Month: June 2015

Filmvirus Wildtype 2014

Poster

เวียนมาอีกหนกับมหกรรมหนังสั้นไทยที่มีความโดดเด่นแต่ขาดโอกาสในการเดินไปหาผู้ชม คัดสรรค์พิเศษโดยชาวคณะฟิล์มไวรัสผู้ผ่านตาหนังสั้นมามากมายมหาศาลในแต่ละปี ปีนี้จัดเต็ม จัดหนักด้วย 6 โปรแกรม รวมเวลาเหยียด  13.30 ชม!

แล้วก็เหมือนเดิม ขอเขียนถึงหนังแต่ละเรื่องอย่างสั้นๆและลิงค์หนังหากหาได้ครับ

Program 1: Rough

1. โจ อร เจ็บนี้เพื่อเธอ (กลุ่มสมอง) – 4/5

หนังของกลุ่มสมองที่เคยดูแต่ละเรื่องนี่สุดขีดจริงๆ แม้จะมีโปรดักชั่นแบบบ้านๆแต่มันก็พิสูจน์ด้วยตัวมันเองแล้วว่าถ้าเล่าเรื่องเป็นและรู้จังหวะหนังมันก็เวิร์คได้ ใครจะคิดว่าหนังที่ทำมาเพื่อรณรงค์การขับขี่ปลอดภัยมันจะฮาและสนุกได้ขนาดเน้!

 


2. ซาตานหมายเลข 27 (จิรภัทร์ ทวีชื่น) – 3/5

แรกๆไม่ชอบเท่าไหร่ แต่พอมาดูอีกรอบแล้วพบว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจตรงมันสะท้อนภาพภาวะการกดขี่ผ่านทุนและศาสนาบนความต้องการพื้นฐานของปุถุชน แล้วการหักมุมมันก็สะท้อนภาพความเลวร้ายที่ว่าออกมา โอเคล่ะว่าไอ้การโกงอะไรนั่นมันจะแสนธรรมดา แต่เราว่าเรื่องศาสนาที่มันมาครอบส่วนทั้งหมดของหนังมันดีมากเลย

ใครเห็นน้องนางเอกแวบแรกเป็นไอจังเหมือนกูบ้างว่ะ

 


3. The Fucking Life (การันต์ วงศ์ปราการสันติ) – 5/5

นี่สิหนัง Superhuman ที่เราอยากดู หนึ่งคือหนังมันพูดถึงมนุษย์ที่มีพลังพิเศษล่วงรู้อนาคตได้ มันเลยต้องเพิ่งการตัดต่อในจังหวะแม่นๆเข้าไว้ซึ่งหนังมันทำได้ดีมากเลย และส่วนที่เราชอบมากๆคือการที่มันดึงคนเหนือมนุษย์มาอยู่ในระนาบเดียวกับปุถุชนคนธรรมดาในที่นี่คือพนักงานกินเงินเดือนที่พลังพิเศษแม่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เท่าไหร่แถมอาจจะฉิบหายเสียด้วยซ้ำ ชอบมาก

 

มหาลัยหลังเขา
4. มหาลัยหลังเขา (วรเชษฐ์ บุญผาสุขประสงค์) – 5/5

หนังพาไปพบกับเหล่านักศึกษาคณะหนึ่งในวันเปิดเรียนวันแรกของมหาวิทยาลัย มันไม่มีการเล่าเรื่องชัดเจนเพียงแค่การจับภาพกิจกรรมของนักศึกษาแต่ละกลุ่มแต่ละคนก่อนออกไปมหาลัยแค่นั้นแต่มันกลับมอบความรู้สึกที่ดีมากๆแก่เรา เราเห็นความหลากหลาย เห็นมิตรภาพ เห็นความไร้สาระ เห็นความรักที่เกิดขึ้นในช่วงวัยนั้นอันทำให้เราย้อนกลับไปในยุคเดียงกับเหล่าตัวละคร เป็นหนังที่ชอบที่สุดในโปรแกรมนี้

 


5. คนระยำ (สมพงษ์ โสดา) – 3.5/5

เคยดูมาก่อนแล้ว เราไม่ได้ชอบมากแต่ขอซูฮกในความตลกและคาดเดาอะไรไม่ได้ของมันมากๆๆๆ

 


6. นุช, มิน และวันว่างของพวกเขา (อานันท์ ยี่รัมย์) – 5/5

โปรแกรมนี้มีหนัง superhuman ที่เราอยากดูแล้วและนี่ก็คือหนัง Serial Killer ที่เราอยากดู ชอบโมเม้นต์ของหนังมากๆอันเป็นเพียงแค่การคุยกันถึงเรื่องความหลังในการฆ่าขณะรอทำภารกิจให้สำเร็จ ไม่ต้องมีสาเหตุหรือเหตุผล มีเพียงแค่คำถามที่อาจหลงๆลืมๆไปแล้วก็เพียงพอ

 


7. The Mission + The Mission 2  (สมพงษ์ โสดา) – 5/5

ภาคแรก(ตามลิงค์)เหมือนเป็นน้ำจิ้มที่นำไปสู่ภาคที่สองที่สนุกและเหนือชั้นมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก หนังที่มันทำมาเพื่อคารวะตระกูลหนังสายลับที่คนดูคาดเดาอะไรไม่ได้เลยซักนิด มีเทคนิคสุดล้ำที่ทำเอาตบเข่าฉาดๆๆๆจนเข่าแดงกันไปข้าง แถมจบแบบต้องคิดว่ามันจะมีภาคต่อแน่ๆ หนังสั้นที่บันเทิงเริงรมณ์ที่สุดในงาน

 


8. สมเจน (ยุคนธร แก้วปราง) – 3/5

มันชัดไปหน่อยแต่ก็เข้าใจได้เมื่อมองในแง่ของความต้องการสื่อสารกับผู้คนหมู่มากที่ไม่ใช่แค่คนดูหนังอันว่าถึงอำนาจทหารที่กระทำต่อประชาชน เห็นว่าจะมีภาคต่อที่เล่าเรื่องตัวของ สมเจน โดยตรงก็คงรอดูต่อไป

 

ThatXXXX
9. THATXXXX (เสรีภาพ สุทธิศรี) – 3/5

อดไม่ได้ที่จะไปคิดถึง A Clockwork Orange แต่ก็นะ มันก็เข้ากับบริบทประเทศไทยพอดิบพอดี

 


10 กาลเวลาบัดดล (ปานวาด เจริญยศ) – 3/5

หนังเหมือนถ่ายอะไรไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วตอนตัดก็ค่อยใส่ความหมายของแต่ละภาพเข้าไป ที่มันเหวอคือสารที่ใส่มันก็เสือกเป็นอะไรก็ไม่รู้พอๆกับสิ่งที่ถ่าย ประหลาดดี

 

ฝันฝันฝัน
11. ฝันฝันฝัน (กร กนกคีขรินทร์) – 5/5

หนังของกรมีความเกรี้ยวกราดอยู่เสมอ มันเป็นความเกรี้ยวกราดประเภทที่เรารู้สึกได้ถึงความรุนแรง ความรุนแรงที่มันก่อเกิดหมกสุมอยู่ในตัวของกร แล้วกรก็ปล่อยมันออกมา ระบายมันออกมา เล่ามันออกมา ปลดปล่อยมันออกมาให้เป็นอิสระในหนังของเขา แต่มันไม่ใช่เพื่ออการบำบัดใดๆ มันคือการปล่อยเพื่อให้สิ่งเหล่านั้นมันกลับมาย่ำกระทืบซ้ำต่อไป เรารู้สึกแบบนั้นในหนังของกร เราเลยรู้สึกเศร้าเสมอเมื่อได้ดูหนังของกรพร้อมไปกับความยินดีที่ได้ดูหนังเรื่องใหม่ๆของเธอ (จริงๆแล้วเราอาจเป็นคนซาดิสต์)

 

Program 2: Exper

แผลเก่า1. แผลเก่า (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ) – 5/5

ชอบมากในระดับกรี๊ดกร๊าดและยกเป็นอันดับหนึ่งในโปรแกรมนี้เลย เรายังไม่เคยดูแผลเก่าเวอร์ชั่นของเชิด ทรงศรี เคยดูแต่ในเวอร์ชั่นใหม่ของหม่อมน้อย แต่การนำภาพนิ่งเพียงแค่ไม่กี่ภาพมาร้อยเรียงกับบทสนทนาในหนังเพียงแค่ไม่กี่ซีนกลับทำให้ทุกอย่างมันสมบูรณ์และลงตัวมากๆเพราะมันสามารถจับแก่นของแผลเก่าออกมาได้อย่างสมบูรณ์และเต็มไปด้วยพลัง

จากที่เคยผ่านตางานของ ธีรนิต์ เสียงเสนาะ มาบ้าง เราพบว่าเรื่องนี้เข้าทางเราที่สุดล่ะ

 

ถ้า2. ถ้ำ (กร กนกครีขรินทร์) – 4/5

อันว่าด้วยอะไรที่เป็นรู เป็นโพร่ง ที่สามารถถูกเจาะหรือถูกรุกล้ำเข้าไปได้ มันชัดเจนในการทำให้เราเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และอย่างที่บอกว่าหนังกรมักเกรี้ยวกราด ซึ่งเรื่องนี้มันก็มาแบบนิ่งๆ

 

Rapist's Nightmare3. Rapist’s Nightmare (ทศพร เหรียญทอง) – 4/5

มันคือภาพหลอกหลอนล่อลวงประสาทตา คือเสียงหวยหวนของใครซักคนรบกวนจิตประสาท มันคือห้วงเวลาของฝันร้ายอันน่าสะพรึง! รู้สึกเหมือนกินยากล่อมประสาทที่มันออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของตัวเอง

 

อะไรเอ่ยไม่เข้าพวก4. อะไรเอ่ยไม่เข้าพวก (ณัฐวุฒิ นิมิตชัยโกศล) – 2/5

ตอนดูตะโกนกับตัวเองว่า “กูนี่แหละที่ไม่เข้ากับพวกมึง!!!” จริงๆก็เข้าใจนะว่าไอ้ภาวะแรกรักมันเป็นยังไง เวลาคุยโทรศัพท์กันทีมันเป็นยังไง แต่เรารู้สึกว่าไอ้ภาวะนั้นมันค่อนข้างส่วนตัวและเป็นปัจเจคมากๆ เลยไม่ค่อยโดนกับหนังเท่าไหร่

 

classroom5. Classroom (นิเวศ ศรีสุนทรไท) – 5/5

เรามองเห็นภาพการกดทับ อันเป็การกดทับแบบที่ผู้โดนกดแทบไม่มีทางหนีออก การกดทับที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับตอนที่เราเกิดและจะคงอยู่ไปอย่างนั้น ในห้องนี้มันอาจมีคนตาย หรือถึงไม่ตายก็ลุกขึ้นมาไม่ได้เพราะมันมีทั้งครูทั้งเสาหลักทั้งสามของชาติที่คอยกดอยู่

 

คนึงครวญ6. คนึงครวญ (น้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์) – 3/5

ผิดเองที่วูบไปหลายรอบมาก อยากดูอีกรอบแก้ตัวจังเลย ตอนนี้เลยรับรู้แค่เพียงว่าหนังมันถ่ายสวยดี

 

7. Drink Sky On Rabbit’s Field (Lost Control) (อานนท์ นงค์เยาว์) – 5/5

อันนี้ก็วูบ โชคดีที่มีให้ดูอีกรอบในยูทูป การหมุนวนของทรงกลม การวนลูปของเสียง การก่อเกิดของกาแฟ การเขียนทับสีสันด้วยสีดำหรือแม้แต่แมลงเม่าบินเข้าปากตุ๊กแก ทุกสิ่งล้วนประสานเชื่อมโยงกันและส่งสะท้อนกับลูปการเมืองไทยอันจำเจไม่ไปไหนคือๆกัน

 

อนันตา8. อนันตา (มนศักดิ์ คล่องชัยนันต์) – ???

(อันนี้หลับทั้งเรื่องเลย ขออภัยๆ)

 

Night Watch9. Night Watch (ดนยา จุลพุฒิพงษ์) – 5/5

ความที่มันเป็นเพียงแค่การจับภาพสามัญธรรมดาเอาไว้ ในมโนสำนึกของเราที่เห็นว่าในบรรดาภาพเหล่านั้นมันกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยอยู่ มุมหนึ่งเรารู้สึกถึงการดำเนินไปตามปกติของชีวิต อีกมุมเราเห็นผลกระทบอยู่ไกลๆ ในความนิ่งงันของภาพมีเสียงอึกทึกเกิดขึ้นอยู่ภายใน

 

Abortion Cycle  1+1=110. Abortion Cycle: 1+1=1 (ชมพูนุท เมษฐา) – 2/5

อันนี้ไม่เก๊ตจริงๆ ขออภัยๆ

 

นาทีชีวิต11. นาทีชีวิต (ไพสิษฐ์ พันธุ์พฤกษชาติ) – 5/5

เด็ดขาดและร้ายกาจมาก การจับจ้องมวลหมู่ไพร่ช่วยควายที่ตกบ่ออย่างทุลักทุเล มันคือภาพกลับทางการเมืองของเหล่าภาพแทนในโลกความแห่งเป็นจริง คือความจริงที่เกิดขึ้นนานแล้วแต่กลับไม่ได้ถูกให้ค่าและถูกนิยามจนผิดรูปไป ดั่งควายที่ไม่รู้และไม่สนใจในมวลหมู่คนที่ช่วยมันไว้

 

12. Memories ประวัติศาสตร์งานสัมนาของขี้ข้าในยุคสมัย 0.1 (วชร กัณหา) – 4.5/5

โอเคล่ะว่าเราไม่สามารถรับการสื่อสารกับหนังได้มากนัก แต่หนังของไกด์ที่เราเคยได้ดูมักมีความโดดเด่นอยู่เสมอไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง นี่คืองานทดลองที่ใช้การแทนค่าและการลดทอนองค์ประกอบหลายๆอย่างลงที่อาจมิใช้เพื่อการสื่อสารกันโดยตรงแต่คือการส่งมอบความทรงจำอันกระท่อนกระแท่น ความสับสนอลหม่านที่เราอาจเคยพบประสบหรืออาจจะไม่ หรือไม่ก็อาจจำไม่ได้ หรือจริงๆกลับคือความที่เราคุ้นชินกับมันมากจนเกินไปจนเราไม่อาจตระหนัก ภาพการสำรวจคล้อยกับห้วงคำนึงของการนึกคิดของหนังทำให้เรารู็สึกแบบนั้น

 

Program 3: Special Program บินข้ามลวดหนาม

ชอบโปรแกรมที่มากที่สุดของทั้งหมด เซอร์ไพร์สมากๆที่ได้เห็นหนังของชนกลุ่มน้อย แล้วก็เป็นหนังที่ทำออกมาได้อย่างโครตดีงามเลยล่ะ

Last Summer1. Last Summer (Dapho Moradokphana) – 5/5

ดูจบถึงกับอุทานเลยว่า “โอ้โห” ทำไมมันดีหยั่งงี้ เห็นว่าผู้กำกับอายุแค่ 19ปี แต่ทำหนังออกมาได้รวดร้าวเหลือเกิน มันว่าด้วยเรื่องราวผลกระทบของชนกลุ่มน้อยชาวกระเหรี่ยงผ่านมิตรภาพของเด็กสองคน หนังจบถึงกับจุก

 

The Misplaced Flower2. The Misplaced Flower (Saw Hsa Moo) – 4/5

ตัวเรื่องมันอาจดูเว่อร์ไปนิดแต่มันกลับถูกทำออกมาได้อย่างลงตัวและสะท้อนภาพปัญหาของชนกลุ่มน้อยได้ดี ความน่าสนใจอีกอย่างคือภาษาของหนังที่มันลงตัวดีจัง เซอร์ไพร์สมาก

 


3. ต่าหมื่อหล่า (Saw Shee Khe Hser) – 5/5

ณ ค่ายผู้ลี้ภัยชาวกระเหรี่ยงบนชายแดนไทย-พม่า แม้ร่างกายจะถูกกุมขังแต่หัวใจนั้นกลับมีอิสระของมันเอง หนังมันจับโมเม้นต์เล็กๆแต่กลับสั่นสะเทือนการรับรู้ของเรามากๆ

 

4. ภวังค์คติ (นิติวัฒน์ ชลวณิชสิริ) – 5/5

ตอนดูครั้งแรกยังเฉยๆ แต่พอมาดูอีกรอบเราพบว่ามันช่างงดงาม เสียงเพลงที่ขับกล่อมที่แม้เราจะฟังไม่รู้เรื่องแต่เรารู้ว่ามันไพเราะมาก คลอเคล้าไปกับภาพที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวเนื่องกันทางกายภาพ แต่ทางความรู้สึกเราเหมือนกำลังถูกขับกล่อมถึงยูโธเปียอะไรซักอย่างก่อนที่ภาพของเด็กน้อยคนหนึ่งจะปรากฏตัว เราค่อนข้างสนใจในเด็กคนนี้มากๆ เราเต็มไปด้วความสงสัยมากมาย ความสงสัยที่ไม่ได้เป็นในทางบวกอันขัดแย้งกับตัวความไพเราะของบทเพลง เราเลยรู้สึกว่าหนังมันเหมือนวันๆหนึ่งที่เรามักเจอสิ่งที่และสิ่งที่ไม่ดีในวันหนึ่งๆ ซีนเกือบสุดท้ายที่น้องแกกัดแบงค์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์นี่เล่นเอาเราสะท้าน

 

สันติภาพแค่ภาพ5. สันติแค่ภาพ (กอยี คูโน) – 4/5

หนังพูดถึงเรื่องของสามจังหวัดชายแดนใต้โดยผู้กำกับที่เป็นคนในพื้นที่เอง โอเคล่ะว่าหนังมันชัดมากๆ แต่เราก็เข้าใจได้เมื่อมองว่าความต้องการของหนังคืออะไร เมื่อนั้นมันก็ทำให้เราจุกอยู่ดี

 

มะเหย่นชาน6. มะเหย่นชาน (ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว) – 4.5/5

นี่ก็อีกเรื่องที่เราว่ามันเล่าเรื่องได้ดี คือเรื่องที่มันเล่าเราสามารถร้องยี้ได้แบบดังๆเลยล่ะ แต่หนังมันกลับเอาอยู่และไปได้สุด หนังมันว่าด้วยเรื่องของแรงงานข้ามชาติกับการดิ้นรนหาที่ทางของพวกเขา

 

7. จะโนแปลว่าผู้มีวาสนา (ไมตรี จำเริญสุขสกุล) – 5/5

ชอบตั้งแต่ซีนเปิดที่เป็นการร้องเพลงกลับบ้านเลย มันเปิดด้วยความอบอุ่นเรียบง่ายก่อนที่หนังจะค่อยๆเฟตความสว่างลงไปจนมืดมิดด้วยเรื่องของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ๆถูกประกาศให้เป็นเขตอุทยาน

 

รอยเท้าของเรา8. รอยเท้าของเรา (Hta Kwa) – 5/5

หนังปิดที่ทรงพลังมาก โชคดีที่เราเคยดู วิถีชีวิต งานก่อนหน้าของ ต้าควา ที่คว้ารางวัลพิราบขาวและชมเชยรัตน์ในงานหนังสั้นเมื่อปีที่ผ่านมาๆก่อนแล้ว เราเลยได้เห็นการพัฒนาต่อยอดจากหนังเรื่องก่อน ใน วิถีชีวิต มันพูดถึงการเอาตัวรอดจากความไม่เป็นธรรมที่รัฐมีต่อชนกลุ่มน้อย (ในที่นี้คือกรมป่าไม้กับชาวปกาเกอะญอในข้อหาบุกรุกที่ป่าสงวนทั้งๆพวกเขาที่เคยอยู่มาตั้งนานนม) ส่วนในเรื่องนี้มันยังคงเล่าถึงการเอาตัวรอดและการต่อสู้กับอำนาจรัฐในการเรียกร้องสิทธิ์ ความเป็นธรรมเพื่อกู่ตะโกนให้ผู้คนมองเห็นพวกเขาหลังจากการหายตัวไปของ ส่าดู้ สมาชิกคนหนึ่งของชุมชนอันเป็นตัวแทนของ บิลลี่ รักจงเจริญ ในโลกแห่งความจริง ซีนจบทรงพลังมากๆ

ดู วิถีชีวิต ได้ทีนี่ https://www.youtube.com/watch?v=Y-glT4xzH-g

 

Program 4: Fiction 1

Brother1. Brother (อภิญญา เชิดในเมือง) – 3/5

ยังดีที่หนังเลือกจบแบบนี้เพราะตลอดเวลาที่ดูพบว่าหนังมีทางเลือกอยู่ไม่มากนัก ซึ่งพอมันจบแบบนี้ทำให้ไอ้เยื้อบางๆในความสัมพันธ์ที่มันเป็นปริศนาอยู่เด่นชัดขึ้นมา

 

Olds2. Olds (วัชรพล แสงอรุณโรจน์) – 5/5

หาก W (ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต) คือหนังที่ว่าด้วยเรื่องของความสับสนมืดบอดของและเคว้งคว้างของเด็กปีหนึ่ง Olds มันก็คือเรื่องเดียวกันแต่อยู่ในช่วงวัยของเด็ก ม.3 กับความสับสนและไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเองและความรักที่ต้องจบลง เป็นหนังนิ่งเรียบที่ค่อยๆกัดเซาะและเอาเราได้ตายเหมือนๆกัน

 

Happy When It Rains3. Happy When It Rains (ณัฐชนน วะนา) – 5/5

ด่า “ควย” ให้กับตัวเองที่ชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 55555 มันเรียบง่ายดี ซึ่งไอ้ความเรียบง่ายมันกลับก่อเกิดความโรแมนติดอย่างที่สุด หนังของณัฐชนนที่เราเคยได้ดูเราพบว่าเราชอบหมดเลย

 


4. We Used To Love Each Other (อรุณกร พิค) – 5/5

ชอบที่สุดของโปรแกรมนี้ ใครเคยอกหักดูแล้วอาจจะตายเหมือนเรา เราชอบอารมณ์แบบผู้หญิงในหนังเรื่องนี้มากๆ อาการ พยายามแค่ไหนก็ไปไม่ถึง นี่คืออาการที่คนอกหักเข้าใจดี ชอบการแสดงของนักแสดงทั้งสองคนมากๆๆๆๆๆๆ

http://www.youtube.com/watch?v=0-wt8eriHig
5. ยามดึก (พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น) – 5/5

หนังจับภาพกิจกรรมที่อาจเป็นกิจวัตรประจำวันของยามกะดึกในคืนๆหนึ่ง มันไม่มีอะไรนอกจากการตรวจตรา ยืดเส้นยืดสาย เม๊าส์มอย กินหรือแม้แต่แอบงีบหลับ แต่มันกลับให้ภาพมุมเล็กๆมุมหนึ่ง คนเล็กๆคนหนึ่งในช่วงเวลาอันอึกทึกที่เราไม่เคยนึกถึง มันตั้งคำถามกับเราถึงเรื่องของโอกาสและการให้ค่าของสิ่งรอบตัว

 

The Guardian6. The Guardian (ดิษพงษ์ สัมปัตตะวนิช) – 1/5

ไม่ชอบเลยอะ มันแข็งๆทื่อๆไปหน่อย

 

7. Between (ศรัทธา แสงทอน) –  4.5/5

หนังที่ไร้ซึ่งบทสนทนาแต่ใช้เทคนิคทางภาพยนต์สื่อสารออกมาได้ดี เราชอบตรงนั้นและชอบที่สุดคือความหมิ่นเหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างของพ่อ-ลูกคู่นี้

 

8. Directionless (ฉันทนา ทิพย์ประชาติ) – 5/5

มันดีมากๆตรงที่พอดูจบแล้วเราก่อเกิดคำถามมากมาย ด้วยความที่มันเลือกเดินไปในทางที่เราไม่คาดคิดจนพาเราไปสู่ภาวะไดเลมม่าซึ่งไอ้ภาวะนั้นมันก็ดันไม่ใช่ตัวเลือกแบบขาว-ดำชัดเจนด้วย การเอาใจช่วยและการผลักไสตัวละครมันเลยคานกันเอง ข่มและต่อสู้กันเองในสมองของเรา

 

ขอ9. ขอ (วริทธิ์ โชคทวีศักดิ์) – 3/5

จริงๆหนังมันไม่ได้แย่ แต่เราไม่ค่อยอินเท่าไหร่ทั้งๆที่บรรยากาศและช่องว่างระหว่างตัวละครมันใช่มากๆในแง่ของรูปแบบความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อยู่ด้วยกันมานานที่มันไม่ต้องแสดงออกแต่เรารับรู้ได้ แปลกใจเหมือนกันที่ดูจบแล้วกลับเฉยๆ

 

Program 5: Doc

 

1. เขี้ยวหมาเหลือง (ธีรภาส ว่องไพศาลกิจ) – 5/5

ดูรอบสอง ดูกี่ทีก็ต้องอุทานทุกทีว่าคิดกันได้ไง เป็นสารคดีแบบสืบสวนที่สนุกดี

เดิน2. เดิน!!! (ณัฏฐา หอมทรัพย์, ธัญ เปลวเทียนยิ่งทวี) – 5/5

เป็นสารคดีที่สร้างเสริมความรู้มากๆ เราไม่เคยคิดถึงสิ่งที่หนังมันพูดถึงมาก่อนเลย ปัญหาการไล่ที่ไล่แผงลอยตามข้างถนนจริงๆแล้วมันคือปลายเหตุมากๆ ซึ่งต้นเหตุก็คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้มันบอกไว้ น่าคิดพิจารณาต่อมากๆ

3. Q&A Queen & Anxiety (ปุญญมา อุชณรัศมี) – 5/5

ตลกแบบไม่บันยะบันยัง เป็นการทดลองที่ฉิบหายวายป่วงและบ้าบอดีจริงๆ

4. ของฝากจากสวิตเซอร์แลนด์ (สรยส ประภาพันธ์) – 4/5

เหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ มันเป็นเพียงแค่ภาพวีดีโอนิ่งๆในสวิตเซอร์แลนด์พร้อมเสียงการสนทนาระหว่างผู้กำกับและเพื่อน จากความสวยงามขอสวิตฯกลับกลายเป็นความดำมืดของเรื่องเล่าผู้ลี้ภัย

In The Eye5. In The Eye (ดญ. ธัญญารัตน์ สีหาวงษ์) – 4/5

คือถ้ามันไม่ใช่หนังของเด็กผู้หญิงเราคงเฉยๆ แต่พอรู้ว่าเด็กผู้หญิงทำเราเลยพยายามมองด้วยสายตาอีกแบบซึ่งก็พบว่าการมองภาพของน้องเค้ามันมีอะไรน่าสนใจอยู่ การจับจ้องพื้นที่ในโรงพยาบาล จับจ้องนางพยาบาลหรือแม้กับอากัปกิริยาผู้ป่วยและญาติๆ เราไม่เคยคิดว่าเด็กๆจะจับสิ่งพวกนี้ได้ ยกตัวอย่างๆตัวเราตอนเด็กๆก็มักชอบมองภาพที่มันสวิงสวาย ตัดฉับเร็วๆเหมือนหนังฮอลลี่วู๊ด แต่น้องเค้าไม่ใช่ การมองนิ่งๆของน้องมันเลยน่าทึ่งสำหรับเรา

Final Presentation For You6. Final Presentation For You (กานต์ชนิต โพธิ์สวัสดิ์, บัณฑิตา ไพจิตร, ธีรภัทร โฆษิตสมิต, ราชพฤกษ์ ติยะจามร) – 3/5

เราไม่เคยเรียนวิชาพรีเซนฯ แต่เราเคยเห็นความฉิบหายมาก่อนแล้วในหนัง ภัยใกล้ตัว ของ จุฬญาณนนท์ ถึงไม่อินมากแต่มันก็ตั้งคำถามได้ดี

บ้าน7. บ้าน (ปฏิภาณ อมรทิพรัตน์) – 4/5

รู้สึกแบบเดียวกับ ขอ ในโปรแกรม Fiction 1 ด้วยอารมณ์ที่มันสะท้อนออกมาเหมือนกันอันว่าด้วยความสัมพันธ์ของครอบครัว แต่ในเรื่องนี้มันคือบ้านในชนบทที่ทุกอย่างมันดูนิ่งเงียบกว่า เบาบางกว่าแต่มันกลับให้ความรู้สึกที่รุนแรงกว่า

Take Home8. Take Home (ฐาปนี หลูสุวรรณ) – 4.5/5

หนังเรื่องนี้เป็นเพียงภาพนิ่งที่ถ่ายด้วยฟิล์มพร้อมคำบรรยายประกอบด้วยตัวของผู้กำกับเอง มันเล่าเรื่องอย่างซื่อตรง(ถ้ามันไม่ ผู้กำกับก็คงเก่งมาก)และเต็มไปด้วยความรู้สึก เราสัมผัสได้ถึงความเปราะบางมากๆของเจ้าของหนัง เหมือนดูเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อความฝันหรืออะไรซักอย่างที่เธอคิดว่าใช่ ส่วนเราคนดูก็มอบใจไปช่วยอยู่ห่างๆ

ยามเมื่อแสงดับลา9. Lucid Reminiscence ยามเมื่อแสงดับลา (วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย) – 5/5

เสียชีวิตไปตามระเบียยตามประสาคนดูหนังตั้งแต่ยุคโรงสเตนอโลนช่วงปลาย การถวิลหาและย้อยรอยไปตามลำแสงที่ตกกระทบบนโรงหนังร้างเก่าในเรื่องนี้คือความมหัสจรรย์ คือความหวนไห้พร้อมๆไปกับการระลึกเพื่อเฉลิมฉลองยุครุ่งเรื่องแห่งการชมภาพยนต์ในประเทศไทย

 

Program 6: Fiction 2

 

1. Sahaab (วสันต์ มหาเกียรติคุณ) – 3/5

ดูรอบสองก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม คือรู้สึกว่ามันดีแหละ มันพูดเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัวกับศาสนาได้โอเคประมาณหนึ่งเลย แต่กลับเป็นเราเองที่ไม่สามารถแนบเคียงกับหนังได้ด้วยเพราะความคิดเห็นส่วนตัวที่ต่างออกไปจากสิ่งที่หนังมันตั้งใจจะพาไป

เสียงเจ้า2. เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง (อริสา พลโยธา) – 3/5

คิดถึงหนังพี่เจ้ย มันมีหลายๆองค์ประกอบให้คิดแบบนั้นและมันก็ออกมาดีด้วย เว้นเสียแต่ความโจ่งแจ้งทางสารที่ออกมาทางบทพูดของตัวละครหรืออินเสิร์ตภาพต่างๆที่ทำเราขัดใจนิดหน่อย แต่โดยรวมเราชอบความเป็นการเมืองของมัน


3. Kid-Nap หากว่าฝันไป (ณัฐชนน วัฒนกุลจรัส) – 3.5/5

ตอนดูวูบไปหลายรอบเหมือนกัน พบว่ามันประหลาดแบบหลอนๆดี มาดูอีกรอบก็ยังรู้สึกแบบนั้น ตรงๆเลยคือเราจับอะไรในหนังไม่ได้เลย จะการเมืองบางๆของมันก็ไม่ได้ จะความสัมพันธ์ครอบครัวบางๆก็ไม่ได้ จะคือความฝันหลอนๆก็ไม่ได้ แต่เราไหลเอื่อยไปกับความพิศวงของมันได้อย่างไม่ติดขัด

Please talk to me4. Please Talk to me พูดสิ อีดอก (ฉันทนา ทิพย์ประชาติ) – 4/5

กวนตีนและกัดเจ็บดีจริงๆ มันคือการบันทึก ตีแผ่และตั้งคำถามถึงประเด็นฮอตฮิตที่กลายเป็นเรื่องใหญ่โตมากๆในบ้านเราช่วงนี้อย่างโรฮิงญามานำเสนอในรูปลักษณ์ของหนังที่ดูง่ายๆ แต่ตบฉาดที่หน้ารุนแรงพอๆกับคนใช้สัญชาติกระเหรี่ยงในเรื่อง เอาจริงๆมันแรงน้องๆ แหม่ม แอนนา เลยนะเออ

จบงานหมดแรงกันไปหลายวัน พบกันใหม่ปีนี้ครับ

Advertisements

พฤษภา’15 กับหนังที่ได้ดู

01/05/15 – The Theory of Everything (James Marsh/ UK/ 2014) – 4/5

ว่าจะดูก่อนประกาศผลออสการ์แต่ดูไม่ทัน ซึ่งก็ปรามาสมันตั้งแต่แรกอยู่แล้วทั้งตัวเรื่องและการแสดงที่มันกะเอารางวัลเห็นๆ แต่พอได้ดูแล้วก็ต้องขอถอนคำพูดเพราะมันเป็นหนังที่เสือกเดินเข้าทางความรู้สึกส่วนตัวเอามากๆ ดีงามจนน้ำตาซึม

เราไม่ได้ชอบในแง่ของหนังอัตชีวประวัติ เราไม่ได้สนใจในแง่นั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ในแง่งามของเรื่องความรักความสัมพันธ์ที่มันจับมาพ่วงพ้องกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั้นแหละที่เอาเราอยู่ จะว่าไปมันเป็นเรื่องน้ำเน่าพอดูที่หนังมันให้ภาพเปรียบเทียบระหว่างสองสิ่งที่ว่า คือระหว่างทฤษฎีที่ท้าทายต่อธรรมชาติกับธรรมชาติอารมณ์ของมนุษย์ ตั้งคำถามถึงความเป็นปริศนาแต่กลับเต็มไปด้วยความลุ่มหลงที่สุดท้ายก็ไม่อาจให้คำตอบใดๆได้ แต่ส่วนที่หนังมันทำได้ดีและเราชอบมากๆคือการมอบภาพของความสัมพันธ์ในเรื่องและการคลี่คลายของมัน มันงดงามหมดจดดีจริงๆ (ซีนบอกเลิกด้วยความเข้าใจกันและกันนี่เอาตายจริงๆ)

และเช่นกัน ขอกลับคำครหาอีกครั้งกับ เอ๊ดดี้ เร้ดแมน มึงเอาออสการ์ไปเหอะ เหมาะสมแล้ว ส่วนเฟลิซิตี้ โจนส์นี่ให้ส่วนตัวเลย ชอบแววตาเธอจริงๆให้ตายเถอะ

ปล. จริงๆก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ เจมส์ มาร์ช ผู้กำกับจะทำหนังได้ละมุนขนาดนี้ เราเคยผ่านตาหนังของมาร์ชแค่สองเรื่องคือ Man On Wire และ Project Nim ซึ่งเป็นหนังสารคดีทั้งคู่แต่กลับเต็มไปด้วยเลือดเนื้อและความเป็นมนุษย์สูง (แม้แต่เรื่องหลังที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับลิง!)

02/05/15 – Avengers: Age of Ultron (Joss Whedon/ US/ 2015) – 2/5

ดูจบก็พยายามคิดย้อนกลับไปว่าอะไรนะที่ทำให้เราชอบหนังภาคแรก พบว่ามันคือความสดใหม่และชาญฉลาดที่มันสร้างเหล่าฮีโร่ลิเกเหล่านี้จนแข็งแล้วสามารถเอามารวมกันได้ในหนังเรื่องเดียวแถมเฉลี่ยบทให้เท่าๆกันได้อีก กอปรกับการเซอร์ไพร์สคนดูที่เราชอบมาก (ในที่นี้คือ Hulk ที่ไม่มีหนังแข็งๆเป็นของตัวเองแต่ได้มาเกิดกับหนังภาคแรก)

แล้วมาภาคนี้ที่มันผ่านจุดที่ภาคแรกมันมีไปแล้วซึ่งเราก็เข้าใจนะ ก่อนดูก็ทำใจไว้ประมาณหนึ่ง ตลกดีที่พอหนังมันเปิดเรื่องมาเราก็เบื่อเลย 555 เฮ้ย! ทำไมมันน่าเบื่อแบบนี้ว่ะ ประเด็นก็เก๊าเก่า ช่วงที่เหลือเลยกลายเป็นแค่การดูว่ามันจะต่อยอดให้กับแฟรนไชด์ของตัวละครยังไง จะเติมจักรวาลของมันในแง่ไหนโดยในแง่นี้ก็ยังต้องยอมมันแหละที่มันยังสามารถกรุยทางเดินของมันได้ต่อไปยาวๆ กินนานๆ

พวกฉากแอ็คชั้นทั้งหลายนี่จบเลย น่าเบื่อมาก แต่ก็มีสองส่วนที่เราชอบมาก หนึ่่งคือการออกแบบตัวละครอัลตรอนที่มันกวนตีนดี คือรู้แหละว่ามันคือสตาร์คในคราบปัญญาประดิษฐ์ แต่มันคือความฉลาดที่มีขีดจำกัด ไอ้อัลตรอนมันเลยฉลาดแบบเป๋อๆดูมีอะไรดีแล้วน้ำเสียงของเจมส์ สเปเดอร์ ก็มาช่วยได้เยอะเลย อีกส่วนทีชอบมากและมันยังทำได้ดีคืออารมณ์ขันที่มันโปรยไว้ตามรายทาง เวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้างโดยเฉพาะการเอาเอกลักษณ์ของฮีโร่แต่ละตัวมาตบตีกัน ที่มันก็บอกตัวเราเองตอนดูนะว่าเฮ้ย! นี่มันคือแฟนตาซีนะมึง ฮีโร่ลิเกแบบนี้มันเหมาะกับแฟนตาซีมากกว่าจะมานั่งปวดหัวตีความอะไรมากมายนะมึง เลยทำให้เราไม่ถึงกับเฟลกับหนังมาก แต่ก็นั้นแหละเพราะเห็นภาคต่อๆไปจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งกันเองของกลุ่มอเวนเจอร์ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอารมณ์ขันได้ประมาณไหน

ส่วนไอ้เรื่องรักๆใคร่ๆและเรื่องครอบครัวนี่ไม่ขอพูดถึงละกัน ถ้ามองแค่เรื่องนี้เราว่ามันไม่เวิร์คเท่าไหร่ เหมือนไม่มีอะไรจะเล่นก็เลยใส่เข้ามาไว้หน่อย แต่ก็แหละ Hulk ยังไม่มีภาคแยกของตัวเองและมันอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับฮาร์คอาร์ยในหนังภาคต่อๆไป

อนึ่ง การที่แม่งไปประเทศไหนก็พูดแต่ภาษาอังกฤษนี่มันควรเป็นปัญหาหรือเปล่าว่ะ? อันนี้กูติดใจส่วนตัวพอๆกับซับไทยที่แปลอะไรของแม่งก็ไม่รู้

ปล. สกาเล็ต วิทซ์ ทำไมต้องทำหน้าตาเหม็นขี้ตลอดเวลา ตลกดี แต่เธอมีดีที่นม

04/05/15 – Once Upon A Time In Vietnam (Dustin Nguyen/ Vietnam/ 2013) – 3/5

ดูจบแล้วอยากไปหาหนังแมสๆเมดอินเวียดนามมาลองดูหลายๆเรื่อง สนุกดีและดูดีไม่ได้ได้ขี้ริ้วขี้แหล่เลยด้วย น่าสนใจตรงที่มันคือหนังเวียดนามที่ไม่ได้ดูเป็นเวียดนามเลยยกเว้นภาษาที่พูด โลกของหนังมันถูกผสมด้วยโลกเวสเทิร์นคาวบอยแบบตะวันตกแต่กลับปกครองด้วยระบบจักรพรรดิ์และกับตัวละครในเรื่องที่เป็นนักรบแต่งตัวเท่ห์ๆอย่างกับฮีโร่ในหนังฮอลลีวู๊ดแต่ต่อสู้ด้วยกำลังภายใน ประหลาดดี

อีกส่วนที่ชอบคือการที่หนังมันพลิกบทบาทให้ตัวละครหญิงโดดเด่นขึ้นในช่วงท้าย ทั้งในแง่การถูกนำเสนอบนจอและในแง่ของตัวเรื่องเองที่เธอคือศูนย์กลางของทุกอย่างทั้งหมดในหนัง น่าคิดดีเหมือนกันที่ในหนังตะวันตกอันว่าด้วยเวียดนามที่เราเคยผ่านตา สาวเวียดนามมักจะเป็นได้แค่เหยื่อ หนังเรื่องนี้มันเลยเหมือนเป็นการโต้กลับแบบเริดๆ

ดัสติน เหงียนเขียนบทเอง กำกับเองแล้วก็เล่นเองด้วย เก่งว่ะ

อนึ่ง ชอบนางเอกในเรื่องจัง หน้าตาแปลกดีแถมนมใหญ่

09/05/15 – Parasyte: Part 1 (Takashi Yamazaki/ Japan/ 2014) – 4/5

ในนามของคนที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนมาก่อนพบว่าในบรรดาหนังที่ทำมาจากหนังสือการ์ตูนที่เคยได้ดู เรื่องนี้เป็นหนังที่มาจากการ์ตูนที่เวิร์กดี สนุกและเร้าใจมาก ชอบที่มันเล่าเรื่องได้กระชับ จับเฉพาะจุดสำคัญแล้วก็วิ่งเข้าใส่รัวๆเลย ไม่มีการมาเวิ้นเว้อเยิ้นเย้อ บทจะฆ่าก็ฆ่า บทจะช็อคก็ช็อคไปเลย สุดตรีนดี ตอนดูนี่แทบไม่มีเวลามานั่งครุ่นคิดอะไรจากหนังเลย เต็มใจที่จะลุยกับหนังไปก่อน แถมยังทิ้งท้ายซะอยากรีบดูภาคสองไวๆ

ออกจากโรงมาก็ยังสนุกในการนั่งครุ่นคิดถึงเรื่องการเอาตัวรอดในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ทฤษฎีของดาร์วิน เรื่องการฆ่าเพื่อเอาตัวรอดเพื่อการดำรงอยู่เป็นสำคัญ แล้วไอ้ความเป็นปรสิตก็ให้ภาพและพัฒนาการของสังคมได้ดีชะมัดโดยอยู่ภายใต้เงื่อนการดำรงอยู่ที่ว่าอีกที

อีกอย่างที่ชอบคือแนวทางการดำรงเผ่าพันธ์ให้คงอยู่ของเหล่าปรสิตที่มันมองในแง่ของการทดลอง มันลดทอนและตัดเรื่องราวแนวคิดทางความรู้สึกออกไปเลย ซึ่งมันขัดแย้งกับแนวคิดของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง มันเป็นรูปแบบความขัดแย้งที่เรารู้สึกกับมันเป็นพิเศษ ซึ่งซีนที่มันกระชากประเด็นนี้ได้ดีและเราชอบมากคือซีนต่อสู้กับปรสิตในร่างแม่

ไอจังน่ารักในทุกอิริยาบถ

09/05/15 – When Marnie Was There (Hiromasa Yonebayashi/ Japan/ 2014) – 4/5

งดงามมาก ชอบช่วงแรกกับช่วงท้ายมากๆ ช่วงแรกที่มันค่อยๆเปิดภาวะของตัวละครร่ายจนไปเจอมาร์นี่นี่ดีมากเลยอะ มันเป็นภาวะที่ตัวละครมันโดดเดี๋ยวแล้วยินยอมยินดีอยู่ในโลกพาฝันของตัวเอง แล้วพอแอนนามันยิ้มได้ครั้งแรกมันกลับให้ความรู้สึกที่แสนเศร้ามากกว่าจะสุข มันเรียลและเจ็บปวดทีเดียว แต่พอช่วงกลางๆที่หนังมันพาเดินไปในโลกของแอนนามันอีดๆอึนๆไปหน่อยเหมือนเพียงแต่ส่งเรื่องไปยังตอนจบแค่นั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษ

เห็นคนไม่ชอบช่วงท้ายกันเยอะแต่เรากลับชอบมากๆอย่างน่าประหลาด โอเคล่ะว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่เราหวัง(ในเรื่องจินตนาการของแอนนา) แต่เรากลับโดนและรู้สึกกับการจบแบบนี้มากกว่า เรามักจะรู้สึกมากๆกับเรื่องของการก้าวพ้นวัยด้วยการเรียนรู้ความตายของคนใกล้ตัวที่เรารัก เพราะเรามักจะมองเห็นความงามมากมายที่มันซ่อนอยู่ในความเศร้าไว้อีกที (แน่นอน! กูน้ำตาซึมเพราะประสบการณ์ส่วนตัว) อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าการเปิดเปลือยหมดจดแบบนี้มันอาจทำลายความดีงามของหนังทั้งเรื่องได้เลย

อนึ่ง การได้กลิ่นเลสเบี้ยนในหนังการ์ตูนสำหรับเด็กนั้นเป็นสิ่งวิเศษอย่างหนึ่ง

10/05/15 – SDU: Sex Duties Unit (Gary Wing-Lun Mak/ HK/ 2013) – 2/5

SDU ย่อมาจาก Special Duties Unit เป็นหน่วยงานตำรวจพิเศษในฮ่องกง มีหน้าที่หลักคือต่อต้านการก่อการร้าย, ช่วยเหลือตัวประกันหรือการจัดการต่างๆกับอาชญากร ทำหน้าที่พิเศษที่ตำรวจปกติไม่สามารถทำได้ ได้รับการฝึกโดยองค์กร Special Air Service ของอังกฤษ

ที่เขียนไปด้านบนเป็นความรู้ใหม่ที่ได้จากหนังเรื่องนี้ นอกเหนือจากนั้นคือไม่มี หนังมันว่าด้วยเรื่องของหน่วย SDU หน่อยรองตามตัวละครในโปสเตอร์ที่เงี่ยนอยากไปไปตีหม้อในมาเก๊าแต่ติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวได้เลยต้องตั้งภารกิจที่ชื่อว่า Sex War Operation ขึ้นมา แน่นอนว่าเรื่องมันไม่ง่ายดายขนาดนั้น ดังนั้นแล้วความเงี่ยนเลยกลายเป็นมหากาพย์ความฉิบหายไปแทน

หนังเดินไปในแนวทางแบบหนังชุด The Hangover ด้วยตัวละคร 4 คนที่ส่งต่อประเด็น 4 แบบ ความรักเอย ครอบครัวเอย ความเป็นผู้นำเอยและคนที่มันมีรสนิยมต่างจากสังคมหลัก (ในที่นี้คือเกย์) ซึ่งมันก็ทำได้ดีในแต่ละประเด็นแต่ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่อย่างน้อยการที่หนังมันบอกว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็คือคนเหมือนกัน มีความคิด ความเงี่ยน ความบ้า ความห่ามไร้สาระและความหลากหลายทางรสนิยมนี่คือสิ่งดีอย่างหนึ่งของหนัง

อนึ่ง ไทยแลนด์มีบทบาทในเรื่องด้วย หากเหล่าชาตินิยมได้ดูคงกรี๊ดกันจนเป็นลม

ปล. ดูแล้วอยากไปอยากไปมาเก๊าอีกซักรอบแก้ตัว

17/05/15 – Mad Max: Fury Road (George Miller/ Australia, US/ 2015) – 5/5

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกก รู้สึกดีงามหมดจดจนน้ำตาจะไหล ติดท๊อปเท็นประจำปีนี้แน่ๆกูมั่นใจ!

ตอนดูคิดอยู่ตลอดเวลานี่มันหนังของผู้กำกับอายุ 70 ปีหรือว่ะนี่! ทำไมอะดรีนาลีนมันพุ่งพล่านเดือดระอุขนาดนี้! ลุงแกเซ๊ตโลกแบบนี้ขึ้นมาได้ไงว่ะ! ลุงแกคิดโปรดักชั่นล้ำฉิบหายแบบนี้ขึ้นมาได้ไง! ไหนจะการถ่ายอีกหลายๆซีนลุงแกดีไซร์ยังไงว่ะ! แถมประเด็นย่อยอันพูดถึงเรื่อเฟมินิสต์แม่ก็เจ๋งโครต ออกจากโรงมากูแทบจะยกมือไหว้ชื่อลุงแกหน้าโรงสกาล่า!

เรื่องที่ว่าหนังมันมันส์ฉิบหาย สนุกฉิบหาย เหนื่อยฉิบหายนี่คงไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วเพราะหลายๆคนพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่ามันบ้ามากและบันเทิงสุดขีดคลั่ง เหยียบกันมิดคันเร่งเกือบตลอดเรื่อง ช่วงผ่อนให้คนดูได้พักก็ใส่ดราม่าแบบน้อยๆกำลังดีเข้าไปก่อนจะไปเหยียบทะลุไมล์ตอนท้ายให้ฟินแดกกันไปอย่างที่เห็น

ส่วนที่เราชอบที่สุดของมันคือการที่มันสร้างหน้าหนังแบบอิ่มเทสโทสเตอโรนอย่างรุนแรง แต่ตัวหนังจริงทั้งเรื่องกลับอบอวลไปด้วยเอสโตรเจนที่รุนแรงกว่า กลายเป็นหนังพลังหญิงอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ มวลหมู่ผู้ชายคือผู้ทำลายโดยสมบูรณ์ ทำลายโลก ทำลายโครงสร้างสังคม ทำลายศีลธรรมคุณธรรมทั้งหลายให้ราบคาบหมดสิ้น ผู้หญิงคือผู้ให้กำเนิด ผู้ผดุงไว้ซึ่งชีวิตและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เลยกลายเป็นว่าหนังมันตั้งใจจะตบหน้าแรงๆหลายๆทีต่อเหล่าคนดูเพศชาย โอเคละว่าหนังมันเสิร์ฟความรุนแรงแบบดิบๆมาให้ แต่การสลับบทบาทสลับหน้าที่แบบนี้มันก็มักจะทำให้เหล่าเพศชายหงุดหงิดอยู่บ้าง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่เราชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆ

ส่วนไอ้แม็คมันก็คือผู้ทำลายที่เสือกตาสว่างเพราะความสูญเสีย มันเลยกลายเป็นชายที่ใช้ชีวิตตามสัญชาติญาณการเอาตัวรอดไปวันๆ, อีฟูริโอซ่าที่มันมาจากกรีนแลนด์แดนผู้ให้กำเนิดมันเลยต้องการไถ่บาปของตัวเอง ซึ่งพอไอ้สองตัวนี้มันมาเจอกันมันเลยสามารถคลิ๊กกันได้ในแง่ของการมีเป้าประสงค์ร่วมกันคือการหนีจากเหล่าผู้ทำลายก่อนการคิดกลับไปทำลายเหล่าผู้ทำลายแทนในช่วงท้าย ฟูริโอซ่าก็ได้ไถ่ถอนบาปในใจ ส่วนแม็คก็ไม่ต้องหนีและสู้ด้วยสัญญาณอีกต่อไปแล้ว แล้วโลกก็ได้ถูกรีเซ็ตขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์

ซึ่งพอหนังมันจบด้วยการรีเซ็ตโลกแบบนี้ เราเลยรู้สึกว่าคุณลุงมิลเลอร์แกคงอยากต้องการประกาศดังๆว่า “ไอ้พวกเห่อหมอยทั้งหลาย กูรีเซ็ตมาตรฐานหนังแอ็คชั่นใหม่ให้แล้วนะโว้ยย เพราะของพวกมึงมันน่าเบื่อฉิบหายเลย!”

ใครก็ได้จับแกไปกำกับซีรี่ย์ Fast ที

ปล. การให้เหล่านักแสดงหุ่นนางแบบวิคตอเรียซีเคร็ดที่ทำอะไรได้มากกว่าแค่การให้คนดูจ้องมองในหนังนี่คือดีงามมาก เปิดตัวมาผู้ชายคงน้ำลายไหล แต่พอเรื่องดำเนินไปผู้ชายคงรู้สึกหงุดหงิด 555