แผลเก่า 2557: ไอ้ขวัญอีเรียมฉบับโบ่ยตีระบอบเก่า

12/08/14 – แผลเก่า (ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล/ ไทย/ 2014)

poster1

วันแม่ก็ควรไปดูหนังของหม่อมสิค่ะ แล้วอิชั้นก็ได้พบว่าหม่อมทำให้อกอิฉันกลัดหนองและแสนแสบไปด้วยความสุดขีดสุดตรีนขิงๆของหม่อมเจ้าค่ะ

จะว่าไปดิฉันก็ดูหนังของหม่อมในยุคหลังมาครบทุกเรื่องเลย เหล่าบรรดาหนังที่หม่อมเอาวรรณกรรมไทยคลาสสิคมาตีความใหม่พร้อมกับใส่แนวคิดทางการเมืองของหม่อมเข้าไป แรกๆอิชั้นยังใหม่และความรู้ความคิดยังด้อยอ่อนทั้งในตัววรรณกรรมที่ไม่เคยอ่านซักเล่มและกับตัวประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ตอนนี้เมื่อดิชั้นมีโอกาสได้เรียนรู้ศึกษามาบ้าง การดูหนังของหม่อมเรื่องนี้อิชั้นเลยบันเทิงเริงรมณ์กับการตีความวรรณกรรมของหม่อมอย่างมาก สาแก่ใจในการยัดความคิดต่อต้านระบอบใหม่ของหม่อมเหลือเกินเจ้าค่ะ

ในแง่วรรณกรรมที่อิชั้นยังไม่เคยอ่านและไม่เคยดูหนังเวอร์ชั่นก่อนมาก่อนเลย แต่พอดูแล้วก็อุปโลกน์ไปก่อนเลยว่าคือการ “ได้แรงบันดาลใจ” มาจากวรรณกรรมของโลกอย่างโรมีโอ แอนด์ จูเรียต ของนายเชคสเปียร์ ซึ่งพออิชั้นเข้าใจไปอย่างนี้แล้วอิชั้นก็เลยช่างหัวกับตัวรรณกรรมไปเลยเจ้าค่ะ ไม่เคยอ่านก็ไม่รู้จะเทียบกับอะไร ดังนั้นแล้วอิชั้นก็เลยมุ่งความคิดไปยังบรรดาแนวคิดต่างๆที่หม่อมยัดเข้าไป อิชั้นพบว่าในเรื่องนี้หม่อมชัดเจนเหลือเกินในการแอบอิงแนวคิดต่อต้านประชาธิปไตยอันเป็นระบอบใหม่ที่เกิดขึ้นในท้องเรื่องคือในช่วงปีระหว่าง พ.ศ. 2479 ถึง 2482 หลังการอภิวัติ 2475 ของคณะราษฎรไม่นาน ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งอิฉันก็เห็นว่าช่วงเวลานี้บริบทมันเหมาะเหลือเกินในการยกมาใช้อ้างอิงแนวคิดของหม่อมเอง หม่อมเลยใส่ซะเต็มที่เลยทั้งความเหี้ยของระบอบการเมืองใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ความเลวร้ายของความเป็นสมัยใหม่ อีพวกนักเรียนนอกตามตูดฝาหรั่ง พวกมั่วไปเรื่อยและไม่เห็นหัวใคร บลาๆๆๆ พวกนี้ระบอบนี้มันแย่ มันเลวจนทำให้ท้องทุ่งบางกะปิต้องป่นเปื้อน ความรักบริสุทธิ์ต้องถูกพรากจาก พวกคุณๆจะทำให้ในน้ำจะไม่มีปลาและในนาจะมีข้าวนะ สาแก่ใจแล้วใช่ไหมไอ้พวกผู้ดี ไอ้พวกบางกอก อีพวกริยำ

แต่เพื่อไม่เป็นการมองหม่อมด้านเดียวเกินไป อิชั้นค้นพบว่ามันยังมีอย่างน้อย 2 เรื่องที่มันขัดแย้งหรืออาจหักล้างกับสิ่งที่หม่อมยัดใส่เข้าไป (จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็สุดจะคาดเดา) หนึ่งคือความมุทะลุของไอ้ขวัญซึ่งมองได้สองแง่ อันนึงคือการบอกว่าระบอบเก่ามันก็ยังมีปัญหาเหมือนกันนะ (ระบอบเก่ายังไง ก็ดูจากการถอดเสื้ออยู่เกือบตลอดทั้งเรื่องของไอ้ขวัญเอา) อีกอันคือการเป็นภาพแทนของการต่อต้านของเหล่าผู้นิยมระบอบเก่าซึ่งเมื่อคิดแบบนี้แล้วและดูตามบริบทในเรื่อง มันอาจคือภาพแทนของการก่อกบฏบวรเดช ปี 2476, กบฏนายสิบ 2478 และกบฏพระยาทรงสุรเดช 2482 (อันนี้อิชั้นคิดของอิฉันเอง อย่าได้ถือสาเอาความอิชั้นเลย)

อีกหนึ่งคือการเปลี่ยนไปของตัวอีเรียม จากชาวบ้านไปเป็นผู้ดี ผู้ได้รับรู้และซึบซับระบอบใหม่เข้าไป เธอผู้ไม่มีสิทธิในการเลือกในตอนแรก แต่กลับมีสิทธิ์เหล่านั้นในตอนหลัง “ดิฉันถอนหมั้นด้วยตัวเองแล้ว” ประโยคที่ออกจากปากอีเรียมนี้มันชัดเจนมาก มันเป็นแนวคิดของระบอบใหม่ อีเรียมมีสิทธิ์เลือกที่จะกลับมาทุ่งบางกะปิก็อยู่ในแนวคิดแบบนี้เช่นกัน มันก็เลยเข้าวลีที่ว่า “รับเอาแต่สิ่งที่ดีที่เหมาะควรกับคนไทยมาปรับใช้” แหมหม่อมก็ ช่างร่วมสมัยและไท้ไทยเจ้าค่ะ

อย่างไรก็ตาม มันมีอยู่ฉากหนึ่งที่อิชั้นรับไม่ได้อย่างรุนแรง มันคือฉากยอมรับและเคารพตัวอีเรียมของคุณสมชายแล้วลงไปจูบมือแล้วไอ้ขวัญมาเห็น ฉากนี้มันเปลี้ยใจเปลี้ยกายดิฉันมาก หม่อมใส่เข้ามาแบบง่อยเปลี้ยเหลือเกิน หนึ่งก็เพื่อผลของตัวเรื่องในการขมวดปมให้งวดก่อนจบหนัง อีกหนึ่งก็เพื่อการชาบูความสวยงามของสมัยเก่า ของระบอบเก่าที่ความเป็นสมัยใหม่ ความเป็นระบอบใหม่ต้องศิโรราบ คนเหี้ยห่าแค่ไหนก็กลับมาเป็น “คนดี” ได้หากรักในระบอบเก่า ค่ะ!

ยัง ยังค่ะ อิฉันจะขอชื่นชมหม่อมอีกนิดละกันนะค่ะกับบรรดาส่วนประกอบต่างๆในท้องเรื่องที่ไม่คิดฝันว่าจะได้พบได้เจอ อาทิเพลงสวมหมวกที่อิฉันฟินเฟ่อมากๆ หรือการใช้เพลงประกอบระหว่างท้องทุ่งกับในเมืองที่ตัดกันแบบเอาให้หลังหักกันไปเลย หรือกับภาพย้อมสีซะอิ๊มอิ่ม อิ่มซะจนบางทีมันแตกเป็นเกรนเลย ทุ่งบางกะปิของหม่อมกลายเป็นภาพแวนโก๊ะฉบับไทยๆไปเลยค่ะ ซึ่งมิตรสหายท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า คำอะไรก็ตามที่ตามด้วย “แบบไทยๆ” นั้น ความหมายของคำๆนั้นจะกลายเป็นตรงกันข้ามทันทีเจ้าค่ะ

สุดท้ายขอกล่าวถึงนักแสดงหน่อย ใหม่ ดาวิกา เลอค่ามากค่ะ นางสวย นางเด่น นางขึ้นกล้องเหลือเกิน, นิว ชัยพล ก็โอก็ดี ผิดกับเหล่าเดอะสตาร์ทุกตัวเลยค่ะที่วัลลาบีอยากเป็นเหมือนเหล่าเพื่อนอีมากในหนังพี่มากฯ กันจังเลย มันน่ารำคาญอ่ะค่ะ

อนึ่ง เมื่อครั้งหนัง จันดารา ปัจฉิมบท หม่อมใช้รถเก่าตามยุคสมัยของหนังแต่หม่อมพลาดตรงที่หม่อมหลุดให้เห็นภาพพรมปูพื้นรถแบบขดใยที่ในยุคนั้นยังไม่มีการผลิตหรือใช้กัน พอมาที่เรื่องนี้ดิฉันก็เลยตั้งใจสอดส่องสายตาในเรื่องแบบนี้เป็นพิเศษ แล้วดิฉันก็พบกับแว่น Rayban ค่ะ แว่นเรแบนด์ในปี พ.ศ. 2482! ออกจากโรงดิฉันก็เลยรีบหาข้อมูลเลยเจ้าค่ะแล้วก็พบว่าแว่นเรแบนด์นี้เริ่มขายไปสู่สาธารณชนครั้งแรกในปี ค.ศ. 1937 หรือ พ.ศ. 2480
นั้นก็หมายความว่าหม่อมรอดตัวไปค่ะ แล้วยิ่งคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริกาในยุคนั้นก็น่าจะถือว่าถูกต้อง อันนี้ต้องขอบคุณหม่อมที่ทำให้ดิฉันไปศึกษาประวัติของแว่นเรแบนด์ค่ะ

ปัจฉิมลิขิต. แหมมม หม่อมก็ หนังหม่อมเน้นความงามความสวยอลังกาลของทั้งนักแสดงและท้องทุ่งบางกะปิ ไฉนเลยหม่อมถึงไม่ทำโปสเตอร์ให้มันดูดีและเยอะกว่านี้ล่ะจ๊ะ อิชั้นรู้ว่าหม่อมนิยมระบอบเก่าแต่ก็ขอให้ชั้นได้เลือกหน่อยเถอะ อีเรียมสาวบ้านนายังมีสิทธิ์เลยไฉนอิชั้นไม่ได้รับสิทธิ์นั้นบ้างล่ะค่ะ ชั้นคนกรุงแท้ๆ อิฉันเห็นโปสเตอร์หนังแล้วได้แต่ส่ายหน้าไปมาเจ้าค่ะ

**แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องแว่นตาเรแบนด์ **

จริงๆแล้วในยุคตามท้องเรื่องนั้นรัฐไทยในยุคจอมพล ป. ญาติดีกับทางญี่ปุ่นมากกว่าอเมริกาอันเป็นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่รัฐไทยเอียงไปหาทางฝ่ายอักษะมากกว่าฝ่ายสัมพันธ์มิตร(ที่เสรีไทยเข้าร่วมอย่างลับๆ) ดังนั้นแล้วในช่วงนั้นแว่นเรแบนด์ไม่น่าจะเข้ามาไทยได้เร็วขนาดนั้นเพียงแค่ 2 ปีหลังจากปล่อยขายให้แก่สาธารณชน

2/5

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s