รัตติกาลของพรุ่งนี้ & อีกวันแสนสุขในปี 2527

รัตติกาลของพรุ่งนี้ (นิวัต พุทธประสาท/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557)

9786167831046

ได้หนังสือมาวันแรกในวันที่งานชุกยิ่งกว่ายุง กลับบ้านดึกก็กะจะเอามาดมๆมองๆดูๆผ่านตาก่อนนอน สรุปคืออ่านจบรวดเดียวเลย (ดีนะที่หนังสือเล่มไม่หนา) แล้วก็เสือกไม่อยากนอน อยากคิดอะไรถึงหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนที่มันคลุมเรื่องทั้งหมดของหนังสือคือเรื่องของความฝัน ความฝันที่มืดในโลกจริงที่มืดยิ่งกว่า ที่พออ่านจบเล่มก็ทำเอาอื้ออึง กลัวจะนอนแล้วฝันไปทางเดียวกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีความรู้สึกเดียวกับหนังสือขึ้นหิ้ง 1984 ของจอร์จ ออร์เวล ในเรื่องของการสร้างสังคมที่โดนครอบงำโดยอำนาจแบบเผด็จการที่ปกครองสังคมด้วยอะไรบางอย่างที่เชื่อว่าเป็นสิ่งดี ซึ่งตอนอ่าน 1984 เราก็พยายามคิดถึงสังคมบ้านเราตลอดทั้งในช่วงก่อนและหลังรัฐประหารที่ผ่านมา แล้วพอเรามาได้พบกับสังคมแบบเดียวกับที่คิดไว้ กอปรกับการปรับบริบทของสัมคมให้กลายเป็นสังคมไทยสมัยใหม่ใน รัตติกาลฯ เราจึงมีความรู้สึกร่วมเป็นพีเศษ โดยเฉพาะการที่สังคมมันใช้ศีลธรรมกับความดีมาเป็นเครื่องมือกดทับ, บิดเบือนและเขียน ปวศ ขึ้นใหม่ ในสภาพเมืองที่ไม่ต่างจากเปียงยางในเกาหลีเหนือ เราเห็นภาพแบบนั้นที่จะคงอยู่และเป็นไปในสังคมบ้านเราตอนนี้ เราบอดมืดถึงอดีตและพ่ายแพ้ เราต่อสู้ด้วยเสียงที่เงียบนิ่งซึ่งก็จะพ่ายแพ้ลงเช่นเดียวกัน ภาพฝันที่เกิดไม่ได้ช่วยอะไรเราเลยเพราะมันยืนอยู่บนพื้นของความจริง

แน่นอนตัวละครที่เรารู้สึกมากที่สุดคือ “มาญา” ทั้งในแง่ของความงามที่น่าหลงไหลในภาพฝันและแง่ของความเป็นอิสระในทุกทางในโลกจริง แต่แล้ว “มาญา” กลับกลายเป็น “มายา” ที่คือภาพฝันที่ไม่เคยมีอยู่จริง มีแต่เพียง “ปรารถนา” เท่านั้นที่เป็นจริง ด้วยเหตุผลเช่นนี้ เราจึงชอบปกหน้าและปกหลังของหนังสือมากๆๆๆๆๆๆๆ เมื่ออ่านจบลง

อนึ่ง เราชอบบทสั้นๆอย่าง พญามัฉฉาและ หญิงวัยกลางคน ที่บรรจุอยู่ ณ กลางเล่มมากๆๆๆๆๆ เราพบการล่มสลายลงของบางสิ่งที่ส่งผลรุนแรงต่อตัวละครและกับตัวเราเอง

4.5/5

………………………………………………………………………………………………………………………

อีกวันแสนสุขในปี 2527 (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา/ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม/ 2557)

10665830_10152398029343576_5707202117532782792_n

ขอกล่าวอะไรที่ดูจะซ้ำซากเสียหน่อยสำหรับคนอ่านหนังสือน้อยๆอย่างเรากับคนเขียนหนังสือเปี่ยมพลังอย่างพี่ชายวิวัฒน์ ตัวหนังสือของพี่ชายยังคงสั่นสะเทือนเราได้เสมอแม้มันจะกลายรูปเป็นบทกวีหรือก่อตัวเป็นเรื่องราวแปลกประหลาดสุดเหวอ แต่ทุกทีที่สิ้นสุดถึงตัวหนังสือสุดท้ายใจเรามักหายวูบไป เหมือนชิ้นส่วนร่างกายภายในมลายหายไปเสียเฉยๆและเราก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหรืออย่างไร รู้แต่ว่ามันหายไปแล้ว เราอาจเสียใจที่มันหายไปแต่ส่วนใหญ่เรารู้สึกเคว้งคว้างมากกว่า เหมือนลมในลูกโป่ง หมือนนกหวีดที่ไม่มีลูกกลมๆเล็กๆอยู่ข้างใน เหมือนตัวละครในหนังสือของพี่ชายนั้นแหละ แต่เล่มนี้มันเล่นเอาน้ำตาปริ่ม…

มันว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของครอบครัวหนึ่ง (ใช่! เราคิดว่ามันคือครอบครัว…ครอบครัวหนึ่ง) ประกอบด้วย 4 ชีวิตที่กระจัดกระจายไปคนละพื้นที่ พื้นที่ทั้งในรูปของตำแหน่งแห่งที่บนแผนที่และพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลภายในใจ ในห้วงเวลาเดียวกัน ห้วงเวลาอันร้อนแรงทางการเมืองที่สุดห้วงหนึ่งในรัฐไทยสมัยใหม่ การไล่รัฐบาลโง่ด้วยกิมมิคลายธงชาติเรื่อยยาวไปจนหลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 พ้องด้วยวิญญาณที่กำลังจะมลายหายไป, ความลับมืดของเซลล์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและกำแพงอันหน้าล้นของลูกพี่ลูกน้อง

ความสัมพันธ์ในเรื่องราวของพี่ชายยังคงน่าสนใจเสมอ มันเป็นความสัมพันธ์แบบที่เราไม่อาจคิดถึงได้แม้จะประสบกับมันอยู่ มันไม่ใช่แค่เพียงกำแพงหนา-บางที่กั้นเหล่าตัวละครไว้ให้มืดบอด แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น มันมีทั้งความรักและความชังที่ไม่เคยเข้ากันได้ การเอื้อมคว้าสิ่งใกล้ตาแต่ไม่อาจเอื้อมถึง โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ในตัวเองของเหล่าตัวละครที่มักสับสนและไร้แรงพลังในการต่อกรกับสิ่งรอบกาย และเมื่อความสัมพันธ์แบบนี้ถูกนำมาวางไว้ในแวดล้อมทางการเมืองแห่งความขัดแย้งรุนแรง เราจึงได้เห็นการกำเนิดของเครื่องมืออันทรงพลานุภาพ การเมืองที่ไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ของประเทศใดๆเลย…

การแสดงออกทางการเมืองกลับคือเครื่องมือในการนำพาตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านั้น เราอาจเพียงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของผู้คน ของคนที่เราแอบรัก ของความโกรธแค้นผิดรูป ทั้งหมดทั้งมวลคือการทำให้เราคิดว่าเรายังคงอยู่ มีตัวตนและยังสำคัญในสังคม กาลกลับกลายเป็นว่าการเปิดเปลือยความจริงคือสิ่งแปลกปลอม ความจริงไม่มีตัวตนในที่สาธารณะ ความจริงที่มาในรูปของประวัติศาสตร์สามารถทรานฟอร์มเปลี่ยนรูปได้ตลอดเวลา ลบแล้วเขียนใหม่ซ้ำๆเวียนไปไม่รู้จบ ประวัติศาสตร์ของสังคมบนกระดาษขุยบางจากการลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขียนขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความจริงมีมากกว่าหนึ่งเดียว ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลก็เชกเช่นกันที่แปรรูปไปในการรับรู้ของผุ้คนอื่น ถูกเขียนใหม่โดยบุคคลอื่น จนบางทีเราก็หลงลืมไปแล้วว่าประวัติศาสตร์ส่วนตนของเราเองจริงๆนั้นเป็นเช่นไร มันส่งผลต่อเราในทุกทาง ทุกช่วงวัยแม้จะไร้ลมหายใจไปแล้วก็ตาม

ท้ายที่สุดมันจึงคือการสลายลงไปอย่างมืดมิดเงียบงัน ในเวลาเดียวกับที่ในหน้าวอลล์ของเรายังคงค้างสเตตัสล่าสุดว่า “อีกวันแสนสุขในปี 2557”

หาก รัตติกาลของพรุ่งนี้ คือความฝันอันแสนเศร้า อีกวันแสนสุขในปี 2527 จึงคือความจริงที่เจ็บปวดยิ่งกว่า

ปล. อ้อมกอดของวิญญาณสุรีย์ในตอนท้ายทำให้เราร้องไห้

5/5

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s