องมองในหนังนี่คือดีงามมาก เปิดตัวมาผู้ชายคงน้ำลายไหล แต่พอเรื่องดำเนินไปผู้ชายคงรู้สึกหงุดหงิด 555

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s