กันยา’14 กับหนังที่ได้ดู

01/09/14 – Norte, the End of History (Lav Diaz/ Philippines/ 2013) – 5/5

 เราเคยผ่านหนังของ Lav Diaz มาเพียงเรื่องเดียวคือ Naked Under the Moon หนังในยุคแรกๆของเขาซึ่งก็เป็นหนังที่มีความยาวปกติสามัญ ซึ่งหากจะนำมาเปรียบเทียบกันกับเรื่องนี้(อันเป็นการเปรียบเปรยที่ไม่มีคุณค่าควรเปรียบ)เราพบว่าหนังของเขานั้นเต็มไปด้วยเมโลดราม่า เมโลดราม่าหนักๆแบบชีวิตรัดทดอะไรประมาณนั้นเลย ซึ่งใน Naked Under the Moon เรา(คิดว่า)เราสามารถเทียบเคียงกับประเทศฟิลิปปินส์ได้บ้าง แต่กลับเรื่องนี้เราพบว่าไม่(กอปรกับไม่รู้) แต่มันกลับซึมได้ลึกไปอีกระดับหนึ่ง ระดับของความเจ็บปวดและไร้ทางออก

เอาเข้าจริงความยาวกว่า 250นาทีของหนังกลับไม่ใช่ปัญหาใดๆเลย มันกลับไม่ได้นิ่งเงียบเหมือนดั่งที่คิดไว้แต่แรก เราพบว่าภาพของหนังสวยมาก แล้วพอมันอยู่บนจอใหญ่เราเลยสามารถวาดสายตาไปเก็บรายละเอียดต่างๆในเฟรมได้ด้วยการค่อยๆละเลียดสิ่งที่อยู่ในเฟรมพ่วงพ้องไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นของตัวเรื่อง ทำให้เรารู้สึกว่าแต่ละช๊อตมันไม่ได้ยาวนานอะไรเลย แล้วพอจังหวะของหนังมันเรียบง่ายแบบนี้ ชีวิตของตัวละครไหลเอื่อยไปตามสายธารอย่างไม่รีบเร่ง ดังนั้นแล้วพอหนังมันนำพาไปถึงซีนที่ช๊อคคนดูมันเลยน๊อคคนดูได้อยู่หมัด ตามด้วยการค่อยๆทวีสภาพการแตกสลายลงเรื่อยๆของตัวละครพร้อมๆไปกับหัวใจของคนดู ซึ่งพอหนังมันจบลง หัวใจเราก็ตกหายไปเสียแล้ว ความหนักของหนังจึงไม่ใช่ความยาวของหนังแต่คือการซึบซับชีวิตเหล่าตัวละครที่ไร้ทางออกเหล่านี้ตะหาก มันเป็นความหนักระดับมโหฬาร

และด้วยความไม่รู้ข้อมูลใดมาก่อน ตอนรู้ว่าหนังมันนำเอา Crime and Punishment ของดอสโตเยฟสกีมาทำก็หลังจากดูหนังจบแล้วและเราก็ไม่เคยอ่าน เราจึงดูหนังแบบปล่อยไหลไปตามภาพ หนังมันประกอบด้วยเส้นเรื่องหลัง 2 เส้นที่แยกฐานันดรตัวละครอย่างชัดเจน กรรมมาชีพปากกัดตีนถีบหล่อเลี้ยงชีวิตและปัญญาชนที่เต็มไปด้วยโอกาสและทางเลือกมากมาย เราจะค่อยๆเห็นอาชญากรรมและการลงทัณฑ์ที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสองกลุ่ม การไร้โอกาส, ที่ทางและชะตากรรมมืดมนในกลุ่มแรกและการโบ่ยตีจากสภาพสังคม, ครอบครัวและความเชื่อในกลุ่มหลังอันเป็นการโบ่ยตีในแบบเดียวกับเพียงแต่ต่างรูป ส่งผลกระทบต่อกันที่กัดเซาะรุนแรง

หนังมีหลายซีนที่ทัชเรามากๆ อาทิ

1. ซีนฝันล่องลอยกลับบ้านดั่งวิญญาณออกจากร่าง ลอยผ่านท้องทุ่ง ป่าเขา หมู่บ้านแต่กลับไม่สามารถเข้าไปในบ้านของตัวเองได้เลย แถมยังต้องกลับมาที่คุกจองจำตัวเองอยู่เสมอ หดหู่มากๆ

2. ซีนหน้าผา ฉากเดียวกับในโปสเตอร์ที่มันทดสอบจิตใจเราเหมือนกัน ใจนึงก็คิดว่ามึงผลักเด็กตกเหวไปเลยเถอะจะได้หมดเวรหมดกรรม แต่หนังไม่ทำอย่างนั้น มันกลับใจร้ายยิ่งกว่าเมื่อปล่อยให้ชีวิตของครอบครัวดำเนินต่อไป

3. ซีนจบสุดท้ายที่เจ็บปวดที่สุด มันเป็นเพียงแค่การเดินผ่านเฟรมของตัวละคร แต่นั้นแหละพอเราไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไรต่อไป มันเลยร้าวรานมากๆ (จำได้ว่าเราก้มหน้าแล้วถอนหายใจเฮีอกนึง)

4. ซีนยืนนิ่งแสนนานเมื่อสามีจากไปแล้ว มันเป็นภาพนิ่งๆ ตัวละครยืนนิ่งๆ แต่แววตาตัวละครในซีนนี้อีพิคมากๆๆๆ กราบ Angeli Bayani มา ณ ที่ตรงนี้

ปล. ก่อนการฉายมีการกล่าวอุทิศให้แก่ Alexis Tioseco และ Nika นักวิจารณ์และเพื่อนสนิทของลาฟที่เสียชีวิตในวันฉายเมื่อ 5 ปีก่อน เขาคือหนึ่งในตัวตั้งตัวตีในการนำหนังของลาฟมาฉายที่เมืองไทย เป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ที่เติบโตมาถึงวันนี้ มันเศร้ามากแต่งดงามเหลือเกิน

By Coin06/09/14 – By Coincidence (Maung Myo Min/ Myanmar/ 2014) – 1/5

 เราพอทราบมาว่าหนังพม่าเคยรุ่งเรืองมากๆในอดีต แต่นับจากการเป็นสังคมนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่สองหนังพม่าก็โดนควบคุมเข้มและหนักขึ้น จำนวนหนังและโรงหนังลดน้อยถอยลงจวบจนปัจจุบัน หนังพม่าในปัจจุบันจึงมักเป็นหนังทุนต่ำและมีเรื่องราวที่ยืนอยู่แต่ในด้านสวยและดีงาม อย่างไรก็ตามเรานึกภาพหนังพม่าสมัยใหม่ไม่ออกเลย มันมีแต่หนังที่พูดถึประเทศงพม่าในแง่มุมต่างๆอย่าง The Lady หรือ Burma VJ ซึ่งมันไม่ใช่หนังพม่าแท้ๆ ส่วนหนังพม่าแท้ๆก็เห็นแค่ในหนังสารคดีอิสระเล็กๆอย่าง Behide The Screen ที่เคยฉายงาน Salaya Doc ปีนี้ แถมการหาดีวีดีหนังพม่าก็ยากแสนยากแม้จะหาในประเทศพม่าเอง ดังนั้นการได้ดูหนังพม่าแท้ๆในโรงที่ประเทศพม่ามันเลยเป็นสิ่งวิเศษมากๆ แม้ว่าหนังมันไม่เวิร์คเลยก็ตาม

จะเทียบไปหนังมันมีโปรดักซ์ชั่นไม่ต่างจากวงการละครบ้านเรา ถ่ายกันง่ายๆ ดีเทลง่ายๆ เน้นการเล่าเรื่องซึ่งในที่นี้มันว่าถึงหมอหนุ่มกับครอบครัวแสนอบอุ่น มีเมียน่ารัก มีลูกน่าชัง วันหนึ่งมันมีคนไข้สาวมารักษา เธอเป็นดาราชาวอินเดียแต่ป่วยเป็นไบโพล่าแล้วก็เสือกมาชอบพอหมอหนุ่ม ความซวยเลยเข้ามาเยือนเพราะอีเจ๊นี่มันโรคจิตที่ขู่ตลอดเวลาว่าจะฆ่าตัวตายหากหมอหนุ่มไม่สนใจ จนทำให้ครอบครัวแตกร้าว โดยเรื่องราวทั้งหมดเล่าผ่านไดอารี่ของหมอหนุ่มที่ลูกชายในวัยหนุ่มเป็นผู้อ่านให้คนดูฟัง

แค่เนื้อเรื่องมันก็มอบความเป็นเมโลดราม่าคลั๊กๆแล้ว ซึ่งหนังทั้งเรื่องมันก็เต็มไปด้วยน้ำตาจริงๆ เปิดมาปุ๊บก็เป็นฉากพูดคุยระหว่างตัวเมียกับหมอก็น้ำตาท่วมแล้ว อีเมียก็รักผัวเหลือเกิน ยอมสละไตให้แม้ว่าจะเลิกรากันไปแล้วก็ตาม (ฉากนี้ตลกดี ตอนแรกหมอว่าต้องหาผู้บริจาคไต แต่พออีเมียออกตัว อีหมอกลับบอกว่ามันไม่ทันแล้วเพราะตัวผัวมันเป็นระยะสุดท้ายแล้ว อ้าว อีห่าหมอ!) แน่นอนตัวละครทั้งหมดต้องร้องไห้ทุกตัวไม่เว้นแม้แต่เด็ก

ส่วนประเด็นที่หนังมันมอบให้คือความยิ่งใหญ่ของความรัก ความสำคัญของครอบครัวผ่านการลงทัณฑ์ตัวละคร

ปล. ดารานำชายหน้าเหมือนสันติสุข พรหมศิริ, นางเอกเหมือนฝน นันทกา วรวณิชชานันท์ ส่วนตัวร้ายอินเดียนี่เหมือนผีมากเพราะหน้าน่าจะฉีดมาเต็ม!!!

ปลล. อ่านประสบการณ์การดูหนังที่พม่า ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/notes/koetsak-sirisomphotvanich/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87/10152669479807509

15/089/17 – ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ยุทธเลิศ สิปปภาค/ ไทย/ 2557) – 4/5

 – มันเป็นหนังแบบที่เรามักจะเกลียด หนังย้อนวัยสวยงามซึ่งถ้ามันไม่ทัชกับเศษเสี้ยวอันใดอันหนึ่งในชีวิตเรามันก็จะมลายหายไปในแทบจะทันที ซึ่งเรื่องนี้รอดตัว แถมรอดมาได้อย่างสวยงามจนเราเสียน้ำตาให้เลยทีเดียว

– ส่วนที่ต้องยกความดีความชอบให้คือเรื่องจังหวะจะโคน การเล่าเรื่อง การร้อยเรียงผูกโยงเรื่องด้วยความแม่นยำ ยุทธเลิศดึงจุดเด่นในแต่ละด้านออกมาให้ประกายแสงเงางามจริงๆ สถานที่ ตัวละครทั้งสองช่วงวัยและแวดล้อมต่างๆ ในที่นี้คือเรื่องหนังไทยในยุคยี่สิบกว่าปีก่อน มันลงตัวมากๆๆๆๆ

– ส่วนตัวเราไม่ค่อยจะอะไรกับสิ่งการที่ยุทธเลิศเอาชีวิตของตัวเองใส่เข้าไปในหนัง ใส่เข้าไปในตัวละครตุ๊กแกเท่าไหร่ แต่เรากลับชอบสิ่งที่แวดล้อมเหล่านั้นมากกว่า ทั้งเสี่ยเอย พี่ปี๊ดเอยหรือแม้แต่โปรดิวเซอร์หญิงที่เราคิดไปถึง ดวงกมล ลิ่มเจริญ หรือกับการเขียนโปสเตอร์ในยุคนั้นในแง่ที่ว่ามันเหมือนกันบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของวงการหนังไทย (แต่จะตรงทั้งหมดหรือไม่นั่นอีกเรื่องนึง) แถมพอมันทำเป็นหนังซ้อนหนังด้วยแล้วมันเลยเวิร์คเอามากๆๆๆๆๆ

– แต่มันก็ยังมีจุดที่เราไม่ค่อยชอบอยู่บ้างนะ อย่างการหาทางออกง่ายเกินไปในหลายๆเรื่อง อาทิการทำหนังตามใจ หรือการแถลงข่าวแบบหลอกๆเฟคๆในฉากนั้น

– อย่างไรก็ตามสิ่งอื่นที่เหลือของหนังก็ทำให้เราลืมๆจุดบอดเหล่านั้นไปได้ ตัวตุ๊กแกและแป้งในวัยเด็กน่ารักและเก่งมากจนยากที่จะไม่มอบใจให้, พี่โขมก้องเกียรติ์คือจอมขโมยซีนแต่เสี่ยคนออกเงินขโมยซีนยิ่งกว่า แต่เหนือที่สุดคือเก้าจิรายุกับการแสดงนิ่งๆแต่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ฉากโทรศัพท์ฉากเดียวก็เอาตายได้แล้วและสำหรับน้องเพลง เราว่าเราโอเคกับน้องเค้านะ ไม่ได้สวยที่สุดแต่เราว่าน้องแกลงตัวกับหนังดีนะ ไม่ได้ติดอะไร

– และในนามของคนที่เคยเป็นคนฉายหนังแบบฟิล์ม(แต่คนละยุค) ฉากการดูหนังกับคนรักในห้องฉายคือภาพฝันของเราเสมอ มโนไปว่าถ้าเราได้มีโอกาสฉายหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองกับคนรัก มันคงเป็นโมเม้นต์ที่ดีมากที่สุดอันหนึ่งในชีวิต แน่นอนฉากนี้ในหนังไม่ว่าจะตอนเด็กหรือตอนโตทำเอาเราน้ำตาไหล

– เป๊ป ชาญชนะ เขียนถึงหนังเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับหนังของยุทธเลิศและวงการหนังไทยในช่วงเวลาของหนังเรื่องนี้ได้ดีจัง จึงขอมาแชร์ไว้ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=953720921320532&set=a.789953947697231.1073741840.100000479003495&type=3&src=https%3A%2F%2Ffbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net%2Fhphotos-ak-xpf1%2Fv%2Ft1.0-9%2F10600420_953720921320532_8277024143453034512_n.jpg%3Foh%3Dbf8a118363e29e40288f25a95816b686%26oe%3D54899F60%26__gda__%3D1419220234_86537a6b34a788f3bd5fc66e2bbe1d24&size=800%2C800

19/09/14 – Jules and Jim (François Truffaut/ France/ 1962) – 5/5

 ตื่นตะลึงสิครัช ในกลุ่มผู้กำกับ เฟรนช์ นิวเวฟ เราคุ้นเคยกับโกดาร์ดมากที่สุด เราเคยดูหนังของทรูว์โฟเพียงแค่เรื่องเดียวคือ The 400 Blows ซึ่งก็ไม่ได้ถึงกับติดใจอะไรมากนัก แต่กับเรื่องนี้เอาเราตายไปเลย มันเป็นอารมณ์เดียวกับการตกหลุมรักหนังของโกดาร์ดที่เราได้ดูเรื่องแรกอย่าง Breathless แล้วก็ทำให้เราตามหาหนังเรื่องอื่นๆของเขามาดูตลอด (ซึ่ง Breathless ก็เป็นเรื่องที่มาจากทูว์โฟอีกที) คือมันเต็มไปด้วยสเน่ห์แบบดิบๆเหมือนกัน มีเทคนิคแปลกๆจี๊ดๆเหมือนกัน อาทิ การสต๊อปภาพในอากัปกิริยาต่างๆเพื่อขับเน้นอุปนิสัยตัวละครหรือกับการเล่าเรื่องหนึ่งๆด้วยการหมุนกล้องเพียง 1 รอบ อันนี้เจ๋งมากๆๆๆๆๆ เช่นการเล่าว่าจูลเป็นคนอย่างไรเพียงการหมุนกล้องหนึ่งรอบพร้อมกับนาเรทีฟหรือการเล่าเรื่องการเสียผู้หญิงไปก็ด้วยการวนกล้องรอบร้านกาแฟ 1 รอบ ทำเอาเรากรี๊ดกร๊าดเป็นบ้าอยู่คนเดียว

แถมการเล่าเรื่องและเรื่องที่เล่ามันไปไกลและแลทันสมัยจังเลย มันเล่าเรื่องรวดเร็วโดยใช้นาเรทีฟเข้าช่วยซึ่งมันเวิร์คมากกับหนังที่มันเริ่มต้นด้วยความสว่างสดใสก่อนจะค่อยๆมืดลงๆ เพราะไอ้นาเรทีฟมันทำให้คนดูมันเข้าใจตัวละครได้หมดจดซึ่งพอคนดูรักตัวละครไปแล้วตัวละครมันจะทำอะไรคนดูก็จะรู้สึกร่วมไปด้วย (ในทางกลับกันนาเรทีฟอาจจะเป็นการทำลายหนังก็ได้หากมันไม่สามารถสัมพันธ์กับเรื่องที่จะเล่าได้ อย่างพวกหนังที่มันบอกทุกอย่างกับคนดูหมดเลยแต่ตัวละครนั้นกลับไม่ได้ใจคนดูตั้งแต่ต้น) แล้วเรื่องที่มันเล่าก็มีสเน่ห์มากๆ มันคือเรื่องรักระหว่างเพื่อนต่างเชื้อชาติและหญิงงาม มันเริ่มจากความเป็นหนังโรแมนติก-คอมเมดี้น่ารักในครึ่งแรกก่อนจะกลายเป็นหนังดราม่าหนักๆในช่วงท้าย มันเริ่มจากความอิสระเสรีของวัยเยาว์ ก่อนการถูกตีกรอบให้แคบลงด้วยสงครามและพิษของความรักเมื่อเติบโตขึ้น ซึ่งที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

ฉากจบทำกูช๊อคมากและพีคมากๆๆๆๆ ประโยค “Jules, watch us carefully!” ยังติดในหัวอยู่เลย

Jeanne Moreau สุดขีดมากจริงๆในการตีความตัวละครแคทเธอรีนที่ซับซ้อนยิ่งนัก หลงรักเธอเข้าแล้วล่ะ

20/09/14 – ภวังค์รัก Concrete Clouds (ลี ชาตะเมธีกุล/ ไทย/ 2557) – 3.5/5

 – มันเป็นหนังที่ดูจบแล้วเราจะยังคิดอะไรถึงหนังไม่ออก เขียนเลยไม่ได้ ต้องทิ้งช่วงรอการดูดซึมก่อน

– ไม่ได้ชอบหนังมากเท่าไหร่ ปัญหาที่เรารู้สึกตอนดูคือมันมีการประดิษฐ์เยอะไปทั้งๆที่มันพูดเรื่องการตกในภวังค์แห่งรักของตัวละครที่เจ็บช้ำในยุคตกต่ำ อาทิเอ็มวีที่เราว่ามันเวิร์คในครั้งแรกเท่านั้นหรือกับประโยคคำพูดบางประโยคที่เราไม่เชื่อ มันเลยลดความความรู้สึกเราลงไป ไม่ซึมลึกกัดเซาะเท่าไหร่

– แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรที่เราไม่คลิ๊กกับหนังเลย เนื่องด้วยยุคสมัยในหนังเป็นยุคที่เราเคยผ่านมาขณะยังจดจำอะไรๆได้และสิ่งที่เราชอบมากๆคือภาวะรักหรือการเริ่มตกในภวังค์รักที่แทนภาพตัวเองในเอ็มวีรักสดใส, พูดคุยกันไปเรื่อยๆไร้จุดหมาย, พูดอัดเสีบงลงในเทปคลาสเซ็ท, ง้องอนกันด้วยเพลงพร้อมคล้องนิ้วก้อยกันหรือแม้แต่ทำเป็นแมนเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร

– กอปรกับการให้ภาพของสองพี่น้อง มัดและนิค เป็นภาพสะท้อนของกันและกัน ภาพของชีวิตที่ต้องจากคนรักไปแดนไกลแล้วกลับมาพบกันใหม่ อยู่ในภวังค์รักเดียวกันที่ทำให้ผู้ชมเห็นจุดเริ่มและสิ้นสุดของตัวละครทั้งสองไปในตัว

– น่าตลกที่ตัวละครชายในหนังดูจะไม่พะว้าพะวงกับชีวิตของตัวเองมากนัก หนังยื่นให้พวกเขาเป็นพวกตกหลุมพวังค์รักสุดลึก ปัญหาใหญ่ของพวกเขาคือความสับสน ผิดหวัง ตืบตันกับรักของตนเองมากกว่าเรื่องใดๆ พ่อที่ตายไปเป็นเพียงเหตุของการดำเนินการจัดการกับความรักของตน
ผิดกับตัวละครหญิงที่เต็มไปด้วยปัญหาชีวิตมากกว่าในห้วงเศรษฐกิจพัง ทรายกำลังจะล้มและเสียความฝันไป ปูเป้ต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองหรือแม้พี่สาวของปูเป้ที่อาจคือสาวถือแซ้ในฉากร้องคาราโอเกะที่กล้องพยายามจับความรู้สึกบนใบหน้าเธอไว้ เรื่องรักของพวกเธอจึงเป็นเรื่องรอง

ดังนั้นแล้วแบล็คกราวด์ที่เป็นยุคฟองสบู่จึงไม่ได้ทำลายทุกสิ่ง มันยังคงอยู่ทั้งภวังค์แห่งรักและภวังค์แห่งชีวิตแต่มันกลับเดินทางสวนกัน บรรจบกันไม่ได้

– แล้วที่ คุนเดอรา กล่าวไว้ในต้นเรื่องว่า

“เราวิ่งไล่ตามอนาคต เพื่อจะได้เป็นเจ้าของอดีต”

มันอาจจะเป็นวลีของมัดและนิคเท่านั้นเพราะสำหรับปูเป้และทราย การไล่ตามอนาคตคือการหนีให้พ้นอดีตมากกว่า

– ชอบแววตาและน้ำเสียงการพูดของสายป่านมากๆ มันดีมากๆ

– เจนสุดา ดีงามตามหลายคนชม ฉากตอนท้ายถ้าเธอสื่ออกมาได้ไม่ถึงมันจะทำลายหนังไปทั้งเรื่องเลยกับประโยคประดิษฐ์เหล่านั้นที่เราไม่มีใจให้เท่าไหร่

22/09/14 – ที่รัก Eternity (ศิวโรจณ์ คงสกุล/ ไทย/ 2554) – 4.5/5

 ตอนดูจบใหม่ๆเรายังไม่อาจกล่าวได้หรอกว่ามันงดงามแค่ไหน แต่เมื่อเวลามันค่อยๆก้าวเดินผ่านไปเรากลับซึบซับอะไรในหนังได้มากขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึกกับความกว้างไกลของภูมิทัศน์ รู้สึกกับเสียงลมแผ่วเบาคลอเคล้าไปกับความนิ่งเรียบของบทสนาทนา เรารับรู้ความประทับพิมพ์ใจกับรอยยิ้มน้อยๆบนมุมปากหรือแม้กับวงกินข้าวเล็กๆ เปลญวนเล็กๆ เคลื่อนไหวเชื่องช้า แกว่งไกวเชื่องช้า อาจกล่าวได้ว่าความเชื่องช้าของหนังเป็นดั่งดินร่วนที่ทำให้เราซึบซับหนังได้ดีขึ้น มากขึ้น มันทำให้ต้นไม้เขียวสดและแม่น้ำเต็มลำคลอง เวลาที่เดินผ่านทำให้เรามองเห็นความงามของมัน

แต่เดี๋ยวก่อน ความงดงามมันมีอายุของมัน…

เพราะเวลาที่เดินผ่านทำให้คนแยกจาก มันทำให้คนเปลี่ยน ทำให้ความงดงามเป็นอดีตอันแสนหวาน ส่งผลให้ปัจจุบันมันเจ็บปวด มันเหมือนคลองที่ค่อยๆเหือดลงพร้อมๆไปกับต้นไม้ที่เริ่มเหี่ยวเฉา ไขว่คว้ากลับมาไม่ได้ หนีไม่ได้ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับสิ่งที่เป็นอยู่

ความงามมันยังคงอยู่เช่นนั้น นอนนิ่งอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดและเงียบงันที่สุดเพื่อไว้ให้ระลึกและเจ็บปวดพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก

“ที่รักนะรักแต่ใจมิกล้า  ที่ช้านะช้ามิกล้าเผยคำ  ที่คิดนะคิดกลัวอกจะช้ำ  เอ่ยคำแล้วเจ้าจะทำช้ำใจ  ที่รักนะรักเพราะเทพเสริมส่ง  ที่หลงนะหลงเพราะเจ้าแสนดี  ที่หวงนะหวงเพราะสวยอย่างนี้  กลัวใครเขามาแย่งพี่ไปเอย”

ปล. ภาพในหนังส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่การจับจ้อง นิ่งเรียบ แล้วปล่อยให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นในเฟรม แต่เมื่อใดที่กล้องเคลื่อนไหว กล้องได้กลายเป็นสายลมที่เคลื่อนผ่านสิ่งต่างๆเหล่านั้นด้วยความอุ่น (อันนี้เราอาจรู้สึกไปเอง แต่เราชอบมากๆ)

ปลล. เป็นหนังที่ใช้เพลงเดือนเพ็ญได้งดงามมากจริงๆ

ปลลล. ตายครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s