พฤศจิกา’ 14 กับหนังที่ได้ดู

01/11/14 – สามวัน สองคืน รัก-เลิก-เลย (ฐิติพงศ์ ใช้สติ, สรเทพ เวศวงศ์ษาทิพย์, สำคัญ โชติกสวัสดิ์/ ไทย/ 2012) – 4/5

ชั่วโมงแรกดูไปก็ด่าหนังไป แต่ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายมันบี้ได้อยู่มือจริงๆ ยอมแพ้ๆ

หนังมันเล่าเรื่องคู่รักวัยรุ่นตอนปลายกับการพิสูจน์รักแท้ ไม่ซิ! กับการหาทางแยกจากกันด้วยการขึ้นภูกระดึงที่ๆเชื่อกันว่าคู่รักใดถ้าได้ไปมักเลิกลากันทุกราย ซึ่งหนังมันก็ดึงประโยชน์ความเชื่อนี้ออกมาได้อย่างน่ารักน่าชังและใช้ประโยชน์จากมันในช่วงท้ายของหนังได้อย่างงดงาม

เอาเข้าจริงๆหนังมันติดน้ำเน่าและเพ้อเจออยู่สูงมากทีเดียว นางเอกถอดแบบมาจากจอนจีฮุนอย่างคิดเป็นอื่นไม่ได้(แต่พอดูจบเราชอบเธอมากๆนะ) พระเอกนี่ก็ดี๊ดีเกินมนุษย์มนา ยิ่งเรื่องมันเดินไปในทางแบบ ความรักยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว เราเลยยิ่งอี๊ใหญ่เลย (ประมาณ รักนะแต่ไม่มีจะแดก อะไรประมาณนั้น) ซึ่งหนังมันก็ตั้งใจพาคนดูไปในทางนั้นจริงๆก่อนจะตบพลิกเรื่องไปอีกด้าน จริงๆมันไม่ได้เซอร์ไพร์อะไรหรอก แต่หนังมันทำให้เราคิดได้จริงๆว่าช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตคนเราแม่งก็แบบนี้แหละ มันทั้งเน่าและเพ้อฝันแบบนี้แหละ ขึ้นภูพิสูจน์รักและเชื่อว่ารักยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะพบความจริงที่เหมือนตกลงมาจากยยอดภู

อีกสองจุดที่ชอบมากคือตัวละครคู่รักหญิง มันเหมือนเป็นสื่อกลางระหว่างคนดูกับตัวละครหลักของเรื่องและกับเพลงที่หนังเลือกใช้ที่โครตจะป๊อปเลยแต่กลับเป็นเพลงที่เราชอบมากๆอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พอมาอยู่ในฉากขยี้เราเลยตายไปเลย

02/11/14 – The Eyes Diary คนเห็นผี (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล/ ไทย/ 2014) – 2.5/5

จูนไม่ติด เราจูนกับหนังในมิติอื่นๆไม่ติดเลยจริงๆ มองเห็นแค่เพียงหนังผีตุ่งแช่ธรรมดาที่แอบน่ารำคาญ ยิ่งพอมันแอบตลกด้วยแล้วเรายิ่งโกรธเพราะเหมือนโดนแกล้ง ขอโทษมะเดี่ยวจริงๆที่เราสัมผัสอะไรทั้งกับตัวของหนังเองหรือกับตัวของตัว ผกก ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย (ดูจบลองไปตามอ่านของมิตรสหายก็พบว่าจริงๆแล้วมันคือความตั้งใจของหนังอยู่แล้วในการทำหนังผีให้ออกมาสามัญที่สุด แต่เสียใจที่เราไม่เก็ตในจุดนั้น)

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังช่วงให้เราไม่ถึงกับเกลียดหนังไปเลยคือความแปลกประหลาดของมัน มันเป็นความประหลาดแบบเดียวกับที่ทำให้เราชอบ โลงจำนำ มากๆ ซึ่งในที่นี้คือภาวะ อาการๆอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับผี ความปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันทั้งของคนกับคน คนกับผีหรือแม้แต่ผีกับผีด้วยกันเอง (ซีนผีกลัวผีนี่ไปไกลเหี้ยๆ) หนังมันลบเส้นแบ่งความต่างของคนกับผีให้จางลงแต่ยังคงให้อยู่กันในคนละโลก แล้วหนังมันก็เล่นกับการข้ามโลกนี้ของตัวละคร ไอ้คนข้ามได้แล้วรับกับอีกโลกได้ก็กลายเป็นสื่อกลาง ไอ้ผีที่อยากจะข้ามกลับข้ามไม่ได้เสียที แล้วมันก็มีคนที่อยากข้ามแต่ข้ามไม่ได้เสียทีจนคนหนึ่งมโนเอาเอง อีกคนหาเรื่องจนกลายเป็นการก่อตัวของนรกในใจ (เรื่องเล่า นรก ในเรื่องนี่เราชอบมาก)

อีกเรื่องที่ต้องชมเลยคือการแสดงแหละ ตัวละครหลักทำได้ดีจริงๆ ปั่นจั่นกับเมโกะแค่ฉากคุยกันเรื่องพ่อของมดตะฉากนั้นฉากเดียวก็พลังฉิบหายแล้ว ส่วนแจ็คนี่เราชอบการแสดงของเขามาตั้งแต่ Home กับ เกรียนฟิกชั่นแล้ว เราชอบการแสดงแบบนี้จัง สื่อสารทางร่างกายน้อยๆที่เหลืออกมาจากดวงตาและใบหน้า แต่ส่วนที่ด้อยสุดของทั้งสี่คนก็คงเป็นโฟกัส เราว่าเธอเข้าไม่ถึงตัวละครและดูน่ารำคาญเกินไป

04/11/14 – Gone Girl (David Fincher/ US/ 2014) – 4.5/5

– ดูจบก็อยากจะชมฟินเชอร์ในเรื่องการทำหนังที่ทั้งเป๊ะมาก แม่นมาก จังหวะดีมากๆพ่วงพ้องไปกับความสนุกและน่าติดตามสุดๆ ทั้งๆที่ถ้าว่ากันตามตรงส่วนประกอบของหนังหลายๆอย่างเป็นสิ่งที่เราอี๊มากๆเลยทั้งเรื่องชู้สาวหรือการพลิกเรื่องไปอีกทางที่ไม่เกินคาดเดานัก แต่ด้วยการวางทุกอย่างของฟินเชอร์มันทำให้หนังมันน่าติดตามและน่าตื่นเต้นมากๆ การคาดเดาของเรามันถูกก็จริงแต่ก่อนหน้าและหนังจากนั้นมันถูดบิดไปบิดมาไปหลายรอบแล้ว มันเคยกลายเป็นว่าเอาเข้าจริงเราคาดเดาอะไรไม่ได้เลยจริงๆ อันนี้สนุกและเพลิดเพลินฉิบหายเลย

– ระหว่างดูคิดไปถึงหนังเรื่อง The Game กับ  The Social Network ของฟินเชอร์เอง มันเหมือนเอาหนังสองเรื่องนี้ของเขามาเขย่ารวมกันแล้วได้ออกมาเป็นหนังเรื่องนี้

– ชอบภาวะของการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนอื่นในแรกเริ่ม ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนกลับมาเป็นตัวของตัวเอง แล้วจบลงที่การถูกจองจำกับความผิดพลาดของตัวเอง แม่ง! จริงสัดๆ

– ชอบการแนวคิดของสืบสวนของตำรวจหญิงในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะมันเป็นความคิดแบบไกลเกินเอิ้มในชีวิตจริงที่บ้านเราเป็นอยู่

– น่าสนใจที่สื่อต่างๆในหนังไม่มีระบบโซเชียลมาเกี่ยวข้องมากนัก ใช้สื่อแบบทางเดียวล้วนๆซึ่งมันส่งผลกระทบได้มากกว่าเดิม (เหมือนยุคก่อนที่ง่ายในการชวนเชื่อ)

– สุดท้าย ผู้หญิง จะครองโลก

04/11/14 – Whiplash (Damien Chazelle/ US/ 2014) – 5/5

 เป็นหนังที่ไม่ต้องคิดอะไรมากเลยแค่ไหลไปตามเรื่องแค่นั้นก็เพียงพอแล้วกับอาการเสี่ยงหัวใจวายตาย

จิตวิทยาในเรื่องแม่งข้นขลั๊กมากๆ ทั้งในการกระทำกับตัวเองหรือการกระทำต่อผู้อื่น สิ่งที่มันน่ากลัวสัดๆคือมันนำมาใช้รองรับความต้องการในความฝันของตัวผู้กระทำเอง แล้วหนังแม่งก็เอาจิตวิทยาสองด้านนี้มาปะทะกัน มาชนกันพ้วงพ้องกับจังหวะกลองรัวๆ สุดตรีนมากๆๆๆๆๆๆ

ซีนโชว์ช่วงท้ายนี่แม่งเร้าใจที่สัดๆ ตัวเกร็งไปหมด หายใจแทบไม่ทัน

ต่อไปใครใช้คำเรียบๆง่ายๆว่า good job กับกู กูคงจะคิดถึงแต่หน้าอี J.K. Simmons ไม่รู้ทำไมแม่งตะแบงคำเป็นเบือ แต่กูจำคำนิ่มๆคำนี้ติดหัวที่สุด

11/11/14 – ชีวิตบัดซบ (เพิ่มพล เชยอรุณ/ ไทย/ 2520) – 5/5

สุด! สุดจริงๆ ยุคทองของหนังไทยที่มันไปไกลกว่าที่เราคิดถึงมากๆ เพิ่มพล เชยอรุณเป็นผู้กำกับไทยที่ไปได้ไกลสุดหล้าจริงๆ หนังสองเรื่องของเขาที่เราได้ดูทำเอาอ้าปากค้างได้ทั้งคู่ (อีกเรื่องคือเมืองในหมอก)

หนังมันว่าด้วยเรื่องราวครอบครัวเล็กๆแลดูอบอุ่น ตัวพ่อเป็นครูผู้ตั้งใจ ตัวแม่เป็นช่างเสริมสวยรูปงามพร้อมด้วยลูกสาวคนเก่งก่อนที่ชีวิตจะผกผันไปตามชื่อเรื่อง ฟังดูเป็นเป็นพล๊อตที่แสนธรรมดา แต่ใครจะกล้าคิดกล้าทำให้ความบัดซบที่ว่าเกิดขึ้นเนื่องจากความมุมานะตั้งใจในการทำให้คนอื่นเป็น “คนดี” แต่ชีวิตตัวเองกลับดิ่งลงเหวแบบนี้ การทำดีของตัวละครในหนังคือดาบสองคม คือการสะท้อนภาวะสังคมที่เป็นสีเทาและเอื่อนเอ๋ยให้ผู้ชมทราบว่าการทำ “ความดี” นั้นมันคนละเรื่องกับการทำให้ชีวิตดีขึ้นนะมึง!

และเมื่อเราได้เข้าใจเรื่อง “ความดี” กันแล้ว หนังก็ให้เวลากับคนดูในการปรับเนื้อปรับตัวเหมือนดั่งเมียสาวแสนสวย แต่แล้วก็แตะตัดขาให้ล้มหัวขมำในตอนท้ายพร้อมกับการชี้หน้าด่าคนดูว่า “พ่อมึงซิ! ชีวิตกับสังคมมันซับซ้อนมากกว่าที่มึงคิดเยอะ ดีนะว่านี่มันคือหนัง หนังที่กูอยากบอกให้มึงได้รู้ไว้ อีสัด!”

แล้วเมื่อนั้น เราก็กลายเป็นตัวลูกสาวคนเก่งเรียบร้อยไปอย่างไร้ทางเลี่ยง

หนังจบกูก็กราบเพิ่มพล รัวๆๆๆๆๆๆๆๆ

ปล. หนังฉายปี 2520 หลังเหตุการณ์ล้อมปราบที่ธรรมศาสตร์เพียง 1 ปี ในหนังมีฉากที่ตัวละครพูดถึงระบอบการปกครองพร้อมหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ที่พูดถึงเหตุการณ์นี้ ประมาณว่า “ระบอบมันดีแล้ว แต่มันผิดที่คน” น่าคิดเหมือนกันว่าเพิ่มพลมีความคิดเห็นในเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างไร? เพราะถ้าไปเทียบเคียงกับสิ่งที่เราเห็นในหนังเรื่องนี้(ด้วยสายตาที่ปัจจุบันมากๆ) มันจะขัดแย้งกันเอง

ปลล. เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ เลอเลิศมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

12/11/14 – Why Don’t You Play In Hell? (Sion Sono/ Japan/ 2013) – 4.5/5

 เสด็จพ่อฝากฝั่งญี่ปุ่นของเราไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ หนังแม่งบ้าบอคอแตกสุดๆแต่มอบความบันเทิงเริงรมณ์ให้แบบล้นทะลัก! แม่งมั่วซั่วแต่ตลกสัดๆ กลายเป็นหนังที่ทำการคารวะวงการภาพยนต์ญี่ปุ่นในแบบฉบับของโซโนะเอง อันนี้ต้องขอกราบงามๆ

สองสิ่งที่โซโนะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในหนังคือความเป็นญี่ปุ่นและภาพยนตร์ หากถามว่าเมื่อเราพูดถึงญี่ปุ่นเราจะคิดถึงอะไรบ้าง? สิ่งที่จะป๊อปขึ้นมาในหัวของคนทั่วไปอาจคือ ซากุระ ยากูซ่า กิโมโนหรือซามูไรและดาบของเขา แต่สำหรับคอหนังแล้วอาจต้องเพิ่ม genre หนึ่งที่โดดเด่นมากของหนังญี่ปุ่นคือหนังตระกูล Gore Movie เข้าไปด้วย นั้นแหละ โซโนะเอาสิ่งเหล่านี้มาผสมกันโดยเชื่อมเรื่องราวด้วยความรัก ความรักทั้งในตัวประเทศญี่ปุ่นเองและความรักในภาพยนต์โดยทั้งหมดทั้งมวลก็ยืนอยู่บนความยิ่งใหญ่และทรงพลังของสื่อใหม่อย่างภาพยนต์อีกทอดหนึ่ง เลอเลิศมากๆ โดยเฉพาะการเล่นแร่แปรธาตุระหว่างภาพยนต์กับเรื่องจริงที่มีถึง 2 เลเยอร์ หนึ่งคือตัวหนังที่พวกตัวละครในเรื่องมันถ่ายทำกันกับเรื่องจริงของตัวละครเหล่านั้นและอีกหนึ่งคือตัวหนังเรื่องนี้กับตัวละครที่อยู่ในเรื่องนี้ด้วยฉากตอนท้ายอันเป็นปริศนา

มันมีซีนนึงที่โดนฉิบหายคือซีนที่ตัวละครมันมโนไปถึงการถ่ายทำการตะลุมบอนระหว่างสองแก็งค์ ไอ้หัวหน้าแก็งค์ที่โดนจู่โจมมันได้พรรณาเหตุของความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นเพราะการถ่ายทำหนัง อาทิ เพราะลูกน้องกูมันอายกล้อง, เป็นเพราะเหล่าลูกน้องกูไม่มีสไตร์มากพอ จบสรุปท้ายด้วยประโยคเด็ด Realism is dead! อันเป็นซีนที่กวนตีนและเนิร์ดสัดๆ

ถ้าพูดถึงสาระของหนังเท่าที่เห็น หนังมันมีพูดถึงเรื่องของความรุนแรงจำพวกความรุนแรงที่สื่อออกมาทางภาพ การโหยหาภาพความรุนแรงเพื่อตอบสนองอาการเสพติดความรุนแรงของผุ้คนอีกที

ดูจบก็เริ่มเข้าใจชื่อหนังว่า “ทำไมพวกมึงไม่ไปเล่นกันในนาโร๊ก” เพราะมันไม่มีทางใดหรอกที่จะทำแบบนั้นได้นอกจากผ่านสื่ออย่างภาพยนต์

15/11/14 – The Couple รัก ลวง หลอน (Talent 1 Team/ ไทย/ 2014) – 1.5/5

เราชอบครึ่งแรกที่มันเล่าเรื่องคู่รักกับความผิดปกติที่ค่อยๆเข้ามารบกวน ผลประโยชน์หนึ่งคงต้องยกให้นักแสดงหลักทั้งสองในพาร์ตนี้ แต่พอหนังมันเริ่มเข้าไปในพาร์ตที่ต้องการจะขาย พาร์ตผีพาร์ตเปิดปมต่างๆในช่วงหลัง ความฉิบหายเลยบังเกิดเลย จากครึ่งแรกที่นักแสดงได้แสดงฝีมือดีๆให้น่าติดตาม ครึ่งหลังหนังมันสวิทซ์ไปที่ตัวละครตัวอื่นๆที่แข็งอย่างกับสาก มันเป็นตัวละครที่แข็งทื่อจากการแสดงอันเนื่องมาจากปัญหาการสร้างตัวละครเหล่านี้ขึ้นมาที่ราบเรียบมิติเดียวมากๆ มีมาเพื่อจุดประสงค์เดียวคือการบิดตัวเรื่องแค่นั้นที่ก็เดาได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตั้งแต่เราเห็นหน้าเหล่าตัวละครเหล่านั้นแล้วล่ะ ความแบนราบของหนังทำให้เราคิดถึงหนังสั้นตลอดเวลา การมีมีติเดียว มีปมเดียว มีประเด็นเดียวแบบนี้ถ้าอยู่ในหนังสั้นน่าจะเหมาะสมกว่า แต่ขอเถอะ ซีนผีไล่ล่าในช่วงท้ายนี่ไม่ไหวจริงๆ น่าเบื่อน่ารำคาญมากๆ คนที่หนังผีทำอะไรไม่ค่อยได้อย่างเราเจอแบบนี้ยิ่งเซ็งไปกันใหญ่

สิ่งที่ดีงามสุดๆและต้องชมเชยให้มากๆคือ ออม สุชาร์ ที่ไม่แค่การสวมบทบาทแต่คือการควบคุมร่างกายทุกส่วนเพื่อมารองรับกับบทคนโดนผีเข้า (และผมสั้นๆของเธอที่กูให้คะแนนพิศมัยเป็นพิเศษ)

อย่างไรก็ดีอีกด้านหนึ่งที่เราได้พบเจอคือไอ้คุณพี่มุก (หรืออีแม่นังดาวในฮอร์โมนฯ) ที่น่ารำคาญในระดับอยากเหยียบหน้า (จริงๆคงต้องโทษที่ตัวบทหนัง)

ปล. ดูจบมาคิดถึงเรื่องคนนอก คนในอะไรต่างๆนาในหนัง การหลอกใช้ การเอารัดเอาเปรียบ การโดนทวงแค้นและกับการเชื่อมต่อกันไม่ติด บลาๆ ของหนัง ซึ่งพอคิดไปเรื่อยๆก็พบว่ามันคือการคิดหาเหตุผลให้หนังของกูเองเท่านั้นแหละ เอามาทดแทนเวลาที่เสียไปได้ดีเหมือนกัน

17/11/14  – Be With Me (Eric Khoo/ Singapore/ 2005) – 3/5

ดูเป็นรอบที่สองเพราะไหนๆปีนี้ก็ดูหนังของคูครบทุกเรื่องเลยจบด้วยเรื่องนี้อีกรอบ นี่คือหนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดในชีวิต แต่พอเวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน ทัศนคติเปลี่ยนก็ทำให้เราชอบมันลดลงนิดนึงในแง่ของความเจือจางกลิ่นน้ำเน่านิดๆ โลกสวยหน่อยๆ แต่หากให้หาหนังที่พูดถึงเรื่องความรักและความสัมพันธ์ถึงชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็มีเรื่องนี้แหละที่จะเลือกไว้เป็นตัวเลือกแรกๆ

ออ! ปัจจัยหนึ่งที่เราไม่ค่อยชอบในรอบนี้คือตอนที่เราดูรอบแรกเราดูจากแผ่น VCD ลิขสิทธิ์ในประเทศไทยและเป็นพากษ์ไทย มันเลยไม่มีการแปลซับในช่วงที่มันอธิบายชีวิตของ เทเรซ่า เฉิน (ที่เป็นซับขึ้นมาให้อ่านเฉยๆ ไม่มีบทสนทนาใดๆ) ซึ่งเราพบว่าเราชอบแบบนั้นมากกว่าเพราะมันทำให้หนังมันยิ่งล่องลอยเคว้งคว้างขึ้นไปอีก การมาได้ดูแบบออริจินอลในรอบนี้เลยดร๊อปลงไปเยอะ กลายเป็นว่าความห่วยของแผ่นลิขสิทธิ์กลับกลายเป็นข้อดีไปเสีย

17/11/14 – ตัดเหลี่ยมเพชร (ฉลอง ภักดีวิจิตร/ ไทย/ 2518) – 4/5

 โอ้โห!!! ไมมันมันส์สุดตรีนขนาดเน้!!!! เข้าใจถ่องแท้แล้วครับว่าทำไมบู๊ไทยต้อง ฉลอง ภักดีวิจิตร!

นี่คือหนังสายลับไทยที่โกอินเตอร์สุดๆ อินเตอร์ทั้งตัวนักแสดงที่ได้ คริส มิตชั่น (คนนี้เป็นใครไม่รู้ว่ะ) และโอลิเวีย ฮัสซี่ย์ (นางเอกโรมีโอ&จูเลียตฉบับปี 1968 ที่เราชอบมาก) จากฮอลลีวู๊ดมาร่วมแจม แถมด้วยความอินเตอร์ในตัวเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องราวของสายลับกับปฏิบัติการระดับโลก แถมเป็นหนังสายลับ ซ้อนสายลับ แล้วก็ซ้อนด้วยสายลับอีกตลบหนึ่ง พลิกเรื่องพลิกขั้วกันไปมาเกินคาดเดาใดๆ แถมมากันหมดทั้ง CIAเอย KGBเอย สันติบาลตำรวจเอย นาวีไทยเอยหรือแม้แต่แก็งค์มืดระดับโลก สนุกฉิบหอยเลยจิงๆ

ใครที่ว่าหนังบู๊ไทยมันต้องระเบิดภูเขาเผากระท่อม ขอบอกว่าเจอเรื่องนี้เข้าไปกระท่อมภูเขากลายเป็นเรื่องขี้ประติ๋วไปเลยทันที เพราะนี่พี่แกเล่นเผาแม่งทุกพาหนะเลย เครื่องบิน คอปเตอร์ รถยนต์ มอเตอร์ไซร์ เรือโดยสาร เรือรบ รถยนต์ ฯลฯ ยัง ยังไม่พอ ยังจัดเต็มด้วยฉากรถยนต์ชนเครื่องบิน ระเบิดเรือรบรวมไปถึงฉากรถไฟชนกันสุดอลังกาล

นี่ดูแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยนะ เรามีความรู้เรื่องราวของหนังอาฉลองน้อยมากๆ จนตอนนี้กระวนกระวายอยากหามาดูเยอะๆแล้วล่ะ สุดตรีนขิงๆ

ปล. หนังยังรวมดาวดาราไทยไว้ด้วย ทั้ง กรุง ศรีวิไล, ภาวนา ชนะจิต, ไพโรจน์ ใจสิงห์, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช, กฤษณะ อำนวยพร, เกชา เปลี่ยนวิถี

29/11/14 – By the River : สายน้ำติดเชื้อ (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/ ไทย/ 2557) – 3.5/5

ปัญหาส่วนตัวของการดูหนังเรื่องนี้ของเราคือ 1.การรู้มากเกินไป 2.ดูบนจอเล็กคือทีวีที่บ้านที่เป็นทีวีรุ่นเก่า 3. คือภาพของหนังที่เหมือนโดนตัดด้านข้างแล้วขยายให้ได้ส่วน 4:3 มันเลยได้ภาพไม่ค่อยเหมาะกับองค์ประกอบภาพในหนังเอาเสียเลย และ 4.เราไม่แน่ใจว่าที่ฉายในฟรีทีวีมันมีการตัดทอนด้วยหรือเปล่า?

ปัญหาแรกทำให้เรามัวแต่ไปโฟกัสถึงประเด็นที่เราตั้งธงไว้ก่อนจนมองข้ามสิ่งที่หนังมันมอบให้ไปแบบน่าตี ปัญหาที่สองและสามทำให้อถรรสในความงามของภาพและบรรยากาศรวมถึงเรื่องราวในหนังถูกลดทอนลง ส่วนปัญหาสุดท้ายทำให้เราสงสัยถึงประเด็นที่เราสนใจว่ามันเป็นไปได้ มันใช่หรือเปล่า?

แต่สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากคือการความรู้สึกผสมระหว่างเรื่องแต่งและสารคดี เรารู้สึกว่าพาร์ตชีวิตของผู้คนในชุมชนมันเหมือนฟิกชั่นมากๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน พอเรามองมันเป็นฟิกชั่นแล้วอยู่ดีๆมันก็ตบกลับไปเป็นสารคดีเสียอย่างนั้นมันเป็นการปะทะกันที่รุนแรงดี แล้วความเป็นสารคดีมันก็พูดถึงเรื่องใหญ่ๆ ประเด็นใหญ่ๆ ส่วนความเป็นฟิกชั่นมันพูดถึงเรื่องเล็กๆ คนเล็กๆ ซึ่งมันสอดคล้องกันแนบติดพอดี ความเป็นฟิกชั่นในความเป็นด๊อก ดั่งชีวิตในนิยายอะไรประมาณนั้น

อีกส่วนคือการวางตัวของหนังเองที่แปลกประหลาดดี แต่เพราะด้วยปัญหาที่ 1 ที่ว่าไปนั้นแหละที่ทำให้เราพลาดส่วนนี้ตอนดู มารู้สึกก็เมื่อกลับไปคิดทบทวนถึงหนังหลังดูจบ คือหนังมันไม่ได้มองด้วยสายตาอะไรทั้งสิ้น มันเป็นเพียงแค่การเล่าเรื่อง ถ่ายทอดสิ่งที่จับภาพได้แค่นั้นเพื่อการสะท้อนภาพเล็กๆที่คนนอกมองไม่เห็น แล้วพอเรายิ่งเอาความคิดของตัวเราเองที่เป็นคนนอกไปมอง เราเลยไม่เห็นสิ่งงดงามตรงนั้น ซึ่งส่วนที่ดีที่เราได้จากการพลาดตรงนี้ก็คือการเรียนรู้และเข้าใจในการมองหนังมองโลกในอีกแบบหนึ่ง (ภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญาจริงๆ)

ตอนนี้ก็ขอรอให้ออกแผ่น (พร้อมกับหนังเรื่องก่อนของ ผกก. ที่เราไม่มีโอกาสได้ดูเสียที) แล้วเอามาดูอีกซักรอบ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s