2014 กับหนังสือที่ได้อ่าน

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475-2500 (ณัฐพล ใจจริง/ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน/ 2556) – 5/5

นี่คือหนังสือวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่สนุกมากและมันส์มากอย่างไม่น่าเชื่อ มันคือการศึกษาช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นช่วงเวลาเพียงแค่ 25 ปีตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองของคณะราษฎร 2475 ถึงการปฏิวัติในปี 2500 อันเป็น 25ปีของไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอะแยะมากมายที่สุดช่วงหนึ่ง โดยโฟกัสไปยังกลุ่มก้อนบุคคลผู้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย กลุ่มอำนาจเก่าที่เสียผลประโยชน์จากการเปลี่ยนการปกครองอันหมายรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงและเดินเกมของสถาบันกษัตริย์ด้วย

นอกจากความรู้ทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆยังไม่เคยรับรู้มาก่อน อาทิ ความเกรียนของ ร.7, การแฝงความคิดต้าน ปชต ผ่านทั้งในงานเขียน นวนิยายหรือแม้แต่ในดิกชันนารี่!, การใช้ศาสนา ความกลัวหรือแม้แต่การยกสถาบันกษัตริย์เองมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมความคิด, การที่ได้พบว่าไทยเคยเป็น ปชต แท้ๆอยู่ได้ไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำหรือแม้แต่การขโมย/ดัดแปลงความหมายของ ปชต ให้เปลี่ยนไปจนนำไปสู่ที่มาของคำว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ทำเอาใจเต้นแรงกับความรู้ใหม่ๆแล้ว ข้อดีอีกอย่างของหนังสือคือการที่เราได้พบว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างนั้นมันมีเหตุมีผลและเงื่อนไขต่างๆมากมายที่ทำให้มันต้องเกิดขึ้นตามบริบทในขณะนั้น อย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำให้คณะราษฏรแตกกันอย่างชัดเจน หรือกับการสร้างผีคอมมิวนิสต์ของอเมริกาที่ยกสถาบันขึ้นเป็นเครื่องมือและตัวสถาบันเองก็ได้คว้าโอกาสนั้นไว้ มันเลยช่วงให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ใครที่อยากเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ เล่มนี้เหมาะมากๆ ยิ่งไปกว่านั้นเราอาจรู้สึกว่าได้ว่าการเมืองตอนนี้มันเป็น “หนังม้วนเดิม”

สนุกนึก: วรรณกรรมแตกกิ่ง (หลายคนช่วยแตกกิ่ง/ บุ๊คไวรัส 12/ 194 หน้า/ 2556) – 4/5

 เรื่องสั้นสิบสองเรื่องจากนักเขียนสิบสองคนที่สิบเอ็ดเรื่องในนั้นคือการแตกหน่อ รื้อสร้างหรือขยายก้านกิ่งออกไปจากเรื่องสั้นเรื่องแรก (ผู้ไม่ยอมแพ้ ของศรีดาวเรืองที่สนุกและมันส์ดี) โดยจะมีคำบังคับของนักเขียนแต่ละคนรวมสิบสองคำที่ผู้เขียนต้องเอาไปใส่ในเรื่องสั้นของแต่ละคน(แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกคำ)

เป็นไอเดียที่เก๋และน่าสนใจดีแม้เอาเข้าจริงๆหลายๆเรื่องแทบจะสามารถแยกออกเป็นเอกเทศจากต้นเรื่องได้เลยจนไม่ได้รู้สึกว่าการเชื่อมโยงแตกกิ่งก้านนั้นมันสำคัญหรือมีผลกับการอ่านเท่าไหร่นัก ในแง่นี้ก็ต้องชมนักเขียนแต่ละท่านที่ทำให้คนอ่านอย่างเราดื่มด่ำไปกับตัวเรื่องมากกว่าการไปพะว้าพะวังกับสิ่งเชื่อมโยงเหล่านั้น

ความสนุกของหนังสือเล่มนี้คือมันมีครบรสดี สนุก เศร้า เหงา ซึ้ง สะอึก ชวนหัว ลึกลับ เหงาหงอย โหว่งแหว่ง ซึ่งเรื่องที่ชอบที่สุดคงหนีไม่พ้น รอยรักรอยสัก(ภู กระดาษ) มันพิศดารและแพรวพราวในการเล่าเรื่องมาก สร้างความสงสัยใคร่รู้ก่อนค่อยๆเผยอคลายปมคลายเรื่องอย่างร้ายกาจในรูปของความเซอร์เรียลและเกร็ดประวัติพร้อมเจือการเมืองเข้าไปด้วยพองาม ส่วนเรื่องที่ชอบการเขียนที่สุดคือ คนของทะเล(สมุด ทีทรรศน์) มันเหมือนอยู่ในห้วงระหว่างการคิดคำนึงอดีตกับการหายใจในปัจจุบัน ที่ชอบมากอีกเรื่อง(ตามประสาติ่ง)คือ อัตชีวประวัติของลูกสาวนางเงือก(วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา) กับประวัติชีวิตอันหม่นดาร์คและเจ็บปวด และในเรื่องอื่นก็มีความเด่นแตกต่างกันไป เราตลกและเจ็บจี๊ดกับหนังใต้คางใต้ราง(อุเทน มหามิตร) ส่วนเสียงสาดแสง(อุทิศ เหมะมูล) ก็ทำเอาสะอึก ตังค์ทอน(แดนอรัญ แสงทอง) คือเรื่องแห่งความกวนและแพรวพราวอย่างยอดฝีมือของนักเล่าเรื่อง, หล่ม(โมน สวัสดิ์ศรี) ที่อ่านแล้วคิดถึงไปตัวเองกับนิสัยขี้เกรงใจคน, เราชอบความประหลาดพิศวงเปี่ยมเสน่ห์ในเยวเลียงใต้เปียวหว่อเตอซิน(อนุสรณ์ ติปยานนท์), เมฆแผ่นดินไหว(นฆ ปักษนาวิน) เป็นไซไฟอนาคตที่บอกเราว่าถึงเราจะหนีสิ่งรอบตัวเราได้แต่เราจะไม่สามารถหนีสิ่งที่อยู่ในใจเราได้ในท่ามกลางแวดล้อมการเมืองใดๆก็ตาม, หลุมพรางชื่อความรัก(นิวัต พุทธประสาท) คือความดำมืดภายในที่พยายามตะกายหาแสงก่อนพบว่าความมืดคือที่ๆเหมาะสมดีแล้ว (เรื่องนี้ก็ชอบมาก เราคิดไปถึงงานของมูราคามิผสมโรงกับหนังหว่องกาไว) และจบท้ายด้วย ความล้มเหลวของเจ้าตัวร้าย(สุชาติ สวัสดิ์ศรี) อันเป็นการจบเล่มที่กวนโอ้ยเหลือเกิน หยอกล้อลูบหัวผู้อ่านเบาๆพร้อมรอยยิ้มเล็กๆของยอดฝีมืออีกคน

แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกถึงความเชื่อมโยงมากมายอะไรตามชื่อหนังสือ แต่ก็จะยินดีมากหากมีการรวมตัวของนักเขียนในการผลิตซีรี่ย์ครบรสแบบนี้อีก

 1984 (George Orwell เขียน/ รัศมี เผ่าเหลืองทอง, อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์ แปล/ สำนักพิมพ์สมมติ/ 2555) – 5/5

 (ตั้งใจเขียนแบบไม่เล่าเรื่องใดๆ ไม่อธิบายใดๆกับตัวหนังสือเลย พูดถึงแต่ความรู้สึกของตัวเองอย่างเดียว)

ณ โมงยามภายใต้การปกครองโดยกลุ่มทหารที่ห้ามการแสดงออกใดๆแม้แต่การชูสามนิ้ว, กินแซนวิซหรือแม้แต่ใส่เสื้อยืดบางลาย กลุ่มทหารที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบใดๆได้อันกลุ่มเดียวกันที่อ้างความชอบธรรมและขโมยสัญญะแห่งความถูกต้องไปเป็นของตัวเอง ไม่น่าแปลกใจใดๆเลยที่หนังสือเล่มนี้ที่เขียนมาตั้งแต่ปี 1949 จะได้รับการกล่าวถึงมากในช่วงเวลาอันมืดมิดนี้ เพราะนี่คือหนังสือที่จับโมเม้นต์ภายใต้การปกครองแบบนี้ได้ตรงและจริงแท้ยิ่งนัก

หนังสือแบ่งออกเป็น 3 ภาคเหมือนดั่งหนัง 3 องค์ องค์แรกคือการเกริ่นนำให้เห็นถึงสภาพสังคมเผด็จการในโอเชียนเนี่ยนว่ามีที่มาอย่างไรและกำลังเป็นไปอย่างไร องค์ที่สองคือการสร้างความขัดแย้งกับองค์แรกเพื่อไปสู่องค์ที่สามคือบทสรุปของหนังสือ ด้วยการความตั้งใจเล่าเรื่องอย่างจริงจังขึงขัง อธิบายทุกสิ่งอย่างๆละเอียดยิบพร้อมกับมอบเหตุใส่ผลให้มากมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมในเรื่องราวของมัน

ผลที่เกิดขึ้นคือเราพบว่าเราไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่หนังสือมันอธิบายไว้ได้เลย โอเคล่ะแม้ว่าบางเรื่องที่เกิดขึ้นในเรื่องมันจะไกลเกินความรับรู้และความเชื่อลึกๆของเรา แต่ในแง่ของคอนเซ๊ปมันกลับสามารถแนบเป็นเนื้อเดียวกันกับสังคมรอบกายเราได้จนน่าขนลุก เราสามารถยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสือกับเหตุการณ์จริงๆในโลกเราได้เกิอบทั้งหมด กอปรกับการที่เราพบว่าความขัดแย้งในสังคมในเรื่องมันกลับคือความปกติสามัญในโลกจริง เป็นความขัดแย้งที่เจ็บปวดและแสนหดหู่ ก่อนมันจะนำพาไปจบเรื่องราวด้วยความหดหู่ยิ่งกว่ากับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

ก็จะรอดูว่าประเทศเราจะเดินต่อไปอย่างไร เราจะเปลี่ยนแปลงใดๆได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วเราก็ลงท้ายไม่ต่างจาก วินสตัน สมิธ

อนึ่ง บทความ “อำนาจกับการขบถ” ของธงชัย วินิจจะกูล ที่ท้ายเล่มเป็นการสรุปภาพรวมแนบเคียงสังคมไทยได้เห็นภาพมากๆ ตบเข่าฉาดๆในทุกๆหน้าเบยยย

ปล. ขอบคุณน้องต๊อกสำหรับหนังสือนี้ครับ

five jewelนิมิตวิกาล: ๕ อัญมณี (หลายคน เขียน/ หลายคน แปล/ สำนักพิมพ์บุ๊คไวรัส/ 2557) – 5/5

 ชื่อหนังสือมี 5 แต่จริงๆมี 6 เรื่องสั้นคลาสสิคจากยอดฝีมืระดับเอกอุที่ได้คัดสรรมาอย่างดี พีคๆทั้งนั้น บอกเลอออ

1. ผู้สร้าง (Nathaniel Hawthorne – สุชาติ สวัสดิ์ศรี แปล): งดงามน้ำตาไหล หลายๆอย่างมันเข้าทางเรามากๆ ความแปลกแยก ความฝัน ความเชื่อ ความรักและความล่มสลายของทุกสิ่ง อ่านจบอึ้งเป็นใบ้น้ำตาปริ่มไปชั่วขณะ (ไม่น่าเชื่อว่ามันถูกเขียนขึ้นในปี 1846 เพราะมันล้ำเหลือเกิน)

2. ภาพเหมือนในกรอบรูปไข่ (Edgar Allan Poe – แดนอรัญ แสงทอง แปล): โอ้โห เรื่องนี้เซอร์ไพร์สเรามากๆ สั้นๆแต่ฮุกเข้าเต็มคาง ตอนแรกนึกว่าจะเป็นเรื่องราวการหลบหนีอะไรซักอย่างแต่มันกลับจบด้วยเรื่องราวความเจ็บปวดรวดร้าวเบื้องหลังงานศิลปะแสนงาม

3. นิยายรักของอาภรณ์ชุดเก่า (Henry James – ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล): สนุกมากกับเรื่องราวความริษยาของสองพี่สองผู้เลอโฉม ความริษยาที่เกาะกุมอยู่ภายในอย่างคงทนถาวรอันส่งผลให้ตอนจบพีคมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันไปไกลกว่าที่คาดไว้มากกกกกกกกกกกก

4. ห้องสีเหลืองกับผู้หญิงคนนั้น (Charlotte Perkins Gilman – จิระนันท์ พิตรปรีชา แปล): แพรวพราวและเก่งมากในการเล่าและบรรยายภาวะสภาพของจิตผ่านเรื่องลึกลับ มันทั้งน่ากลัวน่าขนลุกแต่ก็น่าติดตามไปด้วย ไต่ระดับความรุนแรงขึ้นทีละนิดจนไประเบิดในช่วงท้ายที่ทำเอาอึ้ง อันเป็นการสะท้อนถึงภาวะความเชื่อและความคิดที่พันธนาการหญิงสาวในยุคสมัยนั้นอีกที

5. ชิงชัง (J.D. Beresford – ธิติยา ชีรานนท์ แปล): เอาจริงๆคืออ่านแล้วเหวอในตอนแรก แต่พอจับทิศคลำทางได้ก็พบว่ามันวิเศษทีเดียวกับเรื่องของคนที่มองเห็นความเลวร้ายของมนุษย์ผ่านการ “มองข้ามไหล่” สะท้อนภาพอาการหน้าไหว้หลังหลอกของผู้คน

6. มือซนของพันตรีอารันดา (Alfonso Reyes – ธิติยา ชีรานนท์ แปล) – คิดถึงหนังเรื่อง Idle Hands (1999) หนังคัลล์ที่โดนใจ แต่เราชอบการหักมุมของเรื่องนี้มากกกก กวนดี

เดี๋ยวต่อเล่มสองในเร็ววัน

ผู้ทำให้เทพธิดารอคอย (หลายคน เขียน / วิมล กุณราชา แปล/ 360 หน้า/ สำนักพิมพ์นาคร/ 2552)4/5

 หนังสือรวม 11 เรื่องสั้นจากนักเขียนรางวัลโนเบล เป็นหนังสือที่เราใช้เวลาอ่านมากกว่า 3 ปีเพราะมัวแต่อ่านๆหยุดๆไม่รู้ทำไม บางเรื่องอ่านจนลืมไปแล้วด้วยซ้ำ นี่ก็เลยตั้งใจนำกลับมาอ่านใหม่ให้จบเล่ม โดยทั้ง 11 เรื่องประกอบไปด้วย

 – ผู้ทำให้เทพธิดารอคอย (กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ): เรายังไม่เคยอ่านงานของมาร์เกซมาก่อน แล้วก็ได้ทึ่งปากค้างเมื่อได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ ส่วนตัวเราชอบพวกหนังและหนังสือแนวสัจนิยมมหัสจรรย์ (Magical Realism) อยู่แล้วเลยยิ่งชอบเรื่องนี้มากๆที่มันพูดถึงวิบากกรรมที่หนีไม่พ้น

ของคนชั้นล่าง ยิ่งช่วงท้ายนี่พีคมาก ถ้าเป็นหนังมันจะเป็นหนังที่มีการตัดต่อรวดเร็วรุนแรง เขย่่าโลกจิตและโลกจริงให้สั่นสะเทือน!

อ้างว้างกลางมหาวิทยาลัย (ซินแคลร์ ลูอิส): ตาแก่โดดเดี่ยวเจนโลกไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก่อนพบว่าแท้แล้วเขาไม่เข้าใจโลกรอบกายเลย เรื่องมันพูดถึงความเป็นปัจเจกแปลกแยกในมวลหมู่คนและความต่างของวัยและยุคสมัยด้วยน้ำเสียงเงียบเหงาทั้งในบรรยากาศ, อารมณ์หรือแม้แต่ส่วนที่ลึกสุดของจิตใจเชกเช่นเดียวกับ “ไอ้ฟัก” จาก “คำพิพากษา” รวมไปถึงอารมณ์จางๆจาก “The Catcher in the Rye” และกับตอนจบที่ก่ำกึ่งระหว่างอมยิ้มและน้ำตา

ตามหามิสเตอร์กรีน (ซาอูล เบลโล): เรื่องราวการตามจ่ายเช็คประกันสังคมที่ค่อยๆเปิดเปลือยภาพและความคิดของผู้คนต้นปี 1920 ในเมืองชิคาโก มันค่อยๆบรรยายถึงสภาพสังคมในยุคนั้นที่เศรษฐกิจตกต่ำ งานหายาก พ่วงพ้องไปกับความแปลกแยกระหว่างคนต่างผิวสี มันพูดถึงความฝันและความหวังในห่วงเวลาอันยากลำบากพร้อมๆไปกับการปลอบประโลมให้กับความพ่ายแพ้ ชอบการเล่าเรื่องในเรื่องนี้ที่มันค่อยๆเพิ่มพูนอารมณ์ความนึกคิดขึ้นเรื่อยๆ

รอยปาน (มิคาอิล อเล็กซานโดรวิช โชโลคอฟ): น่าจะเป็นเรื่องที่ชอบน้อยที่สุดเพราะด้วยความเชยเช๊ยเชยของมัน จริงๆช่วงแรกมันน่าสนใจมากที่มันพูดถึงภาวะสงครามกลางเมืองในรัสเซียที่ส่งผลต่อเด็กหนุ่ม แต่พอเรื่องมันคลี่คลายในตอนท้ายทำเอาเราร้อง ยี้ๆๆ

วิญญาณชั่วร้าย (ลุยจิ พิแรนเดลโล): เรื่องราวความซวยของชายผู้หนึ่ง เราแนบอิงกับตัวละครมากจริงๆกับเรื่องราวของไอ้คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องและตามใครไม่ค่อยทันแถมยังเสือกแคร์คนรอบข้างมากเกินไปอีกจนก่อให้เกิดภาวะสังคมโหดร้ายขึ้นในใจ น่าสงสาร

กำแพงประหาร (ชอง-ปอล ซาร์ตร์): ดิบมาก สนุกมาก มันเล่าเรื่องของนักโทษประหารในยุคเผด็จการในสเปนโดยพาคนอ่านเข้าไปรับรู้ถึงโมเม้นต์ของคนที่รู้วันตายและจะต้องตาย เราชอบการกระทำของตัวเอกมากคือมันพยายามจะทำเท่ห์ทำแมนแต่ก็เป็นไปเพื่อการปลอบประโลมตนเองซึ่งพอมันสร้างกำแพงแบบนั้นสำเร็จแล้ว ตอนท้ายซาร์ตร์เลยทำลายมันทิ้งซะให้ป่นปี้ อ่านจบรู้สึกว่าชาร์ตร์แม่งเป็นคนใจร้ายมากจนอยากหางานอื่นๆมาอ่านอีก

หญิงซักผ้า (ไอแซค บาเชวิส ซิงเกอร์): เรื่องราวชีวิตต้องสู้ที่ตั้งใจให้โศกเศร้ามากเกินไปหน่อย แต่ก็ชอบมุมเล็กๆของการต่อต้านศาสนาภายใต้สังคมที่โปรศาสนาด้วยการคิดเองเออเอง

นักแสดงมายากล (อนาโทล ฟร็องซ์): สังเกตได้ว่าหลายเรื่องในเล่มนี้มักเกี่ยวข้องกับศาสนาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เรื่องนี้น่าจะชัดเจนมากที่สุดในการตั้งคำถามและมุมมองถึงความศรัทธาผ่านนักมายากลที่บวชเป็นพระผู้ต้องค้นหาการสรรเสริญพระแม่มารีในวิถีทางของเขาอันแตกต่างกับพระรูปอื่นๆ

อ้างว้างในต่างแดน (อัลแบร์ต กามูส์): เราไม่เคยอ่านงานของกามูส์มาก่อนซึ่งพออ่านเรื่องนี้ก็ค้นพบว่าเราคงต้องไปรีบหาอ่านแล้วล่ะ โอเคล่ะแม้ว่าบริบทตามเรื่องเราจะไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่การพาผู้อ่านเข้าไปสำรวจความแตกแยกหรือความอ่อนแอของมนุษย์ของเขานั้นมันไม่ธรรมดาจริงๆ มันเริ่มต้นด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม พลังงานที่ค่อยลดลงด้วยคำถามต่างๆนาๆกับชีวิตที่ผันผ่าน ก่อนที่มันจะแตกสลายลงในที่สุด

มือสังหาร (เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์): เรื่องนี้เล่าเรื่องเด่นมาก สนุกมากๆและความค้างๆคาๆของมันเมื่ออ่านจบนั้นมันวิเศษมากจริงๆ

นกตะขาบ (ยาสึนาริ คาวาบาตะ): เล่าเรื่องอย่างเรียบง่ายแแต่งดงามดีจัง มันพูดถึงความไม่แน่นอน ความผกผันและเรื่องราวความรักเล็กๆของความครัวญี่ปุ่นผ่านมุมมองของหญิงสาวผู้มองโลกสวยงาม

The Destination From Nowhere (อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร/ Happening/ 2554) – 3.5/5

– สมุดบันทึกเรื่องราวระหว่างทางต่างๆของพี่เล็กก่อนที่จะกลายมาเป็นเพลงเยี่ยมๆสู่หูคนฟัง

– ปัญหาแรกสุดคือเราอ่านลายมือพี่เล็กไม่ออก ไม่สามารถจริงๆ บางครั้งตั้งใจอ่านจนหงุดหงิดเลยอ่านแบบข้ามๆไปเลย

– เหมือนอ่านหนังสือรวมคำคม บางอันยี้มากๆ ยี้จนไม่อาจนึกว่ามันจะสามารถกลายมาเป็นเพลงที่เราชอบได้ แต่ก็นั้นแหละมันก็หมายความว่าพี่เล็กเค้าเก่งจริง

– โดยมากเราชอบบทกวีหรือไม่ก็เรื่องสั้นอย่างเช่นบท “กระต่ายในกระดอง” “เงา” “สิ่งเหล่านี้” ที่อ่านแล้วมันใช่เพลงที่เล็กมากๆ

– โดยสรุป เราชอบเพลงพี่เล็กมากกว่าสิ่งที่แกเขียน

– ยังคงรักพี่เล็กเสมอ

รัตติกาลของพรุ่งนี้ (นิวัต พุทธประสาท/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557) – 4.5/5

 ได้หนังสือมาวันแรกในวันที่งานชุกยิ่งกว่ายุง กลับบ้านดึกก็กะจะเอามาดมๆมองๆดูๆผ่านตาก่อนนอน สรุปคืออ่านจบรวดเดียวเลย (ดีนะที่หนังสือเล่มไม่หนา) แล้วก็เสือกไม่อยากนอน อยากคิดอะไรถึงหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนที่มันคลุมเรื่องทั้งหมดของหนังสือคือเรื่องของความฝัน ความฝันที่มืดในโลกจริงที่มืดยิ่งกว่า ที่พออ่านจบเล่มก็ทำเอาอื้ออึง กลัวจะนอนแล้วฝันไปทางเดียวกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีความรู้สึกเดียวกับหนังสือขึ้นหิ้ง 1984 ของจอร์จ ออร์เวล ในเรื่องของการสร้างสังคมที่โดนครอบงำโดยอำนาจแบบเผด็จการที่ปกครองสังคมด้วยอะไรบางอย่างที่เชื่อว่าเป็นสิ่งดี ซึ่งตอนอ่าน 1984 เราก็พยายามคิดถึงสังคมบ้านเราตลอดทั้งในช่วงก่อนและหลังรัฐประหารที่ผ่านมา แล้วพอเรามาได้พบกับสังคมแบบเดียวกับที่คิดไว้ กอปรกับการปรับบริบทของสัมคมให้กลายเป็นสังคมไทยสมัยใหม่ใน รัตติกาลฯ เราจึงมีความรู้สึกร่วมเป็นพีเศษ โดยเฉพาะการที่สังคมมันใช้ศีลธรรมกับความดีมาเป็นเครื่องมือกดทับ, บิดเบือนและเขียน ปวศ ขึ้นใหม่ ในสภาพเมืองที่ไม่ต่างจากเปียงยางในเกาหลีเหนือ เราเห็นภาพแบบนั้นที่จะคงอยู่และเป็นไปในสังคมบ้านเราตอนนี้ เราบอดมืดถึงอดีตและพ่ายแพ้ เราต่อสู้ด้วยเสียงที่เงียบนิ่งซึ่งก็จะพ่ายแพ้ลงเช่นเดียวกัน ภาพฝันที่เกิดไม่ได้ช่วยอะไรเราเลยเพราะมันยืนอยู่บนพื้นของความจริง

แน่นอนตัวละครที่เรารู้สึกมากที่สุดคือ “มาญา” ทั้งในแง่ของความงามที่น่าหลงไหลในภาพฝันและแง่ของความเป็นอิสระในทุกทางในโลกจริง แต่แล้ว “มาญา” กลับกลายเป็น “มายา” ที่คือภาพฝันที่ไม่เคยมีอยู่จริง มีแต่เพียง “ปรารถนา” เท่านั้นที่เป็นจริง ด้วยเหตุผลเช่นนี้ เราจึงชอบปกหน้าและปกหลังของหนังสือมากๆๆๆๆๆๆๆ เมื่ออ่านจบลง

อนึ่ง เราชอบบทสั้นๆอย่าง พญามัฉฉาและ หญิงวัยกลางคน ที่บรรจุอยู่ ณ กลางเล่มมากๆๆๆๆๆ เราพบการล่มสลายลงของบางสิ่งที่ส่งผลรุนแรงต่อตัวละครและกับตัวเราเอง

ปล. คืนนี้จะอ่าน อีกวันแสนสุขในปี 2527 ของพี่ชายต่อเลย เดาจากชื่อเรื่องแล้ว เรารู้แล้วล่ะว่าทำไมถึงจับเป็นแพ็คคู่กัน…แล้วคืนนี้ผมจะนอนหลับไหม นี่????

10665830_10152398029343576_5707202117532782792_nอีกวันแสนสุขในปี 2527 (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557) – 5/5

 ขอกล่าวอะไรที่ดูจะซ้ำซากเสียหน่อยสำหรับคนอ่านหนังสือน้อยๆอย่างเรากับคนเขียนหนังสือเปี่ยมพลังอย่างพี่ชายวิวัฒน์ ตัวหนังสือของพี่ชายยังคงสั่นสะเทือนเราได้เสมอแม้มันจะกลายรูปเป็นบทกวีหรือก่อตัวเป็นเรื่องราวแปลกประหลาดสุดเหวอ แต่ทุกทีที่สิ้นสุดถึงตัวหนังสือสุดท้ายใจเรามักหายวูบไป เหมือนชิ้นส่วนร่างกายภายในมลายหายไปเสียเฉยๆและเราก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหรืออย่างไร รู้แต่ว่ามันหายไปแล้ว เราอาจเสียใจที่มันหายไปแต่ส่วนใหญ่เรารู้สึกเคว้งคว้างมากกว่า เหมือนลมในลูกโป่ง หมือนนกหวีดที่ไม่มีลูกกลมๆเล็กๆอยู่ข้างใน เหมือนตัวละครในหนังสือของพี่ชายนั้นแหละ แต่เล่มนี้มันเล่นเอาน้ำตาปริ่ม…

มันว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของครอบครัวหนึ่ง (ใช่! เราคิดว่ามันคือครอบครัว…ครอบครัวหนึ่ง) ประกอบด้วย 4 ชีวิตที่กระจัดกระจายไปคนละพื้นที่ พื้นที่ทั้งในรูปของตำแหน่งแห่งที่บนแผนที่และพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลภายในใจ ในห้วงเวลาเดียวกัน ห้วงเวลาอันร้อนแรงทางการเมืองที่สุดห้วงหนึ่งในรัฐไทยสมัยใหม่ การไล่รัฐบาลโง่ด้วยกิมมิคลายธงชาติเรื่อยยาวไปจนหลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 พ้องด้วยวิญญาณที่กำลังจะมลายหายไป, ความลับมืดของเซลล์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและกำแพงอันหน้าล้นของลูกพี่ลูกน้อง

ความสัมพันธ์ในเรื่องราวของพี่ชายยังคงน่าสนใจเสมอ มันเป็นความสัมพันธ์แบบที่เราไม่อาจคิดถึงได้แม้จะประสบกับมันอยู่ มันไม่ใช่แค่เพียงกำแพงหนา-บางที่กั้นเหล่าตัวละครไว้ให้มืดบอด แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น มันมีทั้งความรักและความชังที่ไม่เคยเข้ากันได้ การเอื้อมคว้าสิ่งใกล้ตาแต่ไม่อาจเอื้อมถึง โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ในตัวเองของเหล่าตัวละครที่มักสับสนและไร้แรงพลังในการต่อกรกับสิ่งรอบกาย และเมื่อความสัมพันธ์แบบนี้ถูกนำมาวางไว้ในแวดล้อมทางการเมืองแห่งความขัดแย้งรุนแรง เราจึงได้เห็นการกำเนิดของเครื่องมืออันทรงพลานุภาพ การเมืองที่ไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ของประเทศใดๆเลย…

การแสดงออกทางการเมืองกลับคือเครื่องมือในการนำพาตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านั้น เราอาจเพียงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของผู้คน ของคนที่เราแอบรัก ของความโกรธแค้นผิดรูป ทั้งหมดทั้งมวลคือการทำให้เราคิดว่าเรายังคงอยู่ มีตัวตนและยังสำคัญในสังคม กาลกลับกลายเป็นว่าการเปิดเปลือยความจริงคือสิ่งแปลกปลอม ความจริงไม่มีตัวตนในที่สาธารณะ ความจริงที่มาในรูปของประวัติศาสตร์สามารถทรานฟอร์มเปลี่ยนรูปได้ตลอดเวลา ลบแล้วเขียนใหม่ซ้ำๆเวียนไปไม่รู้จบ ประวัติศาสตร์ของสังคมบนกระดาษขุยบางจากการลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขียนขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความจริงมีมากกว่าหนึ่งเดียว ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลก็เชกเช่นกันที่แปรรูปไปในการรับรู้ของผุ้คนอื่น ถูกเขียนใหม่โดยบุคคลอื่น จนบางทีเราก็หลงลืมไปแล้วว่าประวัติศาสตร์ส่วนตนของเราเองจริงๆนั้นเป็นเช่นไร มันส่งผลต่อเราในทุกทาง ทุกช่วงวัยแม้จะไร้ลมหายใจไปแล้วก็ตาม

ท้ายที่สุดมันจึงคือการสลายลงไปอย่างมืดมิดเงียบงัน ในเวลาเดียวกับที่ในหน้าวอลล์ของเรายังคงค้างสเตตัสล่าสุดว่า “อีกวันแสนสุขในปี 2557”

หาก รัตติกาลของพรุ่งนี้ คือความฝันอันแสนเศร้า อีกวันแสนสุขในปี 2527 จึงคือความจริงที่เจ็บปวดยิ่งกว่า

ปล. อ้อมกอดของวิญญาณสุรีย์ในตอนท้ายทำให้เราร้องไห้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s