สิงหา’14 กับหนังที่ได้ดู

02/07/14 – แหวนวิเศษ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว/ ไทย/ 2472) – 5/5

เป็นบุญอีกแล้วที่ได้ดู นี่คือนหนังเงียบไทยโดยฝีพระหัตถ์ของ ร.7 เมื่อปี 2472 หนังมีเทคนิคอย่างการเล่าเรื่อง flashback หรือการตัดต่อเพื่อผลตัวเรื่องที่ทำเอาเราตื่นตะลึง มีเส้นเรื่องสนุกสนานชัดเจน โดยแง่หนึ่งมันก็แฝงแนวคิดที่ดีในบริบทยุคนั้นเอาไว้

แต่ส่วนตัวที่เราพีคกับหนังมากๆคือการมันนำมาวางเทียบกับประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทยตังแต่การอภิวัฒน์ 2475 ถึงการคืนพระราชอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนไปถึงการอยู่เหนื่อการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในการต่อมา อำนาจแหวนคือระบอบใหม่ที่เกิดขึ้นและสร้างความเปลี่ยนแปลง การชี้ให้พ่อเป็นหมานี่คือความพีคขั้นสุด มัน 2475 มากๆ ซึ่งสุดท้ายพ่อที่แสนดีก็กลับมาและแหวนวิเศษก็จมน้ำหายไป

นี่มันหนังทำนายอนาคตของประเทศไทยชัดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ดูหนังที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=i2LJeFRuo9o

02/08/14 – Guardians of the Galaxy (James Gunn/ US/ 2014) – 4/5

 เออ แม่งเก่งจริงๆ ทั้งตัว ผกก เองและกับค่ายมาร์เวลเอง จริงๆหนังมันไม่มีอะไรใหม่เลย ประเด็นก็ซ้ำๆเดิมๆ ความรักเอย ความสามัคคีเอย การอยู่ร่วมกันในความต่างเอย แต่สิ่งที่หนังมันเด่นมากคือลูกเล่นชั้นยอดต่างๆของมันที่ฉลาดจริง ทั้งคาแรคเตอร์ตัวละครที่ใช้ไอ้ความต่างเหล่านั้นมาทำให้มันโดดเด่น แต่ละตัวมีความน่าจดจำต่างกันไปในแต่ละแบบ อีกส่วนที่ปฏิเสธไม่ได้คือการใช้เพลงยุค 70-80 มาใช้ ใครมันจะคิดว่าเพลงยุคเก่าเหล่านั้นมันจะมาเข้ากันกับหนังลิเกอวกาศแบบนี้ได้ แค่ฉากเปิดมาเราก็พลีใจให้ละ

สรุปคือหนังมันรอดตัวไปได้ด้วยการเอาประเด็นตามมาตรฐานสากลทั้วไปมาขายเด็กๆ แล้วก็ใส่ลูกเล่นเลิศๆมาแดกเงินผู้ใหญ่ ก็อย่างที่บอก แม่งเก่งจริงๆ

อนึ่ง จักรวาลมาร์เวลมึงจะใหญ่ไปแล้วนะ

02/08/14 – Prometheus (Ridley Scott/ US, UK/ 2012) – 3.5/5

 เราเคยได้ดูได้เห็นมาแล้วหลายครั้งกับหนังที่มันพูดถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่มาเยือนโลกเราในอดีตกาลที่ส่งผลกับยุคปัจจุบัน (จำได้ตอนนี้ก็อย่าง Transformer หรือ X-Men) แต่เรื่องนี้มันไปไกลกว่านั้น มันเอาเรื่องราวการมาเยือนเหล่านั้นมาผูกกับเรื่องความเชื่อและแนวคิดที่เรายึดถือกันโดยการตั้งคำถามถึงเรื่องการกำเนิดของมนุษย์ ตั้งคำถามถึงความเป็นผู้สร้าง ท้าทายพระผู้เป็นเจ้า ทั้งในแง่ที่มาที่ไป(กำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว)และในแง่ของการกลายเป็นผู้สร้างเสียเองของมนุษย์(โดยการสร้างหุ่นเดวิด) รวมไปถึงสายโซ่ของความเป็นครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น ครึ่งแรกของหนังมันเลยดูท้าทายตัวละครและทำให้คนดูอย่างเราสนุกไปด้วย (จริงๆเราไม่ได้เชื่อในเรื่องพระเจ้าใดๆแต่ชอบไอเดียของหนังที่ว่าพระเจ้าไม่ใช่ผู้สร้างแต่เราเกิดมาจากคือสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่น) แต่ด้วยความที่เราจำอะไรเกี่ยวกับหนังชุดเอเลี่ยนไม่ค่อยได้ กอปรกับความเฉยชาในความเป็นทริลเลอร์ของมัน ทำให้ในครึ่งหลังที่หนังมันไปพูดถึงเอเลี่ยนหรือความพยายามล้างโลกของเหล่าวิศวกรนั้นเรารู้สึกว่าหนังมันดร๊อปไปก่อนที่จะมาสนุกอีกทีหลังจากที่เรื่องมันกลับมาสู่ประเด็นหลักอีกครั้ง (เพื่อไปต่อในภาคสอง)

ดูจบแล้วมานั่งอ่านที่มีคนวิเคราะห์นู่นนี่นั้นแล้วก็สนุกไปอีกอย่าง หนังแม่งเปิดช่องให้คิดต่อได้เยอะจริงๆ

ปล. ชอบฉากถาม-ตอบระหว่างตัวละครหนึ่งกับหุ่นเดวิดก่อนที่จะเสิร์ฟเหล้าเค้าสารสีดำในเรื่องผู้สร้างมากๆ

04/08/14 – The Lego Movie (Phil Lord, Christopher Miller/  Australia, USA, Denmark/ 2014) – 4.5/5

 สนุกจริงสมคำล่ำลือ ยอมกับความฉลาดของมันที่ตอบโจทย์ของตัวของเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม กลายเป็นหนังที่ทำมาจากของเล่นเรื่องหนึ่งที่มันเวิร์คมากและช่วยเสริมไอ้ตัวของเล่นได้ดีเยี่ยมจริงๆ ในที่นี้คือเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ หนึ่งคือความสร้างสรรค์ในการสร้างหนังเรื่องนี้ด้วยแนวคิดอันนี้ สองคือการใช้ความคิดสร้างสรรค์มาเป็นหัวใจหลักของเรื่อง อันลงแก็ปกันพอดีกับแนวคิดของตัวของเล่นเองที่ได้ชื่อว่าเป็นของเล่นแห่งความคิดสร้างสรรค์อันหนึ่งของโลก

ในมิติต่อมามันก็สร้างโลกใบหนึ่งขึ้นมาครอบไอ้ความคิดสร้างสรรค์นั้นไว้ โลกแบบอำนาจนิยม โลกแบบ 1984 ขึ้นมาเพื่อมาซับพอร์ตให้แนวคิดแห่งความสร้างสรรค์นั้นยิ่งแข็งแรงเพราะมันสามารถนำไปพ้องกับแนวคิดเรื่องความอิสระเสรีในความคิดและการกระทำได้อีกทอดหนึ่ง

แล้วหนังมันก็ไปไกลกว่านั้นด้วยการแสดงให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ ความอิสระเสรีที่จะคิดอ่านหรือกระทำนั้นมันอยู่คู่กับคนทุกวัยไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่เพราะแม้เวลาจะทำให้คนเปลี่ยน แต่ยังไงเบื้องลึกเราก็ยังคงเรียกร้องมันอยู่ดี มันปิดกั้นกันไม่ได้

05/08/14 – แรงดึงดูด (เป็นเอก รัตนเรือง/ ไทย/ 2014) – 2/5

เป็นหนังเป็นเอกที่ไม่รู้สึกว่าเป็นหนังเป็นเอกซักเท่าไหร่เลยแฮะ เหมือนหนังทำตามโจทย์อย่างตรงไปตรงมาซึ่งเป็นเอกก็บอกตรงๆว่ามันเป็นหนังเบาสมองเพื่อให้คนเอ็นจอยมากกว่าจะเป็นหนังตามสไตร์ของเขา มันก็เลยเป็นหนังรอม-คอมที่ไม่ได้แตกต่างหรือโดดเด่นจากหนังทั่วไปเท่าใดนัก แถมด้วยตัวเรื่องมันก็ไม่ได้น่าเชื่ออยู่แล้วมันเลยทำให้เราง่ายต่อการที่จะเกลียดหนังมากๆ (ซึ่งพล๊อตแบบนี้มันเหมาะมากๆกกับการทำเป็นหนังรอม-คอมแหละ) แต่ยังดีนะที่เหมือนหนังมันรู้ตัวเอง มันก็เลยกัดจิก, หยอกล้อสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเหล่านั้นเองเสียเลย (อย่างมุกขายหัวเราะนี่ใช่มากๆ) แล้วซีนท้ายๆนี่บอกเลยว่าเราแทบอยากจะอ๊วกแต่โชคดีนะที่มันจบหนังได้ลงตัว มันเลยรอดตัวไป แต่โดยรวมไม่ค่อยประทับใจนัก

อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยหนังได้มากๆคือนักแสดงทั้งสองคนที่เยี่ยมและเข้าขากันดีจริงๆ

 07/08/14 – Return of the Moonwalker (Mike Maria/ Germany/ 2012) – 2.5/5

เสียดายไม่มีซับ ไม่งั้นคงจับอะไรๆได้มากกว่านี้กับหนังเรื่องนี้ที่แม่งบ้ามาก คัลล์สัดๆ เปิดเรื่องมาก็เจอคนแคระในชุดหนังเอากันอย่างเมามันส์ก่อนจะหยุดกิจกรรมนั้นเมื่อมีข่าวการขุดหลุมศพเพื่อขโมยมือ(ในถุงมือประกายเพชรเอกลักษณ์)ของไมเคิลแจ็คสัน จากนั้นก็กระเสือกกระสนรีบยังคอห่าน(ใช่! ที่ใช้ขี้นั้นแหละ)ในห้องส้วมเพื่อไปรับออเดอร์งานจากท่าน คารีสโตร หัวหน้าคณะละครสัตว์ขมังเวทย์สุดพิลึกเพื่อวางแผนในการการปลุกชีพราชาเพลงป๊อป ไมเคิล แจ็คสัน ขึ้นมาในเป้าประสงค์แห่งการปฏิวัติการปกครอง! พร้อมด้วยคู่เลสเบี้ยนสาวนักล่าผีกับการตามล่าผีฮิตเลอร์ใต้เมืองเบอร์ลิน!! แถมด้วยหนุ่มอเมริกัน 3 หน่อกับการผจญภัยสุดเหวี่ยงในเบอร์ลินโดยหนึ่งในนั้นเป็นคนดำชื่อ โอบาม่า!!!

ความสุดตรีนของหนังที่เห็นได้ชัดคือความบ้าในการผูกเรื่องราวมนต์ดำ, ประวัติศาสตร์, ความเพี้ยนและบุคคลที่มีเคยชีวิตอยู่จริงมาเขย่าผสมกันให้ออกมาเป็นค๊อกเทลรสชาติแปลกแต่กลับเผ็ดร้อนปลายลิ้นด้วยประเด็นการเมืองหนักๆ อย่างเป้าประสงค์การปลุกผีไมเคิลขึ้นมาก็เพื่อนำมาเรียกรวมมวลประชาชนในสนองตอบความต้องการเปลี่ยนโลกของ คาริสโตร ผู้เคยมีชีวิตจริงอยู่ในในศตวรรษที่ 19 ที่ว่ากันว่าคือพ่อมดผู้เต็มไปด้วยปริศนา โดยเอาฮิตเลอร์มาเป็นต้นแบบ โครงสร้างอำนาจในเรื่องมันเลยค่อยๆเคลื่อนจากประชาธิปไตยไปสู่เผด็จการแบบอำนาจนิยม เจ๋งดี (และก็คงไม่ต้องพูดนะว่าอีโอบาม่าที่ว่านั่นจบลงยังไง)

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือการกัดจิกเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวกับไมเคิล แจ็คสัน เช่นเรื่องอาการรักเด็กหรืออย่างการเอาชื่อเพลงมาใช้ในเรื่อง แต่ส่วนที่เด็ดสุดคือบทเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่แล้วใช้เอกลักษณ์ความเป็นไมเคิลทั้งหมดยัดใส่ลงไป มันสร้างสรรค์ดี เราชอบมาก

เดี๋ยวถ้ามีซับแล้วว่าจะดูอีกรอบ

07/08/14 – Blackfish (Gabriela Cowperthwaite/ US/ 2013) – 4.5/5

 เหมือนโดนลูบหัวเบาๆก่อนที่จะตบใส่แรงๆ มันเริ่มต้นด้วยความงดงามน่ารักแต่กลับจบลงด้วยใจระทึกและหม่นเศร้า

นี่คือสารคดีที่สนุกครบรสมากๆอันว่าด้วยเรื่องราวของปลาวาฬเพชรฆาตในสวนน้ำ Sea World มันเล่าเรื่องละเอียดยิบผ่านมุมมอง 3 มุมหลักคือมุมของครูฝึกสอนปลาวาฬ, มุมในเชิงธุรกิจของทาง Sea World และมุมของอุปนิสัยและธรรมชาติของตัวปลาวาฬเองโดยเริ่มเล่าตั้งแต่การล่าลูกปลาเพื่อมาฝึกแสดงเลย มันมีประเด็นหลักๆสองส่วนที่เราตื่นเต้นมากๆคือการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจของทาง Sea World ต่อเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับการแสดงโชว์เหล่าออก้านี้ ทั้งเบื้องหลังแอบแฝงต่างๆนาๆ การปกปิดและบิดเบือนความจริงรวมถึงการต่อสู้ในชั้นศาลด้วยยอดฝีมือ และอีกส่วนที่เพิ่มความเป็นทริลเลอร์แก่หนังแบบใจเต้นตุ๊บๆคือการพูดถึงธรรมชาติของตัวปลาวาฬเองที่แทบไม่ต่างจากคนผู้มีแนวโน้มเป็นฆาตกร!!  ยิ่งเรารับรู้ว่าเราไม่อาจสามารถสื่อสารกับสัตว์เหล่านี้ให้เข้าใจได้ มันเลยเกิดข้อสันนิษฐานไปต่างๆนาๆ ทั้งอาจเกิดจากการถูกพราก จากการถูกขังหรือแม้แต่ติดมากับยีนต์เลยด้วยซ้ำ!!!

เป็นสารคดีที่สนุกมากๆและน่ากลัวมากๆในเวลาเดียวกัน

10/08/14 – Eden (Megan Griffiths/ US/ 2012) – 2.5/5

 อาจพูดได้ว่านี่คืองานโชว์ฝีมือการแสดงของ เจมี่ ชุง กับการรับบทนำในหนังอันว่าด้วยเรื่องราวการค้ามนุษย์ซึ่งเธอก็ทำได้ดีทีเดียว แบกรับหนังทั้งเรื่องตามบทบาทที่สามารถจะส่งให้เธอได้และมันก็คือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังไปโดยปริยาย ด้วยความที่หนังมันเล่าเรื่องแบบเรื่อยๆมาเรียงๆ ตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องของตัวละครลุยหน้าดุ่มๆไปอย่างเดียวเลย มันเลยทิ้งเรื่องราวแวดล้อมอื่นๆที่น่าสนใจไปหมด อาทิ ที่มาที่ไปของขบวนการค้ามนุษย์และเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง มันเพียงแต่เดินผ่านสิ่งเหล่านั้นไปเพียงเพื่อให้บทสรุปกับตัวละครที่แน่นอนชัดเจน

 จริงๆมันมีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำและผู้ถูกกระทำที่ดูเผินๆเหมือนจะดีและน่าติดตาม แต่สุดท้ายลงท้ายด้วยความง้อยเปลีย

อนึ่ง เจมี่เวอร์ชั่นใส่ฝันเหล็กนี่ไม่เวิร์คเอามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

11/08/14 – Alpha House (Jacob Cooney/ US/ 2014) – 1/5

 นม ตูดและ The Asylum ถ้าใครชอบ 3 สิ่งนี้ก็ไปหาดูได้ แต่ขอให้ดูในช่วงเวลาที่่ว่างมากๆหรือในช่วงที่ไม่มีอะไรจะทำก็จะดีมาก จะได้ไม่รู้สึกเสียดายเวลาและพลังชีวิตมากนัก เราดูไปขับรถไปยังดูรู้เรื่องเลย ยังเต็มตาตูมๆได้อยู่ แถมยังมีเวลาให้ถอนหายใจเฮือกใหญ่หลายๆรอบอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เรายังคงรัก The Asylum เสมอ เพียงแต่เรื่องนี้มันขายนม ขายตูดเยอะไปหน่อยในเส้นเรื่องอันแสนน่าเบื่อ บทสรุปของการชิงชัยระหว่างสองเพศมันไม่ได้มอบอะไรเกิดคาดเหมือนอย่างหนัง Asylum เรื่องอื่นๆมักมอบให้

ไว้อาลัยแปป…

poster112/08/14 – แผลเก่า (ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล/ ไทย/ 2014) – 2/5

 วันแม่ก็ควรไปดูหนังของหม่อมสิค่ะ แล้วอิชั้นก็ได้พบว่าหม่อมทำให้อกอิฉันกลัดหนองและแสนแสบไปด้วยความสุดขีดสุดตรีนขิงๆของหม่อมเจ้าค่ะ

จะว่าไปดิฉันก็ดูหนังของหม่อมในยุคหลังมาครบทุกเรื่องเลย เหล่าบรรดาหนังที่หม่อมเอาวรรณกรรมไทยคลาสสิคมาตีความใหม่พร้อมกับใส่แนวคิดทางการเมืองของหม่อมเข้าไป แรกๆอิชั้นยังใหม่และความรู้ความคิดยังด้อยอ่อนทั้งในตัววรรณกรรมที่ไม่เคยอ่านซักเล่มและกับตัวประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ตอนนี้เมื่อดิชั้นมีโอกาสได้เรียนรู้ศึกษามาบ้าง การดูหนังของหม่อมเรื่องนี้อิชั้นเลยบันเทิงเริงรมณ์กับการตีความวรรณกรรมของหม่อมอย่างมาก สาแก่ใจในการยัดความคิดต่อต้านระบอบใหม่ของหม่อมเหลือเกินเจ้าค่ะ

ในแง่วรรณกรรมที่อิชั้นยังไม่เคยอ่านและไม่เคยดูหนังเวอร์ชั่นก่อนมาก่อนเลย แต่พอดูแล้วก็อุปโลกน์ไปก่อนเลยว่าคือการ “ได้แรงบันดาลใจ” มาจากวรรณกรรมของโลกอย่างโรมีโอ แอนด์ จูเรียต ของนายเชคสเปียร์ ซึ่งพออิชั้นเข้าใจไปอย่างนี้แล้วอิชั้นก็เลยช่างหัวกับตัวรรณกรรมไปเลยเจ้าค่ะ ไม่เคยอ่านก็ไม่รู้จะเทียบกับอะไร ดังนั้นแล้วอิชั้นก็เลยมุ่งความคิดไปยังบรรดาแนวคิดต่างๆที่หม่อมยัดเข้าไป อิชั้นพบว่าในเรื่องนี้หม่อมชัดเจนเหลือเกินในการแอบอิงแนวคิดต่อต้านประชาธิปไตยอันเป็นระบอบใหม่ที่เกิดขึ้นในท้องเรื่องคือในช่วงปีระหว่าง พ.ศ. 2479 ถึง 2482 หลังการอภิวัติ 2475 ของคณะราษฎรไม่นาน ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งอิฉันก็เห็นว่าช่วงเวลานี้บริบทมันเหมาะเหลือเกินในการยกมาใช้อ้างอิงแนวคิดของหม่อมเอง หม่อมเลยใส่ซะเต็มที่เลยทั้งความเหี้ยของระบอบการเมืองใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ความเลวร้ายของความเป็นสมัยใหม่ อีพวกนักเรียนนอกตามตูดฝาหรั่ง พวกมั่วไปเรื่อยและไม่เห็นหัวใคร บลาๆๆๆ พวกนี้ระบอบนี้มันแย่ มันเลวจนทำให้ท้องทุ่งบางกะปิต้องป่นเปื้อน ความรักบริสุทธิ์ต้องถูกพรากจาก พวกคุณๆจะทำให้ในน้ำจะไม่มีปลาและในนาจะมีข้าวนะ สาแก่ใจแล้วใช่ไหมไอ้พวกผู้ดี ไอ้พวกบางกอก อีพวกริยำ

แต่เพื่อไม่เป็นการมองหม่อมด้านเดียวเกินไป อิชั้นค้นพบว่ามันยังมีอย่างน้อย 2 เรื่องที่มันขัดแย้งหรืออาจหักล้างกับสิ่งที่หม่อมยัดใส่เข้าไป (จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็สุดจะคาดเดา) หนึ่งคือความมุทะลุของไอ้ขวัญซึ่งมองได้สองแง่ อันนึงคือการบอกว่าระบอบเก่ามันก็ยังมีปัญหาเหมือนกันนะ (ระบอบเก่ายังไง ก็ดูจากการถอดเสื้ออยู่เกือบตลอดทั้งเรื่องของไอ้ขวัญเอา) อีกอันคือการเป็นภาพแทนของการต่อต้านของเหล่าผู้นิยมระบอบเก่าซึ่งเมื่อคิดแบบนี้แล้วและดูตามบริบทในเรื่อง มันอาจคือภาพแทนของการก่อกบฏบวรเดช ปี 2476, กบฏนายสิบ 2478 และกบฏพระยาทรงสุรเดช 2482 (อันนี้อิชั้นคิดของอิฉันเอง อย่าได้ถือสาเอาความอิชั้นเลย)

อีกหนึ่งคือการเปลี่ยนไปของตัวอีเรียม จากชาวบ้านไปเป็นผู้ดี ผู้ได้รับรู้และซึบซับระบอบใหม่เข้าไป เธอผู้ไม่มีสิทธิในการเลือกในตอนแรก แต่กลับมีสิทธิ์เหล่านั้นในตอนหลัง “ดิฉันถอนหมั้นด้วยตัวเองแล้ว” ประโยคที่ออกจากปากอีเรียมนี้มันชัดเจนมาก มันเป็นแนวคิดของระบอบใหม่ อีเรียมมีสิทธิ์เลือกที่จะกลับมาทุ่งบางกระปิก็อยู่ในแนวคิดแบบนี้เช่นกัน มันก็เลยเข้าวลีที่ว่า “รับเอาแต่สิ่งที่ดีที่เหมาะควรกับคนไทยมาปรับใช้” แหมหม่อมก็ ช่างร่วมสมัยและไท้ไทยเจ้าค่ะ

อย่างไรก็ตาม มันมีอยู่ฉากหนึ่งที่อิชั้นรับไม่ได้อย่างรุนแรง มันคือฉากยอมรับและเคารพตัวอีเรียมของคุณสมชายแล้วลงไปจูบมือแล้วไอ้ขวัญมาเห็น ฉากนี้มันเปลี้ยใจเปลี้ยกายดิฉันมาก หม่อมใส่เข้ามาแบบง่อยเปลี้ยเหลือเกิน หนึ่งก็เพื่อผลของตัวเรื่องในการขมวดปมให้งวดก่อนจบหนัง อีกหนึ่งก็เพื่อการชาบูความสวยงามของสมัยเก่า ของระบอบเก่าที่ความเป็นสมัยใหม่ ความเป็นระบอบใหม่ต้องศิโรราบ คนเหี้ยห่าแค่ไหนก็กลับมาเป็น “คนดี” ได้หากรักในระบอบเก่า ค่ะ!

ยัง ยังค่ะ อิฉันจะขอชื่นชมหม่อมอีกนิดละกันนะค่ะกับบรรดาส่วนประกอบต่างๆในท้องเรื่องที่ไม่คิดฝันว่าจะได้พบได้เจอ อาทิเพลงสวมหมวกที่อิฉันฟินเฟ่อมากๆ หรือการใช้เพลงประกอบระหว่างท้องทุ่งกับในเมืองที่ตัดกันแบบเอาให้หลังหักกันไปเลย หรือกับภาพย้อมสีซะอิ๊มอิ่ม อิ่มซะจนบางทีมันแตกเป็นเกรนเลย ทุ่งบางกะปิของหม่อมกลายเป็นภาพแวนโก๊ะฉบับไทยๆไปเลยค่ะ ซึ่งมิตรสหายท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า คำอะไรก็ตามที่ตามด้วย “แบบไทยๆ” นั้น ความหมายของคำๆนั้นจะกลายเป็นตรงกันข้ามทันทีเจ้าค่ะ

สุดท้ายขอกล่าวถึงนักแสดงหน่อย ใหม่ ดาวิกา เลอค่ามากค่ะ นางสวย นางเด่น นางขึ้นกล้องเหลือเกิน, นิว ชัยพล ก็โอก็ดี ผิดกับเหล่าเดอะสตาร์ทุกตัวเลยค่ะที่วัลลาบีอยากเป็นเหมือนเหล่าเพื่อนอีมากในหนังพี่มากฯ กันจังเลย มันน่ารำคาญอ่ะค่ะ

อนึ่ง เมื่อครั้งหนัง จันดารา ปัจฉิมบท หม่อมใช้รถเก่าตามยุคสมัยของหนังแต่หม่อมพลาดตรงที่หม่อมหลุดให้เห็นภาพพรมปูพื้นรถแบบขดใยที่ในยุคนั้นยังไม่มีการผลิตหรือใช้กัน พอมาที่เรื่องนี้ดิฉันก็เลยตั้งใจสอดส่องสายตาในเรื่องแบบนี้เป็นพิเศษ แล้วดิฉันก็พบกับแว่น Rayban ค่ะ แว่นเรแบนด์ในปี พ.ศ. 2482! ออกจากโรงดิฉันก็เลยรีบหาข้อมูลเลยเจ้าค่ะแล้วก็พบว่าแว่นเรแบนด์นี้เริ่มขายไปสู่สาธารณชนครั้งแรกในปี ค.ศ. 1937 หรือ พ.ศ. 2480
นั้นก็หมายความว่าหม่อมรอดตัวไปค่ะ แล้วยิ่งคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริกาในยุคนั้นก็น่าจะถือว่าถูกต้อง อันนี้ต้องขอบคุณหม่อมที่ทำให้ดิฉันไปศึกษาประวัติของแว่นเรแบนด์ค่ะ

ปัจฉิมลิขิต. แหมมม หม่อมก็ หนังหม่อมเน้นความงามความสวยอลังกาลของทั้งนักแสดงและท้องทุ่งบางกระปิ ไฉนเลยหม่อมถึงไม่ทำโปสเตอร์ให้มันดูดีและเยอะกว่านี้ล่ะจ๊ะ อิชั้นรู้ว่าหม่อมนิยมระบอบเก่าแต่ก็ขอให้ชั้นได้เลือกหน่อยเถอะ อีเรียมสาวบ้านนายังมีสิทธิ์เลยไฉนอิชั้นไม่ได้รับสิทธิ์นั้นบ้างล่ะค่ะ ชั้นคนกรุงแท้ๆ อิฉันเห็นโปสเตอร์หนังแล้วได้แต่ส่ายหน้าไปมาเจ้าค่ะ

**แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องแว่นตาเรแบนด์ **

จริงๆแล้วในยุคตามท้องเรื่องนั้นรัฐไทยในยุคจอมพล ป. ญาติดีกับทางญี่ปุ่นมากกว่าอเมริกาอันเป็นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่รัฐไทยเอียงไปหาทางฝ่ายอักษะมากกว่าฝ่ายสัมพันธ์มิตร(ที่เสรีไทยเข้าร่วมอย่างลับๆ) ดังนั้นแล้วในช่วงนั้นแว่นเรแบนด์ไม่น่าจะเข้ามาไทยได้เร็วขนาดนั้นเพียงแค่ 2 ปีหลังจากปล่อยขายให้แก่สาธารณชน

13/08/14 – The Lodger (Alfred Hitchcock/ UK/ 1926) – 4/5

 เป็นหนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์เงียบครั้งที่ ๑ ซึ่งก็นับว่าเป็นบุญชีวิตที่ได้ดูหนังเรื่องแรกๆของปรจารย์ด้านภาพยนตร์ของโลก อัลเฟรด ฮิตคอก ที่หากเขายังมีชีวิตอยู่ก็จะอายุครบ 115 ปีพอดีในวันที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ การดูหนังเงียบในโรงสแตนอโลนหนึ่งเดียวในไทยนี้นับเป็นความวิเศษหนึ่งในประสบการณ์การดูหนังของเราและอาจจะของคนอีกหลายๆคนในวันนั้นที่อุ่นหนาฝาคั่งมากๆ

ว่ากันว่านี่คือหนังเรื่องแรกที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นภาพยนตร์ในแบบฮิตคอกจริงๆ แม้ส่วนตัวจะไม่ได้เป็นสาวกของฮิตคอกหรือได้ดูหนังของเขาครบทุกเรื่อง (ได้ดูแค่เรื่องดังๆ) แต่ก็พอเห็นลายเซ็นเจ๋งๆของเขาในวิธีการเล่าเรื่องและเทคนิคต่างๆ สนุกเพลิดเพลินดี ยิ่งลองนำไปคิดถึงปีที่หนังมันออกฉายมันก็น่าตื่นเต้นดีที่ยุคนั้นมีคนสร้างหนัง Suspense Thriller เจ๋งๆแบบนี้กันแล้ว

ส่วนเรื่องเพลงประกอบที่บรรเลงโดย ทฤษฏี ณ พัทลุง และ สมเถา สุจริตกุล ตอนออกจากโรงมาได้คุยกับน้องที่ดูด้วยกัน น้องเขาว่าเพลงยังไม่ดี ยังเทียบกับอีกสองคนที่ร่วมบรรเลงในเทศกาลนี้ไม่ได้ (หมายถึง Maud Nelissen และ Mie Yanashita) ซึ่งเราก็พอเข้าใจได้แหละเพราะสองคนหลังนั้นมากประสบการณ์ในการบรรเลงประกอบหนังเงียบมาก่อน แต่ส่วนตัวตอนเราดูเราไม่ได้ติดขัดเรื่องเพลงอะไรเลยนะ อาจเพราะจากที่เคยดูหนังเงียบสั้นทางยูทูปมาบ้าง ดูในวันหนังเงียบของหอภาพยนตร์มาบ้างก็พบว่ามันมักจะไม่สมู๊ดนัก มีติดมีขัดมีคร่อมบ้าง ซึ่งโดยรวมในเรื่องนี้เราโอเคกับตัวเพลงเลยทีเดียว เปิดเรื่องมาพร้อมเสียงเปียโนนี่ทำเอาขนลุุกได้เหมือนกันนะ (ทั้งนี้ทั้งนั้นเรายังไม่เคยได้มีโอกาสเสพผลงานของสองคนหลัง)

ฉากเด็ด: ฉากการมาโรงแรมครั้งแรกของผู้เช่า, ฉากซ้อนภาพการเดินกับโคมไฟ, ฉากไล่รุมประชาทัณฑ์, ฉากซ้อนหน้าในรายการวิทยุและฉากคิดหวนคำนึง

14/08/14 – 2046 (Wong Kar Wai/ HK, China, France, Italy, Germany/ 2004) – 4/5

 กลับมาตามดูหนังหว่องแบบเรียงเรื่องต่อไป โดยหนังเรื่องนี้เราขอยกให้มันคือหนังปิดยุคของหว่องแล้วกัน ก่อนจะไปแป๊กในฮอลลีวู๊ดกับ My Blueberry Nights และหนังเรื่องล่าสุด The Grandmasters ที่เราขอยกไว้ให้เป็นหนังในยุคต่อมาของหว่อง ซึ่งก็หวังว่าเขาจะทำหนังต่อไปอีกเรื่อยๆ

จริงๆเราเคยดูเมื่อตอนมันเข้าโรงฉายแล้วเมื่อ 10 ปีที่ก่อนอันเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มดูหนังนอกฮอลลีวู๊ดซึ่งก็พบว่าเราไม่หือไม่อือกับหนังใดๆเลยและก็จำอะไรในหนังแทบจะไม่ได้ (เว้นเสียแต่การมาไม่กี่วิของ เบิร์ด ธงไชย) แต่พอมาได้ดูตอนนี้ ดูหนังขอเขาแบบเรียงเรื่องแบบนี้ เราค้นพบว่านี่เป็นหนังปิดยุคที่สมบูรณ์แบบมาก โอเคละมันอาจมีความเวิ้นเว้อมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆของเขา มีอาการมันส์มือในการใส่เรื่องเก๋ๆเพลงเก๋ๆเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากคือการที่มันพาเราห้วนไห้ย้อนอดีตหนังของหว่องเองอีกที มันไม่ใช่บทสรุป แต่เป็นการพาไประลึกถึงหนังเรื่องก่อนหน้าเกือบทั้งหมดของเขาที่เราหลงใหล อันถูกนำมาใส่ไว้ในเส้นเรื่องของ 2046 แล้วก็ไปสะท้อนต่อกับภาวะในตัวนิยายที่มิสเตอร์โจวเขียนขึ้นในเรื่องอีกทีอันว่าด้วยเรื่องของการตามหาความทรงจำที่สาปสูญ

เราเห็นฉากจูบอันดูดดื่มที่ทำให้ระลึกถึง As Tears Go By, ได้พบเรื่องเล่าของนกไร้ขารวมถึงฉากแต่งหล่อของเหลียงเฉาเหว่ยในตอนจบของ Day of Being Wild, ตัวละครเหลียงเฉาเหว่ยและเฟย์หว่องกับความสัมพันธ์บางๆเหมือนใน Chungking Express, นิยายกังฟูที่ตัวละครเฟย์อยากเขียนอาจคือ Ashed of Time, อาการผิดหวังในความรักของจางซี่ยี่คงไม่ต่างจากมิเชลใน Fallen Angels, ความรักต้องห้ามในอดีตและการเก็บซ่อนความลับไว้กับรูกำแพงน่าจะเป็นเรื่องราวเดียวกันใน In The Mood For Love เหล่านี้คืออดีตที่กำลังจะสูญหายไปในตัวหนังเองและอาจจะหายไปในตัวคนดูหนังอย่างเรา

อย่างไรก็ตาม จริงๆแล้วหนังหว่องทุกเรื่องมันมักมีความสัมพันธ์ ความคาบเกี่ยว ความเกี่ยวเนื่องในหนังของเขาเองเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่การได้เห็นสิ่งเหล่านี้อีกครั้งในโครงสร้างของการตามหาความทรงจำที่สูญหายแบบในเรื่องนี้ เราพบว่ามันใช่มากๆๆๆ โดยในอีกเหตุผลหนึ่งคือในหนังยุคต่อมาของเขาอย่าง The Grandmasters มันก็พูดในเรื่องคล้ายๆกันคือการตามหาความทรงจำแต่เป็นควาทรงจำที่เกี่ยวกับแขนงต่างๆของกังฟูที่กำลังจะสุญหายไป อันสามารถนำไปสะท้อนการเริ่มสูญหายไป การเริ่มหมดความนิยมลงไปของหนังแบบหว่องๆอีกที

ปล. อีกเหตุผลที่ว่านี่คือหนังปิดยุคแรกของเขาคือการร่วมงานกันครั้งสุดท้ายกับตากล้องคู่บุญ คริสโตเฟอร์ ดอยล์

16/08/14 – Aka x Pinku (Koichi Sakamoto/ Japan/ 2014) – 2.5/5

หาซับไม่ได้ก็เลยดูแบบไม่มีซับนั้นแหละซึ่งก็โชคดีที่หนังมันไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไร มันคือเรื่องราวการต่อสู้ของบรรดาสาวๆ ทั้งการต่อสู้ใต้ดินในกรงคล้ายๆ UFC และการต่อสู้กับอดีตของเหล่าบรรดาสาวๆเองโดยที่แต่ละคนก็มีเบื้องหลังอันเลวร้ายต่างกันไป ตัวเอกเป็นหญิงที่รู้สึกผิดในการรักเพศเดียวกัน (อืมมมม) ซึ่งคนรักก็เป็นศัตรูคู่ต่อกรนั่นแหละตามสูตร อีกคนมีปัญหากับแม่ อีกคนเล่นเซ็กซ์กับพ่อเลี้ยงแล้วโดยแม่เฉดหัว หนังก็เดินไปตามสูตรตรงๆ จบแบบแฮบปี้ฮาเลลูย่ากันไป

แต่ส่วนที่มันสนุกคือฉากการต่อสู้ต่างๆ แต่ละนางดูมีพื้นฐานการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อการต่อสู้มาบ้าง ภาพที่ออกมามันเลยดูดีไม่ก๋องเก๋ง แถมได้ซาวด์ดิบๆแบบหมัดกระทบเนื้อช่วยด้วย เราเลยได้ฉากการต่อสู้ดิบๆมันส์ๆและรุนแรงมาแทน ลองมาค้นข้อมูลดูก็พบว่าผู้กำกับเป็นสตันท์แมนและเป็นผู้กำกับขาประจำในหนังตระกูลยอดมนุษย์ญี่ปุ่นต่างๆ (พวกมดแดง, มนุษย์ 5 สี) ก็เลยไม่แปลกใจว่าทำไมเราถึงชอบฉากต่อสู้ในหนังนัก

อนึ่ง หนังก็ไม่ลืมที่จะขายการจ้องมองร่างกายของเพศหญิงเอาไว้ทั้งในแง่การโชว์อย่างตั้งใจและแง่ของการเคลื่อนไหวร่างกายในฉากต่อสู้ แต่ก็ใส่เข้ามาในปริมาณและจังหวะที่พอรับได้ เลยไม่ได้รู้สึกยัดเยียดเท่าไหร่

18/08/14 – Tasher Desh (Qaushiq Mukherjee/ India/ 2012) – 3.5/5

เราชอบ GANDU (2010) งานก่อนหน้าของผู้กำกับคนนี้มากๆ มันเป็นหนังอินเดียที่โครตแตกต่างจากหนังอินเดียที่เราเคยรู้จักและมันพังค์มากๆ เราก็เลยลองหางานอื่นๆของเขามาดูจนพบกับหนังเรื่องนี้ที่แค่ตัวอย่างก็ทำเอาเรากรี๊ดแตกแทบลงไปแดดิ้นด้วยความเก๋เริดสุดๆของมัน

หนังดัดแปลงมาจากละครเวทีชื่อเดียวกันของศิลปินชาวอินเดียเชื้อสายบังคลาเทศ Rabindranath Tagore เจ้าของรางวัลโนเนลสาขาวรรณศิลป์ในปี 1913 มันพูดถึงการหลุดพ้น, การข้ามกรอบออกจากกรงและการปฏิวัติทั้งในแง่ของตัวตนของเราเอง, แง่ของการปกครองของสัมคมและในแง่ของเพศสภาพเพื่อการปลดปล่อยสู่ความเสรี ซึ่งปัญหาคือเราไม่รู้บริบทมากมายของทั้งตัวเรื่องและตัวผู้ประพันธ์มากพอที่จะเข้าไปเจาะลึกและยึดยึงอะไรต่างๆในหนังได้ ผลที่ได้คือความรู้สึกว่าประเด็นมันเชยและเก่ามากอย่างพวกเรื่องการต่อสู้กับความคิด กับระบอบต่างๆนาๆเหล่านั้น (แต่ก็นะ ไอ้เรื่องการปฏิวัติ การต่อต้านระบอบเผด็จการนี่บ้านเรายังย้อนกลับไปย่ำอยู่เลย) แต่เราชอบช่วงหลังของหนังที่มันแสดงภาพของเผด็จการด้วยระบบของไพ่ที่เรียงหมู่เหล่าตามหน้าไพ่และเรียงหน้าที่และตำแหน่งตามตัวเลข กอปรกับการที่มันให้ผู้ก่อการปลดเอกเป็นผู้หญิงในแวดล้อมของผู้ชายเป็นใหญ่ โดยทั้งหมดมวลนั้นกลับถูกครอบไว้ด้วยแนวคิดของชายจากพื้นที่อื่นอีกทีตามอย่างการมาถึงของแนวคิดสมัยใหม่

อย่างไรก็ตามเรายังคงขอให้คะแนนกับความสร้างสรรค์ของหนังที่จัดเต็มในเทคนิค ทั้งภาพขาว-ดำของผู้เล่าเรื่องมาตัดขัดแย้งกับความความฉูดฉาดของตัวเรื่องที่เล่า, การตัดต่อฉึกฉับรัวๆรุนแรงตามภาวะของการอยู่ใต้อำนาจ รวมไปถึงเพลงประกอบดั่งบทกวีงดงามจนอาจเรียกได้ว่านี่คือหนังเพลงที่เซอร์เรียล แฟนตาซีและแก่การเมืองเรื่องหนึ่งจากอินเดียโดยผู้กำกับที่มีสไตร์เฉพาะตัวผู้เปลี่ยนเรื่องเชยๆให้โดดเด่นขึ้นมาได้

19/08/14 – ผีสองนาง (ฤทธิ์รงค์/ ไทย/ 2532) – 3/5

คัลล์ฉิบหายวายป่วง คัลล์จนตลก ตลกจนรู้สึกตื่นเต้นดีที่พบหนังไทยคัลล์ๆแบบนี้ เรื่องราวผีสาง หมอผีและอาคมที่มีทั้งพญานาคสองหัว หัวกระโหลกพูดได้และซีจีการต่อสู้ด้วยอาคมสุดคัลล์

ดูหนังได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=aFOepwVYgtY

อนึ่ง ในคอมเม้นต์มีคนนึงแจ้งว่านี่อาจเป็นเวอร์ชั่นที่อาจตัดต่อเพิ่มหรืออาจผสมกับหนังเรื่องอื่น ซึ่งก็น่าสงสัยเหมือนกันเพราะอย่าง สุเชาว์ พงษ์วิไล ที่มาแล้วก็หายไปเฉยๆเลย หรือกับคู่ของอาฟางก็มาแต่ตอนต้นกับตอนใกล้จบ งงเหมือนกัน

ปล. ชอบโปสเตอร์นี้มาก ยิ่งใหญ่ผิดตัวหนังจริงๆ 555

23/08/14 – K-20: Legend of the Mask (Shimako Sato/ Japan/ 2008) – 3/5

Set up โลกในหนังน่าสนใจดี มันว่าถึงโลกที่ไม่เคยเกิดสงครามโลกมาก่อนเป็นผลให้ญี่ปุ่นไม่เคยโดนระเบิดและพ่ายแพ้ในสงครามใดๆ เพื่อที่หนังมันจะได้ไปพูดถึงสังคมแบบชนชั้นแทน ที่เราสนใจก็เพราะเราไม่ค่อยได้เห็นหนังญี่ปุ่นที่มันพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ พูดถึงเรื่องการต่อสู้ระหว่างชนชั้นและการกดขี่หรือการขยับขึ้น-ลงชั้นของคน รวมไปถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมญี่ปุ่นในโลกแบบนี้

แต่ก็ตลกดีที่ในที่สุดพอหนังมันไปพูดถึงเรื่องความขัดแย้งทางความคิด, การขัดแย้งในแนวคิดและหลักการของคนจากชั้นเดียวกัน มันก็มอบบทสรุปว่าคนที่มันอยู่รอดก็คือคนที่มันถ้อยทีถ้อยอาศัยกับคนชั้นสูงนั้นแหละ คนที่มันสุดขั้วก็โดนทำลายไป สุดท้ายแล้วโลกในหนังมันก็กลายเป็นโลกยูโธเปียไปซะงั้น น่าเสียดายมาก (แถมไอ้คนชั้นสูงในเรื่องก็เป็นคนดี๊ดี ดีจนน่าตกใจ)

ซึ่งก็น่าคิดว่าการเซ็ตญี่ปุ่นที่ไม่เคยแพ้สงครามมาก่อนแล้วให้สังคมมันอยู่ดีเป็นสุขแบบนี้ มันมีนัยยะอะไรหรือเปล่า?

หนังดูสนุกดี ครึ่งแรกของหนังเคร่งขึมขึงขังมาก แต่พอครึ่งหลังกลับกลายเป็นหนังตลกซะงั้น โดยมี ทาคาโกะ มัตซึ เป็นตัวขโมยซีน (ที่บ้าและติงต๊องดี)

23/08/14 – Love and Bruises (Lou Ye/ China, France/ 2011) – 4/5

โหลวเย่คือหนึ่งในผู้กำกับจีนในดวงใจ เขาเป็นผู้กำกับที่เก่งในการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยฟอร์มที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นในความสัมพันธ์ที่มักไม่อยู่ในนิยามทั่วไป อย่างเรื่องนี้เขาก็เล่าเรื่องวิบากกรรมความรักของสาวจีน เธอหนีคู่รักไปตามหาชู้ในปารีสก่อนจะโดนปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แต่แล้วพอเธอเดินมึนๆซึมๆหน้าก็ไปกระแทกกับเหล็กที่ชายชาวฝรั่งเศสแบกหามอยู่จนพัวพันกลายเป็นความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดที่ยืนอยู่บนแบล็คกราวด์มืดๆของคนทั้งสอง ความสัมพันธ์ที่คนอื่นยากในการทำความเข้าใจ ซึ่งสเน่ห์ของหนังมันก็อยู่ตรงนั้นแหละ ตรงความคาดเดาใดๆไม่ได้ของมัน

ที่ชอบอีกอย่างคือในตอนแรกเราคิดว่าหนังมันคงจะให้ภาพของความต่างทางวัฒธรรมจำพวกผู้น้อยในสังคมของอีกซีกโลกเพื่อเหตุผลในการสร้างเงื่อนไขให้กับตัวละคร แต่เปล่าเลยเพราะหนังมันพยายามจะ blur ความต่างที่ว่าให้เจอจางที่สุดด้วยการถ่ายภาพของหนัง โดยการสร้างโมเม้นต์แวดล้อมของทั้งปารีสและปักกิ้งให้คล้ายคลึงกันซึ่งพอกล้องมันจับไปที่ตัวซับเจกค์ ไอ้ภาพเบลอๆข้างหลังมันเลยคล้ายกันไปหมด เดาเอาว่าเป็นความต้องการให้ผู้ชมพุ่งความสนใจและให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมากกว่าแวดล้อมต่างๆ

หนังยังคงถ่ายภาพแบบดิบๆด้วยแฮนด์เฮลและภาพเกรนแตกตามสไตร์ของเย่ที่เราชอบ เพราะมันเป็นส่วนช่วยที่ดีมากๆในการเสริมอารมณ์ความรู้สึกกับประเด็นหนักๆที่อยู่ในหนังแต่ละเรื่องของเขา แถมเรื่องนี้เหมือนเขาจะใช้วิธีการถ่ายในสถานที่จริงด้วย เราเลยได้เห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมามองกล้องมองตัวละครตลอดเวลา

ดูจบแล้วก็คิดถึงวลีของมิตรสหายท่านหนึ่งที่ว่า ความรักคือโรคร้าย…

โปรแกรมหน้าต่อด้วย Mystery

24/08/14 – Election (Johnnie To/ HK/ 2005) – 4/5

หนังพี่ตู้ทำกูฟินน้ำแตกอีกแล้ว!

หนังมันเล่าเรื่องการเปลี่ยนมือเลือกหัวหน้าของกลุ่มมาเฟียฮ่องกงที่จะเกิดขึ้นทุก 2ปี ซึ่งในเรื่องไอ้คนที่มันเข้าเกณฑ์ทั้งสองแม่งก็ชิงไหวชิงพริบกันไปมา ร๊อบบี้กันเละเทะ อำนาจเอย เงินเอยหรืออะไรก็ตามที่มีอยู่ในมือก็เอามาใช้เพื่อให้ตนเองขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของกลุ่มโดยมีความเชื่อและกฏเกณฑ์คำสาบานแต่เก่าก่อนมาเป็นเกราะป้องกันตัวและการรับประกัน

พี่ตู้เล่นตัดตัวละครเพศหญิงทิ้งไปให้(เกือบ)หมดแล้วก็ดันตำรวจฮ่องกงไปอยู่ชายขอบเพื่อที่จะได้เล่าไอ้เรื่องการเลือกหัวหน้าที่ว่านี้แบบจริงจังขึงขัง แมนๆเพียวๆไม่บันยะบันยัง สนุกแบบน้ำแตกกันเลยทีเดียว จะว่าไปไอ้เรื่องการแย่งคฑามังกรอะไรนั้นถ้ามันไม่อยู่ในมือพี่ตู้ มันอาจจะกลายเป็นเรื่องตลกไปเลย แต่พี่ตู้แกเอาอยู่จริงๆ

ชอบฉากปิดบ้านตีแมวช่วงท้ายฉิบหาย เรานี่ตบเข่าฉาดๆเลย

รีบหาภาคสองมาดูรัวๆๆๆๆ

18/08/14 – Black & White & Sex (John Winter/ Australia/ 2012) – 4.5/5

เราไม่รู้ว่าจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นแนวไหนดี หนังมันเต็มไปด้วยการสัมภาษณ์และถ่ายการสัมภาษณ์นั้นอย่างสารคดีแต่เรื่องทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นนั้นพอดูไปซักพักเราจะเริ่มจับทางได้ว่ามันคือเรื่องแต่ง มันมีบทชัดเจน ซึ่งถ้าแค่นี้เราก็อาจเรียกมันได้ว่าเป็น Mockumentary แต่มันไม่อย่างนั้นสิ เพราะหลังจากเรารู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องแต่ง หนังมันก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่าแบบ Fiction ไปเลยด้วยเรื่องราวในบทสัมภาษณ์นั้นแหละร้อยเรียงไปตามบท เลยกลายเป็นว่าหนังมันเล่าเรื่องแต่งที่ถ่ายแบบสารคดีแต่ไม่ใช้เพื่อให้มันดูสมจริงใดๆ มันกลับต้องการให้มันดูไม่จริงไปเลย มันประหลาดดี

นี่คือหนังที่มีแต่การสัมภาษณ์ สัมภาษณ์และสัมภาษณ์ เต็มไปด้วยการถามตอบยาว 90 นาที มันคือการสัมภาษณ์โดยผู้กำกับสารคดีและโสเภณีนาม “แอนจี้” ฟังดูอาจน่าเบื่อ แต่เปล่าเลย กลับกลายเป็นว่ามันคือการสัมภาษณ์ที่เผ็ดร้อน คำถามและคำตอบไร้ซึ่งการหมกเม็ดเหนียมอาย ทุกช๊อตคือความตรงไปตรงมาที่ครอบคลุมแนวคิดในเกือบทุกด้านของเซ็กซ์ โสเภณี ความรัก ความต่างระหว่างเพศ ความจริงความลวง อำนาจและการควบคุมรวมไปถึงการถึงจุดสุดยอดออกัสซัม มันให้ความรู้สึกเหมือนคนดูมีเซ็กซ์จริงๆที่คำถามคือการสอดใส่ คำตอบคือความหรรษา มันมีทั้งการผ่อนเบาและรุกรุนแรง แย่งกันเป็นผู้คุมและถูกควบคุม ก่อนที่จะร่ำลากันไปโดยที่เรา(ตัวเรา)ก็ไม่ได้แอ๊ะใจหรอกว่าไอ้ออกัสซัมที่เกิดขึ้นนั้นมันจริงหรือมันเฟค!

จะขัดใจอยู่หน่อยนึงก็ตรงการเปิดเผยเบื้องหลังของผู้สัมภาษณ์ที่มันว่ามันทำโปรเจกค์นี้ขึ้นเพราะว่ามันเพิ่งรู้ว่าเมียมันเคยขายตัวมาก่อน และเพราะตัวมันเป็นคนคอนเซอเวทีฟมากๆ(ผ่านคำถามของมันของมันนั้นแหละ) มันเลยทำโปรเจกค์การสัมภาษณ์โสเภณีแบบนี้ขึ้นมาเพื่อหาคำตอบความสันพันธ์ในเรื่องรักๆเซ็กซ์ๆเหล่านั้น ซึ่งพอเรารู้อย่างนี้เราเลยรู้สึกว่ามันโบราณไปหน่อย เอาคอนเซอร์มาปะทะกับลิเบอรัลเชยๆ น่าเสียดายทั้งๆที่มันไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้เพราะตัวบทตัวการสัมภาษณ์มันดีมากๆอยู่แล้ว

ออ! อีกอย่างที่ดีมากๆของหนังคือการใช้นักแสดง 8 คนในการมารับบทแอนจี้ ซึ่งทั้ง 8 คนก็มีความหลากหลายต่างกันไปทั้งช่วงวัยและภูมิภาคที่มา มันสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและความเป็นสากลของคนในอาชีพนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแต่ละนางแสดงได้แบบเมพขิงๆมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ทุกคนมีเอกลักษณ์แตกต่างกันและน่าจดจำทุกคนจริงๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราดูแบบไม่มีซับใดๆ (เพราะหาไม่ได้เลย) ใช้การดูสองรอบแทนแต่ก็ยังคงไม่เข้าใจและไม่เก็ตในบางเรื่องบางประเด็นอยู่ดีเพราะฟังไม่ออก เสียดายจุง

ปล. ซีนท้าทายด้วยการช่วยตัวเองตอนท้ายนี่สุดตรีนมาก มันทั้งขี้เล่น เซ็กซี่แกมหยอกเย้าน่าหลงไหลไปในทีพร้อมๆไปกับคำถามมากมายก่อนหนังจบลง เจ๋งดี ชอบมาก

บทสัมภาษณ์เจ๋งๆที่เราชอบ (เท่าที่ฟังออกอะนะ):

1.
ผู้สัมภาษณ์: คุณแยกระหว่างรักและเซ็กซ์อย่างไร?
แองจี้: ถุงยาง!

2.
ผู้สัมภาษณ์: ตอนคุณทำรัก คุณ…
แองจี้: (พูดขึ้นขัด) มันไม่ใช่การทำรัก
ผู้สัมภาษณ์: โอเค ตอนคุณมีเซ็กซ์…
แองจี้: (พูดขึ้นขัดอีกครั้ง) เย็ด! มันคือการเย็ดกัน

3.
ความรักและความเข้าใจจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีเซ็กซ์แบบสอดใส่เข้าไปลึกๆ ลึกจนทำให้เกิดความเจ็บปวด ณ โมเม้นต์นั้นเราจะเริ่มรู้สึกความการครอบครองและการถูกครอบครอง เมื่อนั้นแหละที่เราจะเริ่มเข้าใจในรักและความหมายของมันจริงๆ

4.
ปีศาจคือผู้แบ่งแยกทุกสิ่ง ดีกับเลว ขาวกับดำ ชายกับหญิง ส่วนพระเจ้านั้นเป็นผู้รวมสิ่งเหล่านั้นเข้าหากัน หากปีศาจคือขาวกับดำ พระเจ้าก็คือสีเทา, หากปีศาจคือชายและหญิง พระเจ้าก็คือเซ็กซ์!

29/08/14 – The Raid 2: Berandal (Gareth Evans/ Indonesia, USA/ 2014) – 3/5

ถามว่าสนุกไหม มันสนุกมาก คิวบู๊แอ็คชั้นแม่งดีมากๆ ดีเสียจนคนทำหนังอื่นๆอาจต้องคิดเยอะๆก่อนจะสร้างหนังแอ็คชั้นต่อสู้แบบนี้บ้าง หลายฉากๆคิดไม่ตกว่ามันถ่ายยังไงว่ะ? อย่างฉากสู้ในห้องน้ำนี่คิดไม่ตกจริงๆ หรือฉากไล่ล่าในรถที่ดีและสนุกฉิบหาย ตอนเปลี่ยนแม็กกาซีนปืนแม่งเท่มากๆ หรืออย่างฉากต่อสู้ช่วงท้ายในห้องครัวที่เรารู้ตัวเลยว่ากำลังอ้าปากค้างอยู่ ตวัดมีดเฉือดคอแบบเลือดสาดกระจาย สุดตรีนจริงๆ

แล้วพอแอ็คชั่นมันดีมากๆ เราเลยมักลืมตัวและไม่ได้คิดถึงตัวเรื่องเท่าใดนัก โฟกัสแต่ฉากมันส์ๆอย่างเดียวเลย ซึ่งบทมันก็โอเคแหละ ซับซ้อนน่าติดตามดีเพียงแต่อย่างที่บอกว่าพอแอ็คชั่นมันน่าติดตามเราเลยเลือนๆตัวเรื่องไปบ้าง จนบางที่ก็รู้สึกว่าเรื่องมันธรรมดาจังว่ะ ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเซอร์ไพร์สใดๆ แต่เอาน่ะ ส่วนอื่นๆมันทำมาดีทดแทนกัน

ปล. พี่แมดด๊อกของกรูไม่ควรมาตายแบบเน้! ตัดคะแนนๆ

30/08/14 – Boyhood (Richard Linklater/ US/ 2014) – 4/5

ไม่เกินเลยไปนักหากเราจะใช้คำว่า มหัศจรรย์ กับหนังเรื่องนี้สำหรับกระบวนการถ่ายทำด้วยเวลา 12ปี โดยใช้นักแสดงคนเดิมชุดเดิมตลอด ในเส้นเรื่องที่ไม่ได้กำหนดไว้ตายตัว สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาตามการเติบโตของตัวละครหลัก ผลที่ได้คือการเห็นพัฒนาการของตัวละครใน 12 ช่วงปีที่ก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมายทั้งการเปลี่ยนไปของแนวเพลง หนังชุดที่ตัวละครเติบโตมาร่วมกัน เครื่องมือสื่อสารที่เปลี่ยนไปมโหฬารในเวลาแค่ 1 รอบชีวิตรวมไปถึงสภาพมสังคมอเมริกันนับตั้งแต่ 9/11 ผ่านการเลือกตั้งระหว่างโอบาม่าและแมคเคนในปี 2008 จนเวียนมาครบอีกรอบในสมัยที่สอง

ซึ่งข้อดีและความงดงามมากๆของการถ่ายทำแบบนี้คือการที่มันสามารถร้อยเรียงไปกับเรื่องราวการการไหลเอื่อยของชีวิตมนุษย์ได้อย่างลงตัว ชีวิตที่มันไม่เคยแน่นอน ชีวิตที่เติบโตไปพร้อมๆกับการเรียนรู้ทั้งกับการจากลา ความรักและความเจ็บปวด เผชิญกับความเว้าแหว่งหรือเติมเต็มโดยส่วนที่เราว่ามันดีมากๆคือการที่มันแสดงให้เห็นว่าการเติบโตนี้มันคือเรื่องของปัจเจก ไม่ตัดสินและไมได้ต้องการเทียบเคียงกับใครหรือสิ่งใด เพียงแต่ทำให้เห็นถึงความงามหรืออาจจะคือความร้าวรานของชีวิตๆหนึ่งเท่านั้น ที่สำหรับบางคนอาจเห็นเป็นพลังในการใช้ชีวิต แต่บางส่วนอาจเห็นเพียงความว่างเปล่าที่ดูจบแล้วก็จบกันไป

มันมีอยู่สองซีนที่เรานึกถึงมันเมื่อออกจากโรง

1. ของขวัญในวันครบรอบ 15 ปีของเมสัน ทั้งมิกซ์เทปของเดอะบีเทิ้ล, หนังสือไบเบิ้ลและปืนยาว หากช่วงวัยที่อายุ 15 ปีคือจุดตัดระหว่างวัยเยาว์กับวัยผู้ใหญ่ ของขวัญเหล่านี้ก็น่าจะเป็นภาพแทนการเติบโตขึ้นนี้ได้ดี มิกซ์เทปที่ผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีก่อนจะมาเป็นชุดที่สมบูรณ์คล้ายกับการเติบโตในช่วงชีวิตวัยเยาว์, การต้องเริ่มรับผิดชอบต่อสังคม(ไบเบิ้ล)และการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด(ปืน)

2. อีกซีนคือในช่วงท้ายที่เป็นบทสนทนาที่ประทับใจมาก มันตั้งคำถามที่ว่า คนเรานั้นฉกฉวยช่วงเวลาหรือจริงๆแล้วเป็นช่วงเวลาต่างหากที่มาฉกฉวยเรา?

ปล. ขอติการแปลซับไทยหน่อยเถอะ (โดยป๊าเต๊ด ยุทธนา) คือการใช้ศัพท์วัยรุ่นที่ไม่ตรงกับช่วงเวลาจริงของหนัง จำพวกศัพท์แสลงต่างๆนาๆที่มันเพิ่งมีการใช้ในไม่กี่ปีมานี้เองในยุคโซเชียลมีเดีย แต่มันกลับถูกนำมาใช้ในหนังที่เป็นช่วงเวลาหลายปีก่อนหน้านั้นตั้งเยอะ(ยุคที่ยังไม่มีโซเชียล) ยังไม่พูดถึงตัวของภาษาเองที่พอแปลเป็นไทยแล้วมันดูหลุดจากหนังมากๆ กลายเป็นส่วนเกินสุดๆ (ณ ตอนเขียนตอนนี้เราจำคำเหล่านั้นในหนังไม่ได้แล้ว)

10467067_10152317635463576_5225837553104736719_o30/08/14 – แหม่มแอนนา หัวนม มาคารอง โพนยางคำ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค/ ไทย/ 2014) – 5/5

*** ออกตัวก่อนว่าเขียนด้วยความรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์, แนวคิดหรืออะไรก็ตามที่เป็นวิชาการน้อยมากๆ ดังนั้นจึงขอพูดเฉพาะสิ่งที่เราเห็นและคิดถึงมันตามพื้นความรู้ที่พอมี (ซึ่งแน่นอนบางเรื่องเราคิดคลาดเคลื่อนแน่ๆ) ***

How primitive we are?

เรารู้ว่ารัชฏ์ภูมิสนใจและศึกษาเรื่องราวในช่วงก่อนและหลังยุคอาณานิคมมานานแล้ว ทั้งประวัติความเป็นมาและโดยเฉพาะผลต่างๆที่มันถูกส่งต่อผ่านมาถึงปัจจุบันในหลายๆด้านจากใน FB ที่รัชฏ์ภูมิมักแชร์ความรู้มาให้อ่าน กอปรกับการส่งผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาในภาพยนตร์ ในไตรภาคแรกรัชฏ์ภูมิพูดถึงเรื่องของการสื่อสารทั้งระบบทั้งเรื่องของความต่างของเสียง, ภาษาหรือแม้กับตัวอักขระอักษรบนแนวความคิดแบบอาณานิคม ทั้งเรื่องของซับไตเติ้ลในรูปของเข้าครอบครองชาติใน เสียงออกไม่ได้ในราชอาณาจักรทางภาษาของคุณ (2011), วอยย์โอเวอร์ในรูปของเอกราชและความต่างใน มะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ (2013) (ส่วน ออกเสียงไม่ได้ในจักรวรรดิทางภาษาของคุณ (2008) เรายังไม่ได้ดู) ซึ่งใน มะนีจันฯ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของหนังชุดใหม่อันว่าด้วยอาณานิคมที่เคยมีบทบาทต่อสยาม/ไทย มะนีจันฯว่าถึงฝรั่งเศส ส่วนแหม่มแอนนาฯนั้นคือบริเตน อังกฤษ โดยจะมีอีกเรื่องคือ  ม.อ.ฟ.ฮ.ค.ก.ร.ป.ต.ย.ท.น.ด.จ.ต. (ปีไหนไม่รู้) ที่จะว่าถึงอเมริกา (ข้อมูลนี้ขโมยมาจากหน้าวอลล์เจ้าตัว)

หนังมันพูดถึงว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหากแหม่มแอนนา (ใช่ค่ะ! คนเดียวกับในเรื่อง Anna and the King of Siam, The King And I และ Anna and the King นั้นแหละ) ได้กลับมาศิวิไลซ์ประเทศไทยอีกครั้งหลังจากไปศิวิไลซ์มาหมดแล้วเกือบทั่วทั้งโลก โดยเป้าหมายของเธอคือการศิวิไลซ์ พรินซ์ ชายชั้นสูงป่าเถื่อน โดยมี ทับทิม สาวใช้ใจซื่อเป็นผู้ช่วยเหลือ แล้วไอ้การศิวิไลซ์นี้มันก็นำพาคนดูไปพบกับความย้อยแย้งและความแปลกประหลาดที่สังคมไทยมันเป็นอยู่ มันทั้งแสบสันต์และเจ็บแสบ!

เพื่อให้ง่ายต่อการเรียบเรียงของตัวเอง เราจึงขอเขียนโดยแยกแต่ละตัวละครแทน

แหม่มแอนนา: แหม่มชาวตะวันตกผู้ศิวิไลซ์มาแล้วทั่วโลก แต่เธอมีอดีตตามหลอกหลอนอยู่นั้นคือเหล่าผู้เสียหายจากการศิวิไลซ์ของเธอ การมาศิวิไลซ์ไทยของเธอจึงคือความย้อนแย้งอย่างร้ายกาจ การทำให้เป็นสมัยใหม่โดยโดนความเป็นสมัยเก่าตามหลอกหลอน เป็นผลให้เมื่อเธอศิวิไลซ์ได้แล้วความหวาดกลัวก็บังเกิดอันเป็นความกลัวเดียวกับการเสียการครอบครอง ดังนั้นแล้วเมื่อถึงจุดนั้นเธอจึงต้องทำการกดทับ(ด้วยความเป็นไทยนั้นแล) เพื่อกดความภาพของอดีตเหล่านั้นลงและผลของการเป็นผู้ครอบครองต่อไปกอปรกับจิตใต้สำนึกของการถวิลหาความเถื่อนถ้ำ(ในฉากความสุขของการเยี่ยวรดหน้า) โดยหารู้ไปว่าการศิวิไลซ์ของเธอในรูปของการกดทับนั้นมันได้ก่อร่างสร้างตัวไปไกลแล้ว ด้วยความย้อนแย้งของเธอจึงทำให้ท้ายที่สุดเธอก็พ่ายแพ้หมดรูปไป

พรินซ์: ชายไทยชั้นสูงผู้เถื่อนถ้ำ ยืนตัวไม่ตรง ชักว่าวไม่เป็นที่และต่อมกระตุ้นความรู้สึกทางเพศอยู่ตื้นเพียงหัวนม เขาผู้ได้รับการศิวิไลซ์ขึ้นมา(ในรูปของการกดทับของแหม่ม)จนหูตากว้างไกล ฉลาดขึ้นและรู้ว่าจะปกครองและหาประโยชน์จากผู้คนอย่างไร เขาคือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้

ทับทิม: ไพร่สาวไทยผู้อ้อนน้อม อ่านภาษาอังกฤษได้ฉะฉานผู้สมยอมกับการเป็นข้ารับใช้ จนการมาศิวิไลซ์(และให้ท้าย)ของแหม่มแอนนา เธอจึงเริ่มแต่งตัวอย่างตะวันตก กินมาคารอง เริ่มร้องไห้กับหนังอย่าง 12 Years a Slave และซะใจกับ Django Unchained แต่เธอยังคงเป็นผู้โดนกดทับอยู่ตลอดเวลาอยู่ร่ำไป

กล่าวโดยสรุป นี่คือภาพจำลองของสังคมไทยในช่วงเวลาจากศตวรรษที่ 19 มาสู่ศตวรรษที่ 21 ที่แม้เวลาจะเดินหน้าแต่สภาพสังคมกลับเป็นการเดินย้อนกลับจากศตวรรษที่ 21 สู่ศตวรรษที่ 19 อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มันคือการดึงรากผ่าต้นแล้วนำเอาวงปีของสังคมไทยเหล่านั้นมาชำแหละ ผ่าซาก หาจุดร่วม จุดบิด จุดบอดของมันพร้อมๆกับการตวาดเสียงดังๆๆว่า ดูซิพวกมึงทั้งหลาย ไอ้สิ่งที่พวกมึงคิดว่าศิวิไลซ์นักหนานั้น แท้จริงแม่งพริมิทีฟแค่ไหน!!!

นี่คือหนังสนุกมาก กวนตีนมาก ตลกมาก ซะใจมาก รุนแรงมากและตบหน้าได้เจ็บฉิบหายเลย

เอ๊า! รอเหี้ยอะไรกันอยู่ค่ะ กราบแหม่มซิค่ะพวกมึง กราบบบบบบบบบ

ปล1. นักแสดงเริดทุกตัว แสดงกันแบบไม่ยั้งมือ มีร้อยใส่พัน รวมถึงเทคนิคที่หนังใช้อันเหี้ยห่าบัดซบ (มันคือคำชมที่ยกย่องที่สุด) แค่เปิดเรื่องมาแนะนำตัวแหม่มก็เหี้ยแล้ว แถมมันยังมีซีนตบกันที่ยิ่งกว่าละครหลังข่าวหรือกับซีนถ่ายมุมกดการกราบตอนท้าย แต่ที่คือที่สุดของที่สุดคือการใช้เพลงประกอบ ใคระไปคิดว่ามันมีคนเอาเพลง ไกลแค่ไหนคือใกล้ มาประกอบฉากฆ่าไม่เลี้ยงใน Django Unchained!!!

ปล2. สองซีนที่ดิฉันสบถ เหยดดดด  ขึ้นมายาวๆและจิกหน้าอย่างแรงคือซีนแหม่มแอนนาพ่ายแพ้ต่อหน้าอนุสาวรีย์ ร.5 และหมุดคณะราชฏร และซีนก้มกราบตอนท้ายที่ใช้ภาพมุมกด รุนแรงหาสิ่งใดเปรียบจริงๆ

ปล3. เป็นเกียรติ์เหลือแสนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ร่วมกับเหล่ามิตรสหายในโรงใหญ่ที่พร้อมใจกันกรี๊ดกร๊าดโห่ร้อง จิกเบาะตบเข่ากันแบบไม่ยั้ง มันช่วยทำให้การดูหนังเรื่องนี้มันพีคขึ้นไปขั้นจริงๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s