มกรา’15

01/01/15 – Stand by Me Doraemon (Takashi Yamazaki, Ryūichi Yagi/ Japan/ 2014) – 1/5

ตือ ดึ๊ง เดือ ดึ๊ง….โดราเอม่อน ตอน แมวหุ่นยนต์จากอนาคตผู้น่ารำคาญและเด็กแว่นวัยประถมเสี้ยนอยากได้เมีย (กรุณาทำเสียงแบบการ์ตูนช่องเก้ายามเช้าในวันสุดสัปดาห์)

ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆว่าโดราเอม่อนในหนังเรื่องนี้ได้ทำลายโดราเอม่อนที่อยู่ในใจเราไปได้แบบหมดสิ้น หมดจดจนวัยเด็กของตัวเองกับแมวสีฟ้าตัวนี้เหมือนหายไปจากร่องสมอง แรกสุดเลยเราพบว่ามันไม่เวิร์คเอาเสียเลยในการสร้างโดเรม่อนและผองเพื่อนเป็นกราฟฟิคอนิเมชั่น 3D มันขัดใจขัดตาอย่างที่สุด สองคือการเล่าเรื่องตั้งแต่การมาถึงของโดเรม่อนจนลาจากกันไปซึ่งเรารู้สึกว่ามันเร่งและไม่ให้เวลากับคนดูในการซับซึบตัวละครเท่าไหร่(ที่ยากจะซึมอยู่แล้วด้วยกราฟฟิค 3D อย่างที่ว่าไป) และสามคือความน่ารำคาญและไม่น่ารักเอาเสียเลยกับอีแมวฟ้าตัวนี้ ยิ่งอยู่คู่กับความเสี้ยนเมียของอีโนบิตะด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เหอออออ มันน่าหงุดหงิดมากจริงๆ

เออ แล้วสรุปจบแบบนี้ ไอ้แก่นของเรื่องที่พูดถึงการอยู่ด้วยตัวเองของโนบิตะมันจะเวิร์คหรือว่ะ? นี่มันเด็กประถมนะมึง แล้วกูก็เชื่อว่ามันก็คงไม่ได้กับชิซูกะแน่ๆ (มึงดู๊! มึงดูกูคิดซิ!!! เอาวัยเด็กของกูคืนมาเลยยยยยย)

01/01/15 – Big Hero 6 (Don Hall, Chris Williams/ US/ 2014) – 3/5

อนิเมชั่นฝากฝั่งฮอลลี่วู๊ดช่วงนี้เข้าเป้าหลายเรื่องติดเลยแฮะ ที่ได้แน่ๆคือความสนุกหรรษาแกมบรรเทิงเริงรมณ์ เพลิดเพลินจำเริญจิตมากๆซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น หนังจับเอาขนบของสองฝากฝั่งโลกมาพบกันด้วยรูปแบบของหนังขบวนการ 5 สีของญี่ป่นมาเขย่ามิกซ์เข้ากับแนวคิดเรื่องฮีโร่ของอเมริกา เหมือนดั่งชื่อเมืองในหนังอย่าง ซานฟรานโตเกียว โดยมีสสารตัวผสานชั้นดีอย่างมุกตลกต่างๆและตัวละครที่ยังไงก็ต้องรักอย่างเบซ์แม็กซ์ (ที่ดังกว่าตัวหนังเองเสียอีก)

จริงๆหนังมันทำสำเร็จในตัวมันเองไปแล้วล่ะตามย่อหน้าแรก เพียงแต่เรากลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับหนังไปมากกว่านั้นเท่าไหร่เมื่อมันจบลง กอปรกกับการเริ่มเบื่อหน่ายแง่งามชวนฝันที่หนังการ์ตูนจากฝากฝั่งนี้มักจะยัดมอบมาให้ตลอดเวลาซึ่งจริงๆมันเข้าใจได้แหละ เพียงแต่เราเบื่อไปเอง

อนึ่ง เราชอบอีตัวละครเฟรดที่มันบ้าสัตว์ประหลาดมากๆ ตัวละครเนิร์ดซกมกแต่บ้านรวยที่มีพ่อสุดพิเศษจนอยากเห็นมันมีหนังแยกออกมาอีกเรื่องจริงๆ

ปล. เออ อีตอนท้ายสงสัยจังว่าอีเบย์แม็กซ์มันเอาการ์ดออกมาแล้วทำไมมันไม่คลั่งว่ะ? และถึงแม้ว่ามันจะไม่คลั่ง แต่มันก็ต้องไม่มีความคิดไม่มีหัวจิตหัวใจซิเพราะชิฟในตัวมันมีแต่การต่อสู้ล้วนๆนี่น่า???

01/01/15 – ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ (เมษ ธราธร/ ไทย/ 2014) – 3/5

 อยากเขียนแบบสั้นๆว่า “น้องไอซ์” แล้วจบการเขียนสำหรับหนังเรื่องนี้ไปเลย
.
.
.
.
.
.
.
แต่อย่าเลยเพราะมันอาจดูไม่งามเท่าไหร่(แม้จริงๆแล้วมันจะเป็นความจริงก็ตาม)

ออกตัวก่อนว่าเราเกลียดหนัง ATM เออรัก เออเร่อ หนังเรื่องก่อนหน้าของ ผกก ท่านนี้มากๆแบบเข้ากระดูก เรารับไม่ได้จริงๆกับความไร้สาระและเหตุผลแบบเกินเยียวยาที่อยู่ในหนังเรื่องนั้น ซึ่งเหมือน ผกก. (หรือทีม GTH) คงรู้ว่าคนคงติกันเยอะ เราเลยไม่ได้เห็นอะไรแบบนั้นในหนังเรื่องนี้ โอเคล่ะว่ามันยังคงมีมุกใต้เข็มขัดอยู่มากซึ่งเล่นกับการกดทับคนอื่นที่เรามักจะหัวร่อเสมอแต่จะมีอาการตรงกันข้ามหากเกิดขึ้นกับตัวเราเอง เป็นอาการขำแบบไดเลมม่า หรืออย่างตัวละครของ Sola Aoi ที่มากดทับตัวเอง กดทับภาพสาวต่างชาติหัวใหม่ด้วยสายคนไทยผู้มีศีลธรรมเพื่อการส่งสะท้อนแสงสว่างอันอบอุ่นให้กับตัวละคร(ไทย)อื่นๆ

แต่เอาละ หากเรามองผ่านพ้นมันไป เราพบว่าหนังมันลงตัวดีในแง่ของการเสิร์ฟความเป็นรอม-คอมที่ควรจะเป็น มีตัวละครที่มีคาแรกเตอร์ชัดและน่าหลงไหลกับกิมมิกลูกเล่นในเรื่องภาษาอังกฤษกับคนไทยที่ทำออกมาได้สนุกและมันส์ดี (และมันจะลื่นมากถ้าไม่โดนมุกบางอันที่ไม่เวิร์คเข้ามาเบรคเสียก่อน)

ปล. ซีนซินเดอเรล่ามันอี๊มากนะแต่มันเวิร์คทีเดียว ส่วนอีซีนแปลเพลง Walk You Home นี่เราตายว่ะ เหตุผลส่วนตัวในชีวิตส่วนตัวล้วนๆ

02/01/15 – น้ำมันพราย (ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล/ ไทย/ 2014) – 1/5

 เอี้ยอัลไลนี่ ทำไมมันช่างเลวร้ายแบบเน้!!!!

ไม่น่าเชื่อว่าพล็อตหนังมันจะเบาบางอ่อนยวบยาบมากขนาดนี้ จริงๆมันน่าสนใจมากนะที่หนังมันพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของผู้โดนกระทำเป็นหลักผ่านสภาพสังคมและผู้คนแวดล้อม แต่เออ หนังมันก็เล่าแบบทื่อๆตรงๆ ไร้ชั้นเชิงชนิดที่แปลกใจมากว่านี่คือ ผกก คนเดียวกับ หลวงพี่กับผีขนุน (2552) ที่เราชอบมากๆ มันเล่าเรื่องโบราณเสียจนน่าตกใจ คือเรารู้สึก WTF ตั้งแต่พระเขมรโดนตีหัวขโมยน้ำมันพรายละ แม่ง! ง่ายจังวุ้ย แถมยังทำตัวงงๆว่ากูจะไปทางน่ากลัวดีหรือว่าจะตลกดีว่ะ ความไม่สุดซักทางเลยทำให้หนังมันมั่วจนฉิบหายมากๆ

ส่วนที่พอให้อภัยได้คงมีเพียงส่วนตัวคือตัวกิ๊ฟซี่ เราชอบลุ๊คของเธอในหนังที่เป็นสาวออฟฟิตแลดูไม่มีอนาคต แต่ก็นะ การที่ให้เธอได้บทสรุปแบบนี้มันจักกะจี้เกินไปจริงๆ

ปล. อีตำรวจนี่คือเอี้ยอัลไล? จะพยายามทำเท่ห์ทำคูลทำไมกูไม่เข้าใจ

04/01/15 – The Amazing Spider-Man 2 (Marc Webb/ US/ 2014) – 1/5

 จริงๆอนาคตของหนังชุดใหม่ของไอ้แมงมุมมันควรจะตายหายไปตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ไม่น่าจะมาสานต่อความยาวยืดอีกหากไม่สามารถหาทางเดินที่มันเวิร์คได้จริงๆ โอเคล่ะว่าภาคนี้มันพยายามจะทำตัวเป็นหนังภาคปูพื้นไปสู่อะไรต่างๆนาๆในจักรวาลของ Marvel (ฝั่งที่ไม่ใช่ของดิสนี่ย์) ทั้งเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวไอ้แมงมุมเองหรือกับการนำเข้าไปสู่ Sinister 6 แต่ปัญหาหลักของหนังชุดนี้คือมันหมดความน่าสนใจไปหมดแล้วตั้งแต่ไตรภาคของ แซม เรมี่ ไตรภาคก่อนที่ทำได้ดีกว่าและออกฉายห่างจากหนังชุดใหม่นี้ไม่นานเอง ดังนั้นพอมันไม่สามารถฉีกเรื่องและประเด็นต่างๆออกไปจากหนังชุดเดิมได้ มันก็เลยมีแต่เสียกับเสียเท่านั้น เราไม่ได้มีความรู้สึกอยากช่วยหรืออยากเข้าใจปมของอีปีเตอร์เลยจริงๆ มึงเป็นเหี้ยอะไรที่น่ารำคาญมากๆ อีตัวอิเล็คโทรของ เจมี่ ฟ็อกซ์ ก็แบนราบซะน่าตกใจ ประเด็นเรื่องความต้องการเป็น somebody กลายเป็นเรื่องตลกไปซะเฉยๆ แล้วก็เสียดายมากกับตัวละครของ เดน ดีฮาน คือแกทำได้ดีที่สุดแล้วแหละ แต่บทแม่งไม่ส่ง

คือถ้ายังจะทำหนังภาคต่ออีกเราก็คงเลิกดูแล้ว (ซึ่งจะฉายปี 2018) ที่สำคัญคือ เกวน สเตซี่ ตัวละครของ เอมม่า สโตน ตายแล้ว ความน่าสนใจของหนังชุดนี้ก็หมดลงไปด้วยโดยปริยาย

สุดท้าย อยากให้ มาร์ค เว็บ กลับมาทำหนังเล็กๆอย่าง (500) Days of Summer อีก

05/01/15 – Satyagraha (Prakash Jha/ India/ 2013) – 5/5

 Janta Rocks!!!! มันพีค พีคคคคคคคคคค พีคมากกกกกกกกกกกก เล่นเอากระเดี๋ยวเรี่ยวแรงหมดเกลี้ยงพอหนังจบ สนุกฉิบหาย สนุกลืมหายใจ บิดเรื่องไปมายิ่งกว่าซัมเมอร์ซอลท์ กูลงไปกราบตีน ประกาช ฌา รัวๆ

คือเอาความความสนุกแม่งก็แดกขาดแล้วจริงๆ ยิ่งมันเล่นเรื่องการเมืองแบบข้นๆคลั๊กๆแบบนี้ยิ่งเอากูตาย คือหนังมันเอาเรื่องการเมืองสมัยใหม่มาใช้ มาตีแผ่ได้ถึงพริกถึงขิงมากๆ เป็นเกมการเมืองที่มองในแง่ความจริงๆล้วนๆ เกี่ยวพันไปหมดทั้งปัญหาของระบบเอย การดึงมวลชนเอย การร๊อบบี้เอย แบล็คเมล์เอย ปัญหาแบบเหรียญสองด้านเอย รวมไปถึงผลของความรุนแรงและอดกลั้น จนกลายเป็นหนังที่มันให้ภาพการเมืองในประเทศที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้น่าสนใจมากๆ พิมพ์ๆอยู่นี่กูยังตื่นเต้นอยู่เลย

เสียดายอย่างเดียวคือในช่วงท้ายที่มันเร่งรีบรวบรัดให้จบไปหน่อย คือตัดข้ามไปแบบงงเลย แต่เอาเถอะ นี่มันแค่ส่วนเล็กๆแค่นั้น เอาจริงๆถึงหนังจะยาวสามชั่วโมงเราก็น้ำแตกอยู่ดี

ปล. เห็นว่าหนังสองเรื่องก่อนของฌา Aarakshan (2011) และ Chakravyuh (2012) พีคยิ่งกว่า โหลดมาแล้วเดียวรีบเคลียร์คิวดูเลย

05/01/15 – Nymph (Milan Todorovic/ Serbia/ 2014) – 1/5

 เมื่อเห็นหน้าหนังกูบอกผ่านทันที แต่พอรู้ว่าเป็นหนังจากเซอร์เบียประเทศที่ทำหนังอันมีประเด็นแรงๆและน่าสนใจได้อยู่มือกูเลยเอามาดู ก่อนจะพบว่า เออ! อันตัวเรานี้มันช่างเป็นคนมองโลกอ่อนด้อยเสียเหลือเกิน หนังเซอร์เบียมีแบบเดียวซะที่ไหนว่ะ!

หนังคลิเช่น่าเบื่อในสามโลก คือเรื่องหลักอันว่าด้วยนางเงือกที่กว่าจะมีบทบาทจริงๆก็ล่อไปชั่วโมงกว่าของหนังแล้ว (หนังยาว 90 นาที) แถมไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเสียเลย ส่วนประเด็นรองก็ดันไปใส่ไว้กับเรื่องการกลับมาเจอผัวเก่าหรือปมกลัวน้ำบลาๆๆที่ยิ่งทำให้หนังยิ่งน่าเบื่อขึ้นไปใหญ่เลย

ในหนังเราสนใจในประเด็นเกาะของนาซีนะ แต่มันไม่ถูกสานต่อ เลยยิ่งเซ็ง

08/01/15 – นมัสเต จ๊ะเอ๋ บ๊ายบาย (สวัสวดี วงศ์สมเพ็ชร, พรรณพันธ์ ทรงขำ/ ไทย/ 2013) – 0.5/5

หึ หึ หึ หึ หึ พุทธศาสนาขายตรง

แน่นอนว่าเราดูด้วยการมีกำแพงขวางกั้นอยู่ตลอดเวลาด้วยที่เรามันพวกอัตถิภาวนิยม เลยไม่เชื่อในเรื่องที่มันคลุมหนังทั้งเรื่องอยู่นั้นคือทุกอย่างที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา คือในเรื่องของการสื่อสารไปสู่ผู้คนมันทำไม่สำเร็จต่อเรา แต่อาจจะสำเร็จกับคนไทยนับถือพุทธเพราะมันนำเอาหลักธรรมคำสอน ประวัติศาสตร์ ความเชื่อทั้งหลายมาผูกเรื่องคลั่วเคล้าเข้ากับสัจธรรมเพื่อประสงค์ของการสร้างดราม่าขึ้นมา ให้เกิดมาเป็นหนังเรื่องหนึ่ง พูดให้ง่ายขึ้นมันก็คือการเล่าประวัติศาสตร์ของพุทธพร้อมกับสะท้อนหลักคำสอนไปสู่ตัวละครที่้ต้องพบกับจุดเปลี่ยน เป็นหนังสะอาดๆ ใสๆ คลีนๆ คือการอวยกันเองของชาวพุทธไทยห่มเหลืองห่มขาว

ปัญหาอีกอย่างคือความแกนมากๆของบทหนัง ก็เอาซื่อๆตรงๆนั้นแหละ นางเอกร้ายๆ ไปอินเดียแล้วบรรลุ กลับมาก็ดีเลย ปิดท้ายด้วยดราม่าเพื่อสร้างความตราตรึงและซึมซับสัจธรรมได้อย่างเต็มที คือเออ! พี่เล่นง่ายกันไปนะ (แต่ถ้าคิดว่าเป้าหมายหลักคือการส่งสารเรื่องพุทธศาสนาก็พอเข้าใจนะ แต่อย่างที่บอก สำหรับเราๆไม่เข้าใจ)

ยิ่งกว่านั้น เพราะการที่อยากจะมอบหลักธรรมหลักสอนให้มากที่สุด ครอบคลุมที่สุด หนังมันเลยใส่ตัวละครแก็งส์ถ่ายหนัง 3 ตัวเข้าไป แน่นอนมันประสบความสำเร็จตามประสงค์ของมัน แต่มันคือความวิบัติของหนังทั้งเรื่องไปเลย กลายเป็นกลุ่มตัวละครที่น่ารำคาญที่สุด น่าหงุดหงิดที่สุด เหี้ยห่าที่สุดไปโดยปริยาย (ที่สุดในหนังไทยทั้งวงการเลยด้วยซ้ำ)

หลอกคนอื่น (หลอกนางเอก, หลอกอีแก็งส์ถ่ายหนัง) เพื่อให้พบสิ่งที่ดีกว่า(สิ่งดีที่พวกคุณมึงเชื่อกันเอง) มันคือหลักการของการขายตรงและมันก็คือหลักการของหนังเรื่องนี้ แถมทำให้มันเป็นสิ่งถูกต้องดีงามไปเสียอีก(เพราะกูเชื่อว่ามันดีไง) ว่าไปแล้วมันก็เหมาะกับเมืองไทยดีเหมือนกัน พุทธแบบไทยๆนี่แหละ แบบฉาบหน้า ฉาบฉวย ประเทศที่คนเข้าวัดกันแต่ก็เชียร์และซะใจกับการฆ่าคนอื่นน่ะ เหมาะดี

สุดท้ายอยากบอกว่า เรารู้ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วละว่าเด็กมันจะต้องตาย แต่เราก็อดที่ไม่ได้จริงที่จะดีใจแบบลิงโลดที่น้องเค้าตายห่าไปเสียที หนังจะได้จบๆ ขอบคุณสำหรับความเมตตาที่ไม่ทำให้เราทรมานไปกว่านี้ (ตอนดูเกิดนิมิตรศัพท์ใหม่ว่า “อยากตบชีเด็ก”)

ปล. 0.5 ให้น้องออม สุชา

16/01/15 – The Interview (Evan Goldberg, Seth Rogen/ US/ 2014) – 2/5

โอเค หนังมันทำตัวกวนตีนและตลกโปกฮาตามสไตร์ของอีกลุ่มอพาโทวที่เราเคยคุ้นเคย แต่เสียดายที่มันกลับไม่ได้นำพาไปหาประเด็นดีๆอย่างหนังเรื่องก่อนๆที่เราเคยดูและเคยชอบ แต่เอาเถอะ อย่างน้อยหนังมันก็พลิกประเด็นที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันไปถึงการที่ว่าหนังมันคือการกัดจิกและด่าทอประเทศคอมมิวนิสต์สุดโต่งอย่างเกาหลีเหนือแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เอาเข้าจริงเหมือนหนังมันด่าและกัดจิกตัวมันเองเสียด้วยซ้ำ ในที่นี้คือตัวอเมริกาเอง อเมริกาในเรื่องเหมือนกับเด็กไม่รู้จักโตที่โดยสปอร์ยและขี้แยเอาแต่ใจ มีปมจู๋เล็กที่พอไม่ได้ดั่งใจก็ลงไปดีดดิ้น อารมณ์ประมาณว่าในเมื่อชีวิตจริงกูทำอะไรมึงไม่ได้กูก็ทำหนังออกมาแทนแล้วกันว่ะ กูทำมึงขายหน้าได้แล้ว กูทำลายมึงได้แล้ว กูช่วยกอบกู้ประเทศได้แล้ว จบแบบโลกสวยๆแล้วกูก็ยิ่งใหญ่ต่อไป อ้าาาาาา น้ำแตกกระซ่านกระเซ็น

เราไม่รู้ว่าหนังมันตั้งใจที่จะกัดจิกตัวเองแบบนี้ตั้งแต่แรกหรือเปล่า มัน irony เหมือนกันที่หนังมันมีด่าการพร๊อบปากันด้าของเกาหลีเหนือแต่ตัวของหนังเองก็ทำหน้าที่ไม่ต่างกัน จนกลายเป็นว่าการไปกัดจิกเค้ากลายเป็นความน่ารักน่าชังเหมือนเจ้าของหมาลูบหัวหมาแสนน่ารักเล่นแต่คนรอบข้างรู้อยู่แล้วว่ามึงจะทิ้งหมาแน่ๆเมื่อมันโตขึ้น

อยากรู้เหมือนกันว่าคนอเมริกาเองดูแล้วจะเห็นอย่างไร?

17/01/15 – Peppermint Candy (Lee Chang-Dong/ South Korea, Japan/ 1999) – 5/5

หนักหนาสาหัสสากรรจ์ การันตีความโหดสัดโดยลีชางดอง เจ้าของเดียวกับ Secret Sunshine หนังตบหน้าความหวังของมนุษย์ให้ลงไปจมกองธรณี

มันคือเรื่องของชายคนหนึ่งในห้วงเวลา 20 ปีตั้งแต่เป็นนักศึกษาไปจนวันฆ่าตัวตายในวัยสี่สิบกว่า แต่ความไม่ธรรมดาคือมันเล่าเรื่องย้อนหลังเหมือน Memento หรือ Irreversible ในแบบฉบับที่ไม่ได้เก๋หรือรุนแรงอย่างสองเรื่องหลังแต่เอามารับใช้ความเลือดเย็นของตัวหนังได้อย่างโครตรุนแรงและทรงพลัง เราจะได้ค้นพบว่าเหตุใดชายติ๋มๆธรรมดาผู้อ่อนไหวจึงกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตดุจปีศาจได้ ซึ่งแม่งวิพากษ์สภาพสังคมเกาหลีได้โหดสัดเหี้ยๆและเจ็บปวดร้าวรานในเวลาเดียวกัน

หนังมันใช้ภาพรถไฟวิ่งถอยหลังคลอเสียงดนตรีนุ่มนวลขั้นระหว่างเหตุการณ์ในแต่ละยุค มันเหมือนการที่คนเรานึกย้อนกลับไปคิดถึงถึงห้วงเวลาในอดีตโดยมักผ่านแวดล้อมและสิ่งสวยงามต่างๆ ผ่านเรื่องราวดีๆก่อนจะไปพบกับห้วงเหี้ยๆที่เราฝังมันอยู่ลึกที่สุดในหัวสมอง ห้วงที่เราผ่านมันมาแบบไม่อยากจดจำแต่มันเสือกส่งผลให้เราเป็นเราอยู่ทุกวันนี้นี่แหละ แล้วการที่ตัวละครมันเลือกตายแบบนี้มันเลยกลายเป็นการฝังกลบที่เจ็บเหี้ยๆ เลือดเย็นและรุนแรงสัดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ปล. อีลูกอมตามชื่อเรื่องนี่พอถึงจุดแม่งเอาตายจริงๆ

กราบลีชองดองอีกรอบรัวๆๆๆๆๆๆๆ

18/01/15 – Foxcatcher (Bennett Miller/ US/ 2014) – 3.5/5

ดูจบแล้วก็ อืมม ก็ดีนะ เข้มข้นดี ชอบบรรยากาศตึงๆเครียดๆตลอดเรื่องของมันและแน่นอนคือการแสดงของทั้ง 3 ตัวละคร แต่ก็ไม่ได้อยู่ติดสมองอะไรเท่าไหร่ คือมันเป็นหนังที่ดูจบแล้วก็ตอบได้เลยว่าดีแต่ไม่มีอะไรให้สานต่อไปนักไม่ว่าจะการอยากพิสูจน์ตัวเองของจอห์น ความไร้ความสามารถของมาร์ค ความสัมพันธ์และแนวคิดของเดฟหรือแม้แต่ประเด็นการโดนถีบให้ถูกทอดทิ้งของทั้งสองตัวละครแรก จอห์นจากแม่และมาร์คจากประเทศอเมริกา อย่างที่บอก มันดีนะแต่เราว่ามันธรรมดาไป เหตุผลหนึ่งอาจคือเราชอบหนังที่มันมีประเด็นใหัขบคิดมากกว่าการตามดูปมต่างๆของตัวละคร

ส่วนตัวเรายังไม่เคยดูหนังเรื่องก่อนๆของผู้กำกับคนนี้แต่เห็นเค้าว่าสองเรื่องก่อนอย่าง Moneyball และ Capote ดีกว่าเยอะ (โดยเฉพาะเรื่องหลัง) ก็เดี๋ยวคงเอามาดู

ปล .สำหรับเราฉากช๊อคนี่เป็นอะไรที่โกงคนดูมากๆ คือเรายังไม่รู้สึกร่วมอะไรกับความเป็นมาหรือกับเหตุของการกระทำของตัวละครเลย เราว่ามันยังไปไม่สุดแต่หนังก็เลือกที่จะไปแบบนั้น เราเลยไม่ค่อยรู้สึกดีกับหนังมากเท่าที่ควร

ปลล. ตี้เขียนเรื่อง Primitive ได้น่าสนใจมาก เลยขอแชร์ไว้หน่อย https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10152458564956650&set=a.10152446888331650.1073741830.501876649&type=3&src=https%3A%2F%2Fscontent-b-sin.xx.fbcdn.net%2Fhphotos-xap1%2Fv%2Ft1.0-9%2F10897775_10152458564956650_8525402591924923025_n.jpg%3Foh%3D7af8cfb28177cda8ec0796e92f330512%26oe%3D556C74DA&size=472%2C700

19/01/15 – Finding Vivian Maier (John Maloof, Charlie Siskel/ US/ 2013) – 3.5/5

 วิเวียน มายเออร์มีอาชีพเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แต่กิจวัตรหลักของเธอคือการถ่ายรูป ถ่ายหนังและถ่ายไว้ด้วยจำนวนที่เยอะมากแต่มักจะไม่ล้างฟิล์มออกมา ฟิล์มมากกว่าแสนม้วนถูกค้นพบโดยชายคนหนึ่งผู้พบว่าเธอมีสายตาในการมองโลกอย่างคมคาม เฉียบแหลมและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้นเขาจึงเริ่มตามหาเธอ ปะติดปะต่อตัวตนของเธอขึ้นมาจากภาพถ่าย เอกสารต่างๆรวมไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเธอจนนำไปสู่การค้นพบช่างภาพมือสมัครเล่นผู้มีชีวิตอันเต็มไปด้วยปริศนาแล้วถ่ายทอดมันออกมาเป็นหนังสารคดีชิงเข้าออสการ์ปีล่าสุดเรื่องนี้

มันน่าสนใจมากๆเมื่อเรามองหนังด้วยสายตาปัจจุบันที่เราทุกคนขวนขวายการแสดงตัวตนผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ จะทำไปเพื่อการยอมรับหรือการมีตัวตนอะไรก็สุดแล้วแต่ แล้วพอเราได้พบกับคนที่ปิดกั้นจุดนั้น แถมอยู่ในยุคที่การเผยแพร่ตัวตนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างในปัจจุบันด้วยแล้วเราเลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี กอปรกับฝีไม้ลายมือในการจับโมเม้นต์ของวิเวียนด้วยแล้วมันเลยยิ่งน่าทึ่งไปใหญ่ว่าเหตุไฉนคนมีฝืมือถึงไม่คิดที่จะเปิดเผยตัวตน อย่างว่าแหละ เราเอาสายตาตอนนี้ไปจับมันก็คงไม่ถูกต้องนักแต่อย่างน้อยมันก็บอกเราว่าคนแต่ละคนมันไม่เหมือนกันและซับซ้อนมากๆจนกลับมาสะท้อนกับความคิดส่วนตัวเราเองที่รู้สึกว่ามนุษย์นั้นมันช่างน่าสนใจและเพราะเหตุใดเราถึงชอบดูหนังเกี่ยวกับมนุษย์มนานัก

แม้การดำเนินไปของสารคดีมันจะดูธรรมด๊า ธรรมดา แต่พอลองมองในแง่ของการสร้างบุคคลๆหนึ่งขึ้นมาผ่านตัวสิ่งแวดล้อมต่างๆนาๆของเขาเราพบว่ามันน่าสนุกดี มันเหมือนประวัติศาสตร์นั้นแหละ

24/01/15 – Tender Are The Feet (Mg Wunna/ Myanmar/ 1972/ Mini Wathann Film Fest) – 5/5

 สำหรับเรา โอกาสการได้ดูหนังพม่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ตอนไปพม่าแม้จะมีโอกาสดูหนังในโรงพม่าแต่เรากลับพบว่าเราหาแผ่นหนังพม่าไม่ได้เลย หนังส่วนใหญ่ที่เคยได้ดูก็มักเป็นหนังสารคดีขนาดสั้นที่ทำกันมากในช่วงสองสามปีนี้ตั้งแต่พม่าเปิดประเทศ แล้วพอทางฟิล์มไวรัสจัดงานนี้ขึ้นมาเราเลยไม่อยากพลาดโอกาสดีๆแบบนี้แม้ว่าจะสามารถไปดูได้แค่วันเดียวก็ตาม ซึ่งก็ทำเอาฟินมากๆอยู่ดี

หนังงดงามหมดจดจริงๆ แม้ในแง่ตัวเรื่องมันจะน้ำเน่าตามท้องเรื่อง ตามบริบทหนังในยุคทหารครองประเทศ มีการเซ็นเซอร์ตัวเองหรือแม้กับการโดนรัฐเซ็นเซอร์ แต่ก็เพราะไอ้เงื่อนไขเหล่านี้แหละที่ทำให้หนังมันวิเศษมากๆ คือนอกเสียจากการเป็นบทบันทึกหนึ่งของประวัติศาสตร์หนังพม่าเองแล้ว การโดนปิดกั้นมันก็ทำให้เกิดความคิดเลิศๆอันพิลาสพิไลแสนวิเศษ เราได้พบการทรานซิชั่นซีนด้วยการเคลื่อนกล้องแบบไวๆ, การผสมฟิกชั่นเข้ากับภาพสารคดี, การ Montage ระลึกความหลังที่ลงตัวมากๆรวมไปถึงเซ็กซีนที่ Unique ที่สุดในโลกภาพยนต์

อีกส่วนที่เราชอบมากๆคือการเต้นรำแบบพม่า(ลิเกพม่า)ของตัวนางเอก เราพิสมัยเป็นพิเศษกับการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเพราะการเต้นแบบพม่ามันใช้การบิดการหมุนของข้อต่อตามร่างการต่างๆเยอะ เราเลยโฟกัสเป็นพิเศษว่ามันจะสามารถบิดไปได้ถึงเลเวลไหน ลิมิตใด มันมหัสจรรย์แกมสเน่ห์ดี

ปล. ดีใจที่มีการให้ข้อมูลหลังหนังจบโดยผู้จัดเทศกาลจากพม่า ทำให้ได้รู้บริบทวงการหนังพม่าเยอะแยะเลย อาทิการห้ามเต้นแบบตะวันตกหรือมีฉากเต้นแบบนั้นในยุคเผด็จการทหาร ข้อจำกัดต่างๆนาๆและการฟื้นฟูวงการภาพยนต์ตั้งแต่ช่วงปลายเผด็จการจนเปิดประเทศปัจจุบัน รวมไปถึงความเกี่ยวเนื่องของนักแสดงในหนังเรื่องนี้กับสารคดีที่เราชอบมากๆที่ได้ดูในปีที่แล้วอย่าง Behide The Screen (Aung Nwai Htway/ Myanmar/ 2013) อันด้วยการย้อยรอยอดีตของพ่อแม่ที่เป็นนักแสดงหนังพม่าในยุคเฟื่องฟู

24/01/15 – The Imitation Game (Morten Tyldum/ UK, USA/ 2014) – 5/5

ก่อนจะดูก็ปรามาสไว้พอประมาณตามสไตร์หนังออสการ์ แต่พอดูจบก็ต้องยอมรับว่าหนังมันเหนือกว่ามาตรฐานออสการ์(สำหรับเราคนเดียว)ไปพอสมควรทีเดียว

แรกสุดที่ต้องชมคือบทหนังที่ดีฉิบหายจริงๆที่จับเอาเรื่องของคนถอดรหัสอีนิกม่ามาสานต่อยอดให้มันไปได้ไกลมากจนไอ้เรื่องราวการถอดรหัสและชนะสงครามที่เราได้เห็นในตัวอย่างนั้นเป็นแค่สิ่งเล็กน้อยและไม่ได้สลักสำคัญเท่ากับเหตุที่มาและผลกระทบของมันต่อปัจเจกบุคคลหนึ่ง

กล่าวคือในหนังเราสามารถแยกภาวะของสงครามหรือความขัดแย้งหรือการต่อสู้เพื่อเอาชนะได้ 3 ระดับ แรกสุดระดับใหญ่สุดคือสงครามโลกระหว่างพันธมิตรและอักษร รองลงมาเป็นระดับประเทศคือการต่อสู้ระหว่างปัจเจกบุคคลต่อสังคมและส่วนย่อยที่สุดคือการต่อสู้กับจิตใจและเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งหนังมันนำภาวะทั้งสามนี้มาสะท้อนกันไปมาทั้งแบบกายภาพเป็นรูปธรรมผ่านการประดิษฐ์อุปกรณ์ถอดรหัสและแบบจิตภาพอย่างนามธรรมกับการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวละคร ผลที่ได้คือภาพความสับสนระหว่างความเป็นมนุษย์ปุถุชนกับเครื่องจักรกลแสนฉลาด, การเป็นคนพิเศษแต่กลับแปลกแยกกับสังคมใหญ่หรือแม้แต่ปัจจัยและเหตุผลของการกุมความลับและเงื่อนไขในการเปิดเผยมันออกมาในเวลาอันเหมาะสม หนังมันบอกกับเราว่ามนุษย์เรามันมีเงื่อนไขมากมายในการจะเอาชนะขีดจำกัดใดๆและเป็นไปไม่ได้ที่เราจะชนะได้ทุกสิ่ง เราชนะสิ่งใหญ่แต่เรากลับแพ้ในสิ่งเล็กแต่กลับสำคัญกว่าเพราะเราไม่ใช่เครื่องจักรที่สามารถทำตามแผนการที่วางไว้อย่างเป็นระบบได้ตลอดเวลา

และแน่นอน อีกสิ่งที่ต้องกล่าวชมมากๆคือ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ ที่เราเห็นแววมาตั้งแต่แรกรู้จัก การพัฒนาการจากคนแข็งทื่อเป็นคนที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของเขาที่ส่งผ่านทางแววตา การมอง การพูดที่เรียกได้ว่าเทพและดีเลิศประเสริฐศรีมากๆ

 26/01/15 – Ida (Pawel Pawlikowski/ Poland, Denmark, France, UK/ 2013) – 5/5

 พระคุณเจ้าอิด้าเจ้าขา โปรดให้อภัยข้าด้วยเถิดที่ข้าหลับไปวูบหนึ่งตอนดูในโรง ก่อนที่จะมาดูอีกรอบแล้วพบว่าท่านช่างสวยงาม งามทั้งรูป วจีและจิตใจ อาเมนนนน

รู้สึกผิดฉิบหายจริงๆที่วูบคาโรงด้วยความเหนื่อล้า ซึ่งพอออกจากโรงก็บอกกับตัวเองว่าไม่ได้ชอบหนังมากนักแต่ก็ยังไม่กล้าฟันธง ด้วยความค้างคาเราเลยเอามาดูอีกรอบแล้วก็พบว่ากลายเป็นชอบมากๆไปแทน เราพบว่าหนังมันให้ภาพและความรู้สึกนึกคิดของสองสิ่งในสองขั้วออกมาได้พอเหมาะลงตัวมากๆผ่านสององค์ประกอบทางกายภาพหลัก

หนึ่งคือมันมีภาพขาว-ดำสวยๆที่เล่นกับแสงเงาและสเปซ เป็นภาพเคว้งคว้างอ่อยอิ่งและมักดันตัวละครให้อยู่ล่างสุดของเฟรมหรือไม่ก็ CU หน้าตัวละครไปเลยเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกบางอย่าง ด้วยภาพแบบนี้เราพบว่าเราได้เห็นความเล็กจ่อยของมนุษย์ ความซับซ้อนสับสนและความเปราะบาง โดยแม้สิ่งเหล่านี้จะถูกคลุมด้วยหิมะ เศษดิน เสื้อผ้าหรือแม้แต่ผ้าคลุมผม แต่มันก็ไม่อาจปิดกั้นได้ทางสายตา ทั้งแววตาของตัวละครในเรื่องหรือสายตาที่มองภาพในหนังของคนดู

อีกสิ่งคือดนตรีประกอบ หนังเลือกใช้เพลงคลาสสิคไพเราะในบางช่วงตอนที่ทำให้เรารู้สึกถึงห้วงความงามบางอย่าง อาจคือความงามของชีวิตท่ามกลางความเลวร้ายและเปราะบางอย่างที่ว่าไป เราจึงเชื่อและรู้สึกเอามากๆว่าการกระทำของอิด้าและแวนด้าในช่วงท้ายนั้นมันเกิดขึ้นจากความงามมากกว่า ความงามทางโลก ความงามของการหมดทุกข์ มากไปกว่าเพียงแค่การอยากทดสอบอะไรบางอย่างหรือความหมดสิ้นไร้ความหวังอะไรแบบนั้น

แล้วพอเรามองสองสิ่งนี้ควบคู่กันไป เราจึงได้เห็นบางมุมของศาสนาที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน ที่แม้เราจะไม่เชื่อแต่มันทำให้เรารู้สึกบ้าง…ไม่มากก็น้อย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s