Month: April 2015

Baby(ไม่)Mime: เรื่องเล่าหลังฉากแบบมีเสียงของกลุ่มละครใบ้

25/04/15 – Baby(ไม่)Mime (Babymime/ สถาบันปรีดี พนมยงค์)

11061659_10153154800212002_7887571432493674516_n

เมื่อ Babymime สามหน่อละครใบ้สไตร์สนุกสนานที่เรียกรอยยิ้มจากผู้ชมมาอย่างล้นหลามตลอดระยะเวลา10ปี ไหนๆจะฉลองครบรอบ10ปีทั้งทีพวกเขาเลยลองมาแสดงละครพูดกันดูบ้างโดยเล่าเรื่องหลังฉากของพวกเขาเองนั้นแหละ เรื่องหลังฉากที่ไม่ค่อยมีใครรู้ และแน่นอน มันมีดราม่ากว่าที่เห็นบนหน้าฉากแบบหน้ามือหลังมือ

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าเราดูละครขอกลุ่มนี้มาแทบจะทุกปี มีชอบมากบ้าง ชอบน้อยบ้างและบางทีก็เฉยๆตามปกติแต่สิ่งหนึ่งที่ต้องขอบคุณคือการเปิดโลกการดูละครใบ้ให้กับเราที่แต่ก่อนไม่เคยคิดที่จะเสพเลยแต่พอได้ลองแล้วก็พบว่ามันสร้างงจินตนาการดีจัง ไม่ต้องใช้เสียงแต่สามารถส่งความรู้สึกได้หมด

สำหรับงานนี้บอกตามตรงว่าไม่รู้มาก่อนว่าจะเป็นละครพูดเพราะไม่ได้ทำการบ้านใดๆมาก่อนเลย แรกๆเลยเหวอๆไปพอประมาณ ยอมรับเลยว่าช่วงแรกๆ ช่วงครึ่งแรกดูๆไปแล้วก็บอกกับตัวเองว่ามันไม่ใช่ง่ะ คือพอมันพูดปั๊บมันดูไม่น่าเชื่อขึ้นมาทันทีซึ่งแง่นี้อาจเพราะเราไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนปอกรกับการที่ตัวเรื่องมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก การพูดมันเลยทำให้มันกระจ่างไปหมด ไม่มีอะไรให้ติดตาตรึงใจ เป็นการเล่าเพื่อให้คนดูตามเรื่องตามเหล่านักแสดงไปเรื่อยๆ คือเราพบว่าเอาเข้าจริงหากมันถูกเล่าเป็นละครใบ้มันจะไปได้สุดทางมากกว่า จินตนาการเราไปได้ไกลกว่าและเชื่อว่าจะเศร้าและซึ้งกว่านี้แน่ๆ

อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้ถึงกับน่าผิดหวังขนาดนั้น สิ่งที่เบบี้มามมีและโดดเด่นเสมอยังคงอยู่ครบทุกกระบวน ยังคงเต็มไปด้วยความสนุกเฮฮา การมองโลกด้วยความสดใสเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝันอันเป็นธีมที่พวกเขามักกล่าวถึงอยู่เสมอ กอปรกับเรื่องราวของมิตรภาพที่อาจทำให้คนดูหลายๆคนโดยเฉพาะคนที่ติดตามพวกเขามาโดยตลอดอินไปกับตัวเรื่องได้อย่างง่ายดาย ทำให้อมยิ้มออกจากโรงได้เสมอๆ

ออ! แล้วนักแสดงรับเชิญในแต่ละปีก็โดดเด้งทุกคนจริงๆ สร้างสีสรรค์ได้เยอะทีเดียว

สำหรับคนที่สนใจ การแสดงจะยังมีอยู่ไปจนถึงวันที่ 4 พ.ค. 58 สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ในเพจของ Babymime เลยจ้า

3/5

Advertisements

มีนา’15 กับหนังที่ได้ดู

03/03/14 – The Riot Club (Lone Scherfig/ UK/ 2014) – 4/5

ฉากปาร์ตี้ฉากเดียวที่ยิงแบบยาวๆก็ให้ภาพความต่างทางชนชั้นได้ยอดเยี่ยมและส่งคะแนนความชอบไปไกลโขละ และก็เห็นเหมือนกับมิตรสหายทั้งหลายที่ว่ายิ่งเอามาคิดแนบกับสังคมไทยมันจะยิ่งใช่แบบทะลุตัดขั้วหัวใจไปเลย เรามีทั้งการกดขี่ หยามเหยียด กดทับความเป็นคนด้วยอำนาจและการครอบครองทั้งชีวิตและกายใจของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง แถมยังมีอำนาจใหญ่ที่ซ้อนอยู่บนอำนาจเดิมอีกชั้นหนึ่งซึ่งที่มันเหี้ยห่ามากๆคือความเป็นไปได้ในการล้มล้างความต่างนี้มันคือศูนย์!

ซีนนึงที่ชัดและเราโดนฉิบหายคือซีนร้องเพลงชาติ God Save The Queen ตอนที่ไอ้คนชั้นกลาง(หรือต่ำ)มันเข้ามาแจมร้องในช่วงท้ายด้วยความใสซื่อ แต่รอบข้างกลับเต็มไปด้วยสายตาของการดูถูก มันแสดงให้เห็นถึงพอใจในความเหนือกว่าที่มันหน้าเอาเท้าไปกระแทกหน้ามากๆ

03/03/14 – Kingsman: The Secret Service (Matthew Vaughn/ UK/ 2014) – 3/5

ยังคงพูดได้เต็มปากว่า แมทธิว วอห์น ทำหนังบันเทิงเริงรมณ์ได้เก่งจริงๆ แถมยังทำได้หลากหลายแนวเสียด้วยทั้งแก็งสเตอร์ใน Layer Cake, เทพนิยายใน Stardust, ซูเปอร์ฮีโร่ Kick-Ass, รีบู๊ต X-Men:First Class และมาถึงหนังสายลับแบบโอลด์แฟชั่นในหนังเรื่องนี้

แถมในทุกเรื่องก็ยังเต็มไปด้วยความกวนส้นตีนอย่างเหลือล้น อย่างเรื่องนี้ที่กัดขนบหนังสายลับแบบโอลด์แฟชั่นพวกเจมส์ บอนด์ ได้แบบเนื้อลุ่ย แถมมันยังอยู่่ในครอบไคลของหนังสายลับยุคใหม่อย่างเจสัน บอร์น อีกทีแล้วก็ทำออกมาได้ลงตัวดีมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น หนังมันสอบผ่านเรื่องความสนุกและบันเทิงอย่างที่ว่าไปนั้นแหละ ซึ่งเหมือนว่าหนังมันก็ต้องการแค่นั้น มันเพียงแต่ทำหน้าที่ส่งมอบให้คนดูอย่างเต็มที่ในเวลาสองชั่วโมงก่อนที่จะให้ผู้ชมวางทุกอย่างลงแล้วเดินออกจากโรงด้วยสมองอันปลอดโปร่ง ไม่ต้องมีอะไรให้ค้างคาอยู่ในหัวหลังจากนั้น ซึ่งไม่ใช่แบบที่เราชอบนัก

ปล. ชอบคาแรคเตอร์วาเลนไทน์ของ แซลมอล แอล แจ๊คสัน มากๆๆๆๆๆๆ

03/03/14 – The World of Kanako (Tetsuya Nakashima/ Japan/ 2014) – 4.5/5

 ดีใจ ดีใจมากๆที่ได้ดูหนังของ Nakashima ในโรงอีกครั้ง เรื่องแรกที่ได้ดูในโรงแล้วกรี๊ดฉิบหายก็ตอน Kamikaze Girls (2004) ที่เฮาร์อาร์ซีเอเมื่อสิบปีที่แล้ว แถมด้วยประเด็นของตัวหนังเองที่แรงดีสีไม่ตกแบบฟุดๆเรื่องนี้ได้มาเข้าฉายในโรงปกติในบ้านเราเลยยิ่งทำให้รู้สึกดียิ่งกว่าเดิม (แม้จะจำกัดโรงฉิบหายก็ตาม)

หนังมันว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวแสนสุขต์ เรื่องของความรักแสนหวาน เรื่องราวของเพื่อนๆผู้น่ารัก เรื่องราวแสนดีรอบตัวของคาเนโกะแสนสวยผู้ดีงามและ………………..

………………………………………………

………………………………………………

………………………………………………

พ่อมึงซิ! ไอ้เหี้ย!!! กูจะฆ่ามึง กูจะทำลายมึง!!! อีสึดดอกคาเนโกะ!!!!!

สิ่งที่ทำให้เราชอบหนังมันมากๆไม่ใช่แค่ความแรงแบบไม่บันยะบันยังและไร้ซึ่งศีลธรรมใดๆของมันเพียงอย่างเดียวแต่คือการมอบด้านกลับของความสวยงามในความสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคล ด้านกลับแบบหน้ามือเป็นหลังตีนอะไรแบบนั้นเลย ความรักคือโรคที่กัดกินชีวิตและจิตใจ ความลุ่มหลงคือเกมที่ไม่มีวันเอาชนะ ความกระหายอยากในความสัมพันธ์คือเครื่องมืออันทรงพลังในการทำลายล้างและการจบสิ้นไม่ใช่ความว่างเปล่าหายไปแต่มันคือจุดเริ่มต้นของแห่งความฉิบหายที่ล้มครืนกันเป็นโดมิโนจากจุดที่เล็กสุดลามไปใหญ่ขึ้นทวี

อีกอย่างที่สุดขีดมากๆคือการตัดต่อ คือถ้ามือไม่ถึงแล้วเล่าเรื่องด้วยการตัดต่อแบบนี้มีฉิบหายกันได้ง่ายๆ คือมันตัดได้เหมือนจะมั่วเอามากๆ ฉึบฉับๆ โยกห้วงเวลาไปมาเป็นว่าเล่น แต่สามารถทำให้คนดูไม่งงแถมดึงความรู้สึกกับหนึ่งขึ้นไปอีก เก่งสัดๆ

สรุปคือ ผกก เก่งฉิบหาย เล่นท่ายากแต่ไปได้ถึงในทุกทางแถมเล่าเรื่องที่มันบ้ามากๆให้ออกมาได้สุดขีดคลั่งแบบสุดๆ กราบบบบบบบบ

15/03/16 – Your Highness (David Gordon Green/ US/ 2011) – 3/5

บอกเลอว่าเซอร์ไพรส์มาก หนังมันเหี้ยมากอันเป็นคำชมที่มาจากใจ มันทั้งสถุล ทั้งต่ำตมและเพี้ยนสุดๆแต่เสือกสนุกและตลกเหี้ยๆจนกูต้องยอมสิโรราบ

หากจะให้นิยามแก่หนัง นี่คือเทพนิยายบทใหม่อันมีเจ้าชายสองพี่น้องออกผจญภัยเพื่อไปช่วยคนรักจากพ่อมดแสนชั่วร้ายแต่ในฉบับที่เมาปุ๊นและพี้กันแบบนอนสต๊อป! คือมึงไม่ต้องซีเรียสอะไรกับหนังเลย มึงมีหน้าที่มาเมากับกู มาเสพความเหี้ยแสนบันเทิงกับกูก็พอ มามั่วไปกับดาราดังๆที่เหมือนมาพี้เป็นเพื่อนคลายเครียด สนุกสนานฮาเฮ (เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการด้นบทกันสดๆเสียด้วย…เลอ)

ปล. ประหลาดใจตัวเองเหมือนกันที่ยังไม่เคยดูหนังของกรีนซักเรื่องมาก่อนเลย ระอายใจๆ

18/03/15 – Selma (Ava DuVernay/ US, UK/ 2014) – 3/5

หาซับไม่ได้ซักทีเลยดูแบบไม่มีซับไปเลย คือประเด็นหลักก็เข้าใจดีอยู่แต่อาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้างในรายละเอียดจพวกวิธีการยิบย่อยของการเรียกร้องสิทธิของมาตินและการต่อต้านของเหล่านักการเมือง ซึ่งโดยรวมก็เข้าใจได้อยู่ถึงหน้าที่และประเด็นที่หนังมันต้องการจะส่งมอบให้ ที่แม้จะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ยอมรับว่าจังหวะของหนังมันดี พลังมันมาในจังหวะดีๆเหล่านั้นพ่วงพ้องกับการแสดงใหญ่ๆและซีนกระชากอารมณ์กระชากจริยธรรมต่างๆ แล้วพอหนังมันเริ่มคลี่คลายมันเลยสามารถพาคนดูให้ฮึกเหิมไปกับหนังได้

และก็แน่นอนด้วยประเด็นของหนังที่มันว่าด้วยการเรียกร้องถึงความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตยก็ทำให้เราอดคิดถึงประเทศตัวเองไม่ได้ เราได้พบว่าการเปลี่ยนแปลงพวกนี้มันจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อมันอยู่ในระบบที่มันโอเคเสียก่อน การเรียกร้องมันถึงจะมีพลังสูงสุด โอเคละว่าการล๊อบบี้หรือการเล่นหลังเกมมันก็มีความสำคัญ แต่พลังมันจะไม่อาจเกิดได้ในระบบที่ไม่ถูกต้อง เพราะเราเชื่อว่าระบบมันจะค่อยๆปรับคน แม้จะไม่ได้เปลี่ยนในทันที แต่เราเชื่อว่ามันจะค่อยๆเปลี่ยนและเกิดผลในที่สุด แน่นอนประเทศเราไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างสิ้นเชิง

ปล. เพลง Glory ทำเอาขนลุกได้จริงๆ

22/03/15 – The Truth of Beauty (Aubrey Lam/ HK, China/2014) – 1.5/5

 ดูบนเครื่อง เลือกดูเพราะมันสั้นเหมาะกับเวลาเดินทางดี มันเป็นรอม-คอมเพลินๆแพลนๆ ไว้ดูเพลินๆ อันว่าด้วยการทำศัยกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสให้มากขึ้นในทุกๆเรื่องทั้งเรื่องการงานในยุคทุนนิยมสมัยใหม่และแน่นอนเรื่องความรักอันเป็นประเด็นหลักของหนัง เสียดายที่หนังไปเสียเวลากับการผูกเรื่องทำศัยกรรมไปกับประเด็นทางสังคมต่างๆแบบคลิเช้คลิเช่เกินไปทั้งการเข้าถึงในเรื่องต่างๆได้ง่ายกว่าของคนสวย การยอมรับคนที่หน้าตาหรือกับเหล่ากความเชื่อเรื่องผลของหน้าตากับความรัก บลาๆๆ ก่อนที่หนังมันจะเริ่มรู้ตัวแล้วกลับมาแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่มันลึกซึ่งกว่านั้น อาทิความโหดร้ายของระบบสังคมที่แท้จริง #ความรักก็เช่นกัน

หนังจบด้วยการไม่ได้ให้ร้ายกับการศัยกรรมใดๆ ซึ่งดี แต่มันก็มาในคราบของความน้ำเน่าบรมอะนะ

25/03/15 – 2538 อัลเทอร์มาจีบ (ยรรยง คุรุอังกูร/ ไทย/ 2015) – 3/5

*** พร้ำเพ้อน้ำเน่าแน่นอน ***

– หนังมันเบาหวิวมาก มันมีช่องโหว่เต็มไปหมด เต็มไปด้วยตัวละครน่ารำคาญและแอ็คอาร์ต กิมมิกเรื่องยุคสมัยก็ถูกใช้แบบทื่อๆ แต่เพราะมันเป็นหนังที่ว่าถึงยุค ’90 มันคือยุคสมัยของเรา เราเลยมองมันด้วยสายตาตอนเราอายุ 12 ช่วงวัยที่สายตามองเห็นแต่เรื่องสวยงาม วาดฝันถึงความรักอันแสนงาม ดื่มด่ำความเศร้าไปกับหนังน้ำเน่าประโลมใจ (ซีนพี่เต๋ากลับหลังหันเดินมาหากล้องพร้อมฮุบยิ้มพร้อมขึ้นเพลงใน โลกทั้งใบฯ นี่ยังติดหัวอยู่เลย) และเป็นติ่งเพลง RS ตัวยง (อาทิแร็ฟเตอร์ เป็นต้น) เราเลยเห็นว่าหนังมันใช่มากๆสำหรับเราเพราะช่วงวัยนั้นของเรามันก็เป็นแบบนั้นแหละ เราไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ(เพราะเรายังไม่รู้จัก) เราเพียงต้องการสิ่งที่ทำให้เราเบิกบานด้วยการค้นหาความต้องการใหม่ๆและความรู้สึกใหม่ๆที่ยังไม่เคยได้สัมผัส มันคือช่วงเรียนรู้นั่นแหละและช่วงนั้นเราก็เรียนรู้จากสิ่งไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้ มันเลยทำให้เรารู้สึกโอเคกับหนังทีเดียว

– แม้เราจะไม่ได้เป็นแฟนเพลงอัลเตอร์ฯในยุคนั้น จะมารู้จักและเริ่มฟังก็หลังจากนั้นประมาณปีสองปี หลายๆเพลงในหนังเป็นเพลงที่เราชอบมากๆที่แม้พอมาได้ยินอีกครั้งในช่วงหลังๆก็ยังสัมผัสได้ถึงห้วงเวลาความรู้สึก ณ ตอนที่เราเอาความทรงจำส่วนตัวไปใส่ถาวรไว้ในเพลง มันเลยกลายเป็นความรู้สึกเหนือกาลเวลาซึ่งมันวิเศษมากที่หนังมันเอาเพลงเหล่านั้นมาใส่ไว้ จะด้วยการแสดงถึงยุคสมัยหรืออะไรก็ตามแต่ เพลงเหล่านั้นมันได้ทำหน้าที่สำเร็จสุดๆสำหรับเราเพราะการนอสทาเจียเกือบทั้งหมดของเราคือการแนบชีวิตส่วนตัวเข้ากับเหตุการณ์หรือการกระทำของตัวละครในบางซีน

– อยากสรรเสริญเยินยอเป็นพิเศษว่า ใบเฟิร์นคือสิ่งมหัสจรรย์จริงๆ เธอคือมอบมิติลึกๆให้กับตัวละครเด็กสาวในมวลหมู่ผู้ชายที่น่ารำคาญทั้งหมดในเรื่อง “สายตา” ของเธอแสดงออกมาไม่จากความหมายของเพลงที่เธอร้องเลย (ฉากนี้ดีฉิบหาย ดีมากๆๆๆๆๆๆ)

– ส่วนตัวอยากให้หนังจบตั้งแต่ตั้มรู้ความจริงเรื่องส้มในยุคปัจจุบัน ทิ้งกาลเวลาเจ็บปวดนั้นไว้ แต่พอหนังมันจบแบบนี้เราเลยอยากเห็นต่อว่าตั้มในวัยหนุ่มในยุคปัจจุบันกับส้มในวัยที่เลยผ่านมาอีก 20 ปีแล้วมันจะลงเอยกันยังไง

ปล1. ได้ยินเพลง เธอคือความฝัน, องศาที่ต่างกัน, ไม่รักเธอ, ห่วงหา แล้วน้ำตาปริ่มทุกที

ปล2. ฉากการแสดงสดของวงพราวคือการ celebration!

29/03/15 – Control (Kenneth Bi/ HK, China/ 2013) – 1/5

– หนังพยามยามจะทำตัวฉลาดๆด้วยการผูกเรื่องให้ซับซ้อนซ่อนเงี่ยนเพื่อให้พล๊อตออกมาน่าทึ่ง แต่ผลที่ได้นอกจากความไม่น่าเชื่อถือใดๆแล้วยังรวมไปถึงความที่มันไม่มีแม้แต่ความบันเทิง

– คือจริงๆก็เดาได้อยู่แล้วว่าหนังมันจะออกหน้ามาแบบนี้เพียงแต่แค่รอดูว่ามันจะเดินไปยังไง แค่นั้นแหละ

– อยากจะโทษจีนนะ แต่อย่าดีกว่า

29/03/15 – Eun Gyo (Ji-woo Jung/ South Korea/ 2012) – 3/5

– หนังไม่ได้ลุ่มลึกอะไรแต่เราชอบที่มันพูดเรื่องศีลธรรมที่ข้ามผ่านไม่ได้ ผ่านตัวละครของชายแก่กับเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

– ความเงี่ยมกับความเหงาคือความสัมพันธ์ที่น่าสนใจดี

– ถ้าเรารู้ภาษาเกาหลี เราคงดื่มด่ำกับบทกวีในเรื่องได้บ้าง

– ชอบลุคของน้องนางเอกในเรื่อง (Kim Go-eun)