กุมภา’15 กับหนังที่ได้ดู

04/02/15 – Birdman (Alejandro González Iñárritu/ US, Canada/ 2014) – 5/5

หนังประหลาดมาก รับรู้ได้ถึงความทะเยอทะยานสัดๆของมัน คือมันเล่าเรื่องดาราดังในบทซูเปอร์ฮีโร่มนุษย์นกในยุค’90 ผู้ตกอับในยุคนี้และต้องการสร้างชื่อกลับมาด้วยการเขียนบทและแสดงนำในละครบรอดเวย์แต่ปัญหาใหญ่คือแม่งเป็นคนตกยุค ไม่เชื่อในเทคโนโลยี หัวโบราณ ขี้ตระหนกตกใจกับอะไรง่ายๆ มีปัญหาทางครอบครัวและกับสภาพจิตของตัว โดยที่หนังมันเล่าเรื่องตั้งแต่วันซ้อมวันสุดท้าย, การแสดงรีวิวแล้วจบท้ายที่การแสดงวันแรกผ่านการถ่ายที่เสมือนเป็นลอคเทคตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งพอมัน(เสมือน)เป็นลองเทคทั้งเรื่องหนังมันเลยเดินไปข้างหน้าไม่มีหยุด ด้วยจังหวะที่มีช้ามีผ่อน แต่ไม่มีหยุด มันเลยกลายเป็นหนังที่มันส์ฉิบหายแม้มันจะแทบไม่มีฉากแอ็คชั้นใดๆเลย(จริงๆมีอยู่แค่ฉากเดียวตามในตัวอย่างนั้นแหละ) แถมด้วยเพลงประกอบที่ใช้จังหวะจากกลองชุดเป็นหลัก มันเลยกลายเป็น Whiplash ในเวอร์ชั่นแห่งความฉิบหายของบุคคล สนุกและสุดขีดมากๆ

แถมไอ้วิธีการถ่ายทำแบบนี้มันยิ่งช่วยเสริมให้ไอ้ภาวะต่างๆของตัวละครมันไปได้สุดจริงๆเพราะนอกจากความฉิบหายภายนอกอย่างการจัดการ การฝึก การซ้อมละครของตัวละคร การเน้นย้ำฉากโศกนาฏกรรมในละครที่แสดง มันยังเอาเรื่องภาวะภายในของจิตของตัวละครออกมาให้เป็นภาพ มาโช้งเช้งอยู่ในเฟรม สนุกมาก แถมไอ้ตัวโรงละครเองแม่งก็ซับซ้อนฉิบหาย เดินออกประตูนี้เข้าประตูนั้น ขึ้นโน่นออกนี่ซึ่งมันก็สะท้อนภาวะตัวละครไปได้อีกทาง ส่วนเมืองนิวยอร์คในหนังนี่ก็เหมาะมากกับการเป็นหนึ่งในสาเหตุให้ตัวละครมันกลายเป็นแบบนี้ สุดขีดๆ

แล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไอ้กลุ่มนักแสดงในเรื่องนี้มันถึงได้ SAG Award เพราะแต่ละตัวแม่งแสดงเหมือนจะฆ่ากันให้ตายกันไปข้าง โหดทุกตัว

อินาลิตูเก่งมาก ส่วนลูบิสกี้ก็ถ่ายได้เลิสเลอ

ปล. ฉากเครดิตทั้งตอนเปิดและปิดเรื่องคล้ายกับ Pierrot le Fou ของโกดาร์ด ไม่รู้ว่าเป็นการแสดงความเคารพหรือคารวะอะไรหรือเปล่า? เลยไปค้นหาดูก็พบกับบทความนี้

http://www.newyorker.com/culture/richard-brody/birdman-never-achieves-flight

มันมีพูดถึงสิ่งที่เราสงสัย รวมไปถึงความเกี่ยวพันระหว่างชีวิตจริงของนักแสดงที่นำมาใส่ไว้ในหนัง พูดถึงลองเทคและความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์กับละครเวทีต่อเรื่องพื้นที่และเวลา

09/02/15 – Still Alice (Richard Glatzer, Wash Westmoreland/ US, France/ 2014) – 3.5/5

 ส่วนตัวเราไม่ค่อยจะรู้สึกกับหนังประเภทนี้เท่าไหร่ หนังบิ้วๆซึ้งๆที่ปูมาตั้งแต่หน้าหนัง, ตัวอย่างหนังและตั้งแต่หนังเริ่มฉายซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไม่อาจสามารถทะลุจุดๆนั้นของเราได้อยู่ดี แต่ต้องยอมรับว่าหนังมันไม่ได้พยายามฟูมฟายนัก ซึ่งดีมาก แม้ว่ามันจะแวดล้อมไปด้วยสิ่งที่สามารถฟูมฟายน้ำตาแตกได้เสมอๆและตลอดเวลา (คนอื่นไม่รู้นะแต่เราไม่รู้สึกตรงนั้นเลย) ชอบการตัดสินใจของนางเอกในฉากสำคัญของหนังและการที่เธอทำมันไม่สำเร็จมันก็ได้สร้างห้วงคำนึงความเจ็บปวดลึกขึ้นมาแก่คนดู(อย่างเรา)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนที่ทำให้หนังมันเข้าถึงความรู้สึกมากๆคงหนีไม่พ้นการแสดงของ จูเลี่ยน มัวร์ ที่กวาดรางวัลการแสดงใหญ่ๆมาหมดจากหนังเรื่องนี้ซึ่งเราก็เห็นด้วยและขอช่วยเชียร์เธออีกแรง นี่ไม่ใช่การแสดงให้ใหญ่ แต่คือการแสดงให้เราเห็นส่วนที่เล็กที่สุดในระดับคำพูด แค่คำๆเดียวก็สามารถรับรู้ได้ถึงอาการเมื่อคลื่นสมองมันขาดห้วงไปเหมือนด้ายผึงขาดไปซะเฉยๆ แล้วก็ได้แต่ยืนตัวเคว้งอยู่เดียวดาย นั้นแหละ เธอให้การแสดงในระดับนั้น

อีกส่วนที่ทำเราตายได้แม้ทั้งเรื่องเราจะไม่ได้ชอบหนังมากก็คือซีนจบที่งดงามมากๆ เป็นหมัดฮุกที่เอาคนดูตายได้สบายๆและเราก็พ่ายแพ้กับมันไปแบบดุษฏี ว่าจะโหลดมาดูฉากจบอีกซักรอบ

17/02/15 – Leviathan (Andrey Zvyagintsev/ Russia/ 2014) – 5/5

หนักหนาสาหัสสากันเหลือคณา โบ้ยตีสิ่งที่ก่อร่างสร้างความเป็นมนุษย์ให้จมธุลี ฉุดความหวัง ตัดขาดที่พึ่งพิง กระชากมิตรภาพ โบ้ยตีความรักและอะไรต่างๆนาๆออกจากตัวมนุษย์ออกไปหมดให้เหลือแต่เพียงซากเนื้อมีชีวิตเรียบๆแบนๆแค่นั้น ที่ไอ้กลุ่มหนึ่งก็ดิ้นรนกันไป ต่อสู้กันไปแล้วก็พ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนอีพวกผู้ชนะก็ได้แต่ชนะแค่ช่วงหนึ่งเพื่อรอวันพ่ายแพ้ต่อไป เพราะแม้จะยิ่งใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมาเกยตื้นตายห่าอยู่ดีนั้นแหละ

สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างคือการสะท้อนภาพอันกว้างใหญ่เวิ้งว้างของทิวทัศน์และมหาสมุทรเข้ากับภาวะและชีวิตอันเล็กจ้อยของตัวละคร มันเริ่มต้นด้วยความสงบนิ่งอ่อนไหวไหลเอื่อยที่ค่อยๆเริ่มโดนซัดด้วยสายลมที่นำพาฝุ่นผงมามากมายและเกลียวคลื่นอันแสนบ้าคลั่ง ก่อนจะจบลงอีกครั้งด้วยความสงบนิ่งพร้อมกับการมลายหายไปของชีวิตและสภาพจิตใจ

ใครว่า โรซามุน ไพร์ส ใน Gone Girl เด็ด มึงมาเจอ Elena Lyadova ในเรื่องนี้ก่อนเถอะ Gone Girl ขิงๆมันต้องแบบเน้!!!

ปล. เห็นด้วยกับพี่เอกเช้าว่าตัวละครที่น่ากลัวที่สุดคือตัวเพื่อนอีนางเอกที่เข้ามาทำลายชีวิตคนด้วยความเชื่อแห่งความหวังดี

17/02/15 – American Sniper (Clint Eastwood/ US/ 2014) – 1/5

 ส่วนที่ดีที่สุดก็คือซีนตามตัวอย่างหนังแค่นั้นแหละ ส่วนที่เหลือคือความคร่ำครึเหลือขณา ใช่! มันขวาตกขอบ! เราไม่มีปัญหาเท่าไหร่นะกับหนังที่มันขวาน่ะ แต่เรามีปัญหาที่มันตกขอบแบบคร่ำครึนี่แหละ อวยกันเองเล่นกันเองชงกันเองแล้วก็ปลาบปลื้มกันเอง เออ! เรื่องของคุณปู่เลยครัช!

ออ! อย่างน้อยๆมันก็ทำให้เรารับรู้ได้ว่าฮอลลีวู๊ดมันสามารถลงมาทำหนังอย่างนเรศวรแบบ ไทยๆได้ด้วย เรามีทั้งฮีโร่คนเก่ง มุทะลุบ้างแต่ก็เป็นคนดี ต่อสู้เพื่อประเทศด้วยนะเออ แถมยิงปืนระยะไกลได้แม่นเหมือนจับวาง

อีซีนยิงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง เอ้ย! ข้ามตึกและใช้ภาพสโลโมนี่แม่งครำครึสมตัวหนังจริงๆ ทำเอากูร้อง อี๊! ออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว

21/02/15 – Elena (Petra Costa/ Brazil/ 2012)3/5

 เสียดายที่ไปไม่ทันหนังเริ่ม น่าจะขาดไปซักครึ่งชั่วโมงแรกของหนังเลยตามหนังไม่ค่อยทันเท่าไหร่แต่โชคดีที่ได้อ่านซินนอพซิสก่อนไปดู แต่ก็นั่นแหละดูจบมันเลยรู้สึกห้วนๆชักกล คือพอปรับจูนกับหนังในตอนแรกได้ก็รู้สึกดีและชอบหนังทีเดียวในเรื่องการตามหาความทรงจำจากการประกอบร่างของสิ่งต่างๆ ผ่านภาพสวยๆดนตรีเพราะๆ แต่พอผ่านไปซักพัก เริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนช่วงกลางเรื่องไปซักพัก เรากลับรู้สึกว่าหนังมันเริ่มเยอะเกินไปแล้วแฮะ เริ่มไม่น่าติดตามแล้วก็เริ่มหลุดไปจากหนังไปเสียเฉยๆ คือพอมันเข้าสู่เรื่องความจริงแล้วหนังมันเสียเวลาเวิ้นไปเยอะเกิน ยังดีที่ได้ภาพสวยๆ(มากๆ)และดนตรีดีๆช่วยให้อยู่กับหนังได้จนจบ

ปล. ชอบซีนเหล่านักแสดงละครหญิงลอยน้ำมากๆ ทั้งสวยทั้งความหมายดี

21/02/15 – Voice of El Alto (Benjamin Oroza/ Finland, South Africa/ 2013/ BKK ISDN) – 5/5

 ดีงามมาก เราชอบมากๆ ตอนดูก็เกิดคำถามตลอดนะว่าหนังที่มันตัดเทคนิคทางภาพทุกอย่างออกไป ตัดเทคนิคทางเสียงที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่าออกไปมันจะยังเรียกว่าเป็นหนังได้ไหม? หรือเราควรเรียกมันแค่ว่าเป็นบทบันทึก? หรือจริงๆมันก็เรียกได้ทั้งสองอย่าง? ซึ่งพอนั่งคิดไปคิดมาเราค้นพบว่าไอ้หนังเรื่องนี้มันพาเรากลับไปยังเป้าหมายหลักใหญ่ของความเป็นภาพยนต์เลยนี่หว่า นั่นคือเรื่องเล่า คือการเล่าเรื่องที่ส่งตรงไปยังผู้ชม หนังมันเลยประสบความสำเร็จมากเพราะไอ้ภาพต่างๆมันถูกสร้างขึ้นมาจากสมองของเราเอง เป็นหนังในแบบฉบับของเราเองในเนื้อเรื่องเส้นเรื่องเดียวกัน เราว่ามันเหนือชั้นนะ

โอเคละ ไอ้คำถามและสิ่งที่เราคิดอย่างที่ว่าไว้ด้านบนมันคงจะไม่เกิดขึ้นหากเรื่องเล่าที่ว่ามันไม่ได้น่าสนใจมากพอ ขอเกริ่นการทำหนังเรื่องนี้ซักหน่อย (อ้างอิงจากสูจิบัตรงาน) คือตัวผู้กำกับจะไปตั้งเต้นท์ตามชุมชนต่างๆ ภายในมีกล้องอยู่แล้วก็ให้คนในชุมชนเข้ามาเล่าเรื่องส่วนตัว เล่าอะไรก็ได้ต่อหน้ากล้องซึ่งในเรื่องนี้เกิดขึ้นและเป็นเรื่องเล่าในจตุรัสกลางตลาด El Alto ในโบลิเวีย (ซึ่ง ผกก ทำแบบเดียวกันนี้มาทั่วทั้งโลกแล้วตั้งแต่ปี 2009) และแน่นอนเหล่าเรื่องเล่าที่กำเนิดขึ้นในเต้นท์มืดที่มีแต่กล้องและคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักนั้นมันคือการเปิดเปลือยก้นบึ้งของจิตใจ ณ โมเม้นต์นั้นๆที่พวกเขามีต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้างและต่อสังคมที่อยู่อาศัย แล้วพอเรานำเรื่องเล่าเหล่านั้นมาประกอบร้อยเรียงเข้ากันในทุกๆส่วนเราจึงได้ค้นพบกับความเป็นมนุษย์ปุถุชนอันแสนธรรมดา ความทุกข์ยากหรืออาจแสนสุข พบกับความรู้สึกอันมหาศาลมากมายของสิ่งมีชีวิตสองขาที่อยู่อาศัยร่วมกันในจุดหนึ่งจุดใดในโลกกลมๆใบนี้

และจะว่าไปในความรับรู้อันปัจเจกของบุคคลทั้งหลาย เราอาจให้กำเนิดภาพของเรื่องเล่าเหล่านี้ที่แตกต่างกันทั้งองค์ประกอบและความรู้สึก ตอนดูมีคนขำในสิ่งที่เราว่ามันไม่น่าขำ ซึ่งนั้นแหละที่เราว่าหนังเรื่องนี้มันดีและไปได้ไกลมากๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s