เมษา’15 กับหนังที่ได้ดู

05/04/13 – X+Y (Morgan Matthews/ UK/ 2014) – 4/5

ส่วนตัวเราแขยงหนังแบบนี้นะ หนังจำพวกก้าวพ้นวัยที่ไปพบเจอกับทางสว่างสดใสในที่สุด ในเรื่องมันว่าด้วยเรื่องของเด็กพิเศษที่มันเก่งคณิตศาสตร์มากๆ มองเห็นและพิจารณาเพื่อทำความเข้าใจด้วยสีที่มองเห็น คิดทุกอย่างเป็นตรรกะโครงสร้างที่ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนแน่นอน ใช้ชีวิตบนแบบแผนอันชัดเจน แน่นอนประเด็นหนึ่งที่เราพบได้ในหนังเด็กพิเศษเหล่านี้คือการทำความเข้าใจพวกเขาและการอยู่ร่วมกับสังคมแวดล้อมรอบตัว โดยคำถามที่หนังเรื่องนี้มันตั้งขึ้นมาคือการจับเอาโครงสร้างอันชัดเจนแบบคณิตศาสตร์ไปอธิบายอารมณ์รักอันไม่แน่นอนของมนุษย์…แค่คิดก็แขยงสุดๆแล้ว

แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกันที่เราอินกับหนังมากทีเดียว เบื้องหน้าเราว่าหนังมันมีจังหวะที่ดีจัง มีองค์ประกอบดีๆมากมาย นักแสดงเลอ เพลงเลอ ภาพเลอ ตัดต่อเลอ คือมันทำให้หลงรักได้ไม่ยากเลย ส่วนในเบื้องหลังคืออาการแนบเคียงตัวละครกับตัวของเราเอง ทั้งเหตุการณ์ที่ตัวละครนาธานมันเจอที่มันคล้ายๆกับเรา เรามีภาพจำถึงคนที่จากไปเหมือนๆกัน อีกส่วนคือการที่หนังมันเปิดมุมมองดัานกลับ ด้านของคนที่ต้องรับมือกับเด็กพิเศษเหล่านี้ กล่าวคือตัวละครนาธานมันจะเป็นคนที่จะเอาโครงสร้างเอาความชัดเจนเข้าชนกับความเป็นจริง ชนกับคนรอบข้างและชนกับแม่ที่ต้องเอาอารมณ์เรื่องความรักในการรับมือ มันเลยคือแกน X และ Y ในอีกรูปแบบหนึ่งที่มันจะตั้งฉากต่อกันเสมอ แต่มันก็มีจุดตัดเล็กๆอยู่เสมอด้วยเช่นกัน

มีจุดสนใจพิเศษส่วนตัวอันนึงคือการตั้งคำถามเล็กๆของตัวละครในเรื่องถึงความต่างในหมู่เหล่าเด็กเนิร์ดในโลกตะวันออกกับตะวันตก ตะวันตกมีเรื่องการ bully ส่วนตะวันออกคือการโดนบีบและควบคุมเพื่อให้ไปในจุดสูงที่สุด คือทั้งสองซีกโลกมันมีเหตุการณ์ที่ต่างกัน มีวิธีที่ต่างกัน มีโครงสร้างต่างกัน แต่อารมร์ความรู้สึกกลับคล้ายๆกัน มันเลยเป็น X และ Y ไปอีกแบบ

แซลลี่ ฮอว์กินส์ นี่คือดีมาก เธอมอบมิติของแม่ผู้พยายามอย่างที่สุดในการทำความเข้าใจกับลูกตัวเองแถมตัวเองก็โครตเหงาได้แบบเอาตาย ส่วน อัสซ่า บัตเตอร์ฟิลด์ ก็ดี แววตาอาการนี่มาเต็มๆ  ส่วนอีน้องคนจีนอันนี้ชอบแบบสิเหน่หาส่วนตัว

ปล. ฉากในร้านอาหารนี่ดีมาก มีน้ำตาซึม แต่ฉากจบนี่ไม่น่ามีเลย (หมายถึงตอนที่เด็กทั้งคู่อยู่บนรถไฟนะ ไม่ใช่ฉากในรถกับแม่)

05/04/13 – The Way He Look (Daniel Ribeiro/ Brazil/2014) – 2/5

ชอบเวอร์ชั่นที่มันเป็นหนังสั้นมากกว่าเพราะด้วยความที่มันเป็นหนังสั้นมันเลยไม่สามารถเจาะประเด็นได้เยอะ มันเลยว่าถึงเรื่องความรักเรื่องรูปลักษณ์และเพศสภาพได้แบบตรงจุดและลงตัว แล้วก็จบแบบให้เราได้จิ้นกันต่อไปได้

แต่พอมันถูกทำให้เป็นหนังยาว มันเลยจำเป็นต้องเสริมประเด็นอื่นๆเข้าไปด้วย เติมอีตัวละครเด็กเลวปากหมาเข้าไป เสริมบทบาทของตัวละครบางตัวให้มากขึ้น เพิ่มเรื่องปัญหาความเข้าใจในครอบครัว บลาาาาา ซึ่งสิ่งที่เสริมเติมเข้าไปมันไปเกลี่ยหน้าประเด็นหลักดั่งเดิมของหนังออกไปเยอะทีเดียว กลายเป็นหนังมุ๊งมิ๊งไป เป็นเรื่องของปัญหาฮอร์โมนในวัยรุ่นไปซะงั้น แถมจัดเซอร์วิสให้กับกลุ่มแฟนหนังให้สุดทางไปเลย น่าหมั่นไส้จริงๆ

ดูจบแล้วคุยกับเพื่อนและแฟนว่า “นี่ไม่ใช่หนังของพวกชะนีอย่างเธอจ๊ะ”

05/04/13 – Furious 7 (James Wan/ US/ 2015) – 3.5/5

บอกเหมือนเดิมว่าไม่ได้เป็นแฟนหนังชุดนี้และก็ดูไม่ครบทุกภาค ซึ่งนี่ก็เป็นการเข้าไปดูด้วยความยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่งในการให้หนังมันบู๊วินาสตะโรสะบั้น โม้สำลักน้ำลายสนั่นอยู่แล้ว คือตั่งแต่สองภาคก่อนมันก็ชัดแล้วว่าหนังมันเดินด้วยโครงสร้างเดิมๆเล่าได้ในบรรทัดเดียวจบ อยู่แค่ว่ามันจะยืดเรื่องไปยังไง ด้วยวิธีการไหนแค่นั้นแหละ ซึ่งเจมส์ วาน แม่งเก่งจิงเพราะเราสนุกเพลิดเพลินดี เก็บสมองใส่กระเป๋าแล้วไปตะลุยด่านกับหนังอย่างเดียวพอ

ไอ้เรื่องครอบครัวอะไรนั้นเราไม่อินเลยนะ แต่อินและน้ำตาซึมกับการให้เกียรติ์ต่อ พอล วอล์คเกอร์ ในตอนท้ายว่ะ รู้สึกได้เลยว่าทีมงานมันผูกผันกันแค่ไหนและตั้งใจแค่นไหนในส่งพอลเข้าไปอยู่ในใจคนดู ในเหล่าแฟนหนังชุดนี้ เรารู้จักพอลครั้งแรกในหนังรอม-คอมที่เราชอบอย่าง She’s All That (1999) แล้วเขาก็หายไปจากสารระบบการรับรู้จนมาถึงหนังชุด FF นี่แหละ ไม่ได้ผูกพันแต่ซึ้งดี

11/04/15 – Himizu (Shion Sono/ Japan/ 2011) – 2/5

นี่คงเป็นหนังของโซโนะเรื่องแรกที่เราไม่ชอบเอาเสียเลย มันน่าเบื่อแกมน่ารำคาญมากๆ จริงๆไอ้ความเป็นโซโนะมันก็ยังมีอยู่แหละแต่มันซ้ำซากเกินไปและไปไม่สุด

หรือเพราะเป้าหมายของหนังจริงๆคือการให้กำลังใจและความหวังแก่ชนประชาชาวญี่ปุ่นหลังโดนคลื่นซีนามิถล่ม ให้คนรุ่นหลังต่อสู้และสานต่อประเทศต่อไป บลาๆๆๆ ซึ่งแม่งไม่ใช่และไม่เหมาะกับโซโนะเลยอะ

11/04/15 – The Man With The Iron Fists (RZA/ US, HK/ 2012) – 3.5/5

 โอ้ยยย ทำมายกรูเพิ่งจะเอามาดู สนุกจริงสนุกจังมากมาย คือหนังมันมั่วแหละ แต่มันมั่วแล้วออกมาสนุกฉิบหายซึ่งมันก็ทารันติโนมากๆ เรารู้ว่าทารันติโนชอบชอว์บราเธอร์ส ส่วนอาซาก็เป็นแร็พเปอร์ที่ชอบกังฟู แถมได้บทโดยอีไล ร๊อด ผลรวมที่ได้มันเลยมั่วสะบัดแต่มันส์ชะมัด

ส่วนตัวเราชอบไอ้ความประดักประเดิกของการที่ชาวตะวันตกริทำหนังด้วยชองสุดขั้วแบบตะวันออกแบบนี้มากๆ ในที่นี้คือเรื่องเล่าของเหล่าจอมยุทธหลายสำนักที่มีความสามารถแตกต่างกันมาฉะกัน ณ หมู่บ้านห่างไกล คือมันดูหลอกๆ แต่นั้นแหละที่มันเป็นเสน่ห์ที่เราชอบ

รอคอยดูภาคสองโดยไว

12/04/15 – Citizenfour (Laura Poitras/ US, Germany, UK/ 2014) – 3/5

อาจด้วยเรารู้เรื่องราวที่หนังมันต้องการพูดต้องการบอกมาก่อนดูแล้วพวกเรื่องการดักฟังดักข้อมูลของรัฐต่อประชาชน ตอนดูหนังเลยไม่ค่อยจะตื่นเต้นซะเท่าไหร่ แต่เราตื่นเต้นมากๆกับวิธีการและแผนการของการวางแผนเปิดเปลือยความลับเหล่านี้อันเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน มีการวางแผนงานและการตลาดของสื่อเพื่อให้สารที่ส่งไปถึงผู้รับประสบผลมากที่สุดรวมไปถึงการทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยที่ทั้งซับซ้อนและเสี่ยงใช่ย่อย มันเลยให้ความรู้สึกเหมือนการวางแผนรบยังไงยังงั้น การรบยุคดิจิตอลที่อัดกันด้วยข้อมูลและการวางแผน

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเราจะเฉยๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง เพียงแต่ตอนนี้เราสนใจแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ในหนังมากกว่า อย่างน้อยหนังมันก็กระตุ้นความสนใจและตระหนักรู้ให้แก่เรามากทีเดียว มันเลยกลายเป็นหนังที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกไป

ส่วนตัวมีอยู่สองฉากที่มันกระทบใจเรามากที่สุด หนึ่งคือตอนที่สโนวเด้นปลอมตัวเพื่อหนีออกจากโรงแรมเพราะการเปิดโปงความจริงกลับเป็นเรื่องอันตราย สองคือตอนสุดท้ายที่ต้องกลับไปสื่อสารด้วยวิธีที่โบราณที่สุดนั้นคือการเขียนบนกระดาษ

13/04/15 – A Story Of Yonosuke (Shûichi Okita/ Japan/ 2013) – 4/5

 ดูจบยังเฉยๆนะ แต่ผลที่ตามต่อมาคือการสลัดสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังไม่หลุด ดูจบแล้วนอนหลับก็ฝันถึงโยโนซูเกะ แถมตื่นมายังคิดถึงเรื่องราวของคนรอบข้างโยโนซูเกะอยู่อีก แล้วพอมารู้ตัวเองก็พบว่าหนังมันเศร้าจังกับการที่ได้พบว่าชีวิตคนเรามันก็เป็นได้แค่ติ่งของความรู้สึกของผู้คนรอบกาย เป็นได้แค่ห้วงคำนึงหนึ่งๆที่ได้แค่รู้สึกแต่ไม่สามารถจดจำได้แม้นว่าเราจะโดดเด่นพิเศษเพียงใดก็ตาม มันเป็นโมเม้นต์ที่น่าเศร้าใช่ย่อยเลยแหะเมื่อเราคิดถึงมันเข้าจริงๆ

ตัวเราเองเคยบอกย้ำๆกับตัวเองว่าเราไม่ได้ต้องการให้ผู้คนรอบกายจดจำเราหากว่าเราหายไปในซักวันหนึ่ง แต่ก็อย่างว่าแหละ เมื่อคิดไปถึงคนที่เรารักเราก็อยากให้เค้าคิดถึงเราบ้าง จดจำเราไว้บ้างซักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี มันคือสัจธรรมที่เราก็หนีไม่พ้น

ส่วนตัวหนังเราชอบที่มันไม่มีจุดพีคใดๆเลย คือการเล่าเรื่องของตัวละครหลักกับผู้คนรอบกายตัดสลับกันในสองยุคที่ทำให้เราเห็นพลังของกาลเวลาในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวละครให้เปลี่ยนไปแบบหน้ามือหลังตีนอย่างช้าๆๆ

13/04/15 – มังกรเจ้าพระยา (ฉลอง ภักดีวิจิตร/ ไทย/ 1993) –  2/5

ติดใจและชอบ ตัดเหลี่ยมเพชร (2518) ของอาฉลองมากเลยหาหนังเรื่องอื่นๆของอามาดู แต่เสียใจจังที่พบว่าเรื่องนี้มันออกจะน่าผิดหวังไปเสียหน่อย มันทื่อๆตรงๆไม่แพรวพราวและมันส์สะบั้นอย่างตัดเหลี่ยมเพชรเลย เป็นหนังตำรวจสืบสวนสอบสวนจับผู้ร้ายเชยๆ

เราไม่แน่ใจว่าในช่วงที่หนังเข้าฉายเค้าตื่นเต้นกับการนำเอาทอม ดันดีมาเป็นพระเอกหรือเปล่า? ในแง่ของการเป็นพระเอกที่ต่างจากความรับรู้ทั่วไปคือไม่หล่อและพูดเหน่อ และการนำดาราฮ่องกงอย่างไมเคิล หว่อง มาแสดงหนังไทยเรื่องแรกว่ามีผลตอบรับยังไงและหนังมันไปไกลแค่ไหน (หาในเนตก็ไม่มีข้อมูล) แต่เราจำได้แม่นๆเลยว่าตอนหนังเข้าฉายมันเป็นที่ฮือฮามากๆ แต่ไม่ใช่กับตัวหนังนะแต่คือหน้าอกภูเขาไฟของมรกต มณีฉาย อันเป็นสิ่งเดียวกันที่เราติดตา หุหุ (ฉากร้องเพลงแตงสองผลนี่คือที่สุดจริงๆ)

14/04/15 – ทาสรักอสูร (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา/ ไทย/ 2014) – 1/5

 เสียเวลามาก หนังไม่ได้พาไปไหนเลย ย่ำอยู่กับที่ด้วยการกระหน่ำมุกแบบไม่ลืมหูลืมตาแล้วก็คลี่คลายแบบง่อยเปลี้ยสุดๆ เป็นการจับเอาขนมละครตบจูบแบบไทยๆมาทำได้แบบเสียของเสียเวลามากๆ

คิดถึงหม่ำตอนทำหนัง แหยมยโสธรภาคแรกมากๆ

15/04/15 – Little Forest: Summer/Autumn (Junichi Mori/ Japan/ 2014) – 3.5/5

 ออกจากโรงด้วยสมองที่ว่างโล่งโปร่งสบาย ดั่งได้สูดอากาศแสนบริสุทธิ์พร้อมอิ่มหนำกับอาหารญี่ปุ่นเลิศรสพร้อมๆกับใบหน้าน้องหนูไอติดสมองออกมาด้วย

คือไงดี สำหรับเราๆว่ามันเป็นหนังที่ประหลาดดี มันไม่ได้สนใจการเล่าเรื่องซักเท่าไหร่ คือตั้งหน้าตั้งตาเสนอภาพชนบทสวยๆ วิถีชาวชนบทอันเรียบง่าย การทำไร่ทำนาคลอเคลียไปกับเมนูอาหารหลายหลาก เรารู้ว่าหนังมันมาจากหนังสือการ์ตูนแต่เราไม่เคยอ่านเลยไม่รู้ว่าในฉบับการ์ตูนมันเล่าเรื่องแบบนี้ด้วยหรือเปล่า ซึ่งเอาเข้าจริงเราว่าหนังมันก็เป็นปัญหาเหมือนกันนะว่าเหตุในน้องไอถึงมีความสามารถถึงเพียงนี้ เลี้ยงเป็ด ฆ่าเป็ด ปล่อยปลา ดำนา ถอนวัชพืช เก็บเกี่ยวข้าวทั้งผืนด้วยตัวคนเดียวแถมยังมีเวลาไปเก็บวัตถุดิบมาทำอาหารหลากหลายเมนูได้อีกโดยที่หน้ายังเช้งเด้งขาวจั๊วอยู่ได้ตลอดเวลา

แต่เอาเถอะส่วนที่ดีและเราชอบคือมันไม่ถึงกับไม่มีการเล่าเรื่องอยู่เลย มันยังคงเส้นเรื่องอยู่ แต่แบบบางๆจางๆและไม่ได้ชัดเจนซึ่งมันไปมุดอยู่ตามหลืบตามซอกระหว่างการทำกิจกรรมต่างๆของตัวนางเอก ซึ่งเราว่ามันดีมาก คือเราเพลินและเคลิ้มไปกับภาพชนบทสวยๆพร้อมกับหน้ามุ๊งมิ๊งของน้องไอในเบื้องหน้า แต่เราก็ยังสามารถไปปะติดปะต่อชีวิตความหลังของน้องไอไปด้วยในตัว เรารู้ว่าไอจังมาชนบทเพราะเหตุอันใด มีความหลังกับแม่อย่างไร เมนูแต่ละอย่างที่ทำนั้นมีความหลังเช่นไร ซึ่งมันก็เป็นไปแบบบางๆจางๆน่าหลงใหล เราไม่รู้ว่าภาคต่อไปของหนังมันจะเล่าเยอะขึ้นไหม เราขอภาวนาว่าอย่าเลย ขอให้มันเป็นปริศนาของปัจเจกแบบนี้แหละที่มันทำให้หนังมันมีเสน่ห์ดีแถมยังช่วยขับภาพชนบทและวิถีชาวบ้านให้โดดเด่นขึ้นมาได้ดี

โชคดีที่อิ่มท้องอยู่ระหว่างดู และ อยากบอกว่าเราอยากเป็นคนเช็ดเหงื่อไคลให้น้องหนูไอจังจังเลย

16/04/15 – แก๊งปรี๊ดจะรี๊ดใจเธอ (กัปป์ วรรณกูล/ ไทย/ 2014) –  2.5/5

 ชอบครึ่งแรกของหนังในระดับกรี๊ดกร๊าด แต่พอมันเข้าโหมดเรื่องรักเท่านั้นแหละหนังก็ฉิบหายไปในทันที

ในครึ่งเรื่องแรกเรามันส์ไปกับหนังมากๆ มันบ้าบอมากแต่มันจริงใจดี คือเราเห็นวัยรุ่นมันส์ๆที่มันสนุกในสิ่งที่มันทำ อันนี้กล่าวรวมทั้งตัวละครในเรื่องกับคนทำเลยนะ เหมือนคนทำรู้ตัวว่าถนัดการทำหนังแบบไหนเลยใส่กับแบบไม่ยั้งเท่าที่จะครีเอทออกมาได้ แล้วยิ่งมันว่าด้วยเรื่องของกลุ่มเกรียนที่ทำหนังสั้นสยองขวัญด้วยมันเลยสามารถก็เอาเรื่องการทำหนังสั้นหรือการประกวดหนังสั้นมาใช้เป็นวัตถุดิบซึ่งอันนี้เราชอบส่วนตัว

แต่เสียดายมากที่ครึ่งหลังกลายเป็นว่าคนทำเริ่มจะคุมหนังไม่อยู่ล่ะ มันเริ่มเล่นใหญ่ขึ้น เริ่มน่ารำคาญขึ้นและออกทะเลซะอย่างนั้น ตลกดีเหมือนกันที่เราว่าหนังมันเหมาะจะเป็นหนังสั้นเหมือนกับหนังที่เหล่าเกรียนมันทำมากกว่าการเป็นหนังยาวแล้วหลุดวงโคจรไปแบบนี้

อนึ่ง ชอบลุคและคาแรคเตอร์ของน้องนางเอกมากๆๆๆๆ ดีมากที่หนังมันไม่มาอธิบายว่าทำไมเธอถึงมีบุคลิคอย่างนี้และไม่พยายามเปลี่ยนเธอให้เปลี่ยนไป

21/04/15 – The Spectacular Now (James Ponsoldt/ US/ 2013) – 4.5/5

หากครูคีดตี้งจาก Dead Poet Society มากล่าวประโยคกับหนังเรื่องนี้ว่า Seize the day boys, make your lives extraordinary หนังเรื่องนี้มันอาจจะสวนกลับทันควันว่า FUCK YOU!

แรกๆก็คิดว่ามันจะเป็นหนังรอม-คอมมัธยมห่ามๆใสๆรักๆกุ๊กกิ๊กธรรมดา แต่ทำไปทำมาพอหนังมันดำเนินไปมันกลับค่อยๆซีเรียสจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นหนัง coming of age ที่มันจับโมเม้นต์วัยรุ่นช่วงปลายที่กำลังจะต้องเข้าสู้วัยผู้ใหญ่ได้ดีและเจ็บปวดประมาณหนึ่งเลย มันคือช่วงเวลาที่ความสนุกห่ามๆค่อยๆหมดลงแล้วต้องไปโฟกัสกับอนาคตของตัวเอง ต้องจริงจังกับชีวิตมากขึ้น แบกรับความหนักหน่วงและรับผิดชอบรอบกายที่มากขึ้น ซึ่งหนังมันก็มีการเพิ่มดราม่าประเด็นครอบครัวขึ้นมาตามประสาแต่มันกลับลงตัวชะมัด มันให้ภาพปัจจุบันและอนาคตของเหล่าตัวละครในหนังได้ดีทีเดียว

และส่วนที่เราชอบมากๆคือการตั้งคำถามกับวาทะสุดฮิปอย่างการอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับ Now หรือพวกอารมณ์  Seize the moment อะไรเทือกนั้น มันบอกว่าไอ้ Now นี่ยังไงมันก็ยังต้องเกิดขึ้นอีกในวันพรุ่งนี้ ฉะนั้นแล้วเราจะยังคงไม่คิดถึงอนาคตหรืออดีตได้อยู่หรือเปล่า? มันตั้งคำถามด้วยห้วงอารมณ์แห่งความสงสัยแต่ไม่ได้ต้องการต่อต้านอะไรเพราะเอาเข้าจริงเราก็คงต้องอยู่และคิดกับทั้งสองด้านนั้นแหละ

ก่อนที่ Whiplash และ Divergent จะทำให้ไมล์ เทลเลอร์ และเชอรีน วู๊ดลีย์เป็นที่รู้จัก เขาทั้งคู่เคยมอบการแสดงดีๆมาก่อนในหนังเรื่องนี้

ปล. ชอบซีนงานพร๊อมมาก ประโยคที่ตัวละครมันบอกว่า “เรามีความสุขมาก นี่คือช่วงเวลาของเรา” มันใช่มากๆ

28/04/15 – 1448 รักเรา..ของใคร (อรุณศักดิ์ อ่องลออ/ ไทย/ 2014) – 1/5

หัวเราะหนักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก มันคือเอี้ยอัลลายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

หนังตายทั้งสองทาง ทั้งกับตัวของหนังเอง ในความเป็นหนังในการเล่าเรื่องที่มันคร่ำครึมาก และกับการพยายามจะยกให้มันเป็นหนังเพื่อให้คนตระหนักถึงความหลากหลายทางเพศเพื่อการเปิดกว้างไปสู่การยอมรับของสังคมกอปรการมีสิทธิ์มีเสียงชอบธรรมตามกฏหมาย ซึ่งหนังสอบตกหมด

คือทั้งเรื่องเราเห็นแต่มุมมองของคนชั้นกลางในเมืองต่อทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นในหนังเลย ทั้งการมองต่างจังหวัด การมองคนหรือแม้แต่การมองตัวกฏหมายที่คิดว่ามันมีปัญหาเอง เรื่องที่มันเล่าถ้าไม่พูดถึงเรื่องรักระหว่างเพศเดียวกันแล้วเราพบว่ามันใช้การเล่าเรื่องแบบละครไทยเลยจำพวกตัวละครชนชั้นกลางที่พยายามจะซ้ายแต่ก็ซ้ายแค่เปลือก(อันนี้ขอยอมรับผิดไว้ก่อนเลยว่าเราอาจมองผิด เพราะละครไทยตอนนี้มันอาจไปไกลแล้วก็ได้ซึ่งเราไม่่ได้ติดตามมานาน) รักการถ่ายภาพธรรมชาติ รักต่างจังหวัด (ปายจ๊ะ เชียงใหม่จ๊ะ) เปิดร้านกาแฟเก๋ๆ มีความรักแล้วถูกกีดกันโดยที่พ่อแม่ไม่เคยเข้าใจ ร้องไห้งอแงแต่มึงก็ยังมีโอกาสที่มากกว่าและใช้โอกาสเหล่านั้นในการสนองสิ่งที่ต้องการอยู่ดี ในแนวทางน้ำเน่าสุดกู่ แถมพอไม่เข้าใจอะไรก็โทษสิ่งนั้นไปเสียดื้อๆ ในที่นี้คือไอ้ตัวกฏหมายนั้นแหละ คือแทนที่จะทำให้คนดูรู้สึกว่าการมีกฏหมายคุ้มครองการครองรักของเพศเดียวกันนั้นมันสำคัญและควรจะต้องมี กลับกลายเป็นว่าไปแดกดันการกฏหมายของการมีคู่แบบชาย-หญิงทั้วไปซะงั้น (ประเด็นนี้มาในซีนดราม่าของหมอที่ดูยังแม่งก็ไม่ใช่อะและมองแบบชนชั้นกลางในเมืองมากๆๆๆ)

แล้วก็เสียดายความ queer ในเรื่องระหว่างตัวละครทื่มันทำออกมาดีแล้วแต่ดันไปตกม้าตายกับการโดนแวดล้อมทื่อๆ(แบบชนชั้นกลางที่ว่าไป)กดทับซะเสียขบวน เลยทำให้ความตั้งใจที่จะผลักให้มันเป็นพนังในการเรียกร้องใดๆต่อสังคมเลยหายไปหมดสิ้นไม่มีเหลือ น่าเสียดาย

แต่ก็น่าสนใจตรงที่หนังให้ภาพคนต่างจังหวัดนั้นมีหัวก้าวหน้ามากกว่าคนเมืองชั้นกลาง แต่ก็แค่จุดเล็กๆอะนะเพราะหนังไม่ได้ต้องการสานประเด็นใดๆต่อ

สุดท้ายคือกูงงมากกับการทำแท้งเอย เรื่องพระเจ้าเอย เสียงวอยส์เมโมเอย แก้วกาแฟเอย ประกันชีวิตเอย การพูดทุกประโยคทั้งเห็นหน้าและไม่เห็นหน้าของตัวเอก(ที่ไม่ใช่สายป่าน)เอย ว่ามันคือเอี้ยอัลลายยยยยยยย

29/04/15 – Five Senses of Eros (Byeon Hyeok, Hur Jin-Ho, Yu Yeong-Sik, Min Kyu-Dong, Oh Ki-Hwan/ South Korea/ 2009) – 1.5/5

 หนังสั้น 5 ตอนจาก 5 ผู้กำกับอันว่าด้วยเรื่องของความรักความสัมพันธ์ของมนุษย์ แต่ละเรื่องจะแยกการเล่าออกไปเป็นเอกเทศน์ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันเพียงแต่เดินอยู่ในแวดของเรื่องความรักที่ผู้กำกับแต่ละคนจะเอามาตีความ ข้อดีมากอันหนึ่งคือหนังทั้ง 5 เรื่องมันมีความต่างกันชัดเจน มีเอกลักษณ์ในแต่ละเรื่องชัดเจนดีและเล่าเรื่องแบบไม่แคร์คนดู แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเวิร์ค แรกสุดคือปัญหาของการเชื่อมต่อกันระหว่างแต่ละเรื่องที่มันทำให้มูสและโทนและจังหวะต่อคนดูมันเสียไป กอปรกับหลายๆเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าจดจำนัก โดยรวมจึงออกมาไม่ค่อยโดนเราซะเท่าไหร่ ในทั้งหมดมีแค่เรื่องเดียวที่เราคิดว่ามันเวิร์คโดยทั้ง 5 เรื่องประกอบด้วย

1. His Concern (Byeon Hyeok): มันว่าด้วยเรื่องของการตกหลุมรักที่เล่าแบบแนเรทีฟของบุคคลที่หนึ่ง น่าเบื่อแกมน่ารำคาญและจบลงด้วยความคั่นเนื้อคั่นตัว

2. I’m Here (Hur Jin-Ho): ว่าด้วยเรื่องของการจากลา จริงๆมันจะดีมากเลยถ้ามันเป็นหนังสั้นเรื่องเดี๋ยวๆเพราะเชื่อว่าเฮอจินโฮเอาหนังอยู่และสามารถกระชากอารมณ์คนดูไปได้สุดแน่ๆ พอมาถูกตีขนาบด้วยหนังสองเรื่องที่ไม่เวิร์ค มันเลยรู้สึกดร๊อปไปเยอะ

3. 33rd Man (Yu Yeong-Sik): ช่วงแรกน่าสนใจมากแต่พอหักมุมเท่านั้นแหละหนังก็ฉิบหายไปเลยทันที เหวอแดกที่สุด บ้าบอที่สุดและออกทะเลที่สุด

4. In My End is My Beginning (Min Kyu-Dong): ชอบตอนนี้ที่สุด องค์ประกอบมันลงตัวที่สุดทั้งตัวเรื่องเล่าในแนวทางเหนือจริงที่มาพร้อมกับวางปริศนาและความซับซ้อนของอารมณ์รักได้อย่างลงตัว (และได้ถูกนำไปขยายเป็นหนังยาวในชื่อเดียวกันในปี 2009)

5. Believe in the Moment (Oh Ki-Hwan): เราสนใจอาการหวั่นไหวไม่มั่นคงในเรื่องนี้แต่ไม่ค่อยโดนกับความหวานที่มันพยายามใส่เข้ามา

30/04/15 – คน ผี ปีศาจ (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล/ ไทย / 2004) – 4.5/5

เคยดูในโรงตอนหนังเข้าฉายไปแล้วทีนึง จำคร่าวๆได้แค่ว่ามันน่ากลัวดีแต่ไม่ได้สามารถจับบริบทอื่นๆอันน่าสนใจของหนังได้ (ช่วงนั้นยังไม่ได้สนใจเรื่องราวของสภาพสังคมและการเมืองไทยเท่าไหร่นัก) พอมาดูอีกทีพบว่า เออ! หนังแม่งน่ากลัวจริงๆ เห็นได้ชัดเลยว่ามะเดี่ยวนี่แกเป็น ผกก ที่แม่นเรื่องจังหวะจริงๆ บทจะเขย่าจิตก็เอาได้สุด บทจะพิศวงก็เอาให้หัวปั่นก่อนจะจบด้วยการตีให้มันพีคขึ้นๆๆไป เก่งมาก อันนี้ต้องชม (ตอนทำเรื่องนี้ มะเดี่ยวอายุแค่ 22ปี!)

แล้วไอ้ตัวเรื่องที่มันตั้งคำถามถึงความต่างความเหมือนระหว่าง คน, ผีและปีศาจมันก็เข้ากันดีมากๆกับบริบทในเรื่องที่มันยืนอยู่บนยุคการปราบปรามยาเสพติดในสมัยทักษิณ 1 การที่คนมันกลายเป็นผีได้ คนกลายเป็นปีศาจได้ ผีกลับมาหลอกคนได้หรือแม้แต่ปีศาจก็ยังกลับมาฆ่าคนได้ มันสามารถนำมาซ้อนทับกับเหตุการณ์การการฆ่าตัดตอนของรัฐบาลยุคนั้นได้พอดิบพอดี กล่าวคือป้าบัวเจ้าของบ้าน(รัฐ)ริเริ่มจัดการปีศาจ(ผู้ค้ายา)ผุ้จนกลายมาเป็นผี(การหลอกหลอน, ความกลัว)แก่อาร์ม(คนบริสุทธิ์)และอุ๊ย(เหยื่อของความกลัว) ส่วนไอ้ไม้ก็คือเหยื่อของผลการกระทำของป้าบัวไปในขั้นตอนสุดท้าย

มันเลยเป็นหนังที่บันทึกช่วงเวลาหนึ่งของการเมืองไทยไว้และทำได้คมคายดี

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s