ตุลา’14 กับหนังที่ได้ดู

05/10/14 – คิดถึงวิทยา (นิธิวัฒน์ ธราธร/ ไทย/ 2557) – 1/5

– ตอนแรกว่าจะสวมปากหมาเขียนถึงหนังเรื่องนี้ แต่คิดไปคิดมาก็ว่าไม่เอาดีกว่า เขียนง่ายๆแหละเหมาะกับหนังง่ายๆเรื่องนี้แล้ว

– ได้มาดูตอนหลังจากประกาศส่งเป็นตัวแทนประเทศไทยเพื่อชิงออสการ์ไปแล้ว ดูจบก็ได้แต่ถอนหายใจรัวๆ สรุปบ้านเราขาดหนังที่มีศักยภาพ หรือจริงๆแล้วคนที่เลือกหนังตะหากที่ไม่มีศักยภาพและวิศัยทัศน์ใดๆเลย ไว้อาลัยแปป

– หนังสว่างวาบตามฉบับ GTH ซึ่งเราเข้าใจดีและทำใจมาแล้วก่อนดู แต่ที่เรารับไม่ได้จริงๆคือความเล่นง่ายของมันรวมถึงทัศนคติบางอย่างที่ส่งผ่านออกมาจากการกระทำของตัวละคร มันดูไม่น่าเชื่อ ย้อนแย้งและเราว่ามันน่ากลัวมากๆ

– การเล่นง่ายของมันก็อย่างฉากงมศพ, ฉากตีงูที่ใส่มาเพื่อประเด็นเดียวเลยคือทำให้เด็กๆและคนดูรักในตัวละคร เราว่ามันขาดมิติไปหน่อยทั้งคนรักอย่างเด็กๆหรือคนถูกรักอย่างตัวละคร แต่เหนือสิ่งอื่นใดฉากที่เลวร้ายที่สุดของหนังสำหรับเราคือฉากหญิงท้องมาบอกความจริงแบบลองเทคของครูแอนและฉาก “รถไฟ” ของครูสอง สองฉากนี้ทำลายหนังลงอย่างราบคาบจริงๆในแง่ของความง่ายและความเหนือจริง ฉากแรกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเพียงเพื่อมาสร้างจุดขัดแย้งของเรื่อง ส่วนฉากหลังนี่เหนือคำอธิบายจริงๆ คือถ้าเราเป็นเด็ก เราก็คิดไม่ออกนะว่าการขับเรือโยงแพไปนี่มันให้อารมณ์เดียวกับรถไฟ เราว่าแบบนี้มันจะยิ่งทำให้เด็กสับสนมากกว่า (แถมเหตุการณ์นี้ยังไปกินใจตัวละครอีกตะหาก)

– หนังมันใช้วิธีการเล่าเรื่องระหว่างสองตัวละครผ่านสื่อในที่นี้คือไดอารี่ ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึงหนังเกาหลีอย่าง Il Mare ที่เล่าคล้ายกันแต่ผ่านสือที่เป็นจดหมาย แต่ก็ไม่รู้เป็นเพราะช่วงเวลาที่ได้ดูหรือเปล่าที่ทำให้เรารู้สึกกับหนังสองเรื่องนี้ต่างกันมากๆ มาคิดๆดูก็อาจเพราะใน Il Mare มันเกี่ยวข้องกับแค่คนสองคนที่มึงจะโรแมนติก จะมโนอะไรก็ได้เพราะมันเรื่องของมึงอยู่ที่ว่าคนดูจะอินหรือเปล่า? (ซึ่งเราอิน) แต่กลับเรื่องนี้มันไปเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการศึกษาของไทยด้วยแหละมั๊งที่ทำให้เรารู้สึกแปลกๆในความเฟคๆของมัน มันสะท้อนอุดมการณ์ความเป็นครูได้ประหลาดแกมน่ากลัวดี อย่างครูสองที่ไม่เป็นอะไรเลยแต่อยากเป็นครู ครูที่ยังไม่มีคุณภาพแต่ก็ยังถูกส่งไปสอนได้ แถมยังเออออกับไดอารี่เป็นตุเป็นตะแล้วเอามาสอนนักเรียนแบบซื่อๆตรงๆ อีกคนเป็นครูขบถที่น่าสนใจดี แต่ก็ยังไม่วายตกอยู่ในกรอบคิดเดิมๆ เรียนไปเพื่อ “โตไปจะได้ไม่โดนโกง” นี่เป็นแนวคิดที่ง่อยเปลี้ยมากกกกกกๆ คือดูแล้วไม่รู้สึกว่าสองคนนี้มันจะมารักกันได้แกมสงสารเด็กๆในเรื่อง

– โอเค หนังยังมีสิ่งที่ดีที่สุดคือ………………………ต่าย ชุติมา

12/10/14 – Upstream Color (Shane Carruth/ US/ 2013) – 3/5

– ดูรอบแรกไปครึ่งชั่วโมง ไม่รู้เรื่อง โอเค เอาใหม่ เริ่มดูใหม่อีกรอบก่อนที่จะพบว่า เออ จริงๆแล้วมึงไม่ต้องเข้าใจอะไรมันหรอก ให้หนังมันระล่องพามึงลอยไปด้วยก็พอละ

– สิ่งที่ต้องชมก่อนเพราะมันทำให้เราดูหนังได้จบโดยไม่ปิดมันทิ้งมันไปก่อนคือภาพสวยๆและเพลงเพราะ ภาพนี่ เทอเรน มาลิก มากๆ แล้วพอมันได้เพลงประกอบลอยๆมันเลยเข้ากันลงตัวดี

– ส่วนตัวเรื่องนี้ว่ากันเฉพาะตามที่เข้าใจ มันน่าจะว่าถึงตัวตนและลูปของชีวิต สุข เศร้า สับสน สิ้นหวัง ปะปนกันไป หรือจริงๆอาจเป็นแค่ภาพในจินตนาการของอีกตัวละครในหนัง

– แต่เอาเถอะ ไม่ได้ชอบหนังที่สุด แต่ก็ไม่ถึงกลับเกลียด ซึมซับหักลบกันไปแบบพอดีๆ

16/10/14 – ผู้ก่อการร้าย (ธัญสก พันสิทธิวรกุล/ ไทย/ 2011) – 3/5

– เราชอบการผสมกันของความเป็นสารคดี เป็นบทบันทึก เป็นการเล่าเรื่อง เป็นวีดีโออาร์ต อันมีเรื่องเพศและการเมืองมาเกี่ยวคล้องข้องเกี่ยวกันในหนังเรื่องนี้

– หนังพาลงใต้ดูการตกหมึกกรีดยางเล่าเรื่องแรงงานต่างด้าว ตัดข้ามไปยังเรื่องเล่าชายหนุ่มกับพ่อของเขา ข้ามพาไปพบภาพชายเปลือยนอนหลับพร้อมบางช่วงจากหนังสือที่ว่าถึงเงื่อนไขของความรัก แล้วก็พาขึ้นเหนือไปดูสะดือเมืองและประวัติศาสตร์กับรัฐไทยที่ส่งผ่านไปถึงเรื่องเล่า 6 ตุลา คอมมิวนิสต์จนจบลงที่การสลายการชุมชุมเพื่อปี 53 กลายเป็นบทบันทึกหนึ่งของทั้งเรื่องเล่าและภาพเคลื่อนไหวที่ไม่เคยมีพื้นที่ยืนเป็นของตัวเองในประเทศไทย (ในที่นี้นับรวมถึงตัวหนังเองด้วย)

– เราชอบที่หนังมันพยายามปลุกระตุ้นความทรงจำ กระตุ้นการรับรู้ของประวัติศาสตร์ที่หลงลืมและวนซ้ำในประเทศไทย เปิดเปลือยความปวดร้าวของคนที่ถูกตราหน้าว่าคอมมิวนิสต์ในปี 19 และผู้ก่อการร้ายในปี 53 เปิดเปลือยความต่างของคนไทย ความแตกต่างที่มากกว่าแค่ความคิดเห็นทางการเมือง เปิดเปลือยการกระทำของรัฐไทยต่อคนในชาติ พยายามปลุกให้ความทรงจำที่มักถูกลบออกจากประวัติศาสตร์เหล่านี้มีตัวตนขึ้นมา

– อีกด้านมันก็แฝงคำถามบางอย่างไว้ได้อย่างน่าสนใจ คำถามแห่งความแตกต่างเพื่อทำความเข้าใจ ทั้งเรื่องความรัก เรื่องเพศวิถี และแน่นอนเรื่องเล่าระหว่างลูกกับพ่อนั้นมีนัยยะสำคัญซ่อนอยู่

– ส่วนตัวเรามีปัญหากับภาพทางเพศของหนังมากๆ ไม่ใช่ในแง่ของความรังเกียจ แต่มันคือความน่าอึดอัดมากๆที่จะต้องจ้องดูตลอดเวลา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็พบว่าไอ้เพราะความอึดอัดที่ว่านี่แหละมันคืออาการที่พ่วงพ้องกับการคิดไม่ได้ พูดไม่ออกในสังคมไทย

– เราทุกคนคือผู้ก่อการร้าย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

18/10/14 – The Golden Era (Ann Hui/ HK, China/ 2014) – 3.5/5

 – ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังมาก่อนเลย แค่เห็นแอนฮุยกับถั่งเหว่ยก็เลือกดูทันที (ยิ่งมารู้ว่าหนังเป็นตัวแทนส่งชิงออสการ์ด้วยแล้วเลยคิดว่าคิดถูกแล้วที่เลือกดู)

– มันว่าถึงชีวิตกวีนักเขียนคนนึงที่น่าจะมีชีวิตอยู่จริง เล่าถึงวิบากกรรมทั้งเรื่องความสัมพันธ์และสภาพสังคมจีน-ฮ่องกงยุค 30-40 และสิ้นสุดลงที่สงครามโลกครั้งที่สอง แต่เพราะปัญหาคือเราไม่รู้จักกวีนักเขียนคนนี้มาก่อนเลย ไม่เคยอ่านงานใดๆของเธอ มันเลยไม่ค่อยมีใจร่วมด้วยเท่าไหร่ ยิ่งหนังมันตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องชีวิตของเธอมากกว่าความคิดของเธอเอง มันเลยเหมือนมีกำแพงกั้นในการเข้าถึงหนังสำหรับเรา

– หนังมันมีเทคนิคที่แปลกดีคือการให้เหล่าตัวละครต่างๆมาเล่าแบล็คดกราวด์ต่างๆของ เซี่ยวหง(ตัวละครของถั่งเหว่ย) ต่อหน้ากล้องในวาระต่างๆกัน เช่นเดินๆอยู่ก็หันมามองกล้องแล้วเล่าหรือไปก็เดินเข้าหากล้องเลยตรงๆ บางส่วนก็เป็นการการสัมภาษณ์ไปเลย เพื่อที่จะให้กล้องกลายเป็นตัวแทนคนดูชัดๆในการรับรู้ชีวิตอันซับซ้อนและรัดทดของเธอ ซึ่งส่วนตัวแล้วเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเราไม่ได้อยากรู้ชีวิตเธอมากนักเพราะไม่ได้มีความรู้ร่วม อย่างที่บอกเราอยากซึบซับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเธอมากกว่า

– แต่เราชอบภาพของการเดินจากไปของคนหลายๆคนในหลายๆช๊อตในหนัง มันพูดถึงการจากลาและสูญเสียได้ดี

– โดยรวมมันเป็นหนังเรื่อยๆจำพวกวิบากกรมสาวเก่งผู้น่าสงสาร อดทนต่อสู้เพื่ออะไรบ้างอย่าง บลาๆๆๆ

– แต่เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือหนังของถั่งเหว่ยโดยแท้ เธอแบกหนังทั่งเรื่องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยชีวิตและหน้าสดๆของเธอตลอดทั้งเรื่อง รักนางมากๆๆๆๆๆๆๆ

20/10/14 – The Snow White Murder Case (Yoshihiro Nakamura/ Japan/ 2014) – 3/5

ดูบนเครื่อง หนังดูได้เพลินๆดี มันว่าด้วยเหตุฆาตกรรมสาวงามนางหนึ่งที่เล่าผ่านหลายมุมมอง ทั้งมุมมองของเพื่อนร่วมออฟฟิต, มุมมองของเพื่อนในอดีตและมุมมองของผู้ถูกกล่าวหาเอง ผ่านการกระจายข่าวสารอย่างรวดเร็วไร้การยับยั้งและคัดกรองอย่างทวิตเตอร์ ซึ่งหนังมันพูดประเด็นอยู่สองเรื่องหลักๆคืออำนาจของสื่อและข่าวสารโดยเฉพาะเหล่าโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆที่มีต่อผู้คนและสองคือการตัดสินคนที่รูปลักษณ์ภายนอก เอาเข้าจริงหนังมันน้ำเน่าตามประสาแหละ (การให้ตัวละครหลักเคยเป็นปฏิปักกันมาตั้งแต่เด็กนี่ยี้มากๆ) แถมประเด็นที่ว่าก็ออกมาอย่างเที่ยงตรงแข็งโป๊ก เพียงแต่อย่างน้อยมันก็เล่าเรื่องออกมาได้สนุกและน่าติดตามดี

เราชอบอยู่สองอย่างคือการใช้รายการข่าวมาเป็นตัวขั้นเรื่องราวซึ่งพอทุกอย่างมันคลี่คลาย ไอ้รายการนี้ก็ออกมาขอโทษแบบซื่อๆ ทิ้งความรับผิดชอบไปแบบเนียนๆ ซึ่งก็รู้สึกว่าเออ มึงใช่มากๆ ส่วนอีกอันคือความไร้เหตุผลอันหนักแน่นของการกระทำของตัวละครตัวหนึ่ง

อนึ่ง ชอบนางเอกคนนี้จัง Mao Inoue ชอบหน้าสดๆและสายตาเศร้าๆของเธอจัง

21/10/14 – Ice Poison (Midi Z/ Myanmar, Taiwan/ 2014) – 3.5/5

 เราเคยดูหนังเรื่องแรกของผู้กำกับท่านนี้และชอบมากๆ (Return To Burma, 2011) เราชอบในความเรียบง่ายในน้ำเสียงผ่านเหล่าคนชั้นล่างของพม่าที่ใช้ภาษาจีน ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังมีทุกอย่างที่เราชอบอยู่ครบ โดยหนังเรื่องก่อนมันว่าถึงคนที่ต้องไปทำงานต่างประเทศเพื่อฝันถึงการมีร้านรวงเป็นของตัวเองในประเทศบ้านเกิด ส่วนเรื่องนี้คือการนำพาผู้ชมไปพบกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อคนพม่าปากกัดตีนถีบ

เสียดายที่ท่าทีสั่งสอนในครึ่งหลังของหนังทำให้หนังดร๊อฟลงไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับตัวละครที่มันไร้ทางออกแบบนี้ ไร้แสงสว่างที่ปลายทางแบบนี้ มันได้ทำให้ไอ้การสั่งสอนนั้นกลายเป็นบทลงทัณฑ์แรงๆอันน่าเศร้าไปแทน กลายเป็นว่าเหล่าคนชั้นล่างผู้ที่โดนบีบให้เหลือที่ทางน้อยๆ ตัวเลือกน้อยๆมันผิดทั้งขึ้นทั้งร่อง ยิ่งในบางพาร์ตมันมีอณูของอารมณ์รักเข้ามาเจือด้วยมันเลยยิ่งน่าเศร้า

และแม้ว่าฉากจบแรงจริง แต่ส่วนตัวเราไม่ชอบเลย ไม่ใช่ไม่ชอบภาพการฆ่า แต่ไม่ชอบที่มันทำลายความเรียบง่ายต่างๆที่เราชอบมากๆของหนังลงไปหมดสิ้นอย่างสมบูรณ์ ลำพังแค่ฉากการขายยาแล้วโดนจับนี่ก็แย่แล้วนะ ยิ่งพอเจอฉากจบเข้าไปมันเลยจบเลย

อนึ่ง เราสนใจในตัวละครนางเอกในเรื่องมากๆ เธอเหมือนเป็นตัวแทนของตัวละครใน Return To Burma ผสมกับความก๊ากั่นแบบสาวรุ่น

ปล. หลายๆซีน เราคิดไปถึงหนังเรื่อง ที่รัก

22/10/14 – Goodbye to Language (Jean-Luc Godard/ France/ 2014) – 5/5

 Goodbye my eye, goodbye my ear, goodbye my brain, goodbye my logic, goodbye my cognition, Greeting to JLG

หนังของคุณลุงโกดาร์ดลำดับที่ 6 ที่เราได้ดู แต่เรื่องนี้เป็นบุญมหาศาลที่ได้ดูในโรงในระบบ 3 มิติ ซึ่งก็สมกับชื่อหนัง คุณลุงรื้อภาษาทุกอย่างทิ้งแล้วประกอบขึ้นใหม่หมดเลย ภาษาเสียง ภาษาภาพ เปลี่ยนการรับรู้ใหม่หมดสิ้น

ไม่ซิ! มันมีการรับรู้อยู่ แต่ในแบบอื่นที่เราไม่เคยพบเคยเจอ ซึ่งผลที่ได้คือมึงไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้วล่ะ จะเลี้ยงหมา อ่านกวี มีการฆาตกรรมหรือปัญหาความเท่าเทียมในเสียงขี้ อะไรก็ใส่เข้าไปให้คุณลุงได้จับมาตบแต่งบิดอย่างเมามัน ทำลายการสื่อสารสากลให้กองลงอย่างราบคาบ เปิดแผลโหว่ของการล่มสลายของภาษาต่างๆลงอย่างสิ้นเชิง คุณลุงแม่งเป็นคนแก่ในตำนานที่ล้ำและเก๋กิ๊บจริงๆ ขอคารวะ

เราชอบการเล่นกับภาพ เล่นกับการมองในหนังมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ความเป็น 3D ในหนังแม่งสุดขีดคลั่งมากๆ หากว่า 3D คือการแทนค่าดวงตาทั้งสองข้างของคน ซ้ายและขวา ซึ่งไอ้ความเป็น 3D มันจะเกิดขึ้นก็เมื่อเรามองภาพๆเดียวกันด้วยตาทั้งสองข้างในเวลาเดียวกัน พอรู้เช่นนี้แล้วคุณลุงแกเลยสนุกเลย แกแยกการมองของตาซ้ายและตาขวาออกจากกันไปเลย อาทิ ตาซ้ายมองตรงแต่ตาขวากลับมองแพนไปทางซ้ายเสียแล้ว มันเลยเกิดภาพซ้อนทับอย่างประหลาด ภาพเหตุการณ์สองเหตุการซ้อนทับกันอยู่ซึ่งหากเป็นเทคนิคของ 2D ธรรมดาเราจะเฉยๆมาก แต่พอมันมาด้วยคอนเซฟแบบนี้มันกลับทำให้เราตื่นตะลึง หรืออีกอันคือการแยกภาพระหว่างตาซ้ายและขวาให้ห่างออกจากกันมากกว่าหรือสั้นกว่าปกติ มันเลยเกิดภาพเหลื่อมๆเบลอๆเพราะตาของเรามันไม่สามารถจับโฟกัสได้ ยังไม่แค่นั้น คุณลุงยังให้ภาพตาซ้ายกับตาขวาเป็นคนละภาพกัน เล่าเรื่องคนละเรื่องแต่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งถ้าเราดูทั้งสองตาเราจะเมามาเพราะภาพมันไม่ได้ซ้อนทับกันแต่มันตีกันเอง(ไม่รู้จะอธิบายยังไง) ซึ่งสิ่งที่เราทำคือการหลับตาหนึ่งข้างเพื่อดูเรื่องหนึ่งและพักตาอีกข้าง แล้วค่อยๆสลับกันไป พบว่าแม่งสนุกดี แต่ที่รุนแรงสุดคือการเอาภาพเดียวกันมากลับซ้ายไปขวาและขาวไปซ้ายแล้วเอามาซ้อนทับกัน ไม่รู้คิดได้ไง

ส่วนเรื่องเสียงนี้ก็เมามันมาก จะตัดเงียบก็ตัดซะเฉยๆ หรือให้เสียงออกลำโพงข้างเดียวบ้าง ซ้อนทับกันบ้าง ไม่เกี่ยวเนื่องกับภาพบ้าง ไร้ความสามารถในการนิยามใดๆ แต่ส่วนที่เด็ดสุดคือเสียงเขียนนิยายด้วยปากกาขนนกแบบเข็ดฟันแปร๊บๆ

นับเป็นประสบการณ์การดูหนังที่น่าจดจำครั้งหนึ่งจริงๆเพราะมันเป็นหนังที่ไม่อาจดูในจอเล็กๆได้เลย

25/10/14 – Attila Marcel (Sylvain Chomet/ France/ 2013) – 3.5/5

ดูจบเพิ่งมารู้ว่าหนังกำกับโดย ผกก ที่เราชอบงานอนิเมชั่นของเขามากๆอย่าง  The Triplets of Belleville และ The Illusionist ซึ่งตัวหนังมันก็มีอารมณ์เหนือจริงเหมือนงานอนิเมชั่นของเขา

ส่วนตัวเฉยๆกับสิ่งที่หนังมันต้องการจะบอกในเรื่องของการระลึกและค้นพบความจริงของชีวิตครอบครัวของตัวเอก ประมาณว่าชีวิตมันมีสิ่งสวยงามที่ซ่อนอยู่ตามซอกของสมองอะไรประมาณนั้น ไม่ค่อยหือค่อยอือเท่าไหร่ แต่หากนอกเหนือไปจากนั้นแล้วเราชอบหมดเลย หนังมันน่ารักและมีสเน่ห์น่าหลงไหลมากๆ ชอบตัวละครยายแก่คู่ขาที่กวนตีนได้โล่ห์หรือย่างหญิงแก่นับถือบุดดิส กอปรกับฉากเหนือจริงๆต่างๆ เราชอบซีนตัวการ์ตูนออกมาเล่นดนตรีนอกทีวีโดยมีภาพแม่ถูกทำร้ายอยู่ด้านหลังมากๆ คือมันพ้องกับเรื่องความทรงจำที่ซ่อนอยู่ได้ดีมากๆ ประมาณว่าภาพจำมันบดบังบางสิ่งไว้

แต่ที่เด็ดสุดคือการที่หนังมันยื่นเท้าเข้าไปเขี่ยประเด็นเรื่องศาสนาและเชื้อชาติที่ทำออกมาได้แสบสันต์ดี เพลิดเพลินบันเทิงใจ

25/10/14 – Between Yesterday And Tomorrow (Nilendra Deshapriya, Natasha Dream/ Sri Lanka/ 2014) – 2/5

หนังมันว่าด้วยเพื่อนรักสามคน เดินทางไปเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสการจบสิ้นสงครามกลางเมืองในตอนเหนือของศรีลังกา ก่อนที่จะได้พบว่าสงครามมันไม่เคยจบลงไปจริงๆเลย

เอาเข้าจริงเราว่าประเด็นของหนังมันดีมากเลยนะ กับการตั้งคำถามที่ว่าด้วยเราจะหยุดความขัดแย้งได้อย่างไรในเมื่อมนุษย์ยังมีรักโลภโกรธหลงกันอยู่ ทั้งแบบจุลภาคและมหภาค กอปรกับการพูดถึงเรื่องอำนาจและการควบคุมมัน

แต่น่าเสียดายที่ปัญหาอันเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่มากๆของหนังคือการที่หนังมันเล่าเรื่องและนำเสนอแบบอ่อนเปลี้ยเสียขาสุดๆ การกระทำของตัวละครเรียกได้ว่าน่ากระทืบซ้ำ บทจะควรเครียดก็ทำเอาคนดูตลกไปซะงั้น ยิ่งฉากที่เด็กเจอปืนในช่วงท้ายด้วยแล้วเรากลับนั่งขำขื่นอยู่คนเดียว

25/10/14 – Metropolis (Fritz Lang/ Germany/ 1927) – 4.5/5

ฟินน้ำแตก การได้ดูในโรงจอใหญ่ๆกับภาพที่ผ่านการ Restore มาแล้วนี่มันสุดตรีนจริงๆ อลังกาลมากๆทั้งภาพและเสียง ฉากอลัง การแสดงอลัง ไอเดียอลัง ยิ่งซีนท้ายๆที่เป็นฉากไล่ล่ามาเรียนี่เร้าใจฉิบหายเลย สนุกมากๆ

รู้แหละว่าการดูหนังเรื่องนี้ด้วยสายตาปัจจุบันที่ห่างจากตอนที่หนังฉายถึงเกือบ 90 ปีนั้นจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรยิ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าหนังมันเพื่อชนชั้นกลางเหลือเกิน เพื่อคนดี ปรองดอง สามัคคี บลาๆๆ แล้วก็จิกคนชั้นล่างอย่างไม่มิบเมี้ยม

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือเราพบว่าเวอร์ชั่นนี้มันยาวกว่าเวอร์ชั่นที่เราเคยดู เราจำได้ว่าเวอร์ชั่นที่เราได้ดูนั้นมันคือการ Restore หลังจากค้นพบฟิล์มเพิ่มเติมที่บัวโนสไอเรสในอาร์เจนตินาที่ซึ่งมีการแก้ไข intertitle และการอธิบายซีนต่างๆที่ยังค้นหาฟิล์มไม่พบ(ด้วยการอธิบายฉากเหล่านั้นเป็น intertitle แทน) เหมือนๆกันกับเวอร์ชั่นนี้เลย เพียงแต่ในเวอร์ชั่นนี้มันมีหลายๆซีนที่ภาพมันเป็นริ้วรอยไม่สมบูรณ์อันเป็นภาพใหม่ที่อาจเพิ่งค้นพบได้เพิ่มเติมเมื่อไม่นานมานี้และมันเป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในเวอร์ชั่นที่เคยดูก่อนหน้า มันเลยเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆกับการค้นหาฟิล์มหนังเรื่องนี้ในตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่แน่ว่าอีก 50-100ปี เราอาจได้ฟุตภาพเพิ่มเติมของหนังเรื่องนี้จากที่ไหนซักแห่งในโลก ประกอบร่างของหนังให้สมบูรณ์ขึ้น เป็นการตามหาส่วนที่หายไปอันสำคัญหนึ่งในวงการภาพยนต์โลก

26/10/14 – Journey To The West (Tsai Ming-liang/ Taiwan, France/ 2014) – 5/5

 อย่างที่เคยบอกว่าเราไม่เคยดูหนังป้าไฉ้จบได้เลยหากดูในจอเล็กๆ ก็จะมีเมื่อปีที่แล้วนี่แหละกับหนังเรื่องแรกที่ดูได้จบคือ Stray Dogs ซึ่งก็เป็นการดูในโรงและประทับใจเอามากๆ มาปีนี้เจอหนังป้าเขาก็เลยเลือกดูซึ่งก็พบอีกเช่นกันว่ามันงามงดหมดจดจริงๆ

มันให้ความรู้สึกแปลกประหลาดดีกับการให้พระเดินอย่างเชื่องช้าในเมืองใหญ่ ซึ่งไอเดียนี้เราเคยเห็นมาก่อนแล้วในหนังสั้น Walker ของเขาที่ให้พระไปเดินในฮ่องกง ประเทศที่ว่ากันว่าคนเดินกันเร็วที่สุดในโลก การเดินย่างเชื่องช้าตัดกับแวดล้อมการวิ่งเดินมันสร้างความขัดแย้งและตั้งคำถามถึงชีวิตที่รีบเร่งและพลาดโอกาสที่จะซึมซับสิ่งรอบตัวหลายๆอย่างไป ซึ่งครั้งนี้ ในหนังเรื่องนี้ พระไปเดินที่ฝรั่งเศส ผ่านย่านต่างๆมากมายโดยเริ่มต้นจากการย่างออกจากปราสาทหรือถ้ำหรืออะไรซักอย่างที่อุปโลกได้ว่าคือที่พัก ผ่านย่านคนจีน ย่านแฟชั่น ย่านชาวอินเดีย(หรือแอลเบเนียหว่า ไม่แน่ใจ)แล้วจบที่ลานกว้างที่คึกคักไปด้วยการแสดง ซึ่งด้วยการแช่เฟรมให้นิ่งเงียบนานๆเพื่อจับจ้องการเดินอย่างเชื่องช้าบนจอใหญ่ๆในโรง เราเลยมีเวลามากมายในการลากสายตาไปค้นหา ค้นพบ สิ่งต่างๆแวดล้อมมากมายที่เกิดขึ้นในเฟรม เกิดความขัดแย้ง เกิดความสนุก เกิดความเฉยชา เกิดอาการสงสัยหรือแม้แต่เบื่อหน่ายขึ้นมาในสมองที่ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ผ่านการระลึกถึงความคิดของตัวเราเองอีกทีว่ากำลังคิดและรู้สึกอย่างไรอยู่กับหนังและตัวเองอยู่(ด้วยเวลาว่างที่มีเหลืออย่างมากพอของหนัง) ซึ่งมันก็เป็นไอเดียคล้ายๆกันกับการเดินจงกลมคือการตระหนักรู้ถึงตัวเองอยู่เสมอๆในทุกอย่างก้าว แต่สำหรับคนดูคือการตระหนักในทุกความคิดที่เกิดขึ้นในสมอง

ความน่าสนใจมากๆอีกอย่างหนึ่งคือตัวของ เดนนิส ลาแวง ผู้หมองเศร้า จริงอยู่ที่การเอาความคิดแบบตะวันออก แบบพุทธ ไปอยู่ในแวดล้อมแบบตะวันตกนั้นมันเกิดภาพความประหลาดไม่คุ้นชิน แต่การเดินตามรอยเท้าพระของลาแวงนี่มีนัยยะสำคัญมากอันหนึ่ง เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าป้าไฉ้ต้องการแสดง เผยแพร่ให้เห็นความงดงามของความเชื่องช้า หรือว่าต้องการแสดงให้เห็นถึงความทรงพลังของสมาธิและปัญญา มันเหมือนเป็นการเผยแพร่ศาสนาอย่างหนึ่ง แต่เป็นศาสนาที่เหนือไปกว่านิยามทั่วไป แล้วการเดินตามรอยพระของลาแวงก็เหมือนกับการได้มิตรสหายร่วมทางในการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฏกของพระถังซัมจั๋ง ดีไม่ดีหนังเรื่องต่อไปของป้าไฉ้ พระหลีคังเซิงอาจได้มิตรสหายครบองค์ตามนิยายไซอิ๋วก็เป็นได้

อีกเรื่องที่ต้องพูดถึงและให้เครคิดมากๆคือเรื่องของภาพ ใครจะลืมฉากทางเดินบันไดในอุโมงค์ใต้ดินไปได้เล่า ทั้งแสงที่สาดเข้ามาจากด้านหลัง เงาสะท้อนบนพื้น แสงพุ่งผ่านจีวรสีแดงงดงามหรือกับปฏิกิริยาของผู้คนที่มีต่อพระแปลกรูปหนึ่ง ทุกอย่างเรียกได้ว่าน่าทึ่งมากๆ หรือกับซีนสุดท้ายที่เป็นการถ่ายลานกว้างผ่านเพดานเงาสะท้อน องค์ประกอบและกิจกรรมของผู้คนที่กระจัดกระจายอยู่บนเฟรมหลากหลายมากพอให้คนดูสาดสายตาไปจับจ้อง มหัสจรรย์มากๆ

เป็นบุญค่ะ บอกเลอ

26/10/14 – Pierrot Le Fou (Jean Luc Godard/  France, Italy/ 1965) – 5/5

ดูหนังโกดาร์ดมาแล้ว 8 เรื่อง ทุกเรื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ชอบมากๆทุกเรื่องแต่เราขอยกให้เรื่องนี้ขึ้นแท่นเป็นหนังชอบของโกดาร์ดอันดับที่สองไปเลย สนุกมาก แสบสันต์มาก แพรวพราวแถมกวนตีนสุดๆ

เอาส่วนของเรื่องเล่าก่อน หนังมันมีกลิ่นอายแบบเดียวกับที่เราชอบใน Breathless คือเป็นหนังโจรกรรม ฆาตกรรม ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโรแมนติกแบบที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครทำได้เหมือนอย่างแน่นอน แถมผสมปนเปแนบอิงเข้ากับวรรณกรรม การ์ตูน บทกวีที่เอาเข้าจริงมันอาจไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เล่าเลยแต่มันกลับให้รสชาติอันแปลกประหลาดอย่างสุขใจ อีกแง่คือความที่มันเป็นแฟนตาซีของคนชั้นกลางที่อยากหนีไปจากวิถีแบบเดิมๆ อยากโก๋เก๋ลุคคูล มีสาวสวยเคียงกายแล้วก็ฉิบหายไปในที่สุด เจ็บแสบจริงๆ

ส่วนเทคนิคก็น่ากราบแทบเท้ามากๆ มันทิ้งขนบหนังโจรกรรมฆาตกรรมที่เราเคยรับรู้ไปเสียหมดสิ้น ลดรูปกลายเป็นเพียงแค่ห้วงสั้นๆภาพสั้นๆแค่นั้น หรือการที่บางซีนเป็นหนังเพลงซะเฉยๆแล้วก็ถ่ายแบบลองเทคเสียด้วย หรือแม้แค่การให้ตัวละครจ้องมองมาที่กล้องก็สามารถเปิดเปลือยสิ่งที่ปกปิดอยู่ภายในของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ที่เราชอบที่สุดคือการเล่า 2 เหตุการณ์ด้วยการถ่ายเทคเดียวยาวๆในห้อง ใช้มุมกล้อง เหลี่ยมมุมของห้องและอุปกรณ์ภายในห้องในการหลอกผู้ชมเพื่อเล่าการฆาตกรรมบุคคล 2 คนในต่างวาระ เทพมากๆ (มันคือฉากในห้องของมารีแอนหลังหนีด้วยกันมาในช่วงแรก)

อีกส่วนที่เราชอบมากๆคือความกวนบาทาอย่างที่สุด แบบเหวอๆหน่อยอย่างการขับรถลงทะเลหรือกับฉากจบ หรือทางการเมืองอย่างฉากเล่นละครสงครามเวียดนามให้คนอเมริกันดู (ฉากนี้ตลกมากๆ) หรือในทางภาพยนตร์เองในซีนปาร์ตี้ที่เดินผ่านคู่สนทนาต่างๆในประเด็นที่ว่า ภาพยนต์คืออะไร? พร้อมกับการย้อมภาพตามแม่สี RGB ซึ่งมันก็พ้องกับเรื่องราวในหนังทั้งเรื่อง พ้องกับเรื่องที่ตัวละครในเรื่องมันกำลังแต่ง ในรูปแบบของหนังสีอันเป็นการผสมกันของแม่สีเหล่านั้น อีกซีนคือตอนเผารถที่ขโมยมาแบบลวกแต่ตัวละครกลับเชื่อว่าจะไม่มีใครจับพวกเขาได้แน่ๆด้วยประโยคเด็ดที่ว่า “นี่มันคือเรื่องจริง ไม่ใช่หนังนะ” ที่พยายามเบลอโลกในและนอกหนังให้จางลง

และก็คิดว่านี่น่าจะเป็นหนังต้นแบบของหนังจำพวกคู่รักฆาตกรหลายๆเรื่องที่มีการสร้างตามมา เดี๋ยวว่างๆลองหาข้อมูลดู

สุดท้ายอย่างบอกว่า แอนนา คาริน่า เลอค่ามากๆ

ปล. ลองมาจัดลำดับหนังโกดาร์ดที่เราได้ดู ได้ผลดังนี้

1960: À bout de souffle (Breathless)
1965: Pierrot le fou
1965: Alphaville
1964: Bande à part (Band of Outsiders)
1962: Vivre sa vie (My Life to Live)
1967: Week End
2014: Goodbye To Language
1967: La Chinoise

26/10/14 – The Tale of The Princess Kaguya (Isao Takahata/ Japan/ 2013) – 3/5

 เฉยๆกับหนังมากๆ ออกจากโรงมารู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่เพราะมันไม่มีอะไรที่เราอยากเอามาคำนึงนิจมากนัก จากที่เห็นตัวอย่างและเครดิตผู้กำกับที่เราชอบหนังของเขาหลายเรื่องอย่าง Pom poko, My Neighbors the Yamadas หรือ Grave of the Fireflies เราเลยคาดหวังพอควรทีเดียว แต่พอได้รับฟังเรื่องราวต่างๆจากมิตรสหายหลังออกจากโรงมาก็พบว่านี่น่าจะเป็นการนำตำนานพื้นบ้านเรื่องคนตัดไผ่ของญี่ปุ่นมาทำแบบตรงไปตรงมาตามตำนานที่เล่าๆกัน มันไม่ใช่การดัดแปลงแต่เป็นการคงทุกสิ่งอย่างในตำนานไว้ทั้งหมด ซึ่งพอมารู้บริบทของหนังแล้วก็เริ่มไปหาข้อมูลและเริ่มเข้าใจหนังมากขึ้นในบางส่วนทั้งในเรื่องของชนชั้นเหรือเรื่องการกดขี่ระหว่างเพศและการอยู่ในโอวาสต่อผู้อาวูโส

แต่เอาเถอะ สิ่งที่ถือว่าชดเชยทุกอย่างได้หมดเลยคือวิช่วลของหนัง ภาพวาดสีน้ำสุดสวยและงดงามมาก มากเสียจนเชื่อว่าถ้าหนังเข้าโรงปกติแล้วเราคงไปดูอีกรอบ

ออ! มันมีซีนนึงที่เราสนใจมากคือซีนการรับตัวกลับไปดวงจันทร์ของเหล่าทวยเทพและพระพุทธเจ้า(มั๊ง) มันเป็นซีนที่ประหลาดที่สุดของหนังที่ท้ายที่สุดก็ไม่มีมนุษย์คนใดได้ครอบครองเธอเลย

26/10/14 – Klip (Maja Milos/ Serbia/ 2012) – 1.5/5

 อย่างที่ทราบๆกันว่าหนังเซอร์เบียยุคใหม่มักใช้เพศและความรุนแรงในการวิภากษ์สังคมการเมืองภายในประเทศ เรารู้จักหนังอย่าง Serbian Film, The Life and Death of a Porno Gang อันเป็นหนังเซอร์เบียสองเรื่องที่เราชอบพอควรและชอบมากๆตามลำดับ ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เข้าข่ายในเกณฑ์ที่ว่านั้น

หนังมันว่าด้วยเรื่องของสาวแรดๆ ในกลุ่มหนุ่มสาวห่ามๆแรดๆที่มักชอบทำตัวเหี้ยๆและร่านๆแถมชอบถ่ายคลิปวีดีโอเป็นชีวิตจิตใจ หนังมันพยายามบอกคนดูว่าอียัยนี่มันมีปัญหาครอบครัวและการถ่ายคลิปก็เหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งพร้อมๆไปกับการสร้างตัวตนอะไรเทือกนั้นบลาๆๆ แต่เรามีปัญหามากกับการพยายามทำความเข้าใจตัวละครที่อยู่ดีๆมันก็ตระหนักรู้ขึ้นมาซะงั้น(ด้วยซีนพี่เลี้ยงเด็ก อืมมมม) แม้ว่ามันจะมีเหตุให้ตัวละครมันคลี่คลายไปอย่างนั้นแต่สำหรับเรามันไม่แน่นพอจะเชื่อได้ ยิ่งพอหนังมันพยายามจบแบบให้คนดูช๊อคและไปตั้งคำถามอาการคาดเดาไม่ได้ของวัยรุ่นด้วยแล้วมันยิ่งลงเหวลึกกว่าเดิม

ไม่รู้ว่าเพราะผู้กำกับเป็นผู้หญิงด้วยหรือเปล่าเพราะสิ่งที่มันทำลายหนังอย่างที่เราว่าไปคืออาการ “อ่อนโยน” เกินไป ความอ่อนโยนที่มาแค่ซีนเดียวในหนังกลับสร้างผลกระทบทั้งกับตัวละครและกับตัวหนังไปหมดเลย (อันนี้คิดเองเล่นๆและไม่ได้ต้องการเหยียดเพศใดๆ)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s